Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผลสำรวจชี้คนไทยมองบวกเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังระมัดระวังใช้จ่าย

    ผลสำรวจชี้คนไทยมองบวกเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังระมัดระวังใช้จ่าย

    ผลสำรวจชี้คนไทยมองบวกเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังระมัดระวังใช้จ่าย

    ยูโอบีเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาเซียน พบคนไทยมองบวก แต่ไม่ประมาทต่อเศรษฐกิจประเทศ ออมมากขึ้น ใช้เวลาตัดสินใจซื้อสินค้านานขึ้น “สุขภาพ การศึกษา คุณภาพชีวิต” 3 หมวดยอมจ่าย

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน หรือ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) ประจำปี 2568 ที่จัดทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group เผยว่าผู้บริโภคไทยร้อยละ 39 มองเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเชื่อมั่น โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปีก่อน แต่ยังคงบริหารการเงินอย่างรอบคอบ นอกจากนี้สุขภาพ การศึกษา และคุณภาพชีวิต เป็นหมวดรายจ่ายที่มีความสำคัญขึ้น สะท้อนการปรับวิถีชีวิตสู่ความยั่งยืนและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    ยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังรักษาความสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง 

    “เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้จ่ายเพื่อพัฒนาตนเองและดูแลสุขภาพ สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวันนี้ พร้อมกับการเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้”

    ด้านจอห์น วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ บีซีจี ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่าแม้ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นตามคาดการณ์ คนไทยเริ่มกังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถปรับตัวได้ โดยปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งไม่เพียงเปิดโอกาสให้ธุรกิจสร้างการเติบโต แต่ยังนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ที่ผู้บริโภคและผู้กำหนดนโยบายต้องรับมือ

    ผลสำรวจชี้คนไทยมองบวกเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังระมัดระวังใช้จ่าย

    คนไทยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อการศึกษา-คุณภาพชีวิตมากขึ้น

    นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 44 รายงานว่ามีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่ออายุที่ยืนยาวและความเป็นอยู่ที่ดี โดยกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกษียณหลังอายุ 60 ปี ทั้งนี้ จำนวนเงินออมที่ต้องการเพื่อการเกษียณอย่างมั่นคงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปมีเป้าหมายเฉลี่ยที่ 3.9 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงตั้งเป้าเฉลี่ยไว้ที่ 10.5 ล้านบาท 

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย แนะให้วางแผนการเงินอย่างเป็นระบบเพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพหลังเกษียณ ทั้งการจัดงบประมาณด้านสุขภาพเชิงป้องกัน การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และการทำประกันเพื่อคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

    • ตัดสินใจซื้อของนานขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจจาก ACSS 2568 ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 45 ซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แต่ร้อยละ 47 ใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อนานขึ้น หลายคนเข้าร่วมไลฟ์สตรีมเพื่อความบันเทิง เปรียบเทียบสินค้า และชะลอการตัดสินใจซื้อ ซึ่งแม้จะทำให้การสร้างยอดขายทันทีลดลง แต่กลับช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการจดจำแบรนด์มากขึ้น

    เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ธนาคารยูโอบีได้ผสานเทคโนโลยี AI มาพัฒนาฟีเจอร์ Smart Insights บนแอป UOB TMRW เพื่อช่วยติดตามรูปแบบการใช้จ่าย แจ้งเตือนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และแนะนำแนวทางสู่พฤติกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถรักษาสมดุลระหว่างการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และการสร้างความมั่นคงทางการเงิน 

    • คนไทยออมเงินมากขึ้น

    ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทยร้อยละ 87 มีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตนเอง และกว่า 7 ใน 10 (ร้อยละ 74) มีการออมเงินมากกว่าร้อยละ 10 ของรายได้ โดยในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 88 ซึ่งข้อมูลจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สะท้อนถึงแนวโน้มนี้เช่นกัน 

    โดยพบว่ายอดเงินฝากของลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเติบโตขึ้นร้อยละ 21 ขณะที่ลูกค้ากลุ่ม Gen Z มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเติบโตของจำนวนบัญชีเงินฝากในกลุ่มลูกค้ายูโอบี ด้วยการเปิดบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 48 สะท้อนความสนใจในการออมเงินของกลุ่มคนรุ่นใหม่ 

    อย่างไรก็ตาม วินัยในการออมยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยร้อยละ 85 ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน ขณะที่ร้อยละ 76 ของ Gen Y และร้อยละ 82 ของ Gen Z ระบุว่าความกดดันจากสังคมและเพื่อนเป็นอุปสรรคต่อการออมอย่างต่อเนื่อง

    ยุทธชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า คนรุ่นใหม่ของไทยมีความเข้าใจด้านดิจิทัลและเปิดรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนและบริหารการเงิน แต่หลายคนยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น มีช่องว่างด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติต่อการใช้จ่าย และความไม่มั่นคงของรายได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติและสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว เป้าหมายของธนาคารคือการช่วยลดช่องว่างเหล่านี้ ผ่านเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้พวกเขามีอิสระในการใช้ชีวิตโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733056&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KDiyDG9EYoTenhtqBoxwI

  • ลุ่มเจ้าพระยา : 08 พฤศจิกายน 2568

    ลุ่มเจ้าพระยา : 08 พฤศจิกายน 2568

    วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

    Tag :

