Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียงมอบทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดีแต่ขาดแคลน

    กิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียงมอบทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดีแต่ขาดแคลน

    กิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง มอบทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดีแต่ขาดแคลน สร้างพลังใจ–ต่อยอด อนาคตเยาวชนแม่ฮ่องสอนต่อไป

    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี นางพิทยา พานทอง นายกกิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วมและร่วมมอบทุนการศึกษาในบรรยากาศที่อบอุ่น ณ โรงเรียนแม่สะเรียงบริพัตรศึกษา ตำบลบ้านกาศ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    โดยโครงการมอบทุนของกิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียงดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 คณะกรรมการมีมตินำรายได้จากการจำหน่าย สลากกาชาดการกุศล มาสนับสนุนเด็กนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อบรรเทาภาระของครอบครัว และเสริมแรงใจให้นักเรียนที่มุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนได้เดินหน้าต่ออย่างมั่นคง สำหรับปีงบประมาณ 2569 ได้พิจารณาจากรายชื่อนักเรียนที่โรงเรียนเสนอ รวม 50 คน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 โดยมีคุณสมบัติ เกรดเฉลี่ยตั้งแต่ 3.25 ขึ้นไป ความประพฤติดี และมีฐานะยากจน แบ่งเป็นทุนจากกิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง 30 ทุน และทุนสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายภาคเอกชน 20 ทุน รวมทั้งสิ้น 50 ทุน ๆ ละ 1,500 บาท เป็นเงินรวม 75,000 บาท

    ในโอกาสนี้ นายวรศักดิ์ พานทอง ได้กล่าวให้กำลังใจนักเรียนว่า“นักเรียนของโรงเรียนแม่สะเรียงบริพัตรศึกษามาจากหลากหลายพื้นที่และพื้นฐานชีวิตต่างกัน แม้จะเผชิญข้อจำกัด แต่เมื่อเรามีเป้าหมายร่วมกันคือ ‘การศึกษา’ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเกื้อกูลและให้กำลังใจกันและกัน เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคและทำหน้าที่ของความเป็นนักเรียนให้ดีที่สุด ทุนวันนี้อาจไม่ครอบคลุมน้องๆทุกคน แต่เป็น ‘ก้าวแรกที่สำคัญ’ ที่ทุกภาคส่วนตั้งใจมอบด้วยหัวใจเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลานเรา”

    พร้อมกันนี้ นายอำเภอแม่สะเรียงได้ขอบคุณคณะกรรมการและสมาชิกกิ่งกาชาด หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ที่ร่วมแรงร่วมใจเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้เติบโตเป็น “คนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ” ของชุมชนและประเทศชาติ ตอกย้ำพลังความร่วมมือว่า “เมื่อสังคมช่วยกัน คนเล็กรุ่นใหม่ก็จะยืนได้อย่างภาคภูมิในวันข้างหน้า”

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3816139/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08duEC1Gw68_oWhO4Uv7FP

  • ผอ.สศศ.ตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษแม่ฮ่องสอน

    ผอ.สศศ.ตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษแม่ฮ่องสอน

    ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (ผอ.สศศ.) และคณะผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 34 จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 22 จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการจัดการศึกษา สำหรับนักเรียนพิการและเด็กด้อยโอกาส

    เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (ผอ.สศศ.) พร้อมด้วย นางรำไพ บุตรธนู ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา และคณะผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 34 จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 22 จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนพิการและเด็กด้อยโอกาส รวมถึงการขับเคลื่อน นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

    การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ได้พบปะผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน เพื่อให้กำลังใจและรับฟังข้อเสนอแนะในการจัดการศึกษา พร้อมทั้งเยี่ยมชมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา และการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะทางแก่ผู้เรียน

    ผอ.สศศ. ได้กล่าวชื่นชมผู้บริหาร ครู และบุคลากรทุกคน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเพื่อนักเรียนพิการและเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาอย่างมุ่งมั่น พร้อมเน้นย้ำให้สถานศึกษาดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind)” และสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/maehongson/3816291/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HzLxdDV_V1gvF2D-WVkmi

  • เผยประวัติ หมอเพื่อน ว่าที่เจ้าสาว หมวดอ๋อ สวยระดับนางงาม ปัจจุบันเป็น ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย

    เผยประวัติ หมอเพื่อน ว่าที่เจ้าสาว หมวดอ๋อ สวยระดับนางงาม ปัจจุบันเป็น ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย

    เผยประวัติ หมอเพื่อน ว่าที่เจ้าสาว หมวดอ๋อ สวยระดับนางงาม ปัจจุบันเป็น ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย

    หลังจากที่นายตำรวจหนุ่ม หมวดอ๋อ พ.ต.อ.รณกร รัตนะพร แจ้งข่าวดีเตรียมสละโสด เข้าพิธีวิวาห์หวานกับ หมอเพื่อน กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี สาวสวยดีกรีรองอันดับ 1 นางสาวไทย 2552 และอดีตนักแสดง-พิธีกรสาว สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับเพื่อนๆ รวมถึงแฟนๆ ที่ทราบข่าว ไทยรัฐบันเทิงจะพาไปทำความรู้จักสาวสวยเก่งคนนี้กัน

    แพทย์หญิง กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือที่หลายคนเรียกเธอว่า หมอเพื่อน เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2528 ที่จังหวัดขอนแก่น ด้านการศึกษา จบระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนอนุบาลขอนแก่น ระดับมัธยมศึกษา จบจากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ระดับปริญญาตรี สำเร็จการศึกษาระดับแพทยศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

    โดยเมื่อเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีสุดท้าย หมอเพื่อนฝึกงานทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ระดับปริญญาโท ส่วนการศึกษาในระดับปริญญาโท หมอเพื่อนสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ส่วนเส้นทางวงการบันเทิง หมอเพื่อนได้รับเลือกเป็นนักแสดงแสดงภาพยนตร์เรื่อง “รับน้องสยองขวัญ” เมื่อปี 2547 โดยรับบทเป็น เพื่อน ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นนักศึกษา โดยหลังจากที่ภาพยนตร์ออกอากาศแล้ว หมอเพื่อนมุ่งมั่นศึกษาด้านการแพทย์อย่างเต็มที่

    จนกระทั่งปี 2552 หมอเพื่อนสมัครเป็นผู้เข้าประกวดนางสาวไทยปี 2552 ซึ่งจัดการประกวด ณ โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ ถ.รางน้ำ ภายใต้แนวคิด “ทอแสงงามแห่งจิตใจ” และคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 มาครอง

    ในส่วนผลงานแสดง นอกจากจะมีภาพยนตร์ “รับน้องสยองขวัญ” ยังมีผลงานภาพยนตร์ “อ้อมกอดเขมราฐ” อีกทั้งยังมีผลงานพิธีกรรายการต่างๆ อาทิ หมอนอกกะลา ตามติดชีวิต Intern, มหัศจรรย์พันธุ์กาย KAI TAI SHIN SHOW, อยู่เป็นลืมป่วย 

    ปัจจุบัน หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา ดำรงตำแหน่งเป็นแพทย์ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 2 และโรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน และมีรายการให้ความรู้ด้านสุขภาพทั้งทางโทรทัศน์และคลื่นกรีนเวฟ 106.5 FM อีกทั้งยังเคยจัดรายการออนไลน์เกี่ยวกับสุขภาพคู่กับ ดีเจโก ตฤณ เรืองกิจรัตนกุล อีกด้วย

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/beauty-pageant/2894120&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KgbGhE3R_2udKWhsPBAN0

  • สจด. จัดสอบประเมินสมรรถนะด้านการใช้ดิจิทัล — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดสอบประเมินสมรรถนะด้านการใช้ดิจิทัล — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116822/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1–DhKvYtY6pkXbkL8hSfT

  • สพป.ฉะเชิงเทรา เขต 2 ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) ครั้งที่ 1/2568 – OBEC

    สพป.ฉะเชิงเทรา เขต 2 ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) ครั้งที่ 1/2568 – OBEC

    วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 13.30 น. นายนิติศาสตร์ พรมแสงใส ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นางสาวลักษมีกานต์ เที่ยงพิมล ผู้อำนวยการกลุ่ม นิเทศติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา, คณะศึกษานิเทศก์, และคณะกรรมการ ณ ห้องประชุมพุทธโสธร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/20643&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m1xpcn9PKkGp1rjABUpke

