Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กลับมาอีกครั้ง ‘Doulos Hope’ เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่ากรุงเทพฯ

    กลับมาอีกครั้ง ‘Doulos Hope’ เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่ากรุงเทพฯ

    วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมพิธีเปิดร้านหนังสือลอยน้ำ เนื่องในโอกาสที่เรือหนังสือนานาชาติ MV Doulos Hope กลับมาเยือนกรุงเทพมหานครเป็นครั้งที่ 2 ณ ท่าเทียบเรือใกล้โรงพักสินค้า 3 (รส.3) ท่าเรือกรุงเทพ เขตคลองเตย

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวต้อนรับทุกคนบนเรือ Doulos Hope ซึ่งเป็นการมาเยือนครั้งที่สองนับตั้งแต่ปี 2023 พร้อมกล่าวถึงความสอดคล้องทางวิสัยทัศน์ โดยระบุว่า กรุงเทพมหานครต้องการเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน และสิ่งที่ตนทำในฐานะผู้ว่าฯ กทม. คือ การเป็นผู้รับใช้มหานครแห่งนี้

    “ขอบคุณ Doulos Hope ที่ร่วมแบ่งสิ่งดี ๆ ให้แก่โลกใบนี้ในทุกที่ที่ล่องทางไป ขอให้คิดว่ากรุงเทพฯ เป็นเสมือนบ้านอีกหลัง ที่เรือลำนี้แวะเวียนกลับมาได้เสมอ” ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าว และเน้นย้ำว่า การแบ่งปันความรู้ ความช่วยเหลือ และความหวังที่ Doulos Hope ทำอยู่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกที่มีความขัดแย้งมากมายในปัจจุบัน

    กรุงเทพมหานคร ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเปิดประสบการณ์ในงานมหกรรมหนังสือลอยน้ำระดับนานาชาติ ในการกลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้งของ Doulos Hope ซึ่งมาพร้อมกับหนังสือต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ประเภทการศึกษา วัฒนธรรม และหนังสือแนวครอบครัว โดยมีอาสาสมัครกว่า 160 คน จาก 37 ประเทศ ร่วมจัดนิทรรศการร้านหนังสือ

    เรือ MV Doulos Hope เดินทางมาจากเมืองสีหะนุห์วิลล์ ราชอาณาจักรกัมพูชา และจะเดินทางต่อไปยังเมืองกลัง รัฐเธอลาโงร์ ประเทศมาเลเซีย หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์หลักในการ แลกเปลี่ยนความรู้ ความช่วยเหลือ และความหวัง ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของเรือ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ การอ่านหนังสือ การศึกษา ความร่วมมือข้ามวัฒนธรรม และความตระหนักทางสังคมในประเทศที่เรือเดินทางไปเยือน

    ผู้ร่วมงานสำคัญ ได้แก่ กัปปิตันโจนาธาน เบิร์ดซอล กัปตันเรือ MV Doulos Hope, นายนีดีน เซบาสเตียน กรรมการผู้จัดการเรือ MV Doulos Hope, ผู้บริหารสำนักงานการต่างประเทศ, ผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง

    รายละเอียดงาน:

    • ช่วงเวลา: ระหว่างวันที่ 7 – 30 พฤศจิกายน 2568
    • สถานที่: ท่าเทียบเรือใกล้โรงพักสินค้า 3 (รส.3) ท่าเรือกรุงเทพ เขตคลองเตย
    • เวลาทำการ: วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 13.00 – 20.30 น. (หยุดทุกวันจันทร์)
    • ค่าเข้าชม: 20 บาท (เงินสดเท่านั้น) โดยเด็กต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เข้าฟรี

    สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Doulos Hope (Bangkok)

    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 1
    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 2
    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 3
    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 4

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/doulos-hope-returns-to-bangkok/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27PiHHA-wswLuN7vnggTZl

  • เปิดความลับ “MRT” ที่สุดของประเทศไทย ที่คุณอาจไม่เคยรู้

    เปิดความลับ “MRT” ที่สุดของประเทศไทย ที่คุณอาจไม่เคยรู้

    07 Nov 2025

    MOST VIEW

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/program/spring-conclude/860619&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yvrxnHgj4f1Crd9DQPK8s

  • ดันวาระโอทีทีแห่งชาติเข้าบอร์ด กสทช. อีกครั้ง หลังสมาคมทีวีดิจิทัลยื่นเสนอกว่า 2 ปีแล้ว

    ดันวาระโอทีทีแห่งชาติเข้าบอร์ด กสทช. อีกครั้ง หลังสมาคมทีวีดิจิทัลยื่นเสนอกว่า 2 ปีแล้ว

    แหล่งข่าวในสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันศุกร์ที่ 7 พ.ย.นี้ ทราบว่า ได้มีการบรรจุวาระพิจารณาเห็นชอบผลการศึกษาแนวทางที่เป็นไปได้ และเหมาะสมในการจัดให้มีช่องทางการเข้าถึงกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ (National Streaming Platform) ที่ได้เคยเสนอเข้าวาระที่ประชุมบอร์ดกสทช.มาตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2566 แต่ยังไม่มีการพิจารณา

    โดยผลการศึกษาได้สรุปออกมาเป็น 3 แนวทาง คือ 1.แนวทางการลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่ 2. แนวทางการใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด 3. แนวทางการกำหนดและปรับปรุงหลักเกณฑ์ เพื่อผลักดันแพลตฟอร์มสำหรับการชมทีวีดิจิทัล โดยจะมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในระยะเวลา 3 ปี

    แหล่งข่าวกล่าวว่า ทางคณะทำงานของสำนักงาน กสทช. ได้เลือกแนวทางที่ 2 คือ การใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด โดยคาดว่าจะให้เงินสนับสนุนในช่วง 3 ปี ประมาณเกือบ 300 ล้านบาท เพื่อประเมินผลตอบรับก่อนจะดำเนินการเต็มรูปแบบหลังปี 2572

    แหล่งข่าวกล่าวว่า ทางสมาคมทีวีดิจิทัลอยากให้ประธานบอร์ด กสทช. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ นำวาระนี้มาพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนที่นำทางทีวีดิจิทัลหรือ Roadmap Digital TV ที่อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์จากกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มโอทีทีแห่งชาติเป็นข้อเรียกร้องของสมาคมทีวีดิจิทัลมาตั้งแต่กลางปี 2566 ที่ กสทช.ยังไม่ได้มีคำตอบที่แน่ชัดในช่วงที่ผ่านมา ทราบเพียงแค่สำนักงาน กสทช.ได้เคยเสนอผลการศึกษาเพื่อเข้าวาระประชุมบอร์ด กสทช.มาร่วม 2 ปีแล้ว แต่กลับยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแต่อย่างใด

    “พวกเราอยากได้ความชัดเจนจากประธาน กสทช. ว่าเมื่อไหร่จะหยิบขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าหรือยกเลิกหรือไม่” แหล่งข่าวในสมาคมทีวีดิจิทัล กล่าวว่า ถ้าหากในวันศุกร์นี้ (7 พ.ย.) ยังไม่มีการพิจารณา ทางสมาคมฯ คงต้องทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ในวาระวันศุกร์ที่ 7 พ.ย. จะมีการเห็นชอบในหลักการต่อแนวทางการกำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Multi-CDN Platform ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีทางเลือก 3 แนวทางคือ
    • แนวทางแรก กำหนดให้จ่ายค่าใช้จ่ายตามปริมาณข้อมูลที่เกิดขึ้น และใช้งานจริง โดยไม่เกินค่าใช้จ่ายที่กำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 2 กำหนดให้ผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 50% โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละช่องรายการ แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 3 กำหนดให้ช่องทีวีดิจิทัลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดนโยบายการพัฒนา National Streaming Platform ไว้ เช่น การสร้างกลไกการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.), การกำหนดหลักเกณฑ์การให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต, การกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการและการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการรับชมครอบคลุมทั้ง BVOD (Broadcast Video on Demand), VSP (Video Service Providers)

    แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความเป็นมาของโครงการ “National Streaming Platform” เกิดจากที่ทางสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) เห็นควรเพิ่มช่องทางการเข้าถึงรายการโทรทัศน์ของประชาชนให้สะดวกยิ่งขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชม จึงมีมติให้จัดทำโครงการ“Thailand Digital TV Streaming Platform” เมื่อครั้งประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 กลางปี 2566 และให้นำเสนอโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform” เสนอต่อคณะกรรมการกสทช. โดยสมาคมได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการกสทช. โดยผ่านการรับรองจากสถานีโทรทัศน์สมาชิกทุกสถานี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งขณะนี้ทุกสถานีก็ยังรอการดำเนินการจากทางสำนักงาน กสทช.

