Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย: วิจัยกรุงศรี

    ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย: วิจัยกรุงศรี

    ●เศรษฐกิจโลก
    ข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนช่วยลดความไม่แน่นอนในระยะสั้น ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสัญญาณการฟื้นตัวหลังนายกฯประกาศเดินหน้านโยบายการคลังเชิงรุก

    •สหรัฐฯ
    เฟดลดทอนโอกาสปรับลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ขณะที่ ข้อตกลงทางการค้ากับจีนล่าสุดช่วยคลายความตึงเครียดในระยะสั้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติ 10-2 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 3.75%-4.00% พร้อมประกาศยุติการใช้นโยบายคุมเข้มเชิงปริมาณ (Quantitative Tightening: QT) ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ขณะที่ผลเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนออกมาในเชิงบวก โดยทรัมป์ประกาศลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนลงจากเดิม 57% เหลือ 47% โดยมีผลทันที เพื่อแลกกับการที่จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐฯ รวมถึงการส่งออกแร่หายากและปราบปรามการค้าเฟนทานิลผิดกฎหมาย
    ทั้งนี้ ข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนดังกล่าวช่วยลดความไม่แน่นอนลงในระยะสั้น ขณะที่การส่งสัญญาณของประธานเฟดล่าสุดที่ระบุถึงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการขาดข้อมูลเศรษฐกิจในช่วง Government Shutdown ส่งผลให้มีความไม่แน่นอนมากขึ้นเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในทิศทางชะลอตัว สะท้อนผ่านการจ้างงานที่ลดลง การบริโภคที่อ่อนแอ ท่ามกลางความเสี่ยงจากการปิดหน่วยงานราชการที่ยืดเยื้อ ยังเปิดโอกาสให้เฟดสามารถปรับลดดอกเบี้ยได้ โดยวิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ภายในสิ้นปีนี้

    •ญี่ปุ่น
    นโยบายการคลังเชิงรุกของรัฐบาลและการบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติ 7-2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% โดยให้น้ำหนักเรื่องความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจรวมถึงความไม่แน่นอนที่เกิดจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ลงนามข้อตกลงทางการค้าและแร่ธาตุสำคัญ (Rare Earth) ผ่านความร่วมมือด้านภาษี การขนส่ง และการลงทุน รวมถึงคำมั่นที่ญี่ปุ่นจะจัดสรรเงินลงทุนในโครงการของสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 550,000 ล้านดอลลาร์ฯ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน
    มาตรการกระตุ้นทางการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่นล่าสุดคาดว่าจะช่วยฟื้นการบริโภคและหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงปลายปีผ่านเม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 13.9 ล้านล้านเยน โดยจะมุ่งเน้นการช่วยเหลือภาคครัวเรือนและธุรกิจ การแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคง รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้า ขณะเดียวกันผลเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ อาจช่วยลดแรงกดดันต่อภาคการส่งออกและการผลิตได้บ้าง จากปัจจัยดังกล่าวประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% วิจัยกรุงศรีประเมินว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในต้นปี 2569

    •จีน
    แม้ความขัดแย้งทางการค้าเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง แต่กระแส Trade Protectionism และปัญหาเชิงโครงสร้างยังกดดันเศรษฐกิจจีน PMI ภาคการผลิตชะลอลงแรงสุดในรอบครึ่งปีจาก 49.8 ในเดือนกันยายนเป็น 49 ในเดือนตุลาคม ขณะที่กำไรภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเร่งขึ้นจาก 0.9% YoY ในช่วง 8 เดือนแรกเป็น 3.2% ในช่วง 9 เดือนแรก อีกด้านหนึ่ง จีนและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงทางการค้าชั่วคราว โดยสหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนลง 10% เป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมทั้งชะลอการควบคุมการส่งออกสินค้าสำคัญไปยังจีนและชะลอการตรวจสอบอุตสาหกรรมต่อเรือของจีน ขณะที่จีนจะชะลอการควบคุมการส่งออกแร่หายาก และการตอบโต้อื่น ๆ เป็นระยะเวลา 1 ปี รวมถึงจะกลับมานำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ

    การชะลอตัวในภาคการผลิตติดต่อกันถึง 7 เดือนสะท้อนให้เห็นว่า ภาคการผลิตโดยพื้นฐานยังคงอ่อนแอแม้มีมาตรการกระตุ้น ขณะที่แรงส่งการฟื้นตัวของกำไรภาคอุตสาหกรรมยังไม่ชัดเจน และยังเผชิญอุปสรรคจากภาวะอุปทานส่วนเกินและการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรง นอกจากนี้ แม้มีการสงบศึกทางการค้าชั่วคราว แต่ภาษีนำเข้ายังอยู่ในระดับสูง เมื่อประกอบกับการกีดกันทางการค้าอื่น ๆ คาดว่า จะยังแรงกดดันภาคการส่งออกและภาคการผลิตของจีน ในระยะต่อไป ยังต้องจับตาประเด็นภาษีสวมสิทธิ์และสงครามเทคโนโลยี ที่อาจส่งผลกระทบกระทบต่อเศรษฐกิจและเศรษฐกิจโลกโดยรวม

