Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม

    ‘ผยง’ เปิดผลสำรวจปี 2568 คนไทยพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ เพิ่ม พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ เนื่องจากไทยยังมีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย ชู ‘Reinvent Thailand’ เป็นทางออกประเทศ ปั้น 6 อุตสาหกรรม New S-Curve

    วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผย ผลการสำรวจหนี้ครัวเรือนไทยในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 : Thailand’s Next Frontier ที่จัดทำโดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารกรุงไทย ณ พฤศจิกายน 2568

    โดยระบุว่า แม้ส่วน ‘หนี้ในระบบ’ ลดลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก GDP ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวปริมาณหนี้ยังสูงอยู่

    นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 ซึ่งนับเป็นประเด็นที่ ‘น่ากังวล’ ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 1

    ผยงยังตั้งคำถามว่า ทำไมคนไทยถึงพึ่งพาหนี้นอกระบบมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในประเทศไทยมีผู้ให้บริการปล่อยกู้หรือสภาพคล่องราว 9,723 ราย สะท้อนว่า “ไทยไม่ได้เผชิญปัญหาผู้แข่งขันไม่พอเพียง แต่คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความบิดเบือน” ผยงกล่าว

    ผยงยังชี้ว่า ปัจจุบัน ข้อมูลหนี้ในระบบยังไม่สมบูรณ์ โดยบางส่วนยังไม่อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) โดยจะเห็นว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มแบงก์และหรือธนาคารเฉพาะกิจ (SFIs) มีมากกว่า 30% โดย 30% เหล่านั้นไม่ได้มีข้อมูลรวมศูนย์อยู่ในระบบ สะท้อนถึงความเขย่งในเชิงของกติกาการแข่งขันและเชิงโครงสร้าง

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 2

    นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ ยังเผชิญกฎเกณฑ์การกำกับดูแลไม่เหมือนกันในระดับขั้นกฎหมาย และความสามารถใช้ข้อมูลในระบบ เช่น หนี้ของผู้ประกอบการที่ไม่ได้ส่งข้อมูลเข้ามาในระบบก็ไม่ปรากฏให้กับผู้ประกอบการที่ส่งข้อมูล

    “ปัญหาโครงสร้างเหล่าระบบนี้ไม่ควรที่จะดำรงคงอยู่ต่อไป” ผยงกล่าวย้ำ

    ผยงยังตั้งคำถามถึง การลงทุนในประเทศไทยที่ลดลง ทั้งๆ ที่สภาพคล่องในระบบของไทยยังสูง

    โดยกล่าวว่า “สภาพคล่องในระบบของไทย รวมถึงตัวปริมาณการซื้อพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อมาบริหารสภาพคล่องระยะสั้นและเงินที่มีการปล่อยกู้ประจำวันผ่าน Repo Market ของธปท.เฉลี่ยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สูงกว่า 5 ล้านล้านบาท

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 3

    “สะท้อนว่า ปัญหาของประเทศเราไม่ใช่เรื่องสภาพคล่องในระบบ แต่เงินไทยกลับไหลออกไปอยู่ในกองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ (FIF) และไปลงทุนต่างประเทศ (TDI) ต่อเนื่อง มากกว่า 7 ล้านล้านบาท ขณะที่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในประเทศไทยกลับต่ำที่สุด ตามหลังภูมิภาค

    ท่ามกลางปัญหาหนี้ภาครัฐสูงและภัยทุจริตทางการเงิน บั่นทอนความเชื่อมั่นที่กระทบเศรษฐกิจและสังคมไทย

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 4

    ย้ำใช้ Reinvent Thailand เป็นทางออก

    เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ และหาทางออกให้กับประเทศไทย ผยงย้ำว่า Reinvent Thailand ที่เป็นเวที (Platform) ร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมีภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน มีภาครัฐ สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว และมีภาคการเงินที่ช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศได้ โดยภายใต้ Reinvent Thailand จะจัดการความท้าทายใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่
    ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม
    ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่
    ความท้าทายของภาครัฐ

    โดยมี 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Six Priority Sectors) เพื่อสร้าง New S-Curve และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะ ได้แก่ การท่องเที่ยว, Smart Electronic, Food Processing, อุตสาหกรรมรถยนต์, Retail Trading และ Medical Wellness ซึ่งกลุ่มนี้ครอบคลุมผู้ประกอบการกว่า 2.4 แสนราย (46% ของนิติบุคคล) และการจ้างงานกว่า 10 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-24/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OE-7xiIApOAJyqK5_Sv_O

  • ไทย-สิงคโปร์ กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล-สาธารณสุข-แรงงาน-ปราบสแกมเมอร์ : อินโฟเควสท์

    ไทย-สิงคโปร์ กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล-สาธารณสุข-แรงงาน-ปราบสแกมเมอร์ : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ หลังจากนั้น ได้ร่วมหารือทวิภาคีกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

    โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ความร่วมมือระหว่างกันมีความก้าวหน้าอย่างรอบด้าน และเห็นพ้องจะผลักดัน “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า” (forward-looking strategic partnership) เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของอาเซียนโดยรวม

    – ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องว่าเป็นแนวทางของอนาคต ทั้งสองประเทศมีเป้าหมายเดียวกันในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นฉบับแรกของสิงคโปร์ในอาเซียน และเห็นควรให้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด สนับสนุนโครงการไฟฟ้าเชื่อมโยงระยะที่ 2 ระหว่างลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมโครงข่ายพลังงานอาเซียน

    – ด้านเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานสีเขียว ทั้งสองฝ่ายยินดีมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมสีเขียว และสนับสนุนการลงทุนร่วมด้านเทคโนโลยีสะอาด

    – ด้านความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยพร้อมเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารให้สิงคโปร์ โดยการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวในวันนี้ จะช่วยให้สิงคโปร์มีข้าวไทยคุณภาพสูงเพียงพอต่อการบริโภค ทั้งยังเสนอให้มีการหารือแนวทางลงทุนร่วมในธุรกิจเก็บรักษาและแปรรูปอาหาร และจัดตั้งคณะทำงานความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยรมว.พาณิชย์ ได้นำเสนอ model food security ที่เป็นมากกว่าการขายอาหาร แต่เป็นการขายความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นโครงการบุกเบิก (pioneer project) ระหว่างไทย-สิงคโปร์ในเรื่องนี้ต่อไป

    – ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรียินดีที่สิงคโปร์เป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และต้องการให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป พร้อมยินดีต้อนรับนักลงทุนสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ไบโอเทค และ Data Center โดยนายกรัฐมนตรียังมีกำหนดกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อเชิญชวนนักลงทุนสิงคโปร์เพิ่มการลงทุนในประเทศไทยในช่วงบ่ายวันนี้อีกด้วย

    – ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยขอบคุณสิงคโปร์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และเห็นควรทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรฐานสากลด้านการค้าออนไลน์ที่เอื้อต่อประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก นอกจากนี้ ไทยในฐานะประธานคณะเจรจา จะผลักดันให้ลงนามกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) สำเร็จภายในปีหน้า โอกาสนี้ ไทยและสิงคโปร์ยังหารือถึงแนวทางในการเพิ่มความร่วมมือด้านพัฒนาทักษะดิจิทัล รัฐบาลดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งเชิญชวนบริษัทสิงคโปร์ลงทุนในโครงการไทยแลนด์ดิจิทัลวัลเลย์ (Thailand Digital Valley) ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้วย

    – ความร่วมมือด้านฟินเทค ไทยและสิงคโปร์ยินดีกับความสำเร็จในการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบในภูมิภาค และกำลังขยายผลสู่ประเทศอื่นภายใต้โครงการ Project Nexus ที่มี 5 ประเทศเข้าร่วม

    – ด้านสาธารณสุข ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง ในวันนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบสาธารณสุข การแพทย์ป้องกันโรค

    – ด้านแรงงาน ไทยพร้อมร่วมมือกับสิงคโปร์ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียว

    – ด้านความมั่นคง ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะคงความร่วมมือด้านการฝึกทางทหารและการใช้สถานที่ฝึกของกองทัพสิงคโปร์ในไทย พร้อมหารือความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การลงทุนร่วม วิจัยเทคโนโลยีทางทหาร และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

    – ด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับความร่วมมือในการทำงานร่วมกับสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด ในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และขอให้สิงคโปร์เป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งกับไทยในการแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงขยายเครือข่ายข่าวกรอง การฝึกอบรม และปฏิบัติการร่วมกัน

    – ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยต่างเห็นพ้องว่า อาเซียนควรเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกในเอเชีย ซึ่งขณะนี้อาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก มี GDP รวมกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าควรเร่งส่งเสริมการเชื่อมโยงทางถนน รถไฟ ทางอากาศ ทางทะเล ดิจิทัล และพลังงาน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของภูมิภาค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียน กับจีน รวมถึงอินเดีย

    – ด้านความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า “Joint Declaration” ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนาม จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ พร้อมขอบคุณสิงคโปร์ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยสันติวิธี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/543764&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F_daoCTPvGM15fJyK6t9F

  • สิ่งที่ควรระวังที่สุด หลังเปิดฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก ถ้าเผลอทำ จะสั่งอาหารไม่ได้

    สิ่งที่ควรระวังที่สุด หลังเปิดฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก ถ้าเผลอทำ จะสั่งอาหารไม่ได้

     
              สิ่งที่ควรระวังที่สุด หลังเปิดฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก ถ้าเผลอทำ จะสั่งอาหารไม่ได้แน่นอน ยังไงก็ต้องดูที่นาฬิกาด้วย

    คนละครึ่งพลัส เปิดฟู้ดเดลิเวอรี่

              วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 วันนี้เป็นวันแรกที่คนละครึ่งพลัส สามารถสั่งอาหารผ่านเดลิเวอรี่ได้ โดยวิธีการสั่งสามารถอ่านได้ที่กระทู้นี้

              อ่านข่าว : คนละครึ่งพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่ เริ่ม 7 พ.ย. 68 เช็กเงื่อนไข แบบไหนทำได้ – ไม่ได้บ้าง 

              อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเป็นวันแรกของการสั่งเดลิเวอรี่ กระปุกดอทคอมตรวจสอบพบว่า มีเรื่องหนึ่งที่ผู้ใช้ควรระวัง มิเช่นนั้นอาจจะสั่งไม่ได้ นั่นคือ ส่วนของฟู้ดเดลิเวอรี่ จะเริ่มในช่วงเวลา 06.00-21.00 น. เท่านั้นในแต่ละวัน ถ้าหากหิว อยากหาอะไรกินมื้อดิ สั่งหลัง 3 ทุ่มไป จะสั่งไม่ได้แล้ว ต้องรอเช้าวันใหม่

    คนละครึ่งพลัส เปิดฟู้ดเดลิเวอรี่

     ข่าวคนละครึ่งพลัส ที่เกี่ยวข้องล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296331.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sXQcI2rrjttt9edj52SU-

  • วิจัยชี้ “กองทุนน้ำมัน” ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    วิจัยชี้ “กองทุนน้ำมัน” ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    เปิดผลศึกษา “กองทุนน้ำมัน” ชี้ชัดใช้ผิดวัตถุประสงค์ อุดหนุนแอลพีจี ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568  สภาผู้บริโภค ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีวิชาการสาธารณะ “ผลการศึกษาการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจากผลการศึกษาสรุปได้ว่า แม้กองทุนน้ำมันฯ จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานได้ในระยะสั้น แต่มีปัญหาความ โปร่งใส และไม่เป็นธรรม ใช้เงินน้ำมันอุ้มแอลพีจี ส่งผลให้กองทุนมีภาระทางการเงินสูง แนะปฏิรูปโครงสร้างการบริหารกองทุนน้ำมันฯ ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    “กองทุนน้ำมัน” ยังขาดความยั่งยืน แนะปรับโครงสร้าง

    วิจัยชี้ “กองทุนน้ำมัน” ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค : อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ

    อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอผลการศึกษาการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562  โดยระบุว่า แม้กองทุนจะช่วยลดความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้นได้จริง แต่การดำเนินงานในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะการพึ่งพาการกู้ยืมเงินและกลไกการอุดหนุนข้ามประเภท (Cross-subsidy) ซึ่งส่งผลให้เกิดภาระทางการเงินสูงและความไม่ยั่งยืนในระยะยาว

    แม้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะสามารถรักษาระดับราคาน้ำมันให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ได้ในระดับหนึ่ง แต่การดำเนินงานยังขาดความสอดคล้องกับแนวทางในแผนยุทธศาสตร์ที่เน้นความยั่งยืน โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล อีกทั้งยังขาดการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดปัญหาความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุน

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้วิจัยพบว่า การดำเนินงานของกองทุนมีแนวโน้มไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายที่มุ่ง “รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในกรณีเกิดวิกฤตการณ์” โดยเฉพาะกรณีน้ำมันดีเซลและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่กลายเป็นภาระต่อกองทุนและไม่สะท้อนหลักการรักษาเสถียรภาพราคาตามที่ พ.ร.บ. กำหนด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการควบคุมราคา LPG เป็นการอุดหนุนมากกว่าการรักษาเสถียรภาพหรือไม่

    “การกำหนดสถานการณ์ใน “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง” ของสำนักงานกองทุนน้ำมันฯ ยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์จริง เน้นเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและ LPG โดยไม่กำหนดกรอบวิกฤตของน้ำมันเบนซิน จึงทำให้เกิดการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินในอัตราสูง เพื่อนำไปอุดหนุนกลุ่มเชื้อเพลิงอื่น ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่ขัดต่อแนวทางในแผนฯ ที่ระบุให้หลีกเลี่ยงการอุดหนุนข้ามกลุ่ม ทั้งยังทำให้ผู้ใช้น้ำมันเบนซินรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอีกด้วย” อรรคณัฐระบุ

    นอกจากนี้ การปรับแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แม้จะเพิ่มเพดานการกู้เงินของกองทุนจาก 40,000 ล้านบาท เป็น 150,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง แต่กลับไม่ปรับปรุงกลไกหลักที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวิกฤต ส่งผลให้กองทุนต้องรับภาระหนี้สินในระยะยาว และอาจกลายเป็นภาระต่อประชาชนผู้เสียภาษี เนื่องจากหนี้ของกองทุนถือเป็น “หนี้สาธารณะ”

    รวมทั้งโครงสร้างคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีตำแหน่งจากหน่วยงานซ้ำซ้อน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดความเป็นอิสระและอาจมีความอ่อนไหวต่อการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุง

    สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย จากการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการกองทุนน้ำมัน 5 ข้อ ดังนี้

    1. ปรับปรุงกลไกการอุดหนุนข้ามประเภท เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค
    2. ปรับสูตรการคำนวณต้นทุนก๊าซ LPG ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง และให้ความสำคัญกับการใช้งานภาคครัวเรือนมากกว่าภาคอุตสาหกรรม
    3. เพิ่มความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยแต่งตั้งตัวแทนผู้บริโภคในคณะกรรมการบริหารกองทุน
    4. ลดการพึ่งพาการกู้ยืมเงินและปรับโครงสร้างทางการเงินให้ยั่งยืน
    5. ปรับปรุงการดำเนินงานของกองทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายในแผนยุทธศาสตร์และแผนรองรับวิกฤตการณ์

    อรรคณัฐ กล่าวว่า การปฏิรูปโครงสร้างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงเป็นเรื่องของตัวเลขทางการเงิน แต่ยังเป็น “เรื่องของความเป็นธรรมและสิทธิของผู้บริโภค” ที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันผลักดัน เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานของประเทศมีความยั่งยืน โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง

    “กองทุนน้ำมัน” ประโยชน์ หรือเป็นภาระประชาชน?

