Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เพื่อไทย” จี้รัฐบาลเร่งปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชี้เป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของประเทศ

    “เพื่อไทย” จี้รัฐบาลเร่งปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชี้เป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lsHe2Y07ZGotKptXcj93X

  • บทสรุปยกระดับประเทศไทย ถึงเวลากล้าฝ่า ‘กับดัก’ ใหญ่ฉุดรั้งการพัฒนา

    บทสรุปยกระดับประเทศไทย ถึงเวลากล้าฝ่า ‘กับดัก’ ใหญ่ฉุดรั้งการพัฒนา

    เศรษฐกิจ

    บทสรุปยกระดับประเทศไทย ถึงเวลากล้าฝ่า ‘กับดัก’ ใหญ่ฉุดรั้งการพัฒนา

    บทสรุปยกระดับประเทศไทย ถึงเวลากล้าฝ่า 'กับดัก' ใหญ่ฉุดรั้งการพัฒนา

    ประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นเสมือนกับดักที่ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะให้ออกจากวังวนของปัญหาเดิมๆเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากยังพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเก่าที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย

    • ประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นเสมือนกับดักที่ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะให้ออกจากวังวนของปัญหาเดิมๆ
    • เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากยังพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเก่าที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย
    • ประเทศเผชิญวิกฤตหนี้สินรุนแรง ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ และหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
    • การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ประกอบกับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาในระยะยาว
    • ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

    ปัจจุบันประเทศไทยยืนอยู่บนความท้าทายที่สำคัญ ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยภูมิทัศน์ศาสตร์ เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขณะที่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับวิกฤตเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สั่งสมทำให้ประเทศไทยยังคงติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” และมีแนวโน้มจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่บทบาทในเวทีโลกเริ่มลดลง

    ประเทศไทยเผชิญ“กับดัก” ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ หลายด้าน เช่น 

    1.กับดักเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยถูกมองว่า “ป่วยเรื้อรัง” การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงต่อเนื่อง จากโครงสร้างที่ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เศรษฐกิจเก่า (Old Economy) ที่เน้นการใช้แรงงานเข้มข้นในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และภาคบริการ ซึ่งไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เพียงพอ

    สถานการณ์นี้ส่งผลให้ไทยความสามารถการแข่งขันลดลง โดยอันดับความสามารถในการแข่งขันโลก (IMD) ของไทยลดลงจากอันดับ 25 สู่ อันดับ 30 ของโลก และมีผลงานลดลงในทุกปัจจัยหลัก ทั้ง สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

    2.กับดักหนี้ การคลังและงบประมาณ ปัญหาเหล่าหนี้ถูกระบุว่าเป็น “ระเบิดเวลาลูกใหญ่” ของไทยที่ต้องเร่งแก้ไข ปลดชนวนก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับอันตราย หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง กว่า 88% ต่อจีดีพี หนี้ธุรกิจที่เพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงหนี้เสียมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs 

    ส่วนภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น จากรายจ่ายประจำในงบประมาณที่สูง การจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลสวัสดิการสังคมให้กับผู้มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น 

    ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐยังต่ำกว่าเป้าหมาย ส่งผลต่อการขาดดุลงบประมาณตลอด 19 ปีงบประมาณที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะมีการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น ภาระหนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้ระดับเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ต่อจีดีพีซึ่งอาจทำให้อันดับเครดิตเรตติ้งของไทยถูกหั่นลงได้

    3.กับดักโครงสร้างประชากรและปัญหาการพัฒนาทุนมนุษย์ โครงสร้างประชากรของไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ โดยใช้เวลาเพียง 6 ทศวรรษ 

    การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงของประชากรสูงอายุส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของระบบหลักประกันและสวัสดิการ ต่างๆ ที่พึ่งพิงระบบงบประมาณ เช่น ระบบประกันสังคม และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า 

    ดังนั้น การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้ขนาดของ “ตลาด” เล็กลง โดยการที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคลดน้อยลงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจต่อเนื่องและยาวนาน 

    ขณะที่การพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยเผชิญข้อจำกัด คุณภาพการศึกษาของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ผลการประเมิน PISA ของนักเรียนไทยในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่เปลี่ยนแปลงและยังต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะด้านการอ่านที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

    4.กับดักการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ฝังรากลึกในสังคมไทย ทำให้ประเทศติดกับดักการพัฒนาและฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ อันดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2567 ของไทยอยู่ที่อันดับ 107 จาก 180 ประเทศ 

    ปัญหาดังกล่าวถือเป็นกับดักที่ทำให้ประเทศไทยเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจปีละหลายแสนล้านบาท และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ที่นักลงทุนต่างประเทศขาดความไม่เชื่อมั่นที่จะลงทุนในประเทศไทย

    ทั้งนี้ เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ประเทศไทยต้องดำเนินการปฏิรูปอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องทั้งในระยะสั้น และระยะยาว โดยนอกจากการแก้ปัญหาระยะสั้นแล้วการแก้ปัญหาในระยะยาวต้องปฏิรูปโครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ 

    รวมถึงการแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ เช่น กฎหมายที่ล้าสมัย มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ การพัฒนาทุนมนุษย์ ควบคู่ไปกับการยกระดับการสร้างนวัตกรรม เพื่อนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากวังวนกับดักเดิมไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1206324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C-tCTJXFzvdYPQkPL401P

  • ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    จากนโยบายร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศยกระดับราคายางพารา ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะได้เห็นราคาเป้าหมายยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่สูงกว่า 70 บาทต่อกิโลกรัม (กก.)

    ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    ต่อกรณีดังกล่าว นายพงศ์นเรศ วนสุวรรณกุล นายกสมาคมน้ำยางข้นไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ยางพารา ณ เวลานี้ว่า ความต้องการของผู้ซื้อลดลงมากจากเศรษฐกิจโลกไม่ดี และยางสังเคราะห์ราคาถูกมากทำให้ลูกค้าหันไปใช้สินค้าทดแทนยางธรรมชาติมากขึ้น ขณะเดียวกันราคายางพาราตลาดล่วงหน้ายังลดลงต่อเนื่อง สวนทางวัตถุดิบในประเทศราคาสูงกว่าตลาดโลก จากฝนตกชุกในประเทศ กรีดยางลำบาก ทำให้ผลผลิตขาดตลาด ในภาพรวมตลาดไม่ค่อยดี ไม่มีกำลังซื้อ คาดหากฝนตกน้อยลง ปริมาณยางจะออกมามากขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ราคายางจะปรับตัวลดลงอีก

    ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    ปัจจัยต่อมาจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าที่สำคัญในหลายเรื่อง ช่วยลดความตึงเครียดของสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2018 โดยล่าสุดสหรัฐจะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนจากเฉลี่ยที่ 57% ลงเหลือเฉลี่ยที่ 47% ส่งผลทำให้สินค้าโภคภัณฑ์โลกทุกรายการปรับราคาลงมา เช่นเดียวยางพารา

    นายพงศ์นเรศ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการเดินกำลังผลิตเท่าที่จำเป็น บางโรงไปต่อไม่ไหวก็ปิดตัวลง และที่ประกาศขายกิจการไปก็มี จากขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ส่วนรัฐบาลจะทำราคาเท่าไร ก็ทำได้หมด จะซื้อกิโลกรัมละ 100 บาทเก็บสต็อกก็ทำได้ หากมีงบประมาณ แต่ปัญหาเวลานี้ตลาดไปได้หรือไม่ เพราะปัญหาคือผู้ใช้ไม่มีแรงซื้อ

    ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    “ทุกวันนี้จีนซื้อยางทุกวัน แต่ไปซื้อเวียดนามเพราะราคาถูกกว่าไทย ส่วนตลาดล่วงหน้าทุกตลาดราคาตํ่ากว่าราคาในประเทศ ยกตัวอย่าง ราคาตลาดล่วงหน้าไซคอม 165 เซนต์สหรัฐ คูณอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.5 บาท เท่ากับ 53.62 บาทต่อกิโลกรัม ส่งมอบถึงสิงคโปร์ รวมเสียค่าเซสส์ 2 บาท/กิโลกรัมแล้ว ขณะที่ราคาในประเทศ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประกาศราคาวัตถุดิบในประเทศ 54.6 บาทต่อกิโลกรัม แพงกว่ายางสำเร็จรูป ด้วยเหตุผลทำให้โรงงานต่างๆ อยู่ไม่ได้ นอกจากจะขาดแคลนวัตถุดิบในตลาดจริง”

    ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์ยางพารา เช่น ยางยืดที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม และยางรัดของในประเทศ ทุกบริษัทชะลอรับซื้อวัตถุดิบ เพราะถูกสินค้าจีนถล่มตลาดทั้งในประเทศ และตลาดโลก เนื่องจากจีนขยายกำลังการผลิต โดยใช้วัตถุดิบยางพาราราคาถูกจากเวียดนาม รวมถึงจากมณฑลไห่หนานซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางพาราสำคัญของจีน หากไม่เพียงพอก็จะหันมาใช้ยางไทย ทำให้ผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปของไทยแข่งขันได้ยาก เพราะสินค้าจีนราคาถูกกว่า ทำให้ขายได้เฉพาะลูกค้าเกรดพรีเมียม แต่ก็ไม่สามารถขายราคาสูงได้ และถูกกดราคาลงมา

    เช่นเดียวกับถุงมือยางที่ถูกล็อกราคาซื้อล่วงหน้าไปแล้ว ในราคาที่ผู้ประกอบการถุงมือยางรับซื้อได้ ที่ 1,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากต้นทุนนํ้ายางสด วันนี้ (5 พ.ย. 68) อยู่ที่ 1,350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เมื่อคำนวณกลับมาเป็นราคายางพาราอยู่ที่ 55 บาทต่อ กก.

     นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อราคายางพาราในประเทศ โดยล่าสุดมาเลเซียซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยในส่วนของนํ้ายาง มีนโยบายใหม่เพื่อการดูแลผิวจราจร บังคับให้รถขนส่งบรรทุกได้ไม่เกิน 25 ตันต่อคัน จากเดิม 30 ตันต่อคัน ทำให้มีค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอีก 20 สตางค์ต่อกก. หากถูกจับครั้งแรกจะถูกยึดรถ และนำฟ้องศาล ครั้งที่ 2 ดำเนินคดีอาญา ครั้งที่ 3 สั่งปิดกิจการทันที ประกอบกับรัฐบาลจีนจะลดการอุดหนุนผู้ส่งออก ยิ่งทำให้บริษัทจีนขายดัมป์ราคาสินค้าในไทยมากขึ้น  สรุปแนวโน้มยางพาราไทยปลายปีนี้ และแนวโน้มปี 2569 ยังไม่ค่อยดี ยกเว้นมีปาฏิหาริย์ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกดีขึ้น จะทำให้ราคายางไทยฟื้นตัวได้

    หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,147 วันที่ 9 -12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/643481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wt2KaJEBzdfNwJh84KET2

  • งัดมาตรการบีโอไอปลุกเอสเอ็มอี แข่งขันในตลาดโลก

    งัดมาตรการบีโอไอปลุกเอสเอ็มอี แข่งขันในตลาดโลก

    8 พ.ย. 256816:24 น.

