Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เชียงใหม่เตรียมพัฒนาถนนคนเดิน หวังสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    เชียงใหม่เตรียมพัฒนาถนนคนเดิน หวังสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    จังหวัดเชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้การท่องเที่ยวเป็นกลไกหลัก ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศรวมถึงประชาชนในพื้นที่ หนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบโดยเฉพาะชาวต่างชาติและเป็นพื้นที่ที่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทำมาหากินค้าขายก็คือถนนคนเดิน ที่ให้คนเดินเท้าได้เดินชมสินค้า พูดคุย ชิมอาหาร และเพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยและสบายๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์และสินค้าเฉพาะถิ่นที่แตกต่างกันออกไป

    โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้มีความตั้งใจที่จะยกระดับถนนคนเดินในจังหวัดเชียงใหม่ให้ดีกว่าเดิม หวังที่จะสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เดินหน้าเผยแพร่องค์ความรู้ภายใต้ชื่องาน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา “ถนนคนเดินต้นแบบภาคเหนือ” ภายใต้โครงการ “ศึกษาศักยภาพการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวย่านถนนคนเดินและสินค้าบริการทางการท่องเที่ยว”

    เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเชิงวัฒนธรรม ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ประสบการณ์อันมีคุณค่า และเรื่องเล่าที่มีความหมายของชุมชนอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การกระจายตัวและความถี่ในการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยวอย่างยั่งยืน

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo01.jpg

    วีรพงษ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของตนเองออกมาได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน เรียกดูว่าเป็นสิ่งที่ผูกพันและทำกันมาอย่างยาวนาน

    “ส่วนตัวมองว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับสากล มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยว ทำให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่ห้ามพลาด เมื่อเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้จับจ่ายใช้สอยในเรื่องของอาหาร ของใช้ และของที่ระลึกแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ไปพร้อมๆ กัน”

    “ดังนั้นหากสามารถพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้น แล้วก็จะเติมเต็มถนนคนเดินเชียงใหม่ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นถนนคนเดินต้นแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างภาคภูมิใจ”

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ด้าน วัชรายุธ์ กัววงศ์ ผอ.ททท.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ถนนคนเดินเชียงใหม่ตอนนี้ถือว่ายังนิ่งๆ แต่ในความนิ่งคนก็ยังสนใจ แต่ก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน อะไรที่ดีก็ต้องเก็บเอาไว้อะไรที่ต้องเปลี่ยนก็ต้องมีการปรับ ตามสมควรให้มีความยั่งยืนเกี่ยวกับทั้งพ่อค้าแม่ค้าและชุมชน บางคนมองว่ามันก็เดิมๆ อยากจะชวนมองออกเป็น 2 มิติ

    “มิติแรกคือ สิ่งที่มีอยู่แล้วที่ว่ามากี่ครั้งก็เหมือนเดิม ก็ถือว่าเป็นความยั่งยืนที่เป็นเอกลักษณ์เช่นวัด หรือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชุมชนให้สอดคล้องกับการท่องเที่ยว อะไรที่อยู่มานานแสดงว่าจุดนี้คือความมีเสน่ห์ของจังหวัดเชียงใหม่”

    “อีกมิติหนึ่งก็คือการที่เติมอะไรขึ้นมาเพื่อให้ตอบสนองกับยุคสมัยใหม่ที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ตัวนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ได้มีการเพิ่มเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยว ทั้งการตกแต่งสถานที่ สร้างระเบียบที่เกิดจากชุมชนและพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงนักท่องเที่ยว ทำให้ทุกอย่างครบวงจรและแต่งเติมสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้น”

    “หวังว่าการจะต่อยอดให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ได้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและเป็นต้นแบบของถนนคนเดินต่อไปในพื้นที่อื่นๆของเมืองไทย จะสร้างเศรษฐกิจดีขึ้น นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยที่เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพก็คือมาท่องเที่ยวและเรียนรู้ แถมใช้จ่ายกระจายสู่ชุมชน จุดนี้ก็จะเป็นความยั่งยืนที่จะสร้างต่อไปในอนาคต” วัชรายุธ์ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ถนนคนเดินสันกำแพง ซึ่งจัดทุกวันเสาร์ เริ่มตั้งแต่เวลา 13:00 น. ถึงเวลาประมาณ 21:00 น. พบว่าบรรยากาศในช่วงนี้ที่อยู่ในฤดูหนาวและอยู่ในช่วงไฮซีซั่นมีผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างหนาแน่น ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย และประชาชนในพื้นที่อำเภอสันกำแพงและพื้นที่ใกล้เคียง ในบางวันก็จะมีการแสดงของกลุ่มเยาวชนหรือกลุ่มผู้สูงอายุถือเป็นลักษณะการแสดงแบบล้านนา หรือเป็นการแสดงเพื่อระดมทุนเกี่ยวกับการศึกษา หรือกิจกรรมจิตอาสา