    วิจัยชี้ “กองทุนน้ำมัน” ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค : รสนา โตสิตระกูล

    รสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบายสภาผู้บริโภค ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านบริการ สาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับปี 2562 เป็นกฎหมายที่จัดทำขึ้นใหม่ เพื่อรองรับการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้ถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากที่การจัดเก็บในอดีตถูกวินิจฉัยว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” โดยคณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดิน

    กฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้กองทุนทำหน้าที่ “รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง” อย่างไรก็ตาม ในการตีความและการปฏิบัติจริง กลับพบว่าการดำเนินงานของกองทุนอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และมีแนวโน้มเป็นภาระต่อผู้บริโภคมากกว่าที่จะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค

    ที่ผ่านมาคณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เคยกำหนด “หลักเกณฑ์การลดการชดเชยน้ำมันชีวภาพ” ตามที่กฎหมายระบุไว้ ทำให้เงินกองทุนถูกนำไปใช้ชดเชยน้ำมันชีวภาพในอัตราสูงต่อเนื่อง ทั้งที่น้ำมันชีวภาพมีราคาสูงกว่าน้ำมันพื้นฐานประมาณ 30–40% ส่งผลให้กองทุนแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่ได้ใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตราคาน้ำมันตามที่ตั้งใจไว้

    กองทุนน้ำมันในปัจจุบัน กลายเป็นการชดเชยอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ ทำให้เงินที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล ถูกนำไปชดเชยน้ำมันชีวภาพและก๊าซหุงต้ม ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ มากกว่าช่วยลดภาระให้ประชาชน” นางสาวรสนากล่าว

    นอกจากนี้ รสนายังตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบพลังงานว่า ราคาน้ำมันในประเทศยังอิงกับ “ราคาเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์” แม้ประเทศไทยจะมีกำลังการกลั่นเพียงพอในประเทศ ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันแท้จริงได้ อีกทั้งก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ถูกปล่อยลอยตัวตามตลาดโลกตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยิ่งสร้างภาระให้ต้องนำเงินกองทุนมาชดเชยราคาภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    แนะปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน – ยกเลิกกองทุน

    วิจัยชี้ “กองทุนน้ำมัน” ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค : รุ่งชัย จันทสิงห์

    รุ่งชัย จันทสิงห์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเกิดจาก “โครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบือน” โดยเฉพาะการอุดหนุนราคาก๊าซ LPG และการกำหนดราคาน้ำมันที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ ซึ่งหากยกเลิกการอ้างอิงราคานำเข้า น้ำมันในประเทศอาจลดลงได้ถึง ลิตรละ 1–1.50 บาท

    การดำเนินงานของกองทุนในปัจจุบันกลายเป็นภาระต่อผู้บริโภคมากกว่าการช่วยเหลือ โดยเฉพาะในส่วนของ การชดเชย LPG และน้ำมันชีวภาพ ที่ส่งผลให้กองทุนติดลบเป็นวงกว้าง จึงเสนอว่า หากรัฐบาลสามารถ “ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน” ให้สะท้อนต้นทุนจริง ทั้งน้ำมันดีเซล เบนซิน และก๊าซ LPG ได้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะหมดความจำเป็น และสามารถยกเลิกได้ในที่สุด

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมว่าการแก้ไขปัญหาควรเริ่มจากการจัดการราคาก๊าซ LPG โดยให้ใช้ก๊าซจากอ่าวไทยสำหรับภาคครัวเรือนเป็นหลัก และกำหนดราคาที่โรงแยกก๊าซในประเทศให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน รวมถึง ทบทวนการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและเงินส่งเข้ากองทุน ให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีที่ปัจจุบันไม่ต้องจ่ายภาษีในส่วนนี้ เพื่อให้โครงสร้างราคาพลังงานของประเทศโปร่งใส เป็นธรรม และลดภาระของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

    อย่างไรก็ตาม ในงานยังมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คณะกรรมาธิการพลังงาน นักวิชาการ และภาคการเมือง ได้สะท้อนความเห็นร่วมว่า “กองทุนน้ำมันยังจำเป็น” เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาเชื้อเพลิง แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างให้โปร่งใส เป็นธรรม และลดการบิดเบือนกลไกตลาด โดยเสนอให้แยกบทบาทนโยบายออกจากการปฏิบัติ กำหนดนิยามคำว่า “วิกฤต” ให้ชัดเจน รวมถึงยกเลิกมาตราที่เปิดช่องให้ใช้กองทุนในเชิงประชานิยม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการอุดหนุนเชื้อเพลิงแบบข้ามผลิตภัณฑ์สร้างความไม่เป็นธรรมและภาระหนี้สินแก่กองทุน ควรปรับสู่รูปแบบ “การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า” กล่าวคือเป็นการช่วยเฉพาะกลุ่มที่จำเป็น พร้อมเสนอให้เพิ่มผู้แทนภาคประชาชน เช่น สภาผู้บริโภค เข้าเป็นคณะกรรมกา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันควรเร่งวางแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นธรรม และเตรียมรับมือกับเรื่องภาษีคาร์บอนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/07112568_fuel-fund_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sVz0KAkazJpsGI56-0lkd

