Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คลองปานามาเตรียมปรับโฉมครั้งใหญ่ ทุ่ม 8.5 พันล้านเหรียญ สร้างท่าเรือ-ท่อก๊าซ-อ่างเก็บน้ำ รับมือภัยแล้งและคลื่นการค้าโลก

    คลองปานามาเตรียมปรับโฉมครั้งใหญ่ ทุ่ม 8.5 พันล้านเหรียญ สร้างท่าเรือ-ท่อก๊าซ-อ่างเก็บน้ำ รับมือภัยแล้งและคลื่นการค้าโลก

    Panama Canal Authority (ACP) เตรียมลงทุนกว่า 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ภายใต้แผนพัฒนา 10 ปี เพื่อให้คลองอายุ 110 ปีแห่งนี้ยังคงมีความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและรูปแบบการค้าโลกที่ผันผวน

    โครงการดังกล่าวครอบคลุมการก่อสร้างท่าเรือคอนเทนเนอร์ใหม่สองแห่ง ได้แก่ Corozal ทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก และ Telfers ทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าระหว่างประเทศอีกกว่า 5–6 ล้านตู้ต่อปี พร้อมคาดว่าจะสร้างงานมากกว่า 17,000 ตำแหน่ง การขยายท่าเรือถือเป็นหัวใจสำคัญของแผน เนื่องจากท่าเรือปัจจุบันมีการใช้งานเกือบเต็มศักยภาพแล้ว

    แผนพัฒนาใหม่ยังรวมถึงการสร้างท่อส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มูลค่าราว 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขนส่งก๊าซโพรเพน บิวเทน และอีเทน ระหว่างชายฝั่งทั้งสองด้านของประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งการขนส่งทางเรือในคลอง ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ ยังมีโครงการอ่างเก็บน้ำ Río Indio มูลค่า 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งที่กระทบต่อระดับน้ำในคลอง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อการเดินเรือในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อ่างเก็บน้ำดังกล่าวจะเป็นโครงการแรกที่ก่อสร้างอยู่นอกพื้นที่ของ ACP และจะต้องมีการย้ายชุมชนบางส่วน โดยหน่วยงานยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความโปร่งใสและให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

    ACP คาดว่าเมื่อโครงการแล้วเสร็จ ท่าเรือใหม่ทั้งสองแห่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4–0.8 ของ GDP ของปานามา และจะช่วยสร้างผลประโยชน์ในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานกว่า 150,000 คนที่พึ่งพาการดำเนินงานของคลองทั้งทางตรงและทางอ้อม

    การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจและการค้าโลกมีความไม่แน่นอน จากทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตาม คลองปานามายังคงเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าหลักที่เชื่อมการค้าระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก และมีบทบาทสำคัญต่อระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ การพัฒนาคลองปานามาในครั้งนี้จึงไม่เพียงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเสริมความมั่นคงด้านเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ แต่ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกของการค้าโลก ท่ามกลางสภาวะการค้าที่กำลังเผชิญกับความท้าทายทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง


    สคต. ณ กรุงเม็กซิโก

    แหล่งที่มา

    https://finance.yahoo.com/news/panama-canal-fights-drought-8-120000799.html?guccounter=1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/u7pyoyowdhxmk2e3cdm4gd71&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_WUKrIEw3uKw-F93H1UPC

  • ชมรมร้านอาหาร เดือด! พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทบเศรษฐกิจมหาศาล

    ชมรมร้านอาหาร เดือด! พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทบเศรษฐกิจมหาศาล

    ชมรมร้านอาหาร เดือด! พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทบเศรษฐกิจมหาศาล

    ชมรมร้านอาหาร เดือด! พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทบเศรษฐกิจมหาศาล

    8 พ.ย. 2568 นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ หนึ่งในปัญหาคือ พอถึงเวลาหยุดห้ามขาย 14.00-17.00 น. หรือ 00.00 – 11.00 น. หากมีลูกค้าหรือฝรั่งนักท่องเที่ยวนั่งดื่มต่อ ทั้งๆที่มีเบียร์เหลืออยู่ครึ่งขวด หรือ ครึ่งเหยือก จะโดนปรับ 10,000 บาท ทั้งร้านและตัวลูกค้าที่นั่งดื่มอยู่
     

    ซึ่งประเทศออสเตเลียเป็นประเทศแรก ที่ออกมาประกาศเตือนผู้ที่จะมาเที่ยวประเทศไทยให้ระวังแล้ว คาดว่าประเทศอื่นๆจะประกาศเตือนตามมาเช่นกัน เข้าน่าไฮท์ซีซั่นพอดี กระทบเศรษฐกิจแบบเต็มๆ 

    ไม่เข้าใจคนที่เซ็นกฏหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์อย่างไร อ่านรายละเอียดไหมว่า จะสร้างปัญหาตามมาในแง่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวมหาศาล และกระทบธุรกิจร้านอาหารเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวหรือโซนท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพและเมืองท่องเที่ยวหลักอื่นๆ 

