Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘พิพัฒน์’ ดัน ‘สะพานมโนราห์’ ข้ามทะเลสาบสงขลาปักหมุดตอกเสาเข็มธ.ค. 68

    ‘พิพัฒน์’ ดัน ‘สะพานมโนราห์’ ข้ามทะเลสาบสงขลาปักหมุดตอกเสาเข็มธ.ค. 68

    ‘พิพัฒน์’ ตรวจงานถนนเชื่อม ‘หาดชลาทัศน์–เก้าเส้ง’ เติมเต็ม Thailand Riviera เชื่อม ‘เพชรบุรี–นราธิวาส’ ปักหมุดสร้าง ‘สะพานมโนราห์’ ข้ามทะเลสาบสงขลา ธ.ค. 68 หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่างสู่ศูนย์กลาง ‘ประตูเศรษฐกิจอ่าวไทย’

    1 พ.ย.2568-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ ( เก้าเส้ง) พัฒนาโครงข่ายถนนสำคัญในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ตอนล่าง ว่า จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวแต่ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมยังมีข้อจำกัดหลายประการ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้จังหวัดสามารถยกระดับสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจฝั่งอ่าวไทย” ได้อย่างแท้จริง

    สำหรับโครงสร้างพื้นฐานคือจุดเริ่มต้นของโอกาส ถ้าเรามีถนนที่ดี มีเส้นทางเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ การค้าขายจะสะดวกขึ้น การท่องเที่ยวจะคึกคักขึ้น และประชาชนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังเดินหน้าคือ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) ทางหลวงชนบท สข.2004 ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร(กม.)แบ่งเป็น ส่วนถนน 1.4 กม.ส่วนสะพานข้ามคลอง 0.4 กม.ขนาด 2 ช่องจราจรมาตรฐาน

    “โครงการนี้จะช่วยเชื่อมย่านท่องเที่ยวชายฝั่งกับถนนสายหลักของจังหวัดสงขลา เสริมการเดินทางระหว่างเมืองเก่าสงขลา–เก้าเส้ง–หัวนายแรง และเติมเต็มแนว “เส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย (Thailand Riviera)ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้ชุมชนชายฝั่งอย่างทั่วถึง ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขั้นตอน ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA และเตรียมก่อสร้างโดยกระทรวงคมนาคมจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และเริ่มต้นโครงการภายในปี พ.ศ. 2570” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนา “Thailand Riviera” เป็นแนวคิดการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย มีแนวคิดว่าถ้าเริ่ม ตั้งแต่ เพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์– ชุมพร–สุราษฎร์ธานี– นครศรีธรรมราช -สงขลา– ปัตตานี- นราธิวาส ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์ เราต้องการให้ชายฝั่งอ่าวไทยกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่คนไทยภาคภูมิใจ ขับรถเที่ยวได้ทั้งเส้น เห็นความงดงามของทะเล วัฒนธรรม และชุมชนตลอดแนว โครงการในสงขลาเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางนี้ เพราะเป็นประตูสู่ภาคใต้ตอนล่าง  และจะเชื่อมต่อการเดินทางทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยเข้าด้วยกัน

    สำหรับโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (ตำบลเกาะใหญ่ – จองถนน จังหวัดสงขลา – พัทลุง) อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา-อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ) ระยะทาง 7 กม. วงเงิน 4,841 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4,700 ล้านบาท และค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้าง 141 ล้านบาท ตามเป้าหมายเพื่อให้แล้วเสร็จในปี 71 เตรียมลงนามสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ในเดือน ธันวาคม 2568 คาดแล้วเสร็จในปี 71 ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนรอคอยมานานกว่า 30 ปี

    นอกจากนี้ ยังมีโครงข่ายถนนรอบทะเลสาบสงขลาครอบคลุมพื้นที่กว่า 142 ท้องถิ่น ครอบคลุม 3 จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา เพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่างชุมชน ตลาด และแหล่งท่องเที่ยวให้เดินทางสะดวกมากขึ้น สำหรับพื้นที่โดยรอบสะพานจะได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมจัดตั้ง ศูนย์อนุรักษ์และอนุบาลปลาโลมาอิรวดี เพื่อศึกษาดูแลและขยายพันธุ์โลมาในทะเลสาบสงขลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในประเทศ ถือเป็นโครงการที่ผสานทั้งมิติของคมนาคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/888505/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_-qHE-OSU3NFIAZwGMc–

  • โอนเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่มอีก 850 บาท ผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคน

    โอนเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่มอีก 850 บาท ผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคน

    ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน เฮ รัฐบาลโอนเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มเดือนละ 850 บาทเป็นเวลา 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค. เริ่มโอนวันนี้ (1 พ.ย.2568) รวมเป็นเงิน 1,700 บาทต่อคน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คาดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 22,780 ล้านบาท

    วันนี้ (1 พ.ย.2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2568 เป็นต้นไป ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านคน จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมเดือนละ 850 บาทต่อคน เป็นเวลา 2 เดือน รวม 1,700 บาทต่อคน ซึ่งจะถูกโอนเข้าบัญชีอัตโนมัติในวันที่ 1 พ.ย.2568 และ 1 ธ.ค.2568 คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 22,780 ล้านบาท ตลอดโครงการ

    โดยรัฐบาลประเมินว่า จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนในภูมิภาค สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในภาคค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีแรงส่งสำคัญต่อ GDP ไตรมาสสุดท้ายของปี ใช้ได้เฉพาะร้านธงฟ้า–สินค้าอุปโภคบริโภค

    ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรฯ ยังคงได้รับสิทธิตามเดิม โดยสามารถใช้วงเงินเพิ่มเติมได้ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าที่เข้าร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม โดยวงเงินที่ได้รับในแต่ละเดือนจะไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้

    นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ คาดว่าจะเริ่มในช่วงต้นปี 2569 โดยจะมีการปรับเกณฑ์คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในปัจจุบัน เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือเข้าถึง กลุ่มเปราะบาง และ กลุ่มรายได้น้อยจริง ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเอกชนมองว่า การอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาทในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี จะช่วยพยุงการบริโภคภาคครัวเรือน ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในภาวะที่การส่งออกยังชะลอตัว แต่ก็มีนักวิเคราะห์บางส่วนออกมาเตือนว่า มาตรการในลักษณะเงินโอนชั่วคราว ควรถูกออกแบบให้มีความยั่งยืนมากขึ้น เช่น การผูกกับโครงการสร้างงานหรือทักษะอาชีพ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นเพียงการ อัดฉีดระยะสั้น ที่ไม่สร้างผลคูณทางเศรษฐกิจระยะยาว

    อ่านข่าว:

     พณ.เร่งกระตุ้นกำลังซื้อท้ายปี หนุนนโยบายรัฐ “บัตรสวัสดิการ-คนละครึ่งพลัส”

    รัฐบาลยืนยัน “คนละครึ่งพลัส” ไม่จำกัดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำต่อวัน

    เตือนผู้ค้า “คนละครึ่งพลัส” ขายของเกินราคา เจอโทษปรับ-จำคุก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16oL9b3aXE6rq11rjkoNCq

  • “คนละครึ่งพลัส” คึกคัก ร้านค้าสมัครได้ถึง 19 ธ.ค. 68 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    “คนละครึ่งพลัส” คึกคัก ร้านค้าสมัครได้ถึง 19 ธ.ค. 68 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ โดยรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันให้มาตรการดังกล่าวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างทั่วถึง

    เพื่อเปิดโอกาสให้ร้านค้ารายใหม่เข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น รัฐบาลได้กำหนดให้ ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ได้ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” หรือสมัครด้วยตนเองที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ โดยต้องเป็นร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีของรัฐ และจำหน่ายสินค้า–บริการที่เข้าข่ายตามเงื่อนไขของโครงการ เช่น ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวดแผนไทย ร้านซักรีด หรือร้านค้าทั่วไป

    รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า ปัจจุบันมีร้านค้าผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วกว่า 7.8 แสนราย และมียอดการใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงพลังการจับจ่ายของประชาชนที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขอเชิญชวนร้านค้าที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการรีบสมัครภายในกำหนด เพื่อใช้โอกาสนี้ขยายฐานลูกค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/732799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wn5uP3tM8aRnJZDZ5ebXS

