Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจ Q3/68 ชะลอตัวแต่เริ่มฟื้นปลายไตรมาส ก.ย.ดีขึ้นตามการผลิตอุตฯ-บริการที่เกี่ยวข้อง

    ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจ Q3/68 ชะลอตัวแต่เริ่มฟื้นปลายไตรมาส ก.ย.ดีขึ้นตามการผลิตอุตฯ-บริการที่เกี่ยวข้อง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 ต.ค. 68)

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ปรับดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาสโดยด้านอุปทานชะลอลง จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในบางสินค้า ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลง ส่วนด้านอุปสงค์ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์

    • ภาพรวมเศรษฐกิจเดือนก.ย.68

    สำหรับเดือน ก.ย.68 เศรษฐกิจปรับดีขึ้น จากภาคการผลิตที่ทยอยกลับมาผลิต หลังจากการหยุดเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในช่วงก่อน ประกอบกับการส่งออกและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลง ทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน

    – การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นจากกลุ่มปิโตรเลียมและเครื่องดื่มที่กลับมาผลิตหลังหยุดผลิตชั่วคราว และการผลิตรถยนต์กลับมาเพิ่มขึ้นจากกลุ่ม EV ส่วนการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บ Reciprocal tariffs ชะลอลงหลายรายการ

    – จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และรายรับจากการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ (Short-haul) โดยเฉพาะมาเลเซียที่มีวันหยุดยาว และอินเดียที่มีการเพิ่มเส้นทางบินตรงใหม่ ด้านรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้น จากจำนวนวันพักที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว และพบว่าในระยะหลังมีการใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวตามภูมิภาคต่างๆ ในไทยมากขึ้น

    – มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ในหลายหมวด อาทิ (1) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามการส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ และเครื่องปรับอากาศไปสหรัฐฯ (2) ยานยนต์ ตามการส่งออกรถกระบะไปตะวันออกกลาง และชิ้นส่วนยานยนต์ไปอาเซียน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ และ (3) อัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในฮ่องกง

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงตามการส่งออกทุเรียนไปจีน และข้าวไปแอฟริกาใต้และอินโดนีเซีย และการส่งออกปิโตรเลียมลดลงตามการส่งออกไปมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ จากการเร่งส่งออกไปในเดือนก่อน สำหรับการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บ Reciprocal tariffs ชะลอลงหลายรายการมากขึ้น อาทิ สินค้าเกษตร ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ และยานยนต์

    – มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากหมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน เพื่อผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม ประกอบกับการนำเข้าหมวดสินค้าอุปโภคและบริโภคที่เพิ่มขึ้น ตามการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือถือจากจีนเป็นสำคัญ ขณะที่การนำเข้าเชื้อเพลิง และสินค้าทุน ไม่รวมเครื่องบินปรับลดลงจากเดือนก่อน

    • ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    – อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนก.ย. ติดลบน้อยลงจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกในประเทศ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดใกล้เคียงกับเดือนก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เป็นบวกลดลงจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชันอาหารโทรสั่ง และของใช้ส่วนตัว

    – ภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงเดือนก่อน ตามการจ้างงานในภาคบริการเป็นสำคัญ ขณะที่การจ้างงานในภาคการผลิตลดลงบ้าง โดยต้องติดตามการจ้างงานที่ยังคงลดลงในกลุ่มการผลิตสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของสินค้านำเข้า สำหรับสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานรวม และรายใหม่ ต่อผู้ประกันตนทรงตัวจากเดือนก่อน

    – ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล จากดุลการค้าที่เกินดุลเป็นสำคัญ โดยในเดือนก.ย.68 ไทยเกินดุลการค้า 3.6 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากส่งออก ได้เป็นมูลค่า 30.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นำเข้า มีมูลค่า 27 พันล้านดอลลาร์

    • ภาวะการเงิน

    – อัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ในเดือน ก.ย. ค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การเพิ่มคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าคาด รวมถึงปัจจัยเฉพาะภายในประเทศ หลังสถานการณ์ทางการเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น

    สำหรับเดือน ต.ค. (ข้อมูลถึง 27 ต.ค.68) เงินบาทปรับอ่อนค่าจากปัจจัยความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกที่ปรับแย่ลง ทั้งจากสงครามการค้าและสถานการณ์การเมืองของฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เฉลี่ยแข็งค่าในเดือน ก.ย. จากปัจจัยเฉพาะของไทยทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศ และราคาทองคำ ขณะที่ดัชนีค่าเงินฯ ปรับอ่อนค่าลงในเดือน ต.ค.

    – การระดมทุนของภาคธุรกิจ โดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนจากช่องทางสินเชื่อเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นตามการกู้ยืมเงินระหว่างบริษัทในเครือของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผลิตเครื่องดื่ม ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นจากธุรกิจให้บริการทางการแพทย์และการโฆษณา ด้านการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ลดลง หลังจากที่เร่งไปในเดือนก่อนหน้า ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)

    ต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ตั้งแต่ 1 ก.ย. ถึง 27 ต.ค.68 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าจะมีการชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ประกอบกับนักลงทุนสถาบันมีการปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยเน้นถือพันธบัตรระยะสั้นมากขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวเพิ่มขึ้นมากกว่าระยะสั้น

    • เชื่อ “คนละครึ่งพลัส” เป็น upside ศก.ไทย Q4/68

    น.ส.ปราณี กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปว่า ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจาก 1.การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ทยอยกลับมาหลังจากหยุดผลิตไปชั่วคราวในก่อนหน้านี้ และส่งผลดีต่อภาคบริการที่เกี่ยวข้อง 2.การส่งออกสินค้า โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 3.ภาคการท่องเที่ยว และอุปสงค์ในประเทศ มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    โดยในระยะต่อไปยังต้องติดตาม 1.การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม 2. ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ 3. พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน และ 4.ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    น.ส.ปราณี กล่าวถึงแรงส่งต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จากผลของมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ว่า ในเบื้องต้น ธปท.ได้รวมผลของมาตรการคนละครึ่งพลัส ไว้ในประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 ที่การขยายตัว 2.2% แล้ว แต่หากในทางปฏิบัติจริงพบว่าประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่คาดไว้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็น upside กับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังต้องจับตาดูต่อไป