    •เศรษฐกิจไทย
    แม้ภาคส่งออกยังขยายตัวแต่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 มีแนวโน้มหดตัว คาดทั้งปี GDP โต 2.1%
    เศรษฐกิจไทยเดือนกันยายนปรับดีขึ้นจากภาคส่งออกและท่องเที่ยว แต่ภาพรวมไตรมาส 3 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเศรษฐกิจเดือนกันยายน มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน (+0.9% MoM sa) ตามการขยายตัวของการส่งออกในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายรับที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน (+5.8% และ +12.6% ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายในประเทศซบเซาลง โดยการบริโภคภาคเอกชนหดตัว (-0.8%) ตามการลดลงในหมวดบริการ ด้านการลงทุนภาคเอกชนหดตัว
    (-4.5%) จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นหลัก

    ในไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยชะลอลงจากไตรมาสก่อน จากแรงกดดันของอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรง โดยการบริโภคภาคเอกชนหดตัวตามรายได้และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ชะลอลง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนลดลงต่อเนื่องสะท้อนความระมัดระวังของภาคธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่วนภาคท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ต่ำกว่าระดับก่อนโควิด อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้เผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ บางส่วนก็ตาม

    ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ GDP ไทยในไตรมาส 3 ของปีนี้ อาจหดตัว -0.3% QoQ sa หรือขยายตัวเพียง 1.4% YoY (เทียบกับ +0.6% และ +2.8% ตามลำดับ ในไตรมาส 2) สำหรับในไตรมาสสุดท้ายของปี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลล่าสุดในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” คาดว่าจะช่วยหนุนการใช้จ่ายและภาคบริการให้ฟื้นตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวซึ่งจะสามารถหลีกเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคได้ โดยทั้งปี 2568 วิจัยกรุงศรียังประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ 2.1%

    แม้มูลค่าส่งออกเดือนกันยายนเติบโตสูงสุดในรอบ 42 เดือน แต่กระจุกตัวในหลายอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกในเดือนกันยายนอยู่ที่ 31.0 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 19.0% YoY หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และทองคำ การส่งออกเติบโต 15.7% โดยการส่งออกสินค้าสำคัญที่ขยายตัวดี อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรยังคงหดตัวต่อเนื่อง อาทิ ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ด้านตลาดส่งออกพบว่าตลาดสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัว ได้แก่ สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียน สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 254.1 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.9%

    แม้การส่งออกในเดือนกันยายนยังคงเติบโตสูงแต่โครงสร้างการเติบโตยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้แรงหนุนจากการเร่งส่งออกก่อนที่สหรัฐฯจะมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าในกลุ่มเซมิคอนดัคเตอร์ ประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลทั่วโลก ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรยังคงหดตัวต่อเนื่องจากราคาตลาดโลกที่ปรับลดลงและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค รวมทั้งผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของปีนี้แม้การส่งออกอาจมีแนวโน้มชะลอลงบ้างหลังจากเร่งส่งออกไปแล้วนั้น แต่จากมูลค่าการส่งออกในช่วง 9 เดือนแรกที่ขยายตัวสูงเกินคาด จึงมีแนวโน้มที่การส่งออกทั้งปีจะเติบโตได้ดีกว่าที่วิจัยกรุงศรีเคยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 3.5% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่การเติบโตแบบทั่วถึง (broad-based) ทำให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังค่อนข้างจำกัด และอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/255518&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BsvNtsxbblqUPj0tfwuKW

  • ตลาดแรงงานไทยเปราะบาง เร่งปรับตัวรับความเสี่ยงรอบด้าน

    ตลาดแรงงานไทยเปราะบาง เร่งปรับตัวรับความเสี่ยงรอบด้าน

    นับจากช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ตลาดแรงงานไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนภาพรวมของตลาดแรงงานที่เหมือนจะกลับมาเป็นปกติแล้ว โดยอัตราการว่างงานที่เป็นหนึ่งในเครื่องชี้บอกความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานได้ทยอยฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19 จากจุดสูงสุดที่ 2.25% ณ Q3/2564 เหลือเพียง 0.7% ในช่วง 2 เดือนแรกของ Q3/2568 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนโควิด-19 ที่ 1% แล้ว 

    หากเจาะลึกลงไปกลับพบว่า ตลาดแรงงานไทยส่งสัญญาณเปราะบางมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ความท้าทายภายในประเทศมาจากเศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง ภาคการผลิตยังฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งมีแผนปรับลดพนักงานมากขึ้น ส่งผลให้แรงงานต้องออกจากงานปัจจุบัน หรือแรงงานอายุน้อยที่เพิ่งเรียนจบจะหางานทำได้ยากขึ้น 

    สำหรับความท้าทายภายนอกประเทศมาจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าและความขัดแย้งชายแดนที่อาจรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้ที่ลดลง จากต้นทุนในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้าสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันลดลงทั้งตลาดในและต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผู้ประกอบการอาจลดการจ้างงาน หรือลดชั่วโมงการทำงานของแรงงานเพื่อลดต้นทุนในการดำเนินกิจการ

