Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รัฐบาล เผยยอดใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” พุ่ง! ร้านค้าทะลุ 7.8 แสนราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท

    รัฐบาล เผยยอดใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” พุ่ง! ร้านค้าทะลุ 7.8 แสนราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2htFk2UMrfVKoX6GpBdyd4

  • “วีระยุทธ” ห่วงไทยไร้แผนยุทธศาสตร์แรงงาน-“ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต

    “วีระยุทธ” ห่วงไทยไร้แผนยุทธศาสตร์แรงงาน-“ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต

    วงเสวนาแรงงาน “ตรีนุช” รับ เรื่องแรงงานไทยแทบปรับตัวไม่ทัน “วีระยุทธ” เผย เรื่องน่าห่วงคือแผนยุทธศาสตร์ Reskill 2 กระทรวงยังไม่ซิงค์กัน ด้าน “ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตของกองทุนบำนาญคือการทุจริต ไม่ใช่เพราะต้องนำงบมาดูแลคนแก่หรือเด็ก

    วันที่ 1 พ.ย. 2568 ที่ อาคารรัฐสภา มีการจัดงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” จัดโดยกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา, มูลนิธิ ฟรีดริช เอแบร์ท ประเทศไทย, ไทยรัฐกรุ๊ป และพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย โดยมีทั้งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญประเด็นแรงงานในมิติต่างๆ มากมาย ร่วมวงเสวนา

    ด้านนางตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องทิศทางของกระทรวงแรงงานไทย ภายใต้การเปลี่ยนแปลง ว่า “ยอมรับว่าเราแทบจะเตรียมตัวกันไม่ทันเลยทีเดียว กับการเปลี่ยนแปลงถึงกระแสโลกที่เปลี่ยนไป วันนี้เมื่อเราพูดถึง AI พูดถึงเกี่ยวกับดิจิทัล เราจะทำยังไงที่จะทำให้คนของเราที่อยู่ในตลาดแรงงานหรือคนของเราที่เข้าสู่ระบบแรงงาน”

    ประเด็นความท้าทายที่ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญ มี 4 เรื่อง

    1 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงประชากร ปี พ.ศ. 2568 จะเป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดของประชากรต่ำกว่า 500,000 คน ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 700,000 คนเมื่อ 10 ปีก่อน

    2 เทคโนโลยีเปลี่ยนฉับพลัน การเข้ามาของ AI ภาคธุรกิจมุ่งเน้นทักษะนี้มากขึ้น แต่การศึกษาและการพัฒนาบุคลากรตามไม่ทัน

    3 ทักษะแรงงานไม่ตรงกับความต้องการ (Skills Mismatch) ผู้ประกอบการต้องการแรงงานที่มีทักษะสมัยใหม่ แต่แรงงานจำนวนมากในระบบขาดทักษะที่จำเป็น เกิดภาวะ “ว่างงานแฝง”

    4 ปัจจัยภายนอกทางเศรษฐกิจและการเมือง สถานการณ์สงครามโลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานและเศรษฐกิจไทย เช่น นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา หรือความไม่สงบในภูมิภาค เช่น สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในภาคเกษตรและก่อสร้าง

    โดยจะมียุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน ดังนี้

    1. การจัดการภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยจัดหาแรงงานทดแทน

    2. ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill & Reskill)

    3. ส่งเสริมสวัสดิการและความมั่นคงในอาชีพ

    4. การขยายโอกาสการทำงานในต่างประเทศ 

    5. การปฏิรูปบริการสู่ระบบดิจิทัล

    “วีระยุทธ” ชี้ช่องว่างแรงงานไทยยังน่าห่วงเรื่องแผนยุทธศาสตร์

    ด้าน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงประเด็นความท้าทายสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศไทย ว่า “กระทรวงแรงงานมีแผน กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีแผน แต่ปรากฏว่า ขาที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเรื่องการ Reskill ยังไม่ ซิงค์กัน ยังไม่เดินตาม ยีราฟตัวนี้เลยเดินไปไม่ถึงไหนและอาจล้มลงตรงนี้ครับ”

    นายวีระยุทธยังได้กล่าวให้เห็นถึงช่องว่างที่น่ากังวลระหว่างการวางแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติกับการปฏิบัติงาน คือ การขาดการบูรณาการและการปฏิบัติตามแผนแม่บท นอกจากนี้ยังพบการยึดติดกับตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (KPI) ที่บิดเบือนความเป็นจริง

    กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ การจัดสรรงบประมาณในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาทักษะ งบประมาณส่วนใหญ่มุ่งไปที่การอุดหนุนการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนที่จะเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับและปรับทักษะ (Reskill) แรงงานกว่า 700,000 คนในภาคส่วนนี้อย่างจริงจัง หรืออย่างโครงการจัดหางานขนาดใหญ่อย่าง Job Expo แม้จะสร้างตัวเลขผู้เข้าร่วมที่สูง แต่กลับมีอัตราการจ้างงานจริงที่ต่ำมาก และไม่ตอบสนองความคาดหวังของผู้หางานอย่างแท้จริง 

    “ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต ไม่ใช่ต้องนำงบมาดูแลคนแก่

    ด้าน นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบอร์ดผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคม ชี้ให้ความเห็นในประเด็นการปฏิรูประบบประกันสังคมว่า  “ไม่มีสังคมไหนล่มสลายเพราะดูแลคนแก่ ไม่มีสังคมไหนล่มสลายเพราะดูแลเด็ก …วิกฤตของกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพ่อแม่ของเราแก่ แต่เกิดขึ้นเพราะความไม่โปร่งใสของคณะกรรมการ”

    นายษัษฐรัมย์ ยังให้ความคิดเห็นถึงวิกฤตที่แท้จริงของระบบบำนาญไทยที่ไม่ได้เกิดจาก “สังคมผู้สูงอายุ” นี่เป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจำกัดจินตนาการในการแก้ปัญหา แต่เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใสและการขาดเจตจำนงทางการเมือง การปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองเป็นตัวนำ มากกว่าการรอข้อมูลหรือกฎหมายที่สมบูรณ์แบบ

    ในปัจจุบันมีการผลักดันแผนปฏิรูประบบบำนาญ 3 ระยะ 

    ระยะที่ 1 คือการปรับสูตรบำนาญเพื่อความเป็นธรรมได้ดำเนินการไปแล้ว 

    ระยะที่ 2 คือการสร้างระบบแต้มบำนาญที่ยืดหยุ่น 

    ระยะที่ 3 คือการขยายความครอบคลุมสู่แรงงานทุกคนในประเทศ 

    อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายสำคัญคือความไม่โปร่งใสในการลงทุนของกองทุน (กรณีการลงทุนใน STARK) และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสิทธิประโยชน์ 

    สำหรับงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” ครั้งนี้จะจัดจนไปถึงวันที่ 2 พ.ย. 2568 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892808&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04rCOAOHLDCTkRUSumRum6

  • มศว จัด“SWU Open House 2025” เปิดโลกการเรียนรู้ การศึกษาเยาวชน

    มศว จัด“SWU Open House 2025” เปิดโลกการเรียนรู้ การศึกษาเยาวชน

    มศว จัดงาน “SWU Open House 2025” ภายใต้แนวคิด SWU ANTHOSPHERE: สวนแห่งการเรียนรู้ นำโดย อธิการบดี รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ จุดประกายความฝันและแนะแนวทางอนาคตให้เยาวชน

    มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดกิจกรรม “SWU Open House 2025” ภายใต้แนวคิด SWU ANTHOSPHERE: สวนแห่งการเรียนรู้ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากร และนิสิต เข้าร่วมอย่างคึกคัก

    บรรยากาศงานเต็มไปด้วยความสดใสและแรงบันดาลใจ โดยมหาวิทยาลัยได้เนรมิตพื้นที่ให้เป็น “อาณาจักรแห่งการเรียนรู้” ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของทั้ง 20 คณะและวิทยาลัยในสังกัด ซึ่งแต่ละคณะเปรียบเสมือน “ดอกไม้” ที่มีสีสัน กลิ่นอาย และกลิ่นหอมทางความรู้แตกต่างกันออกไป
     

    กิจกรรมในงานครอบคลุมทั้งการสำรวจบูธหลักสูตร การพูดคุยกับคณาจารย์และนิสิต การเข้าร่วมเวิร์กช็อปสาธิตการเรียนการสอน และการเยี่ยมชมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย เช่น ห้องปฏิบัติการ หอสมุด และพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรม

    มศว จัด“SWU Open House 2025” เปิดโลกการเรียนรู้ การศึกษาเยาวชน

    รศ.ดร.ชลวิทย์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “เปิดโลกทัศน์ทางการศึกษา” ให้เยาวชนไทยได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง และเลือกเส้นทางแห่งอนาคตที่เหมาะสม โดย มศว พร้อมทำหน้าที่เป็น “ดินดีแห่งการเติบโต” ที่จะบ่มเพาะความรู้ คุณธรรม และแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่สังคมคุณภาพ

    SWU Open House 2025 ไม่เพียงเป็นงานแนะแนว แต่ยังเป็นเวทีสร้างฝัน จุดประกายเยาวชนให้กล้าออกตามหา “ดอกไม้แห่งความฝัน” ของตนเองในสวนแห่งปัญญา มศว.