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/142297&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QT1su2-nyOX5V3iLGlfrg

  • ‘สภาพัฒน์’ แนะยกเครื่องประเทศไทย   แก้ 5 อุปสรรค เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจเติบโต

    ‘สภาพัฒน์’ แนะยกเครื่องประเทศไทย  แก้ 5 อุปสรรค เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจเติบโต

    ‘สภาพัฒน์’ แนะยกเครื่องประเทศไทย   แก้ 5 อุปสรรค เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจเติบโต

    สภาพัฒน์ชี้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง และการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ระบุ 5 อุปสรรคเชิงสถาบันที่ฝังรากลึกซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    • สภาพัฒน์ชี้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง และการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
    • ระบุ 5 อุปสรรคเชิงสถาบันที่ฝังรากลึกซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
    • อุปสรรค 5 ด้าน ได้แก่ กฎหมายล้าสมัย, การทุจริตคอร์รัปชัน, หลักนิติธรรมอ่อนแอ, ประชาธิปไตยไม่มั่นคง และประสิทธิภาพภาครัฐต่ำ
    • เสนอให้ “ยกเครื่องประเทศไทย” โดยปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานในทุกมิติเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจเติบโต

    โลกยุคปัจจุบันที่การแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศมีความรุนแรงจากปัจจัยเร่งในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ความสามารถของการสร้างนวัตกรรม และผลิตภาพการผลิตของแรงงานในประเทศ น่าเป็นห่วงที่ศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ลดลงจากการชี้วัดในระดับโลก 

    จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) ในปีล่าสุดพบว่า ไทยตกมาอยู่อันดับที่ 30 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ ลดลงถึง 5 อันดับจากปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นการบ้านใหญ่ของรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะนำพาประเทศก้าวผ่านกับดักนี้ไปให้ได้

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” ระบุว่าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (2566-2570) รัฐบาลใช้วงเงินงบประมาณปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเมื่อพิจารณาดูจาก 3 ตัวชี้วัดระดับการพัฒนาของประเทศถือว่ายังพลาดเป้า ได้แก่

    3 เป้าหมายพัฒนายังพลาดเป้า

    1.เป้าหมายการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของประชากรไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 7,497.5 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ขณะที่เป้าหมายสิ้นปี 2570 คือ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ห่างจากเป้าหมายกว่า 1,800 ดอลลาร์

    2.เป้าหมายการพัฒนาคน โดยดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ยังไม่บรรลุเป้าหมาย โดยในปัจจุบัน HAI ของไทยอยู่ในระดับปานกลางคืออยู่ 0.6354 ขณะที่เป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2570 HAI ต้องอยู่ที่ระดับ 0.7209 ซึ่งอยู่ในระดับสูงซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายอยู่มาก

    3.ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยอยู่ในระดับสูง โดยช่องว่างรายจ่ายระหว่างกลุ่มคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสูงสุด (10% บน) กับกลุ่มล่าง (40% ล่าง) อยู่ที่ประมาณ 5.22 เท่าในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้คือต่ำกว่า 5 เท่าภายในปี 25670

    การจัดสรรงบประมาณเฉลี่ย 1 ล้านล้านบาทต่อปีนั้นกว่า 50% ถูกใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม การรักษาพยาบาล และการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นการทำงานในลักษณะที่เป็นงานปกติ (รูทีน) แต่ยังไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานคณะกรรมการสภาพัฒน์ เปิดเผยในงานสัมนาประจำปี 2568 ของสภาพัฒน์ว่า ประเทศไทยมีทุนพื้นฐานที่แข็งแกร่งหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อุตสาหกรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน รวมถึงทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 

    ด้วยศักยภาพเหล่านี้ ประเทศไทยควรจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนได้ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือในทุกวันนี้ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ตัวเลขต่างๆนั้นสะท้อนออกมาชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปข้างหน้า เช่นการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลังพบว่า GDP ของไทยเติบโตต่ำ 5% ต่อปีมาเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ซึ่งไม่เพียงพอต่อการผลักดันประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูงได้

    ปัญหาประเทศไทย 5 ด้านฝังลึก

    ดร.ศุภวุฒิอธิบายว่าจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยเผชิญอยู่หลายด้าน เป็นตัวฉุดรั้งที่ทำให้ประเทศไทยไม่อาจพัฒนาไปได้ไกล หากยังคงมีโครงสร้างที่บิดเบี้ยวและสถาบันที่อ่อนแอ โดยมีปัญหาเชิงสถาบันที่ฝังรากลึก 5 ด้านสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ได้แก่

    1.กฎหมายและกฎระเบียบล้าสมัย ปัจจุบันมีกฎหมายจำนวนมาก ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมถึงการใช้กลไกกฎหมายไปจำกัดโอกาสในการสร้างธุรกิจในบางอุตสาหกรรม กฎหมายจำนวนมากถูกตราขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

    2.การทุจริตคอร์รัปชันฝังราก โดยมีการทุจริตมีอยู่และฝังรากลึก ซึ่งเป็นต้นทุนต่อภาคธุรกิจและประชาชน และบิดเบือนโครงสร้างแรงจูงใจ ทำให้การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการที่ดีต้องแข่งขันกับผู้ที่ได้เปรียบจากการใช้อิทธิพล

    3.ปัญหาหลักนิติธรรมไม่เข้มแข็ง ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่สร้างความไม่แน่นอน และลดทอนความน่าเชื่อถือของประเทศ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมล่าช้าเกินความคาดหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอ และการตีความกฎหมายที่ไม่ชัดเจน

    4.ประชาธิปไตยไม่มั่นคง ซึ่งรวมไปถึงการที่ไม่สามารถสร้างกติกาที่เปิดกว้างและเป็นธรรม จนอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างการผูกขาดทางการค้า ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลที่บ่อยครั้งเกินไป ก็สร้างความไม่แน่นอนทางด้านนโยบายของประเทศด้วย

    5.ประสิทธิภาพภาครัฐต่ำ โดยการที่ไทยเราภาครัฐมีขนาดใหญ่ เทอะทะ มีต้นทุนสูง และเน้นการ “ควบคุม” มากกว่าการ “อำนวยความสะดวก” ทำให้การทำงานขาดนวัตกรรมและไม่สามารถตอบสนองการพัฒนาในภาพใหญ่ได้ ปัจจุบันประสิทธิภาพของภาครัฐ เราปรับตัวลดลงถึง 8 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 32 ซึ่งถือว่าลดลงมากที่สุดในรอบ 10 ปี

    “ปัญหาทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดภาวะ Low Trust, Low Confidence, และ Low Accountability ซึ่งหากไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข ผลประโยชน์จากการพัฒนาก็จะกระจุกตัวอยู่แค่บางกลุ่มเท่านั้น” ประธานสภาพัฒน์ กล่าว

    ประเทศไทยจำเป็นต้อง “ยกเครื่องประเทศ” ครั้งใหญ่เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตของประเทศในอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และสร้างศักยภาพใหม่ในการรับมือกับโลกที่ซับซ้อนและไม่แน่นอนมากขึ้น

    เป้าหมายต้องยกเครื่องประเทศ 

    ทั้งนี้การ “ยกเครื่อง” ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเล็กน้อย แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานในทุกมิติ ตั้งแต่ การปฏิรูปกฎหมาย ให้ทันสมัย เอื้อต่อการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่น การเสริมสร้างหลักนิติธรรม ให้มีความชัดเจน เป็นธรรม และบังคับใช้ได้จริง 

    การต่อต้านคอร์รัปชัน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง การสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และกติกาที่เป็นธรรม และการปฏิรูปภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และตอบโจทย์ประชาชน”

    “ประเทศไทยกำลังอยู่ที่จุดเปลี่ยนสำคัญ เราสามารถเลือกที่จะยังคงเดินหน้าด้วยโครงสร้างเดิมที่บกพร่อง และยอมรับว่าจะเป็นประเทศรายได้ปานกลางไปตลอดกาล หรือเลือกที่จะ “ยกเครื่อง” อย่างจริงจังเพื่อปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริง ก่อนที่จะตกขบวนการแข่งขันในเวทีโลกอย่างถาวร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1206307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dADSPFWUTCyCzmGQ7m5hG

  • หอการค้าฯ รวมพลัง 1,200 เอกชน ถกที่สงขลา เสนอ 7 เสาหลัก ชง “อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯ รวมพลัง 1,200 เอกชน ถกที่สงขลา เสนอ 7 เสาหลัก ชง “อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 21–23 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” เวทีสำคัญที่รวมพลังภาคเอกชนจากทั่วประเทศกว่า 1,200 คน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยฯ เปิดเผยว่า งานสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ภายใต้เป้าหมาย “ปลดล็อกศักยภาพใหม่” ในทุกภาคส่วน ทั้งการค้า การลงทุน เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว พลังงาน และเทคโนโลยี โดยหอการค้าไทยได้จัดทำ “สมุดปกขาวหอการค้าไทย ปี 2568” ซึ่งรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบาย 7 เสาหลัก เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย

    หอการค้าฯ รวมพลัง 1,200 เอกชน ถกที่สงขลา เสนอ 7 เสาหลัก ชง “อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ

    สมุดปกขาวดังกล่าวจะถูกนำเสนออย่างเป็นทางการต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 เพื่อใช้เป็นแนวทางร่วมกับภาครัฐในการวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจประเทศในระยะต่อไป