    ผู้ประกอบการกว่า 1 ใน 4 ลดคนในปี 2567 สูงขึ้นมากจากอดีต เทรนด์นี้จะแรงขึ้นอีก

    จากการสำรวจผู้ประกอบการกว่า 702 ราย ของ Jobsdb by seek พบว่า ผู้ประกอบการกว่า 25% ในปี 2567 ลดจำนวนพนักงานลงทั้งพนักงานประจำและสัญญาจ้างชั่วคราว และปรับลดลงในทุกรูปแบบ ทั้งในรูปแบบเลิกจ้าง หรือไม่จ้างงานทดแทนตำแหน่งที่มีพนักงานลาออกไป เพื่อลดต้นทุนและปรับองค์กรให้มีความคล่องตัวพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยตำแหน่งงานที่ลดพนักงานประจำแบบเต็มเวลามากที่สุด ได้แก่ บัญชี ธุรการและทรัพยากรบุคคล บริการลูกค้า งานการผลิต งานขาย/พัฒนาธุรกิจ และไอที

    ที่มา : รายงานการจ้างงานผลตอบแทนและสวัสดิการประจำปี 2568 (Jobsdb, 2025)
    ที่มา : รายงานการจ้างงานผลตอบแทนและสวัสดิการประจำปี 2568 (Jobsdb, 2025)

    เทรนด์การลดคนของผู้ประกอบการเริ่มชัดเจนขึ้นจากภาคการผลิตที่ฟื้นตัวช้า เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง อีกทั้ง ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าของสหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของธุรกิจในกลุ่มเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางพารา สิ่งทอ อาหารทะเล (กุ้ง) และยานยนต์ และธุรกิจในกลุ่มเสี่ยงปานกลาง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน อาหารสัตว์เลี้ยง ยานยนต์เชิงพาณิชย์ เหล็ก ขนส่ง และโลจิสติกส์

    อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม และอัตราการว่างงานของแรงงานอายุน้อยเร่งตัวต่อเนื่อง

    อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม ม.33 หรือ ม.38 สูงขึ้นต่อเนื่องจากต้นปี 2568 อยู่ที่ 2.16% ในช่วง 2 เดือนแรกของ Q3/2568 จากจุดสูงสุดที่ 4.4% ณ Q3/2563 อีกทั้ง อัตราการว่างงานของแรงงานอายุน้อย (อายุ 15-24 ปี) ปรับสูงขึ้นอยู่ที่ 5.9% ใน Q2/2568 สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2566 และอัตราการว่างงานแรงงานอายุน้อยที่เรียนจบปริญญาตรีขึ้นไปสูงขึ้นอยู่ที่ 18.9% เร่งตัวจาก 16.1% ใน Q1/2568 แม้อัตราการว่างงานในภาพรวมของไทยจะทรงตัวในระดับต่ำกว่า 1% นานหลายปี แต่ตัวเลขการว่างงานบางกลุ่มที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางมากขึ้นของตลาดแรงงานไทย แรงงานใหม่จะเริ่มหางานได้ยากขึ้น

    ข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับงานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ใน Q4/2567 พบว่า จากประกาศรับสมัครงานออนไลน์ 23 เว็บไซต์ รวม 221,339 ตำแหน่ง มีเพียง 1 ใน 5 ของตำแหน่งงานทั้งหมด หรือราว 22% เป็นตำแหน่งที่ไม่ต้องการประสบการณ์ทำงาน และมากกว่า 63% ต้องการผู้มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน

    ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ, สำนักงานประกันสังคม และ CEIC
    ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ, สำนักงานประกันสังคม และ CEIC

    กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแรง รายได้ครัวเรือนหดตัวครั้งแรกในช่วงครึ่งแรกของปี 2568

    รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ลดลง 4.6%YOY จาก 29,502 บาท/เดือนในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 เหลือเพียง 28,151 บาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ประเภทของรายได้ครัวเรือนที่ลดลงมากพบว่า เป็นรายได้จากการทำงาน ซึ่งลดลงถึง 5.7%YOY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงงานบางส่วนหันไปประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 สัดส่วนแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้น (ในปี 2567 สัดส่วนเพิ่มเป็น 52.8%) 

    นอกจากนี้ ไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ปี 2567 (สัดส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปต่อประชากรสูงขึ้นเป็น 20.8% สูงกว่าเกณฑ์ 20% ตามนิยามของสหประชาชาติ) ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างของตลาดแรงงาน รายได้และค่าใช้จ่ายของแรงงานในระยะข้างหน้า

    “กลยุทธ์ 3 ปรับ” ของแรงงานไทย ให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน

    แรงงานไทยจะต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว ทั้งจากปัญหาภายในและปัญหาจากภายนอกให้สามารถรับมือความเสี่ยงข้างหน้าได้ด้วย “กลยุทธ์ 3 ปรับ” คือ

    (1) “ปรับทักษะ” มีมุมมองเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) มุ่งเรียนรู้ทักษะใหม่ ใช้เทคโนโลยีเป็น (เช่น ดิจิทัล AI) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อมีทักษะใหม่พร้อมใช้ตามความต้องการของตลาดแรงงาน

    (2) “ปรับทัศนคติการเงิน” มีความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial resilience) จัดการบัญชีรายรับรายจ่าย สร้างรายได้หลายทาง มีวินัยการออมและชำระหนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน

    (3) “ปรับตัวทันโลก” ตามเทรนด์โลกและรูปแบบการทำงานใหม่ (Adaptability) ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เปิดรับรูปแบบการทำงานและค่านิยมใหม่ จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน และเปิดใจรับโอกาสใหม่ เพื่อให้อยู่รอดได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2894160&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S3FHa9A8f0O3PPvxybkOn

  • TSB มอบรถสานฝันคันใหม่ EV Bus มูลค่า 4.5 ล้าน ให้ ‘หมอนทองวิทยา’

    TSB มอบรถสานฝันคันใหม่ EV Bus มูลค่า 4.5 ล้าน ให้ ‘หมอนทองวิทยา’

    วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.56 น.