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ผลทางเชิงจิตวิทยาในเชิงบวก ที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น

    โดย ธปฦ/กษมาพร กิตติสัมพันธ์/ศศิธร ซิมาภรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9U0IQCTFJSAIAX01BKYT2NXAN4UYI9&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pL9qfqC-2-qZFgzdFOrSm

  • ไทยจะปลดล็อกปัญหาผู้สูงวัยสู่ “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy) ได้อย่างไร

    ไทยจะปลดล็อกปัญหาผู้สูงวัยสู่ “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy) ได้อย่างไร

    เมื่อพูดถึง “สังคมสูงวัย” (Aged Society) ภาพที่มักปรากฏในหัวคือ “ค่าใช้จ่าย” และ “ความเชื่องช้า” แต่ในเวทีโลก กระแสลมกำลังเปลี่ยนทิศ ผู้คนไม่ได้มองว่าการมีอายุยืนคือวิกฤต แต่มองเป็น “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy)

    นี่คือเทรนด์เศรษฐกิจมหาศาลที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “คนแก่ที่เจ็บป่วย” แต่ขับเคลื่อนด้วย “คนที่อยากอายุยืนอย่างมีคุณภาพ” (Health Span) ที่ได้สร้างตลาดใหม่ที่มีมูลค่ามหาศาล ตั้งแต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness) ไปจนถึงอาหารโภชนาการขั้นสูง ทว่า… สำหรับประเทศไทยโอกาสทองนี้ กลับถูกพันธนาการไว้ด้วย “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” ที่น่าปวดหัว

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ฉายภาพใหญ่ในมุมเศรษฐศาสตร์ที่เฉียบคมว่า ประเทศไทยกำลังติดกับดักอะไรอยู่

    พาราด็อกซ์” ของบัตรทอง ยิ่งสำเร็จ ยิ่งเสี่ยง โดยดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ชี้ว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ของไทยนั้นทำหน้าที่ได้ “ดีเยี่ยม” ในการลดภาระค่าใช้จ่ายสุขภาพส่วนตัวของประชาชนจาก 34% เหลือเพียง 9% แต่ความสำเร็จนี้เอง กลับกำลังสร้างปัญหาใหญ่ถึง 2 ประการ

    ประการที่หนึ่ง คือ ค่าใช้จ่ายโตแซงเศรษฐกิจ สวัสดิการสุขภาพโตเฉลี่ยปีละ 4.53% ขณะที่ GDP โตไม่ถึง 2% กับประการที่สอง เรื่องโครงสร้างประชากรที่พังทลาย โดยเรามีอายุยืนขึ้นจริง แต่สวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ที่ลดลงจนน่าใจหาย ปัญหาโครงสร้างประชากรที่บิดเบี้ยวนี้ กำลังนำไปสู่ความท้าทายที่แท้จริง นั่นคือ “ผลิตภาพ (Productivity)”

    ดร.ศุภวุฒิ ฉายภาพอนาคตอันใกล้ว่า “ในอีก 15 ปีข้างหน้า คนวัยทำงานเพียง 1.8 คน จะต้องแบกรับภาระดูแลผู้สูงอายุ 1 คน” “ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่ประชาชนอยู่ในภาวะสูงอายุแล้วจะรักษาผลิตภาพให้โตได้ 2-3% นี่คือโจทย์ที่ยากที่สุดของไทย” ดร.ศุภวุฒิ ย้ำ 

    เมื่อสถานการณ์บีบคั้นขนาดนี้ “มันไม่ใช่เรื่องของพร้อม มันคือเรื่องของว่าต้องทำ” ดร.ศุภวุฒิ กล่าว โดยมี 2 สิ่งที่ต้องเร่งลงมือทันที คือ การสร้างคนคุณภาพ ในเมื่อเด็กเกิดน้อย ก็ต้องอัดฉีดคุณภาพให้สูงสุด รวมถึงการสร้าง Wellness ที่ต้องทำให้คนอายุเยอะมีสุขภาพดี ไม่ใช่แค่ “อายุยืน” แต่ “ป่วยออดๆ แอดๆ”

    โดยโจทย์การสร้าง Wellness นั้นไม่ง่าย เพราะ ดร.ศุภวุฒิ ชี้ให้เห็นความจริงที่น่ากังวลว่า “ประเทศไทยล้มเหลวในการควบคุม NCDs” (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) ซึ่งเป็นคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยใน 100 คนที่เป็นโรคเบาหวาน รักษาและควบคุมโรคได้มีเพียง 11 คน และใน 100 คนที่เป็นโรคความดัน ควบคุมโรคได้มีเพียง 16 คน ทั้งหมดนี้คือ “คอขวด” ที่ท้าทายที่สุด และเป็นเหตุผลว่าทำไม “Wellness” จึงกลายเป็น Keyword สำคัญในการอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศ

    แง่ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ดร.ศุภวุฒิ เสนอทางออกที่ชัดเจนว่า “ประเทศไทยต้องเลิกพยายามแข่งขันในอุตสาหกรรมที่เราสู้จีนไม่ได้ (เช่น แร่หายาก) และหันมาทุ่มเทสร้าง 2 อุตสาหกรรมหลักที่เรามีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการของโลกยุค Longevity เช่น การทำอาหารที่ดี (อาหารออร์แกนิก, อาหารคุณภาพสูง) และการดูแลสุขภาพ (Wellness)

    สรุปว่าเมื่อนำอุตสาหกรรม อาหารคุณภาพสูง มารวมกับ ภาคการดูแลสุขภาพที่แข็งแกร่ง ทั้งหมดนี้คือ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยในยุค Longevity Economy ได้อย่างน่าสนใจ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2892180&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lTY9S_CEl0zYI3WASeYvF

  • ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับสตาร์ทอัพและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ของประเทศไทยในการขยายธุรกิจ

