Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่ม 2.5 พันล้านบุกอสังหาฯ หรูกระบี่ เปิด 2 โครงการใหม่ทั้งบ้านและคอนโดฯ ชี้ที่ดินยังถูกกว่าภูเก็ต 2 เท่า

    เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่ม 2.5 พันล้านบุกอสังหาฯ หรูกระบี่ เปิด 2 โครงการใหม่ทั้งบ้านและคอนโดฯ ชี้ที่ดินยังถูกกว่าภูเก็ต 2 เท่า

    บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN กำลังขยายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจที่อยู่อาศัยไปยังตลาดหัวเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง โดยปักหมุด ‘กระบี่’ เป็นเดสติเนชันล่าสุด ด้วยการเปิดตัว 2 โครงการหรูมูลค่ารวมกว่า 2.5 พันล้านบาท

    กรี เดชชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจที่อยู่อาศัย บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา เปิดเผยว่า กระบี่กำลังเปลี่ยนผ่านจากเมืองท่องเที่ยว (Tourism City) ไปสู่เมืองแห่งการลงทุน (Investment City) อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากมีปัจจัยบวกหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการอยู่อาศัย

    จุดเด่นที่สำคัญคือ ราคาที่ดินเฉลี่ยในทำเลศักยภาพของกระบี่ ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยอยู่ที่ประมาณ 70,000–75,000 บาทต่อตารางวา ซึ่งต่ำกว่าภูเก็ตมากกว่า 2 เท่า จึงยังมีช่องว่างในการเติบโตระยะยาว และดึงดูดดีมานด์ทั้งจากคนในพื้นที่ นักลงทุนรุ่นใหม่ และชาวต่างชาติกลุ่ม Long-Stay

    เพื่อตอบรับการเติบโตดังกล่าว เซ็นทรัลพัฒนา ได้เปิด 2 โครงการใหม่ที่อยู่ตรงข้ามกับเซ็นทรัลกระบี่ประกอบด้วย

    1.บ้านนินญา กระบี่ (Baan Ninya Krabi) โครงการบ้านเดี่ยวสไตล์ Modern Tropical มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท บนพื้นที่ 48 ไร่ จำนวน 100 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 16–25 ล้านบาท

    2.ฟีล กระบี่ (Phyll Krabi) โครงการลักชัวรีคอนโดมิเนียม Low-rise 4 ชั้น 5 อาคาร มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท บนพื้นที่ 8 ไร่ จำนวน 160 ยูนิต ราคา 3.99–10 ล้านบาท

    “กลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มลูกค้าระดับ Super Premium ซึ่งน่าสนใจว่า กว่า 80% เป็นคนไทย (ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่) และอีก 20% เป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดพรีเมียมในกระบี่ที่กำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง”

    อย่างไรก็ตามแม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศจะยังมีความผันผวน แต่ตลาดอสังหาฯ ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างกระบี่กลับมีสัญญาณบวก โดยเฉพาะในกลุ่ม Super Premium ที่มีกำลังซื้อสูงและมองหาการลงทุนระยะยาว

    โดยงผลตอบรับในช่วงพรีเซล (25-26 ต.ค.) ว่าเป็นที่น่าพอใจโดยเฉพาะโครงการ ฟีล กระบี่ ซึ่งสามารถทำยอดขายในวันแรกได้ถึง 20% หรือคิดเป็นมูลค่า 150 ล้านบาท แม้ว่าจะมีราคาขายเฉลี่ยค่อนข้างสูงที่ตารางเมตรละ 1.3–1.4 แสนบาท โดยลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มที่อยู่ในกระบี่

    ในส่วนของโครงการ บ้านนินญา กระบี่ ที่เปิดจองไปในเดือนกันยายน มียอดขายแล้ว 230 ล้านบาท โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการในภาคการส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยว สำหรับเฟสแรกที่เป็นบ้านพร้อมโอน (ประมาณ 10% ของทั้งหมด) มียอดจองแล้วกว่า 90% เหลือเพียง 1 หลังสุดท้าย ราคา 28 ล้านบาท

    สำหรับแผนการก่อสร้าง คอนโด ฟีล กระบี่ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งคาดว่า ณ เวลานั้นจะมียอดขายแตะ 50% ส่วนโครงการบ้านนินญา กระบี่ วางแผนการพัฒนาทั้งหมดภายใน 4-5 ปี

    ทั้งนี้ยังมีที่ดินว่างอีก 25 ทว่าเหมาะสำหรับสร้างเป็นพื้นที่เชิงพาณิชน์มากว่าที่จะสร้างเป็นที่อยู่อาศัย จึงยังอยู่ในระหว่างวางแผนการพัฒนาอยู่

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/central-krabi-luxury-realestate-launch/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ODF6S4Nnca77kXAktmxn8

  • ‘รอยยิ้มของแผ่นดิน’  ตามรอยเส้นทางพระราชดำริ’พระพันปีหลวง’

    ‘รอยยิ้มของแผ่นดิน’  ตามรอยเส้นทางพระราชดำริ’พระพันปีหลวง’

    สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระเจ้ายู่หัว เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเสด็จฯ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ดอยฟ้าห่มปก (ที่มา: อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกฯ) 

    ความงดงามของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวมากมายในประเทศไทย  มีหลายแห่งที่สะท้อนร่องรอยแห่งพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงอุทิศพระวรกายในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกร ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ไม่เพียงสร้างรายได้ให้ชุมชน แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

    จุดกางเต้นท์ขมวิวดอยผ้าห่มปก(ที่มา: อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกฯ)

    เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สัปดาห์นี้จึงขอแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยพระราชดำริ ในโครงการ “รอยยิ้มของแผ่นดิน” (Smile of the Land : Great Smile Grand Moment) จัดทำโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมชุมชน ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมซาบซึ้งในพระเมตตา และภาคภูมิใจในมรดกแห่งรอยยิ้มอันงดงาม ที่เปล่งประกายจากผืนป่า ภูเขา และหัวใจของผู้คนใต้ร่มพระบารมี

    หลายคนคงทราบแล้วว่า “รอยยิ้มแห่งแผ่นดิน”หมายถึงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสตอบผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ถามว่า ทำไมพระองค์ทรงไม่ค่อยยิ้ม ทรงตอบและทรงผายพระหัตถ์ไปทางสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และตรัสด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยนว่า She is my smile นั่นคือ รอยยิ้มของฉัน

    ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ (ที่มา:สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอ่างทอง)

    ” โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ถ้อยคำอันทรงคุณค่านี้สะท้อนถึงพระเมตตาและความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างทั้งสองพระองค์ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ใด จะทรงเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม พระพักตร์สดใส คลายทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ดุจดั่งรอยยิ้มของแผ่นดิน ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุข ความเมตตา และพระปรีชาญาณ โดยทรงริเริ่มโครงการศูนย์ศิลปาชีพ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ และโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ ที่ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพ ส่งเสริมอาชีพเสริมหรืองานฝีมือในครัวเรือน ให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงและเป็นรายได้หลักของครอบครัวอย่างยั่งยืน”นายนิธิ สีแพร รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกล่าว

    โครงการ’รอยยิ้มของแผ่นดิน’  ตามรอยเส้นทางพระราชดำริพระพันปีหลวง ได้คัดสรร เส้นทางท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เส้นทางผ้าไทย  และ เส้นทางศิลปาชีพ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย (ที่มา:ประชาสัมพันธ์ วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น)

    เบื้องต้น เส้นทางตามรอยพระราชดำริที่ทุกคนสามารถเยือนได้มีทั้งหมด 7 แห่ง โดยเริ่มจาก เส้นทางผ้าไหมและงานหัตถกรรม ที่ไม่ควรพลาดคือการไปเยือน ถิ่นราชินีแห่งไหม ณ กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน ที่วัดป่ารังสีปาลิวัน ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ หนึ่งในเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2520

    พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ชาวบ้านโพนฟื้นฟูและพัฒนาการทอผ้าแพรวา จนกลายเป็นผ้าไหมที่ได้รับการขนานนามว่า ราชินีแห่งไหม ผืนผ้าแห่งแผ่นดินที่มีลวดลายไม่ซ้ำกัน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะผืนจากฝีมือของชาวผู้ไทยบ้านโพน  ปัจจุบัน กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนยังคงสืบสานภูมิปัญญานี้ไว้อย่างงดงาม โดยมี คุณแม่คำสอน สระทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์–ทอผ้า) ปี 2559 เป็นผู้นำในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ ทำให้ผ้าแพรวา เป็นมรดกแห่งศิลปหัตถกรรมไทย สามารถเข้าเยี่ยมชมทุกวัน เวลา 08.30-17.00 น.

    กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนีพันปีหลวง (ที่มา:สหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวา บ้านโพน กาฬสินธุ์ จำกัด)

    พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย จ.ขอนแก่น ตั้งอยู่ภายในวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ (12 สิงหาคม 2535) เป็นศูนย์สืบสานพระราชปณิธานด้านงานศิลปาชีพ ผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ไหมของภาคอีสาน ตลอดจนอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีพื้นถิ่นภายในจัดแสดงกระบวนการผลิตผ้าไหมตั้งแต่มัดย้อมจนถึงการทอ พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือและผ้าไหมมัดหมี่โบราณลวดลายงดงาม รวมถึงผ้าไหมมัดหมี่ที่ขึ้นชื่อว่า แพงที่สุดในโลก

    ชาวบ้านยังคงสืบสานกระบวนการทอไหมแพรวา (ที่มา:สหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวา บ้านโพน กาฬสินธุ์ จำกัด)

     พิพิธภัณฑ์ยังมีนิทรรศการถาวรส่วนจัดแสดงใหม่ ถ่ายทอดเรื่องราวและคุณค่าของผ้าไหมมัดหมี่ใน 4 ห้องหลัก ได้แก่ ห้องบรมกษัตริยาราชภูษิตราพระพันวษาราชนิยม ห้องราชพัตราภรณ์ชลบทนิกรบวรหัตถศิลป์ ห้องสมณภูษาพุทธศาสนาโลกนาถ และห้องโถงประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่นและเมืองชนบท (โฮงมั่งมูลมรดกเมืองชลบทวิบูลย์) เปิดให้บริการจันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-16.30 น. หยุดวันหยุดนักขัตฤกษ์

    สวนพฤกษาศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

    พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชะนีนาถ กรุงเทพฯ โดยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชดำริให้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับผ้าไทย และประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายของคนไทย พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จึงเป็นสถานที่รวบรวมจัดเก็บรักษาผ้าไทย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนจัดแสดงงานหัตถศิลป์จากผ้าอันทรงคุณค่าของราชสำนักและผ้าพื้นเมืองต่างๆ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์การทอผ้าของไทย ให้คงอยู่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติสืบไป

    พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชะนีนาถ

    ปัจจุบันมีการจัดนิทรรศการ 4 ห้อง ประกอบด้วย ห้องที่1  ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม จัดแสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ, ห้องที่ 2 นิทรรศการสิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ , ห้องที่ 3 นิทรรศการราชภูษิตาภรณ์สยาม และห้องที่ 4 นิทรรศการมองสยามตามสมัย เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.30 น. (ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น.) วันเสาร์ ปิดให้บริการ 16.00 น.

    ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ จ.อ่างทอง ที่นี่เป็นโครงการตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ เป็นโครงการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อเป็นอาชีพเสริมให้กับราษฎรให้มีรายได้ ปัจจุบันได้มีการรวมกลุ่มในรูปแบบของสหกรณ์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ศูนย์ปั้นตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ มีการจัดจำหน่าย และยังเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่ส่งออกไปขายต่างประเทศ เปิดทุกวัน เวลา 09.30-15.00 น.

    ทุ่งดอกไม้ป่า อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

    มาต่อกันที่เส้นทางธรรมชาติ อย่าง ทุ่งดอกไม้ป่า อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี  ในบริเวณน้ำตกสร้อยสวรรค์ เป็นจุดท่องเที่ยวที่สร้างความประทับใจในธรรมชาติของพันธ์ดอกไม้ป่าพันธุ์ต่าง และเป็นดอกไม้ป่าที่สมเด็จฯพระนาเจ้าพระบรมราชินีนาถพระราชทานนาม ดอกไม้ป่าไว้ 5 ชนิด ได้แก่ ดุสิตา สร้อยสุสวรรณา ทิพเกสร มณีเทวา สรัสจันทร พันธุ์ดอกไม้ป่านี้จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ดอกไม้ป่าจะบานเต็มที่ ช่วงปลายเดือน พฤศจิกายน ถึงปลายเดือน ธันวาคม ของทุกปี เปิดให้เข้าชม 08.00-16.30 น. ทุกวัน

    สวนพฤกษาศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จ.เชียงใหม่  สำหรับสวนพฤกษศาสตร์ ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่มีความสมบูรณ์และได้มาตรฐานระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และศึกษาวิจัยพันธุ์ไม้ โดยเฉพาะพืชประจำถิ่นและพันธุ์ไม้ใกล้สูญพันธุ์ พร้อมเพาะเลี้ยงและดูแลเพื่อเป็นฐานทรัพยากรทางพฤกษศาสตร์สำหรับอนาคต

    สวนฯ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ โซนป่าธรรมชาติ และ โซนจัดแสดง ซึ่งมีสวนรุกขชาติแบ่งตามกลุ่มพันธุ์ไม้กว่า 17 วงศ์ รวมถึงเรือนกระจก 12 หลัง จำลองสภาพแวดล้อมของพืชจากหลายภูมิภาค เช่น โรงเรือนป่าดิบชื้นจากภาคใต้ กลุ่มพืชขิงข่า ปาล์ม เฟิร์น และกลุ่มกระบองเพชรหรือพืชทนแล้ง และยังมี พรรณไม้พระราชทานนาม พรรณไม้ในพระนาม และพรรณไม้ทรงโปรด นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดงานวิจัยจากพันธุ์ไม้ภายในสวน เช่น พืชมหาหงส์ ที่พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรบำรุงผิวและสเปรย์แอลกอฮอล์ สะท้อนแนวคิดการอนุรักษ์ที่เชื่อมโยงกับนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สวนเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.30–17.00 น.

    บัวควีนสิริกิติ์ ชมได้ที่สวนพฤกษาศาสตร์ฯ 

    โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยฟ้าห่มปก จ.เชียงใหม่  โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ฯ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเขา 4 เผ่า ได้แก่ มูเซอ กระเหรี่ยง อาข่า และลีซอ ที่อาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่อย่างสมดุลกับธรรมชาติ นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า ชมแปลงเกษตรไม้ผล ไม้ดอก พืชผักเมืองหนาว และนาข้าวขั้นบันได พร้อมเลือกซื้อของที่ระลึกจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น เครื่องเงิน เครื่องจักสาน ผ้าทอ และงานแกะสลักไม้ อีกทั้งยังมีกิจกรรมพักแรมกางเต็นท์บนลานชมวิวสูงกว่า 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล หรือจะพักแบบโฮมสเตย์ในบ้านชาวเขาก็ได้เช่นกัน

    แหล่งท่องเที่ยวทุกแห่ง สะท้อนให้เห็นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และการพัฒนาชีวิตด้วยความยั่งยืน ใครที่อยากสัมผัสเส้นทางเที่ยวตามรอยพระราชดำริ จะไม่เพียงแค่ได้พบกับความสวยงาม แต่ยังได้เก็บเกี่ยวความประทับใจของพระเมตตาในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกด้วย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/892318/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qtMrjKTtGhx5hHZS1agav

  • นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย “ดื่มนอกเวลาขาย” ปรับ 1 หมื่น ชาวต่างชาติ ลั่น! ไม่เที่ยวไทย

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย “ดื่มนอกเวลาขาย” ปรับ 1 หมื่น ชาวต่างชาติ ลั่น! ไม่เที่ยวไทย

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย “ดื่มนอกเวลาขาย” ปรับ 1 หมื่น ชาวต่างชาติ ลั่น! ไม่เที่ยวไทย

    หลังจากที่ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ได้ถูกประกาศออกมาอย่างชัดเจน ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมและความกังวลครั้งใหญ่ให้กับภาคประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกที่สุดคือ การขยายขอบเขตความรับผิดชอบไปยังผู้บริโภคโดยตรง โดยมีการตีความและประกาศเตือนจากหน่วยงานรัฐว่า ผู้ที่ “นั่งแช่” หรือ “ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ภายในร้านอาหารนอกเหนือจากเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้ (คือ 11.00 – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.) อาจมีความผิดและต้องชำระ ค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    ความเข้มงวดของกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะการปรับผู้บริโภคที่กำลังดื่มนอกเวลาขาย ได้กลายเป็นประเด็นที่ สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานเตือน ไปยังนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมายังประเทศไทยทันที ซึ่งส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาเชิงลบอย่างรุนแรงบนโลกออนไลน์