    นายสรเทพ กล่าวต่อว่า การออกกฏหมายต่างๆของรัฐบาล ควรตั้งอยู่ในกรอบเพื่อช่วยเหลือดูแลส่งเสริมให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้โดยราบรื่นและคล่องตัว ไม่ใช่ออกกฏหมายมา เพื่อสร้างปัญหาหรือกระทบเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงปิดกั้นการค้าขายของประชาชนให้ลำบากยิ่งขึ้น

    ชมรมร้านอาหาร เดือด! พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทบเศรษฐกิจมหาศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/609599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yp5_hM8eLnt-932etpPSt

  • “สีหศักดิ์”สัมภาษณ์เนชั่น นำการทูตไทยสู่ยุคใหม่สมดุลมหาอำนาจ

    “สีหศักดิ์”สัมภาษณ์เนชั่น นำการทูตไทยสู่ยุคใหม่สมดุลมหาอำนาจ

    เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศให้สัมภาษณ์พิเศษผ่านรายการ เนชั่นอินไซต์ โดยมีนายบุญเลิศ บากบั่น และนายวีระศักดิ์ พงษ์อักษร 2บก.ข่าวในเครือเนชั่นเป็นผู้สัมภาษณ์ มีเนื้อหาที่น่าสนใจ สะท้อนวิสัยทัศน์ “การทูตเชิงรุก (Proactive Diplomacy)” ที่มุ่งยกระดับบทบาทประเทศไทยให้กลับมาโดดเด่นบนเวทีโลก ดังนี้

    การวางรากฐานใหม่ของนโยบายต่างประเทศไทย

    นายสีหศักดิ์ยอมรับว่า การเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลระยะสั้นเพียง 4 เดือนถือเป็นโจทย์ท้าทาย แต่เขามองว่าเป็น “ช่วงเวลาแห่งการวางรากฐาน” ที่จะกำหนดทิศทางการทูตไทยในทศวรรษหน้า โดยเน้นสร้าง “ภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศ” ที่โปร่งใส มีเอกภาพ และมีพลังในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคง

    นายสีหศักดิ์ อธิบายว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา“ประเทศไทยหลุดจากเรดาร์โลก” ทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นถดถอย และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

    เสาหลักแห่ง “การทูตเชิงรุก”

    นายสีหศักดิ์ได้อธิบายแนวคิด “การทูตเชิงรุก” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ

    เสริมความเข้มแข็งจากภายใน

    เน้นความเป็นเอกภาพของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และกองทัพ เพื่อสร้างพลังต่อรองที่น่าเชื่อถือในเวทีโลก

    ยกระดับบุคลากรให้เป็นมืออาชีพ

    กระทรวงต้องฟื้น “ความภาคภูมิใจในความเป็นทูตไทย” ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และจิตสำนึกในการทำงานเพื่อประเทศ

    การทูตเศรษฐกิจนำการเปลี่ยนแปลง

    กระทรวงการต่างประเทศจะเข้าร่วม “ครม.เศรษฐกิจ” เพื่อเชื่อมโยงนโยบายการค้า การลงทุน และเทคโนโลยีกับพันธมิตรทั่วโลก

    นักการทูตต้องเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ให้ไทย

    การทูตในสนามจริง: เมียนมาและกัมพูชา

    นายสีหศักดิ์ยกสองกรณีตัวอย่างที่สะท้อนพลังของ “การทูตเชิงรุก”

    1. กรณีเมียนมา
    ไทยรับบทผู้นำในภูมิภาค สนับสนุนกระบวนการสันติภาพและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยทำงานประสานกับอาเซียน จีน และอินเดีย เพื่อรักษาเสถียรภาพชายแดน

    2. กรณีกัมพูชา
    ไทยเปลี่ยนจุดยืนจาก “ตั้งรับ” เป็น “เชิงรุก” ผ่านการเปิดพื้นที่เจรจา (Diplomatic Space) และชี้แจงท่าทีของไทยในที่ประชุมสหประชาชาติ (UN) จนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับมาดีขึ้นราว 70%
    นายสีหศักดิ์ประเมินผลการดำเนินงานว่า “ยังต้องพัฒนาอีกมาก แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น”

    กระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

    นายสีหศักดิ์ย้ำว่า “สันติภาพต้องไม่เกิดแค่บนโต๊ะเจรจา แต่ต้องอยู่ในชีวิตจริงของประชาชน”

    โดยแนวทางที่ใช้คือการดำเนินงาน “หลายมิติ” ควบคู่กัน ได้แก่

    มิติการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    มิติการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น ทั้งในเรื่องอัตลักษณ์ ศาสนา และความยุติธรรม

    มิติการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็น (BRN) เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและยุติความรุนแรงอย่างยั่งยืน

    ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ เขาย้ำว่า มาเลเซียมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวก” ที่มีความจริงใจ เพราะสันติภาพในภาคใต้ย่อมส่งผลดีต่อความมั่นคงชายแดนและการค้าระหว่างประเทศด้วย ไทยจะยังคงประเมิน “ความจริงใจและผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ” ของคู่เจรจาอย่างต่อเนื่อง

    การประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (LMC)

    ประเทศไทยจะเป็น เจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด LMC ซึ่งมีจีน ลาว เมียนมา กัมพูชา และเวียดนามเข้าร่วม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือในอนุภูมิภาคและยกระดับบทบาทไทยในภูมิภาคแม่น้ำโขง