    มศว จัด“SWU Open House 2025” เปิดโลกการเรียนรู้ การศึกษาเยาวชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/732802&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VlBfgTik6BJ8nVtkgTysV

  • ถอดรหัสเครือข่ายธุรกิจ “เสี่ยกฤต-ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” เจาะลึกประวัติของ สส.ทรัพย์สิน 96 ล้าน! | เดลินิวส์

    ถอดรหัสเครือข่ายธุรกิจ “เสี่ยกฤต-ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” เจาะลึกประวัติของ สส.ทรัพย์สิน 96 ล้าน! | เดลินิวส์

    เป็นอีกหนึ่ง สส. ที่น่าจับตามองอยู่ในขณะนี้ สำหรับ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” หรือ “เสี่ยกฤต” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา สังกัดพรรคกล้าธรรม โดยเขามีที่มาและประวัติที่น่าสนใจ ดังนี้..

    จากนักธุรกิจสู่ สส.สงขลา

    นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว เกิดเมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2532 ปัจจุบันอายุ 36 ปี มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยทักษิณ และปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

    ก่อนเข้าสู่การเมือง “เสี่ยกฤต” สร้างชื่อในฐานะนักธุรกิจเจ้าของกิจการหลากหลายประเภท ทั้งอสังหาริมทรัพย์, โรงงานผลิตเสื้อกีฬา, โรงงานผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงธุรกิจให้เช่าเรือท่องเที่ยว ความโดดเด่นอีกอย่างคือการเคยนั่งเก้าอี้ประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ด ในปี 2563

    เส้นทางการเมืองของนายชนนพัฒฐ์ ถือว่าน่าจับตา เพราะในการเลือกตั้งปี 2566 เขาได้รับเลือกเป็น สส. สมัยแรก ในนามพรรคพลังประชารัฐ เขต 4 จังหวัดสงขลา โดยเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญในพื้นที่ได้สำเร็จ และเป็น สส. เพียงคนเดียวของพรรคในจังหวัดนี้ ก่อนที่จะย้ายมาสังกัดและเป็นกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ในภายหลัง

    เปิดอาณาจักรทรัพย์สิน 96 ล้าน!

    จากการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 นายชนนพัฒฐ์และคู่สมรสคือ น.ส.กฤตพร คงเคว็จ (สมาชิก ส.อบจ. สงขลา) มีทรัพย์สินรวมกันทั้งสิ้น 96,766,908 บาท โดยมีหนี้สินเพียง 2,092,326 บาท

    รายการทรัพย์สินที่น่าสนใจและมีมูลค่าสูงที่สุดคือ “ทรัพย์สินอื่น” ที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 47,793,463 บาท โดยมีรายละเอียดที่น่าตื่นตะลึง ดังนี้..
    -ชุดพระเครื่อง 33 องค์ (เช่น หลวงปู่ทวด, หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง) 19,700,000 บาท
    -วัวชน 4 ตัว มูลค่ารวมสูง (ตัวที่แพงที่สุดคือ “โหนดอิทธิพลเล็ก เรือบิน” มูลค่า 1,500,000 บาท)
    -ปืน 6 กระบอก
    -ยานพาหนะ รวม 12 รายการ (รถยนต์ 6 คัน, จักรยานยนต์ 6 คัน) มูลค่า 9,465,000 บาท

    ด้านรายได้ต่อปี นายชนนพัฒฐ์ มีรายได้รวม 9,362,720 บาทต่อปี ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจและรายได้จากวัวชนถึง 4 ล้านบาทต่อปี นอกจากค่าตอบแทนและเงินเพิ่มในฐานะ สส.