  • เปิดผลศึกษา ก.พ. ขยายอายุ “เกษียณราชการ” เปิดทาง “วัยเก๋า” ทำงานร่วม “คนรุ่นใหม่”

    เปิดผลศึกษา ก.พ. ขยายอายุ “เกษียณราชการ” เปิดทาง “วัยเก๋า” ทำงานร่วม “คนรุ่นใหม่”

    7 พฤศจิกายน 2568 นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. เคยศึกษาแนวทางการขยายการเกษียณอายุราชการไว้หลายรูปแบบ และมีทางเลือกหลายช่วงอายุ ซึ่งจากนี้จะต้องรอการตัดสินใจในระดับนโยบายว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด และต้องปรับปรุงข้อกฎหมายใดบ้าง คาดว่า ในเร็ว ๆ นี้ จะได้ข้อสรุป

    แหล่งข่าวจาก ก.พ. เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ก.พ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 63 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรและศักยภาพการทำงานของคนไทยที่มีอายุยืนยาวขึ้น การศึกษาดังกล่าววางกรอบดำเนินการระยะเวลา 6 ปี โดยเพิ่มอายุเกษียณครั้งละ 1 ปี ทุก 2 ปี เพื่อให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเกษียณอายุที่ 63 ปี ภายในปี 2567

    ก.พ. ได้ศึกษาหลายมิติ ตั้งแต่การกำหนดอายุที่เหมาะสมในการเกษียณจากราชการและจากงาน การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การประเมินงบประมาณค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้น ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบบริหารงานบุคคลให้รองรับคนทำงานหลายช่วงวัย

    ทั้งนี้ ปัจจุบันมีกฎหมายเปิดช่องให้ข้าราชการบางตำแหน่ง เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ นายสัตวแพทย์ และสายงานศิลปวัฒนธรรมบางประเภท รับราชการต่อได้ไม่เกิน 10 ปีหลังครบ 60 ปี หากมีเหตุผลความจำเป็นและได้รับการพิจารณาโดย อ.ก.พ. กระทรวง

    เปิดผลศึกษา ก.พ. ขยายอายุ

    อย่างไรก็ตาม การขยายอายุเกษียณไม่อาจดำเนินการได้ทันทีโดยไร้มาตรการรองรับ ก.พ. จึงเสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ คือ

    1. มาตรการบริหารกำลังคนสูงอายุ เพื่อใช้ประโยชน์จากข้าราชการที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

    2. มาตรการเตรียมความพร้อมในการสืบทอดตำแหน่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียบุคลากรเมื่อถึงเวลาที่ต้องเกษียณจริง

    3. มาตรการสร้างสมดุลกำลังคนในระบบราชการ ด้วยการเปิดทางให้เกษียณก่อนกำหนดในบางกรณี พร้อมเพิ่มจำนวนบุคลากรในสายงานที่ขาดแคลน

    อีกแนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณาคือการจ้างผู้ที่เกษียณแล้วกลับมาทำงานในตำแหน่งที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ โดยจะมีการกำหนดเกณฑ์คัดเลือกอย่างชัดเจน รวมถึงประเมินประสิทธิภาพการทำงานและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    แม้แนวคิดนี้จะได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่าย แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องศึกษาลึกเพิ่มเติม ทั้งในด้านงบประมาณ ผลกระทบต่อโอกาสความก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่ และระบบบริหารค่าตอบแทน การขยายอายุเกษียณจึงต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบราชการให้ยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับโครงสร้างประชากรในอนาคต

    ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378969107&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XTb-wJoDzrGh2INDX1cBE

  • สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ร่วมแสดงความยินดีกับ นายกิตติพัฒน์ อัครชวัลวัฒน์ สาขาวิชาช่างไฟฟ้า นักเรียนระดับปวช. ชั้นปีที่ 1 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 4 มาตรฐานระดับเหรียญทอง ประเภทการแข่งขันทักษะพื้นฐานการประกวดทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล ระดับ ปวช. จัดโดย องค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย และสำนักงานอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร ควบคุมการฝึกซ้อมโดย นางสาววรินทิพย์ พระภูมี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ณ วิทยาลัยพณิชยการบางนา กรุงเทพมหานคร

    ขอขอบคุณข้อมูลภาพข่าว: แผนกวิชาสามัญ โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล — 7 พฤศจิกายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล — 7 พฤศจิกายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน คว้ารางวัลมาตรฐานระดับเหรียญทอง การแข่งขันทักษะพื้นฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาไทยเพื่อการนำเสนอข้อมูล — 7 พฤศจิกายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116795/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kpj2j6eIOpRzoQVb5nhJl