    ภายในงานยังจัดเต็มด้วยการบรรยายพิเศษจากผู้นำเศรษฐกิจระดับประเทศ อาทิ

    • ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ กับหัวข้อ “Unlocking Growth in Challenging Time: ภารกิจพลิกเศรษฐกิจไทย”
    • ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง บรรยาย “Unlocking Economic Vision: วิสัยทัศน์การคลัง”
    • น.ส.ปฐมา จันทรักษ์ กก.ผจก.เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กับหัวข้อ “Unlocking Thailand Through Transformation”
      พร้อมเวทีเสวนาจากผู้นำธุรกิจชั้นนำ เช่น ญนน์ โภคทรัพย์, สาระ ล่ำซำ, รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา, และ ปริม จิตจรุงพร ในหัวข้อ “Unlocking Thailand’s Digital & AI Success”

    นายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า สงขลาพร้อมต้อนรับผู้เข้าร่วมงานจากทั่วประเทศ ด้วยศักยภาพของจังหวัดที่เป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนใต้” และเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม พร้อมโชว์ของดีสงขลา ทั้งอาหารพื้นถิ่น วิถีพหุวัฒนธรรม และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ท่าเรือน้ำลึก รถไฟรางคู่ และเมืองท่าเรือสำราญ

    หอการค้าฯ รวมพลัง 1,200 เอกชน ถกที่สงขลา เสนอ 7 เสาหลัก ชง “อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ

    ด้าน นายทรงพล จังศิริวัฒนาธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ยืนยันความพร้อมเต็มที่ในการเป็นเจ้าภาพ โดยคาดว่าจะเกิดเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท จากกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน พร้อมจัด “โซนของดีจังหวัดสงขลา” แสดงสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการท้องถิ่นและเครือข่าย YEC เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    “งานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ไม่เพียงเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่คือการรวมพลังของเอกชนไทย เพื่อร่วมมือกับภาครัฐ ปลดล็อกเศรษฐกิจ และนำประเทศไทยก้าวสู่ยุคแห่งการเติบโตใหม่อย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/643437&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26537LyNRwoRokMCPWH51v

  • OR กำไร 9 เดือนพุ่ง 98.4% ลุ้นท่องเที่ยวหนุน Q4 โตต่อเนื่อง

    OR กำไร 9 เดือนพุ่ง 98.4% ลุ้นท่องเที่ยวหนุน Q4 โตต่อเนื่อง

    วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2568 ว่า OR มีรายได้จากการขายและบริการ 153,600 ล้านบาท ลดลง 13,566 ล้านบาท หรือลดลง 8.1% จากไตรมาสก่อน โดยมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อมราคา(EBITDA) จำนวน 4,878 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 326 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยเพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ Mobility ที่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยหลักจากดีเซลและเบนซิน และมีกำไรสุทธิจำนวน 2,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 382 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17.1%

    ส่วนการดำเนินงานงวด 9 เดือนของปี 2568 OR มีกำไรสุทธิ 9,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,575 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 98.4% รายได้จากการขายและให้บริการ 503,188 ล้านบาท ลดลง 34,866 ล้านบาท หรือลดลง 6.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลง ประกอบกับปริมาณจำหน่ายที่ลดลงเช่นเดียวกัน ส่วนกลุ่มธุรกิจ Global ลดลง 9.2% จากราคาจำหน่ายเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับลดลง แต่ภาพรวมปริมาณจำหน่ายปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในฟิลิปปินส์

    ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle เพิ่มขึ้น 5.2% จากทั้งธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ ตามการขยายสาขา และมี EBITDA จำนวน 15,914 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,135 ล้านบาท คิดเป็น 24.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยกลุ่มธุรกิจ Mobility จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยหลักจากเบนซินและดีเซล กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ปรับเพิ่มขึ้นจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะ Café Amazon ในช่วงไตรมาส 3/2568 มีปริมาณจำหน่ายรวม 109 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 2 ล้านแก้ว จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 11 ล้านแก้ว หรือ 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ส่วนกลุ่มธุรกิจ Global ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยยังคงมีการเติบโตในประเทศ สปป.ลาว ที่มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรสูงขึ้น จึงทำให้ผลประกอบการโดยรวมของกลุ่มธุรกิจต่างประเทศยังคงอยู่ในทิศทางบวก ส่งผลให้ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 OR มีกำไรสุทธิ 9,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,575 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 98.4% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.77 บาท

    สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของ OR ในไตรมาส 4/2568 มีปัจจัยที่อาจส่งผลการดำเนินงานของ OR จากภาคการท่องเที่ยวที่แนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดย OR ยังคงมุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มธุรกิจ Mobility ทั้งในด้านการขายปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการ PTT Station โดยได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงเพิ่มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันอากาศยาน ขณะเดียวกัน OR ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีบริการ PTT Station และสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า EV Station PluZ ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วกว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

    ด้านกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ปัจจุบันมีเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม 4,729 สาขา ไม่ว่าจะเป็น Café Amazon, Pearly Tea และ Pacamara Coffee Roasters โดยเฉพาะ Café Amazon ที่มีเครือข่าย 4,613 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ สำหรับร้านค้าปลีกอื่นๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ 7-Eleven และ จิฟฟี่ ในประเทศไทย 2,347 สาขา รวมทั้งร้านค้าปลีกด้านสินค้าสุขภาพและความงามภายใต้แบรนด์ found & found ปัจจุบันมี 12 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ตั้งเป้าขยายเป็น 50 สาขาในปี 2569 ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศธุรกิจของ OR ในการสร้างประสบการณ์ครบวงจรสำหรับผู้บริโภค

    นอกจากนี้ในกลุ่มธุรกิจ Global แม้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ยังคงมีการเติบโตในประเทศ สปป.ลาว ในขณะเดียวกันนโยบายการค้าและการลงทุนทั่วโลกที่มีความไม่แน่นอนจากผลของภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจกระทบต่อภาวะตลาดและการตัดสินใจลงทุน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ท้าทายและอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ OR

    ทั้งนี้ OR ยังคงมุ่งผลักดันกลยุทธ์ดิจิทัลของ OR ให้เป็นจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุดได้ยกระดับแอปพลิเคชัน blueplus+ โฉมใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ OR’s Ecosystem ด้วยรูปแบบที่ทันสมัย ใช้งานง่าย และจดจำได้ทันที โดยออกแบบยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ทั้งในแง่การใช้งานและคุณค่าที่ได้รับ เช่น ระบบ Café Amazon Rewards ที่สะสมแต้มตามระดับสมาชิกเมื่อซื้อสินค้าหรือเครื่องดื่มที่ร้าน Cafe Amazon เพื่อแลกรับของรางวัลสุดพิเศษ ฟังก์ชันจาก PTT Station ที่ให้ผู้ใช้ตรวจสอบราคาน้ำมัน ค้นหาสถานีบริการ และซื้อคูปองส่วนลดได้ทันที รวมไปถึง blueplus+ wallet ที่รองรับการชำระเงินแบบไร้เงินสด เป็นต้น ซึ่งจะช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้า พร้อมต่อยอดสู่การให้บริการเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/926412&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yhdeQVmp_44vF7uv79qIo

  • นายกฯ อนุทิน พบชุมชนไทยในสิงคโปร์ ย้ำ ไทย – สิงคโปร์ เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมสุขภาพ

    นายกฯ อนุทิน พบชุมชนไทยในสิงคโปร์ ย้ำ ไทย – สิงคโปร์ เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมสุขภาพ

     นายกฯ อนุทิน พบชุมชนไทยในสิงคโปร์ ย้ำไทย – สิงคโปร์ เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมสุขภาพ

    วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ ห้อง Bras Basah โรงแรม InterContinental Singapore นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมพบปะชุมชนไทย แรงงานไทย และกลุ่มนักเรียน นักศึกษาไทยในสิงคโปร์ โดยมีคนไทยเข้าร่วมกว่า 100 คน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

    นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาพบพี่น้องชาวไทยและเพื่อนมิตรประเทศในสิงคโปร์ โดยเช้าวันนี้ นายกรัฐมนตรีได้หารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล การลงทุน และสาธารณสุข อีกทั้งปีนี้เป็นวาระครบรอบ 60 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ สะท้อนถึงความไว้เนื้อเชื่อใจและมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศตลอดหกทศวรรษที่ผ่านมา

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง และสันติภาพของภูมิภาค ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของอาเซียน หากเกิดปัญหากับประเทศใดประเทศหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิภาค ดังนั้น รัฐบาลจะบริหารสถานการณ์โดยยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก รักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมมุ่งแสวงหาสันติภาพและความร่วมมือ มากกว่าความขัดแย้ง

    นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยยังคงทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือในภูมิภาค โดยในช่วงที่ผ่านมา ไทยได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และความยั่งยืนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งไทยพร้อมต่อยอดจากการหารือและทำงานเชิงรุกเพื่อให้ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางการเติบโตที่มั่นคงและสมดุล

    ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก ผ่านการจัดงาน SET Government Roadshow 2025 โดยยืนยันว่าไทยมีเสถียรภาพ มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และพร้อมเป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาคสิงคโปร์มีทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ ส่วนไทยมีทรัพยากรและพื้นที่ เราสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างสมดุล

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยและสิงคโปร์ยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค โดยไทยจะจัดสรรข้าวสำรองจำนวน 100,000 ตัน ให้แก่สิงคโปร์ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตอาหารในอนาคต ซึ่งไทยจะไม่เพียงมุ่งส่งออกข้าวในลักษณะสำรองเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้สิงคโปร์นำเข้าข้าวและอาหารแปรรูปจากไทยเพื่อการบริโภคจริง ซึ่งจะเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้าน Food Security ให้เข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

    สำหรับสถานการณ์ในประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกัน แทนการเยียวยาภายหลัง

    ในด้านสาธารณสุข รัฐบาลยังคงพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่อคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น รัฐบาลจึงเตรียมออกแบบสังคมสูงวัยให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า พี่น้องชาวไทยในต่างแดนทุกท่านคือ “ทูตประชาชนของชาติ” ทุกครั้งที่กล่าวกับใครว่า “มาจากประเทศไทย” นั่นคือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบ้านเกิดของเรา โดยรัฐบาลจะดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน และสร้างโอกาสให้ทุกท่านมีชีวิตที่มั่นคงและปลอดภัย

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้อวยพรให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและขอให้มิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสิงคโปร์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

    ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย ทีมประเทศไทย พร้อมด้วยนักวิชาการจากสถาบันชั้นนำและภาคเอกชนในสิงคโปร์ อาทิ ISEAS–Yusof Ishak Institute, National University of Singapore (NUS), Nanyang Technological University (NTU), A*STAR – Agency for Science, Technology and Research และ AMRO Asia รวมถึงผู้แทนจากภาคเทคโนโลยีและดิจิทัล เช่น Google, Meta, LinkedIn, TikTok, CapCut, Datadog, Elastic, Deel, Amazon, True Digital, CAD-IT และ Pico Art ตลอดจนภาคการเงินและการลงทุน ได้แก่ UOB, Schroders, BlackRock, Nomura, PTT Trading และ S&P Global ภาคอุตสาหกรรมและที่ปรึกษา เช่น Toyota Tsusho Mobility Informatics, Boyd Marine, AVEVA, Sumitomo Chemical Asia และ Terra Oleo รวมถึงภาคธุรกิจออกแบบและบริการ ได้แก่ Folks Collective, L’eSpace Design, Saviynt และ Brand200

    นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนสมาคมและองค์กรชุมชนไทยในสิงคโปร์ อาทิ สมาคมไทยในสิงคโปร์ คณะกรรมการอาสาสมัครแรงงานไทย (อสร.) และสมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์ ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาไทยจากสถาบันต่าง ๆ เช่น NUS, NTU, SUTD, SMU และมหาวิทยาลัยมหิดล (โครงการแลกเปลี่ยน) รวมถึงนักเรียนทุนอาเซียน รวมทั้งผู้ประกอบการและอาชีพอิสระในสิงคโปร์ ซึ่งต่างเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอย่างอบอุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60748&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B6Tykup6LhB0IqnQBzpKt

  • ผู้ว่าฯ เชียงรายเปิด “Biz Shop” ณ ตลาดล้านเมือง รวบรวม 116 ผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล

    ผู้ว่าฯ เชียงรายเปิด “Biz Shop” ณ ตลาดล้านเมือง รวบรวม 116 ผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล

    ผู้ว่าฯ เปิด “Biz Shop เชียงราย” ที่ตลาดล้านเมือง เปิดประตูสินค้าเด่น 116 ผลิตภัณฑ์ สร้างศูนย์รวมแรงบันดาลใจผู้ประกอบการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยพลังเครือข่าย

    เชียงราย, 7 พฤศจิกายน 2568 — “คนเชียงราย ร่วมใจ สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง” ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ แต่เริ่มกลายเป็นพลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่จับต้องได้ เมื่อจังหวัดเชียงรายเปิดร้าน “Biz Shop เชียงราย” อย่างเป็นทางการ ณ ตลาดล้านเมือง ศูนย์กลางกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ของเมือง โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน เครือข่ายผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน

    พื้นที่ตั้ง “ตลาดล้านเมือง” อยู่โซนตะวันออกของตัวเมือง เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสำคัญของจังหวัดและเป็นแหล่งค้าส่งที่คึกคัก ช่วยให้ร้านใหม่แห่งนี้เข้าถึงทั้งผู้บริโภคในจังหวัด นักท่องเที่ยว และผู้ซื้อจากต่างพื้นที่ได้อย่างสะดวก สอดคล้องบทบาทตลาดที่ถูกพัฒนาให้เป็นฮับสินค้าเกษตร–ของฝากในพื้นที่ต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา

    จาก “เครือข่าย” สู่ “หน้าร้าน” — ทำไม Biz Shop จึงสำคัญ

    หัวใจของโครงการนี้ คือการรวมพลัง เครือข่ายธุรกิจ Biz Club จังหวัดเชียงราย ให้มี “หน้าร้านกลาง” ที่คัดเลือกสินค้าดี–สินค้าเด่นของสมาชิกมาวางจำหน่ายอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เป็น “พื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน” เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า แพ็กเกจจิ้ง การสร้างแบรนด์ และทักษะด้านดิจิทัลของผู้ประกอบการรายย่อย

    แนวคิด Biz Club เองถือกำเนิดและขับเคลื่อนในกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ผ่านกลไกกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ที่เน้น “เครือข่าย–การจับคู่ธุรกิจ–การยกระดับมาตรฐาน” เป็นวิถีทางให้ SMEs เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว โครงข่ายนี้ปรับตัวตามบริบทจังหวัด เพื่อให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากและเอกลักษณ์ท้องถิ่นได้ดีที่สุด

    พิธีเปิดที่มากกว่า “ตัดริบบิ้น” วาระเชื่อมคน–เชื่อมตลาด–เชื่อมอนาคต

    บรรยากาศพิธีเปิดเรียบง่ายแต่แฝงพลังความร่วมมือ ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่า “Biz Shop เชียงราย” คือก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เพราะเป็นทั้งเวทีแสดงศักยภาพสินค้า โอกาสขยายตลาด และพื้นที่ทดลองโมเดลธุรกิจร่วมกันของผู้ประกอบการรายย่อย ภายใต้เป้าหมาย “มั่นคง–มั่งคั่ง–ยั่งยืน”

    ด้าน นายศรันย์ เนมหาวรรณ์ ประธานเครือข่ายธุรกิจ Biz Club จังหวัดเชียงราย อธิบายเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ร้านแห่งนี้ไม่ใช่แค่ช่องทางจำหน่ายของฝากและของที่ระลึก แต่จะพัฒนาเป็น ศูนย์กลางแห่งแรงบันดาลใจและการสร้างสรรค์” ให้ผู้ประกอบการในเครือข่ายและชุมชนได้ทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ร่วมกัน ปัจจุบันมีสมาชิกนำสินค้าเข้าจำหน่าย 22 ราย รวม 116 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งอาหาร–เครื่องดื่มแปรรูป งานหัตถกรรม–สิ่งทอ เครื่องสำอางจากสมุนไพร และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ดึงอัตลักษณ์ล้านนาตะวันออกอย่างโดดเด่น

    คำกล่าวชูประเด็น
    “เชียงรายมีสินค้าดีและผู้ประกอบการที่มีหัวใจนักสู้ เราต้องช่วยกันทำให้สินค้าคุณภาพเหล่านี้ได้ ‘พื้นที่’ และ ‘โอกาส’ ที่สมศักดิ์ศรี ทั้งหน้าร้านมาตรฐาน การตลาดดิจิทัล และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนกลับสู่ชุมชนอย่างแท้จริง” — ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (ในพิธีเปิด)

    ทำเลคือ “ตัวคูณ” ตลาดล้านเมืองในฐานะจุดยุทธศาสตร์การค้า

    การเลือกตั้งร้านใน ตลาดล้านเมือง มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะนอกจากเป็นแหล่งค้าส่งและจุดกระจายสินค้าที่ผู้ค้าในพื้นที่คุ้นเคย ยังอยู่บนเส้นทางที่นักท่องเที่ยวและผู้ซื้อจากต่างอำเภอ–ต่างจังหวัดสัญจรผ่าน จึงช่วยลดต้นทุนการกระจายสินค้าและเพิ่มโอกาสการมองเห็น (visibility) อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งสอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงรายที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–ธรรมชาติ และการค้าชายแดน ซึ่งความคึกคักของ “หน้าร้านรวม” จะสร้างแรงดึงดูดให้ทัวร์–รถเช่า–ไกด์ท้องถิ่นบรรจุจุดหมายนี้ไว้ในเส้นทางได้ง่ายขึ้น