    เครือข่ายธุรกิจ “นครศรี ยูไนเต็ด” คือหัวใจ

    สถานะทางธุรกิจของ “ครอบครัวนาคสั้ว” มีความกว้างขวาง โดยมีทั้งนายชนนพัฒฐ์และคู่สมรส ถือหุ้นในหลายบริษัท
    – บริษัท สโมสรนครศรี ยูไนเต็ด จำกัด (สโมสรฟุตบอล) โดย น.ส.กฤตพร ถือหุ้น 70% เป็นกรรมการคนเดียว และผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด
    – บริษัท สตีฟ ดีไซน์ จำกัด (ผลิตเสื้อผ้าชั้นนอก) โดยนายชนนพัฒฐ์ ถือหุ้น 40%
    – บริษัท กรีนเฮาส์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (การก่อสร้างอาคาร) โดย น.ส.กฤตพร ถือหุ้น 50%
    – บริษัท กัตติกมาส ทัวร์ จำกัด (ธุรกิจทัวร์) โดยนายชนนพัฒฐ์ ถือหุ้น 25%

    การถือครองธุรกิจที่หลากหลาย โดยเฉพาะบทบาทของคู่สมรสในสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ด ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของตระกูลนี้ในพื้นที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ทุกย่างก้าวในฐานะผู้แทนราษฎรของ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” นับจากนี้ ก็ยังคงอยู่ภายใต้สายตาที่จับจ้องของสังคมอย่างต่อเนื่อง..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5261196/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OvV3J-fyyEiBCKqUXCLGA

  • “ปัตตานี-ตาก-ตรัง” คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยครั้งแรก สะท้อนพลังท้องถิ่นขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    “ปัตตานี-ตาก-ตรัง” คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยครั้งแรก สะท้อนพลังท้องถิ่นขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    บพท. ผนึกกำลังยูเนสโก-กระทรวงศึกษาธิการ-กสศ.-TK Park และ สบร. จัดมอบรางวัล “เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ครั้งปฐมฤกษ์ ยกย่อง 4 เมืองต้นแบบ — ปัตตานีโดดเด่นด้านเศรษฐกิจ, อบจ.ปัตตานีเด่นด้านลดเหลื่อมล้ำ, ตากชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น, ตรังสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชน — พร้อมเปิดเส้นทางสู่ “Thailand Learning City Platform” สร้างเมืองเรียนรู้ทั่วประเทศ

    เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย ภายใต้ภาคีความร่วมมือ บพท.-ยูเนสโก-กระทรวงศึกษาธิการ -กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา-อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มอบรางวัล “เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ครั้งปฐมฤกษ์ ให้เทศบาลเมืองปัตตานี-อบจ.ปัตตานี-เทศบาลเมืองตาก-เทศบาลนครตรัง

    รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า บพท. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายภายใต้ “เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ซึ่งประกอบด้วยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. และอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ริเริ่มจัดกิจกรรมมอบ “รางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” หรือ “Thailand Learning City Award” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อกระตุ้นให้ผู้นำเมืองหรือตัวแทนของผู้นำเมือง ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของการแสวงหาองค์ความรู้ไปจัดทำแผนพัฒนาเมืองตลอดจนบริหารจัดการปัญหาของเมืองให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อพลเมืองที่เป็นสมาชิกของเมือง

    “แนวทางการดำเนินการพิจารณามอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย เป็นการประยุกต์มาจากกระบวนการคัดสรรต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก มาใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย และอยู่ภายใต้หลักคิดที่ต้องการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือและกระบวนการในการพัฒนาคนทุกช่วงวัย และพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการปูทางไปสู่การผลักดันให้แพลตฟอร์มเมืองแห่งการเรียนรู้ของประเทศไทย” (Thailand Learning City Platform)

    รศ.ดร.ปุ่น ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การมอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยครั้งปฐมฤกษ์นี้ จะแบ่งรางวัลออกเป็น 4 หมวดคือ เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจ เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านเด็กและเยาวชน เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านลดความเหลื่อมล้ำ โดยการพิจารณาคัดเลือกเมืองแห่งการเรียนรู้ ให้ได้รับรางวัลแต่ละประเภท คณะกรรมการจะพิจารณาจากองค์ประกอบหลักของการพัฒนาเมือง 5 ประการ คือ 1. ผู้นำเมือง มีธรรมาภิบาลและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ 2. มีแผนการพัฒนาคนและพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 3. มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และสร้างพื้นที่การเรียนรู้เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต 4. มีการระดมทรัพยากรและกลไกความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในพื้นที่และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 5. มีผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเมืองที่เข้าเกณฑ์ได้รับรางวัลต้องมีคะแนนรวมไม่ต่ำกว่า 80 คะแนน และเมืองที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รับรางวัลเมืองยอดเยี่ยมในแต่ละด้าน