  • เปิดหัวใจ เด็กประถมทั่วประเทศ แสดงความอาลัยรักแด่ สมเด็จพระพันปีหลวง ออกมาเป็นเพลง “ไม่เห็นแต่รู้สึก”

    เปิดหัวใจ เด็กประถมทั่วประเทศ แสดงความอาลัยรักแด่ สมเด็จพระพันปีหลวง ออกมาเป็นเพลง “ไม่เห็นแต่รู้สึก”

    เปิดหัวใจ เด็กประถมทั่วประเทศ แสดงความอาลัยรักแด่ สมเด็จพระพันปีหลวง ออกมาเป็นเพลง “ไม่เห็นแต่รู้สึก”

    เปิดหัวใจ เด็กประถมทั่วประเทศ แสดงความอาลัยรักแด่ สมเด็จพระพันปีหลวง ออกมาเป็นเพลง

    Waterbee

    7 พฤศจิกายน 2568 ( 16:00 )

    โพล่าแบร์สตูดิโอ และ น้อง ๆ เยาวชนจิตอาสาร่วมร้องเพลง “ไม่เห็นแต่รู้สึก” เพื่อแสดงความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทุกคน

    เพลง “ไม่เห็นแต่รู้สึก”

    บทเพลงนี้ถ่ายทอดความรู้สึกจากหัวใจของเยาวชนรุ่นใหม่ ที่แม้จะเกิดและโตมามาในยุคที่พระองค์มิได้ทรงดำเนินเสด็จพระราชกรณียกิจแล้ว แต่ทุกคนยังคงสัมผัสได้ถึงพลังแห่ง ความรัก ความเมตตา และความอบอุ่น ที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยอย่างลึกซึ้งตลอดมา

    ผลงานนี้ประพันธ์และกำกับโดย พี่หมี เทียนชัย เกียรติปรุงเวช  และ เชอร์รี่ ณัชชา วีรานุกูล แห่งโพล่าแบร์สตูดิโอ  ร่วมกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน) และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อสามารถนำต้นฉบับเพลงไปเผยแพร่ประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดและเปิดฟังพร้อมกันได้ทางช่อง YouTube โดยเสิร์ชชื่อเพลง ”ไม่เห็นแต่รู้สึก“ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ตั้งเแต่เวลา 13.30 เป็นต้นไป

    สำหรับหน่วยงานต่างๆหากต้องการไฟล์ต้นฉบับเพื่อนำไปประกอบกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะสามารถติดต่อขอรับฝ่ายได้ที่เฟซบุ๊กเพจ  Polarbearstudios ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    Cr.สมาคมสื่อมวลชนเพื่อสังคม

    https://www.youtube.com/watch?v=ZigZ-sXBecY

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://music.trueid.net/th-th/detail/KqK86E3ak3V7&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QmSTfuZXjgsUevhfX6HGQ

  • วัดใจบอร์ด กสทช.วันนี้ถกแพลตฟอร์ม OTT หลังค้างเติ่งมา 2 ปี : อินโฟเควสท์

    วัดใจบอร์ด กสทช.วันนี้ถกแพลตฟอร์ม OTT หลังค้างเติ่งมา 2 ปี : อินโฟเควสท์

    แหล่งข่าวในสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันศุกร์ที่ 7 พ.ย.นี้ ทราบว่าได้มีการบรรจุวาระพิจารณาเห็นชอบผลการศึกษาแนวทางที่เป็นไปได้ และเหมาะสมในการจัดให้มีช่องทางการเข้าถึงกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ

    (National Streaming Platform) ที่ได้เคยเสนอเข้าวาระที่ประชุมบอร์ดกสทช.มาตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2566 แต่ยังไม่มีการพิจารณา

    โดยผลการศึกษาได้สรุปออกมาเป็น 3 แนวทาง คือ

    1. แนวทางการลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่
    2. แนวทางการใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด
    3. แนวทางการกำหนดและปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อผลักดันแพลตฟอร์มสำหรับการชมทีวีดิจิทัล

    โดยจะมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในระยะเวลา 3 ปี

    แหล่งข่าวกล่าวว่าทางคณะทำงานของสำนักงานกสทช. ได้เลือกแนวทางที่ 2 คือการใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด โดยคาดว่าจะให้เงินสนับสนุนในช่วง 3 ปี ประมาณเกือบ 300 ล้านบาท เพื่อประเมินผลตอบรับก่อนจะดำเนินการเต็มรูปแบบหลังปี 2572

    แหล่งข่าว กล่าวว่า ทางสมาคมทีวีดิจิทัลอยากให้ประธานบอร์ดกสทช. นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ นำวาระนี้มาพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนที่นำทางทีวีดิจิทัลหรือ Roadmap Digital TV ที่อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์จากกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มโอทีทีแห่งชาติ เป็นข้อเรียกร้องของสมาคมทีวีดิจิทัลมาตั้งแต่กลางปี 2566 ที่กสทช.ยังไม่ได้มีคำตอบที่แน่ชัดในช่วงที่ผ่านมาทราบเพียงแค่สำนักงานกสทช.ได้เคยเสนอผลการศึกษาเพื่อเข้าวาระประชุมบอร์ดกสทช.มาร่วม 2 ปีแล้ว แต่กลับยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแต่อย่างใด