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    สำหรับสินค้าก็จะมีให้เลือกหลากหลาย มีทั้งสินค้าร่วมสมัยและสินค้าที่เป็นของพื้นบ้าน ผู้คนก็มักจะเดินเที่ยวพูดคุยบางร้านก็มีที่นั่งเล็กๆ ให้นั่งรับประทานอาหาร แถมถนนคนเดินแห่งนี้ยังอยู่ในพื้นที่ตัวเมืองอำเภอสันกำแพงซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจทำให้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo05.jpg

    อีกหนึ่งแห่งคือถนนคนเดินท่าแพในอำเภอเมืองเมืองเชียงใหม่ เปิดทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น.  ซึ่งจะเป็นถนนคนเดินที่มีขนาดใหญ่และกว้างกว่าถนนคนเดินสันกำแพง พื้นที่นี้จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากที่เดินทางมาท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยทั้งอาหารและของที่ระลึก

    อีกหนึ่งเสน่ห์ของถนนคนเดินท่าแพ ก็คือจะมีวัดหลายวัดเข้ามาเกี่ยวข้องใช้เป็นพื้นที่ในการขายของและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว นอกจากจะได้ท่องเที่ยวแล้วยังได้สัมผัสบรรยากาศของวัดในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ไปในตัวด้วย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลายคนก็ได้มีการไลฟ์สดหรือบันทึกวิดีโอการเดินเล่นภายในถนนคนเดินแห่งนี้

    พ่อค้าแม่ค้าในถนนคนเดินทั้งสองแห่ง ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ในตอนนี้หากสามารถพัฒนาและต่อยอด ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวได้มากขึ้นก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะสามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงเป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ไปในตัว

    “ถนนคนเดินจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยและเดินเล่นยาวไปถึงช่วงเวลากลางคืน ก็จะเป็นการเพิ่มจำนวนวันที่นักท่องเที่ยวอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ได้อีก ก็คาดหวังว่าจะมีการเร่งศึกษาและดำเนินการในเร็ววันเพื่อให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ดีขึ้นและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน”

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18otB9b9FnYp4N4v_08Kyq

  • รวยเงียบไม่บอกใคร “อ้น” สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่แห่งภาคเหนือ เลี้ยงง่ายราคาดี

    รวยเงียบไม่บอกใคร “อ้น” สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่แห่งภาคเหนือ เลี้ยงง่ายราคาดี

    รวยเงียบไม่บอกใคร

    รวยเงียบไม่บอกใคร “อ้น” สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่แห่งภาคเหนือ เลี้ยงง่ายราคาดี

    ต๋อง หรือ นายเอกชัย สายยศ อายุ 37 ปี ชาวบ้านบ้านนหอง ม.4 ต.น้ำโจ้ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นคนที่ชอบเลี้ยงสัตว์เกือบทุกชนิด ได้หันมาศึกษาเรียนรู้ อ้น กว่า2 ปี ก่อนตัดสินใจไปซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ มาเลี้ยงในราคาคู่ละ 8,500 บาท เมื่อ 8 ปี ที่แล้ว เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ และก็เป็นเช่นนั้นจริง เพราะหลังจากที่นำอ้นมาเลี้ยง ก็พบว่าอ้น เป็นสัตว์ฟันแทะ แทะทุกอย่างแม้แต่บ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงก็เคยถูกอ้นแทะจนบ่อทะลุมาแล้ว

    รวยเงียบไม่บอกใคร

     
    คุณต๋อง เล่าว่า อ้น เลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ เมื่อคลอด หย่านมแล้ว ก็สามารถเลี้ยงรวมกันได้หลายตัว แต่เมื่ออายุ 4-5 เดือน ต้องแยกออกมาอยู่บ่อละ2ตัว เพื่อรอผสมพันธุ์ เมื่อผสมพันธุ์ติดแล้วต้องเอาตัวผู้ออกทันที เพราะตัวเมียจะกัด หลังจากนั้น ตัวเมียจะตังท้องประมาณ 45 วัน ก็จะคลอดลูก 1 คองกจะออกลูกประมาณ 1-7 ตัว แม่พันธุ์ 1 ปี จะออกลูก 3 คอก  จากนั้นก็จะเลี้ยงต่อ อายุ 4-5 เดือน ก็พร้อมจำหน่าย คู่ละ 3,500 บาท หากลูกค้าจองและระบุน้ำหนักก้เลี้ยงต่อ แต่ก็จะขายตามน้ำหนัก กิโลกรัมละ 500 บาท ซึ่งขณะนี้ มีสั่งจองไว้แต่ผลิตลูกอ้นไม่ทัน ขระนี้อ้นตัวใหญ่สุดน้ำหนัก 7 กิโลกรัม อ้นจะปลดละวางไม่ให้ผสมพันธุ์ปกติจะมีอายุ 7 ปี หรือบางตัวต้องดูสุขภาพประกอบด้วย