    สะเทือนวงการสีกากีอีกครั้งเมื่อ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาแฉ ว่าภายในองค์กร สตช.เป็นแหล่งอาชญากรรมที่มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่พัวพัน รับส่วย สแกมเนอร์ และ พนันออนไลน์  แล้วจะปราบให้หมดไปได้อย่างไร  จน “บิ๊กต่าย”  พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ถึงกับออกปากว่า รู้สึกเจ็บปวด แต่ต้องอดทนและตั้งสติ  โดนกล่าวหาอย่างรุนแรงแบบนี้ เชื่อว่าตำรวจทั้งประเทศรับไม่ได้ แต่ถ้ามองอีกแง่มุมหนึ่งการออกมาแฉของ“บิ๊กโจ๊ก” ย่อมไม่ใช่ขี้แพ้ชวนตี  แต่เหมือนเป็นการรื้อพรมว่ามีอะไรที่ซุกอยู่ใต้พรมบ้าง คนที่อยู่ข้างในย่อมรู้ดีว่าข้างในมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง  การออกมาแฉครั้งนี้เหมือนกับว่า “บิ๊กโจ๊ก” ไม่มีอะไรจะเสียแล้วต้องแลกหมัดกันสักตั้ง  เพราะถ้าไม่มีมูลในฐานะที่เป็นอดีตตำรวจย่อมรู้ดีว่าจะมีผลทางคดีตามมา  ทำให้นึกถึงตอนสีกากอล์ฟออกมาแฉพระเถระชั้นผู้ใหญ่ทำเอาวงการสงฆ์สะเทือนไปเลย ***** ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ช่วงนี้ลงพื้นที่โชว์ตัวหลายจังหวัด วันลอยกระทงก็ไปเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Maha Loi Krathong @Ayutthaya ณ วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยมี นายวรวิทย์ ยอแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้บริหาร ททท. ให้การต้อนรับ*****ต้องขอแสดงความยินดีกับ ผศ.ว่าที่ร.ต. ดร. ธนรัตน์ รัตนพงศ์ธระ  (อาจารย์หนุ่ย)  อาจารย์สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม  ในโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ”  ตามคำสั่งมหาวิทยาลัย เลขที่ 1872/2568 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ******วันนี้มีการประชุมสัมมนาคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏจากทั่วประเทศกว่า 200 คน จาก 32 สถาบัน มาประชุมสัมมนากันที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา โดยมีนายสุรศักดิ์  พันธ์เจริญวรกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา  มี รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย นายปรีชา ประสพผล  ประธานกรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และคณะกรรมการฯ ให้การต้อนรับ../

    เกียรติยศ  ศรีสกุล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/926403&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ePaMCQSlXKwTLgWJZntb-

  • ทรู สนับสนุนกสทช.และตำรวจ ร่วมสกัดขบวนการ SIMBOX ลดช่องโหว่ความเสี่ยงด้านอาชญากรรมไซเบอร์

    ทรู สนับสนุนกสทช.และตำรวจ ร่วมสกัดขบวนการ SIMBOX ลดช่องโหว่ความเสี่ยงด้านอาชญากรรมไซเบอร์

    ไอที

    ทรู สนับสนุนกสทช.และตำรวจ ร่วมสกัดขบวนการ SIMBOX ลดช่องโหว่ความเสี่ยงด้านอาชญากรรมไซเบอร์

    วันศุกร์ ที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.52 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทรู สนับสนุนกสทช.และตำรวจ ร่วมสกัดขบวนการ SIMBOX ลดช่องโหว่ความเสี่ยงด้านอาชญากรรมไซเบอร์

    และเสริมมาตรฐานความปลอดภัยดิจิทัลของประเทศ


     

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการป้องกันภัยไซเบอร์และโทรหลอกลวง. ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในโลกดิจิทัลของประเทศ  โดยล่าสุด สำนักงาน กสทช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถบุกเข้ายึดเครื่อง SIMBOX อุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการโทรหลอกลวง ได้ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วและนนทบุรี  ซึ่งปฏิบัติการนี้เป็นผลจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลตามขั้นตอนทางกฎหมาย และการวิเคราะห์ทางเทคนิคร่วมกั
    ระหว่างทรูและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงสนับสนุนการตรวจสอบสัญญาณผิดปกติ ซึ่งการทำงานอย่างใกล้ชิดนี้ช่วยตัดวงจรขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

     
    นายศรีนาธ อัมบาร์คานา หัวหน้าฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า “ความสำเร็จในการจับกุมเครือข่ายมิจฉาชีพที่ใช้เครื่อง SIMBOX ในจังหวัดสระแก้วและนนทบุรีครั้งล่าสุดนี้  สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างทรู หน่วยงานรัฐ และสำนักงาน กสทช. ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางดิจิทัล โดยทรูให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาครัฐในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อยับยั้งการกระทำผิดในรูปแบบโทรหลอกลวงและอาชญากรรมไซเบอร์ โดยคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ นอกจากนี้ เรายังร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้กับภาครัฐ จัดอบรมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์เพื่อเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการความเสี่ยงในโลกดิจิทัล พร้อมมุ่งใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีและบุคลากรของทรูในการสนับสนุนภาครัฐในทุกมิติ. ทั้งด้านข้อมูล เทคโนโลยี และการพัฒนาระบบตรวจจับภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่. เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยดิจิทัลของประเทศและสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัย เชื่อถือได้และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศในระยะยาว”

     
    ที่ผ่านมา ทรู มุ่งมั่นสกัดกั้นกลโกงมิจฉาชีพที่ซับซ้อนและเปลี่ยนรูปแบบตลอดเวลา ควบคู่กับการยกระดับความปลอดภัยผ่าน True CyberSafe เกราะป้องกันภัยดิจิทัลสำหรับลูกค้าด้วยบริการ Call AI Filter คัดกรองสายต้องสงสัยด้วย AI  และช่วยปกป้องลูกค้าจากการคลิกลิ้งก์แปลกปลอมไปแล้วกว่า 2,531,905,914 ล้านครั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568)  นอกจากนี้ยังมีบริการแจ้ง 9777 บล็อกสายมิจฉาชีพ Scam Report แบบ One Stop Service ให้ประชาชนแจ้งบล็อกสายต้องสงสัยได้ทันที. พร้อมผสานส่งต่อข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือครั้งนี้ ตอกย้ำการทำงานเชิงรุกร่วมกับทุกภาคส่วนแบบไร้รอยต่อ
    ปิดทางโทรหลอกลวงและเสริมสร้างความปลอดภัยทางดิจิทัลของประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453456&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PUDeE3wtJcFmJ4s3lOfoY

