Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กระทรวงแรงงานเผยตลาดแรงงานไตรมาส 2 ปี 2568 ยังแกร่ง มีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง อัตราว่างงานต่ำเพียง 0.9%

    กระทรวงแรงงานเผยตลาดแรงงานไตรมาส 2 ปี 2568 ยังแกร่ง มีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง อัตราว่างงานต่ำเพียง 0.9%

    กระทรวงแรงงาน เผยภาพรวมเศรษฐกิจแรงงานไตรมาส 2/2568 ตลาดแรงงานไทยยังทรงตัวและมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง ชี้อัตราการมีงานทำยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราการว่างงานต่ำเพียงร้อยละ 0.9 ด้านการจ้างงานในระบบประกันสังคมยังขยายตัว

    พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจแรงงานไตรมาส 2/2568 ซึ่งจัดทำโดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน พบว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีความมั่นคง โดยสะท้อนจากอัตราการมีงานทำที่อยู่ในระดับสูง และอัตราการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของการจ้างงาน

    สำหรับข้อมูลด้านกำลังแรงงานในไตรมาส 2/2568 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) จำนวน 59.43 ล้านคน โดยอยู่ในกำลังแรงงาน 40.11 ล้านคน และเป็นผู้มีงานทำ 39.51 ล้านคน ส่งผลให้อัตราการมีงานทำต่อประชากรอยู่ที่ร้อยละ 66.5 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

    ในส่วนของสถานการณ์การจ้างงานในระบบประกันสังคม ไตรมาส 2/2568 หรือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12,159,025 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 0.52 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.12 จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าการจ้างงานในระบบยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านการว่างงานในระบบประกันสังคมมีจำนวน 241,809 คน ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมาร้อยละ -3.98 โดยในจำนวนนี้มีผู้ถูกเลิกจ้าง จำนวน 41,973 คน โดยอัตราการว่างงาน (ในระบบ) อยู่ที่ร้อยละ 1.95 และอัตราการเลิกจ้างอยู่ที่ร้อยละ 0.34

    ขณะที่ข้อมูลแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักร ณ เดือนกันยายน 2568 มีจำนวน 4,005,283 คน แม้จะลดลงเล็กน้อยจากช่วงก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 19.42 โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานชั่วคราวตามมาตรา 63/2 ซึ่งอยู่ในระบบและผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง

    พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานยืนยันว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีเสถียรภาพ โดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ยังคงดี และกระทรวงแรงงาน จะเดินหน้าดำเนินมาตรการส่งเสริม การมีงานทำ การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การดูแลแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานไทยและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/969619&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BwfKaBwvxrB8K260bYlQF

  • IT และบ.ย่อย ไตรมาส 3/68กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 39.49 ลบ.

    IT และบ.ย่อย ไตรมาส 3/68กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 39.49 ลบ.

    IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์

    บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน)และบริษัทย่อย  ไตรมาส 3/68 มีกำไรสุทธิ 39.49 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.108 บาท

    เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 33.85 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.092 บาท

              บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) แจ้งผลประกอบการ(รวมบริษัทย่อย)  งวดไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 สรุปได้ดังนี้                                                                          สอบทาน/ตรวจสอบ                                               สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน      (หน่วย : พันบาท)                                                   ไตรมาส 3              งวด 9 เดือน                                         ปี       2568       2567       2568       2567  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                           39,494     33,849    117,453    104,629  กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)                  0.108      0.092      0.321      0.286

    โดย รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRA60IQ394WXUOT0LSHQWPDOHMMXLT7L&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WTlj14fhVTAfTkmPrA2CS

  • IT กำไร 9 เดือนแรกปี 68 พุ่งแตะ 117 ลบ. รับดีมานด์สินค้าไอทีหนุน

    IT กำไร 9 เดือนแรกปี 68 พุ่งแตะ 117 ลบ. รับดีมานด์สินค้าไอทีหนุน

    บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ IT รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยมีกำไรสุทธิสำหรับงวด 3 เดือน จำนวน 39.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 33.85 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 16.73%

    ส่วนงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 117.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 104.63 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.28 โดยมีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.321 บาท เพิ่มขึ้นจาก 0.286 บาทในปีก่อนหน้า สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น และแนวโน้มความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/794306&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e9LTCnhbWtzt8cvdokLbG