    รวยเงียบไม่บอกใคร

    ”อ้น“ เลี้ยงง่าย แค่มีที่อยู่ซึ่งก็จะใช้บ่อซีเมนต์ทั่วไปและมีตาข่ายหรือมุ้งปิดป้องกันยุงเท่านั้น  ส่วนอาหารก็หาง่าย หลักๆคือลำไม้ไผ่ผ่าเป็นเป็นซีกเอาไว้บ่อ 1 ชิ้นอ้นจะแทะกินหมดภายใน1คืน หากเป็นเศษไม้ไผ่ก็สามารถนำมาผสมกับข้าวเหนียวหรืออาหารหมา แมว ให้กินได้ นอกจากนั้นหากมีอ้นตัวเล็กก็จะเพิ่มข้าวโพด มันแกว อ้อย ข้าวเหนียว อาหารหมา แมว ได้ ไม่ต้องให้น้ำ กินเสร็จก็จะหลับตื่นมาก็กิน นั้นอาหารก็จะนำใส่ไว้ในบ่อตลอดเวลาไม่ให้ขาด เมื่ออ้นดินเสร็จก็จะขับถ่ายออกมาเป็นก้อนคลายแคปซูลสีเหลืองอ่อนคือสีเนื้อไม้ไผ่ ไม่มีกลิ่นเหม็น ขี้ก็จะเอาไปทำปุ๋ย ซึ่งถือว่าสะดวกในกรเลี้ยงดุ โรคไม่มีเพียงแต่อ้นไม่ชอบอากาศร้อน หากร้อนก็จะใช้ผ้าชุบน้ำปูในบ่อให้นอเท่านั้น เวลาไม่อยู่หรือไปทำธุระต่างจังหวัดหลายวันก็เพียงคำนวนอาหารให้เพียงพอใส่ไว้ในบ่อ นอกนั้นก็ไม่ต้องดูแลอะไร

    รวยเงียบไม่บอกใคร

    สำหรับตลาดในประเทศขณะนี้ถือว่ายังไปต่อได้ยาวๆ เพราะยังมีคนที่รู้และหันมาเลี้ยงอ้นเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เพื่อจำหน่ายยังมีจำนวนน้อย ในลำปาง ขณะนี้มีประมาณ 2-3 เจ้าเท่านั้น ส่วนใหญ่จะมีพ่อค้าคนกลางมาสั่งจองไว้ ตนเองจะจำหน่ายเป็นตัว ไม่กล้าฆ่าขายเป็นเนื้อเพราะเห็นแล้วสงสารเพราะได้เลี้ยงดูมา อ้นก็จะคุ้นกับเจ้าของที่เลี้ยง ขณะที่ตลาดต่างประเทศก็ยังต้องการ เนื้ออ้น โดยเฉพาะ เวียดนามและลาว หากใครสนใจอยากเลี้ยง ก็สามารถสอบถามวิธีเลี้ยงหรือจองซื้อซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ได้ในเฟสบุ๊กชื่อ Aekachai Saiyod

    รวยเงียบไม่บอกใคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/609606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw025ILcnUX3rTYjT1A-gJ_Y

  • “พรรคประชาชน” ลั่น ไทยต้องเป็นเสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง!! แนะปรับยุทธศาสตร์เศรฐกิจจริงจังทันที

    “พรรคประชาชน” ลั่น ไทยต้องเป็นเสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง!! แนะปรับยุทธศาสตร์เศรฐกิจจริงจังทันที

    กรุงเทพฯ, วันที่ 7 พฤศจิกายน – วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวบนเวที The Standard Economic Forum 2025 เสนอให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกและเพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน สร้างประเทศไทยให้เป็น “เสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง” โดยระบุว่า ไทยมีการส่งออกต่อจีดีพีสูงกว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สะท้อนความอ่อนแอเศรษฐกิจภายใน

    วีระยุทธ กล่าวว่าประเทศไทยใช้ยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก หรือ Export-led growth model เหมือนกับ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก” อย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน แต่ผ่านไปหลายทศวรรษ กลับพบว่าเราพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ต่อจีดีพีเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก 

    รองหัวหน้าพรรค ปชน. เสนอให้ใช้กลไกรัฐและกลไกตลาดสร้าง Hitech ecosystem และสังคมสูงวัยที่มีความสุข โดยระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำได้ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ (1) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (2) การลงทุนภาครัฐจะต้องตรงจุดและส่งผลต่อเนื่องให้เอกชนพร้อมลงทุนต่อ และ (3) สนับสนุนการบริโภคในประเทศที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต

    วีระยุทธยกตัวอย่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 2 ด้าน ด้านแรก คือ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อมโยงการผลิตจากความสามารถเดิมที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างชิ้นส่วนยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการผลักดันให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์หรือเซ็นเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย 

    ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านภาษีและการผลิตไม่จำเป็นต้องให้กับบริษัทต่างชาติหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกด้านที่ควรทำไปพร้อมกันคือ ผลักดันให้ SME ไทยสามารถยกระดับเพื่อตอบโจทย์ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย 

    นอกจากนี้ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ยังแนะนำให้ไทยเชื่อมต่อโลกเพื่อร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่ โดยชี้ว่าการเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในไทยไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดจากโลก ตรงกันข้าม ไทยควรเดินหน้าจับมือกับ “เสือเอเชียตะวันออก” เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เช่นญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ 

    ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งการปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมด้วย เช่น (ก) เปลี่ยนจากการดีใจกับตัวเลขส่งออก มาสู่ความสนใจจุดแข็งจุดอ่อนของเศรษฐกิจภายใน  (ข) เปลี่ยนจากการมุ่งแต่ดึงเงินใหม่ก้อนใหญ่จากต่างประเทศ มาสู่การสร้างเศรษฐกิจไทยที่คนในอยากลงทุน และ (ค) เปลี่ยนจากกรอบคิด Made in Thailand ที่อยากดึงซัพพลายเชนการผลิตให้มาตั้งที่ไทยทั้งห่วงโซ่ มาเป็น Made with Thailand ที่เน้นการหาจุดโฟกัสที่เราเก่งในแต่ละห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำให้เป็นจุดที่โลกขาดไทยไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/255394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Do_zqVcQffnCxnB05Joam

  • นิด้าโพล  เผยกระแสการเมืองภาคเหนือ  “เท้ง ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”

    นิด้าโพล  เผยกระแสการเมืองภาคเหนือ  “เท้ง ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”


    “นิด้าโพล” เผย กระแสการเมืองภาคเหนือ หนุนเป็นนายกฯ  “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” อันดับ1 “เท้ง” ที่2 “อนุทิน” ลำดับ3 ส่วนความนิยมต่อพรรคการเมือง ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ นำ ตามด้วย ปชน.-พท.-ภท.

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคเหนือ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 4 พ.ย. 2568 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคเหนือ (จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี อ้างอิงตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเรื่อง การจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและกําหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด (ฉบับที่ 3) (2560, 17 พฤศจิกายน) ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 134 (ตอนพิเศษ 281 ง) หน้า (14)) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมือง ภาคเหนือ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนเหนือจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 36.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 21.50 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 13.90 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 5.90 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 4.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 3.25 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 7 ร้อยละ 2.50 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.95 ระบุว่าเป็น นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.85 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 10 ร้อยละ 1.70 ระบุว่าเป็น นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 11 ร้อยละ 1.25 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 12 ร้อยละ 1.00 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) ร้อยละ 2.40 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสุทิน คลังแสง (พรรคเพื่อไทย) ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ (กัน จอมพลัง) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) พลโทบุญสิน พาดกลาง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายชาดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายภราดร ปริศนานันทกุล (พรรคภูมิใจไทย) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) และไม่ออกไปใช้สิทธิ (No Vote) และร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนเหนือจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 28.40 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 28.10 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 16.60 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 10.40 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 5.15 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 3.25 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 7 ร้อยละ 2.90 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.00 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 9 ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.85 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย ไม่ออกไปใช้สิทธิ (No Vote) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ภาคเหนือโดยตัวอย่าง ร้อยละ 48.05 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.95 เป็นเพศหญิง  

    ตัวอย่าง ร้อยละ 11.30 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 16.85 อายุ 26-35 ปี และอายุ 36-45 ปี ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 25.45 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 29.55 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 97.55 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 0.55 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.90 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 32.20 สถานภาพโสด ร้อยละ 65.00 สมรส และร้อยละ 2.80 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 1.00 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 27.85 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 35.80 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.10 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 22.95 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.30 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.40 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 13.15 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 20.30 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 15.40 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 16.75 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.70 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.30 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 22.05 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 5.70 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 20.55 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 29.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 9.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 3.95 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 1.70 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 5.60 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/37329&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i5k69qsh5qOx4H321jVF0

  • “จำลอง” แนะ ก.ท่องเที่ยว เร่งหนุนบอลเยาวชน หลังหมอนทองฟีเวอร์

    “จำลอง” แนะ ก.ท่องเที่ยว เร่งหนุนบอลเยาวชน หลังหมอนทองฟีเวอร์

    ข่าว

    “จำลอง” แนะ ก.ท่องเที่ยว เร่งหนุนบอลเยาวชน หลังหมอนทองฟีเวอร์

    09 พฤศจิกายน 2025 – 11:30

    Featured Image

    “จำลอง” แนะ กระทรวงท่องเที่ยว เร่งสนับสนุน ฟุตบอลเยาวชน หลังหมอนทองฟีเวอร์ เชื่อเด็กไทยเก่งมีศักยภาพ อาจเห็นบอลไทยไปบอลโลกในอนาคต