  • เปิดกลยุทธ์พลิกเกมโลจิสติกส์ไทยสู่ขุมพลังใหม่ทางเศรษฐกิจ

    เปิดกลยุทธ์พลิกเกมโลจิสติกส์ไทยสู่ขุมพลังใหม่ทางเศรษฐกิจ

    อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทยเคยเป็นพลังเงียบที่อยู่เบื้องหลังระบบเศรษฐกิจมานาน แต่วันนี้กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ และแรงกดดันทางด้านสิ่งแวดล้อม 

    บรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม SCGJWD Logistics PCL กล่าวบนเวที Navigating The New Reality ขับเคลื่อนโลจิสติกส์ไทย ในโลกที่เปลี่ยนแปลง ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 ว่า ประเทศไทยไม่เพียงแค่ต้องก้าวข้ามแรงกดดันเหล่านี้ แต่ยังสามารถดึงศักยภาพทางด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่ตัวเองมีอยู่ มาใช้เป็นอีกแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ 

    ปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์ของไทย สูงถึง 13.5% ของ GDP ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่เพียง 7-9% เท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ 80-90% ของการขนส่งสินค้าในไทยยังพึ่งพารถบรรทุกบนถนน แม้จะสะดวกที่สุด แต่ก็มีต้นทุนแพงที่สุดเมื่อเทียบกับการขนส่งทางรางและน้ำ หรือทางอากาศเองไทยก็ไม่ควรมองข้าม 

    หากไทยสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงได้เพียง 1% จะมีเงินกว่า 200,000 ล้านบาทไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันที  และเพื่อให้ตัวเลขนี้เกิดขึ้นได้จริง บรรณ เสนอ 4 กลยุทธ์เพื่อพลิกเกมโลจิสติกส์ไทย

    1. Seamless Connectivity เชื่อมทุกโหมดขนส่งให้ลื่นไหลเป็นระบบเดียว

    หัวใจของ Seamless Connectivity คือการเลิกคิดว่า จะขนส่งด้วยรถ หรือเรือ หรือราง แต่ต้องคิดแบบ Multimodal Logistics คือการใช้หลายโหมดเชื่อมกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เช่น ใช้เรือ ต่อราง  ส่งต่อด้วยรถบรรทุกระยะสั้น แทนที่จะใช้รถบรรทุกยาวทั้งเส้น 

    ในมิติของ การขนส่งทางราง ปัจจุบันไทยมีการใช้งานน้อยกว่า 2% ในการขนส่งสินค้า เราจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Lift-on/Lift-off Terminal ซึ่งเป็นสถานีสำหรับการยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นลงระหว่างรถบรรทุกและรถไฟ เพื่อให้เกิดการขนส่งหลายรูปแบบอย่างแท้จริง

    การใช้สถานีบ้านม้า จ.อยุธยา เป็นท่าบก (Inland Terminal) และเชื่อมต่อไปยังท่าเรือที่อำเภอนครหลวง

    ในมิติของ การขนส่งทางทะเล ไทยมีศักยภาพที่ยังไม่ได้ใช้อย่างการขนส่งสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) ซึ่งหมายถึงการที่สินค้าถูกนำมาพักหรือเปลี่ยนเรือที่ท่าเรือเพื่อไปยังปลายทางอื่น 

    ไทยยังเน้นเพียงการขนส่งเพียงส่งออกเป็นหลัก ปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังมีตู้สินค้าส่งออกกว่า 10 ล้านตู้ แต่สิงคโปร์มีถึง 40 ล้านตู้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการถ่ายลำ ขณะที่การถ่ายลำของไทยมีเพียง 1% เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ หากปลดล็อกจะสามารถเพิ่มสัดส่วนนี้จาก 1% เป็น 10% จะสร้างรายได้กลับมาถึง 2,000 ล้านบาท

    2. Smart Logistics ระบบโลจิสติกส์ที่ คิดเป็น เห็นข้อมูล และตอบสนองได้ทันที

    เทคโนโลยีอย่าง AI, IoT, Robotics ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศสิงคโปร์และจีนเริ่มใช้คลังสินค้าอัตโนมัติ รถบรรทุกไร้คนขับ โดรนและกล่อง CCTV ตรวจสอบสต๊อกสินค้า ทั้งหมดนี้คือ Smart Logistics

    แม้ปัจจุบันกรมศุลกากรมีระบบ National Single Window ที่ใช้ในการผ่านพิธีการศุลกากร เพื่อลดเอกสาร ลดเวลาพิธีการนำเข้า-ส่งออก แต่เพื่อสร้าง National Logistics Platform ที่สมบูรณ์ จำเป็นต้องเชื่อมต่อให้ครบทุกภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์  

    นอกจากนี้ Smart Logistics ไม่ใช่แค่ใช้เทคโนโลยี แต่รวมถึง Smart Workforce ด้วย บุคลากรด้าน Data, Automation, Digital Supply Chain ไทยยังขาดความเชี่ยวชาญ ภาคการศึกษาและเอกชนจึงต้องเร่งผลิตคนให้ทัน

    3. Specialized Logistics  โลจิสติกส์แบบเจาะลึกตามอุตสาหกรรมเฉพาะ

    รัฐบาลพูดถึง New S-Curve หรืออุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น สุขภาพ ดิจิทัล อาหารแห่งอนาคต ยานยนต์ไฟฟ้า แต่คำถามใหญ่คือ โลจิสติกส์ไทยพร้อมจะรองรับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหล่านี้แล้วหรือยัง? 