  • เอไอเอสห่วงใยสถานการณ์พายุ “คัลแมกี”  ทีมวิศวกรเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายและเน็ตบ้านในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง

    เอไอเอสห่วงใยสถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ทีมวิศวกรเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายและเน็ตบ้านในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง

    ไอที

    เอไอเอสห่วงใยสถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ทีมวิศวกรเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายและเน็ตบ้านในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง

    วันศุกร์ ที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอไอเอสห่วงใยสถานการณ์พายุ “คัลแมกี”

    ทีมวิศวกรเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายและเน็ตบ้านในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง

    ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศว่า พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) จะส่งผลให้ช่วงวันที่ 7–9 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมาก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ทั้งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม นำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งนั้น

    เอไอเอส ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการสื่อสารของประชาชน จึงได้ยกระดับการเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้บริการเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องในทุกสภาวะ โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้

    • ดูแลเครือข่ายอย่างเต็มกำลัง: จัดทีมวิศวกรและช่างเทคนิคแสตนบายพร้อม รถสถานีฐานเคลื่อนที่ เพื่อสนับสนุนสัญญาณทันทีหากเกิดกรณีฉุกเฉิน พร้อมมอนิเตอร์โครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านศูนย์บริหารจัดการเครือข่าย (Network Operation Center: NOC) พร้อมตั้ง War Room ทันทีหากสถานการณ์ยกระดับ เพื่อสั่งการฟื้นฟูโครงข่ายอย่างรวดเร็ว

    • สำรองพลังงานอย่างเพียงพอ: เตรียมเครื่องปั่นไฟและน้ำมันสำรอง ในโหมดหลักและพื้นที่เสี่ยง เพื่อคงสัญญาณสื่อสารในสถานการณ์ไฟฟ้าขัดข้อง

    • ดูแลความปลอดภัยของพนักงานในพื้นที่ปฏิบัติงาน: จัดเตรียม อุปกรณ์ความปลอดภัยครบครัน เช่น ชุดเซฟตี้ เสื้อชูชีพ เรือ และอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อให้การทำงานในพื้นที่เสี่ยงเป็นไปอย่างปลอดภัยสูงสุด

    • ประสานงานเชิงรุกกับหน่วยงานภาครัฐ: ร่วมมือกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และส่วนราชการในจังหวัดพื้นที่เสี่ยง เพื่อเตรียมความพร้อมโครงข่ายในบริเวณ ศูนย์อพยพ ที่แต่ละจังหวัดจัดตั้ง

    เอไอเอสยืนยันความพร้อมของทุกหน่วยงานในการดูแลประชาชนให้สามารถใช้บริการสื่อสารและเน็ตบ้านได้ต่อเนื่องอย่างดีที่สุด พร้อมยืนหยัดอยู่เคียงข้างคนไทยตลอดช่วงผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” และพร้อมสนับสนุนการสื่อสารในพื้นที่ที่จำเป็นอย่างเต็มกำลัง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453377&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OW3iiqWRw315J3CRLWLpt

  • นักวิชาการชี้รัฐบาลเดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง คืนกำลังซื้อให้รากฐานคึกคัก

    นักวิชาการชี้รัฐบาลเดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง คืนกำลังซื้อให้รากฐานคึกคัก

    “วันวิชิต” ชี้ “รัฐบาลอนุทิน” เดินเกมเศรษฐกิจได้ผลจริง เน้นขยายกำลังซื้อฐานราก คืนชีวิตให้ตลาดสด

    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า เป็นแนวทางที่เน้นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจชีวิตประจำวัน (Everyday Economy) มากกว่าตัวเลขในรายงาน

    ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า หัวใจของการฟื้นเศรษฐกิจไทยคือการสร้างความเชื่อมั่นและการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระดับฐานราก โดยรัฐบาลใช้แนวทางที่สอดประสานกันทั้งระบบ โครงการคนละครึ่งพลัสนโยบายนี้ (เริ่ม พ.ย. 2568) สนับสนุนวงเงินให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” โดยรัฐร่วมจ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งไม่เพียงเพิ่มอำนาจซื้อ แต่ยังสร้าง “ความรู้สึกมั่นใจ” ในระบบเศรษฐกิจ คืนชีวิตให้ตลาดและชุมชน