    นายจำลอง อนันตสุข สมาชิกวุฒิสภา(สว.) โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีศึกฟุตบอลแชมป์กีฬา 7 สี 2025 ฟีเวอร์ ที่มีผู้ติดตามชมการแข่งขันระหว่างระหว่าง โรงเรียนหมอนทองวิทยา ตัวแทนจากฉะเชิงเทรา กับ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท จนเต็มสนามศุภชลาศัย รวมถึงมีผู้ชมผ่านออนไลน์ทะลุล้านคน

    โดยนายจำลอง กล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้ชมมาเข้าชมการแข่งขันจนแน่นสนาม ซึ่งฟุตบอลแชมป์กีฬา 7 สี เริ่มต้นตั้งแต่พ.ศ.2546 มีเยาวชนร่วมแข่งขันมากมาย และสามารถต่อยอดเล่นเป็นอาชีพได้ ถือเป็นการสร้างเยาวชนตั้งแต่ชั้นมัธยม

    “นิสัยของคนไทยชอบเชียร์บอลรอง จะเห็นได้จากรอบรองชิงชนะที่โรงเรียนหมอนทองวิทยาพบกัน โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ทุกคนมองคนว่าโรงเรียนอัสสัมฯมีศักยภาพ และความพร้อมมากกว่า แต่โรงเรียนหมอนทองกลับพลิกชนะ จึงทำให้รอบชิงชนะเลิศมีผู้ติดตามจนฟีเวอร์ขนาดนี้“

    นายจำลอง กล่าวว่า อีกคนที่น่าชื่นชมคือนายสกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชหมอนทองวิทยา ที่ทุ่มเทและเสียสละเพื่อเยาวชน ซึ่งท่านเองได้ปั้นนักกีฬามาหลายรุ่นแล้ว ส่วนตัวมองว่ากระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาควรจะเข้ามาสนับสนุน ตนเชื่อว่าเยาวชนไทยเก่งและมีศักยภาพยังมีอีกมาก แต่อาจจะยังขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง เราอาจจะได้เห็นบอลไทยไปบอลโลกได้ไม่ยาก

    กระแสบอลในครั้งนี้จะทำให้เยาวชนสนใจมาเล่นฟุตบอลมากขึ้นแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะปัจจุบันปัญหาติดหน้าจอเป็นปัญหาใหญ่ที่เรายังแก้ไม่ได้ รวมถึงปัญหาน้ำหนักเกินโรคอ้วนในเยาวชนที่นับวันยิ่งมีมากขึ้นที่เป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะทำให้เยาวชนลดการติดหน้าจอและหันออกมาออกกำลังกายมากขึ้น

    นายจำลองกล่าวว่า ในส่วนของกมธ.เราพร้อมผลักดันและสนับสนุนอย่างเต็มมี่ในอำนาจที่มี เพื่อให้เยาวชนไทยได้มีอนาคตเป็นกำลังให้กับประเทศ และเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยต่อไป

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_960560/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tjz9u1ghr5n5sXVCz4f_g

  • ความสุขบานสะพรั่งที่ ‘อุทยานหลวงราชพฤกษ์’ ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    ความสุขบานสะพรั่งที่ ‘อุทยานหลวงราชพฤกษ์’ ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    ท่องเที่ยว

    ความสุขบานสะพรั่งที่ ‘อุทยานหลวงราชพฤกษ์’ ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    เตรียมตัวไปเที่ยว “อุทยานหลวงราชพฤกษ์” ในงานเทศกาลชมสวน 2568 (Flora Festival 2025) และอย่าพลาดชมความงามสะพรั่ง “ดอนญ่าควีนสิริกิติ์”

    ใกล้ปลายปี “อุทยานหลวงราชพฤกษ์” จะจัดงาน “เทศกาลชมสวน 2568” (Flora Festival 2025) ให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับความสุขที่จะกลับมาบานสะพรั่งอีกครั้ง

    ในปีนี้ เทศกาลชมสวน 2568 (Flora Festival 2025) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Bloom for the Future : Blossoms, Biodiversity & Breaths “การเบ่งบานแห่งชีวิต ธรรมชาติ และความงดงามที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 (เวลา 08.00 – 18.00 น.) ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    ปีนี้ เตรียมสนุกกับกิจกรรมหลากหลาย นอกจากชมดอกไม้ในสายลมหนาวแล้ว ยังมีกิจกรรมเดินสวนกับคนสวน พาไปรู้จักสวนแบบใกล้ชิด, นิทรรศการ Net Zero, ตลาดนัดชาวดอย และเวิร์กชอปสุดสร้างสรรค์