    “ในการจัดงานครั้งแรกนี้ เทศบาลเมืองปัตตานี คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านเมืองเศรษฐกิจ อบจ.ปัตตานี คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านลดความเหลื่อมล้ำ เทศบาลนครตรัง คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านเด็กและเยาวชน และ เทศบาลเมืองตาก คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น รวมถึงเมืองศักยภาพสูง ได้แก่ เทศบาลเมืองกาญจนบุรี (ด้านเมืองเศรษฐกิจ), อบจ.สตูล (ด้านเมืองอัตลักษณ์ท้องถิ่น), อบต.เชียงดาว (ด้านเมืองสำหรับเด็กและเยาวชน) และเทศบาลเมืองแสนสุข (ด้านเมืองลดความเหลื่อมล้ำ) ซึ่งเป็นการแสดงถึงความสำเร็จของเมืองต้นแบบการเรียนรู้ของประเทศไทย

    นพ.รักษ์ บุญเจริญ นายกเทศมนตรีนครตรัง กล่าวถึงความรู้สึกในโอกาสได้รับรางวัลว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับรางวัลดังกล่าวนี้ โดยแรงบันดาลใจที่นำมาสู่การส่งผลงานเข้าประกวดในครั้งนี้ตัวเป้าหลักคือ
    เรื่องเด็กที่ด้อยโอกาส ซึ่งการเรียนรู้ในยุคปัจจุบันเด็กกลุ่มด้อยโอกาสจะยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นไปอีก ถ้าเราไม่มาปิดช่องว่างตรงนี้จะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน ก็เลยทำให้สนใจที่จะต้องมาเติมเต็มให้กับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งการที่มีกิจกรรมมอบรางวัลในลักษณะนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ในสังคมว่ายังมีโอกาสสำหรับเด็กกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งจะทำให้การเก็บข้อมูลที่ตกหล่นได้เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญคือการที่เรามีภาคีอย่างสภาเด็กและเยาวชนที่ทำงานแข็งขันมากเข้ามาร่วมด้วย

    นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัล และรางวัลนี้ที่ใช้เกณฑ์พิจารณาระดับสากล ทำให้เรามั่นใจในแนวทาง และแผนงานของเราที่มุ่งพัฒนาเมืองสตูลให้เจริญก้าวหน้า โดยยังรักษาคุณค่าของเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเมืองเอาไว้ให้คนในพื้นที่มีความภาคภูมิใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253617&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38D7X8109PKeAr8J2zR_Mo

  • ‘สรรเพชญ’ ต้อนรับ ‘พิพัฒน์’ ดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสงขลา

    ‘สรรเพชญ’ ต้อนรับ ‘พิพัฒน์’ ดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสงขลา

    ‘สรรเพชญ’ ต้อนรับ ‘พิพัฒน์’ ดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสงขลา

    1 พฤศจิกายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 ให้การต้อนรับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสงขลาเพื่อติดตามความคืบหน้าและความพร้อมของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา 
     
    โดยมี นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายรัชพงศ์ ขูนแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2 นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา เขต 3 และนายณัฐชนนท์ ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าร่วมให้การต้อนรับและร่วมตรวจเยี่ยม 
     
    นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ตนได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อผลักดันให้มีการเร่งรัดตรวจสอบและดำเนินโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่ 

    1. โครงการก่อสร้างถนนสายทางหลวงชนบทหมายเลข สข.2075 (ตำบลนาหม่อม–ตำบลบ้านพรุ) ซึ่งมีความยาวประมาณ 8 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างทางหลวงหมายเลข 43 กับทางหลวงหมายเลข 4 ช่วยลดการจราจรติดขัดบริเวณแยกคลองหวะ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่และสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังและความแออัดของถนนสายหลัก เสริมความคล่องตัวในการสัญจรระหว่างชุมชนใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
     
    2. โครงการศึกษาถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (บริเวณเขาเก้าเส้ง) กับถนนทางหลวงชนบทสาย สข.2004 แยกทางหลวงหมายเลข 43 ซึ่งเป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งที่เคยมีปัญหาจากสภาพถนนแคบและข้อจำกัดของเส้นทางบางช่วง จนทำให้การจราจรสวนกันได้ยาก

    โครงการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายทางหลวงชนบทให้สมบูรณ์ รองรับการท่องเที่ยวตลอดแนวชายฝั่งทะเล และเป็นเส้นทางรองช่วยระบายการจราจรเข้า–ออกเขตเมืองสงขลา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงบประมาณปี พ.ศ. 2569 เพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2573 