    โดยผ่านโครงการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนและตลาดสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้น (Angel Fund) ซึ่งดำเนินการโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ร่วมกับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อปั้นผู้ประกอบการอัจฉริยะ (Smart Entrepreneurs)

    ซึ่งล่าสุดได้สนับสนุนวงเงินรวม 5 ล้านบาทให้กับสตาร์ทอัพและคอนเทนต์ครีเอเตอร์รวม 31 ราย โดยตั้งเป้าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 150 ล้านบาทในปี 2568 

    “10 ปีของโครงการสามารถสร้างผู้ประกอบการอัจฉริยะเข้าสู่วงการแล้วกว่า 237 ราย ด้วยเงินทุนสนับสนุนรวมกว่า 38.16 ล้านบาท และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้แล้วกว่า 1,000 ล้านบาท” 

    ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    ดร.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจของโลก สตาร์ทอัพ คือ กุญแจและเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย กระทรวงฯมุ่งที่จะส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยแนวทางต่าง ๆ 

    สำหรับแนวทางในการผลักดันสตาร์ทอัพของกระทรวงฯ ในระยะถัดไปได้เล็งเห็นถึงความได้เปรียบในด้านการมีเครือข่ายธุรกิจและอุตสาหกรรม จึงมอบหมายดีพร้อม ในการเป็นหน่วยงานหลักที่จะสร้างความพร้อม เพื่อเป็นแต้มต่อที่สำคัญในการช่วยเปิดทางให้สตาร์ทอัพ ได้มีโอกาสนำผลิตภัณฑ์หรือบริการเข้าไปร่วมทำงานกับภาคอุตสาหกรรมได้มากขึ้น โดยจะสร้างพื้นที่ทดสอบเทคโนโลยีและบ่มเพาะธุรกิจ ส่งเสริมให้หน่วยงานเครือข่ายนำโซลูชั่นของสตาร์ทอัพไปใช้งานจริง

    รวมถึงสำรวจปัญหาของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเฟ้นหาโซลูชั่นจากสตาร์ทอัพเข้าไปช่วยยกระดับการดำเนินงาน ซึ่งนอกจากจะลดความเสี่ยงของสตาร์ทอัพที่ผลิตนวัตกรรมไม่ตอบโจทย์ตลาดแล้ว ยังเป็นการขยายเครือข่ายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้พร้อมก้าวสู่ตลาดทั้งในระดับประเทศและสากล

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีดีพร้อม กล่าวว่า โครงการ Angel Fund ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาคือการสร้างผลกระทบที่วัดผลได้จริง ได้สร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าสู่วงการกว่า 237 ราย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ดีพร้อมได้ยกระดับโครงการสำหรับสตาร์ทอัพในระยะเติบโต (Growth stage) ด้วย 3 กลยุทธ์สำคัญ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ได้แก่ 

    • ขยายตลาดผ่าน Content Creator: เพื่อช่วยสตาร์ทอัพที่มักเก่งเรื่องเทคโนโลยี แต่ยังต้องเสริมเรื่องการเล่าเรื่อง (Storytelling) โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพเข้ากับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ เพื่อใช้ช่องทางของโซเชียลมีเดียในการปั้นเทรนด์การเสพสื่อด้านนวัตกรรม สร้างการรับรู้ และเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ

    ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    • พิสูจน์นวัตกรรมในตลาดจริง (Proof of Concept: PoC): เปิดช่องทางให้สตาร์ทอัพได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมในการทดลองใช้นวัตกรรมในตลาดจริง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดยปีนี้มีพันธมิตรเข้าร่วม เช่น กลุ่มเซ็นทรัล (CENTRAL THAM) กรุงเทพมหานคร (BMA) โรงพยาบาลปทุมธานี และการยาสูบแห่งประเทศไทย 
    • เชื่อมโยงสู่แหล่งทุนที่ใหญ่ขึ้น โดยได้มีการขยายความร่วมมือกับ Shark Tank Thailand เพื่อให้สตาร์ทอัพไทยได้เข้าถึงโอกาสการลงทุนที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

    นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สตาร์ทอัพไทยมีศักยภาพ การดำเนินการสนับสนุนมา 10 ปี ด้วยวงเงินทุนรวมกว่า 38 ล้านบาท เป็นการสร้างฐานนวัตกรรมให้แก่ประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xo7vyWaFVBR4h1YZy8mlL

  • กลับมาแล้ว! เกาะสิมิลัน ‘เกาะ 8’ หินเรือใบ-อ่าวเกือก สวรรค์นักท่องเที่ยวใต้ท้องทะเล

    กลับมาแล้ว! เกาะสิมิลัน ‘เกาะ 8’ หินเรือใบ-อ่าวเกือก สวรรค์นักท่องเที่ยวใต้ท้องทะเล

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107358&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xWWgLl1yf3DGSNtDmrb3L

  • ททท. ปล่อยแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” ลดสูงสุด 30% กว่า 200 โรงแรม…

    ททท. ปล่อยแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” ลดสูงสุด 30% กว่า 200 โรงแรม…

    ในโอกาสฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยวนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดตัวแคมเปญใหม่ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” จับมือพันธมิตรกว่า 200 โรงแรมทั่วประเทศ ลดสูงสุด 30% พร้อมกิจกรรมลุ้นรางวัลรวมกว่า 3 ล้านบาท

    โดย ททท. มีเป้าหมายเดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปีด้วยการเปิดตัวแคมเปญใหญ่ สร้างกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพ พร้อมยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยสู่แนวทาง Value-Based Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ที่เน้นความยั่งยืนและความหมายของการเดินทางมากกว่าปริมาณ

    เริ่มต้นจองได้แล้ว วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 และเดินทาง ได้ถึง 31 มีนาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com

    ยกระดับการท่องเที่ยวไทยด้วยแนวคิด Value-Based Tourism

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ททท. มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ผ่านแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยกลับมาเดินทางอีกครั้งอย่างมีความหมาย และกระตุ้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมผลักดันการใช้จ่ายในประเทศให้เกิดผลทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    แคมเปญนี้ดำเนินการภายใต้แนวทาง Partnership 360° ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ ททท. ใช้เชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะเครือโรงแรมและรีสอร์ตกว่า 200 แห่ง ที่ร่วมมอบโปรโมชั่นและแพ็กเกจสุดพิเศษในช่วงปลายปีนี้ เพื่อให้ประชาชนได้เดินทางอย่าง “สบายใจ สบายกระเป๋า”