  • “ตรีนุช” ดันนโยบายเร่งด่วน “พัฒนาทักษะแรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    “ตรีนุช” ดันนโยบายเร่งด่วน “พัฒนาทักษะแรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    น.ส.ตรีนุช เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญคลื่นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในชีวิตการทำงานของคนไทย ปัจจัยที่สำคัญคือ

    1) โครงสร้างประชากร ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว เด็กเกิดน้อยลง สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลง เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน
    2) ความท้าทายจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความต้องการทักษะอย่างรุนแรง ส่งผลให้ความต้องการทักษะ
    3) ตลาดแรงงานและการขาดแคลนทักษะ แม้อัตราการว่างงานโดยรวมจะต่ำ แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังเผชิญคือ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการ
    4) ความท้าทายด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายการค้าที่เข้มข้นของสหรัฐฯ ไทยได้รับผลกระทบภาษีส่งออกที่เก็บอัตราร้อยละ 19 
    กระทรวงแรงงานกำหนดนโยบายปี 2569 ทั้งหมด 5 ด้าน 

    โดยพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน และผลกระทบสูงที่ทำได้ในระยะสั้น แต่เกิดผลในระยะยาว ดังนี้

    1) การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากการสู้รบไทย-กัมพูชา เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
    2) การยกระดับและเพิ่มทักษะ (UpSkill-ReSkill) แรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี
    3) การส่งเสริมสวัสดิการแรงงานและความมั่นคงในชีวิต
    4) สร้างโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ นำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
    5) ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการทำงาน

    ด้านสิ่งที่ดำเนินการในตอนนี้จะเป็นการปูทางสู่การทำงานในระยะยาว ซึ่งกระทรวงแรงงานมีการดำเนินการพัฒนาทักษะแรงงานที่เท่าเทียมและยั่งยืน ดังนี้

    1) กระตุ้นให้แรงงานพร้อมปรับตัว ผ่านการให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับความจำเป็นในการพัฒนาทักษะ
    2) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการสร้างทักษะที่ยืดหยุ่น
    3) ทำหลักสูตรให้ตอบโจทย์จริง พัฒนาบุคลากรแบบ Demand Driven ร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคการศึกษา
    4) เร่งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานระดับประเทศ และสากล สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างศักยภาพแรงงานไทยทัดเทียมต่างชาติ 

    รมว.แรงงาน กล่าวเพิ่มว่า แม้ว่ารัฐบาลจะมีอายุแค่ 4 เดือน แต่ตนคิดว่าสิ่งที่ดำเนินการในตอนนี้ จะเป็นการปูทางไปสู่การทำงานในระยะยาว ซึ่งกระทรวงแรงงานมีการดำเนินการ แต่อาจจะต้องจัดเรียงเพื่อไปสู่การแก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานที่เท่าเทียมและยั่งยืน มีดังนี้ 1) การกระตุ้นให้แรงงาน “พร้อมปรับตัว” ผ่านการให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับความจำเป็นในการพัฒนาทักษะ 2) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการสร้าง “ทักษะที่ยืดหยุ่น” 3) การทำหลักสูตรให้ “ตอบโจทย์จริง” ซึ่งนโยบายของกระทรวงแรงงานมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรแบบ “Demand Driven” โดยมีการบูรณาการความร่วมมือไม่ว่าจะเป็น ภาคเอกชนและภาคการศึกษา 4) กระทรวงแรงงานกำลังเร่งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานระดับประเทศและสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรม และเสริมสร้างศักยภาพให้แรงงานไทยทัดเทียมแรงงานต่างชาติ

    “ดิฉันเชื่อมั่นว่า การดำเนินการตามแผนเร่งด่วนที่ทำได้ทันที และการสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งกับไตรภาคี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาแรงงานไทยก้าวข้ามความผันผวน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติได้” น.ส.ตรีนุช กล่าวในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CIOjyj0-nWnDN7GVxu9sB