    TSB สานฝันให้เป็นจริง มอบรถบัสไฟฟ้ามูลค่า 4.5 ล้านบาท แก่โรงเรียน ‘หมอนทองวิทยา’ เพื่อใช้สนับสนุนการเรียนรู้แก่น้องนักเรียนและเยาวชน

    นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด เปิดเผยว่า จากความตั้งใจที่จะ “ส่งต่อโอกาสสู่เยาวชน” TSB ในฐานะบริษัทขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาด ขอประกาศมอบ รถบัสไฟฟ้าขนาด 7.96 เมตร จำนวน 1 คัน มูลค่า 4,500,000 บาท ให้แก่โรงเรียนหมอนทองวิทยา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนและการเดินทางของนักเรียน หลังจากได้เข้าพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนหมอนทองวิทยา เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนการเดินทางเพื่อการศึกษาให้กับนักเรียน ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยความปลื้มปิติจากผู้บริหาร ครู และนักเรียนทุกคน

    สำหรับรถบัสไฟฟ้าที่จะมอบให้ทางโรงเรียน เป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า EV100% รุ่นเดียวกับที่ให้บริการในระบบขนส่งสาธารณะของ TSB ที่ได้มาตรฐานด้าน ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดอย่างครบถ้วน

    ด้านนายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยาได้แสดงความขอบคุณต่อ TSB อย่างสุดซึ้ง พร้อมระบุว่า รถบัสคันนี้จะเป็น “ห้องเรียนเคลื่อนที่” ที่เปิดโลกการเรียนรู้ของนักเรียนให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ทั้งในกิจกรรมแข่งขัน การศึกษานอกสถานที่ และโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในหลากหลายด้าน

    ทั้งนี้ TSB เชื่อมั่นว่า “การสนับสนุนเยาวชน” คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของประเทศ และพร้อมจะเป็นกำลังใจให้โรงเรียนหมอนทองวิทยาเดินหน้าสานฝันของเด็กๆ ให้เป็นจริง
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/926554&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hT8-PQmGY4ayxd7iNOJtK

  • สพป.เชียงใหม่ เขต 1 รวมพล พสน.ออกตรวจในเทศกาลวันลอยกระทง ประจำปี 2568 – OBEC

    สพป.เชียงใหม่ เขต 1 รวมพล พสน.ออกตรวจในเทศกาลวันลอยกระทง ประจำปี 2568 – OBEC

    วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 16.00 น. ดร.อนุกูล ศรีสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 (ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1) มอบหมายให้ นายเสน่ห์ รัชฎา และนางหทัยรัตน์ ชาญศรี รอง ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1 รวมพลพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) ออกตรวจพื้นที่สุ่มเสี่ยง เฝ้าระวังเหตุ และสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันลอยกระทง ลานวัดขะจาว และสถานที่จัดงานในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดูแล คุ้มครอง ช่วยเหลือและเฝ้าระวังปัญหาความประพฤตินักเรียน ภายนอกสถานศึกษา ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย และสั่งการให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา สังกัด สพป.เชียงใหม่ เขต 1 ลงพื้นที่ออกตรวจตามเขตอำเภอของตัวเอง

    (Cr.ภาพ : นางสาวศิริพร มงคลสุขสม)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/20805&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J72rlD1hyMvvJ-YisW-W7

  • คลังน้ำมันภาคใต้หนุนเสถียรภาพพลังงานประเทศ

    คลังน้ำมันภาคใต้หนุนเสถียรภาพพลังงานประเทศ


    กองทุนน้ำมันฯมั่นใจศักยภาพสำรองน้ำมันของเอกชน มีเพียงพอ  ขณะที่แผน SPR เป็นทางเลือกที่ดี แต่ยังไม่ตอบโจทย์ตอนนี้

    นายพรชัย  จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยหลังลงพื้นที่ศึกษาดูงานคลังน้ำมันชุมพร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และคลังน้ำมันชุมพร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เพื่อเรียนรู้กระบวนการดำเนินงาน ระบบบริหารจัดการ และกลไกกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงสู่ภาคใต้ ว่า ภารกิจของกองทุนน้ำมันฯไม่ได้มีเพียงดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจต่อระบบพลังงานของประเทศ ให้ได้เห็นกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และเข้าใจต่อบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาสมดุลระหว่าง “เสถียรภาพด้านราคา” กับ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ของประเทศ