    ในขณะที่ระหว่างปี ในทุกเทศกาลร้อน ฝน หนาว อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จัดเทศกาลชมดอกไม้ประจำฤดูกาล ให้เที่ยวได้ทั้งปี ว่างช่วงไหนจัดกระเป๋าไปกัน

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    อุทยานหลวงราชพฤกษ์ หมายถึง สวนของพระมหากษัตริย์

    เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ใน พ.ศ.2549 และทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน มหกรรมพืชสวนโลก 2549 ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (พื้นที่ 468 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา

    งานจัดระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2550 รวม 92 วันภายใต้ชื่อ มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 มีผู้เข้าชมมากมายทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เข้ามาบริหารจัดการและใช้ประโยชน์พื้นที่สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการและปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    ภารกิจหลักคือ พัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้พืชสวน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรและวัฒนธรรมของเชียงใหม่และประเทศไทย โดยได้รับการถ่ายโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ และงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาเป็นของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)

    ส่วนที่มาของชื่อนั้น หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ได้ขอพระราชทานชื่อสวนซึ่งเป็นสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ว่า “สวนหลวงราชพฤกษ์

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    ต่อมา ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ ปฏิบัติราชการแทนราชเลขาธิการ ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสวนดังกล่าวว่า อุทยานหลวงราชพฤกษ์ และได้รับพระราชทานชื่อภาษาอังกฤษว่า Royal Park Rajapruek

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ขอน้อมถวายความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยการเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่านร่วมชมพรรณไม้ในพระนาม ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ พรรณไม้ที่เปี่ยมด้วยความงดงาม สะท้อนถึงความอ่อนโยนและสง่างามเฉกเช่นพระราชจริยา และกำลังเบ่งบานสวยงามให้ชมในอุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    ดอนญ่า ไม้พุ่มประดับ ใบสวย ดอกงาม มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ในป่าชื้น ในเมืองไทยก็มีพันธุ์ไม้พวกดอนญ่าป่าอยู่ทั่วไป และเป็นไม้ดอกที่ขอพระราชทานพระนามสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปเป็นชื่อของดอนญ่าที่ผสมขึ้นใหม่พันธุ์หนึ่ง เป็นลูกผสมระหว่าง Mussaenda Luz และ M.philipica ‘Aurorae’ ซึ่งมีความงดงามมาก กลีบดอกซ้อนสีชมพูอ่อนเกือบเป็นสีขาว มีขลิบสีแดงตามขอบนอกของกลีบดอก ดอนญ่าพันธุ์นี้ได้รับพระราชทานชื่อว่า ควีนสิริกิติ์ (Queen Sirikit)

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    ในอุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ ได้รวบรวมจัดแสดงไว้หลากหลายสายพันธุ์ ทั้งดอนญ่าควีนสิริกิติ์ (สีชมพูอ่อน) ดอนญ่าลูซ (ชมพูอมส้มเข้ม) ดอนญ่าขาวหรือดอนญ่าออโรร่า (สีขาว) และดอนญ่าแดง แต่ละสายพันธุ์ล้วนมีความงามเฉพาะตัว ล้วนเป็นไม้ดอกที่ให้ความสวยงามตลอดทั้งปี

    พิกัดชมดอนญ่า : สวนลานต้อนรับ/ สวนสวัสดี/ สวนฤดูฝน (ติดกับร้านกาแฟ HRDI2)

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    ไฮไลต์น่าชม ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

    หอคำหลวง เป็นพื้นที่จัดแสดงส่วนกลางที่โดดเด่นและสง่างามที่สุด เพื่อจัดแสดงพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นกษัตริย์นักการเกษตรเอกของโลก เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ที่ทรงอัจฉริยภาพ และทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในโลก ภายใต้แนวคิดว่า “พระบาทสมเด็พระเจ้าอยู่หัว คือ ศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย”

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    หอคำหลวง สถาปัตยกรรมล้านนาที่สง่างาม เป็นอาคารครึ่งไม้ครึ่งตึก 2 ชั้น สีน้ำตาลแดง ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าบนเนินดิน พื้นที่กว่า 3,000 ตร.ม. บนเนื้อที่กว่า 470 ไร่ ของศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ สองข้างทางเดินสู่หอคำหลวงเต็มไปด้วยสีเหลืองอร่ามของดอกราชพฤกษ์ อีกทั้งตระการตากับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ประดับตกแต่งในบริเวณเสาซุ้ม ซึ่งออกแบบได้สวยงามตามอย่างสถาปัตยกรรมล้านนาแท้ ๆจำนวนมากถึง 30 ซุ้ม