  • เปิดผลศึกษาก.พ. ขยายอายุเกษียณราชการ เปิดทางวัยเก๋าทำงานร่วมรุ่นใหม่

    เปิดผลศึกษาก.พ. ขยายอายุเกษียณราชการ เปิดทางวัยเก๋าทำงานร่วมรุ่นใหม่

    เปิดผลศึกษาก.พ. ขยายอายุเกษียณราชการ เปิดทางวัยเก๋าทำงานร่วมรุ่นใหม่

    การขยายอายุเกษียณราชการเป็นประเด็นที่กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังจากนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมเชิญสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาหารือถึงแนวทางการขยายระยะเวลาการเกษียณอายุราชการ เพราะปัจจุบัน มีหลายหน่วยงานที่เริ่มต้นดำเนินการไปแล้ว ทั้งผู้พิพากษา อัยการ ที่อายุ 70 ปี หรือข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา ที่อายุ 65 ปี

    ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. ได้ศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับการขยายการเกษียณอายุราชการ หลังพบข้อมูลว่า คนไทยมีอายุเฉลี่ย 70 ปี มีอัตราการเกิดน้อยกว่าการเสียชีวิต ส่งผลให้บุคคลที่ทำงานสร้างผลิตภาพให้กับประเทศมีน้อย อีกทั้งจะมีอายุขัยรับเงินบำนาญเฉลี่ย 20 ปี จาก 60 ปี ไปถึง 80 ปี ซึ่งการขยายเวลาเกษียณอายุราชการ จึงผูกพันไปยังเรื่องประชากรศาสตร์ กำลังแรงงานข้าราชการ และงบประมาณด้วย

    นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. เคยศึกษาแนวทางการขยายการเกษียณอายุราชการไว้หลายรูปแบบ และมีทางเลือกหลายช่วงอายุ ซึ่งจากนี้จะต้องรอการตัดสินใจในระดับนโยบายว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด และต้องปรับปรุงข้อกฎหมายใดบ้าง คาดว่า ในเร็ว ๆ นี้ จะได้ข้อสรุป

    แหล่งข่าวจากก.พ. เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ก.พ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 63 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรและศักยภาพการทำงานของคนไทยที่มีอายุยืนยาวขึ้น การศึกษาดังกล่าววางกรอบดำเนินการระยะเวลา 6 ปี โดยเพิ่มอายุเกษียณครั้งละ 1 ปี ทุก 2 ปี เพื่อให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเกษียณอายุที่ 63 ปี ภายในปี 2567

    ก.พ. ได้ศึกษาหลายมิติ ตั้งแต่การกำหนดอายุที่เหมาะสมในการเกษียณจากราชการและจากงาน การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การประเมินงบประมาณค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้น ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบบริหารงานบุคคลให้รองรับคนทำงานหลายช่วงวัย ทั้งนี้ ปัจจุบันมีกฎหมายเปิดช่องให้ข้าราชการบางตำแหน่ง เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ นายสัตวแพทย์ และสายงานศิลปวัฒนธรรมบางประเภท รับราชการต่อได้ไม่เกิน 10 ปีหลังครบ 60 ปี หากมีเหตุผลความจำเป็นและได้รับการพิจารณาโดย อ.ก.พ. กระทรวง

    อย่างไรก็ตาม การขยายอายุเกษียณไม่อาจดำเนินการได้ทันทีโดยไร้มาตรการรองรับ ก.พ. จึงเสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ คือ

    1. มาตรการบริหารกำลังคนสูงอายุ เพื่อใช้ประโยชน์จากข้าราชการที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

    2. มาตรการเตรียมความพร้อมในการสืบทอดตำแหน่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียบุคลากรเมื่อถึงเวลาที่ต้องเกษียณจริง

    3. มาตรการสร้างสมดุลกำลังคนในระบบราชการ ด้วยการเปิดทางให้เกษียณก่อนกำหนดในบางกรณี พร้อมเพิ่มจำนวนบุคลากรในสายงานที่ขาดแคลน

    อีกแนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณาคือการจ้างผู้ที่เกษียณแล้วกลับมาทำงานในตำแหน่งที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ โดยจะมีการกำหนดเกณฑ์คัดเลือกอย่างชัดเจน รวมถึงประเมินประสิทธิภาพการทำงานและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    แม้แนวคิดนี้จะได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่าย แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องศึกษาลึกเพิ่มเติม ทั้งในด้านงบประมาณ ผลกระทบต่อโอกาสความก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่ และระบบบริหารค่าตอบแทน การขยายอายุเกษียณจึงต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบราชการให้ยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับโครงสร้างประชากรในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643411&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tEc3lm57HF4ZFgIPKwzKS

  • นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เผยผลการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด

    นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เผยผลการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด

    นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เผยผลการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด


    7/11/2568 | 33 |

    วันนี้ (วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568) เวลา 15.50 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม InterContinental สาธารณรัฐสิงคโปร์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ภายหลังภารกิจการเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ โดยได้มีโอกาสพบหารือกับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ซึ่งได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน พลังงาน ดิจิทัล และสาธารณสุข เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและสิงคโปร์เป็นประเทศคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมายาวนาน โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และถือเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะมุ่งเน้นการใช้ศักยภาพของทั้งสองประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากสิงคโปร์มีความพร้อมด้านทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ขณะที่ประเทศไทยมีทรัพยากรและพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตและการลงทุน ซึ่งหากผนึกกำลังกันจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งไทยมีศักยภาพเป็น “ครัวของโลก” พร้อมผลักดันการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาดและสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค โดยมีไทยเป็นฐานการผลิตและสิงคโปร์เป็นพันธมิตรด้านการตลาดและการลงทุน

    ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยและสิงคโปร์ยังตกลงพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะระบบการชำระเงินดิจิทัล เช่น การเชื่อมโยงระบบ “พร้อมเพย์” ของไทยกับ “PayNow” ของสิงคโปร์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ และส่งเสริมเศรษฐกิจยุคใหม่ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการส่งเสริม start-up ในภูมิภาค

    ด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยและสิงคโปร์จะร่วมกันผลักดันโครงการไฟฟ้าเชื่อมโยงระยะที่ 2 ระหว่างลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภูมิภาคอาเซียน โดยจะใช้ศักยภาพของทั้งสองประเทศในการผลิตและแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานได้ในราคาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงจากกลไกตลาดโลก

    ในด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการร่วมมือปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในภูมิภาค โดยประเทศไทยประกาศความพร้อมที่จะจัดงานประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคโนโลยี และแนวทางความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนสิงคโปร์ในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการจัดกิจกรรม “SET Government Roadshow 2025” เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยยังคงแข็งแกร่ง ทั้งในด้านการเงิน การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายให้ต่างชาติเห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค

    สำหรับด้านสาธารณสุข นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับองค์กรทางการแพทย์ของสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการดูแลผู้สูงอายุและการแพทย์ป้องกัน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของสังคมสูงวัยในประเทศไทย พร้อมย้ำว่าผู้สูงอายุควรเป็น “ทรัพย์สินของประเทศ ไม่ใช่ภาระของสังคม” และรัฐบาลจะสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การเยือนสิงคโปร์ในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–สิงคโปร์ ที่ไม่เพียงตอกย้ำความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสองประเทศ แต่ยังเปิดประตูสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงาน และสาธารณสุข เพื่อยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/102031


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/439644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z3-VflopoGGJv7J9ANgRd

  • ศอ.บต. จัดหนัก!! เปิดมหกรรม “ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่น” 7-9 พ.ย. ที่เบตง หวังปลุกเศรษฐกิจชายแดนใต้

    ศอ.บต. จัดหนัก!! เปิดมหกรรม “ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่น” 7-9 พ.ย. ที่เบตง หวังปลุกเศรษฐกิจชายแดนใต้

    เบตง, ยะลา, วันที่ 7 พ.ย. – นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ลั่นฆ้องเปิด ‘มหกรรม THAI DEEP SOUTH CONNECT ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่นชายแดนใต้ ครั้งที่ 3 โดย ศอ.บต. ได้ให้พื้นที่แก่ผู้ประกอบการกว่า 300 รายใช้ฟรี พร้อมอัดฉีดโปรโมชันรวมมูลค่ากว่าแสนบาท เพื่อดึงนักท่องเที่ยวและกำลังซื้อจากมาเลเซียเข้าสู่พื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายในการสร้าง ‘ตลาดชุมชนเชิงเศรษฐกิจ’ อย่างเป็นรูปธรรม

    มหกรรม THAI DEEP SOUTH CONNECT ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ โดยเลือกเบตง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดในการดึงดูดกำลังซื้อและนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย กลยุทธ์สำคัญของ ศอ.บต. คือการเน้นการ “เปิดพื้นที่” ให้กับผู้ประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 300 คูหา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ เพื่อลดภาระและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจแก่ชาวบ้านโดยตรง ซึ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้าที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านสินค้า “ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่น”