    สำหรับคลังน้ำมัน PT จังหวัดชุมพร ตั้งอยู่ที่ อำเภอเมือง มีความจุรวมกว่า 26.5 ล้านลิตร นับเป็นคลังขนาดใหญ่ อันดับ 2 จากทั้งหมด 11 แห่งของบริษัท PTG ทำหน้าที่และมีบทบาทสำคัญในฐานะ ศูนย์กลางกระจายน้ำมันภาคใต้ โดยรับน้ำมันจากโรงกลั่นไทยออยล์ และไออาร์พีซี เพื่อจัดเก็บและกระจายไปยังสถานีบริการ PT และลูกค้าธุรกิจ ค้าส่ง-อุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้

    ขณะที่คลังน้ำมัน ไออาร์พีซี ชุมพร มีถังเก็บผลิตภัณฑ์จำนวน 8 ใบ ความจุรวมทั้งสิ้น 9.7 ล้านลิตร พร้อมท่าเทียบเรือของตนเองสำหรับใช้ขนถ่ายสินค้าทางเรือ จำนวน 1 ท่า โดยคลังน้ำมันแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการจัดเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์กลุ่มปิโตรเลียมหลักแห่งหนึ่งในภาคใต้ ที่พร้อมจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนเศรษฐกิจและการคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดใกล้เคียง

    ปัจจุบันการสำรองน้ำมันโดยศักยภาพจะสำรองได้ไม่เกิน 3 วันซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในกลุ่ม 5  จังหวัด ภาคใต้ตอนบน  ได้แก่ ชุมพร กระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี  ขณะที่การขนส่งน้ำมันมีทั้งที่ขนส่งตรงจากโรงกลั่นทางบกและการขนส่งทางเรือ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคลังน้ำมัน

    “การลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้เห็นภาพรวมของคลังน้ำมันระดับภูมิภาคอย่างชุมพร จะเข้าใจชัดเจนว่าทุกหยดน้ำมันที่ส่งถึงมือประชาชน เกิดจากกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ และนโยบายพลังงานที่รอบด้าน ซึ่งกองทุนน้ำมันฯ ยังคงยืนหยัดเป็นกลไกสำคัญที่คอยรักษาเสถียรภาพด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้พลังงานเข้าถึงประชาชนอย่างเป็นธรรม และในราคาที่เหมาะสม”

    สำหรับจังหวัดชุมพรถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานภาคใต้ การศึกษาดูงานครั้งนี้นอกจากจะเปิดมุมมองให้ทุกฝ่ายได้เรียนรู้กระบวนการจัดการคลังน้ำมันเชื้อเพลิงของภาคเอกชนแล้ว ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบาย และแนวทางการพัฒนาระบบพลังงาน เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

    นายพรชัย กล่าวถึง การสำรองน้ำมันแบบ SPR (Strategic Petroleum Reserve)  ซึ่งรัฐบาลจะทำหน้าที่เก็บน้ำมันไว้ในคลังน้ำมันสำรองระดับชาติ เพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน นั้น เคยมีแนวคิดที่จะนำมาใช้เพื่อเตรียมพร้อม จากกรณีสงครามขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล และมีข่าวจะปิดชองแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก  แต่ถ้ามองศักยภาพของการสำรองน้ำมันตามกฏหมายที่กำหนดไว้ ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป รวมแล้วได้ประมาณ 25 วัน เมื่อรวมกับการสำรองทางการค้าทางการค้าของบริษัทน้ำมันเอกชนจะครอบคลุมได้ 30-45 วัน   ซึ่งสามารถขอความร่วมมือให้สำรองได้เพิ่มถึง 60 วัน  ก็เป็นระดับที่เพียงพอในการดูแลเสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37327&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vmroaV1tbfAtOlwpYkOSW

  • “อบจ.ชัยนาท” แซงชนะ “หมอนทอง” 2-1 ประตู คว้าแชมป์ ฟุตบอลนักเรียน 7 คน กีฬา 7HD 2025

    “อบจ.ชัยนาท” แซงชนะ “หมอนทอง” 2-1 ประตู คว้าแชมป์ ฟุตบอลนักเรียน 7 คน กีฬา 7HD 2025

    วงการฟุตบอลไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะวงการฟุตบอลนักเรียนขาสั้นกับการแข่งขันฟุตบอลแชมป์กีฬา 7 HD นัดชิงชนะเลิศ ในวันนี้ 8 พ.ย.2568 เวลา 16.15 น ระหว่าง โรงเรียนหมอนทองวิทยา และ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท

    ทีมโรงเรียนหมอนทองวิทยา เจ้าของฉายา เซลติก แห่งบางน้ำเปรี้ยว ทีมนอกสายตาจากฉะเชิงเทรา เข้าชิงชนะเลิศได้อย่างเหลือเชื่อเพราะไม่มีทั้งชื่อชั้นและอันดับ แข่งตั้งแต่รอบคัดเลือก 503 ทีม จนผ่านเข้ารอบ 64 ทีม ชนะทีมกีฬาเทศบาลนครราชสีมา , ชนะ อัสสัมชัญธนบุรี รอบ 16 ทีม, ชนะ เทพศิรินทร์ รอบ 8 ทีม และล่าสุด ชนะเต็งแชมป์อย่าง อัสสัมชัญศรีราชา ในรอบรองชนะเลิศ 6-3