  • เจฟเฟอรีส์คาดเฟดไม่ลดดอกเบี้ยในปีหน้า เชื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    เจฟเฟอรีส์คาดเฟดไม่ลดดอกเบี้ยในปีหน้า เชื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    บริษัทที่ปรึกษาการเงินเจฟเฟอรีส์ (Jefferies) ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะยุติการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านการค้ากำลังคลี่คลาย และร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ “One Big Beautiful Bill” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อาจช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งจะลดแรงกดดันให้เฟดต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป

    เจฟเฟอรีส์ระบุในบันทึกล่าสุดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะได้แรงสนับสนุนจากความชัดเจนด้านนโยบายการค้าและการคลัง รวมถึงแรงจูงใจด้านการลงทุนจากร่างกฎหมายดังกล่าว ประกอบกับผลบวกบางส่วนจากการปรับลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันยังไม่เห็นความจำเป็นที่เฟดจะต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2569

    อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินรายนี้คาดว่า เฟดอาจไม่สามารถดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่สามได้ภายในปี 2568 แม้เจอโรม พาวเวล ประธานเฟดยืนยันว่า การตัดสินใจเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยยังไม่ได้ข้อสรุป แต่การโน้มน้าวให้กรรมการเฟดสายเหยี่ยวเห็นชอบกับการลดดอกเบี้ยอีกครั้งนั้น จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือมากกว่านี้

    แม้การปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ชั่วคราวส่งผลให้ข้อมูลเศรษฐกิจบางส่วนขาดหาย แต่ภาพรวมในขณะนี้ถือว่าชัดเจนกว่าช่วงต้นปีมาก โดยข้อมูลล่าสุดยังสะท้อนทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเศรษฐกิจ เช่น ตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนแรงลง

    เจฟเฟอรีส์ชี้ว่า เมื่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในช่วงก่อนหน้านี้ได้รับการปรับแก้ ความไม่มั่นใจต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยก็ลดลง โดยการทบทวนตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เฟดปรับลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2568

    ทั้งนี้ เจฟเฟอรีส์คาดว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการคลังชุดใหม่และแรงจูงใจด้านการลงทุนจะช่วยหนุนการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า ขณะที่แนวโน้มที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะลดความขัดแย้งทางการค้าและหลีกเลี่ยงการถกเถียงด้านภาษีเพิ่มเติม อาจทำให้เฟดยุติการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เว้นแต่จะมีข้อมูลเศรษฐกิจใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงภายในทีมผู้บริหารเฟดที่ทำให้ทิศทางดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sMQ-TXpiDA0rAz_EKpvnc

  • นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ

    นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ

    วันนี้ (1 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมถ่ายภาพหมู่กับบรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ณ ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น การถ่ายภาพหมู่ครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงความเป็นเอกภาพและความพร้อมเพรียงของเหล่าผู้นำในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ นครปูซาน ในเวลา 16.15 น. และจะเดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลาประมาณ 21.00 น.

    นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 1 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 2 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 3 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 4 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 5

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-joins-apec-leaders-photo/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FahjQi0AnJZdZ2Mbum9qm

  • กรมแพทย์แผนไทยฯ ชวนร้านนวด-สปา ร่วม “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมแพทย์แผนไทยฯ ชวนร้านนวด-สปา ร่วม “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมแพทย์แผนไทยฯ ชวนร้านนวด-สปา ร่วม “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจสุขภาพ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศใช้ในปี 2568 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ เห็นถึงศักยภาพของธุรกิจนวดและสปา ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพไทย จึงขอเชิญผู้ประกอบการทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง

    ภญ.มณฑกา กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้กำหนดทิศทางการพัฒนานวดไทยให้ก้าวสู่ความเป็นสากล ผ่านการยกระดับมาตรฐานบริการ การพัฒนาทักษะบุคลากร และการสร้างภาพลักษณ์ “นวดไทย” ให้เป็น  Soft Power ที่สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub ของภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังเตรียมผลักดันให้การนวดไทยเป็นบริการหลักในศูนย์สุขภาพครบวงจร (Wellness Center) ทั่วประเทศ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนและกระจายประโยชน์สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    สำหรับสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ใบอนุญาตนวดเพื่อสุขภาพหรือสปาเพื่อสุขภาพ และผ่านการประเมินมาตรฐานสถานประกอบการเวลเนส จากกรมการแพทย์แผนไทยฯ ซึ่งครอบคลุมด้านบุคลากรผู้ให้บริการ ความสะอาด  ความปลอดภัย และคุณภาพการให้บริการตามมาตรฐานวิชาชีพ