    การขนส่งเวชภัณฑ์หรืออาหารสด ต้องใช้ Cold Chain มาตรฐานสูง อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซต้องการ Fulfillment แบบ Real-time 

    แต่วันนี้ไทยยังใช้มาตรฐานการขนส่งแบบเดียวสำหรับทุกสินค้า  ทั้งที่โลกขยับไปสู่ยุคของ High-Value Logistics ที่ไม่ใช่แค่ขนของ แต่คือ การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งระบบ

    4. Sustainable Logistics โลจิสติกส์สีเขียวไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือใบเบิกทางใหม่ของโลก

    เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ทำให้โลจิสติกส์กลายเป็นจุดกดดันใหญ่ที่สุด เพราะเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนแบบ Scope 3 หรือ การปล่อยจากกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่แค่โรงงานเอง 

    บริษัทที่จะอยู่รอดในโลกการค้าใหม่ คือบริษัทที่พิสูจน์การปล่อยแบบ Scope 3 ได้ และ ให้บริการโลจิสติกส์แบบ Green ได้

    วันนี้ไทยมีรถบรรทุก 2-3 ล้านคัน ถ้ารัฐสั่งให้เปลี่ยนเป็น EV ทั้งหมดในทันที ไม่ใช่แค่ต้นทุนมหาศาล แต่คือการล้มทั้งระบบ ดังนั้นทางออกจึงไม่ใช่เปลี่ยนทันทีแต่ต้องสร้าง Multi Pathway เช่น ใช้ไบโอดีเซลเป็นระยะเปลี่ยนผ่าน,ใช้ EV ในขนส่งระยะสั้น เพราะกรีนไม่ใช่ CSR อีกต่อไป แต่คือ เงื่อนไขการค้า ถ้าไม่กรีนเท่ากับไม่มีสิทธิ์ส่งออกในอนาคต

    สุดท้าย คุณบรรณ ฝากเอาไว้ว่า โลกกำลังเปลี่ยน ทุกคนกำลังวิ่งไปข้างหน้า และไม่มีใครรอเรา วันนี้ประเทศไทยอยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด และเราต้องเริ่มลงมือทำเลย เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

    FYI

    THE STANDARD Economic Forum 2025

    Rerun Ticket บัตรชมย้อนหลังออนไลน์ เปิดจำหน่ายวันที่ 7 พ.ย.68  คลิก ›

    • ดูได้นานถึง 6 เดือนเต็ม! (เปิดให้รับชมตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 – 14 เมษายน 2569)
    • รับชมย้อนหลังได้ทั้ง 4 เวที (Main Stage, Young Leaders Dialogue Stage, Tech Stage และ AI Showcase Stage)
    • ราคาพิเศษเพียง 990 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-19/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16XetnQ1arYpQAOQ8lizcM

  • คนไทย ‘กล้าใช้ กล้ากู้’ เพื่อความสุข แม้รู้ดีเศรษฐกิจไม่ดี ต้องประหยัด

    คนไทย ‘กล้าใช้ กล้ากู้’ เพื่อความสุข แม้รู้ดีเศรษฐกิจไม่ดี ต้องประหยัด

    สรุปผลสำรวจ ‘ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน’ (ACSS) ประจำปี 2568 ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย    ทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group สะท้อนถึงพฤติกรรมการจับจ่ายและทัศนคติทางการเงินของผู้บริโภคไทยที่มีหลายประเด็นควรจับตามอง

    แม้ไทย จะเป็นประเทศที่มี GDP ใหญ่เป็นอันดับ 2 แต่มีการเติบโตช้าสุดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดภาพดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนและการไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง

    ค่าครองชีพสูงปัจจัยที่คนไทยกังวลมากสุด

    สำหรับความกังวลที่คนไทยกังวลมากสุดพบว่า ผู้บริโภค 61% กังวลเรื่อง ‘ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ, 57% กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ-ภัยธรรมชาติ-มลพิษ และ 55% กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นสูงกว่า

    โดยค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนไป

    ผู้บริโภคทั่วไป (มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน)

    -48% ติดตามการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด

    -45% มองหาส่วนลดในการซื้อ

    ผู้บริโภคกำลังซื้อสูง (มีรายได้มากกว่า 200,000 บาท/เดือน)

    -30% ลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย

    -27% มองหาแหล่งรายได้เสริม

    กล้ากู้ กล้ายืมเพื่อประสบการณ์

    ความน่าสนใจ แม้รู้ต้องควบคุมการใช้เงิน แต่ 3 ใน 4 ของคนไทยมองการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ เป็นสิ่ง ‘จำเป็น’ มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีรายได้สูง ซึ่งเมื่อเจาะลึกเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงินของทั้งสองกลุ่มพบว่า

    คนรุ่นใหม่ : 73.5% ชอบใช้เงินในตอนนี้มากกว่ากังวลเรื่องอนาคต, 72.5% ไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย, 79% รู้สึกว่า ความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

    ผู้มีรายได้สูง : 85% ชอบใช้เงินในตอนนี้มากกว่ากังวลเรื่องอนาคต, 82% ไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย, 80% รู้สึกว่าความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

    สินเชื่อส่วนบุคคล-บัตรเครดิต หนี้ที่คนไทยมีมากสุด

    ในด้านหนี้สินผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า 3 ใน 4 ของผู้บริโภคมีสินเชื่อเฉลี่ย 2.3 รายการ โดยหนี้สินเชื่อที่พบมากสุดของคนไทย ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล 39%, สินเชื่อบัตรเครดิต 38% รองลงมา สินเชื่อรถยนต์ 31% และสินเชื่อบ้าน 21%

    ความน่าสนใจคือ ‘แนวโน้มการกู้ยืม’ ปีนี้ผู้คนจำนวนมากหันไปพึ่งพาครอบครัวและเพื่อนฝูง เพื่อขอความช่วยเหลือทางการเงิน มากกว่าจะกู้ยืมผ่านบัตรเครดิต    

    เมื่อถึงเวลาชำระหนี้ 80% ของผู้กู้สามารถชำระเงินคืนได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ Gen Z มีแนวโน้มที่จะพลาดการชำระเงินบ่อยครั้ง

    สำหรับสาเหตุของการพลาดชำระเงินมาจากขาดความเข้าใจด้านการเงินหรือทักษะการวางแผนด้านการเงิน และรูปแบบรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ เช่น ทำงานแบบไม่มีรายได้ประจำแน่นอน

    นอกจากนั้น การสำรวจพบว่า ผู้บริโภคที่มีรายได้สูงยิ่งเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้มากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้จำนวนรายการ      สินเชื่อของผู้มีกำลังซื้อสูงนั้นสูงกว่ากลุ่มทั่วไป โดยผู้มีกำลังซื้อสูงมีสินเชื่อเฉลี่ย 2.5 รายการ