    สื่อสารแนวคิด “เที่ยวอย่างรู้คุณค่า” ผ่านกลุ่มพรีเซ็นเตอร์หลากหลาย

    เพื่อเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ททท. ได้เลือกใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นตัวแทนของรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย ภายใต้แนวคิด “การเดินทางที่เริ่มจากหัวใจ”

    กลุ่ม Solo Economy นำโดย วู้ดดี้–วุฒิธร มิลินทจินดา และ โอ๊ต–อัครพล จับจิตรใจดล ที่สื่อถึงนักเดินทางรุ่นใหม่ซึ่งใช้การท่องเที่ยวเป็นพื้นที่เติมแรงบันดาลใจและค้นหาความหมายในชีวิต

    วู้ดดี้–วุฒิธร มิลินทจินดา และ โอ๊ต–อัครพล จับจิตรใจดล

    กลุ่ม Multi-Generation ตัวแทนครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการเก็บทุกโมเมนต์แห่งความสุขร่วมกัน โดยได้ ลิเดีย ศรัณย์รัชต์, แมทธิว ดีน และครอบครัวร่วมถ่ายทอดมุมมองของการเดินทางแบบครอบครัวที่เชื่อมทุกวัยเข้าด้วยกัน

    ลิเดีย ศรัณย์รัชต์, แมทธิว ดีน และครอบครัว

    การใช้พรีเซ็นเตอร์ทั้งสองกลุ่มนี้ช่วยขยายภาพลักษณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพักผ่อน แต่ยังรวมถึงการสร้างคุณค่าทางอารมณ์และความสัมพันธ์

    สองกิจกรรมใหญ่ชวนคนไทยร่วมแบ่งปันความประทับใจ

    นอกจากโปรโมชั่นส่วนลดแล้ว ททท. ยังจัดกิจกรรมออนไลน์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและต่อยอดกระแสการท่องเที่ยวในสังคมออนไลน์ รวมมูลค่ารางวัลกว่า 3 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่

    1. กิจกรรม “แชร์ทริปเที่ยวไทย ที่หัวใจไม่เคยลืม”

    เชิญชวนประชาชนร่วมแชร์ภาพถ่ายและเล่าเรื่องราวประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยที่ประทับใจที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทริปเดี่ยว กลุ่มเพื่อน คนรัก หรือครอบครัว โดยให้เล่าเรื่องจากหัวใจภายใต้แนวคิด “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม”

    ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถคอมเมนต์ใต้โพสต์กิจกรรมบนเพจ Lydia Sarunrat Deane และแชร์ต่อบน Facebook ส่วนตัว เปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

    รายละเอียด “แชร์ทริปเที่ยวไทย ที่หัวใจไม่เคยลืม”

    2. กิจกรรม “แต่งไทยเที่ยวไทย ให้ใจไม่รู้ลืม”

    กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและสายแฟชั่นร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทยหรือไอเทมแฟชั่นท้องถิ่น แล้วแชร์ภาพพร้อมเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวไทยในแบบที่เป็นตัวเอง การแต่งกายอาจสื่อถึงอัตลักษณ์ของจังหวัดหรือภูมิภาค เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือผ้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

    ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถอัปโหลดผลงานผ่าน Facebook ของ Woody ได้เช่นกัน ร่วมสนุกได้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

    รายละเอียด “แต่งไทยเที่ยวไทย ให้ใจไม่รู้ลืม”

    ทั้งสองกิจกรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ประชาชนร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สะท้อน “เรื่องราวการเดินทางจากหัวใจ” ของตนเอง เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักและเชื่อมโยงผู้คนในมิติทางวัฒนธรรมและความรู้สึก

    รายละเอียดแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม”

    แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” เปิดให้จองแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 และสามารถเข้าพักได้ระหว่างวันที่ 18 กันยายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com

    ผู้ที่จองที่พักในโรงแรมหรือรีสอร์ตที่ร่วมรายการกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ จะได้รับ ส่วนลดสูงสุด 30% โดยสามารถกรอกโค้ดส่วนลด HAPPYNOW2025 ในขั้นตอนการจอง ระบบจะเชื่อมต่อเข้าสู่หน้าจองของโรงแรมโดยตรง และได้รับอีเมลยืนยันการจองทันที (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

    แคมเปญนี้ครอบคลุมทั้งโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา หัวหิน และเมืองรองทั่วประเทศ เพื่อกระจายรายได้สู่ทุกภูมิภาค พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยช่วงไฮซีซัน

    แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของ ททท. เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วง High Season ปลายปี 2568 – ต้นปี 2569 โดยมุ่งเน้นทั้งการสร้างรายได้หมุนเวียนภายในประเทศ และการเสริมความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

    ช่วงไฮซีซันปลายปีถือเป็นจังหวะสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางมากที่สุดของปี ททท. คาดว่าแคมเปญนี้จะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวภายในประเทศ และสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่อบอุ่นและคึกคักทั่วทุกภูมิภาค

    นอกจากจะมีส่วนลดที่พักและกิจกรรมออนไลน์แล้ว แคมเปญนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ ททท. ในการพัฒนาโมเดลการท่องเที่ยวที่เน้น “ความร่วมมือแบบครบวงจร” ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

    เชิญชวนคนไทยร่วมฟังเสียงหัวใจ และออกเดินทางไปด้วยกัน

    ททท. เชิญชวนประชาชนร่วมออกเดินทางไปค้นพบความสุข ความทรงจำ และมุมมองใหม่ของประเทศไทยอีกครั้ง ผ่านแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม”
    เพียงเข้าไปที่เว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เพื่อดูรายละเอียดโปรโมชั่น และจองที่พักที่ร่วมรายการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 พร้อมเดินทางได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tat-thailand-travel-campaign/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ANhshdQ16KFlJrlIv3FYt

  • ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ท่องเที่ยว

    By ลานลม31 ต.ค. 2025 เวลา 16:04 น.