    นอกจากนี้มาตรการแก้หนี้และท่องเที่ยว รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการแก้หนี้รายย่อยผ่านกลไก AMC และมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน ส่วนพลังงานชุมชนโครงการที่ส่งเสริมให้ท้องถิ่นสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้เอง เพื่อสร้างรายได้ยั่งยืนและลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน

    ผศ.ดร.วันวิชิตสรุปว่า รัฐบาลอนุทินเลือกทำในสิ่งที่ประชาชนรู้สึกได้จริง ทำให้เกิดพลังทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และภาคชุมชน ซึ่งสะท้อนการทำงานแบบ บูรณาการ เชื่อมโยงนโยบายระหว่างกระทรวง ทำให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2894057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cILZAUKqRxu6zwwkBM6z-

  • ทางออกเศรษฐกิจไทย อยู่ตรงไหน? เมื่อรัฐบาลขาดดุลนาน 2 ทศวรรษ การท่องเที่ยวถึงคราวสิ้น “บุญเก่า”

    ทางออกเศรษฐกิจไทย อยู่ตรงไหน? เมื่อรัฐบาลขาดดุลนาน 2 ทศวรรษ การท่องเที่ยวถึงคราวสิ้น “บุญเก่า”

    ต้องยอมรับว่า “เศรษฐกิจไทย” เรากำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “การฟื้นตัว” กับ “การถดถอยเชิงโครงสร้าง” เหตุเพราะ GDP โตต่ำต่อเนื่อง ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมเริ่มหมดแรง ทั้งการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเครื่องจักรหลักของประเทศ

    ปัจจัยภายนอกก็ถาโถม ทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกเร็วเกินกว่าที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะไล่ทัน จนประเทศเพื่อนบ้านตามทัน ในขณะที่ภายในประเทศ ยังติดกับดัก “โครงสร้างเก่า” แรงงานไร้ศักยภาพ หนี้ครัวเรือนสูง และรัฐที่ขาดดุลการคลังนานต่อเนื่องกว่า 20 ปี

    ก่อเกิดคำถาม แล้วเราจะไปต่ออย่างไร? คำตอบบางส่วนอาจอยู่ในเวทีนี้ ที่ 3 ผู้นำสำคัญ จากภาครัฐ – เอกชน และ การเงิน ต่างสะท้อนภาพเดียวกันว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแกนขับเคลื่อน “เศรษฐกิจไทย” ครั้งใหญ่ 

    ตีแผ่ปัญหา รุมเร้า “เศรษฐกิจไทย”

    บนเวทีหลักของงาน สัมมนา The Standard Economic Forum 2025  ณ สยามพารากอน Section “ผสานพลังขับเคลื่อน สู่มิติใหม่อนาคตไทย”  ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย

    กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ Perfect Storm” พายุหลายลูกที่ถาโถมมาพร้อมกัน ทั้งโลกร้อน, เทคโนโลยีดิสรัปต์, สังคมสูงวัย, หนี้ครัวเรือนพุ่ง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง

    ขณะการที่ Fitch Ratings เพิ่งปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย (Outlook) เป็น “Negative” ก็สะท้อนความกังวลต่อฐานะการคลังที่อ่อนแรงลง หลังจากรัฐขาดดุลต่อเนื่องมานานสองทศวรรษ อีกปัญหาที่ฝังลึก คือ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ขนาดมหึมา

    แรงงานกว่าครึ่งประเทศอยู่ในระบบที่ไม่เสียภาษี ไม่เข้าถึงสวัสดิการ และไม่ถูกนับในฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง ช่องว่างนี้ ยังเกิดจากที่รายได้ประเทศส่วนใหญ่ กระจุกอยู่ในมือธุรกิจรายใหญ่เพียง 1% ผลคือความเหลื่อมล้ำพุ่ง หนี้ครัวเรือนของคนตัวเล็กรวมกัน แตะระดับ 1.22 แสนล้านบาทไม่นับรวม หนี้นอกระบบ ที่ระบบเครดิตบูโร ยังเก็บข้อมูลไปไม่ถึง 

    ขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมไม่ขยับ “ผยง” เสนอแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อเร่ง “Quick Big Win” ตามนโยบายใหญ่ของรัฐบาล ผ่าน 5 เสาหลัก คือ  กระตุ้นเศรษฐกิจ – ลดต้นทุน – สร้างรายได้ – เพิ่มประสิทธิภาพ – สร้างความเชื่อมั่น ทั้งหมดต้องเดินพร้อมกัน โดยมีฐานคิดร่วมระหว่างรัฐ ธนาคาร และเอกชน ภายใต้การสื่อสารสำคัญที่ว่า …

    “เราต้องเชื่อมโยงข้อมูล สร้าง Trust และทำให้ภาคเศรษฐกิจทุกส่วนเดินไปด้วยกันเพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ ไทยมักถอยหลังลงไปเสมอ”

    “บุญเก่า” ของการท่องเที่ยว หมดเวลาใช้ซ้ำ

    อีกเสียงสะท้อนที่ชัดเจนจาก ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสยามพิวรรธน์ ที่พูดถึงการท่องเที่ยวไทยในหัวข้อ “พลิกเกมท่องเที่ยวไทย สู่จุดหมายประสบการณ์ระดับโลก”

    โดย CEO ชั้นนำ บอกตรงๆ ว่า “เรากำลังใช้บุญเก่ามานานเกินไป” กว่า 30 ปีที่ไทยครองตำแหน่ง “แชมป์ท่องเที่ยวเอเชีย” แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่เราเคยขาย เช่น “อาหารอร่อย ผู้คนมีน้ำใจ วัฒนธรรมงดงาม” วันนี้ประเทศอื่นก็ขายได้เหมือนกัน

    นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ต้องการเพียง “รูปสวย” แต่ต้องการ “ความหมาย” และต้องรู้สึกว่า “ประเทศไทยยังน่ารัก ปลอดภัย และจริงใจเหมือนเดิม”  แต่ภาพลักษณ์นี้กำลังสั่นคลอนจากปัญหาสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการสื่อสารของรัฐที่ยังไม่เท่าทันโลกดิจิทัล

    “ถ้าไทยคือโปรดักต์ เราต้องรีแบรนด์ใหม่ จากเขารักเราแล้ว ให้กลายเป็น รักเรามากขึ้นเพราะสิ่งที่ประเทศอื่นไม่มี คือหัวใจของคนไทย”

    ชฎาทิพ ยังเสนอให้ไทยสร้าง “คลัสเตอร์การท่องเที่ยวร่วม” ดึงเอกชน ท้องถิ่น และรัฐมาร่วมกันสร้าง “เส้นทางประสบการณ์” เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้เวลาและใช้เงินในไทยมากที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวยิ่งลดลง นั่นหมายถึง ความเป็นอยู่ของเศรษฐกิจไทย ก็กำลังถอยหลังลงไปด้วยเช่นกัน 

    ผู้บริหาร กลุ่มสยามพิวรรธน์  ยังฝากถึงรัฐบาลว่า หากอยากให้ท่องเที่ยวกลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” อีกครั้ง ต้องทำให้ประเทศไทยเป็น One Stop Destinationที่ทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุน “อยากมา” และ “อยากอยู่” โดยไม่ต้องผ่านเงื่อนไขซับซ้อนหรือระบบราชการที่ปิดกั้นอีกต่อไป 

    ถึงเวลาสร้าง “อุตสาหกรรมบุกเบิก” ของไทย

    ด้าน ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย มองว่าทางรอดของเศรษฐกิจไทย ต้องไม่ใช่ “การพยุง” แต่คือ “การเปลี่ยนโครงสร้าง” เธอเสนอ “กรอบการทำงานเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมบุกเบิก” (Frontier Industries) เพื่อให้ไทยมีฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    กรอบนี้ต้องอาศัย การผนึกกำลัง 3 ภาคส่วน ได้แก่ …

    • ธุรกิจ ต้องปรับโมเดลองค์กรให้แข็งแรง มี Global Mindset
    • รัฐ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง ปรับกฎระเบียบล้าสมัย (Regulatory Guillotine) และสนับสนุนงานวิจัยให้ต่อยอดได้จริง
    • สถาบันการเงินและนักลงทุน ต้องสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ เช่น VC, Angel Fund, ตราสารทุนทางเลือก เพื่อหนุนธุรกิจที่กล้าเสี่ยงและเติบโตเร็ว