    โดยนายพิพัฒน์ ได้มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยเน้นให้คำนึงถึงมาตรฐานวิศวกรรม ความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของประชาชน พร้อมย้ำว่ากระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าโครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และส่งเสริมเศรษฐกิจในทุกมิติต่อไป 
     
    นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ผมขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาอย่างจริงจัง ทั้งสองโครงการนี้ไม่เพียงช่วยให้การคมนาคมสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมจะติดตามผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ ‘สงขลา’ เดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/642961&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06QmKz22EcWkXfK1ktfmsJ

  • ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 31 ตุลาคม 2568

    ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 31 ตุลาคม 2568

    ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 31 ตุลาคม 2568

    – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    – สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการ ตัดสินการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม รอบตัดสิน ระดับประเทศ

    – ประธานองคมนตรี เชิญผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี 2568 ไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก

    – องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคกลาง และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประจำปีการศึกษา 2566 เป็นวันสุดท้าย

    – พระราชวงศ์ เป็นประธาน ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม รับพระราชทานฉันเช้า

    – กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ ฯ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในโอกาสครบ 19 ปี โครงการกำลังใจในพระดำริ

    – โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ออกหน่วยแพทย์พระราชทาน ให้บริการตรวจรักษาประชาชน เนื่องในโอกาสครบรอบ 16 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

    – บุคคลสำคัญ และประชาชนทุกหมู่เหล่า เดินทางไปถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    – พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้พระราชทานไว้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และความมุ่งมั่นส่งเสริม ในการอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนรุ่นหลัง ตลอดจนชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ถึงความวิจิตรงดงาม

    – นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ชูเป็นเวทีสำคัญ ในการเสริมสร้างความร่วมมือ และเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ พร้อมนำคณะหารือกับ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เห็นพ้องร่วมมือรอบด้าน โดยเฉพาะการปราบปราบอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/royal/royalnews/450693&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IezfwsLstRqsiKuWidhcp

  • ททท. จัด ‘มหาลอยกระทงอยุธยา’ น้อมรำลึกสมเด็จพระพันปีหลวง สืบสานประเพณีไทยสู่เวทีโลก

    ททท. จัด ‘มหาลอยกระทงอยุธยา’ น้อมรำลึกสมเด็จพระพันปีหลวง สืบสานประเพณีไทยสู่เวทีโลก

    ททท. จัดงาน “Maha Loi Krathong @Ayutthaya” 2-6 พ.ย. 68 ณ วัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวง สืบสานประเพณีแห่งศรัทธา สู่งานเทศกาลระดับนานาชาติ

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงาน “Maha Loi Krathong @Ayutthaya” ในวันที่ 2–6 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสืบสานประเพณีลอยกระทงอันทรงคุณค่า พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และยกระดับสู่เทศกาลวัฒนธรรมระดับนานาชาติ

    ทั้งนี้ททท.วางกลยุทธ์ในการยกระดับงานเทศกาลประเพณีของไทยให้เป็นที่รับรู้ระดับนานาชาติและกลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยใช้แนวทางการจัดงานที่มีมาตรฐานสากล ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การท่องเที่ยวยุคใหม่ และมีการปรับรูปแบบการจัดงานให้เข้ากับห้วงเวลาของการถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีจุดให้ประชาชนได้ถวายความอาลัย และรับชมพระราชกรณียกิจที่สร้างประโยชน์สุขให้แก่ปวงชนชาวไทยนานัปการ มีกิจกรรมร่วมจุดประทีปน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ การแสดงโดรนแปรอักษรและดอกไม้ไฟโบราณเทิดพระเกียรติ ขบวนแห่นางนพมาศและพิธีจองเปรียงเรืองรอง นำโดย โอปอล สุชาตา Miss World 2025 และทูตการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยจ๊ะจ๋า พริมรตา และบิ๊ก ศรุต การประดับตกแต่งไฟสวยงามและซุ้มถ่ายภาพ AI ชุดไทย รวมถึงจำลองการลอยโคม ตลอดจนการสาธิตศิลปะภูมิปัญญาและกิจกรรม D.I.Y. หลากหลาย อาทิ ทำเข็มกลัดริบบิ้นดำแสดงความไว้อาลัย กระทงจิ๋วจากใบตอง กระทงกาบกล้วย แม็กเน็ตจากหัวโขน สานปลาตะเพียน พร้อมซุ้มอาหารและผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อจากในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยกิจกรรมบนเวทีจะมีการแสดงทางวัฒนธรรมที่หาชมยาก อาทิ โขน หนังใหญ่ ระบำชุดไทยพระราชนิยม เพลงพื้นบ้านเทิดพระเกียรติ หุ่นละครเล็ก และมีการแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์โดยศิลปินที่มีชื่อเสียง อาทิ กัน นภัทร เก่ง ธชย โก้ มิสเตอร์แซกแมนและมี่เดอะสตาร์ ไรอัล กาจบัณฑิต VIETRIO ไข่มุก รุ่งรัตน์ ฟีโน่ เดอะระนาด และสุนทราภรณ์ การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ทำให้งานเทศกาลสำคัญยังคงเดินต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างบรรยากาศที่สง่างามและเหมาะสม เพื่อยกระดับงานเทศกาลลอยกระทงให้เป็น “มหาลอยกระทง” และเป็นเทศกาลระดับนานาชาติที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและวันพักค้าง รวมถึงเกิดการใช้จ่ายสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น.