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน (ลมแล้ง ภาษาพื้นเมืองภาคเหนือ) ได้รับการยกให้เป็น ดอกไม้ประจำชาติไทย และด้วยชื่ออันเป็นมงคลยิ่ง (ราชพฤกษ์ : ต้นไม้ของพระราชา) ประจวบเหมาะกับงานพืชสวนโลก “เฉลิมพระเกียติ” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้จัดในสถานที่นี้ ชื่อดอกราชพฤกษ์จึงถูกใช้เป็นชื่อของอุทธยานหลวงแห่งนี้

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    แต่งตัวสวยไปชมสวน

    อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จัด “โซนสวน” ให้ชมอย่างจุใจ ฝึกกำลังขาให้แข็งแรงก่อนแล้วออกเดินไปด้วยกัน มีอาทิ

    สวนไทย จัดแสดงพืชสวนเขตร้อนชื้น ที่มีหลากหลายของพันธุ์พืช เทคโนโลยีการผลิต และการแปรรูป มีจำนวนมากกว่า 1,900 ชนิด รวมแล้วมากกว่า 3.2 ล้านตัน ประกอบด้วยไม้ในกลุ่มต่าง ๆ คือ ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะกล้วยไม้ สมุนไพร พืชผักและเห็ด พันธุ์ไม้หายาก และสวนอื่น ๆ เช่น สวนไม้หอม สวนไม้ในวรรณคดี สวนไม้ประจำจังหวัด อาคารเรือนร่มไม้ ฯลฯ

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    กลุ่มอาคารเรือนกระจก ได้แก่ อาคารพืชทะเลทราย อาคารไบโอเทคโนโลยี อาคารพืชเขตร้อน อาคารพืชเขตหนาว และอาคารพืชไร้ดิน หมู่บ้านสี่ภาค ที่จัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นไทย

    สวนไทยประกอบด้วย โดมกุหลาบ เรือนร่มไม้ อาคารกล้วยไม้ แปลงองุ่น สวนบัว สวนปาล์ม สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    สวนนานาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ จัดแสดงสวนของมิตรประเทศที่มาร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์สมบัติครบ 60 ปี ในปี พ.ศ. 2549 ปัจจุบันมี 22 ประเทศ

    ความสุขบานสะพรั่งที่ 'อุทยานหลวงราชพฤกษ์' ชมดอนญ่าควีนสิริกิติ์

    ห้องเรียนความรู้ เช่น การปลูกพืชบนพื้นที่สูง, ศาสตร์พระราชา, พริกกะเหรี่ยง, หญ้าแฝก, พรรณไม้ดักฝุ่นจิ๋ว, หอมหมื่นลี้, รวงผึ้ง, อาคารโลกแมลง ฯลฯ

    อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เปิดทุกวัน เวลา 08.00 น.- 18.00 น. บัตรเข้าชมคนไทย 100.- เด็กไม่เกิน 140 ซ.ม. 70.- นักท่องเที่ยว 200.- เด็ก 150.- เด็กต่ำกว่า 100 ซ.ม. เข้าฟรี โทร.053 114 110-5, FB: อุทยานหลวงราชพฤกษ์: Royal Park Rajapruek

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1206783&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QSBhEuulGuI-VG-2dbbuf

  • สว.แนะ “ก.ท่องเที่ยว” เร่งสนับสนุน ฟุตบอลเยาวชน หลัง กระแส “หมอนทองฟีเวอร์”

    สว.แนะ “ก.ท่องเที่ยว” เร่งสนับสนุน ฟุตบอลเยาวชน หลัง กระแส “หมอนทองฟีเวอร์”


    “โฆษกกมธ.ท่องเที่ยวสว.” แนะ ”กระทรวงท่องเที่ยว“ เร่งสนับสนุน ฟุตบอลเยาวชน หลัง กระแส ”หมอนทองฟีเวอร์“ เชื่อ เด็กไทยเก่งมีศักยภาพ อาจเห็นบอลไทยไปบอลโลกในอนาคต

    นายจำลอง อนันตสุข สมาชิกวุฒิสภา(สว.) โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีศึกฟุตบอลแชมป์กีฬา 7 สี 2025 ฟีเวอร์ ที่มีผู้ติดตามชมการแข่งขันระหว่างระหว่าง โรงเรียนหมอนทองวิทยา ตัวแทนจากฉะเชิงเทรา กับ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท จนเต็มสนามศุภชลาศัย รวมถึงมีผู้ชมผ่านออนไลน์ทะลุล้านคน

    โดยนายจำลอง กล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้ชมมาเข้าชมการแข่งขันจนแน่นสนาม ซึ่งฟุตบอลแชมป์กีฬา 7 สี เริ่มต้นตั้งแต่พ.ศ.2546 มีเยาวชนร่วมแข่งขันมากมาย และสามารถต่อยอดเล่นเป็นอาชีพได้ ถือเป็นการสร้างเยาวชนตั้งแต่ชั้นมัธยม 