    ปลายฝนที่ชุ่มฉ่ำนำเรามายัง ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ พื้นที่บนภูเขาสูงสลับซับซ้อน สภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี จึงเหมาะกับการปลูกสตรอว์เบอร์รี่และพืชผักเมืองหนาว รวมทั้งการทำนาแบบขั้นบันไดที่กำลังทอความเขียวสดอยู่ตามไหล่เขา

    ในวันที่โลกกำลังถามหาความอ่อนโยนจากมนุษย์ มุ่งหวังกับเส้นทางของการดำรงชีวิตที่ควรจะเป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น หลายคนจึงอาจจะได้ยินเสียงเพรียกที่ล่องลอยมาในหัวใจ “เราจะทำอะไรเพื่อโลกใบนี้ได้บ้าง”

    บางคนอาจจะอยู่ท่ามกลางสิ่งรอบข้าง จนลืมฟังเสียงตัวเอง

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    อุทยานแห่งชาติขุนขาน

    ประชากรที่บ่อแก้ว ประกอบด้วย 4 ชาติพันธุ์หลัก คือ กะเหรี่ยง (ปกากะญอ) ม้ง ลัวะ และชาวไทยพื้นเมือง จึงมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ท่ามกลางความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เต็มไปด้วยเสน่ห์

    เชียงใหม่ Organic Route @บ่อแก้ว เป็นเส้นทางนำร่องสำหรับการท่องเที่ยวแบบ CNT (Carbon Neutral Tourism) โดย “พี สมาย ออร์กาไนเซอร์” ที่เพิ่งได้รับรางวัลดีเด่น จากเวที Thailand Tourism Awards ปี 2568 โดย ททท.ประเภทรายการนำเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศ พ่วงด้วย รางวัลแห่งความยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในปีนี้

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ขณะที่ วิสาหกิจชุมชนบ่อแก้ว ลัวฉือนี ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ก็ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมกับรางวัลองค์กรภาคประชาสังคมและสาธารณประโยชน์

    หากโฟกัสไปที่รางวัลแห่งความยั่งยืน ซึ่งมีสัญลักษณ์ กินรีสีเขียว จะครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคมและชุมชน และการจัดการคาร์บอนต่ำ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ใหม่มาก

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    นาขั้นบันได

    เส้นทางในทริปนี้ จึงมีความพยายามในการลดการปล่อยคาร์บอนในหลายมิติ อาทิ การเข้าพักในโฮมสเตย์ที่ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ การลดขยะพลาสติกด้วยการพกแก้วน้ำและถุงผ้าส่วนตัว เป็นต้น จากนั้นจะมีการคำนวณการปล่อยคาร์บอนและจัดการเพื่อก้าวสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนต่อไป

    การท่องเที่ยวเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจะสำเร็จได้ ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มใจ ต้องสนุก และมีความสุขไปด้วยกัน ดังนั้นกิจกรรมในทริปยังคงไว้ซึ่งความเพลิดเพลินเจริญใจ

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    เริ่มต้นจากการอาบป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ อุทยานแห่งชาติขุนขาน ต.แม่สาบ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ความสูงตั้งแต่ 500 – 1,708 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำแม่ขาน และแม่น้ำแม่แจ่ม ที่จะไหลลงสู่แม่น้ำปิง เมื่อมาถึงที่ทำการอุทยานฯ จะพบกับลำธารไหลผ่าน และนี่คือเส้นทางที่จะพาเราไปอาบป่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    หากการ “เดินป่า” คือการใช้กายใจท้าทายเพื่อพิชิตสู่เป้าหมาย “การอาบป่า” ก็คือการใช้ความคิดจิตใจอยู่กับสิ่งตรงหน้า ค่อย ๆ เป็นไปอย่างช้า ๆ สบาย ๆ ในระยะทางสั้น ๆ เพื่อเปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้ได้ฟังเสียงลม ดมกลิ่นของแมกไม้ พักวางหัวใจให้สงบนิ่ง

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    เริ่มต้นจาก “ตา” ในทริปนี้เจ้าหน้าที่บอกให้เรากางมืออกสุดปลายแขนเพื่อจะดูว่าเราสามารถมองเห็นได้กว้างไกลแค่ไหน จากนั้นลองใช้มือป้องด้านหลัง “หู” เพื่อสัมผัสเสียงรอบข้างที่ชัดขึ้น ถือเป็นการเริ่มต้นสร้างสมาธิ

    ระหว่างที่เดินชมธรรมชาติก็จะลองเด็ดพืชที่มีกลิ่น เพื่อให้ “จมูก” ได้รับรู้ ก่อนที่จะเปิดสัมผัส “ลิ้น” ด้วยการชิมรสชาติธรรมชาติ เช่น ฝักกระถิน หรือฝรั่งป่า แล้วใช้ “กาย” โอบกอดและฟังเสียงของต้นไม้

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ในช่วงที่อาบป่า เราได้รับอนุญาตให้เก็บเมล็ดพันธุ์ที่ตกกระจายอยู่ตามพื้นดินคนละ 2 เมล็ด เพื่อนำไปส่งต่อให้กับชุมชนชาวกะเหรี่ยง พวกเขาจะทำการเพาะจนเป็นต้นกล้า ก่อนที่จะนักท่องเที่ยวชุดต่อไปจะนำไปส่งมอบให้เด็ก ๆ ในโรงเรียน ปลูกและดูแลจนเติบใหญ่ ถือเป็นการส่งต่อความเขียวขจีภายใต้กิจกรรมที่ชื่อว่า คุณปลูก เราดูแล

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ฝรั่งป่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    คุณปลูก เราดูแล

    จากการอาบป่าไปมองหาประสบการณ์การกินอันแปลกใหม่ เรียบง่าย แต่ได้คุณค่า สัมผัสรสชาติของ อาหาร 4 ชนเผ่า ซึ่งวันนี้ได้จัดขึ้นที่ โยชูคาเฟ่ ร้านกาแฟเล็ก ๆ ของ “พะติโยชู” หรือ “คุณลุงโยชู” ในภาษากะเหรี่ยง