    ภาพใหญ่เศรษฐกิจ ทำไม “ศูนย์รวม SME” จึงจำเป็นในเวลานี้

    โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพา SMEs ในสัดส่วนสูงมาโดยตลอด และในระดับประเทศ SMEs สร้างมูลค่าเศรษฐกิจในสัดส่วนสำคัญของจีดีพี ขณะที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงรายมีฐาน SMEs ด้านเกษตรแปรรูป–ท่องเที่ยว–ค้าปลีกกระจายตัวจำนวนมาก การมี “หน้าร้านรวม” ที่ทำหน้าที่เป็น โชว์รูม + แพลตฟอร์มฝึกทักษะ + จุดกระจาย จึงช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับตลาด และย่นระยะห่างระหว่าง “ผู้ผลิตรายย่อย” กับ “ผู้ซื้อปลายทาง” ได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางยุทธศาสตร์ของหน่วยงานพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระดับชาติที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐาน สร้างนวัตกรรม และเข้าถึงตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง

    ในมิติ “ดีมานด์” ฝั่งการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องจักรสำคัญของเชียงรายมาอย่างยาวนาน รายงานภาครัฐก่อนโควิดระบุว่า จังหวัดเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวทะลุ หนึ่งล้านคน และสร้างรายได้หลายพันล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนศักยภาพฐานผู้ซื้อที่ชัดเจน ซึ่งหากจับคู่กับ “สินค้าท้องถิ่นคุณภาพ–เล่าเรื่องได้–มีจุดต่างชัดเจน” ย่อมต่อยอดเป็นมูลค่าทางการค้าได้อีกมาก

    116 ผลิตภัณฑ์ คัดจาก “อัตลักษณ์” สู่ “มาตรฐาน”

    สาระสำคัญของ Biz Shop อยู่ที่กระบวนการคัดเลือกและจัดแสดงสินค้าให้ “เล่าเรื่องเชียงราย” ได้อย่างครบถ้วน โดยทีมคัดเลือกให้ความสำคัญกับ 4 แกนหลัก

    1. แหล่งที่มาและภูมิปัญญา – เน้นวัตถุดิบจากพื้นที่ (เช่น ชา–กาแฟ–สมุนไพร–ผลไม้พื้นถิ่น) และลวดลาย/เทคนิคงานหัตถกรรมที่สะท้อนชุมชน
    2. มาตรฐาน–ความปลอดภัย – ผลิตภัณฑ์อาหาร–เครื่องดื่ม และเครื่องสำอางต้องเดินหน้าสู่มาตรฐาน อย./มผช./อย.ฮาลาล (หากเกี่ยวข้อง) เพื่อขยายตลาดกว้างขึ้น
    3. แพ็กเกจจิ้ง–การสื่อสาร – ปรับภาพลักษณ์ให้ “พร้อมวางขาย” ทั้งบนชั้นหน้าร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์
    4. การตั้งราคา–มูลค่าเพิ่ม – ช่วยวางตำแหน่งสินค้า (positioning) ให้สอดคล้องกลุ่มเป้าหมาย เช่น นักท่องเที่ยวคุณภาพ, นักเดินทางระยะยาว, พรีเมียมซูวีเนียร์ ฯลฯ

    ผู้ประกอบการหลายรายเป็น “รุ่นใหม่กลับบ้าน” นำความรู้ด้านการตลาดดิจิทัลมาผสมกับทรัพยากรในพื้นที่ ผลลัพธ์คือสินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่ “อัพมูลค่า” จากของดีชุมชน เช่น ขนม–ของหวานอินสไปร์จากชาเขียวดอยสูง, งานทอ–ย้อมสีธรรมชาติ, กาแฟสเปเชียลตี้สายพันธุ์ท้องถิ่น, สกินแคร์สมุนไพรล้านนา, หรือ ของใช้ทำมือ ที่ตีโจทย์ของฝากร่วมสมัย

    โอกาส–ความท้าทาย และจุดคานงัดสู่ความยั่งยืน

    1) ทำเล + เครือข่าย = ตัวคูณการตลาด
    การตั้งร้านในตลาดล้านเมืองทำให้ Biz Shop อยู่ “กลางทาง” ของทั้งผู้บริโภคท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อผสานกับเครือข่าย Biz Club ที่มีสมาชิกหลากหลาย จะเกิดเอฟเฟกต์เครือข่าย (network effect) ช่วยเพิ่มจำนวนสินค้าใหม่หมุนเวียน และดึงผู้เข้าชมซ้ำ

    2) เชื่อม “หน้าร้าน–ออนไลน์–ท่องเที่ยว” ให้เป็นหนึ่งเดียว
    การจัดการสต็อกให้ทันฤดูกาลท่องเที่ยว, ทำ QR Storytelling (สแกนอ่านเรื่องราวชุมชน–มาตรฐาน–วิธีใช้), การทำ pre-order/ส่งถึงที่พัก และการเชื่อมกับเส้นทางท่องเที่ยว (เช่น ทัวร์กาแฟ–ไร่ชา–งานศิลปะ) จะทำให้มูลค่าต่อหัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีที่เชียงรายคึกคัก

    3) ขยับมาตรฐานเพื่อไป “นอกจังหวัด–นอกประเทศ”
    การยกระดับมาตรฐานสินค้า (FDA/มผช./HALAL/Organic ฯลฯ) และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกฎระเบียบปลายทาง จะเปิดทางให้สินค้าบางกลุ่มเข้าสู่โมเดิร์นเทรด/สนามบิน/ดีลเลอร์เพื่อนบ้านได้ง่ายขึ้น ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับบทบาทของเครือข่าย Biz Club ที่ทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มบ่มเพาะมาตรฐานและการจับคู่ธุรกิจ” อยู่แล้ว

    4) ใช้ข้อมูลตลาดจริง ตั้ง “คีย์เพอร์ฟอร์แมนซ์” ที่วัดได้
    เพื่อให้โครงการลงหลักปักฐานแกร่ง ควรมีตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เยี่ยมชม/วัน, สัดส่วนลูกค้าท้องถิ่น–นักท่องเที่ยว, อัตรา conversion เป็นยอดขาย, ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อชิ้น ฯลฯ และทบทวนทุกไตรมาส พร้อมยืดหยุ่นสัดส่วนสินค้าให้ตอบพฤติกรรมผู้ซื้อ

    5) หนุนด้วย “การเล่าเรื่องจังหวัด” และข้อมูลท่องเที่ยว
    เชียงรายมีฐานนักท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัวต่อเนื่องหลังโรคระบาด การนำสถิติตามฤดูกาล/อำเภอ/แหล่งท่องเที่ยวมาเป็น “คัมภีร์วางแผนสินค้า” จะทำให้การผลิต–การสต็อก–แคมเปญการตลาดแม่นขึ้น และดึงดูดกลุ่มคุณภาพได้มากขึ้น (เช่น นักเดินทางระยะยาว, กลุ่มครอบครัว, นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม)

    เสียงจากผู้ประกอบการ พื้นที่ที่ทำให้ “ตัวเล็ก” ไม่โดดเดี่ยว

    “ได้เรียนรู้เรื่องมาตรฐานและการตั้งราคาที่สะท้อนคุณค่า ทำให้กล้าขยับไปตลาดใหม่มากขึ้น และมีเพื่อนร่วมทางให้ปรึกษา” — ผู้ประกอบการงานหัตถกรรมย้อมคราม

    “จากเดิมขายออนไลน์อย่างเดียว พอมีหน้าร้าน ทำให้ลูกค้าจับต้อง กลิ่น–รส–เรื่องราวของสินค้าเราได้ ยอดสั่งซ้ำเพิ่มขึ้นชัดเจน” — ผู้ประกอบการชากาแฟแปรรูป

    เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อน “งานหลังบ้าน” ของ Biz Shop ที่ไม่ได้มีเพียงการวางสินค้า แต่รวมถึงการโค้ชจุดอ่อน–ต่อยอดจุดแข็ง ทำภาพ–ทำคำ–ทำแพ็กเกจจิ้ง–วางบาร์โค้ด/QR ให้พร้อมขายบนทุกแพลตฟอร์ม

    ตัวเลขชวนคิด

    • 116 ผลิตภัณฑ์ จาก 22 ผู้ประกอบการ ฐานตั้งต้นที่พร้อมเติบโตทั้งเชิงปริมาณ–คุณภาพ
    • ฮับการค้า ทำเลตลาดล้านเมืองช่วยลดต้นทุนกระจายสินค้าและเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวได้โดยตรง
    • SMEs = กระดูกสันหลังเศรษฐกิจ แนวโน้มเชิงยุทธศาสตร์ประเทศยังย้ำบทบาท SMEs และการยกระดับมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
    • ดีมานด์จากท่องเที่ยว เชียงรายเคยรองรับนักท่องเที่ยวมากกว่าล้านคน/ปี รายได้หลายพันล้านบาท—ฐานลูกค้าที่พร้อมเปลี่ยน “ของดีท้องถิ่น” เป็น “มูลค่าเพิ่ม” ได้จริง

    จากร้านเล็กในตลาด สู่โมเดลพัฒนา “เมืองสินค้าและคุณภาพ”