    รัฐบาลดันนโยบายที่ต้องทำเร่งด่วน หรือ Quick Big Win ผลักดันเอสเอ็มอีไทย เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ผ่านมาตรการบีโอไอสนับสนุนธุรกิจเปลี่ยนผ่านกิจการไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ของโลก และสนับสนุนเงินจัดอบรมเพิ่มทักษะคนเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ หลังเริ่มมีสัญญาณไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด

    ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ จากก่อนหน้านี้บรรดาธุรกิจเอสเอ็มอีมักจะเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องและขอความช่วยเหลือจากธนาคารรัฐในเรื่องการเงินแบบผ่อนปรนตามนโยบายรัฐบาล แต่ความท้าทายใหม่กำลัง “ทุบ”ไปที่หัวใจของเอสเอ็มอี นั่นคือ ความสามารถการแข่งขันในยุคสินค้าราคาถูก “ท่วมโลก” และเอสเอ็มอีไทยไม่อาจแข่งขันได้

    มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี มีมาแทบทุกรัฐบาล แต่ในช่วงหลังประเด็นความสามารถในการแข่งขันเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลมุ่งให้ความช่วยเหลือ โดยล่าสุดการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเป็นหนึ่งในนโยบายที่ต้องทำเร่งด่วน (Quick Big Win) ของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยพยายามวางรากฐานให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ พร้อมกับยกระดับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: บีโอไอ) มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการ คือ  มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    เงื่อนไขเอสเอ็มอีไทยอัพเกรดธุรกิจ

    มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นการให้เงินทุนสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจะสนับสนุนเงินทุนในสัดส่วนร้อยละ 30-50 ของเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อบริษัท โดยผู้ประกอบการจะต้องลงทุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

    1. การปรับปรุงประสิทธิภาพกิจการเดิมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล
    2. การวิจัยและพัฒนา (R&D)
    3. การปรับเปลี่ยนกิจการเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมสีเขียว

    ผู้ยื่นขอใช้สิทธิตามมาตรการนี้ จะต้องเป็นนิติบุคคลที่มีหุ้นไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และต้องอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตร อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    ถ้าเป็นผู้ประกอบการทั่วไป ขะมีเงื่อนไขลงทุนขั้นต่ำ 50 ล้านบาท แต่กรณีเป็นผู้ประกอบการ SMEs ที่ขึ้นทะเบียนในโครงการ SME ONE ID ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ต้องลงทุนขั้นต่ำ 20 ล้านบาท ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายใน เดือน ม.ค. 69 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม

    อย่างไรก็ตามการให้เงินสนับสนุนจากกองทุนเป็นการเบิกจ่ายหลังจากที่ผู้ประกอบการได้ลงทุนตามเงื่อนไขแล้ว (ผู้ประการได้เงินสนับสนุนหลังจากลงทุนตามเงื่อนไข) บีโอไอจึงร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ในการพัฒนาสินเชื่อในรูปแบบ Bridging Loan (เงินกู้ระยะสั้น) และกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากสถาบันการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการระหว่างรอการเบิกจ่ายด้วย

    เพิ่มทักษะขั้นสูงคนไทยป้อนอุตสาหกรรมใหม่

    มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะสนับสนุนเงินให้กับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันฝึกอบรมที่จะเป็นหน่วยงานแม่ข่าย (Node) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมและยกระดับทักษะของกำลังคนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ขึ้นไป เพื่อให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายพัฒนาบุคลากร 100,000 คน แบ่งเป็น

    • นักศึกษาที่เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน 30,000 คน แ
    • บุคลากรในตลาดแรงงานที่ต้องการยกระดับหรือปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill & Reskill) 70,000 คน

    รูปแบบการฝึกอบรมครอบคลุมทั้งแบบ Bootcamp, Onsite & Online Training รวมทั้งการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ โดยหลักสูตรจะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือองค์ความรู้ขั้นสูงที่จะช่วยยกระดับ ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ และต้องได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเงินสนับสนุนจะครอบคลุมค่าฝึกอบรม ค่าเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยงระหว่างฝึกงาน และค่าตอบแทนผู้ดูแล การฝึกงาน

    ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายในเดือน ม.ค. 69 และดำเนินการฝึกอบรมให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับจากวันออกบัตรส่งเสริม

    ให้เวลาธุรกิจปรับตัว 1 ปี

    กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อยู่ภายใต้กฎหมาย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2560 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น

    นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่า นับตั้งแต่มีการก่อตั้งกองทุนฯ ในปี 60 ได้รับเงินสนับสนุนเข้ากองทุนฯ ประมาณ 10,000 ล้านบาท และจนถึงปัจจุบันมีเงินสะสมอยู่ที่ 41,000 ล้านบาท โดยให้เงินส่งเสริมไปแล้วกว่า 20 โครงการ ทั้งหมดเป็นโครงการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่จากต่างประเทศมาลงทุนในไทย แต่ค่าใช้จ่ายเป็นความลับตามกฎหมาย เนื่องจากการเจรจาให้สิทธิประโยชน์จะพิจารณาตามมูลค่าของแต่ละโครงการ ดังนั้นจึงได้ไม่ได้เท่ากัน

    ขณะที่สองมาตรการใหม่ล่าสุดนี้ จะเป็นการสนับสนุนพัฒนาทักษะคนไทยให้ตรงต้องการของอุตสาหกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมเดิมในประเทศ

    “เรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพ เราให้เวลา 1 ปี หลังออกบัตร เพราะต้องมีเวลาเตรียมการ แต่ละบริษัทกว่าจะวางแผนปรับปรุงโรงงาน ต้องสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ กว่าจะได้มา ต้องมีเวลา เท่าที่เราคุยกับภาคอุตสาหกรรม 1 ปีเป็นเวลาที่เพียงพอ ทั้ง 2 มาตรการนี้ก็จะเห็นผลที่เกิดขึ้นจริงภายในปีหน้า” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