    • ผู้ประกอบการร้อง: ธุรกิจสถานบันเทิงและร้านอาหารในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ต่างแสดงความกังวลว่ากฎหมายนี้จะสร้างอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ลูกค้าซื้อเครื่องดื่มก่อนเวลาห้ามขาย (เช่น ก่อน 14.00 น.) แต่นั่งดื่มต่อเพียงไม่กี่นาที ก็อาจถูกปรับได้
    • เสียงวิจารณ์จากต่างชาติ: นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากได้แสดงความคิดเห็นในบทความข่าวและบนโซเชียลมีเดียในเชิงตำหนิความไม่สมเหตุสมผลของกฎหมาย โดยหลายคนระบุชัดเจนว่า จะไม่เลือกเดินทางมาประเทศไทย แต่จะหันไปประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีกฎระเบียบที่ยืดหยุ่นกว่าแทน

    “กฎหมายนี้ทำให้คนสับสนและไม่เข้าใจในวัตถุประสงค์ ยิ่งทำให้การท่องเที่ยวของไทยลำบากมากขึ้น” เสียงสะท้อนจากความกังวลของภาคธุรกิจร้านอาหาร แม้ว่ากฎหมายใหม่นี้จะมีข้อยกเว้นสำหรับสถานบริการที่ได้รับอนุญาต โรงแรมที่มีใบอนุญาต และท่าอากาศยานนานาชาติ แต่การขยายความรับผิดไปยังตัวผู้ดื่มโดยตรงสำหรับร้านอาหารทั่วไป ได้สร้างความไม่มั่นใจในหมู่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง และถูกมองว่า เป็นการตีกรอบการใช้ชีวิตในวันหยุดที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งการฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทยในช่วงไฮซีซันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ให้กระทรวงมหาดไทย ไปหารือกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อการยกเลิกการกำหนดพื้นที่ หรือโซนนิ่งสถานบริการในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถจำหน่ายและเปิดให้บริการได้ถึงเวลา 04.00 น. รวมทั้งปลดล็อคช่วงเวลาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากเดิมที่กำหนดให้จำหน่ายได้เฉพาะในเวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น.ด้วย

    “ได้มีการเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมครม. โดยนายกฯ ได้รับทราบและมอบหมายให้ปลัดมหาดไทย ในฐานะที่ดูกฎหมายเก่าที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดโซนนิ่ง ซึ่งไม่ได้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันออกไป โดยคาดว่ารัฐบาลจะผลักดันออกมาให้ได้ภายในเดือนมกราคม 2569”

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    ทั้งนี้ที่ผ่านมาจากการออกประกาศกฎกระทรวงกำหนดวันเวลาเปิดปิดของสถานบริการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 ซึ่งขยายเวลาให้สถานบริการใน 5 จังหวัด/พื้นที่ ทั้งกรุงเทพมหานคร จังหวัดภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี  รวมถึงสถานบริการที่ตั้งที่อยู่ในสถานที่ตั้งโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมทั่วประเทศ ให้เปิดบริการได้ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้นได้พบว่ามีปัญหาในด้านการขึ้นทะเบียนของร้านค้าจำนวนมาก

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    “ในเร็ว ๆ นี้ กระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้รับไปดำเนินการจดทะเบียนผู้ประกอบการใหม่ เพื่อให้ร้านขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สามารถขายได้ถึงตี 4 รวมทั้งยังปลดล็อคการกำหนดระยะเวลาห้ามขายด้วย คาดว่าจะทำให้รัฐสามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้เพิ่มขึ้นหลายแสนล้านบาท” 

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    นายกหนูว่ายังไง! เริ่มกฎหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/609595&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw398r77I6uKWG4REEzNWyvG

  • คุยกับ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ ทำไมต่างชาติมองไทยแค่ อาหารดี ท่องเที่ยวเด่น ?

    คุยกับ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ ทำไมต่างชาติมองไทยแค่ อาหารดี ท่องเที่ยวเด่น ?

    ต่างประเทศ

    คุยกับ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ ทำไมต่างชาติมองไทยแค่ อาหารดี ท่องเที่ยวเด่น ?

    คุยกับ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ ทำไมต่างชาติมองไทยแค่ อาหารดี ท่องเที่ยวเด่น ?

    สถานะของประเทศไทยในเวทีโลกลดลงอย่างชัดเจน โดยถูกมองว่าเป็นเพียงประเทศท่องเที่ยวที่มีอาหารอร่อยและคนดี สาเหตุหลักมาจากปัญหาการเมืองที่ไม่มั่นคง เศรษฐกิจเติบโตช้า และการทูตที่ขาดความเชิงรุก

    • สถานะของประเทศไทยในเวทีโลกลดลงอย่างชัดเจน โดยถูกมองว่าเป็นเพียงประเทศท่องเที่ยวที่มีอาหารอร่อยและคนดี
    • สาเหตุหลักมาจากปัญหาการเมืองที่ไม่มั่นคง เศรษฐกิจเติบโตช้า และการทูตเชิงรับ
    • กระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำแผนฟื้นฟูระยะสั้น 4 เดือน เพื่อทวงคืนบทบาทของไทยกลับคืนมา
    • แผนดังกล่าวเน้นการสร้างเอกภาพภายในประเทศ การทูตเชิงรุกด้านเศรษฐกิจ และการสร้างสมดุลในเวทีโลก

    จากประเทศที่เคยเป็นศูนย์กลางภูมิภาค สู่ภาพลักษณ์ “แค่มีอาหารอร่อย คนดี และท่องเที่ยวสวย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเปิดใจถึงวิกฤตการทูตไทย และเส้นทางกลับสู่เวทีโลก

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ “เนชั่นอินไซต์” โดยเขาเริ่มอธิบายว่า “สถานะของไทยในเวทีโลกลดลงอย่างชัดเจน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมอธิบายเสริมว่า “ตอนนี้เราถูกมองแค่ว่าเป็นประเทศที่มีคนดี อาหารอร่อย และการท่องเที่ยวดี ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น”

    คุยกับ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ ทำไมต่างชาติมองไทยแค่ อาหารดี ท่องเที่ยวเด่น ?