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ส่วนประกอบของข้าวเบ๊อะ

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ข้าวเบ๊อะ

    วันนี้ “พะติโยชู” ชวนให้เราร่วมลงมือทำ ข้าวเบ๊อะ ของชาวกะเหรี่ยง เมนูกับข้าวง่าย ๆ ที่ใช้ข้าวต้มสุก ใส่น้ำพริกแกง ผสมกับเนื้อสัตว์และหวายที่เก็บจากป่า มีหนุ่มชาวม้งมาสอนการทำ ไก่ต้มสมุนไพร อาหารเป็นยา ที่ใช้สมุนไพรในท้องถิ่นกว่า 10 ชนิด ด้านชาวลัวะแนะนำเมนู สะเบื๊อก เป็นยำเนื้อสัตว์กับผักพื้นบ้าน ส่วนชาวไทยพื้นเมืองขอนำเสนอ คั่วหน่อ โดยใช้ หน่อไม้เทพธิดาดอย ซึ่งอยู่ตามป่าเขามาเป็นส่วนประกอบหลัก

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    คั่วหน่อ

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ไก่ต้มสมุนไพร 12 ชนิด

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    สะเบื๊อก ยำเนื้อสัตว์กับผัก

    อิ่มอร่อยจากวัตถุดิบในพื้นที่ ด้วยรสชาติแห่งท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร แล้วไปเดินชมบรรยากาศอันเงียบสงบ ก่อนจะพักผ่อนท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย ตื่นรับความสดใสด้วยสายหมอกที่พร้อมเสิร์ฟทุกเช้าในช่วงหน้าฝนนี้

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    เส้นทาง เชียงใหม่ Organic Route @บ่อแก้ว มีระยะเวลา 3 วัน 2 คืน จึงมีกิจกรรมความสุขรออยู่ในอีกหลายจุด อาทิ กิจกรรม กาแฟ ดูแลป่า​ การเดินทางตามหาถ้ำสีรุ้งที่ ถ้ำหลวงแม่สาบ เดินเล่นบนสะพานไม้ในผืนป่าที่ เติบโต คาเฟ่ โดะ ถ่อ กาแฟ รวมทั้ง โฮมสเตย์ The Ta Kaw จุดชมวิวหมอกยามเช้าที่ทำให้เราคิดถึงและอยากกลับไปอีกหลาย ๆ ครั้ง

    เมื่อความรักษ์เพรียกหา เมื่อได้เปิดดวงตาและดวงใจ เมื่อนั้นเราก็จะสัมผัสได้ถึงความ “ง่ายงาม” ซึ่งเปี่ยมล้นด้วยความหมาย…ชื่นกาย อบอุ่นใจ

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    บ่อแก้ว เลเจ้นด์ โฮมสเตย์ แอนด์ ฟาร์มเสตย์ เป็นอีกที่พักที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ประกอบกับกระแสไฟฟ้าหลัก ที่นี่ยังได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ด้วยความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย มีการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ฯลฯ ที่น่ารักที่สุดคือเจ้าบ้านผู้เปี่ยมด้วยมิตรไมตรี แถมยังมีฝีมือในการทำอาหารพื้นบ้านที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ชาบูม้ง

    ใครที่มาเยือน อย่าลืมร้องขอเมนูอาหารสร้างสรรค์ 12 เซียนทะเลหมอกบ่อแก้ว หรือ ชาบูม้ง ที่ใช้สมุนไพรท้องถิ่น 12 ชนิดมาสร้างรสชาติที่เต็มไปด้วยคุณค่าจนเป็นที่ติดอกติดใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1205648&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HNU0bgrGXpLm4KxXtd1D8

  • ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตา “คนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2%

    ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตา “คนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2%

    ธปท. คาด “โครงการคนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2% ส่วนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะลอตัวจากอุตสาหกรรมและการลงทุน แต่เดือนกันยายนฟื้นตัวดีขึ้นจากการท่องเที่ยวและการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. และนางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. แถลงภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ไตรมาส 3 และเดือนกันยายน 2568 ระบุภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง เนื่องจากบางสินค้าหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลงไปด้วย ประกอบกับการลงทุนในภาคเอกชน ก็ลดลง -1.0% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -0.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 0.7%

    อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบเฉพาะกับเดือนสิงหาคม พบว่าในเดือนกันยายนเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกิจกรรมในภาคบริการปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการค้าและ การขนส่ง ด้านการท่องเที่ยวก็ขยายตัวมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 5.8% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 12.6% โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัว 0.9% จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการลงทุนลดลง 4.5% และการบริโภคภาคเอกชน ลดลง -0.8%

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 3 ติดลบ 0.74% จากหมวดอาหารสดและพลังงาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัวและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่วนในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย จากเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงจากเดือนก่อนส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชั่นอาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัว ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลการค้า

    นอกจากนี้ ธปท. ยังได้สอบถามความเห็นผู้ประกอบการถึงแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4 โดยผู้ประกอบการประเมินว่า ภาคธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อน จากมาตรการภาครัฐที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่าย เช่น คนละครึ่งพลัส ที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น การใช้จ่ายของผู้บริโภค ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ขยายตัวตามการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว โดยเห็นยอดจองล่วงหน้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคาดว่ามาตรการภาคเที่ยวไทยคนละครึ่ง เที่ยวดีมีคืน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนไทยเพิ่มขึ้น

    สำหรับประมาณการเศรษฐกิจ ปี 2568 ของ ธปท. คาดการณ์ไว้ที่ 2.2% โดยได้รวมมาตรการคนละครึ่งพลัสและการเปิดตลาดสินค้านำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 99% จากเดิม 90% เข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัส หากมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 เติบโตมากกว่า 2.2%