    คล้ายจะบอกว่า ถ้าเราไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ประเทศจะไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่เลย และสุดท้าย เราจะกลายเป็นเพียงประเทศรับจ้างผลิต ที่ค่าแรงไม่ขึ้นอีกต่อไป 

    สรุปจากเวทีนี้ เสียงของ 3 บุคคลดังกล่าว ต่างได้สะท้อนภาพเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่สามารถ “รอการฟื้นตัว” ได้อีก เพราะเครื่องยนต์เก่า การส่งออก การบริโภค และการท่องเที่ยว  เริ่มหมดแรง สิ่งที่ไทยต้องทำ คือ “Reinvent ตัวเองทั้งระบบ” ตั้งแต่ฐานรากทางการเงิน การผลิต ไปจนถึงอุตสาหกรรมใหม่และภาพลักษณ์ประเทศ เป็นต้น 

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2894027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_xRVEiEl8ipbLAjPB1UdK

  • “คนละครึ่ง พลัส” ดันเศรษฐกิจภูเก็ตพุ่ง ยอดใช้จ่ายสะสม 176.6 ล้าน

    “คนละครึ่ง พลัส” ดันเศรษฐกิจภูเก็ตพุ่ง ยอดใช้จ่ายสะสม 176.6 ล้าน

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket On Flood Watch, Minister Responds Over Patong Tunnel Fiasco || Nov 6

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket On Flood Watch, Minister Responds Over Patong Tunnel Fiasco || Nov 6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E2%2580%259C%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B6%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587-%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25AA%25E2%2580%259D-%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587-%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%258A%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A1-176-6-%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599-13708.php&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Am-XicwYJbhpsI9vpcybi

  • ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย หอการค้าฯ ระดมสมองเอกชนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ

    ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย หอการค้าฯ ระดมสมองเอกชนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ

    วันนี้ ( 7 พ.ย.) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปีนี้หอการค้าไทย มีมติให้หอการค้าจังหวัดสงขลาเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 21–23 พ.ย. 2568 ที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้แนวคิด Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการระดมเครือข่ายภาคเอกชนจากทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอแนวนโยบาย และร่วมกันกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    จะมีผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ เข้าร่วมประกอบด้วย คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัด กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารจากกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ มากกว่า 1,200 คน

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยให้ความสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้เป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง จึงได้ระดมความคิดเห็นจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ และจัดทำเป็น สมุดปกขาวหอการค้าไทย ปี 2568 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมี เสาหลัก (7 Pillars) ข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจมหภาคตามที่เตยเสนอไปตอนท่านนายกฯมาที่หอการค้าก่อนรับตำแหน่ง โดยมุ่งเน้นการปลดล็อกศักยภาพใหม่ในทุกภาคส่วน

    ทั้งด้านการค้า การลงทุน เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว พลังงาน และเทคโนโลยี พร้อมนำเสนอต่อภาครัฐ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ ในวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 เพื่อพิจารณาใช้เป็นแนวทางการกำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

    การระดมสมองครั้งนี้จะมีทั้งภาคเอกชน นักวิชาการ นักการเงิน รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจร่วมถกและหาทางออกร่วมกันไม่ว่าจะเป็น ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ,ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ,นายสาระ ล่ำซำ, รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา และนางสาวปริม จิตจรุงพร เพื่อสะท้อนบทบาทของดิจิทัลและนวัตกรรมต่อการยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทยในอนาคตเป็นต้น

    สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 21–23 พ.ย. 2568 ที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้แนวคิด Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต

    สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 21–23 พ.ย. 2568 ที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้แนวคิด Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต

    สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 21–23 พ.ย. 2568 ที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้แนวคิด Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต

    ด้านนายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลารู้สึกเป็นเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ทั้งด้านสถานที่จัดงาน ระบบรักษาความปลอดภัย การคมนาคม การอำนวยความสะดวก การต้อนรับตามวิถีพหุวัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่นขึ้นชื่อ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม ซึ่งล้วนสะท้อนศักยภาพของสงขลาในฐานะศูนย์กลางการค้าชายแดนและประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน

    ทั้งนี้ จังหวัดสงขลาได้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญเพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสงขลา รถไฟรางคู่หาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ และเมืองท่าเรือสำราญคาบสมุทรสทิงพระ รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานในพื้นที่ชายแดน 4 อำเภอ (จะนะ นาทวี เทพา สะบ้าย้อย) เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง

    นายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

    นายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

    นายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

    จังหวัดสงขลาพร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และสื่อมวลชนจากทั่วประเทศ ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและร่วมกันกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของเมืองพหุวัฒนธรรมที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยโอกาสแห่งการเติบโต

    นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่า หอการค้าจังหวัดสงขลามีความพร้อมเต็มที่ในการเป็นเจ้าภาพ โดยเคยได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว และนับเป็นโอกาสดีในการแสดงศักยภาพของจังหวัดสงขลาในฐานะเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ และเป็นจังหวัดที่ได้รับการประกาศให้เป็น MICE City ของประเทศ รวมถึงเป็นสมาชิกเครือข่าย UNESCO Creative City Network ด้าน Gastronomy แห่งแรกของภาคใต้ สะท้อนความพร้อมของสงขลาในการรองรับงานประชุมระดับประเทศและกิจกรรมสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ ภายในงานจะมีการนำเสนอเมนูอาหารพื้นถิ่นชื่อดัง

    นายทรงพล จังศิริวัฒนาธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา

    นายทรงพล จังศิริวัฒนาธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา

    นายทรงพล จังศิริวัฒนาธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา

    พร้อมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชื่อมโยงเส้นทาง หาดใหญ่–เมืองเก่าสงขลาซึ่งอยู่ในบัญชี Tentative List ของเมืองมรดกโลกยูเนสโก รวมถึงเส้นทาง สายศรัทธาหลวงปู่ทวด สทิงพระเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่

    นอกจากนี้ ยังมี โซนของดีจังหวัดสงขลา แสดงสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการท้องถิ่นและเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    “งานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ เป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงพลังของภาคเอกชนไทยที่พร้อมจะร่วมมือกับภาครัฐ และหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและปลดล็อกศักยภาพใหม่ให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน”

    อ่านข่าว:

     ชะตากรรม “ข้าวไทย” เผชิญคู่แข่งรอบด้าน ชาวนาจะรอดอย่างไร

    กกร. คง GDP ปี 68 ที่ 2.2% จับตา กม.ใหม่กระทบแข่งขัน จี้รัฐเร่งเบิกจ่าย

    ทีดีอาร์ไอ ห่วงเศรษฐกิจโตช้า กระทบปากท้อง-คนไทยหมดหวังย้ายประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358317&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JKtMRUo_krv10X7MDkNKz

  • “อนุทิน” เยือน “สิงคโปร์” กระชับความร่วมมือ “เศรษฐกิจ – ความมั่นคง-สู้สแกมเมอร์”

    “อนุทิน” เยือน “สิงคโปร์” กระชับความร่วมมือ “เศรษฐกิจ – ความมั่นคง-สู้สแกมเมอร์”

    วันนี้ (7 พ.ย.2568) เวลา 11.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ร่วมหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ณ ห้อง Heritage ชั้น 2 กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสรุปสาระสำคัญดังนี้

    นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และรัฐบาลสิงคโปร์ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสเดินทางเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมขอบคุณสำหรับพิธีตั้งชื่อกล้วยไม้ในช่วงเช้า และแสดงความซาบซึ้งที่นายลี เซียน ลุง ได้เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนแสดงความยินดีที่มีโอกาสต้อนรับนายกรัฐมนตรี ในช่วงต้นของการดำรงตำแหน่ง พร้อมกล่าวว่า เฝ้ารอการเยือนของนายกรัฐมนตรีไทย หลังจากได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย และการประชุมเอเปคที่เกาหลีใต้

    นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวต่อไปว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสิงคโปร์ ทั้งยังสะท้อนมิตรภาพอันลึกซึ้งระหว่าง 2 ประเทศที่มีมาก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยยกตัวอย่างการเสด็จเยือนสิงคโปร์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งพระราชทานรูปหล่อช้างสำริดให้ไว้เป็นที่ระลึก และยังคงตั้งอยู่ ณ อาคารรัฐสภาเก่าของสิงคโปร์มาจนถึงปัจจุบัน