    ด้านแนวโน้มการกู้ยืม พบว่าการกู้ยืมจากบัตรเครดิตลดน้อยลงกว่าในปี 2567 ขณะที่การกู้ยืมจากเพื่อนและครอบครัวเพิ่มขึ้นแทน

    ด้านการชำระหนี้ พบว่า ร้อยละ 80 ของผู้กู้สามารถชำระเงินคืนได้อย่างสม่ำเสมอ แต่กลุ่ม Gen Z มีแนวโน้มที่จะพลาดการชำระเงินบ่อยครั้งและต้องเสียค่าปรับ

    การออมยังน้อย

    ด้านความมั่นใจในการบริหารการเงินของตนเอง ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทย 87% มีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตนเอง แต่มีเพียง 39% ที่มั่นใจในสถานะการเงิน และคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และผู้มีกำลังซื้อสูง รู้สึกว่าความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

    นอกจากนี้ 66% ผู้บริโภคไทยพร้อมกู้ยืมเพื่อเป้าหมายทางการเงิน และ 25% ยอมกู้เพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่อยากดี สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติซื้อสิ่งที่อยากได้ก่อนสิ่งจำเป็น ซึ่งทำให้หนี้ครัวเรือนสะสมของไทยสูงถึง 86.8%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1545855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W8n8Vx4OcPklpTR-SDJ9A

  • ผอ.สศศ.ลุยแม่ฮ่องสอน ติดตามการศึกษาพิเศษ ชูแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ปั้นโอกาสเท่าเทียมเพื่อเด็กพิการ-ด้อยโอกาส

    ผอ.สศศ.ลุยแม่ฮ่องสอน ติดตามการศึกษาพิเศษ ชูแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ปั้นโอกาสเท่าเทียมเพื่อเด็กพิการ-ด้อยโอกาส

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/108996&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qxRwSwSLmvCPA1avHe-rP

  • รู้จัก “หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา” เจ้าสาว “หมวดอ๋อ” สวยระดับนางงาม ดีกรี ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย

    รู้จัก “หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา” เจ้าสาว “หมวดอ๋อ” สวยระดับนางงาม ดีกรี ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย

    รู้จัก หมอเพื่อน พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี ว่าที่เจ้าสาวของ หมวดอ๋อ

    จากเวทีประกวดนางสาวไทย สู่เส้นทางการแพทย์ พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือ หมอเพื่อน ผู้มากความสามารถที่ทั้งเก่ง สุขุม และมีตัวตนชัดเจนในสายงาน ล่าสุด กำลังจะเข้าสู่ช่วงสำคัญของชีวิตกับสถานะว่าที่เจ้าสาวของ หมวดอ๋อ พ.ต.อ.รณกร รัตนะพร 

    ประวัติและการศึกษา

    แพทย์หญิง กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ หมอเพื่อน เกิดวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ที่จังหวัดขอนแก่น สำเร็จการศึกษาระดับแพทยศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และต่อยอดความรู้ด้วยการศึกษาระดับปริญญาโทที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ในช่วงเรียนแพทย์ชั้นปีสุดท้าย เธอเคยร่วมฝึกงานที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี และได้รับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อปี พ.ศ. 2553 ก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริงในฐานะแพทย์ในโรงพยาบาลขอนแก่น และร่วมเป็นทีมแพทย์อาสาลงพื้นที่ห่างไกลร่วมกับมูลนิธิ พอ.สว.

    จากเวทีประกวดสู่บทบาทแพทย์เต็มตัว

    แม้เส้นทางหลักของเธอจะอยู่ในวิชาชีพแพทย์ แต่ในปี พ.ศ. 2552 หมอเพื่อนได้เข้าร่วมการประกวด นางสาวไทย และคว้าตำแหน่ง รองนางสาวไทย อันดับ 1 มาครอง จากการประกวดที่จัดขึ้น ณ โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ ด้วยบุคลิกสง่างาม สุขุม และความเป็นธรรมชาติ

    ก่อนหน้านั้น เธอเคยเข้าวงการบันเทิงผ่านผลงานภาพยนตร์เรื่อง รับน้องสยองขวัญ ขณะยังเป็นนักศึกษา แต่หลังจากนั้นได้ตัดสินใจกลับมามุ่งมั่นด้านการแพทย์อย่างเต็มที่

    บทบาทแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย

    ปัจจุบัน พญ.กอบกุลยา ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 2 และโรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน รวมถึงมีรายการที่ให้ความรู้ด้านสุขภาพทั้งทางโทรทัศน์และคลื่นกรีนเวฟ 106.5 ก่อนหน้านี้เคยรายการวิทยุคลืนกรีนเวฟคู่กับ ดีเจโก ตฤณ เรืองกิจรัตนกุล ที่ทำให้หลายคนคุ้นเคยกับภาพหมอเพื่อนในมุมที่เข้าถึงง่าย และอธิบายเรื่องสุขภาพได้เข้าใจชัดเจน

    ก้าวใหม่ของหัวใจ ว่าที่เจ้าสาว “หมวดอ๋อ”

    ด้านชีวิตส่วนตัว ปัจจุบัน หมอเพื่อน อยู่ในช่วงเตรียมตัวสร้างครอบครัวกับ หมวดอ๋อ บุคคลที่หลายคนรู้จักในอดีตคนรักของ แอฟ ทักษอร

    ซึ่งในวันนี้ทั้งหมอเพื่อนและหมวดอ๋อ ต่างยืนอยู่ในจุดที่เติบโตขึ้นและมีเส้นทางชีวิตที่พร้อมสำหรับการเดินต่อไปด้วยกัน หลายคนต่างร่วมยินดี และมองว่าทั้งคู่ดูเหมาะสมในแง่ความคิดและวิถีการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สุภาพ และมีเป้าหมายชัดเจน งานแต่งจะมีขึ้นในวันที่ 30 พ.ย. 2568 ณ โรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล

    เรียกได้ว่า พญ.กอบกุลยา คือหนึ่งในผู้หญิงเก่งของยุคนี้ ที่ผ่านหลายบทบาทสำคัญในชีวิต และยังคงงดงามทั้งภายนอกและภายในจนได้รับการยกย่องในหลากหลายวงการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9855238/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22e3o0mbv6ktFRUFAJjdk0

  • ทางออกเศรษฐกิจไทย อยู่ตรงไหน? เมื่อรัฐบาลขาดดุลนาน 2 ทศวรรษ การท่องเที่ยวถึงคราวสิ้น “บุญเก่า”

    ทางออกเศรษฐกิจไทย อยู่ตรงไหน? เมื่อรัฐบาลขาดดุลนาน 2 ทศวรรษ การท่องเที่ยวถึงคราวสิ้น “บุญเก่า”

    ต้องยอมรับว่า “เศรษฐกิจไทย” เรากำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “การฟื้นตัว” กับ “การถดถอยเชิงโครงสร้าง” เหตุเพราะ GDP โตต่ำต่อเนื่อง ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมเริ่มหมดแรง ทั้งการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเครื่องจักรหลักของประเทศ

    ปัจจัยภายนอกก็ถาโถม ทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกเร็วเกินกว่าที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะไล่ทัน จนประเทศเพื่อนบ้านตามทัน ในขณะที่ภายในประเทศ ยังติดกับดัก “โครงสร้างเก่า” แรงงานไร้ศักยภาพ หนี้ครัวเรือนสูง และรัฐที่ขาดดุลการคลังนานต่อเนื่องกว่า 20 ปี

    ก่อเกิดคำถาม แล้วเราจะไปต่ออย่างไร? คำตอบบางส่วนอาจอยู่ในเวทีนี้ ที่ 3 ผู้นำสำคัญ จากภาครัฐ – เอกชน และ การเงิน ต่างสะท้อนภาพเดียวกันว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแกนขับเคลื่อน “เศรษฐกิจไทย” ครั้งใหญ่ 

    ตีแผ่ปัญหา รุมเร้า “เศรษฐกิจไทย”

    บนเวทีหลักของงาน สัมมนา The Standard Economic Forum 2025  ณ สยามพารากอน Section “ผสานพลังขับเคลื่อน สู่มิติใหม่อนาคตไทย”  ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย

    กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ Perfect Storm” พายุหลายลูกที่ถาโถมมาพร้อมกัน ทั้งโลกร้อน, เทคโนโลยีดิสรัปต์, สังคมสูงวัย, หนี้ครัวเรือนพุ่ง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง

    ขณะการที่ Fitch Ratings เพิ่งปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย (Outlook) เป็น “Negative” ก็สะท้อนความกังวลต่อฐานะการคลังที่อ่อนแรงลง หลังจากรัฐขาดดุลต่อเนื่องมานานสองทศวรรษ อีกปัญหาที่ฝังลึก คือ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ขนาดมหึมา

    แรงงานกว่าครึ่งประเทศอยู่ในระบบที่ไม่เสียภาษี ไม่เข้าถึงสวัสดิการ และไม่ถูกนับในฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง ช่องว่างนี้ ยังเกิดจากที่รายได้ประเทศส่วนใหญ่ กระจุกอยู่ในมือธุรกิจรายใหญ่เพียง 1% ผลคือความเหลื่อมล้ำพุ่ง หนี้ครัวเรือนของคนตัวเล็กรวมกัน แตะระดับ 1.22 แสนล้านบาทไม่นับรวม หนี้นอกระบบ ที่ระบบเครดิตบูโร ยังเก็บข้อมูลไปไม่ถึง 

    ขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมไม่ขยับ “ผยง” เสนอแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อเร่ง “Quick Big Win” ตามนโยบายใหญ่ของรัฐบาล ผ่าน 5 เสาหลัก คือ  กระตุ้นเศรษฐกิจ – ลดต้นทุน – สร้างรายได้ – เพิ่มประสิทธิภาพ – สร้างความเชื่อมั่น ทั้งหมดต้องเดินพร้อมกัน โดยมีฐานคิดร่วมระหว่างรัฐ ธนาคาร และเอกชน ภายใต้การสื่อสารสำคัญที่ว่า …

    “เราต้องเชื่อมโยงข้อมูล สร้าง Trust และทำให้ภาคเศรษฐกิจทุกส่วนเดินไปด้วยกันเพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ ไทยมักถอยหลังลงไปเสมอ”

    “บุญเก่า” ของการท่องเที่ยว หมดเวลาใช้ซ้ำ

    อีกเสียงสะท้อนที่ชัดเจนจาก ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสยามพิวรรธน์ ที่พูดถึงการท่องเที่ยวไทยในหัวข้อ “พลิกเกมท่องเที่ยวไทย สู่จุดหมายประสบการณ์ระดับโลก”

    โดย CEO ชั้นนำ บอกตรงๆ ว่า “เรากำลังใช้บุญเก่ามานานเกินไป” กว่า 30 ปีที่ไทยครองตำแหน่ง “แชมป์ท่องเที่ยวเอเชีย” แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่เราเคยขาย เช่น “อาหารอร่อย ผู้คนมีน้ำใจ วัฒนธรรมงดงาม” วันนี้ประเทศอื่นก็ขายได้เหมือนกัน

    นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ต้องการเพียง “รูปสวย” แต่ต้องการ “ความหมาย” และต้องรู้สึกว่า “ประเทศไทยยังน่ารัก ปลอดภัย และจริงใจเหมือนเดิม”  แต่ภาพลักษณ์นี้กำลังสั่นคลอนจากปัญหาสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการสื่อสารของรัฐที่ยังไม่เท่าทันโลกดิจิทัล

    “ถ้าไทยคือโปรดักต์ เราต้องรีแบรนด์ใหม่ จากเขารักเราแล้ว ให้กลายเป็น รักเรามากขึ้นเพราะสิ่งที่ประเทศอื่นไม่มี คือหัวใจของคนไทย”