    งาน “Maha Loi Krathong @Ayutthaya” เปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรี ในวันที่ 2-6 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลา 16.00-22.00 น. (ยกเว้นวันลอยกระทง 5 พฤศจิกายน 2568 เปิดถึงเวลา 23.00 น.) โดยขอความร่วมมือผู้เข้าร่วมงานแต่งกายเข้าร่วมงานในชุดไว้ทุกข์ ชุดสีสุภาพ หรือ ติดริบบิ้นดำ เพื่อเป็นการแสดงความไว้อาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/all-news/888655/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aT9D226p1bO8N9mwOItTd

  • ‘พิพัฒน์’ ดัน ‘สะพานมโนราห์’ ข้ามทะเลสาบสงขลาปักหมุดตอกเสาเข็มธ.ค. 68

    ‘พิพัฒน์’ ดัน ‘สะพานมโนราห์’ ข้ามทะเลสาบสงขลาปักหมุดตอกเสาเข็มธ.ค. 68

    ‘พิพัฒน์’ ตรวจงานถนนเชื่อม ‘หาดชลาทัศน์–เก้าเส้ง’ เติมเต็ม Thailand Riviera เชื่อม ‘เพชรบุรี–นราธิวาส’ ปักหมุดสร้าง ‘สะพานมโนราห์’ ข้ามทะเลสาบสงขลา ธ.ค. 68 หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่างสู่ศูนย์กลาง ‘ประตูเศรษฐกิจอ่าวไทย’

    1 พ.ย.2568-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ ( เก้าเส้ง) พัฒนาโครงข่ายถนนสำคัญในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ตอนล่าง ว่า จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวแต่ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมยังมีข้อจำกัดหลายประการ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้จังหวัดสามารถยกระดับสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจฝั่งอ่าวไทย” ได้อย่างแท้จริง

    สำหรับโครงสร้างพื้นฐานคือจุดเริ่มต้นของโอกาส ถ้าเรามีถนนที่ดี มีเส้นทางเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ การค้าขายจะสะดวกขึ้น การท่องเที่ยวจะคึกคักขึ้น และประชาชนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังเดินหน้าคือ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) ทางหลวงชนบท สข.2004 ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร(กม.)แบ่งเป็น ส่วนถนน 1.4 กม.ส่วนสะพานข้ามคลอง 0.4 กม.ขนาด 2 ช่องจราจรมาตรฐาน

    “โครงการนี้จะช่วยเชื่อมย่านท่องเที่ยวชายฝั่งกับถนนสายหลักของจังหวัดสงขลา เสริมการเดินทางระหว่างเมืองเก่าสงขลา–เก้าเส้ง–หัวนายแรง และเติมเต็มแนว “เส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย (Thailand Riviera)ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้ชุมชนชายฝั่งอย่างทั่วถึง ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขั้นตอน ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA และเตรียมก่อสร้างโดยกระทรวงคมนาคมจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และเริ่มต้นโครงการภายในปี พ.ศ. 2570” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนา “Thailand Riviera” เป็นแนวคิดการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย มีแนวคิดว่าถ้าเริ่ม ตั้งแต่ เพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์– ชุมพร–สุราษฎร์ธานี– นครศรีธรรมราช -สงขลา– ปัตตานี- นราธิวาส ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์ เราต้องการให้ชายฝั่งอ่าวไทยกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่คนไทยภาคภูมิใจ ขับรถเที่ยวได้ทั้งเส้น เห็นความงดงามของทะเล วัฒนธรรม และชุมชนตลอดแนว โครงการในสงขลาเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางนี้ เพราะเป็นประตูสู่ภาคใต้ตอนล่าง  และจะเชื่อมต่อการเดินทางทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยเข้าด้วยกัน

    สำหรับโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (ตำบลเกาะใหญ่ – จองถนน จังหวัดสงขลา – พัทลุง) อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา-อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ) ระยะทาง 7 กม. วงเงิน 4,841 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4,700 ล้านบาท และค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้าง 141 ล้านบาท ตามเป้าหมายเพื่อให้แล้วเสร็จในปี 71 เตรียมลงนามสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ในเดือน ธันวาคม 2568 คาดแล้วเสร็จในปี 71 ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนรอคอยมานานกว่า 30 ปี

    นอกจากนี้ ยังมีโครงข่ายถนนรอบทะเลสาบสงขลาครอบคลุมพื้นที่กว่า 142 ท้องถิ่น ครอบคลุม 3 จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา เพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่างชุมชน ตลาด และแหล่งท่องเที่ยวให้เดินทางสะดวกมากขึ้น สำหรับพื้นที่โดยรอบสะพานจะได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมจัดตั้ง ศูนย์อนุรักษ์และอนุบาลปลาโลมาอิรวดี เพื่อศึกษาดูแลและขยายพันธุ์โลมาในทะเลสาบสงขลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในประเทศ ถือเป็นโครงการที่ผสานทั้งมิติของคมนาคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/888505/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_-qHE-OSU3NFIAZwGMc–

  • โอนเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่มอีก 850 บาท ผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคน

    โอนเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่มอีก 850 บาท ผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคน

    ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน เฮ รัฐบาลโอนเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มเดือนละ 850 บาทเป็นเวลา 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค. เริ่มโอนวันนี้ (1 พ.ย.2568) รวมเป็นเงิน 1,700 บาทต่อคน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คาดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 22,780 ล้านบาท

    วันนี้ (1 พ.ย.2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2568 เป็นต้นไป ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านคน จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมเดือนละ 850 บาทต่อคน เป็นเวลา 2 เดือน รวม 1,700 บาทต่อคน ซึ่งจะถูกโอนเข้าบัญชีอัตโนมัติในวันที่ 1 พ.ย.2568 และ 1 ธ.ค.2568 คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 22,780 ล้านบาท ตลอดโครงการ

    โดยรัฐบาลประเมินว่า จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนในภูมิภาค สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในภาคค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีแรงส่งสำคัญต่อ GDP ไตรมาสสุดท้ายของปี ใช้ได้เฉพาะร้านธงฟ้า–สินค้าอุปโภคบริโภค

    ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรฯ ยังคงได้รับสิทธิตามเดิม โดยสามารถใช้วงเงินเพิ่มเติมได้ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าที่เข้าร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม โดยวงเงินที่ได้รับในแต่ละเดือนจะไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้

    นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ คาดว่าจะเริ่มในช่วงต้นปี 2569 โดยจะมีการปรับเกณฑ์คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในปัจจุบัน เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือเข้าถึง กลุ่มเปราะบาง และ กลุ่มรายได้น้อยจริง ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเอกชนมองว่า การอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาทในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี จะช่วยพยุงการบริโภคภาคครัวเรือน ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในภาวะที่การส่งออกยังชะลอตัว แต่ก็มีนักวิเคราะห์บางส่วนออกมาเตือนว่า มาตรการในลักษณะเงินโอนชั่วคราว ควรถูกออกแบบให้มีความยั่งยืนมากขึ้น เช่น การผูกกับโครงการสร้างงานหรือทักษะอาชีพ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นเพียงการ อัดฉีดระยะสั้น ที่ไม่สร้างผลคูณทางเศรษฐกิจระยะยาว

    อ่านข่าว:

     พณ.เร่งกระตุ้นกำลังซื้อท้ายปี หนุนนโยบายรัฐ “บัตรสวัสดิการ-คนละครึ่งพลัส”

    รัฐบาลยืนยัน “คนละครึ่งพลัส” ไม่จำกัดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำต่อวัน

    เตือนผู้ค้า “คนละครึ่งพลัส” ขายของเกินราคา เจอโทษปรับ-จำคุก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16oL9b3aXE6rq11rjkoNCq