    ประเด็นหลักของการหารือ ได้แก่:

    การพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานในลุ่มน้ำโขง

    การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกประเทศ

    การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” และ “สแกมเมอร์” ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่จีนให้ความสนใจ

    ไทยยังเสนอจะเป็น เจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์และสแกมเมอร์ เพื่อสร้างกลไกร่วมระดับภูมิภาคในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่

    ปัญหามลพิษข้ามแดน

    รัฐมนตรีฯ กล่าวถึงข้อกังวลเรื่อง มลพิษและสารพิษปนเปื้อนในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองและอุตสาหกรรมในเขตชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาและจีน

    รัฐมนตรีต่างประเทศ ย้ำว่า ไทยจำเป็นต้อง ผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ผ่านกรอบหารือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างมาตรการร่วมในการเฝ้าระวังและควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    สมดุลมหาอำนาจ: ไม่เลือกข้าง แต่เลือกชาติ

    รัฐมนตรีต่างประเทศย้ำว่า “ไทยจะไม่เลือกข้างมหาอำนาจ แต่จะเลือกประโยชน์ของชาติ”
    โดยมีแนวทางสำคัญคือ

    • รักษาความสัมพันธ์กับจีน อย่างเท่าเทียม มีศักดิ์ศรี
    • ฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อให้ไทยกลับมาอยู่ในจอเรดาร์ของโลกตะวันตก
    • ใช้เวทีอาเซียน เป็นกลไกรวมพลังของภูมิภาค สร้างเอกภาพท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

    การทูตโปร่งใสเพื่อประชาชน

    นายสีหศักดิ์สรุปว่า ความสำเร็จของนโยบายต่างประเทศไม่ได้อยู่ที่ “กระทรวง” เพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ “ประชาชนเข้าใจและร่วมเดินไปด้วยกัน”และเน้นว่า การสื่อสารกับประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ เพราะ “การทูตที่ยั่งยืน ต้องมีรากมาจากความเข้าใจของคนในชาติ”

    “เราจะทำให้การทูตไม่ใช่เรื่องของชนชั้นนำในกระทรวง แต่เป็นพลังร่วมของคนไทยทั้งประเทศ”  

    สรุป 3 แก่นการทูตยุคใหม่ของไทย

    • การทูตเศรษฐกิจขับเคลื่อนประเทศ
    • การบริหารความขัดแย้งอย่างมีกลยุทธ์
    • การรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ

    นับเป็นการประกาศทิศทางใหม่ของการทูตไทย ที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมามี “เสียงและอิทธิพล” ในเวทีโลกอีกครั้งอย่างสง่างาม.

    ที่มา: เนชั่นอินไซต์  
    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/733012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BcIOkcLvKnKaTPZ7w_mDv

  • นายกฯ อนุทิน พบชุมชนไทยในสิงคโปร์ ย้ำไทย – สิงคโปร์เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมสุขภาพ

    นายกฯ อนุทิน พบชุมชนไทยในสิงคโปร์ ย้ำไทย – สิงคโปร์เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมสุขภาพ

    นายกฯ อนุทิน พบชุมชนไทยในสิงคโปร์ ย้ำไทย – สิงคโปร์เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมสุขภาพ


    8/11/2568 | 135 |

    วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ ห้อง Bras Basah โรงแรม InterContinental Singapore นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมพบปะชุมชนไทย แรงงานไทย และกลุ่มนักเรียน นักศึกษาไทยในสิงคโปร์ โดยมีคนไทยเข้าร่วมกว่า 100 คน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

    นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาพบพี่น้องชาวไทยและเพื่อนมิตรประเทศในสิงคโปร์ โดยเช้าวันนี้ นายกรัฐมนตรีได้หารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล การลงทุน และสาธารณสุข อีกทั้งปีนี้เป็นวาระครบรอบ 60 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ สะท้อนถึงความไว้เนื้อเชื่อใจและมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศตลอดหกทศวรรษที่ผ่านมา

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง และสันติภาพของภูมิภาค ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของอาเซียน หากเกิดปัญหากับประเทศใดประเทศหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิภาค ดังนั้น รัฐบาลจะบริหารสถานการณ์โดยยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก รักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมมุ่งแสวงหาสันติภาพและความร่วมมือ มากกว่าความขัดแย้ง

    นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยยังคงทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือในภูมิภาค โดยในช่วงที่ผ่านมา ไทยได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และความยั่งยืนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งไทยพร้อมต่อยอดจากการหารือและทำงานเชิงรุกเพื่อให้ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางการเติบโตที่มั่นคงและสมดุล

    ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก ผ่านการจัดงาน SET Government Roadshow 2025 โดยยืนยันว่าไทยมีเสถียรภาพ มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และพร้อมเป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาคสิงคโปร์มีทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ ส่วนไทยมีทรัพยากรและพื้นที่ เราสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างสมดุล

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยและสิงคโปร์ยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค โดยไทยจะจัดสรรข้าวสำรองจำนวน 100,000 ตัน ให้แก่สิงคโปร์ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตอาหารในอนาคต ซึ่งไทยจะไม่เพียงมุ่งส่งออกข้าวในลักษณะสำรองเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้สิงคโปร์นำเข้าข้าวและอาหารแปรรูปจากไทยเพื่อการบริโภคจริง ซึ่งจะเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้าน Food Security ให้เข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