    การเปิด “Biz Shop เชียงราย” มิใช่แค่ข่าวเศรษฐกิจท้องถิ่นธรรมดา หากเป็น โมเดลความร่วมมือ ที่จับต้องได้ ระหว่างภาครัฐ–เอกชน–เครือข่ายผู้ประกอบการ ที่ต่างมีบทบาทของตนอย่างชัดเจน “หน้าร้านรวม” ทำหน้าที่เป็นทั้ง เครื่องขยายเสียง (amplifier) ให้ของดีท้องถิ่นดังไกล เป็น ห้องทดลอง (sandbox) ให้ผู้ประกอบการได้ฝึก–ได้ล้ม–ได้ลุก และเป็น เครื่องมือคืนรายได้ ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    เมื่อบวก “ทำเลที่ใช่” เข้ากับ “เครือข่ายที่แข็งแรง” และ “การจัดการความรู้ที่ต่อเนื่อง” เชียงรายย่อมมีโอกาสก้าวไปสู่ภาพฝัน เมืองสินค้าและคุณภาพ” ที่ผู้ประกอบการตัวเล็กไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และผู้บริโภคมั่นใจว่า ทุกชิ้นที่ซื้อคือเรื่องเล่าที่มีมาตรฐานรองรับ

    บทสรุปสั้น

    • ร้านนี้คือ เครื่องมือกลาง ที่รวมคน–รวมสินค้าดี–รวมโอกาส
    • ทำเลตลาดล้านเมืองช่วย “เชื่อมดีมานด์” จากท่องเที่ยว–ค้าส่งได้จริง
    • หากรักษามาตรฐานสินค้า–วัดผลเชิงธุรกิจ–เล่าเรื่องให้ถึงใจ ผู้ประกอบการจะยืนระยะได้ และรายได้จะหมุนกลับสู่ชุมชนตามเป้าหมาย “คนเชียงราย ร่วมใจ สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/biz-shop-chiang-rai-local-economy-hub/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2anuz6n7HlREhNnvNjsSzV

  • คำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ กับอนาคตเศรษฐกิจโลก

    คำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ กับอนาคตเศรษฐกิจโลก

    คำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ กับอนาคตเศรษฐกิจโลก

    สิ่งที่โลกกำลังเฝ้าติดตามอย่างใจระทึกก็คือการเริ่มไต่สวนคำร้องของ 12 รัฐและสมาคมการค้าของภาคเอกชนสหรัฐฯ ต่อประธานาธิบดีทรัมป์ในกรณีที่ใช้อำนาจการบริหารประกาศการจัดเก็บภาษีศุลกากรกับทุกประเทศในโลก ส่งผลเสียหายต่อธุรกิจอย่างร้ายแรงและต่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนและราคาสินค้า 

    ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าตนเองทำตามอำนาจของประธานาธิบดีที่กำหนดให้ใช้อำนาจได้ตามInternational Emergency Economics Power Act เพราะประเทศกำลังมีปัญหาฉุกเฉินทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง จากการขาดดุลการค้ากับทั้งโลกปีละกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และการไหลเข้ามาของ “Fentanyl” ที่เป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นจึงต้องรีบออกมาตรการโดยใช้อำนาจทางด้านการบริหารของประธานาธิบดี

    ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ Article I Section 8 Clause I ระบุว่าสภาคองเกรสมีอำนาจเรียกเก็บและจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และสรรพสามิต เพื่อชำระหนี้ การป้องกันประเทศ และสวัสดิการทั่วไปของสหรัฐฯ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทรณ์ จึงตีความว่าประธานาธิบดีทรัมป์จัดเก็บภาษีศุลการกรที่ผ่านมาโดยไม่ได้เริ่มจากสภาคองเกรสนั้นไม่สามารถทำได้ 

    แต่ฝ่ายบริหารก็ยังยืนยันว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ เพราะสหรัฐฯ กำลังถูกเอาเปรียบจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จนทำให้ขาดดุลการค้าจำนวนมาก ดังนั้น การออกภาษีศุลกากรเป็นการโต้ตอบเพื่อความมั่นคงจึงเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีสามารถทำได้ 

    การตีความของคำเกี่ยวกับความฉุกเฉินทางด้านเศรษฐกิจแบบประธานาธิบดีทรัมป์ เราคงคุ้นๆ คงเป็นเรื่องปกติที่นักการเมืองทุกคนพยายามตีความทางกฎหมายในทุกเรื่องเพื่อให้ตนเองมีอำนาจและความชอบธรรมในการดำเนินการใด ๆ ที่ตนเองต้องการ 

    คำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ กับอนาคตเศรษฐกิจโลก

    ดังนั้นในวันนี้ที่กำลังมีการเริ่มไต่สวนของศาลสูงในเรื่องนี้ จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นทรัมป์และทีมของเขา ออกมาตีปลาหน้าไซ โดยบลัฟศาลสูงสหรัฐอเมริกาตลอดเวลาว่าหากผลคำตัดสินบอกว่าฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจ ก็อาจจะส่งผลมหาศาลต่อความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งรายได้ที่จะขาดหายไปกว่า 6 แสนล้านเหรียญที่สามารถนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อคนอเมริกัน และที่สำคัญ คือบทบาทอำนาจของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลกจะลดลง เพราะทรัมป์บอกว่าภาษีศุลกากรนี้แหละคือเครื่องมือสำคัญที่เขาใช้ในการควบคุมโลกนี้ โดยเฉพาะการก่อให้เกิดสันติภาพในภูมิภาคต่างๆ ที่ผ่านมาเขาสามารถยับยั้งสงครามได้หลายแห่งก็เพราะการใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องต่อรอง 

    เรื่องนี้คุ้นๆ กรณีไทยกับกัมพูชา เหมือนขู่กลาย ๆ ว่าศาลสูงสหรัฐฯ จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ทั้งหมด หากคำตัดสินไม่เข้าเป็นคุณกับทรัมป์ เรียกว่าเบิ้ลหรือขู่ก็ได้

    โดยส่วนตัวของทรัมป์เองก็ดูเหมือนจะมั่นใจในศาลสูงพอสมควร เพราะที่ผ่านมามีหลายคดีที่ทรัมป์ถูกฟ้อง และแม้ว่าจะแพ้ในศาลชั้นก่อนหน้า แต่ก็ชนะในศาลสูง อาทิ คดีที่ District of Columbia และรัฐแมรี่แลนด์ฟ้องว่าทรัมป์ละเมิดมาตราห้ามรับผลประโยชน์จากรัฐบาลต่างประเทศด้วยธุรกิจโรงแรมของเขาใน DC หรือคดีที่ New York ฟ้องว่าเขาประเมินมูลค่าสินทรัพย์บิดเบือนทำให้จ่ายภาษีน้อย ฯลฯ และจากจำนวนผู้พิพากษาในศาลสูงนี้มีจำนวน 9 ท่าน เป็นของพรรคลีดีโมแครต จำนวน 3 ท่าน และของพรรคพับริกันของทรัมป์ ทั้งหมด 6 ท่าน โดย 3 ใน 6 ท่านนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นคนแต่งตั้งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งสมัยแรก

    หากมองอีกด้าน ถ้าศาลสูงสหรัฐฯ ตีความว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีอำนาจในการทำเรื่องนี้ได้ตาม Internal Emergency Economics Power Act (IEEPA) ได้แล้ว คงได้เห็นคำสั่งทำเนียบขาวในการทำนโยบายสารพัดที่ตัวเองอยากจะทำ ไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ และก็อ้างความฉุกเฉินทางด้านเศรษฐกิจอีกเพียบ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างให้เห็นถึงการที่ทรัมป์ก็ใช้เหตุผลเดียวกันนี้ ในการออกมาตรการต่างๆ ในทุกเรื่อง กับประเทศที่ตัวเองไม่ชอบหรือต้องการขู่เพื่อประโยชน์บางอย่าง 

    คำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ กับอนาคตเศรษฐกิจโลก

    โดยอ้างความฉุกเฉินทางเศรษฐกิจผ่านอัตราภาษีศุลกากร เห็นตัวอย่างทั้ง แคนนาดา เม็กซิโก ที่ยังงงๆ ว่าทำไมเป็นประเทศตน และยิ่งพันธมิตรอย่างยุโรปก็ไม่รอด และหลายเรื่องก็ถูกกล่าวหาว่าใช้เพื่อผลประโยชน์อื่น ๆ จากการทำธุรกิจของตนเอง พวกพ้อง บริษัททุนการเมือง บังคับให้หลายประเทศเพิ่มการซื้ออาวุธและพลังงานจากสหรัฐฯ โดยอ้างความมั่นคงด้านพลังงานและด้านทหารของสหรัฐฯ  

    ที่ผ่านมา หลายคดีศาลสูงมักจะมองอำนาจการบริหารของภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เหตุผลทางด้านความมั่นคงของประเทศชาติ ซึ่งทำให้ครั้งนี้ ทรัมป์ค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองจะชนะ และในขณะเดียวกัน ข้ออ้างของความยุ่งยากของการคืนภาษีให้กับผู้ที่เสียไปแล้วทั้งเป็นคนในประเทศ และต่างประเทศ เป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลานาน 