    พร้อมย้ำถึงความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างประชาชนและผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ อันเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือที่เข้มแข็งและหลากหลายมิติ พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือไทย–สิงคโปร์ให้ก้าวหน้าและมั่นคงยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

    ในวาระครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตนี้ ผู้นำไทยและสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องว่าเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับสูง ทั้งจากการเยือนระดับราชวงศ์ การเยือนประเทศไทยของนายลอว์เรนซ์ หว่อง เมื่อเดือน พ.ย.ปีก่อน รวมทั้งการพบปะระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของทั้ง 2 ประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เยือนไทยในโอกาสที่สะดวกด้วย

    ทั้ง 2 ฝ่ายยังยินดีที่ความร่วมมือระหว่างกันมีความก้าวหน้าอย่างรอบด้าน และเห็นพ้องจะผลักดัน “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า” (forward-looking strategic partnership) เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของอาเซียนโดยรวม

    ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องว่าเป็นแนวทางของอนาคต ทั้ง 2 ประเทศมีเป้าหมายเดียวกันในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

    โดยทั้ง 2 ฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นฉบับแรกของสิงคโปร์ในอาเซียน และเห็นควรให้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด สนับสนุนโครงการไฟฟ้าเชื่อมโยงระยะที่ 2 ระหว่างลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมโครงข่ายพลังงานอาเซียน

    ด้านเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานสีเขียว ทั้งสองฝ่ายยินดีมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมสีเขียวและสนับสนุนการลงทุนร่วมด้านเทคโนโลยีสะอาด

    ด้านความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยพร้อมเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารให้สิงคโปร์ โดยการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวในวันนี้ จะช่วยให้สิงคโปร์มีข้าวไทยคุณภาพสูงเพียงพอต่อการบริโภค ทั้งยังเสนอให้มีการหารือแนวทางลงทุนร่วมในธุรกิจเก็บรักษาและแปรรูปอาหาร และจัดตั้งคณะทำงานความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอ model food security ที่เป็นมากกว่าการขายอาหาร แต่เป็นการขายความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นโครงการบุกเบิก (pioneer project) ระหว่างไทย-สิงคโปร์ในเรื่องนี้ต่อไป

    ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรียินดีที่สิงคโปร์เป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และต้องการให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป พร้อมยินดีต้อนรับนักลงทุนสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ไบโอเทค และ Data Center โดยนายกรัฐมนตรียังมีกำหนดกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อเชิญชวนนักลงทุนสิงคโปร์เพิ่มการลงทุนในประเทศไทยในช่วงบ่ายวันนี้อีกด้วย

    ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยขอบคุณสิงคโปร์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และเห็นควรทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรฐานสากลด้านการค้าออนไลน์ที่เอื้อต่อประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก นอกจากนี้ ไทยในฐานะประธานคณะเจรจา จะผลักดันให้ลงนามกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) สำเร็จภายในปีหน้า โอกาสนี้ ไทยและสิงคโปร์ยังหารือถึงแนวทางในการเพิ่มความร่วมมือด้านพัฒนาทักษะดิจิทัล รัฐบาลดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งเชิญชวนบริษัทสิงคโปร์ลงทุนในโครงการไทยแลนด์ดิจิทัลวัลเลย์ (Thailand Digital Valley) ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้วย

    ความร่วมมือด้านฟินเทค ไทยและสิงคโปร์ยินดีกับความสำเร็จในการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบในภูมิภาค และกำลังขยายผลสู่ประเทศอื่นภายใต้โครงการ Project Nexus ที่มี 5 ประเทศเข้าร่วม

    ด้านสาธารณสุข ทั้ง 2 ฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง ในวันนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบสาธารณสุข การแพทย์ป้องกันโรค

    ด้านแรงงาน ไทยพร้อมร่วมมือกับสิงคโปร์ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียว

    ด้านความมั่นคง ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะคงความร่วมมือด้านการฝึกทางทหารและการใช้สถานที่ฝึกของกองทัพสิงคโปร์ในไทย พร้อมหารือความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การลงทุนร่วม วิจัยเทคโนโลยีทางทหาร และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