    ทีมประสบความสำเร็จได้ก็เพราะ อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ ปรมาจารย์ของฟุตบอลขาสั้น ที่เคยทำทีมโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์มาแล้ว 2 สมัย และทำให้เด็กในสังกัดอย่างธีรศักดิ์ เผยพิมาย เข้าไปอยู่ในไทยลีกได้

    สำหรับทีมโรงเรียนหมอนทองมีซูปตาร์อย่าง “เต” วรากร ช่างเขียนดี ที่ได้รับความสนใจจากการท่าเรือ อนาคตนักเตะอาชีพจึงอยู่แค่เอื้อม นอกจาก “เต วรากร” ยังมี ปันนวัฒน์ พงษ์บุญพัฒน์ มิดฟิลด์ที่เกือบจะหมดอนาคต แต่กลับมาได้เพราะพ่อนำมามาฝากไว้กับ อ.สกล จุดเด่นของหมอนทองวิทยา คือใจสู้แบบไม่มีหมด

    ส่วนทีม โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เป็นทีมที่มีระบบบอลดี เป็นขาประจำของฟุตบอล 7 คน ซึ่งในรอบรองชนะเลิศ ชนะ หัวหินวิทยาคม 5-3 นักเตะที่โดดเด่นของทีมคือกัปตันทีม พยัคฆ์ ศรีพนม (พ่อแม่ เป็นชาวลาวที่เข้ามาทำงานในไทย) ระบบของชัยนาท วางรากฐานฟุตบอลสู่ลีกอาชีพ ซึ่งหลังจบ ม.6 ใครที่ฟอร์มดีก็มีสิทธิ์ได้ทำสัญญากับ สโมสรชัยนาท ฮอร์นบิล ในไทยลีก 2 

    เกมนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยผู้ชมเข้าชมการแข่งขันกันจนเต็มความจุของสนาม 20,000 คน โดยทางผู้จัดได้เปิดให้แฟนบอลเข้ามารับชมเกมบริเวณด้านล่างริมขอบสนาม และเจ้าหน้าที่ต้องจัดระเบียบเพื่อความเรียบร้อยจนทำให้การแข่งขันต้องเลื่อนเวลาออกไป จนสามารถเริ่มการแข่งขันในเวลาราว 16.30 น.

    เวลา 16.40 น.เริ่มการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ ระหว่าง โรงเรียนหมอนทองวิทยา และ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท

    นาทีที่ 02.53 โรงเรียนหมอนทองวิทยา ขึ้นนำ 1-0 ประตู จากลูกฟรีคิก จากนั้น โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท พยายามครองเกมบุกต่อเนื่องแต่ยังไม่มีโอกาสตีเสมอ จบครึ่งแรก โรงเรียนหมอนทองวิทยา ยังคงนำอยู่ 1-0 ประตู 

    นาที 33.47 โรงเรียน อบจ.ชัยนาท ตีเสมอได้สำเร็จ จากนั้นนาที 41.57 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ขึ้นนำโรงเรียนหมอนทองวิทยา 2-1 ประตู จากนั้นทั้ง 2 ทีมยังคงเล่นกันอย่างสนุกแต่โรงเรียนหมองทองวิทยาไม่สามารถตีเสมอได้ 

    จบเกมโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท คว้าแชมป์ ฟุตบอลนักเรียน 7 คน กีฬา 7HD 2025 มาครองได้สำเร็จ หลังก่อนหน้านี้ ในปี 2566 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เคยเข้าชิงชนะเลิศมาแล้ว แต่ครั้งนั้นได้พ่ายแพ้ต่อโรงเรียนกันทรารมย์ไป 0-2 ประตู 

    โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ซึ่งคว้าแชมป์มาครองได้ยังได้รับเงินทุนการศึกษา 200,000 บ. ขณะที่ โรงเรียนหมอนทองวิทยา รองแชมป์ ได้เงินทุนการศึกษา 70,000 บาท

    อ่านข่าว : คู่ชิงเดือด “หมอนทองวิทยาVS อบจ.ชัยนาท” ล่าฝันแชมป์บอลนักเรียน

    “แบงค์ วงแคลช” ย้อนความหลัง ครั้งเป็นลูกทีม “โค้ชสกล” ลงเตะฟุตบอลขาสั้น 

    สองแถว “ขนฝัน” พาทีมบอลภูธร “หมอนทองวิทยา สู้ศึก อัสสัมชัญ” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358343&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vrLeCfLSiOJvlM2gpDg_8

  • เคทีซีเผยยอดใช้จ่ายโต 14% สะท้อนศักยภาพตลาดนักเดินทางไทย

    เคทีซีเผยยอดใช้จ่ายโต 14% สะท้อนศักยภาพตลาดนักเดินทางไทย

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” เปิดเผยว่า ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีที่ไต้หวันในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้น 14% จากปีที่ผ่านมา โดยหมวด ร้านอาหารเติบโต 48% ร้านสะดวกซื้อ 40% และ Duty Free 28% สะท้อนว่าตลาดนักเดินทางไทยยังมีศักยภาพสูงและพร้อมกลับมาใช้จ่ายอย่างมั่นใจ