    ภญ.มณฑกา ย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการนวดและสปา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์ความเป็นไทย โครงการดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง เคียงคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาแผนไทย พร้อมก้าวสู่เป้าหมายการเป็น “ศูนย์กลางเวลเนสแห่งเอเชีย” อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000104330&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ELGd7CRFvEODBDafyNvA4

  • ธนกรหนุนอุตฯป้องกันประเทศรุกตลาดโลก มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ธนกรหนุนอุตฯป้องกันประเทศรุกตลาดโลก มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ธนกรหนุนอุตฯป้องกันประเทศรุกตลาดโลก มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯได้ดำเนินการการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 

    โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์สองทาง (Dual-Use) อย่างยานยนต์หุ้มเกราะซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งในมิติความมั่นคงและเชิงเศรษฐกิจ 

    “ผู้ประกอบการไทยแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพในการผลิตและจำหน่ายยานยนต์หุ้มเกราะในตลาดโลก ซึ่งบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด ทำธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบาย Made in Thailand“

    ทั้งนี้ ความท้าทายที่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต้องเผชิญ เช่น ต้นทุนการผลิตที่สูงจากการนำเข้าชิ้นส่วน และการแข่งขันในตลาดโลก กระทรวงฯได้ดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เช่น การผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ร่วมกับกรมศุลกากร เพื่อลดต้นทุนด้านวัตถุดิบ

    และการจัดทำศูนย์สารสนเทศอัจฉริยะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้แก่ภาครัฐและเอกชน โดยกระทรวงฯจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขอุปสรรคต่างๆ

    รวมถึงผลักดันให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U3kcaSqGXS78F3_zfZtk5

  • “อนุทิน” หารือ “สีจิ้นผิง” ชื่นมื่น ให้คำมั่นร่วมมือปราบปรามภัยไซเบอร์ ปลื้ม จีนชมนโยบายไม่ส่งเสริมกาสิโน

    “อนุทิน” หารือ “สีจิ้นผิง” ชื่นมื่น ให้คำมั่นร่วมมือปราบปรามภัยไซเบอร์ ปลื้ม จีนชมนโยบายไม่ส่งเสริมกาสิโน

    ณ โรงแรม Kolon เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือทวิภาคีกับนายสี จิ้นผิง (Mr. Xi Jinping) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ

    โอกาสนี้ ประธานาธิบดีจีน กล่าวถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกครั้ง นายกรัฐมนตรีกล่าว ขอบคุณและซาบซึ้งประธานาธิบดีสีจิ้น ผิง ที่ได้มีสารถวายความอาลัย และยังได้กล่าวด้วยถ้อยคำในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายต่อคนไทย ทั้งนี้ จะได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลทรงทราบด้วย

    นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับความสำเร็จของการประชุม Fourth Plenum ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ครั้งที่ 4 ซึ่งได้วางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีนในระยะ 5 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำว่าปี 2568 ถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในการร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยและรุ่งเรืองร่วมกัน

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยืนยัน และพร้อมผลักดันความร่วมมือกับไทยในทุกมิติ ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงระดับประชาชน ขณะที่ นายกรัฐมนตรีเห็นถึงศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และเกษตรเพื่ออนาคต

    นายกรัฐมนตรีชื่นชมความจริงจังของประธานาธิบดีสี ที่ให้คำมั่นกับไทยในการร่วมกันปราบปรามภัยไซเบอร์ (Cyber crime) ถือว่าเป็น อาชญากรรมทั้งทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ซึ่งไทยถือเป็นวาระแห่งชาติและจะระดมความร่วมมือจากภูมิภาคเพื่อที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนี้ด้วย

    นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดืสี ถึงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยง ซึ่งไทยกล่าวถึงความคืบหน้า การบริหารจัดการดำเนินการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน รวมถึง โครงการสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 2 (หนองคาย–เวียงจันทน์) ซึ่งเป็นสะพานทางราง เพื่อเชื่อมต่อรถไฟไทย-ลาว-จีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงระบบรางกับจีน ทำให้สินค้าสามารถเดินทางไปและกลับตั้งแต่จีนตอนล่างไปจนถึงแหลมมลายู