    สำหรับสถานการณ์ในประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกัน แทนการเยียวยาภายหลัง

    ในด้านสาธารณสุข รัฐบาลยังคงพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่อคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น รัฐบาลจึงเตรียมออกแบบสังคมสูงวัยให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า พี่น้องชาวไทยในต่างแดนทุกท่านคือ “ทูตประชาชนของชาติ” ทุกครั้งที่กล่าวกับใครว่า “มาจากประเทศไทย” นั่นคือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบ้านเกิดของเรา โดยรัฐบาลจะดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน และสร้างโอกาสให้ทุกท่านมีชีวิตที่มั่นคงและปลอดภัย

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้อวยพรให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและขอให้มิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสิงคโปร์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

    ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย ทีมประเทศไทย พร้อมด้วยนักวิชาการจากสถาบันชั้นนำและภาคเอกชนในสิงคโปร์ อาทิ ISEAS–Yusof Ishak Institute, National University of Singapore (NUS), Nanyang Technological University (NTU), A*STAR – Agency for Science, Technology and Research และ AMRO Asia รวมถึงผู้แทนจากภาคเทคโนโลยีและดิจิทัล เช่น Google, Meta, LinkedIn, TikTok, CapCut, Datadog, Elastic, Deel, Amazon, True Digital, CAD-IT และ Pico Art ตลอดจนภาคการเงินและการลงทุน ได้แก่ UOB, Schroders, BlackRock, Nomura, PTT Trading และ S&P Global ภาคอุตสาหกรรมและที่ปรึกษา เช่น Toyota Tsusho Mobility Informatics, Boyd Marine, AVEVA, Sumitomo Chemical Asia และ Terra Oleo รวมถึงภาคธุรกิจออกแบบและบริการ ได้แก่ Folks Collective, L’eSpace Design, Saviynt และ Brand200

    นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนสมาคมและองค์กรชุมชนไทยในสิงคโปร์ อาทิ สมาคมไทยในสิงคโปร์ คณะกรรมการอาสาสมัครแรงงานไทย (อสร.) และสมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์ ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาไทยจากสถาบันต่าง ๆ เช่น NUS, NTU, SUTD, SMU และมหาวิทยาลัยมหิดล (โครงการแลกเปลี่ยน) รวมถึงนักเรียนทุนอาเซียน รวมทั้งผู้ประกอบการและอาชีพอิสระในสิงคโปร์ ซึ่งต่างเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอย่างอบอุ่น

    ชมภาพเพิ่มเติม ที่นี่

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/102037


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/439604&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T3TAM0k-S-4wdSiXBxshg

  • แย้ม คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เริ่มใช้ปีหน้า – ผุดไอเดียสูตรใหม่ อาจมีคนได้ถึง 4,000

    แย้ม คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เริ่มใช้ปีหน้า – ผุดไอเดียสูตรใหม่ อาจมีคนได้ถึง 4,000

     
               ดัน คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ชง ครม. คาดเริ่มใช้กัน ม.ค. 69 คนรับสิทธิแล้ว ยังรับอีกรอบได้ แต่อาจได้เงินไม่เท่า คนที่รับสิทธิครั้งแรก ผุดสูตรใหม่ อาจมีคนได้ 4,000 แต่ยังไม่สรุป 

    คนละครึ่งพลัส

                ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยม สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งหลายฝ่ายยังคงจับตาเกี่ยวกับ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ว่าจะคลอดออกมาเมื่อไหร่ จำนวนเงินเท่าไหร่ และจะกระทบหรือไม่หากรัฐบาลยุบสภา

                ล่าสุด (7 พฤศจิกายน 2568) ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการออกแบบโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ว่าจะดำเนินการอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง รวมถึงนอกเหนือจากกลุ่มเก็บตกแล้ว ยังอยู่ระหว่างพิจารณาให้คนที่ได้สิทธิในเฟสแรกแล้ว สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมเฟสที่ 2 ได้ด้วย 

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เริ่มเมื่อไหร่ ? 

                คาดว่าจะพยายามผลักดันให้เสนอ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ภายในช่วงเดือนธันวาคม 2568 เพื่อเริ่มใช้โครงการในเดือน มกราคม 2569  

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ได้เงินเท่าไหร่ ? 

                กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบ เพื่อความยุติธรรม เช่น ในรอบแรกได้แล้ว 2,000 บาท และเฟสที่ 2 สมมติให้อีกคนละ 2,000 บาท ซึ่งก็ต้องพิจารณาว่า คนที่มาครั้งแรก ควรจะได้ 4,000 เลยหรือไม่ เพื่อความเป็นธรรม แต่เบื้องต้นมองว่า คนที่ได้เฟสแรกแล้ว อาจจะได้น้อยกว่าคนที่ใช้สิทธิครั้งแรก เป็นต้น

                อย่างไรก็ตาม คนละครึ่งพลัส เฟส 2 โมเดลจะต้องยึดจากว่า มีเงินเท่าไหร่ และสามารถรองรับได้กี่คน ซึ่งเชื่อว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะไปบริหารเงินงบประมาณในส่วนงบกลางมาได้ และสามารถคำนวณได้ว่าจะครอบคลุมได้กี่สิทธิ กี่คน