    ด้วยประสบการณ์ในฐานะอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส รมว.สีหศักดิ์เล่าว่า เมื่อชาวยุโรปพูดถึงภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พวกเขามักนึกถึงอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม “แต่แทบไม่มีใครพูดถึงไทยเลย” คุยกับ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ ทำไมต่างชาติมองไทยแค่ อาหารดี ท่องเที่ยวเด่น ?

    เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วข้ามคืน รมว.ย้อนไปดูประวัติศาสตร์ว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยกับเกาหลีใต้มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน แต่วันนี้เกาหลีใต้พัฒนาไปไกลจนเป็นผู้นำในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพลังทางวัฒนธรรม

    “ไม่ต้องไปไกลถึงเกาหลี แค่มองประเทศเพื่อนบ้าน อินโดนีเซียอยู่ใน G20 ส่วนสิงคโปร์แม้เล็ก แต่อิทธิพลใหญ่โต หรือมาเลเซียเป็นผู้นำโลกมุสลิม ส่วนเวียดนามดำเนินนโยบายการค้าเสรีและทำข้อตกลงทางการค้ากับหลายประเทศ ขณะที่ไทย เราถูกมองว่าขาดความคล่องตัว และไม่กล้าตัดสินใจ”

    คุยกับ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ ทำไมต่างชาติมองไทยแค่ อาหารดี ท่องเที่ยวเด่น ?

    รมว.สีหศักดิ์วิเคราะห์ว่า มีสามปัจจัยหลักที่ทำให้ไทยสูญเสียบทบาทในเวทีโลก ปัจจัยแรกคือการเมืองไม่มั่นคง การรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ประเทศตะวันตกลดระดับความสัมพันธ์กับเรา ความไว้วางใจหายไป แล้วบทบาทก็หายตามไปด้วย ปัจจัยที่สองคือเศรษฐกิจเติบโตช้า เราเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และที่สำคัญ เราไม่มีจุดเด่นที่ชัดเจนให้โลกจดจำ ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือการทูตขาดความเชิงรุก เรามักอยู่ในฐานะตั้งรับมากเกินไป ไม่ออกไปหาโอกาสหรือสร้างพันธมิตรใหม่ๆ

    แผนฟื้นฟู 4 เดือน: หกมาตรการเปลี่ยนเกม

    เพื่อฟื้นบทบาทของไทย กระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำแผนระยะสั้น 4 เดือน โดยกำหนดหกมาตรการหลัก มาตรการแรกคือ “At Home First” หรือการสร้างเอกภาพภายใน

    “การต่างประเทศต้องเริ่มจากความเข้มแข็งภายในประเทศ” รมว.อธิบาย พร้อมกล่าวเสริมว่า “ถ้ารัฐบาลไม่มั่นคงหรือขาดเอกภาพ เราก็ไม่มีทางต่อรองในเวทีระหว่างประเทศได้”

    มาตรการที่สองคือการทูตเชิงรุก ไทยต้องหยุดนั่งรอ ต้องมองหาโอกาสและใช้ความสามารถในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุก โดยเฉพาะในช่วงที่มหาอำนาจแข่งขันกัน นี่คือโอกาสเพิ่มอำนาจต่อรองของเรา

    ส่วนมาตรการที่สามคือการทูตเศรษฐกิจ ซึ่งรมว.เน้นว่าเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด

    “เราจะจัดทำยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจภายในสัปดาห์หน้า” เขาบอก

    ภารกิจคือปรับบทบาทกระทรวงจากหน่วยงานที่ทำแต่งานพิธีการ มาเป็นหน่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงจัง เปิดโอกาสทางธุรกิจ พัฒนาเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเปิดเวทีให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม

    คุยกับ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ ทำไมต่างชาติมองไทยแค่ อาหารดี ท่องเที่ยวเด่น ?

    มาตรการที่สี่คือการแสดงบทบาทในประเด็นภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งกระทบโดยตรงต่อไทยทั้งเรื่องผู้ลี้ภัยและการค้าชายแดน

    “ไทยจะมีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันให้ทุกฝ่ายมานั่งคุยกัน” 

    มาตรการที่ห้าคือการรักษาสมดุลอย่างมีศักดิ์ศรี ไทยต้องรักษาดุลระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยไทยจะไม่เอนเอียงฝ่ายใด แต่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศในภูมิภาคให้มั่นคง 

    ส่วนมาตรการสุดท้ายคือการสื่อสารอย่างโปร่งใส กล่าวคือประชาชนต้องเข้าใจบทบาทและประโยชน์ของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ “เราต้องทำให้การทูตเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีส่วนร่วมของสังคมไทยมากขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1206635&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s2YAGD5yggFzT3d-vsfDB

  • ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ เปิด 6 มาตรการฟื้นบทบาทไทยบนเวทีโลก

    ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ เปิด 6 มาตรการฟื้นบทบาทไทยบนเวทีโลก

    “จากประเทศที่เคยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค สู่ภาพจำที่ต่างชาติมองว่า “ไทยคือประเทศที่มีคนดี อาหารอร่อย และแหล่งท่องเที่ยวสวย”

    นั่นคือคำวิเคราะห์ตรงไปตรงมาจาก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เปิดใจในรายการ “เนชั่นอินไซต์” ถึงภาวะ “ถอยหลังทางการทูต” และแนวทางฟื้นสถานะประเทศไทยให้กลับมามีบทบาทในเวทีโลกอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม สถานะของไทยในเวทีโลกลดลงอย่างชัดเจน ตอนนี้เราถูกมองแค่ว่ามีคนดี อาหารดี และท่องเที่ยวเด่น  ไม่มีอะไรมากกว่านั้น 

    รมว.ต่างประเทศอธิบายด้วยประสบการณ์จากการทำงานในฐานะอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ว่าในสายตาชาวยุโรป เมื่อเอ่ยถึงภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ประเทศที่มักถูกพูดถึงคือ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม แต่ “แทบไม่มีใครพูดถึงไทยเลย”

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    จากยุคทองสู่จุดตกต่ำ

    หากย้อนประวัติศาสตร์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยกับเกาหลีใต้เคยมีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน แต่ปัจจุบันเกาหลีใต้ก้าวสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรม ส่วนไทยกลับไม่สามารถต่อยอดศักยภาพได้

    ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  อินโดนีเซียเข้ากลุ่ม G20, สิงคโปร์แม้เป็นประเทศเล็กแต่อิทธิพลใหญ่โต, มาเลเซียมีบทบาทนำในโลกมุสลิม, และเวียดนามเร่งขยายข้อตกลงการค้าเสรีทั่วโลก ไทยกลับถูกมองว่า “ขาดความคล่องตัวและไม่กล้าตัดสินใจ”

    รมว.สีหศักดิ์ชี้ว่า ปัญหาหลักมีสามประการ

    • การเมืองไม่มั่นคง — การรัฐประหารซ้ำซากทำให้ประเทศตะวันตกไม่ไว้วางใจ และลดระดับความสัมพันธ์
    • เศรษฐกิจโตช้า — ไทยเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และไม่มีจุดขายที่โดดเด่น
    • การทูตเชิงรับ — ประเทศไทยมักอยู่ในฐานะ “ตั้งรับ” มากกว่ารุก สะท้อนจากการไม่สร้างพันธมิตรใหม่หรือไม่ฉวยโอกาสจากการแข่งขันของมหาอำนาจ

    'สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว' เปิด 6 มาตรการฟื้นบทบาทไทยบนเวทีโลก

    แผนฟื้นฟู 4 เดือน: 6 มาตรการเปลี่ยนเกม

    ทั้งนี้ เพื่อฟื้นบทบาทของไทย กระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำแผนระยะสั้น 4 เดือน โดยโดยมี 6 มาตรการสำคัญ

    1. At Home First – สร้างเอกภาพในประเทศ เพราะ “ถ้ารัฐบาลไม่มั่นคง เราไม่มีทางต่อรองในเวทีโลกได้”
    2. การทูตเชิงรุก (Proactive Diplomacy) – ไทยต้องหยุดรอ ต้องออกไปสร้างโอกาส และใช้จังหวะการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
    3. การทูตเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) – ยกระดับบทบาทกระทรวงให้เป็น “หน่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ไม่ใช่แค่ทำงานพิธีการ โดยจัดทำยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจใหม่ภายในสัปดาห์หน้า พัฒนาเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจเทคโนโลยี AI เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเปิดเวทีให้เอกชนร่วมขับเคลื่อน
    4. แสดงบทบาทในภูมิภาค – ไทยต้องเป็นแกนกลางผลักดันการพูดคุยในประเด็นร้อน เช่น เมียนมา–กัมพูชา เพื่อรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและการค้าชายแดน
    5. รักษาสมดุลมหาอำนาจ – ไทยต้องยืนอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่เอนเอียงข้างใดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่ยึด “ผลประโยชน์ของชาติ” เป็นหลัก
    6. สื่อสารกับสังคมอย่างโปร่งใส – ทำให้ประชาชนเข้าใจและมีส่วนร่วมในนโยบายต่างประเทศ เพราะ “การทูตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป”

    ทิศทางใหม่ของ “การทูตไทย”

    แนวทางทั้งหมดสะท้อนความพยายามของรัฐบาลชุดนี้ในการ “คืนศักดิ์ศรีทางการทูต” และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ไทยในสายตานานาชาติ — จากประเทศที่ถูกจดจำเพียงเรื่องการท่องเที่ยวและอาหารอร่อย สู่ประเทศที่มีบทบาทเชิงรุกในเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความร่วมมือระดับภูมิภาค

    “เราต้องทำให้โลกเห็นว่า ไทยไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว แต่คือประเทศที่คิดเป็น ทำเป็น และพร้อมเดินหน้าสู่อนาคต”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/643495&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28g9xYgd2W_DDdpp-KTV4j

  • PDPC -CIB ผนึกกำลัง ตัดวงจรสแกมเมอร์ จับ 6 ผู้ต้องหาขายข้อมูลประชาชน รวมกว่า 9 ล้านรายชื่อ

    PDPC -CIB ผนึกกำลัง ตัดวงจรสแกมเมอร์ จับ 6 ผู้ต้องหาขายข้อมูลประชาชน รวมกว่า 9 ล้านรายชื่อ