    เพื่อสร้างความคึกคักและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในงานทันที ศอ.บต. ได้อัดฉีดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชันพิเศษมูลค่ารวมกว่าแสนบาทตลอด 3 วัน ดังนี้ช็อปดี มีคืน (จับรางวัลทุกวัน): เพียงซื้อสินค้าครบ 100 บาท ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท และสินค้า/คูปองแทนเงินสดอีกกว่า 30,000 บาท TikTok Challenge: การแข่งขันทำคลิป Video Content ประชาสัมพันธ์งาน ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 10,000 บาท รวมถึงการเช็คอินรับคูปองเงินสดสำหรับใช้จ่ายภายในงาน, กิจกรรมวงล้อลุ้นโชค, และการแข่งขันกินเก่ง ชิงเงินรางวัล

    นายปิยะศิริ กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเห็นผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง “สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คนที่มาเข้าร่วมงาน ไม่ใช่พิธีเปิด ผู้ประกอบการที่มา ไม่ได้เกิดจากการที่มา มาขายของแล้วไม่ต้องจ่ายตังค์ คือมาฟรี แต่สิ่งสำคัญเขาเห็นความ มีชีวิต เพราะเป็นโอกาสยากมากเลยที่จะมี การจุดรวมที่มาซื้อขายของอะไรกันแบบนี้”

    นายปิยะศิริ ยังตอกย้ำถึงบทบาทหลักของหน่วยงานรัฐในการเป็นผู้สร้างความมั่นใจในสภาวะเศรษฐกิจ หน่วยงานภาครัฐ มีหน้าที่ที่จะสร้างความเชื่อมั่น และตอกย้ำ การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์ข้างนอกจะเป็นอย่างไร แต่ชาวบ้านยังต้องซื้อ ต้องกิน ต้องจับจ่าย เราเลือกพื้นที่เมืองชายแดน เนื่องจากว่า เป็นจุดผ่านเข้า-ออกของ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย เราจำเป็นที่ต้องใช้กำลังซื้อของคนภายนอกด้วย แล้วเราคาดหวังว่าอาจจะมีความฟลุ๊คหรือมหัศจรรย์ในการที่ จับคู่ธุรกิจ บ้าง อาจจะมีคำสั่งซื้อที่มากกว่าการซื้อปกติของที่เราอุดหนุนกันเอง

    การจัดมหกรรม THAI DEEP SOUTH CONNECT ครั้งที่ 3 ที่เบตง จึงเป็นกลไกสำคัญที่ ศอ.บต. ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่เป้าหมาย และเปิดประตูการค้าชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้จุดแข็งของพื้นที่เพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศมาหมุนเวียนในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/255369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eLHoqygoMve_-MqDwQIW4

  • หุ้นเอเชียร่วง-ทองในประเทศ ปิดตลาดผันผวน 15 ครั้ง ลบ 50 บาท

    หุ้นเอเชียร่วง-ทองในประเทศ ปิดตลาดผันผวน 15 ครั้ง ลบ 50 บาท

    07 พฤศจิกายน 2568, 17:55น.

              ทองโลกเริ่มทยอยฟื้นตัว ส่งผลราคาทองในประเทศวันนี้ เคลื่อนไหว 15 ครั้งก่อนปิดตลาด ส่งผล

    +++ทองแท่ง รับซื้อ บาทละ 61,250 บาท ขายออก บาทละ 61,350 บาท

    +++ทองรูปพรรณ รับซื้อ บาทละ 60,018.44 บาท  ขายออก บาทละ 62,150 บาท

    +++Gold spot กลับมาแตะระดับ 4,007  ดอลลาร์สหรัฐ 

              หุ้นไทย ปิดวันนี้ที่ 1,302.91 จุด ลดลง 10.40 จุด (-0.79%) มูลค่าซื้อขาย 29,054.05 ล้านบาท หลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 185 หลักทรัพย์ ลดลง 287 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 177 หลักทรัพย์ ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวลงตามตลาดตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนนี้ จากความกังวลในเรื่องของการปลดพนักงานของบริษัทใหญ่ไนสหรัฐ ซึ่งสะท้อนภาพของความกังวลโอกาสของภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐที่อาจจะชะลอตัวขึ้น ทำให้เป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้น

              ขณะเดียวกันมีแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ออมากดดัน ทั้ง DELTA กลุ่มแบงก์ และกลุ่มโรงพยาบาล ที่กดดันดัชนีในวันนี้ ประกอบกับปัจจัยในประเทศยังไม่มีปีจจัยใหม่ ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังขาดแรงส่งดัชนี

              ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดลดลงในวันนี้ (7 พ.ย.) หลังจีนเผยยอดส่งออกลดลงครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปีในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา ดัชนีฮั่งเส็งปิดตลาดที่ระดับ 26,241.83 จุด ลดลง 244.07 จุด

              ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลงในวันนี้ (7 พ.ย.) โดยเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี จนทรุดตัวหลุดแนวรับทางจิตวิทยาที่ระดับ 50,000 จุดไปชั่วขณะ ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนว่าตลาดได้ทะยานขึ้นมาร้อนแรงเกินไปในระยะเวลาอันสั้น ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 50,276.37 จุด ลดลง 607.31 จุด

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35r9UrTj3UdVbTizAv4im5

  • กลับมาอีกครั้ง ‘Doulos Hope’ เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่ากรุงเทพฯ

    กลับมาอีกครั้ง ‘Doulos Hope’ เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่ากรุงเทพฯ

    วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมพิธีเปิดร้านหนังสือลอยน้ำ เนื่องในโอกาสที่เรือหนังสือนานาชาติ MV Doulos Hope กลับมาเยือนกรุงเทพมหานครเป็นครั้งที่ 2 ณ ท่าเทียบเรือใกล้โรงพักสินค้า 3 (รส.3) ท่าเรือกรุงเทพ เขตคลองเตย

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวต้อนรับทุกคนบนเรือ Doulos Hope ซึ่งเป็นการมาเยือนครั้งที่สองนับตั้งแต่ปี 2023 พร้อมกล่าวถึงความสอดคล้องทางวิสัยทัศน์ โดยระบุว่า กรุงเทพมหานครต้องการเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน และสิ่งที่ตนทำในฐานะผู้ว่าฯ กทม. คือ การเป็นผู้รับใช้มหานครแห่งนี้

    “ขอบคุณ Doulos Hope ที่ร่วมแบ่งสิ่งดี ๆ ให้แก่โลกใบนี้ในทุกที่ที่ล่องทางไป ขอให้คิดว่ากรุงเทพฯ เป็นเสมือนบ้านอีกหลัง ที่เรือลำนี้แวะเวียนกลับมาได้เสมอ” ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าว และเน้นย้ำว่า การแบ่งปันความรู้ ความช่วยเหลือ และความหวังที่ Doulos Hope ทำอยู่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกที่มีความขัดแย้งมากมายในปัจจุบัน

    กรุงเทพมหานคร ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเปิดประสบการณ์ในงานมหกรรมหนังสือลอยน้ำระดับนานาชาติ ในการกลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้งของ Doulos Hope ซึ่งมาพร้อมกับหนังสือต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ประเภทการศึกษา วัฒนธรรม และหนังสือแนวครอบครัว โดยมีอาสาสมัครกว่า 160 คน จาก 37 ประเทศ ร่วมจัดนิทรรศการร้านหนังสือ

    เรือ MV Doulos Hope เดินทางมาจากเมืองสีหะนุห์วิลล์ ราชอาณาจักรกัมพูชา และจะเดินทางต่อไปยังเมืองกลัง รัฐเธอลาโงร์ ประเทศมาเลเซีย หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์หลักในการ แลกเปลี่ยนความรู้ ความช่วยเหลือ และความหวัง ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของเรือ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ การอ่านหนังสือ การศึกษา ความร่วมมือข้ามวัฒนธรรม และความตระหนักทางสังคมในประเทศที่เรือเดินทางไปเยือน

    ผู้ร่วมงานสำคัญ ได้แก่ กัปปิตันโจนาธาน เบิร์ดซอล กัปตันเรือ MV Doulos Hope, นายนีดีน เซบาสเตียน กรรมการผู้จัดการเรือ MV Doulos Hope, ผู้บริหารสำนักงานการต่างประเทศ, ผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง

    รายละเอียดงาน:

    • ช่วงเวลา: ระหว่างวันที่ 7 – 30 พฤศจิกายน 2568
    • สถานที่: ท่าเทียบเรือใกล้โรงพักสินค้า 3 (รส.3) ท่าเรือกรุงเทพ เขตคลองเตย
    • เวลาทำการ: วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 13.00 – 20.30 น. (หยุดทุกวันจันทร์)
    • ค่าเข้าชม: 20 บาท (เงินสดเท่านั้น) โดยเด็กต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เข้าฟรี

    สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Doulos Hope (Bangkok)

    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 1
    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 2
    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 3
    กลับมาอีกครั้ง Doulos Hope เรือหนังสือนานาชาติ เทียบท่า กรุงเทพฯ 4

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/doulos-hope-returns-to-bangkok/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27PiHHA-wswLuN7vnggTZl