    ซึ่งหากประธานธิบดีทรัมป์ชนะงานนี้ มองว่างานต่อไปของเขาก็คือการล้ม Filibuster ในรัฐสภาให้ได้ เพราะกติกานี้เป็นเครื่องมือถ่วงอำนาจของพรรคเสียงข้างมากกับเสียงส่วนน้อยที่เห็นต่างในการออกกฏหมายต่าง ๆ ซึ่งทรัมป์ก็พยายามจะล้มให้ได้ เพื่อตนเองและฝ่ายบริหารจะได้คุมการออกกฏหมายได้สะดวกและรวดเร็ว ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริง ๆ ก็ไม่ต่างกับเผด็จการทางรัฐสภาของฝ่ายบริหารอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ว่าสิ่งนี้อาจเป็นความอยากของนักการเมืองทุกคนบนโลกใบนี้ก็ได้ พอมีอำนาจและอยากมีแบบเบ็ดเสร็จ ที่ผ่านมาในบ้านเราก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง 

     ถ้าทรัมป์ชนะ โลกคงต้องรับมือกับมาตรการแปลก ๆ การลดความสำคัญขององค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่า United Nation, World Bank, IMF โดยเฉพาะ WTO คงเป็นง่อยไปแน่ ๆ การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมืองคงตึงเครียดจากสงครามทุกรูปแบบตั้งแต่เศรษฐกิจ จนถึงสงครามทางทหาร นอกจากนี้ ยังมองว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบห่วงโซ่อุปทานของโลกจะไม่เหมือนเดิม การโยกย้ายสินทรัพย์ การลงทุน ของบริษัทต่าง ๆ คงต้องวางกลยุทธ์ใหม่ และเต็มไปด้วยความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ ฐานการผลิตสินค้าต่าง ๆ อาจโยกย้ายจากที่เราเคยเห็น แนวคิดของ “แบ่งงานการทำ” ใครเก่งอะไร ทำสิ่งนั้น แล้วมาแลกกันภายใต้กรอบการเคลื่อนย้ายสินค้า ทุน และทรัพยากรมนุษย์อย่างเสรี แล้วทุกประเทศจะได้ประโยชน์สูงสุดคงไม่มีเหลือให้เห็นอีก เพราะทรัมป์มอง “America First, and America Only” 

    อนาคตของโลกแขวนไว้กับคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/643313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-QVSz3qR3boo8HXvsT5Yo

  • ยืนยัน 1 ม.ค. 69 วัดร่องขุ่นปรับค่าเข้าชมชาวต่างชาติเป็น 200 บาท พร้อมเพิ่มสิทธิ “เข้าชมถ้ำฟรี”

    ยืนยัน 1 ม.ค. 69 วัดร่องขุ่นปรับค่าเข้าชมชาวต่างชาติเป็น 200 บาท พร้อมเพิ่มสิทธิ “เข้าชมถ้ำฟรี”

    วัดร่องขุ่น” ขยับค่าเข้าชมชาวต่างชาติเป็น 200 บาท มีผล 1 ม.ค. 2569 ตอกย้ำคุณค่าศิลปะระดับโลก เดินหน้าแผนบริหารจัดการพื้นที่-ยกระดับประสบการณ์ผู้เยือน

    เชียงราย, 7 พฤศจิกายน 2568 – อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติและผู้สร้าง “วัดร่องขุ่น” ยืนยันปรับค่าเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจาก 100 บาทเป็น 200 บาทต่อคน เริ่ม 1 มกราคม 2569 โดยคนไทยยังเข้าชมฟรีเหมือนเดิม พร้อมเพิ่มสิทธิ “เข้าชมถ้ำฟรี” และ “ยืมผ้าถุงฟรี” เพื่อรักษามาตรฐานความเหมาะสมในการแต่งกาย ขณะที่ฝ่ายท่องเที่ยวมองเป็นโอกาสยกระดับคุณภาพ สอดรับแนวโน้มท่องเที่ยวคุณภาพสูงของเชียงราย

    เช้าวันหนึ่งที่ “ขาวจัด—คมชัด—และงอกงาม”

    ยามแสงเช้ากระทบปลีเสาศิลาปูนปั้นสีขาว เจิมประกายกระจกนับพันบนสิมวัด ภาพจำของ “วัดร่องขุ่น” หรือ “วัดขาว” ในอำเภอเมืองเชียงราย ยังทำให้ผู้มาเยือนหยุดหายใจสั้น ๆ ด้วยความตื่นตา วัดร่วมสมัยที่ออกแบบโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ไม่เพียงเป็นหมุดหมายด้านศิลปวัฒนธรรม หากยังแปลงร่างเป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ที่ต้องดูแล บำรุงรักษา และจัดการผู้เยือนนับล้านอย่างเป็นระบบ

    ในฉากหลังอันงดงามนั้น ความเปลี่ยนแปลงสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การปรับ “ค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ” จาก 100 บาทเป็น 200 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยอาจารย์เฉลิมชัยยืนยันผ่านสื่อสังคมว่า การปรับราคาสะท้อน “ศักดิ์ศรีงานศิลปะระดับโลก” และช่วยรองรับต้นทุนการบริหาร ดูแล และรักษามาตรฐานพื้นที่อันซับซ้อนของวัดร่วมสมัยที่ยังคงสร้าง-ซ่อม-เสริมรายละเอียดไม่สิ้นสุด  

    ทำไม “200 บาท” จึงสมเหตุสมผล เมื่อศิลปะต้องคู่มาตรฐานการจัดการ

    มิติคุณค่าและความสากลของผลงาน วัดร่องขุ่นมิใช่วัดโบราณที่หยุดนิ่ง หากเป็น “โครงการศิลปกรรมขนาดใหญ่” ที่ค่อย ๆ เติบโตมาตลอดกว่าสองทศวรรษ การเพิ่มค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติเป็น 200 บาทจึงเป็นการ “ราคาให้สมคุณค่า” เมื่อเทียบกับแลนด์มาร์กทางศิลปะและพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลกซึ่งประเมินค่าเข้าชมสูงกว่านี้หลายเท่า อาจารย์เฉลิมชัยชี้ว่า ราคาดังกล่าวยังต่ำเมื่อเทียบกับค่าเข้าชมสถานที่ศิลปะขนาดย่อมในต่างประเทศ และตน “รอจังหวะเหมาะสม” มาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 จนถึงวันนี้จึงแจ้งกำหนดใช้จริง

    มิติมาตรฐานประสบการณ์ สิทธิพิเศษใหม่สองรายการ

    มาตรการใหม่ไม่ใช่เพียง “ขึ้นราคา” แต่เป็น “ยกระดับแพ็กเกจประสบการณ์” ชัดเจนผ่าน 2 สิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าชมชาวต่างชาติ ได้แก่

    • เข้าชม “ถ้ำ” ฟรี ส่วนจัดแสดงงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ของวัด ซึ่งเคยจำกัดหรือมีค่าใช้จ่ายตามโอกาส จะเปิดโอกาสให้สัมผัสมากขึ้นในบัตรเดียว
    • ยืมผ้าถุงฟรี เพื่อสนับสนุนความเหมาะสมตามธรรมเนียมการแต่งกายเข้าพื้นที่ศาสนา ลดภาระการเช่าจากร้านรอบวัด และทำให้การควบคุมมาตรฐานการแต่งกายละเอียดขึ้น (แนวปฏิบัติเรื่องการแต่งกายเข้าเขตพุทธาวาสและความยาวท่อนล่างมีการสื่อสารในช่องทางชุมชน ตัวอย่างข้อแนะนำสาธารณะเรื่องครอบไหล่/ยาวคลุมเข่า

    มิติความเป็นธรรมคนไทยเข้าฟรีเหมือนเดิม

    แม้จะขึ้นค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ แต่ คนไทยยังคงเข้าฟรี แนวทางที่วัดร่องขุ่นยึดถือมายาวนานเพื่อให้ชุมชนไทยเข้าถึงศิลปะร่วมสมัยได้ไม่เป็นภาระ (สอดคล้องกับข้อมูลปัจจุบันที่สะท้อนว่า “ชาวต่างชาติ 100 บาท/คน ก่อนปรับเป็น 200 บาท”

    ผลกระทบ “บวก” ที่คาดหมาย จากหน้าประตูวัดสู่เศรษฐกิจเมือง

    การบริหารพื้นที่และความปลอดภัย วัดร่วมสมัยที่มีองค์ประกอบละเอียดอ่อน จากงานปูนปั้น กระจกโมเสก ไปจนถึงภูมิทัศน์และระบบทางเดิน ย่อมต้องมีต้นทุนดูแลสูง ทั้งงานทำความสะอาดเชิงเทคนิค การบำรุงซ่อมแซมเฉพาะทาง และการควบคุมฝูงชนช่วงพีก ค่าเข้าชมที่เพิ่มขึ้นถูกอธิบายว่า “คืนกลับ” ในรูปมาตรฐานการจัดการพื้นที่ที่เข้มขึ้น ตั้งแต่วัสดุ อุปกรณ์บุคลากร ไปจนถึงระบบอำนวยความสะดวก