    ส่วนกรณีเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เช่น ถั่วเหลือง และข้าวโพด เพื่อใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ทางรัฐบาลมีแนวการบริหารจัดการ โดยจะนำเข้าช่วงที่ไม่ใช่ฤดูการเก็บของไทย จึงน่าจะไม่กระทบกับเกษตรกรไทย ยืนยันว่าการส่งออกที่โตขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าสวมสิทธิ์ แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นวัฏจักรขาขึ้นในขณะนี้เท่านั้น

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892618&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KP7Wj72jrR4MM1Gwt4JXU

  • SCB CIO มองผลประชุม Fed ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด QT’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร

    SCB CIO มองผลประชุม Fed ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด QT’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร

    SCB CIO วิเคราะห์ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC)ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งมีมติลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% และประกาศยุติมาตรการดึงสภาพคล่อง (QT) โดยมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกได้รับผลบวก ดอกเบี้ยโลกเป็นขาลง

    ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM Head of Investment Consultant, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ผลการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา มีนัยยะสำคัญทางนโยบาย 2 เรื่อง แม้จะไม่ผิดจากที่คาดการณ์ แต่ก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

    • การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 3.75-4%
    • การหยุดทำ QT (Quantitative Tightening) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป Fed จะหยุดการดึงสภาพคล่องออกจากระบบเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้มีการดึงสภาพคล่องออกผ่านการขายพันธบัตรหรือปล่อยให้หมดอายุ เดือนละประมาณ 40,000 ล้านเหรียญ. การหยุด QT นี้จะส่งผลให้เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไม่ถูกดูดออกไปและจะวนเวียนอยู่ในระบบ.

    เปิดเหตุผล Fed เน้นการจ้างงาน เงินเฟ้อระยะยาวคาดกลับสู่เป้าหมาย

    การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ Fed ให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจยังเติบโตในระดับปานกลางและการบริโภคยังคงโอเค. แต่สิ่งที่ Fed ให้ความสำคัญและกังวลคือ การจ้างงาน ที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน รวมถึงข่าวการปลดพนักงาน.

    ขณะที่เรื่องของอัตราเงินเฟ้อ แม้ตัวเลขปัจจุบันจะยังสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ Fed มองว่าการปรับขึ้นดังกล่าวเป็นผลกระทบในระยะสั้นที่มาจากเรื่องของภาษีหรือการกักตุนสินค้า และเชื่อว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะยาว 1-2 ปีข้างหน้า จะกลับไปอยู่ที่ระดับ 2% ตามที่ต้องการได้

    ชาตรีเน้นย้ำว่า นัยยะสำคัญยังอยู่ที่การที่ Fed ย้ำเรื่อง Dual Mandate คือจะดูทั้งเรื่องการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อควบคู่กันไป

    สัญญาณไม่แน่นอนเดือนธันวาคมและความกังวล NPL

    จากท่าทีดังกล่าว ทำให้แนวโน้มที่ Fed จะลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ เริ่มไม่แน่นอน ประเด็นนี้ทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนและมีการแกว่งตัวระหว่างวัน

    นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่อง NPL (Non-Performing Loan) ที่มีนักข่าวสอบถามนั้น Fed ยอมรับว่าเห็นสัญญาณของการตึงตัวในตลาดการเงินจริง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การหยุดทำ QT แม้จะเห็น NPL เพิ่มขึ้นในตลาดสินเชื่อรายย่อยหรือรถยนต์ แต่ Fed ยังมองว่าในภาพรวมยังไม่ใช่ปัญหาฉับพลัน และเชื่อว่าธนาคารสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนเหล่านี้ได้

    มองเศรษฐกิจ-การลงทุน ภาพรวมดีขึ้น หุ้นเทคฯ และ AI คือตัวขับเคลื่อน

    ชาตรีมองว่า การส่งสัญญาณของ Fed นี้เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ดังนี้

    • เศรษฐกิจโลก การลดดอกเบี้ยเป็นสัญญาณที่ดี เหมือนเป็นการ ลดภาระของผู้กู้ ทั้งภาคครัวเรือนและเอกชนในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นให้ธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ สามารถลดดอกเบี้ยตามได้ ซึ่งจะทำให้แนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงเป็น ขาลง
    • การลงทุนใน AI Infrastructure การลงทุนใน AI ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ และไม่ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย เพราะเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI จึงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไปได้

    การเคลื่อนไหวของตลาดทุนและคำแนะนำการลงทุน

    แม้ว่าตลาดจะมีการ Price In ไปล่วงหน้าแล้ว แต่ผลการประชุมก็ทำให้ตลาดมีการปรับฐานความคาดหวัง

    สำหรับตลาดหุ้นไม่ได้ตอบรับเชิงบวกมากนักหลังการประกาศ
    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดหุ้นโลกยังเป็นบวก จากสภาพคล่องที่สูงขึ้น จากการหยุด QT การลดดอกเบี้ย และการลงทุนที่ต่อเนื่องใน AI

    กลุ่มที่แนะนำ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี คือ กลุ่ม Global Tech และ Asian Tech ยังคงเป็นบวกและน่าสนใจ

    ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ 10 ปี ดีดตัวขึ้นเล็กน้อย จาก 3.9% เป็นประมาณ 4.02-4.03%ซึ่งสะท้อนความไม่แน่นอนของการประชุมของ FOMC ในเดือนธันวาคมปีนี้

    โดยการปรับขึ้นของ Bond Yield ถือเป็น โอกาสในการเข้าซื้อ มีคำแนะนำควรลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุไม่ยาวมากนัก ประมาณ 3 ถึง 5 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะยาว

    ในส่วนทองคำราคาทองคำมีการดีดตัวขึ้นเล็กน้อยหลังการประกาศ โดยระยะสั้นอาจมีปัจจัยกดดันจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเวที APEC หากการเจรจาประสบความสำเร็จ อาจเกิดการเทขายทำกำไรได้

    ส่วยระยะยาทองคำยังคงเป็นขาขึ้น โดยคำแนะนำ การปรับฐานลงมาในระดับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ บวกหรือลบ มองเป็นโอกาสในการเข้าสะสมทองคำ