    “ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวไต้หวัน ภายใต้แคมเปญ ‘Unseen Taiwan’ คือการผสมผสานกลยุทธ์การตลาดเชิงประสบการณ์กับสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักเดินทางไทยสัมผัสมุมมองใหม่ของไต้หวัน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” นางวริษฐากล่าว สิทธิพิเศษครบทุกขั้นตอนการเดินทางกับบัตรเครดิตเคทีซี
    เคทีซีร่วมกับพันธมิตรท่องเที่ยวชั้นนำ มอบสิทธิพิเศษครอบคลุมตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน กิจกรรมท่องเที่ยว รวมถึงเครดิตเงินคืน ดังนี้

    ส่วนลดสายการบิน: 4 สายการบินชั้นนำ ประกอบด้วย China Airlines, EVA Air, STARLUX Airlines และ Thai Airways ส่วนลดแพลตฟอร์มจองและกิจกรรม: คุ้มค่าทุกการวางแผนการเดินทางผ่านTraveloka และKKday
    เครดิตเงินคืน 13%: คุ้มค่าสูงสุดตลอดปี 2568 เมื่อสมาชิกแลกคะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยวที่ร่วมรายการ

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://ktc.promo/ktc-unseen-taiwan สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ 

    ●หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/255512&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vqp4nOaU8htNI7JZp0UWk

  • ‘ธรรมนัส’ ลั่นไม่ลาออกหนีปัญหา เปรียบเป็นนักรบ ถ้าจะตายก็ต้องตายในสนามรบ

    ‘ธรรมนัส’ ลั่นไม่ลาออกหนีปัญหา เปรียบเป็นนักรบ ถ้าจะตายก็ต้องตายในสนามรบ

    “ธรรมนัส” ลั่นไม่ลาออก ไม่หนีปัญหาแน่นอน ถ้าจะตายก็ต้องตายในเวทีการเมือง เย้ยผู้ประสงค์ร้ายปล่อยข่าวลาออกไม่สำเร็จ ซัด สส.ภาคกลาง ปม“แก้มลิงทุ่งหิน” ศึกษาให้ดีก่อน เผย ต้องลงไปแก้ไขสิ่งทึ่ลุงก่อไว้แล้วไม่สำเร็จ

    8 พฤศจิกายน 2568 – ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยระหว่างการลงพื้นที่ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับหนังสือคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานีที่อำเภอกรงปินัง จากประชาชนกลุ่มเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานีด้วย

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ตนกำกับดูแล 3 จังหวัดชายแดนใต้ และดำเนินนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล สิ่งสำคัญคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาชายแดนใต้ให้เจริญก้าวหน้าในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ โดยได้บูรณาการทั้ง 4 กระทรวงในการขับเคลื่อนทุกมิติไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จ.ยะลา ว่า ต้องแก้ไขเป็นระบบ ฟังเสียงประชาชนและผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง เพื่อให้การวางแผนเป็นไปอย่างถูกต้องและไม่เกิดอุปสรรค ซึ่งวันนี้มีพี่น้องมายื่นหนังสือคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานีที่อำเภอกรงปินัง ตนถามว่าทำไม เขาก็บอกว่า ปลาดี ๆ จะตายหมด กระทบสิ่งแวดล้อม การจะสร้างโครงการใดต้องคิดเป็นระบบ ไม่ใช่คิดเป็นจุด ๆ ซึ่งการศึกษาการบริหารจัดการน้ำต้องอาศัยคนในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างถูกต้องและรอบด้าน เช่น การสำรวจเส้นทางน้ำ การตีความลักษณะทางน้ำ และการวางระบบระบายน้ำ เปรียบเสมือนระบบจราจรที่ต้องไม่มีการตันหรือสะดุด

    ในส่วนของโครงการขุดลอกและพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศบาลเมืองยะลา นำเสนอแนวทางการขุดลอกน้ำและใช้เงินเบื้องต้นประมาณ 100 ล้านบาท ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนเห็นด้วย และจะจัดหางบประมาณทั้งจากงบกลาง หรืองบเหลือจ่ายปี 2569 เพื่อให้โครงการเริ่มดำเนินการทันที

    ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ทุกโครงการในพื้นที่ชายแดนใต้จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในยะลา ปัตตานี และนราธิวาสอย่างยั่งยืน

    ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงข่าวลือเรื่องการลาออกจากตำแหน่งว่า มันเป็นข่าวปลอม บอกว่า ผมเข้าพบนายกรัฐมนตรี 3 ชั่วโมงแล้วยื่นใบลาออก ไม่จริงครับ นักรบ ถ้าจะตายก็ต้องตายในสนามรบ ผมเป็นนักการเมือง ถ้าจะตายก็จะตายในสนามเวทีการเมือง ใครมันจะไปลาออก มันไม่มีเหตุมีผล ไม่ใช่ธรรมนัส ผมไม่หนีปัญหาแน่นอน ขอแสดงความเสียใจที่ผู้ประสงค์ร้ายด้วย

    “สส.ภาคกลาง กล่าวถึงโครงการแก้มลิงทุ่งหิน ที่จังหวัดสมุทรสงคราม หาว่า เป็นอนุสาวรีย์ที่ธรรมนัสทิ้งเอาไว้ งบประมาณ 600 ล้านบาท ผมอยากจะฝากว่า น้องเอย ไปดูให้ดี มันทำในยุคลุงผมโน่น อย่าให้บอกเลยว่าลุงไหน ลุงรัฐบาลนู่น รูัใช่ไหม และผมไปตรวจว่า ทำไมมันถึงมีปัญหาสร้างไม่เสร็จสักที ผมต้องสั่งกรมชลประทานให้ไปแก้ไขที่ลุงเขาทำแล้วไม่สำเร็จ ท่าน สส.ต้องไปศึกษาให้ดีก่อนจะเขียนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของใคร“ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/892532/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aFjT2r8dKJCncehMo32g_