    บทความที่เกี่ยวข้อง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-97&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K_L_tDgQKzsKveq2b0l__

  • 4 สมาคมฯ ค้านเปิดนำเข้าเอทานอลสหรัฐฯ ผวาทุบเศรษฐกิจเสียหายกว่า 5.6 หมื่นล้าน

    4 สมาคมฯ ค้านเปิดนำเข้าเอทานอลสหรัฐฯ ผวาทุบเศรษฐกิจเสียหายกว่า 5.6 หมื่นล้าน

    จากกรณีเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ภายหลังข่าวสหรัฐอเมริกา และไทยประกาศบรรลุ “กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน” (Reciprocal Trade Framework) ซึ่งไทยตกลง ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ  กว่า 99% ครอบคลุมสินค้าทางอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และอาหาร เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อตกลงดังกล่าวในประเด็น “ออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลจากสหรัฐฯ สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง” ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อย และมันสำปะหลังที่นำวัตถุดิบมาขายเพื่อแปรรูปเป็นเอทานอล ทำให้เกษตรกรเริ่มร้องเรียนมายังผู้ประกอบการเอทานอล เรื่องแนวทางในการรับซื้อผลผลิตที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคมนี้

    นายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึง 4 สมาคมฯ ระกอบด้วยสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย สมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง สถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย มีความเห็นขอคัดค้าน และขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ สร้างการมีส่วนร่วมก่อนมีการลงรายละเอียดในข้อตกลงนี้เร่งด่วน

    ก่อนหน้าข่าวดังกล่าวจะเผยแพร่ออกไป 4 สมาคมฯ ยังไม่ได้รับการประสานงานจากหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ในการพิจารณาสินค้าอย่างเป็นทางการ จึงทำให้เกิดความกังวลอย่างมากในประเด็นข่าวที่ เผยแพร่ออกมา ซึ่งการอนุญาตให้นำเข้าเอทานอลมาได้จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อพืชผลทางการเกษตร และอุตสาหกรรมพลังงานเอทานอลของไทยโดยทันที ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคมมูลค่ากว่า 56,000 ล้านบาท

    ทั้ง 4 สมาคมฯ จึงวอนขอรัฐบาลระงับการดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าวทันที และขอให้เร่งเปิดเวทีหารือมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในสินค้าเอทานอล เนื่องจากตามข่าวรัฐบาลแจ้งระยะเวลาในการเร่งรัดข้อตกลงฯ ว่าจะให้เรียบร้อยภายในปีนี้

    พร้อมทั้งขอให้เร่งผลักดันการส่งเสริมเอทานอลในประเทศให้เกิดความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ตามที่ประเด็นนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจนขาดความต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานในช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/643484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HYG_kjvON9fXEdB7RDtLJ

  • EnCo สานต่อโครงการ “แว่นตา แว่นใจ มอบแว่นใหม่ให้ชุมชน” เสริมสุขภาพดวงตา สร้างสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

    EnCo สานต่อโครงการ “แว่นตา แว่นใจ มอบแว่นใหม่ให้ชุมชน” เสริมสุขภาพดวงตา สร้างสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

    บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) เดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรม “แว่นตา แว่นใจ มอบแว่นใหม่ให้ชุมชน” ประจำปี 2568 เพื่อส่งเสริมสุขภาพสายตาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบสำนักงานใหญ่ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนกว่า 100 คน เข้ารับการตรวจวัดสายตาโดยผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท หอแว่น กรุ๊ป จำกัด พร้อมมอบแว่นสายตาที่เหมาะสมและมีคุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคาร EnCo F

    นายศิรศักดิ์ จันเทรมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด กล่าวว่า “การมองเห็นเป็นพื้นฐานสำคัญของคุณภาพชีวิต เพราะส่งผลต่อการเรียนรู้ การทำงาน และการดำเนินชีวิตในทุกวัน แต่ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กนักเรียน และผู้มีรายได้น้อย ที่ประสบปัญหาทางสายตาแต่ไม่สามารถเข้าถึงบริการตรวจวัดที่มีคุณภาพได้ EnCo จึงริเริ่มโครงการนี้ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเท่าเทียม ผ่านการตรวจวัดโดยผู้เชี่ยวชาญและมอบแว่นสายตาฟรี โดยหวังให้กิจกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาทางสายตา แต่ยังสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการดูแลดวงตา และปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปันในสังคม”

    Advertisements

    โครงการ “แว่นตา แว่นใจ มอบแว่นใหม่ให้ชุมชน” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมจิตอาสาภายใต้แนวทางความรับผิดชอบต่อสังคมของ EnCo ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำเจตนารมณ์ขององค์กรในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าคืนสู่สังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนชุมชนให้น่าอยู่และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkok-today.com/758116-2/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wPoOcB_pU5EgaRA6v-XJH

  • “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ปัตตานี ฟังเสียงครูปลายด้ามขวาน

    “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ปัตตานี ฟังเสียงครูปลายด้ามขวาน

    “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ปัตตานี ฟังเสียงครูปลายด้ามขวาน

    8 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี ตรวจเยี่ยมการศึกษาในพื้นที่ โดยได้เดินทางไปยังโรงเรียนดรุณศาสน์วิทยา และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พร้อมด้วยนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลาง และในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เข้าร่วมติดตามและรับฟังปัญหาการศึกษา