    “พวกเราอยากได้ความชัดเจนจากประธานกสทช. ว่าเมื่อไหร่จะหยิบขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าหรือยกเลิกหรือไม่ หากในวันศุกร์นี้ยังไม่มีการพิจารณา ทางสมาคมฯคงต้องทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ” แหล่งข่าว ระบุ

    นอกจากนี้ในวาระวันศุกร์ที่ 7 พ.ย.จะมีการเห็นชอบในหลักการต่อแนวทางการกำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Multi-CDN Platform ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีทางเลือก 3 แนวทางคือ

    • แนวทางแรกกำหนดให้จ่ายค่าใช้จ่ายตามปริมาณข้อมูลที่เกิดขึ้น และใช้งานจริง โดยไม่เกินค่าใช้จ่ายที่กำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 2 กำหนดให้ผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 50% โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละช่องรายการแต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 3 กำหนดให้ช่องทีวีดิจิทัลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น

    นอกจากนี้ยังเสนอให้กำหนดนโยบายการพัฒนา National Streaming Platform เช่น การสร้างกลไกการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.), การกำหนดหลักเกณฑ์การให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต, การกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการและการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการับชมครอบคลุมทั้ง BVOD (Broadcast Video on Demand), VSP (Video Service Providers)

    แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความเป็นมาของโครงการ “National Streaming Platform” เกิดจากที่ทางสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) เห็นควรเพิ่มช่องทางการเข้าถึงรายการโทรทัศน์ของประชาชนให้สะดวกยิ่งขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชม จึงมีมติให้จัดทำโครงการ”Thailand Digital TV Streaming Platform” เมื่อครั้งประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 กลางปี 2566 และให้นำเสนอโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform” เสนอต่อคณะกรรมการกสทช. โดยสมาคมได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการกสทช. โดยผ่านการรับรองจากสถานีโทรทัศน์สมาชิกทุกสถานี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งขณะนี้ทุกสถานีก็ยังรอการดำเนินการจากทางสำนักงานกสทช.

    *”พิรงรอง”ส่งหนังสือทวงถาม

    นางสาวพิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ได้ส่งหนังสือทวงถามถึงประธานบอร์ด กสทช.มาต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 5 ครั้งในปี 2568 โดยล่าสุด ได้ส่งหนังสือทวงถามอีกครั้งในวันที่ 6 พ.ย. 68 ที่ขอให้เร่งพิจารณาวาระการประชุม กสทช.ที่ค้างการพิจารณาและเรียงลำดับการพิจารณาระเบียบวาระโดยระเบียบวาระการประชุมครั้งที่ 33/2568 พบว่ายังคงมีเรื่องที่ค้างพิจารณาจำนวน 30 เรื่อง และเป็นวาระที่เสนอเพื่อพิจารณา 5 เรื่อง

    โดยเฉพาะเรื่องแผนที่นำทาง (Roadmap)สำหรับฉากทัศน์ในอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย การกำกับดูแลและการส่งเสริมกิจการโทรทัศน์ ซึ่งร่างประกาศนี้มีความสำคัยต่อการสร้างพื้นที่การแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์แบบดั้งเดิมกับผู้ให้บริการ OTT และระหว่างแพลตฟอร์มที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติกับผู้ประกอบการภายในประเทศตลอดจนการคุ้มครองผู้บริโภคในมิติต่างๆ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/543622&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gkUeQbFIEsq1yWPp_WIlh

  • ‘ไทยก้าวใหม่’ เปิดที่ทำการพรรค ลั่นพร้อมจับมือกับทุกพรรคเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยไม่แบ่งขั้ว

    ‘ไทยก้าวใหม่’ เปิดที่ทำการพรรค ลั่นพร้อมจับมือกับทุกพรรคเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยไม่แบ่งขั้ว

    ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ นำทีมผู้บริหารพรรคและสมาชิกพรรค ร่วมเปิดตัวที่ทำการพรรคอย่างเป็นทางการ ณ ชั้น 14 อาคารไอทาวเวอร์ โดยทางพรรคได้นิมนต์ เจ้าประคุณ สมเด็จธงชัย วัดไตรมิตรฯ ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

    politics-7nov-2025-SPACEBAR-Photo01.jpg

    โดยหลังเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนา ดร.สุชัชวีร์ ได้นำทีมเปิดตัวผู้บริหารพรรค พร้อมเปิดเผยว่า การเดิมพันครั้งนี้ ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญในชีวิต โดยพรรคประกาศปักหมุดการเปลี่ยนแปลง ภายใต้หลักคิด ธนู 4 ดอก ประกอบด้วย การปฏิรูปการศึกษา การสร้างเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพชีวิต และการสร้างค่านิยมใหม่เพื่อปราบทุจริต และสแกมเมอร์