    การคัดกรองและยกระดับ “คุณภาพการเยือน” ประสบการณ์ของแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกชี้ว่า ราคาบัตรที่สะท้อนคุณค่าช่วย “คัดกรองความตั้งใจ” ของผู้เยือน ทำให้สัดส่วนผู้เข้าชมที่มุ่งหมายทางศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น กระตุ้นพฤติกรรมท่องเที่ยวรับผิดชอบ (responsible tourism) และลดแรงกดดันต่อทรัพยากร

    เศรษฐกิจท้องถิ่นและคลัสเตอร์บริการเม็ดเงินจากผู้เยือนต่างชาติที่ “ไม่มากเกินไป” แต่ “เพียงพอ” ต่อการดูแลสถานที่ สามารถหมุนกลับสู่ห่วงโซ่บริการรอบวัดไกด์พื้นที่ ผู้ให้บริการขนส่ง ร้านอาหาร ของที่ระลึก และโฮมสเตย์ ในภาพใหญ่ระดับจังหวัด แนวโน้มนี้สอดคล้องกับนโยบายท่องเที่ยวคุณภาพและการใช้ soft power ของเชียงราย ซึ่งในช่วงหลังโควิดกลับมาฟื้นตัวดีแม้ตัวเลขเชิงลึกแบบรายจังหวัดต้องติดตามจากฐานข้อมูลรัฐอย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางมหภาคสะท้อนผ่านดัชนีท่องเที่ยวและรายได้ท่องเที่ยวของประเทศที่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง

    ไทม์ไลน์และข้อเท็จจริงเชิงบริบท จาก “100 บาท” สู่ “200 บาท”

    • ก่อนหน้า หลายปีที่ผ่านมา วัดร่องขุ่นสื่อสารนโยบาย “คนไทยเข้าฟรีชาวต่างชาติ 100 บาท” ต่อเนื่อง
    • ประกาศใหม่ อาจารย์เฉลิมชัยยืนยัน ปรับเป็น 200 บาท เริ่ม 1 ม.ค. 2569 โดยให้เหตุผลด้านคุณค่าและต้นทุนการบริหารจัดการ พร้อมสื่อสารสิทธิพิเศษเพิ่มเติม
    • ระหว่างนี้ แนวปฏิบัติเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสมยังคงเข้มงวดคลุมไหล่/ยาวคลุมเข่าและมี “บริการผ้าถุง” เพื่อช่วยให้ผู้เยือนแต่งกายได้ตามธรรมเนียม

    วิเคราะห์เชิงนโยบาย “ราคาบัตร” กับ “ธรรมาภิบาลแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม”

    1) ราคาบัตรคือเครื่องมือกำกับคุณภาพ (price as a governance tool)
    ในแหล่งมรดกหรือพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก ราคารองรับบทบาทสำคัญ เป็นทั้ง “สัญญาณคุณค่า” และ “ทรัพยากรเพื่อบำรุงรักษา” ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถวางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (preventive conservation) ซึ่งเหมาะกับงานศิลปะที่เสี่ยงต่อการผุกร่อนจากฝุ่นละอองและความชื้น รวมถึงความเสียหายจากการสัมผัส

    2) Differentiated pricing ความเป็นธรรมระหว่าง “เจ้าของวัฒนธรรม” กับ “ผู้มาเยือน”
    การคงสิทธิคนไทยเข้าฟรี สะท้อนแนวคิด “ทำให้ศิลปะกลับสู่สังคมไทย” และยืนยันว่าชาวเชียงราย/ไทยยังเข้าถึงได้โดยไม่ถูกต้นทุนกีดกัน ขณะที่ “ผู้มาเยือนต่างชาติ” มีส่วนร่วมสมทบค่าดูแลที่สอดคล้องกับความสามารถในการจับจ่ายเป็นแนวทางที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหลายแห่งใช้

    3) มาตรฐานประสบการณ์และความเหมาะสม (dress code)
    การประกาศ “ยืมผ้าถุงฟรี” ลดแรงเสียดทานหน้างานแทนที่จะผลักภาระไปยังร้านค้าเอกชนเพียงด้านเดียว วัดเลือก “อำนวยความสะดวก” ภายใต้กรอบความเหมาะสมของพื้นที่ศาสนา ซึ่งท้ายที่สุดช่วยยกระดับภาพรวมประสบการณ์และความเคารพสถานที่

    มุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความท้าทายที่ต้องสื่อสารให้ตรงจุด

    แม้สังคมออนไลน์จำนวนหนึ่งอาจตั้งคำถามเรื่อง “ผลกระทบต่อจำนวนผู้เยือน” แต่ในมุมปฏิบัติ ค่าเข้าชม 200 บาทสำหรับผู้เดินทางข้ามพรมแดนซึ่งมักใช้จ่ายทริปละหลายพันถึงหลายหมื่นบาท แทบไม่ใช่ตัวแปรหลักในการตัดสินใจเดินทางเทียบกับ ความคุ้มค่าของประสบการณ์ และ เวลาเข้าชมที่ราบรื่น มากกว่า นอกจากนี้ การประกาศล่วงหน้าพร้อมเหตุผลชัดเจนและสิทธิพิเศษที่เพิ่มเป็นสิ่งสะท้อน “ธรรมาภิบาลการสื่อสาร” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการทัวร์ ไกด์ และแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตร ปรับข้อมูลบริการได้ทันกำหนด

    ในทางกลับกัน ผู้ดูแลวัดจำเป็นต้อง ติดตามผลเชิงข้อมูล อย่างใกล้ชิดทั้งจำนวนผู้เยือนต่อวัน ช่วงพีก การร้องเรียนเรื่องแออัด/รอคิว ตลอดจนผลสะเทือนต่อร้านค้ารอบวัด เพื่อโยง “รายได้จากบัตร” กลับไปสู่งานพัฒนาพื้นที่และบริการเชิงประจักษ์ เช่น ป้ายทางเดินหลายภาษา ระบบเข้าคิวอัจฉริยะ ห้องน้ำสะอาด-เพียงพอ จุดพักร่ม ระบบอธิบายงานศิลป์ (interpretation) ที่เข้าถึงคนทั่วไปและผู้มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหว

    เชียงรายในระยะยาว เมืองศิลปะ-วัฒนธรรม-ธรรมชาติ ที่ต้องบริหาร “สมดุล”

    จังหวัดเชียงรายสะสมทุนทางวัฒนธรรม ศิลปะร่วมสมัย ธรรมชาติ และอีเวนต์คุณภาพไว้แน่นจากวัดร่องขุ่น สิงห์ปาร์ค พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ไปจนถึงเทศกาลเชิงวัฒนธรรมหลากหลายล้วนวางเชียงรายไว้ในแผนที่ “ท่องเที่ยวคุณภาพ” ของไทย ในบริบทเช่นนี้ การปรับค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวหลักให้สมเหตุสมผลกับคุณค่าและต้นทุนดูแล ถือเป็น “องค์ประกอบหนึ่ง” ของยุทธศาสตร์ระยะยาวควบคู่กับการกระจายผู้เยือนไปยังอำเภอรอบนอก เส้นทางกาแฟ-ชา-ชุมชนสร้างสรรค์ และการพัฒนาการเดินทางสาธารณะภายในจังหวัด

    คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้เยือนต่างชาติ (สรุปเร็ว)

    • เตรียมงบค่าเข้าชม 200 บาท/คน เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569
    • คนไทยเข้าฟรี พกบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตน
    • แต่งกายสุภาพ คลุมไหล่ กางเกง/กระโปรงคลุมเข่า หากไม่พร้อม มีบริการยืมผ้าถุงฟรี ณ จุดเข้าชมตามประกาศล่าสุด
    • วางแผนเวลา ช่วงเช้าและบ่ายแก่ ๆ แสงสวย หลีกเลี่ยงช่วงพีกทัวร์รวม หากมากับครอบครัวหรือผู้สูงอายุให้เผื่อเวลาเดินชมมากขึ้น

     “ราคาบัตร” คือสัญญาและภารกิจดูแลมรดกศิลป์ร่วมสมัยของไทย

    การขยับ “200 บาท” ของวัดร่องขุ่นจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขหน้าประตู หากเป็น “สัญญา” ระหว่างผู้สร้าง ผู้ดูแล และผู้มาเยือน ว่าศิลปะร่วมสมัยอันงอกงามของไทยจะได้รับการดูแลด้วยมาตรฐานสากล พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่ากว่าเดิม ทั้งในมิติความงาม ความรู้ และความสงบในวิถีวัฒนธรรมล้านนา ขณะเดียวกัน ก็เป็นบททดสอบธรรมาภิบาล รายได้จากบัตรต้อง “ไหลกลับ” สู่คุณภาพหน้างานอย่างสัมผัสได้ เพื่อให้สังคมไทยและผู้มาเยือนทั่วโลกมั่นใจว่า ทุกบาทที่จ่าย คือการร่วมกันรักษา “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ชิ้นเอกของเชียงรายให้คงอยู่อย่างสง่างาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/wat-rong-khun-entrance-fee-upgrade-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20NAWbhaxodM3rZK884mcY