    โดย ร.อ.ธรรมนัส และศ.ดร.นฤมล ได้นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นได้เป็นประธานมอบทุนการศึกษา แก่ทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ ยังได้ร่วมพูดคุยกับผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งในสังกัด สพฐ. โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนสอนศาสนา (ปอเนาะ–ตาดีกา) เพื่อรับฟังสภาพปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็น “งบอาหารกลางวัน” ที่โรงเรียนเอกชนยังเข้าไม่ถึง 

    “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ปัตตานี ฟังเสียงครูปลายด้ามขวาน

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราคุยกันตลอดว่า ปัญหาของพี่น้องครูโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดขึ้น ต้องช่วยกันแก้ โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการครู ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ตนไปที่ไหนก็จะพูดเรื่องนี้เสมอ เพราะการที่เราจะเป็น พ่อคนที่สอง แม่คนที่สอง ของลูกหลานเยาวชน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของประเทศไทย เราทุกคนคือคนไทย และต้องได้รับการดูแลอย่างดี ถ้าพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติไม่สมบูรณ์ จะให้หล่อหลอมต้นกล้าให้เป็นเยาวชนที่ดี มีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญของประเทศได้อย่างไร การสร้างชาติให้มั่นคงจึงเป็นไปไม่ได้เลย
     

    “ครู ไม่ใช่อาชีพเรือรับจ้าง แต่เป็นอาชีพที่ต้องมีศักดิ์ศรี และต้องได้รับการดูแล ครอบครัวของคุณครูก็เช่นกัน ต้องไม่ประสบปัญหา เพราะถ้าครอบครัวครูมีปัญหา ทั้งเรื่องหนี้สินหรือเรื่องส่วนตัว จะมีแรงใจไปสอนลูกหลานได้อย่างไร เรื่องบ้านพักครูก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงให้ดีขึ้น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวย้ำ 
     

    “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ปัตตานี ฟังเสียงครูปลายด้ามขวาน

    ขณะที่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า หลายคนยังเข้าใจผิดว่า เด็กโรงเรียนเอกชนคือเด็กมีฐานะ ทั้งที่ความจริงไม่ใช่ โรงเรียนเอกชนการกุศล และโรงเรียนศาสนาหลายแห่ง มีเด็กยากจนจำนวนมาก จึงควรได้รับสิทธิ์อาหารกลางวัน เช่นเดียวกับโรงเรียนของรัฐ เพราะหลักการคือเด็กทุกคน ต้องเข้าถึงอาหารกลางวันอย่างเท่าเทียม ซึ่งจากข้อมูลพบว่า เด็กในพื้นที่ชายแดนใต้จำนวนมาก ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญต่อพัฒนาการ และสติปัญญาของเด็ก ซึ่งกระทรวงจะพิจารณาแนวทาง ให้เด็กในพื้นที่ได้เข้าถึงโภชนาการครบถ้วน

    ในส่วนของบ้านพักครู ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่ออนุมัติหลักการพัฒนาบ้านพักครูทั่วประเทศ โดยจะให้การเคหะแห่งชาติ เข้ามาช่วยดำเนินการสร้างและปรับปรุง  ซึ่งจังหวัดปัตตานีจะถูกบรรจุเป็นจังหวัดนำร่องเพิ่มเติม หลังจากดำเนินการใน 8 จังหวัดแรกแล้ว นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ด้านเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนในพื้นที่ รวมถึงแนวทางสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็ก ให้มีที่พักนอนเพียงพอสำหรับนักเรียน 

    “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ปัตตานี ฟังเสียงครูปลายด้ามขวาน

    จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส และ ศ.ดร.นฤมล และคณะ เดินทางต่อไปยังหอประชุมใหญ่ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี เพื่อเยี่ยมชมนิทรรศการด้านการศึกษา และกิจกรรม Fix it Center ของสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอกะพ้อ อำเภอปานาเระ ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพอำเภอยะรัง อำเภอมายอ และอำเภอแม่ลาน สาขาวิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี 

    “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ปัตตานี ฟังเสียงครูปลายด้ามขวาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378969137&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MHFtMxFal09YG6gVnigSr

  • “นฤมล” นำทีมศธ.ลุยยะลา รับฟังปัญหา หลักสูตรอิสลามศึกษา เพดานค่ารักษาพยาบาล งบอาหารกลางวัน ลดภาระผู้ปกครอง ยันพร้อมนำปรับแก้ไข | TOPNEWS

    “นฤมล” นำทีมศธ.ลุยยะลา รับฟังปัญหา หลักสูตรอิสลามศึกษา เพดานค่ารักษาพยาบาล งบอาหารกลางวัน ลดภาระผู้ปกครอง ยันพร้อมนำปรับแก้ไข | TOPNEWS

    “นฤมล” นำทีมศธ.ลุยยะลา รับฟังปัญหา หลักสูตรอิสลามศึกษา เพดานค่ารักษาพยาบาล งบอาหารกลางวัน ลดภาระผู้ปกครอง ยันพร้อมนำปรับแก้ไข

    • เผยแพร่ : 09/11/2025 00:18

    “นฤมล” นำทีมศธ.ลุยยะลา รับฟังปัญหา หลักสูตรอิสลามศึกษา เพดานค่ารักษาพยาบาล งบอาหารกลางวัน ลดภาระผู้ปกครอง ยันพร้อมนำปรับแก้ไข

    เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดย ได้ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอุดหนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ปีงบประมาณ 2568 รวมจำนวน 9 ทุน

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรและระบบบริหารงานของครูมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในอาชีพ ภาระงานด้านเอกสาร และงานบริหารการเงินบัญชีของโรงเรียน โดยบอร์ด ก.ค.ศ. ก็ได้พิจารณานำอัตราครูเกินเกณฑ์ของ สพฐ. มาเป็นอัตราบุคลากรทางการศึกษา (38ค.) รอบแรกจำนวน 600 อัตรา และรอบที่สอง จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อให้ สพฐ. จัดสรรอัตรากำลังเหล่านี้ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของครู

    นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงระบบวิทยฐานะของครู โดยเปิดทางเลือกใหม่ในการประเมินผลงานที่นอกจากงานวิจัย ยังสามารถใช้ผลงานนวัตกรรมเชิงการเรียนการสอน เครื่องมือการศึกษา หรือรางวัลระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ครูและสถานศึกษาสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัด

    “ในเรื่องของการศึกษาเอกชนได้ผลักดันในหลาย ๆ เรื่องมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารกลางวัน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางบอร์ด กช.ได้เห็นชอบแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน งบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชนฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น ก็อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนได้มอบเลขาธิการ กช. รับข้อเสนอในวันนี้ ทั้งเรื่องของหลักสูตรอิสลามศึกษา การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาล (จากเดิมเบิกได้ 150,000 บาท) ตลอดจนการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา ที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เพื่อรับเรื่องไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎ ระเบียบและขั้นตอนของทางราชการต่อไป รวมทั้งประเด็นค่าน้ำค่าไฟของโรงเรียน ทั้งสังกัดอาชีวศึกษาและ สพฐ. ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย พร้อมกล่าวย้ำถึงความตั้งใจในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ว่า ต้องการรับฟังปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและร่วมวางแผนปรับโครงสร้างอัตรากำลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง

    6

    14

    กล้องชัด!รถบรรทุก 18 ล้อพุ่งตกร่องน้ำกลางถนนพลิกคว่ำ ขี้ยางก้อนถ้วยเทกระจายขวางถนน

    “ส.ส.กิตติ” ลงพื้นที่ติดตามโครงการปรับปรุงถนนแยกปลาลัง

    “กระบะลุงวัย 57 ปี” เหินฟ้าชนราวสะพาน ดิ่งคลองดับ นักประดาน้ำค้นหานาน 10 ชั่วโมง

    “สส.กิตติ” ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการงบประมาณในพื้นที่ อบต.ไสไทย

    “สุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกฯ และ รมว.ทส. สั่งการด่วน ระดมกำลัง ทส. ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอ่างทอง หลังน้ำท่วมฉับพลันคันดินแตก

    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบของขวัญ ส่งกำลังใจแก่ผู้พิการ ในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1384101&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QK4ujydORhJrsbD68bEEE

  • รศ.ดร.พรรณี เผย  ทีมนักวิจัย  4 มหาวิทยาลัยผนึกกำลัง เตรียมยกระดับ  เขาชีจรรย์

    รศ.ดร.พรรณี เผย ทีมนักวิจัย 4 มหาวิทยาลัยผนึกกำลัง เตรียมยกระดับ เขาชีจรรย์

    วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

    รศ.ดร.พรรณี เผย  ทีมนักวิจัย  4 มหาวิทยาลัยผนึกกำลัง เตรียมยกระดับ  เขาชีจรรย์ สู่นวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-ศาสนายั่งยืน

    รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง  อาจารย์ปรจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  และ ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร   มหาวิทยาลัยสวนดุสิต   เปิดเผยว่า   “พระพุทธรูปทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ณ เขาชีจรรย์: นวัตกรรมเลเซอร์ตามพระราชดำริรัชกาลที่ 9 สร้างประสบการณ์จิตวิญญาณ ยกระดับพัทยาสู่จุดหมายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนา”

    นอกจากนี้  พัทยา  จะไม่ใช่แค่ไนต์ไลฟ์อีกต่อไป!   นักวิจัยไทยเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลัง พระพุทธรูปแกะสลักทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ที่ เขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนภาพลักษณ์พัทยาสู่ “ฮับท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา” ระดับโลก ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์แกะสลักที่ “ไม่เคยมีที่ไหนในโลก” และสร้างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณให้ผู้มาเยือน 

    ในงานนี้   ดร. ถนอม อินทรกำเหนิด นายกสภามหาวิทยาลัยสวนดุสิต  ให้ความสนใจร่วมผลักดันการวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงสาธารณะ คณะผู้วิจัย คณะผู้วิจัยนำทีมโดย   ศ.ดร. พิเชษฐ์ ลิ้มสุวรรณ และ รศ.ดร. พรรณี สวนเพลง พร้อมด้วยทีมงานวิจัยจาก 4 มหาวิทยาลัยได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ร่วมกันพัฒนางานวิจัย “Laser-Carved Legacy: Exploring the Scientific Construction and Cultural Significance of the World’s Largest Golden Buddha in Thailand through a Tourist Perspective” ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่รวบรวมเอกสารข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงมีพระราชดำริที่สำคัญในการสร้าง “พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา” (พระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์) 

    เพื่อเฉลิมพระเกียรติครบ 50 ปีแห่งการครองราชย์ (พ.ศ. 2539) โดยทรงเน้น ความยั่งยืน ความปลอดภัย และความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ และเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวยาวนากว่า 30 ปี ซึ่งต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์เมือง “พัทยาเมืองท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาศูนย์กลางความเชื่อและศรัทธา” ผ่าน DRAMA Model ที่ประเมินประสบการณ์ท่องเที่ยวเขาชีจรรย์ที่เป็น New Landmark แห่งใหม่ที่เป็นการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)  และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้น