    ดร.สุชัชวีร์ ยังชี้ให้เห็นว่า พรรคไทยก้าวใหม่ต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ตรงที่เราตั้งเป้าไว้แต่แรกว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาที่เป็นฐานราก ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีพรรคไหนที่เข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง เราตั้งใจทำงานการเมือง โดยไม่ต้องการสร้างความขัดแย้ง และพร้อมร่วมมือกับทุกพรรค เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ โดยเริ่มต้นจากการปฏิรูปศึกษา เพื่อสร้างคน ให้มาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศต่อไป พร้อมย้ำว่าพรรคไทยก้าวใหม่จะไม่การเมืองแบบฉาบฉวย

    “ทุกคะแนนของท่านคือคะแนนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงของไทยที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การแก้ปัญหาฉาบฉวย ไม่ได้มาเพื่อขอกำลังใจ แต่นี่คือเดิมพันชีวิตของเราทุกคน ดังนั้นขอทุกคะแนนเสียงให้พรรคไทยก้าวใหม่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง”

    — สุชัชวีร์ กล่าว

    politics-7nov-2025-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ส่วนพรรคไทยก้าวใหม่ ตั้งเป้าส่งผู้สมัคร ครบทั้ง 400 เขตเลยหรือไม่ ดร.สุชัชวีร์ ระบุว่า ขอรอดูก่อน เราเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ ส่วนพรรคตั้งเป้าเจาะพื้นที่ใดเป็นพิเศษหรือไม่ ดร.สุชัชวีร์ ระบุว่า เราตั้งเป้าทุกพื้นที่และทุกภูมิภาค ส่วนจะได้ สส. กี่ที่นั่ง ยังไม่อยากคาดการณ์ แต่ยืนยันว่าเราจะทำให้ดีที่สุด

    เมื่อถามว่า แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคมีกี่คน ดร.สุชัชวีร์ ระบุว่า ตอนนี้มีแค่ผมที่เป็นหัวหน้าพรรค ส่วนคนอื่นๆ ค่อยคุยกันต่อไป

    politics-7nov-2025-SPACEBAR-Photo04.jpg

    นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงสถานการณ์ทางการเมือง ที่ตอนนี้มีการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน พรรคไทยก้าวใหม่จะวางตัวอย่างไร ดร.สุชัชวีร์ ตอบด้วยน้ำเสียงขึงขังอย่างมีอารมณ์ว่า “ขั้วการเมือง 20 ปีที่ผ่านมา ไม่เบื่อกันหรอครับขั้วทางการเมือง” พร้อมย้ำว่าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมร่วมมือกับทุกพรรคการเมือง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับประเทศไทย และเราไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยพรรคมีเป้าหมายเป็นสถาบันทางการเมือง ที่สามารถส่งต่อพรรคแบบรุ่นต่อรุ่น โดยเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกคนที่ต้องการทำงานและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ

    สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคไทยก้าวใหม่หลังจากนี้ ทางพรรคเตรียมทยอยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครและสมาชิกพรรคอย่างต่อเนื่อง

    politics-7nov-2025-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/politics-7nov-2025&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UfvIhlDQ7m3bQZsFT8Px2

  • จับตาวาระ “OTT แห่งชาติ” เข้าบอร์ดกสทช.วันนี้ ผลักดันแพลตฟอร์มทีวีดิจิทัล

    จับตาวาระ “OTT แห่งชาติ” เข้าบอร์ดกสทช.วันนี้ ผลักดันแพลตฟอร์มทีวีดิจิทัล

    นอกจากนี้ในวาระวันศุกร์ที่ 7 พ.ย.จะมีการเห็นชอบในหลักการต่อแนวทางการกำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Multi-CDN  Platform ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีทางเลือก 3 แนวทางคือ

    • แนวทางแรกกำหนดให้จ่ายค่าใช้จ่ายตามปริมาณข้อมูลที่เกิดขึ้น และใช้งานจริง โดยไม่เกินค่าใช้จ่ายที่กำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 2 กำหนดให้ผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 50% โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละช่องรายการ แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 3 กำหนดให้ช่องทีวีดิจิทัลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น

    นอกจากนี้ยังเสนอให้กำหนดนโยบายการพัฒนา National Streaming Platform ไว้ เช่น การสร้างกลไกการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.), การกำหนดหลักเกณฑ์การให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต, การกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการและการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการับชมครอบคลุมทั้ง BVOD (Broadcast Video on Demand), VSP (Video Service Providers)

    “National Streaming Platform” คืออะไร

    แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ความเป็นมาของโครงการ “National Streaming Platform” เกิดจากที่ทางสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) เห็นควรเพิ่มช่องทางการเข้าถึงรายการโทรทัศน์ของประชาชนให้สะดวกยิ่งขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชม จึงมีมติให้จัดทำโครงการ“Thailand Digital TV Streaming Platform”  เมื่อครั้งประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3 และครั้งที่  4 กลางปี 2566  และให้นำเสนอโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform”  เสนอต่อคณะกรรมการกสทช. โดยสมาคมได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการกสทช. โดยผ่านการรับรองจากสถานีโทรทัศน์สมาชิกทุกสถานี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งขณะนี้ทุกสถานีก็ยังรอการดำเนินการจากทางสำนักงานกสทช.
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860622&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QfSQiV0BKncHZXt32jWnJ