                โมเดลตอนนี้คือ คนที่จะได้อีกรอบ ก็จะได้ไม่เท่ากับคนที่ได้ครั้งแรกเลย คงยังตอบไม่ได้ อยู่ระหว่างการออกแบบในตอนนี้ 

                ส่วนสิทธิเฟส 2 เราต้องดูว่ามีเงินเท่าไหร่ ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่งนี้ ช่วยสร้างความเชื่อมั่น สร้างบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เศรษฐกิจมีความคึกคักมากขึ้น ร้านค้าขายดีขึ้นอย่างแน่นอน

    คนละครึ่งพลัส เปิดฟู้ดเดลิเวอรี่

     ข่าวคนละครึ่งพลัส ที่เกี่ยวข้องล่าสุด

    ขอบคุณข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296354.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xVp9Hajf6jFRP1Mu9MCAh

  • 10 วัน “คนละครึ่งพลัส” ยอดใช้จ่ายแตะ 22,579 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    10 วัน “คนละครึ่งพลัส” ยอดใช้จ่ายแตะ 22,579 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    กระทรวงการคลังเผยผลการดำเนินโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น. พบว่า ยอดใช้จ่ายสะสมแตะ 22,579.71 ล้านบาท หลังเปิดใช้สิทธิครบ 10 วัน นับตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา สะท้อนการตอบรับของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศอย่างคึกคัก

    ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่า มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วรวม 878,529 ราย โดยมียอดใช้จ่ายรวม 22,579.71 ล้านบาท แบ่งเป็น

    • ร้านค้าปกติ 22,493.76 ล้านบาท
    • ร้านค้าผ่านแพลตฟอร์ม Delivery 85.95 ล้านบาท

    ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวม 22,579.71 ล้านบาท แบ่งเป็น

    • เงินร่วมจ่ายจากภาครัฐ 11,150.29 ล้านบาท (ผ่านร้านค้าปกติ 11,108.19 ล้านบาท และ ผ่านแพลตฟอร์ม 42.10 ล้านบาท)
    • เงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 11,429.42 ล้านบาท (ผ่านร้านค้าปกติ 11,385.57 ล้านบาท และ ผ่านแพลตฟอร์ม 43.85 ล้านบาท)

    10 วัน “คนละครึ่งพลัส” ยอดใช้จ่ายแตะ 22,579 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล ที่เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิร่วมจ่าย 50 : 50 ระหว่างรัฐและประชาชน ผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมทั่วประเทศ รวมถึงร้านอาหารและบริการจัดส่งอาหารออนไลน์ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก

    ด้านกระทรวงการคลังเดินหน้าออกแบบโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายต่อเนื่องต้นปี 2569 โดยเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อเริ่มดำเนินโครงการได้ในเดือนมกราคมปีหน้า

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดของโครงการ ทั้งรูปแบบการดำเนินงาน เงื่อนไข และกลุ่มเป้าหมาย

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

    โดยเบื้องต้นมีแนวคิดที่จะเปิดให้ “ผู้ได้รับสิทธิโครงการในเฟสแรก” สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมในเฟสที่ 2 ได้อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เรากำลังออกแบบโครงการเพื่อความยุติธรรม เช่น หากรอบแรกได้รับ 2,000 บาท เฟส 2 อาจได้เพิ่มอีก 2,000 บาท แต่คนที่เคยได้สิทธิมาแล้ว อาจได้ในอัตราน้อยกว่าผู้ที่เพิ่งเข้าร่วมใหม่ ทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณา
     

    นายลวรณกล่าวว่า โมเดลเฟส 2 จะต้องขึ้นอยู่กับวงเงินงบประมาณที่สามารถจัดสรรได้ และจำนวนสิทธิที่ต้องการครอบคลุม โดยเชื่อว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะสามารถบริหารงบกลางเพื่อสนับสนุนโครงการได้อย่างเหมาะสม

    ทั้งนี้ งบกลางที่ใช้จะไม่สงวนไว้เฉพาะโครงการคนละครึ่งเท่านั้น แต่ยังต้องเผื่อสำหรับภารกิจสำคัญอื่น ๆ เช่น งบช่วยเหลือภัยพิบัติ หรือมาตรการดูแลค่าครองชีพเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลจะต้องหารือเพื่อจัดสรรงบประมาณให้สมดุล

    “ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเฟส 2 จะให้สิทธิเท่าใด แต่ยืนยันว่าโครงการคนละครึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบเศรษฐกิจ ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายกลับมาคึกคัก ร้านค้าฐานรากขายดีขึ้นอย่างชัดเจน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643501&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00Nppg4xLIcFFOhd28zWhL

  • ทุนสีเทา ภัยร้าย กระเทือนเศรษฐกิจกระทบต่อผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ทุนสีเทา ภัยร้าย กระเทือนเศรษฐกิจกระทบต่อผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปิดภัยร้ายจากทุนสีเทา แทรกซึมไปในประเทศไทย ทำลายกลไกตลาด บั่นทอนเศรษฐกิจ ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว

    ในช่วงหลังของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ระบบเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัจจัยกระทบหลายด้าน โดยปัจจัยที่ถูกมองว่าเป็น “ภัยที่รุนแรงขึ้น” คือ ทุนสีเทา หรือเงินที่ผิดกฎหมาย กำลังแทรกซึมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ และกลไกอำนาจรัฐของไทย ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นระยะยาว

    เส้นทางทุนสีเทา จากอาชญากรรมสู่ระบบเศรษฐกิจ

    แหล่งกำเนิดของทุนสีเทาในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งจากกลุ่มสแกมเมอร์ออนไลน์ เว็บพนัน การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการหลอกลวงทางโทรศัพท์ โดยเงินที่ได้จากกิจกรรมเหล่านี้จะถูกนำมาหมุนเวียนผ่านระบบเศรษฐกิจ โดยการฟอกให้ดูเหมือนเป็นรายได้จากธุรกิจปกติ เพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

    สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ระบุว่า การฟอกเงินคือ กระบวนการเปลี่ยนทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดให้ดูเหมือนถูกกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบซับซ้อนขึ้น เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินหรูด้วยเงินสด การตั้งธุรกิจบังหน้าเพื่อหมุนเงิน การใช้บัญชีบุคคลอื่นหรือ “นอมินี” ถือครองทรัพย์แทน และการโอนเงินข้ามประเทศผ่านช่องทางดิจิทัล เป็นต้น

    ทั้งนี้เมื่อเงินสีเทาเหล่านี้ไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มีผลทั้งบิดเบือนการแข่งขันในตลาด และทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจถูกกฎหมายเสียเปรียบ แข่งขันได้ยากขึ้น และผู้บริโภคต้องอยู่ในระบบที่ขาดความโปร่งใสโดยไม่รู้ตัว

    ขยายสู่เจ้าหน้าที่รัฐ สัญญาณเตือนจากภายใน

    ปัญหาของประเทศไทยมีความกังวลมากขึ้น เนื่องจากมีการแทรกซึมของทุนสีเทาเข้าสู่หน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการบังคับใช้กฎหมาย ทำหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองประชาชน มีกรณีหลายครั้งที่สะท้อนถึงความเสี่ยงนี้ ทั้งเป็นการพัวพันของเจ้าหน้าที่บางส่วนกับเว็บพนัน หรือการใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ล่าสุดมีกรณี คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) ชี้มูลความผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 200 นาย ว่าเข้าข่ายเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน เป็นสัญญาณชัดว่าทุนสีเทาเริ่มแทรกซึมถึงโครงสร้างอำนาจรัฐแล้วเช่นกัน

    สถานการณ์เช่นนี้ไม่เพียงลดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรม แต่ยังทำให้ผู้บริโภครู้สึกกังวล เพราะกลไกที่ควรคุ้มครองสิทธิกำลังถูกสั่นสะเทือนเช่นกัน

    ผลกระทบที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ

    หากประเมินผลกระทบต่อผู้บริโภค “ทุนสีเทา” มีผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตหลายด้าน โดยเมื่อทุนสีเทาขยายอิทธิพลมากขึ้นไปในธุรกิจต่างๆ เพื่อฟอกเงิน มีผลทำให้ตลาดขาดความเป็นธรรม เนื่องจากทุนสีเทาใช้เงินผิดกฎหมายเข้ามากว้านซื้อกิจการ หรือจำหน่ายสินค้าราคาต่ำกว่าทุนจริง ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้องจะแข่งขันยากขึ้น ผู้บริโภคจึงเหลือทางเลือกน้อยลง ประการต่อมา ภาครัฐสูญเสียรายได้ภาษี เนื่องจากเงินที่ถูกฟอกจะออกนอกระบบภาษี ทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ลดลง จึงมีผลต่อบริการสาธารณะ เช่น การศึกษา การสาธารณสุข และสวัสดิการพื้นฐาน อาจมีงบประมาณที่ลดลงตามไปด้วย รวมถึงสินค้าและบริการเสี่ยงไม่ได้มาตรฐาน มาจากทุนสีเทากลุ่มนี้จะไม่สนใจเรื่องคุณภาพสินค้าแต่มุ่งผลกำไรสูงสุด ส่งผลให้ผู้บริโภคเสี่ยงต่อสินค้าที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ปลอดภัย รวมถึงทำให้ภาคสังคมขาดความเชื่อมั่น เมื่อข่าวการทุจริตและทุนสีเทาแพร่หลาย ความไว้วางใจในรัฐและระบบกฎหมายย่อมลดลง สร้างบรรยากาศของความไม่มั่นใจทางสังคม

    ปปง. ชี้ทุนสีเทามีมากกว่า 10 แหล่งที่มา

    จากการประเมินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พบว่า เงินที่ถูกนำมาฟอกมักมาจากแหล่งหลักกว่า 10 ประเภท เช่น การค้ายาเสพติด การพนัน การฉ้อโกงประชาชน การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ การหลีกเลี่ยงภาษีของภาคธุรกิจ และการรับสินบนหรือการใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ

    ทั้งนี้ความผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรืออยู่ที่ศาลพิจารณา