    “พระพุทธรูปพระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักทองคำใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ที่เขาชีจรรย์ พัทยา พื้นที่ด้านหน้าและด้านข้างหน้าผาเขาชีจรรย์ที่กำหนดไว้สำหรับการออกแบบภูมิทัศน์ รวมถึงสระน้ำขนาดใหญ่ สวนอเนกประสงค์ และพื้นที่บริการอื่นๆ ครอบคลุมประมาณ 193 ไร่ (76.29 เอเคอร์) พื้นที่นี้ตั้งอยู่ที่ฐานหน้าผาเขาชีจรรย์ ซึ่งรวมพื้นที่หินประมาณ 15 ไร่ (5.93 เอเคอร์) ด้านหน้าพระพุทธรูป ดังนั้น โครงการแกะสลักพระพุทธรูปบนหน้าผาเขาชีจรรย์จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่เขาชีจรรย์ให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เพื่อรองรับและสนับสนุนผู้มาเยี่ยมชมที่มาสักการะพระพุทธรูป รวมถึงเป็นสถานที่สำหรับทำสมาธิหรือพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนทั่วไป

    โดยวัดยานนาวา ร่วมกับศิษยานุศิษย์ เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2533 ได้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการพระราชดำริ เพื่อดูแลการออกแบบพระพุทธรูปที่จะแกะสลักบนหน้าผาเขาชีจรรย์ คณะกรรมการนี้ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้และหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง หลังจากการพิจารณาอย่างละเอียด ได้ตัดสินใจว่าสามารถแกะสลักพระพุทธรูปบนหน้าผาได้ และจะออกแบบเป็นพระพุทธรูปนั่งในท่ามารวิชัย สูง 109 เมตร นั่งบนฐานบัวสูง 21 เมตร รวมความสูงทั้งสิ้น 130 เมตร และกว้าง 70 เมตร อีกทั้งวัดยานนาวาและคณะกรรมการได้แต่งตั้งกรมทรัพยากรธรณีให้สำรวจหน้าผา ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญแกะสลักหินจากมณฑลเสฉวน ประเทศจีน เพื่อตรวจสอบลักษณะหินของหน้าผา ได้ข้อสรุปว่าพระพุทธรูปสามารถแกะสลักได้เฉพาะแบบนูนต่ำหรือเส้นนูนบนหินธรรมชาติของหน้าผา 

    การออกแบบพระพุทธรูปได้เสนอต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 สำนักราชเลขานุการในพระองค์ทรงแจ้งว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อนุมัติโครงการ พร้อมพระราชทานคำแนะนำว่าควรแกะสลักเป็นภาพเส้นแต่ทำให้ลึกและชัดเจนเพื่อมองเห็นได้จากระยะไกล และไม่ควรสร้างเป็นนูนต่ำเนื่องจากปัญหาการบำรุงรักษา เนื่องจากหน้าผาเป็นหินปูน นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการความปลอดภัยโดยกำหนดพื้นที่ด้านหน้าพระพุทธรูปเป็นเขตหวงห้าม วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 คณะกรรมการที่รับผิดชอบการสร้างพระพุทธรูปบนหน้าผาเขาชีจรรย์ได้เลือกบริษัท International Blaster Co., Ltd. เป็นผู้รับเหมาแกะสลักพระพุทธรูป งบประมาณก่อสร้างกำหนดไว้ที่ 43,305,800 บาท (ประมาณ 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ด้วยระยะเวลาก่อสร้าง 12 เดือน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ 

    สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการบริหารโครงการ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นรองประธาน พระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาเขาชีจรรย์เสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2539 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2544 จากมุมมองการท่องเที่ยว พัทยา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญในจังหวัดชลบุรี 

    ผลวิเคราะห์จากโมเดล DHARMA ยืนยันบทบาทเชื่อมโยงกันของอัตลักษณ์จุดหมายปลายทาง คุณค่ามรดก ประสบการณ์การรู้จัก ประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ความประทับใจที่จดจำได้ และความผูกพัน ในการกำหนดความคิดเห็นนักท่องเที่ยวที่เขาชีจรรย์ โมเดลนี้แสดงว่าลักษณะทางภูมิศาสตร์เอกลักษณ์ ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ส่งเสริมประสบการณ์นักท่องเที่ยวที่หมายความและยั่งยืน โดยเฉพาะอิทธิพลของอัตลักษณ์จุดหมายปลายทางต่อคุณค่ามรดก และความเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์ที่น่าจดจำกับความผูกพัน เน้นความสามารถของสถานที่สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่ขับเคลื่อนความภักดีและความตั้งใจกลับมาเยี่ยมชม 

    ผลกระทบของการศึกษามีสองด้าน ประการแรก แสดงศักยภาพการบูรณาการเทคโนโลยีเลเซอร์เข้ากับ
    โครงการมรดกวัฒนธรรม ปูทางสำหรับการประยุกต์ใช้ในอนาคตเรื่องบูรณะ บันทึก และอนุรักษ์สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ประการที่สอง ให้ข้อมูลปฏิบัติสำหรับการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเน้นใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์จุดหมายปลายทาง เพิ่มการมีส่วนร่วมในสถานที่ และส่งเสริมความเชื่อมโยงทางอารมณ์ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้มาเยือนและความยั่งยืนระยะยาว 