    ชฎาทิพ ยังเสนอให้ไทยสร้าง “คลัสเตอร์การท่องเที่ยวร่วม” ดึงเอกชน ท้องถิ่น และรัฐมาร่วมกันสร้าง “เส้นทางประสบการณ์” เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้เวลาและใช้เงินในไทยมากที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวยิ่งลดลง นั่นหมายถึง ความเป็นอยู่ของเศรษฐกิจไทย ก็กำลังถอยหลังลงไปด้วยเช่นกัน 

    ผู้บริหาร กลุ่มสยามพิวรรธน์  ยังฝากถึงรัฐบาลว่า หากอยากให้ท่องเที่ยวกลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” อีกครั้ง ต้องทำให้ประเทศไทยเป็น One Stop Destinationที่ทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุน “อยากมา” และ “อยากอยู่” โดยไม่ต้องผ่านเงื่อนไขซับซ้อนหรือระบบราชการที่ปิดกั้นอีกต่อไป 

    ถึงเวลาสร้าง “อุตสาหกรรมบุกเบิก” ของไทย

    ด้าน ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย มองว่าทางรอดของเศรษฐกิจไทย ต้องไม่ใช่ “การพยุง” แต่คือ “การเปลี่ยนโครงสร้าง” เธอเสนอ “กรอบการทำงานเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมบุกเบิก” (Frontier Industries) เพื่อให้ไทยมีฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    กรอบนี้ต้องอาศัย การผนึกกำลัง 3 ภาคส่วน ได้แก่ …

    • ธุรกิจ ต้องปรับโมเดลองค์กรให้แข็งแรง มี Global Mindset
    • รัฐ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง ปรับกฎระเบียบล้าสมัย (Regulatory Guillotine) และสนับสนุนงานวิจัยให้ต่อยอดได้จริง
    • สถาบันการเงินและนักลงทุน ต้องสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ เช่น VC, Angel Fund, ตราสารทุนทางเลือก เพื่อหนุนธุรกิจที่กล้าเสี่ยงและเติบโตเร็ว

    คล้ายจะบอกว่า ถ้าเราไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ประเทศจะไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่เลย และสุดท้าย เราจะกลายเป็นเพียงประเทศรับจ้างผลิต ที่ค่าแรงไม่ขึ้นอีกต่อไป 

    สรุปจากเวทีนี้ เสียงของ 3 บุคคลดังกล่าว ต่างได้สะท้อนภาพเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่สามารถ “รอการฟื้นตัว” ได้อีก เพราะเครื่องยนต์เก่า การส่งออก การบริโภค และการท่องเที่ยว  เริ่มหมดแรง สิ่งที่ไทยต้องทำ คือ “Reinvent ตัวเองทั้งระบบ” ตั้งแต่ฐานรากทางการเงิน การผลิต ไปจนถึงอุตสาหกรรมใหม่และภาพลักษณ์ประเทศ เป็นต้น 

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2894027&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_xRVEiEl8ipbLAjPB1UdK

  • ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม

    ‘ผยง’ เปิดผลสำรวจปี 2568 คนไทยพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ เพิ่ม พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ เนื่องจากไทยยังมีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย ชู ‘Reinvent Thailand’ เป็นทางออกประเทศ ปั้น 6 อุตสาหกรรม New S-Curve

    วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผย ผลการสำรวจหนี้ครัวเรือนไทยในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 : Thailand’s Next Frontier ที่จัดทำโดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารกรุงไทย ณ พฤศจิกายน 2568

    โดยระบุว่า แม้ส่วน ‘หนี้ในระบบ’ ลดลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก GDP ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวปริมาณหนี้ยังสูงอยู่

    นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 ซึ่งนับเป็นประเด็นที่ ‘น่ากังวล’ ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 1

    ผยงยังตั้งคำถามว่า ทำไมคนไทยถึงพึ่งพาหนี้นอกระบบมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในประเทศไทยมีผู้ให้บริการปล่อยกู้หรือสภาพคล่องราว 9,723 ราย สะท้อนว่า “ไทยไม่ได้เผชิญปัญหาผู้แข่งขันไม่พอเพียง แต่คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความบิดเบือน” ผยงกล่าว

    ผยงยังชี้ว่า ปัจจุบัน ข้อมูลหนี้ในระบบยังไม่สมบูรณ์ โดยบางส่วนยังไม่อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) โดยจะเห็นว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มแบงก์และหรือธนาคารเฉพาะกิจ (SFIs) มีมากกว่า 30% โดย 30% เหล่านั้นไม่ได้มีข้อมูลรวมศูนย์อยู่ในระบบ สะท้อนถึงความเขย่งในเชิงของกติกาการแข่งขันและเชิงโครงสร้าง

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 2

    นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ ยังเผชิญกฎเกณฑ์การกำกับดูแลไม่เหมือนกันในระดับขั้นกฎหมาย และความสามารถใช้ข้อมูลในระบบ เช่น หนี้ของผู้ประกอบการที่ไม่ได้ส่งข้อมูลเข้ามาในระบบก็ไม่ปรากฏให้กับผู้ประกอบการที่ส่งข้อมูล

    “ปัญหาโครงสร้างเหล่าระบบนี้ไม่ควรที่จะดำรงคงอยู่ต่อไป” ผยงกล่าวย้ำ

    ผยงยังตั้งคำถามถึง การลงทุนในประเทศไทยที่ลดลง ทั้งๆ ที่สภาพคล่องในระบบของไทยยังสูง

    โดยกล่าวว่า “สภาพคล่องในระบบของไทย รวมถึงตัวปริมาณการซื้อพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อมาบริหารสภาพคล่องระยะสั้นและเงินที่มีการปล่อยกู้ประจำวันผ่าน Repo Market ของธปท.เฉลี่ยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สูงกว่า 5 ล้านล้านบาท

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 3

    “สะท้อนว่า ปัญหาของประเทศเราไม่ใช่เรื่องสภาพคล่องในระบบ แต่เงินไทยกลับไหลออกไปอยู่ในกองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ (FIF) และไปลงทุนต่างประเทศ (TDI) ต่อเนื่อง มากกว่า 7 ล้านล้านบาท ขณะที่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในประเทศไทยกลับต่ำที่สุด ตามหลังภูมิภาค