    ด้านการต่อต้านอาชญกรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับความร่วมมือในการทำงานร่วมกับสิงคโปร์อย่างใกล้ชิดในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และขอให้สิงคโปร์เป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งกับไทยในการแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงขยายเครือข่ายข่าวกรอง การฝึกอบรม และปฏิบัติการร่วมกัน

    ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยต่างเห็นพ้องว่า อาเซียนควรเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกในเอเชีย ซึ่งขณะนี้อาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก มี GDP รวมกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่าควรเร่งส่งเสริมการเชื่อมโยงทางถนน รถไฟ ทางอากาศ ทางทะเล ดิจิทัล และพลังงาน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของภูมิภาค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียน กับจีน รวมถึงอินเดีย

    ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องว่า “Joint Declaration” ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนาม จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ พร้อมขอบคุณสิงคโปร์ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยสันติวิธี

    อ่านข่าว : กต.เผย เด็กหญิงชาวไทย 12 ปี อยู่ในความคุ้มครองของทางการญี่ปุ่น 

    ป้อง “สายล่อฟ้า” สัมพันธ์ “อนุทิน-ธรรมนัส” เพาะมิตรไม่บ่มศัตรู  

    ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย หอการค้าฯ ระดมสมองเอกชนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15CShL0CcuRbA6QVi2251j

  • คนละครึ่งพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่ เริ่ม 7 พ.ย. 68 เช็กเงื่อนไข แบบไหนทำได้ – ไม่ได้บ้าง

    คนละครึ่งพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่ เริ่ม 7 พ.ย. 68 เช็กเงื่อนไข แบบไหนทำได้ – ไม่ได้บ้าง

              คนละครึ่งพลัส เปิดให้ใช้ผ่านแอปฟู้ดเดลิเวอรี่ 7 พ.ย. 68 เช็กเงื่อนไขการใช้งาน มีข้อห้ามอะไรบ้าง หากฝ่าฝืนอาจโดนตัดสิทธิ 

    คนละครึ่งพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่

              โครงการ คนละครึ่งพลัส เตรียมเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้มากกว่าเดิม เพราะสามารถใช้สิทธิผ่านแอปฯ สั่งอาหารออนไลน์ได้แล้ว เอาใจคนชอบเดลิเวอรี่โดยเฉพาะ เริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 โดยใช้ได้ผ่านทั้ง LINE MAN, GrabFood, Robinhood และ ShopeeFood

              เกี่ยวกับการใช้งาน คนละครึ่งพลัส ผ่านแอปฯ ฟู้ดเดลิเวอรี่ มีเงื่อนไขที่ต้องรู้ก่อนใช้ดังนี้

    ใช้ซื้ออาหารแบบไหนได้บ้าง ? 

              – สิทธิ คนละครึ่งพลัส เดลิเวอรี่ ใช้ได้เฉพาะการซื้ออาหารและเครื่องดื่ม ผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ที่เข้าร่วมโครงการ ห้ามใช้กับสินค้าประเภทอื่น หรือบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร

    ใช้สิทธิลดค่าส่งอาหารได้หรือไม่

              – ไม่รวมค่าจัดส่ง ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ผู้ใช้ต้องชำระส่วนนี้เองเต็มจำนวน

    ใช้สิทธิได้ช่วงเวลาไหนบ้าง

              – สามารถใช้สิทธิผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. โดยขึ้นอยู่กับเวลาเปิด–ปิดของร้านค้าที่เข้าร่วม

    ใช้สิทธิซื้อของร้านเดียวกับตัวเองได้ไหม?

              – ทำไม่ได้ เนื่องจากการซื้อ–ขายต้องเกิดขึ้นจริงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่ไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน หรือเป็นบุคคลเดียวกัน เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์

    รับเงินทอนเป็นเงินสดได้หรือไม่ ?

              – ห้ามมีการรับเงินทอนหรือผลประโยชน์อื่นนอกเหนือจากการสั่งอาหาร/เครื่องดื่มตามโครงการ หากตรวจพบอาจถูกตัดสิทธิ์ทันที

    คนละครึ่งพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่

    ข่าวคนละครึ่งพลัส ที่เกี่ยวข้องล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296315.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AvNJJPXMC-bbUHY_7MuYs