    นัยยะเชิงนโยบายและการจัดการ: ผลวิจัยให้คำแนะนำปฏิบัติสำหรับการจัดการจุดหมายปลายทางและพัฒนาการท่องเที่ยว ททท. ควรบูรณาการมรดกพระราชวงศ์และพุทธศาสนาของเขาชีจรรย์เข้ากับแคมเปญส่งเสริมระดับชาติ การตลาดดิจิทัลบน WeChat และ Instagram มุ่งนักท่องเที่ยวจีน (30% ของผู้มาเยือนพัทยาในปี 2567) และอินเดีย ควรเน้นภาพพระพุทธรูปที่ช่วยด้วยเลเซอร์เป็นสัญลักษณ์นวัตกรรมวัฒนธรรมและเทคโนโลยี คุณค่าการอนุรักษ์สูง แนะนำกรมศิลปากรแสวงหาสถานะมรดกโลก UNESCO สำหรับเขาชีจรรย์ ใช้วิธีอนุรักษ์ยั่งยืนคล้ายอังกอร์วัด เพื่อเพิ่มการยอมรับโลกและเงินทุนอนุรักษ์ นักนโยบายจังหวัดชลบุรีพัฒนาความคิดริเริ่มโต้ตอบ เช่น เวิร์กช็อปสมาธิหรือเทศกาลวัฒนธรรมตามวิสาขบูชาเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมผู้มาเยือนและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น กลยุทธ์เหล่านี้เสริมบทบาทเขาชีจรรย์ปรับตำแหน่งพัทยาจาก “เมืองหลวงแห่งเพศ” สู่จุดหมายท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและอุดมวัฒนธรรม การปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวพัทยา:

    การเปลี่ยนเขาชีจรรย์เป็นสถานที่สำคัญทางจิตวิญญาณนำเสนอโอกาสโดดเด่นปรับตำแหน่งพัทยาเป็นจุดหมายชั้นนำท่องเที่ยววัฒนธรรมและศาสนา โดยเน้นมรดกพระราชวงศ์ สภาพแวดล้อมสงบ และการก่อสร้างช่วยด้วยเลเซอร์นวัตกรรม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่องเที่ยวดึงดูดกลุ่มผู้มาเยือนหลากหลาย รวมครอบครัวและผู้แสวงหาจิตวิญญาณ ต่อต้านภาพลักษณ์เน้นไนต์ไลฟ์ การเน้นโมเดล DHARMA ต่อความประทับใจจดจำได้และความผูกพัน เน้นศักยภาพกิจกรรมเล่าเรื่องประวัติภาพพระพุทธรูปหรือทัวร์ดิจิทัล immersive ส่งเสริมความเชื่อมโยงอารมณ์ลึกซึ้ง ส่งเสริมการมาเยือนซ้ำและยกระดับความน่าดึงดูดโลกของพัทยาในฐานะจุดหมายท่องเที่ยวหลากหลาย แม้มีส่วนสนับสนุน การศึกษายอมรับข้อจำกัด มุ่งเน้นสถานที่เดียวและพึ่งข้อมูลข้ามภาค 

    การวิจัยอนาคตควรแก้ไขผ่านประยุกต์โมเดล DHARMA กว้างขึ้นและวิเคราะห์ตามยาว อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้พัฒนาความเข้าใจพลวัตท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและบทบาทเทคโนโลยีอนุรักษ์มรดก ให้พื้นฐานสอบสวนวิชาการและกลยุทธ์จัดการจุดหมายปลายทางปฏิบัติที่เขาชีจรรย์และที่อื่นๆ 

    สามารถอ่านเอกสารฉบับเต็มที่ได้ที่ https://www.mdpi.com/2673-5768/6/4/201 

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง  อาจารย์ปรจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  และ ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร   มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  เลขที่ 295 ถนนราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กทม. 10300  เลขานุการโครงการ ดร.นวนันทน์ ศรีสุขใส โทร 0802282290 , 02-2445972

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/926579&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NrxF80YJvAxTQYNofiPcE

  • ทสภ. ชี้แจงปม นักท่องเที่ยวอิสราเอลพกกระสุนขึ้นเครื่อง

    ทสภ. ชี้แจงปม นักท่องเที่ยวอิสราเอลพกกระสุนขึ้นเครื่อง

    ทสภ. ชี้แจงปม นักท่องเที่ยวอิสราเอลพกกระสุนขึ้นเครื่อง

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ชี้แจงกรณีที่มีรายงานในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับเหตุการณ์ นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลถูกจับกุมหลังตรวจพบเครื่องกระสุนปืนในกระเป๋าสัมภาระ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568

    โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้โดยสารรายดังกล่าวเคยเดินทางเข้าประเทศผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ว่า สัมภาระผ่านการตรวจสอบได้อย่างไร

    ทสภ. ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า ผู้โดยสารชาวอิสราเอลรายนี้ได้เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 และได้ต่อเครื่องไปยังจังหวัดภูเก็ตในวันเดียวกัน ก่อนท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ เช่น เกาะพีพี และภูเก็ต จนกระทั่งเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเดินทางเข้าประเทศมากกว่าหนึ่งสัปดาห์

    ในการตรวจสอบย้อนหลังพบว่า ขณะผู้โดยสารเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานภูเก็ตนั้น สัมภาระของผู้โดยสารได้ผ่านการตรวจค้นด้วย ระบบตรวจสอบวัตถุระเบิด (Explosive Detection System: EDS) ซึ่งไม่พบสารระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัย จึงผ่านขั้นตอนการตรวจตามปกติ

    หากระบบตรวจพบสิ่งต้องสงสัย จะมีการแจ้งเตือนและนำสัมภาระออกมาตรวจซ้ำโดยเจ้าหน้าที่ทันที

    ทสภ. ยืนยันว่า ให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารและอากาศยาน โดยใช้ ระบบตรวจสอบสัมภาระใต้ท้องเครื่อง (Hold Baggage Screening System) ตามมาตรฐานของหน่วยงานความปลอดภัยด้านการขนส่งของสหรัฐฯ (TSA) และองค์การการบินพลเรือนยุโรป (ECAC) ซึ่งได้รับการรับรองจาก สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานภายในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ทสภ. ระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามบินภูเก็ตนั้น เป็นเหตุหลังจากนักท่องเที่ยวรายดังกล่าวได้ท่องเที่ยวในประเทศไทยหลายวันแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย ทสภ. ยังคงดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสารและอากาศยาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/643520&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bMAPZSpydoqW5dm3IBcTK