    เสียงเตือนจากภาคต่อต้านคอร์รัปชัน ทุนข้ามชาติคือความเสี่ยงใหม่

    นอกจากนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้แสดงความห่วงใยต่อแนวโน้มของ “ทุนต่างชาติสีเทา” ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในระบบเศรษฐกิจไทย และเข้ามาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และอื่นๆ

    ทุนเหล่านี้มักอาศัยช่องว่างของกฎหมายไทยในการถือครองทรัพย์สิน และแข่งขันด้วยต้นทุนที่ต่ำจากการหลีกเลี่ยงภาษี ส่งผลให้ธุรกิจไทยเสียเปรียบและเกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเชิงความมั่นคง เช่น การถือครองพื้นที่สำคัญ การจ้างแรงงานไม่เป็นธรรม และการจำหน่ายสินค้าคุณภาพต่ำ ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคไทยโดยตรง

    ผู้บริโภค พลังสำคัญ

    แม้ปัญหาทุนสีเทาจะมีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้น แต่ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วม ทั้งการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อพบพฤติกรรมเข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงสนับสนุนธุรกิจที่มีความโปร่งใสและจดทะเบียนถูกต้อง ขณะที่ภาครัฐ ต้องตรวจสอบ เฝ้าระวัง และสร้างความโปร่งใส มุ่งใช้กลไกของกฎหมายเกิดการบังคับใช้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/exposing-grey-capital-undermining-thailand-economy-and-hurting-consumers/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vsXfcWhVIPgTm21H3h3h4

  • EIC ชี้ สงครามเที่ยวเอเชียเดือด! แนะไทยเร่งอัพแบรนด์ชาติ ก่อนเสียแต้ม

    EIC ชี้ สงครามเที่ยวเอเชียเดือด! แนะไทยเร่งอัพแบรนด์ชาติ ก่อนเสียแต้ม

    SCB EIC ชี้ “Tourism War” หรือสงครามการท่องเที่ยวในเอเชีย กำลังทวีความรุนแรง หลังหลายประเทศเดินหน้ายกระดับภาคการท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนสูง…ขณะที่ไทยเริ่มเสียความได้เปรียบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัว -8% เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่โตแรงกว่า 10% เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม และจีน

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า “สมรภูมิ Tourism war” ในเอเชียกำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิงโดยแต่ละประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ต่างวางยุทธศาสตร์ผลักดันการท่องเที่ยวให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก” ผ่านนโยบายเชิงรุก ตั้งแต่การ ยกเว้นวีซ่า การเพิ่มเส้นทางบิน การจัดอีเวนต์ระดับโลก ไปจนถึงการใช้คอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์สร้างแบรนด์ประเทศ

    ในขณะที่ไทยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39 ล้านคนในปี 2568 แต่กลับเผชิญแรงกดดันจากตลาดจีนที่หดตัวกว่า -35%YoY จากทั้งความกังวลด้านความปลอดภัย และการแข่งขันรุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านที่เร่งรุกตลาดเดียวกัน

    EIC ระบุว่า “ตลาดนักท่องเที่ยวหลัก” ของประเทศในภูมิภาคมีการทับซ้อนกันสูง โดยกว่า 80% ของตลาดมาจากเพียง 18 ประเทศ ซึ่งหมายความว่าไทยกำลังเผชิญการแข่งขันตรงจากคู่แข่งอย่าง เวียดนามและสิงคโปร์ ที่มีตลาดนักท่องเที่ยวทับซ้อนกับไทยถึง 7-8 ประเทศ

    ในแง่รายได้ ไทยยังมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปต่ำกว่าหลายประเทศ และมีแนวโน้มลดลงจากปี 2019 ตรงข้ามกับญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับ “คุณภาพการท่องเที่ยว” และเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    EIC แนะภาคธุรกิจไทยต้อง “ปรับกลยุทธ์เชิงรุก” ตามกลุ่มนักท่องเที่ยว เช่น
    1. รักษาตลาดหลัก ที่ไทยยังเป็นผู้นำ เช่น อินเดีย รัสเซีย และอังกฤษ ด้วยการยกระดับบริการ
    2. ขยายตลาดใหม่ อย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และแคนาดา ผ่านแบรนด์ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์
    3. ฟื้นตลาดที่ชะลอตัว อย่างจีนและเกาหลีใต้ ด้วยแคมเปญร่วมภาครัฐ-เอกชน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรพัฒนา “ข้อมูลเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ให้ทันสมัยและเปิดให้เอกชนเข้าถึง เพื่อใช้วางแผนเชิงรุก พร้อมเร่งสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรองรับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    “Tourism war ไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านนักท่องเที่ยว แต่เป็นสงครามเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่ประเทศต้องใช้ยุทธศาสตร์ ข้อมูล และภาพลักษณ์ในการขับเคลื่อนรายได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scbeic-tourism-war-thailand-upgrade-national-brand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uEiBLdfTBcOHuCqopjkyl

  • เด็กไอที สวนดุสิต คว้ารางวัลชนะเลิศ Poster ประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 22

    เด็กไอที สวนดุสิต คว้ารางวัลชนะเลิศ Poster ประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 22

    วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.30 น.

    รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง  อาจารย์ปรจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  และ ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร   มหาวิทยาลัยสวนดุสิต   เปิดเผยว่า   สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และมหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้  ได้ผนึกกำลังร่วมกับ ศูนย์รววมผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต   และศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญภายใต้การสนับสนุนจาก วช. ได้แก่ 

    – ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ 
    –  ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทย 
    – ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร   ตลอดจนองค์กรพันธมิตร ทั้งจากภาครัฐ เอกชน

    ร่วมกันจัดการประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 22 (The 22nd National Horticultural Congress 2025)  ระหว่างวันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี

    ภายในงานมีการบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิและการนำเสนอผลงานทั้งภาคบรรยายและโปสเตอร์ รวม 134 ผลงาน ครอบคลุม 6 สาขาหลักด้านพืชสวนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

    ซี่งการประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ พัฒนาอุตสาหกรรมพืชสวนของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

    และการบรรยายพิเศษ จาก Keynote speaker หลากหลายประเทศ อาทิ ไต้หวัน นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น เป็นต้น

    และยังมีการนำเสนอผลงานภาคการบรรยายและภาคโปสเตอร์ครอบคลุมสาขาหลักด้านพืชสวนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผัก และอื่น ๆ 

    ซึ่งนักศึกษาหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต   ได้แก่ นายตุลา บุตรธงชัย นางสาวปริยากร หมื่นแก้ว และนายกรวิทย์ ศรีสด ภายใต้การนำของ รองศาสตราจารย์  ดร.พรรณี สวนเพลง และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชูติวรรณ บุญอาชา ในหัวข้อ “การพัฒนาเกมรูปแบบ Platform เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของน้ำ”

    ซึ่งเกมส์ที่นำมาพัฒนาต่อยอดจากที่ประกวดชนะเลิศเหรียญทองจากประเทศมาเลเซีย เป็นการนำเสนอการเกมส์อนุรักษ์น้ำที่มีส่วนสำคัญของการเกษตรของประเทศไทย 

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง  อาจารย์ปรจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  และ ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร   มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  เลขที่ 295 ถนนราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กทม. 10300  เลขานุการโครงการ ดร.นวนันทน์ ศรีสุขใส โทร 0802282290 , 02-2445972

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/926543&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VAOvKhYHrx1DVRRh1swE1

  • ทุ่งทานตะวันและคอสมอสบานสะพรั่งที่ลพบุรี พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว

    ทุ่งทานตะวันและคอสมอสบานสะพรั่งที่ลพบุรี พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    ทุ่งทานตะวันและคอสมอสบานสะพรั่งที่ลพบุรี พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว

    วันศุกร์ ที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    จังหวัดลพบุรีเปิดเทศกาลท่องเที่ยวทุ่งดอกไม้ช่วงปลายฝนต้นหนาว โดยเฉพาะทุ่งดอกทานตะวันและคอสมอสที่กำลังบานสะพรั่งเต็มท้องทุ่งในหลายอำเภอของจังหวัด

    วันนี้ท่านธนณัฐ อาจิณกิจ นายอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี พร้อมกับผู้บริหารจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลพบุรี และหน่วยงานท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมและประชาสัมพันธ์ทุ่งทานตะวันในอำเภอพัฒนานิคม ซึ่งเริ่มบานเต็มทุ่งแล้ว โดยการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวทุ่งทานตะวันบานนี้จะต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    ทุ่งทานตะวันบานแปลงแรกในอำเภอพัฒนานิคม คือ ทุ่งบ้านกล้วยไข่ ซึ่งกำลังทยอยบานสะพรั่งเต็มท้องทุ่ง โดยตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ ก่อนถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ประมาณ 1 กิโลเมตร มีพื้นที่กว่า 100 ไร่ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงกุมภาพันธ์ปีหน้า

    ทุ่งทานตะวันแห่งนี้เป็นทุ่งใหญ่ที่มีการบริหารจัดการการปลูกเป็นแปลงหมุนเวียน เพื่อให้มีการออกดอกบานต่อเนื่องตลอดฤดูกาล พร้อมกับมีดอกคอสมอสสีเหลืองและดอกไม้ประดับชนิดอื่นๆ ให้ชม นอกจากนี้ยังมีมุมถ่ายรูปหลากหลายที่นักท่องเที่ยวสามารถเก็บภาพไปแชร์ในโซเชียลมีเดียได้ พร้อมบริการรถกอล์ฟและรถยนต์สำหรับชมทุ่งดอกไม้

    ทุ่งทานตะวันบานในช่วงปลายฝนต้นหนาวเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะทานตะวันเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้งและอากาศเย็นได้ดี โดยจะเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเที่ยวชมและถ่ายรูปเซลฟี่ท่ามกลางทุ่งทานตะวันที่เต็มไปด้วยสีเหลืองอร่าม

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติและกำลังมองหาสถานที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ทุ่งทานตะวันและคอสมอสที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นสถานที่ที่น่าสนใจ แถมยังมีสินค้าทำจากเมล็ดทานตะวันให้ซื้อเป็นของฝาก นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางไปเยี่ยมชมทะเลหมอกที่เขาพยาเดินธงได้อีกด้วย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/453487&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NaH6AS_jq42Csg9iR7GlA