    ในการหารือ นายกรัฐมนตรียังยืนยันกับท่านประธานาธิบดีสี ถึง รัฐบาลไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้กาสิโน มาเป็นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเชื่อมั่นว่า ด้วยความสามารถของคนไทย ผลิตภัณฑ์ไทย สินค้าไทย รวมทั้งเทคโนโลยีที่ไทยมีอยู่ ไทยมีทางเลือกอื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้น จึงได้หยุดการนำเสนอกฎหมายการพนันทุกชนิดและขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาเที่ยวอีกครั้ง โดยรัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยอย่างดี ซึ่งประธานาธิบดีกล่าว ชื่นชมนโยบายไทยและย้ำว่า ไม่คิดแทรกแซงการดำเนินนโยบายภายในของประเทศใดๆ แต่จะใช้มาตรการภายในของตน ในการหยุดยั้งไม่ให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเพื่อท่องเที่ยวกาสิโน เท่านั้น เพราะจีน เห็นว่า ธุรกิจการพนันมีผลเสียต่ออย่างมากต่อวิถีชีวิตของคน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงนโยบายรัฐบาลชุดนี้และความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่ต้องการมีการพนันที่ถูกกฎหมายเช่นกัน

    นายกรัฐมนตรี ยังถือโอกาสนี้ ติดตามการเจรจา การซื้อข้าวไทยจำนวน 500,000 ตันซึ่งคณะเจรจาได้ทำงานมาระดับหนึ่ง ขณะที่จีนบริโภคบริโภคทั้งประเทศเกือบ 150 ล้านตัน ชื่อว่ามีแนวโน้มในทางที่ดี

    นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เชิญนายกรัฐมนตรีจีน มาการประชุมแม่โขง- ล้านช้าง ที่ประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้ด้วย

    “ภาพรวม การหารือกับประธานาธิบดีจีนสังเกตได้ถึง บรรยากาศฉันมิตร ปฏิกิริยากลับมาของจีนซึ่งถือเป็นประเทศมหาอำนาจและมีความสำคัญ เปลี่ยนแปลงทิศทางที่ดีขึ้น และคณะผู้บริหารที่ร่วมหารือก็มีความพึงพอใจ ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ที่หยุดชะงักไป ได้รื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ดีต้องมาจากพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย

    ต่อมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงการหารือเต็มคณะกับ นายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน แบบเต็มคณะว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้ แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคต ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้ยกเรื่องปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีขึ้นมาพูดคุยและให้คำมั่นกับประเทศไทย ว่าจะร่วมมือการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ออนไลน์สแกมเมอร์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยเราตอบกลับไปว่า เรื่องนี้รัฐบาลถือเป็นวาระแห่งชาติ และจะระดมความร่วมมือจากทุกภูมิภาค เพื่อที่จะทำการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่เรียกว่าออนไลน์ไซเบอร์ ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

    นายกรัฐมนตรีระบุอีกว่า ยังเน้นเรื่องรถไฟไทย – จีน ที่ จีนได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งบริหาร ดำเนินการก่อสร้างโครงการให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็วที่สุด ซึ่งตนได้บอกว่าในโอกาสเยือนลาว ได้ทำความตกลงสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงช่วงหนองคาย เข้าไปเวียงจันทน์ แห่งที่ 2 ซึ่งจะเป็นรางรถไฟโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำการเชื่อมต่อระบบ การขนส่งทางราง กับประเทศลาว เพื่อที่จะทำให้สินค้าสามารถเดินทาง ทั้งไปและกลับ ตั้งแต่จีนตอนล่าง ผ่านลาวผ่านไทย ไปจนถึงแหลมมลายูได้ ซึ่งประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและคณะผู้บริหารมีความพึงพอใจ