    ขณะที่ตลาดหุ้นไทย คาดว่าจะได้รับอานิสงส์และเริ่มมีกระแสเงินลงทุนไหลเข้าเอเชีย โดยปัจจัยบวกภายในคือความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเลือกตั้ง เช่น โครงการคนละครึ่ง

    แม้ที่ผ่านมาเงินลงทุนจะไหลเข้าสู่ตราสารหนี้ไทยมากกว่าตลาดหุ้น แต่เชื่อว่าเมื่อตลาดหุ้นโลกเป็นขาขึ้น เงินก็จะวนเข้าสู่ตลาดไทย ซึ่งถือเป็นตลาดที่อาจจะ Laggard ที่สุด

    คำแนะนำ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเป็น Sideway Up โดยมีปัจจัยบวกจากเครื่องยนต์ใหม่ ๆ เช่น Data Center, Rare Earth และการเจรจาการค้าที่ช่วยลดภาษีกับสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scb-cio-fed-cuts-stop-qt/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hsn9ciPXNSFEJ3MTWTgqX

  • คนละครึ่ง พลัส ฟีดแบ็กแรง! ใช้พุ่ง 3 พันล้าน ดัน ศก. Q4 โตต่อ

    คนละครึ่ง พลัส ฟีดแบ็กแรง! ใช้พุ่ง 3 พันล้าน ดัน ศก. Q4 โตต่อ

    โดนใจประชาชนทั่วประเทศ หลังรัฐบาลเดินหน้าโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ กระตุ้นกำลังซื้อช่วงปลายปี ล่าสุดมียอดใช้จ่ายรวมกว่า 3,181 ล้านบาท ภายในเวลาไม่ถึงเดือน คาดช่วยหนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวได้ดี พร้อมเตือนผู้ประกอบการอย่าฉวยโอกาสปรับราคาสินค้าเกินควร

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ประชาชนออกมาจับจ่ายอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรก โดย ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2568 (เวลา 17.00 น.) มียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 3,181,265,353 บาท แบ่งเป็นเงินจากประชาชน 1,575,868,956 บาท จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 728,000 รายทั่วประเทศ

    โฆษกรัฐบาลระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในชุดนโยบาย ‘Quick Big Win’ ที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี เพื่อสร้างแรงส่งต่อการบริโภคภายในประเทศ โดยกระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการ GDP ปี 2568 ขึ้นเป็น 2.4% ต่อปี (จาก 2.2%) โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ และ “เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รวมถึงความร่วมมือจาก Food Delivery Platform รายใหญ่ที่เข้าร่วมเต็มรูปแบบ

    ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50.7 จาก 50.1 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง

    นายสิริพงศ์ ยังย้ำเตือนผู้ประกอบการ อย่าฉวยโอกาสปรับราคาสินค้าเกินสมควร โดยรัฐบาลติดตามธุรกรรมผ่านระบบ Data Analytics เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคและพฤติกรรมทุจริต พร้อมยืนยันว่า หากพบความผิด จะดำเนินคดีถึงที่สุด

    “มาตรการคนละครึ่ง พลัส สะท้อนแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ ‘กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัวถึงฐานราก’ ซึ่งจะเป็นแรงขับสำคัญให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ขยายตัวได้อย่างมั่นคง”

    — สิริพงศ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/half-half-plus-spending-economy-q4-push-growth&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BiMP6GHxdJs-1naIqrWhH

  • นายกฯถกผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก รอบที่ 1 ดันให้เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม มุ่งสู่อนาคต

    นายกฯถกผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก รอบที่ 1 ดันให้เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม มุ่งสู่อนาคต

    นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก รอบที่ 1 (Session I) ผลักดันเอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และมุ่งสู่อนาคต

    31ต.ค.2568- เมื่อ เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง 300C ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 รอบที่ 1 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session I) ภายใต้หัวข้อ “Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond” พร้อมกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม โดยมีสาระสำคัญดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณต่อประธานการประชุมและรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี สำหรับการต้อนรับและการจัดเตรียมการประชุมที่ยอดเยี่ยม พร้อมกล่าวต้อนรับการเข้าร่วมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในฐานะแขกรับเชิญของประธาน และขอบคุณผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ได้กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกประจำปี 2025 โดยกล่าวอ้างถึงถ้อยคำของผู้อำนวยการ IMF ที่ระบุว่า “ความไม่แน่นอนคือความปกติใหม่” ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ในยุคที่โลกเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน “ความร่วมมือไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น” พร้อมย้ำว่า เอเปกต้องคงไว้ซึ่งความเปิดกว้าง การมีส่วนร่วม และมุ่งสู่อนาคต เพื่อสร้างภูมิภาคที่มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การค้าเสรีและตลาดที่เชื่อมโยงกัน คือรากฐานของความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไทยสนับสนุนกรอบความร่วมมือที่ทันสมัย ครอบคลุม และตั้งอยู่บนกติกาสากล เพื่อให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ MSMEs ให้ได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    ขณะเดียวกัน การลงทุนควรเป็นแรงขับเคลื่อนทั้งด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยไทยได้ดำเนินโครงการ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนคุณภาพในสาขาพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้การเติบโตในวันนี้ช่วยรักษาโลกให้คนรุ่นต่อไป

    นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ภาคเอกชนคือกำลังหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต โดยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับมาตรฐานดิจิทัลให้สอดคล้องกัน จะช่วยให้การค้าระหว่างเขตเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ไทยได้รับแรงบันดาลใจจากความร่วมมือในกรอบเอเปก และได้เริ่มกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยึดมั่นต่อมาตรฐานสากลและความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจ

    ไทยยังมุ่งขยายความร่วมมือกับเขตเศรษฐกิจนอกภูมิภาค โดยในปีนี้ ไทยและจีนจะร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง และในปีหน้า ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD Ministerial Meeting) และการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก

    “การประชุมเหล่านี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิกเอเปกและนอกเอเปก เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายและเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เอเปกสามารถร่วมกันสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง เข้มแข็ง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพื่อประชาชนในวันนี้และคนรุ่นต่อไปในอนาคต” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/887824/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AgdQUskAOTDqt7yYtWZCh