    ไอที

    PDPC -CIB ผนึกกำลัง ตัดวงจรสแกมเมอร์ จับ 6 ผู้ต้องหาขายข้อมูลประชาชน รวมกว่า 9 ล้านรายชื่อ

    วันเสาร์ ที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    PDPC -CIB ผนึกกำลัง ตัดวงจรสแกมเมอร์ จับ 6 ผู้ต้องหาขายข้อมูลประชาชน รวมกว่า 9 ล้านรายชื่อ

    สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)หรือ PDPC นำโดย พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แถลงผลปฏิบัติการร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จับกุมขบวนการซื้อขายข้อมูลประชาชน ที่ถูกนำไปใช้สนับสนุนแก๊งคอลเซ็นเตอร์และ สแกมเมอร์

    จากการเฝ้าระวังเชิงรุกของ PDPC Eagle Eye ได้ตรวจพบพฤติกรรม ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อนำไปใช้ หรือให้บุคคลอื่นนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็น ต้นตอสำคัญ ที่เอื้อต่อการหลอกลวงประชาชน จึงได้ผนึกกำลังตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนิน ปฏิบัติการ “Cut Down Scam – สยบเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล”  เพื่อสืบสวน ขยายผล และจับกุมขบวนการดังกล่าว

    โดยระบบ PDPC Eagle Eye ได้พบความผิดปกติในการซื้อขายข้อมูล จนนำไปสู่ปฏิบัติการบุกจับผู้ต้องหา 6 ราย พร้อมรายชื่อข้อมูลประชาชนกว่า 9 ล้านรายชื่อ โดยมีประชาชนถูกหลอกแล้วกว่า 4,000 คน ความเสียหายกว่า 290 ล้านบาท

    พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวย้ำว่า สคส. พร้อมเดินหน้าเอาจริงในการ “ตัดวงจรสแกมเมอร์” ทั้งต้นทางและปลายทาง การซื้อขายข้อมูลไปใช้กระทำผิดถือเป็นความผิดตามพ.ร.ก.ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีโทษสูงสุดจำคุก 5 ปี พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่องเพื่อคุ้มครองข้อมูลประชาชนอย่างเต็มที่

    พ.ต.อ.สุรพงศ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ” จากกรณีการถูกหลอกลวงที่ผ่านมาพบว่า ข้อมูลส่วนบุคคลชุดสุดท้ายที่ถูกนำไปใช้ให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ส่วนมากหลุดมาจากเจ้าของข้อมูลนั้นเอง ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนทุกคนได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่หลงเชื่อ ไม่หลงโหลด ไม่หลงโอน หรือหลงทำธุรกรรมใดๆที่มีเหตุต้องสงสัย  และระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ควรเปิดเผยให้กับคนที่ไม่รู้จักหรือไม่เห็นหน้า ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลเกินจำเป็น และไม่ควรเปิดเผยข้อมูลที่อาจจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย”

    ทั้งนี้หากประชาชน มีข้อกังวลสงสัย หรือประสบความเดือดร้อนจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล สามารถแจ้งเหตุหรือร้องเรียนมายังสำนักงานฯ ได้ ทั้งนี้ PDPC มีการดำเนินการทั้งเชิงรุกและเชิงรับ และพร้อมให้บริการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน อย่างเต็มศักยภาพตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

    #PDPC

    #PDPA

    #สคส

    #ข้อมูลส่วนบุคคล

    #ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์

    #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453504&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xdTjwyjrsze1GY0Oya8AE

  • รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอปรับยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

    รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอปรับยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

    รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอปรับยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

    รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอประเทศไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาการส่งออก เพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน เชื่อมโลกเพื่อร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน นำเสนอในเวที The Standard Economic Forum 2025 ให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกและเพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน สร้างประเทศไทยให้เป็น “เสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง” โดยระบุว่า ประเทศไทยมีการส่งออกต่อจีดีพีสูงกว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจภายใน โดยนายวีระยุทธ เริ่มต้นด้วยการเล่าว่าประเทศไทยใช้ยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก หรือ Export-led growth model เหมือนกับ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก” อย่างเกาหลีใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และจีน แต่ผ่านไปหลายทศวรรษ กลับพบว่าเราพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ของจีดีพีเท่านั้น

    นายวีระยุทธ กล่าวว่า ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก

    สร้างสังคมสูงวัยที่มีความสุข

    ทั้งนี้ เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำได้ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ (1) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (2) การลงทุนภาครัฐจะต้องตรงจุดและส่งผลต่อเนื่องให้เอกชนพร้อมลงทุนต่อ และ (3) สนับสนุนการบริโภคในประเทศที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต ใช้กลไกรัฐและกลไกตลาดสร้าง Hi-tech ecosystem และสังคมสูงวัยที่มีความสุข

    นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 2 ด้าน ด้านแรก คือ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อมโยงการผลิตจากความสามารถเดิมที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างชิ้นส่วนยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการผลักดันให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์หรือเซ็นเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย

    ยกระดับ SME ตอบโจทย์สังคมสูงวัย

    ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านภาษีและการผลิตไม่จำเป็นต้องให้กับบริษัทต่างชาติหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกด้านที่ควรทำไปพร้อมกันคือ ผลักดันให้ SME ไทยสามารถยกระดับเพื่อตอบโจทย์ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย

    ร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

    นอกจากนี้ การเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในไทยไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดจากโลก ตรงกันข้าม นายวีระยุทธเสนอให้ไทยเดินหน้าจับมือกับ “เสือเอเชียตะวันออก” เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน

    เช่น ญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

    ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย

    เปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิม

    นายวีระยุทธ กล่าวว่า การปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมด้วย เช่น (ก) เปลี่ยนจากการดีใจกับตัวเลขส่งออก มาสู่ความสนใจจุดแข็ง-จุดอ่อนของเศรษฐกิจภายใน (ข) เปลี่ยนจากการมุ่งแต่ดึงเงินใหม่ก้อนใหญ่จากต่างประเทศ มาสู่การสร้างเศรษฐกิจไทยที่คนในอยากลงทุน และ (ค) เปลี่ยนจากกรอบคิด Made in Thailand ที่อยากดึงซัพพลายเชนการผลิตให้มาตั้งที่ไทยทั้งห่วงโซ่ มาเป็น Made with Thailand ที่เน้นการหาจุดโฟกัสที่เราเก่งในแต่ละห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำให้เป็นจุดที่โลกขาดไทยไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2894149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AUFvHv6bbjMhNBjiLr4bp

  • ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส รอบเก็บตก ยังจะมีอยู่ไหม ล่าสุด คลังตอบแล้ว

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส รอบเก็บตก ยังจะมีอยู่ไหม ล่าสุด คลังตอบแล้ว

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส รอบเก็บตก ยังจะมีอยู่ไหม ล่าสุด ปลัดคลังตอบชัดเจนแล้ว

    จากกรณีที่หลายคนเฝ้าติดตามว่า คนที่ไม่ได้ใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พ.ย. 68 เวลา 23.00 น. ผ่านแอปฯ เป๋าตัง จะถูกตัดสิทธิ แล้วจะนำมาเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส รอบเก็บตก หรือไม่นั้น

    ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คนที่ได้รับสิทธิจากคนละครึ่งพลัสเฟส 1 แต่ยังไม่ได้ใช้จ่ายสิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พ.ย. 68 ตามกรอบเวลาที่กำหนด จะถูกตัดสิทธิทันที และจะไม่มีการเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ในรอบเก็บตกแต่อย่างใด แต่จะนำยอดดังกล่าวไปเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสิทธิ จำนวนเงิน และงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการ ซึ่งในเบื้องต้นประเมินว่า กระทรวงการคลัง เตรียมที่จะสำเสนอโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เข้าที่ประชุม ครม. ในเดือน ธ.ค. 68 เพื่อให้เริ่มใช้สิทธิได้ในเดือน ม.ค. 69 เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944924/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24ETxwcVU8MJlzbkVL0a8N

  • น้ำมัน WTI ปิดบวก 0.54% ตลาดคึกคักหวังฮังการีอาจได้ใช้น้ำมันรัสเซีย

    น้ำมัน WTI ปิดบวก 0.54% ตลาดคึกคักหวังฮังการีอาจได้ใช้น้ำมันรัสเซีย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-5nkwSw6EBDGr8dZ2Dj5a

  • กิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียงมอบทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดีแต่ขาดแคลน

    กิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียงมอบทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดีแต่ขาดแคลน

    กิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง มอบทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดีแต่ขาดแคลน สร้างพลังใจ–ต่อยอด อนาคตเยาวชนแม่ฮ่องสอนต่อไป

    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี นางพิทยา พานทอง นายกกิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วมและร่วมมอบทุนการศึกษาในบรรยากาศที่อบอุ่น ณ โรงเรียนแม่สะเรียงบริพัตรศึกษา ตำบลบ้านกาศ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    โดยโครงการมอบทุนของกิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียงดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 คณะกรรมการมีมตินำรายได้จากการจำหน่าย สลากกาชาดการกุศล มาสนับสนุนเด็กนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อบรรเทาภาระของครอบครัว และเสริมแรงใจให้นักเรียนที่มุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนได้เดินหน้าต่ออย่างมั่นคง สำหรับปีงบประมาณ 2569 ได้พิจารณาจากรายชื่อนักเรียนที่โรงเรียนเสนอ รวม 50 คน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 โดยมีคุณสมบัติ เกรดเฉลี่ยตั้งแต่ 3.25 ขึ้นไป ความประพฤติดี และมีฐานะยากจน แบ่งเป็นทุนจากกิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง 30 ทุน และทุนสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายภาคเอกชน 20 ทุน รวมทั้งสิ้น 50 ทุน ๆ ละ 1,500 บาท เป็นเงินรวม 75,000 บาท

    ในโอกาสนี้ นายวรศักดิ์ พานทอง ได้กล่าวให้กำลังใจนักเรียนว่า“นักเรียนของโรงเรียนแม่สะเรียงบริพัตรศึกษามาจากหลากหลายพื้นที่และพื้นฐานชีวิตต่างกัน แม้จะเผชิญข้อจำกัด แต่เมื่อเรามีเป้าหมายร่วมกันคือ ‘การศึกษา’ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเกื้อกูลและให้กำลังใจกันและกัน เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคและทำหน้าที่ของความเป็นนักเรียนให้ดีที่สุด ทุนวันนี้อาจไม่ครอบคลุมน้องๆทุกคน แต่เป็น ‘ก้าวแรกที่สำคัญ’ ที่ทุกภาคส่วนตั้งใจมอบด้วยหัวใจเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลานเรา”

    พร้อมกันนี้ นายอำเภอแม่สะเรียงได้ขอบคุณคณะกรรมการและสมาชิกกิ่งกาชาด หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ที่ร่วมแรงร่วมใจเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้เติบโตเป็น “คนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ” ของชุมชนและประเทศชาติ ตอกย้ำพลังความร่วมมือว่า “เมื่อสังคมช่วยกัน คนเล็กรุ่นใหม่ก็จะยืนได้อย่างภาคภูมิในวันข้างหน้า”

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3816139/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08duEC1Gw68_oWhO4Uv7FP