    ท่ามกลางปัญหาหนี้ภาครัฐสูงและภัยทุจริตทางการเงิน บั่นทอนความเชื่อมั่นที่กระทบเศรษฐกิจและสังคมไทย

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 4

    ย้ำใช้ Reinvent Thailand เป็นทางออก

    เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ และหาทางออกให้กับประเทศไทย ผยงย้ำว่า Reinvent Thailand ที่เป็นเวที (Platform) ร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมีภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน มีภาครัฐ สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว และมีภาคการเงินที่ช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศได้ โดยภายใต้ Reinvent Thailand จะจัดการความท้าทายใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่
    ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม
    ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่
    ความท้าทายของภาครัฐ

    โดยมี 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Six Priority Sectors) เพื่อสร้าง New S-Curve และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะ ได้แก่ การท่องเที่ยว, Smart Electronic, Food Processing, อุตสาหกรรมรถยนต์, Retail Trading และ Medical Wellness ซึ่งกลุ่มนี้ครอบคลุมผู้ประกอบการกว่า 2.4 แสนราย (46% ของนิติบุคคล) และการจ้างงานกว่า 10 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-24/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OE-7xiIApOAJyqK5_Sv_O

  • ไทย-สิงคโปร์ กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล-สาธารณสุข-แรงงาน-ปราบสแกมเมอร์ : อินโฟเควสท์

    ไทย-สิงคโปร์ กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล-สาธารณสุข-แรงงาน-ปราบสแกมเมอร์ : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ หลังจากนั้น ได้ร่วมหารือทวิภาคีกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

    โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ความร่วมมือระหว่างกันมีความก้าวหน้าอย่างรอบด้าน และเห็นพ้องจะผลักดัน “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า” (forward-looking strategic partnership) เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของอาเซียนโดยรวม

    – ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องว่าเป็นแนวทางของอนาคต ทั้งสองประเทศมีเป้าหมายเดียวกันในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นฉบับแรกของสิงคโปร์ในอาเซียน และเห็นควรให้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด สนับสนุนโครงการไฟฟ้าเชื่อมโยงระยะที่ 2 ระหว่างลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมโครงข่ายพลังงานอาเซียน

    – ด้านเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานสีเขียว ทั้งสองฝ่ายยินดีมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมสีเขียว และสนับสนุนการลงทุนร่วมด้านเทคโนโลยีสะอาด

    – ด้านความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยพร้อมเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารให้สิงคโปร์ โดยการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวในวันนี้ จะช่วยให้สิงคโปร์มีข้าวไทยคุณภาพสูงเพียงพอต่อการบริโภค ทั้งยังเสนอให้มีการหารือแนวทางลงทุนร่วมในธุรกิจเก็บรักษาและแปรรูปอาหาร และจัดตั้งคณะทำงานความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยรมว.พาณิชย์ ได้นำเสนอ model food security ที่เป็นมากกว่าการขายอาหาร แต่เป็นการขายความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นโครงการบุกเบิก (pioneer project) ระหว่างไทย-สิงคโปร์ในเรื่องนี้ต่อไป

    – ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรียินดีที่สิงคโปร์เป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และต้องการให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป พร้อมยินดีต้อนรับนักลงทุนสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ไบโอเทค และ Data Center โดยนายกรัฐมนตรียังมีกำหนดกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อเชิญชวนนักลงทุนสิงคโปร์เพิ่มการลงทุนในประเทศไทยในช่วงบ่ายวันนี้อีกด้วย

    – ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยขอบคุณสิงคโปร์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และเห็นควรทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรฐานสากลด้านการค้าออนไลน์ที่เอื้อต่อประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก นอกจากนี้ ไทยในฐานะประธานคณะเจรจา จะผลักดันให้ลงนามกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) สำเร็จภายในปีหน้า โอกาสนี้ ไทยและสิงคโปร์ยังหารือถึงแนวทางในการเพิ่มความร่วมมือด้านพัฒนาทักษะดิจิทัล รัฐบาลดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งเชิญชวนบริษัทสิงคโปร์ลงทุนในโครงการไทยแลนด์ดิจิทัลวัลเลย์ (Thailand Digital Valley) ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้วย

    – ความร่วมมือด้านฟินเทค ไทยและสิงคโปร์ยินดีกับความสำเร็จในการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบในภูมิภาค และกำลังขยายผลสู่ประเทศอื่นภายใต้โครงการ Project Nexus ที่มี 5 ประเทศเข้าร่วม

    – ด้านสาธารณสุข ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง ในวันนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบสาธารณสุข การแพทย์ป้องกันโรค

    – ด้านแรงงาน ไทยพร้อมร่วมมือกับสิงคโปร์ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียว

    – ด้านความมั่นคง ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะคงความร่วมมือด้านการฝึกทางทหารและการใช้สถานที่ฝึกของกองทัพสิงคโปร์ในไทย พร้อมหารือความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การลงทุนร่วม วิจัยเทคโนโลยีทางทหาร และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

    – ด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับความร่วมมือในการทำงานร่วมกับสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด ในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และขอให้สิงคโปร์เป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งกับไทยในการแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงขยายเครือข่ายข่าวกรอง การฝึกอบรม และปฏิบัติการร่วมกัน

    – ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยต่างเห็นพ้องว่า อาเซียนควรเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกในเอเชีย ซึ่งขณะนี้อาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก มี GDP รวมกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าควรเร่งส่งเสริมการเชื่อมโยงทางถนน รถไฟ ทางอากาศ ทางทะเล ดิจิทัล และพลังงาน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของภูมิภาค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียน กับจีน รวมถึงอินเดีย

    – ด้านความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า “Joint Declaration” ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนาม จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ พร้อมขอบคุณสิงคโปร์ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยสันติวิธี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/543764&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F_daoCTPvGM15fJyK6t9F