    ส่วนกรณีการขายข้าวให้จีน 5แสนตันนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ได้พูดคุยในช่วงท้ายของการหารือ กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงก่อนจะเดินทางกลับ ว่าหากมีอะไรติดค้างจะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง แต่ได้ถือโอกาส ขอให้เร่งพิจารณา เรื่องที่จีนจะซื้อข้าว ซึ่งคณะทำงานคณะเจรจาได้ทำงาน มาในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มที่ดี เพราะตอนที่อยู่มาเลเซียตอนช่วงการประชุมอาเซียน ได้ขอนายกรัฐมนตรีจีนไป 1 ครั้ง และขอประธานาธิบดีจีน อีกครั้ง ตนเชื่อว่าด้วยสิ่งที่ประเทศไทยเรากำลังจะต้อง มีความสัมพันธ์ทางไมตรีของสองประเทศอีกหลายกิจกรรม จะสามารถทำให้เราปิดดีลนี้ได้ เราขายเพียง 5แสนตัน ในขณะประเทศจีนทั้งประเทศ บริโภค ปีละเกือบ 150 ล้านตัน

    นายอนุทินยังระบุว่า เห็นความพึงพอใจเป็นอย่างมาก คือการยืนยันกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ไปว่ารัฐบาลของตน ไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการใช้ กาสิโนมาเป็นเฟืองจักรในการกระตุ้น และมีความเชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถของคนไทย ผลิตภัณฑ์ของไทยสินค้าไทยเทคโนโลยีที่ไทย มีอยู่และพร้อมที่จะแสวงหาความร่วมมือ ความเชื่อมั่น ของประเทศไทย ตนได้ยืนยันไปว่า เราจะสามารถมีทางเลือกอื่นในการกระตุ้น เศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งตนได้ทำการ หยุดเรื่องของการ นำเสนอ กฎหมายการพนันทุกชนิด

    ซึ่งท่านประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้พูดคุย เรื่องนี้ กันนอกสคริปต์ และท่านตอบกลับมาว่าชื่นชมและยินดีกับประเทศไทย และพูดว่าสิ่งเหล่านี้ จะทำให้นโยบายที่ท่าน ได้ดำเนินอยู่คือเรื่องของการหายไปของนักท่องเที่ยว การหายไปของความร่วมมือต่างๆ ที่มีต่อประเทศไทย จะกลับไป ปลดล็อก ท่านพูดว่าการพนันมีผลเสียอย่างยิ่ง ต่อวิถีชีวิตของคน ตนขอให้ท่านได้รับทราบ นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ แล้วความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่ต้องการ การพนันที่ถูกกฎหมาย ซึ่งถ้าเราสังเกตเห็นปฏิกิริยาที่ตอบรับออกมา ของจีนที่ถือเป็นประเทศมหาอำนาจ และมีความสำคัญเป็นประเทศคู่ค้า เป็นประเทศพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตนเชื่อว่าน่าจะมี การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/450700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zFPg5CSU5vAZYHh5eL6hv

  • บัตรคนจนได้ตังค์ รัฐโอน 1,700 บาท เริ่มวันนี้!

    บัตรคนจนได้ตังค์ รัฐโอน 1,700 บาท เริ่มวันนี้!

    ถึงคิว !! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคนทั่วประเทศ เตรียมรับเงินช่วยเหลือรวม 1,700 บาท จากรัฐบาล เริ่มโอนงวดแรกแล้ววันนี้ 1 พฤศจิกายน 2568 อีกงวดตามมา 1 ธันวาคม 2568

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ปี 2568 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี โดยเพิ่มวงเงินอีก 850 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค.68 ทำให้ได้รับรวม 1,700 บาท

    วงเงินดังกล่าวสามารถใช้จ่ายในร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือร้านค้าที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงพาณิชย์ สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบสำหรับเกษตรกรรม หากใช้ไม่หมดในเดือนนั้น จะไม่สามารถสะสมไปเดือนถัดไปได้

    ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯ รอบใหม่ในต้นปี 2569 โดยจะทบทวนเงื่อนไขใหม่ให้ ‘ตรงกลุ่ม’ ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า ผู้ถือบัตรยังคงได้รับสิทธิประโยชน์เดิมครบทุกประการ ไม่เปลี่ยนแปลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cabinet-approved-project-increase-welfare-card-holders-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Vb15WrwHVdP09ksaOz3L