  • “รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

    “รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

    “รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

    “รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู เดินหน้าปรับระบบบริหารบุคลากรและงบประมาณการศึกษาให้เท่าเทียมทั่วประเทศ

    เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยได้ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอุดหนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ปีงบประมาณ 2568 รวมจำนวน 9 ทุน

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรและระบบบริหารงานของครูมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในอาชีพ ภาระงานด้านเอกสาร และงานบริหารการเงินบัญชีของโรงเรียน โดยบอร์ด ก.ค.ศ. ก็ได้พิจารณานำอัตราครูเกินเกณฑ์ของ สพฐ. มาเป็นอัตราบุคลากรทางการศึกษา (38ค.) รอบแรกจำนวน 600 อัตรา และรอบที่สอง จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อให้ สพฐ. จัดสรรอัตรากำลังเหล่านี้ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของครู

    นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงระบบวิทยฐานะของครู โดยเปิดทางเลือกใหม่ในการประเมินผลงานที่นอกจากงานวิจัย ยังสามารถใช้ผลงานนวัตกรรมเชิงการเรียนการสอน เครื่องมือการศึกษา หรือรางวัลระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ครูและสถานศึกษาสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัด

    “ในเรื่องของการศึกษาเอกชนได้ผลักดันในหลาย ๆ เรื่องมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารกลางวัน เมื่อเร็วๆ นี้ ทางบอร์ด กช.ได้เห็นชอบแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน งบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชนฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น ก็อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนได้มอบเลขาธิการ กช. รับข้อเสนอในวันนี้ ทั้งเรื่องของหลักสูตรอิสลามศึกษา การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาล (จากเดิมเบิกได้ 150,000 บาท) ตลอดจนการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา ที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เพื่อรับเรื่องไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎ ระเบียบและขั้นตอนของทางราชการต่อไป

    รวมทั้งประเด็นค่าน้ำค่าไฟของโรงเรียน ทั้งสังกัดอาชีวศึกษาและ สพฐ. ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย พร้อมกล่าวย้ำถึงความตั้งใจในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ว่า ต้องการรับฟังปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและร่วมวางแผนปรับโครงสร้างอัตรากำลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/south/2894307&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KxE0ikzIYmBj74BoiwcCl

  • สานฝันให้ “หมอนทองวิทยา” TSB เสิร์ฟรถบัสไฟฟ้าคันใหม่ สนับสนุนทุกการเดินทางเรียนรู้

    สานฝันให้ “หมอนทองวิทยา” TSB เสิร์ฟรถบัสไฟฟ้าคันใหม่ สนับสนุนทุกการเดินทางเรียนรู้

    จากกระแสไวรัล “หมอนทองวิทยา” ทีมฟุตบอลภูธร กับรถขนฝัน วันนี้ TSB สานฝันให้เป็นจริง มอบรถบัสไฟฟ้ามูลค่า 4.5 ล้านบาท แก่ “โรงเรียนหมอนทองวิทยา” เพื่อใช้สนับสนุนการเรียนรู้แก่น้องนักเรียนและเยาวชน

    นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด เปิดเผยว่า จากความตั้งใจที่จะ “ส่งต่อโอกาสสู่เยาวชน” TSB ในฐานะบริษัทขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาด ขอประกาศมอบ รถบัสไฟฟ้าขนาด 7.96 เมตร จำนวน 1 คัน มูลค่า 4,500,000 บาท ให้แก่โรงเรียนหมอนทองวิทยา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนและการเดินทางของนักเรียน หลังจากได้เข้าพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนหมอนทองวิทยา เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนการเดินทางเพื่อการศึกษาให้กับนักเรียน ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยความปลื้มปิติจากผู้บริหาร ครู และนักเรียนทุกคน

    สำหรับรถบัสไฟฟ้าที่จะมอบให้ทางโรงเรียน เป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า EV100% รุ่นเดียวกับที่ให้บริการในระบบขนส่งสาธารณะของ TSB ที่ได้มาตรฐานด้าน ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดอย่างครบถ้วน

    ด้านนายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยาได้แสดงความขอบคุณต่อ TSB อย่างสุดซึ้ง พร้อมระบุว่า รถบัสคันนี้จะเป็น “ห้องเรียนเคลื่อนที่” ที่เปิดโลกการเรียนรู้ของนักเรียนให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ทั้งในกิจกรรมแข่งขัน การศึกษานอกสถานที่ และโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในหลากหลายด้าน

    ทั้งนี้ TSB เชื่อมั่นว่า “การสนับสนุนเยาวชน” คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของประเทศ และพร้อมจะเป็นกำลังใจให้โรงเรียนหมอนทองวิทยาเดินหน้าสานฝันของเด็กๆ ให้เป็นจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2894213&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iRu07ZtSPlLbgiTc8ksXo