    “นิสัยของคนไทยชอบเชียร์บอลรอง จะเห็นได้จากรอบรองชิงชนะที่โรงเรียนหมอนทองวิทยาพบกัน โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ทุกคนมองคนว่าโรงเรียนอัสสัมฯมีศักยภาพ และความพร้อมมากกว่า แต่โรงเรียนหมอนทองกลับพลิกชนะ จึงทำให้รอบชิงชนะเลิศมีผู้ติดตามจนฟีเวอร์ขนาดนี้“ 

    นายจำลอง กล่าวว่า อีกคนที่น่าชื่นชมคือนายสกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชหมอนทองวิทยา ที่ทุ่มเทและเสียสละเพื่อเยาวชน ซึ่งท่านเองได้ปั้นนักกีฬามาหลายรุ่นแล้ว ส่วนตัวมองว่ากระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาควรจะเข้ามาสนับสนุน ตนเชื่อว่าเยาวชนไทยเก่งและมีศักยภาพยังมีอีกมาก แต่อาจจะยังขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง เราอาจจะได้เห็นบอลไทยไปบอลโลกได้ไม่ยาก 

    กระแสบอลในครั้งนี้จะทำให้เยาวชนสนใจมาเล่นฟุตบอลมากขึ้นแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะปัจจุบันปัญหาติดหน้าจอเป็นปัญหาใหญ่ที่เรายังแก้ไม่ได้ รวมถึงปัญหาน้ำหนักเกินโรคอ้วนในเยาวชนที่นับวันยิ่งมีมากขึ้นที่เป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะทำให้เยาวชนลดการติดหน้าจอและหันออกมาออกกำลังกายมากขึ้น

    นายจำลองกล่าวว่า ในส่วนของกมธ.เราพร้อมผลักดันและสนับสนุนอย่างเต็มมี่ในอำนาจที่มี เพื่อให้เยาวชนไทยได้มีอนาคตเป็นกำลังให้กับประเทศ และเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37335&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Rpuqg20XdBlhUJGTmY-ER

  • ททท.ชวนเที่ยวรับลมหนาว ชวนนั่งรถราง เที่ยวตามตำนานเมืองลับแล | TOPNEWS

    ททท.ชวนเที่ยวรับลมหนาว ชวนนั่งรถราง เที่ยวตามตำนานเมืองลับแล | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณตลาดถนนวันวาน เทศบาลตำบลศรีพนมมาศ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์นายรวี เล็กอุทัย สส.อุตรดิตถ์พร้อมด้วยนายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแพร่ –อุตรดิตถ์ รศ.ดร.ทักษิณาร์ ศรุติสุต นายกเทศมนตรีตำบลศรีพนมมาศ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดกิจกรรมนักท่องเที่ยวและเชิญชวนสัมผัสรับลมหนาว ชูแคมเปญสร้างสรรค์ “เปิดประตูสู่ดินแดนแห่งตำนาน นั่งรถรางตามรอยเมืองลับแล”

    นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ (หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์) นำเสนอแผนการจัดกิจกรรมนั่งรถรางเที่ยวตามรอยตำนานเมืองลับแล กับ ผู้บริหารเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศเมืองลับแล เมืองในตำนานที่เล่าขานความลี้ลับ สู่ยุคปัจจุบันที่เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผ่านกิจกรรมนำเที่ยวแบบใกล้ชิดด้วยรถรางตลอด 2 ชั่วโมง กิจกรรมเตรียมจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 เปิดให้บริการรถรางท่องเที่ยว วันละ 2 รอบ (เช้า–บ่าย) พร้อมมัคคุเทศก์ท้องถิ่นให้ความรู้ตลอดเส้นทาง

    โดย ททท.ศูนย์ฯ อุตรดิตถ์ ขับเคลื่อนร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ บริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ เครือข่ายท่องเที่ยวลับแล จัดทำแพ็คเก็จเที่ยวรถรางในราคาถูก รวมถึงมีการบริหารจัดการที่มีความพร้อมและความปลอดภัย เพื่อกระตุ้นในบรรยากาศการท่องเที่ยวคึกคักและสร้างกิจกรรมท่องเที่ยวที่ต่อเนื่องของจังหวัดอุตรดิตถ์อย่างยั่งยืนต่อไป

    จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเมืองน่าเที่ยวศักยภาพ คนส่วนใหญ่มาเที่ยวจะนึกถึงเมืองลับแล โดยแผนงานประชาสัมพันธ์และกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงแรกที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของภาคเหนือ จึงเกิดแนวคิด ปรับเปลี่ยน Season เป็นสีสันแห่งการท่องเที่ยวหน้าหนาวของจังหวัดอุตรดิตถ์ ด้วยกิจกรรมนำเที่ยวที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงง่าย ใช้เวลาคุ้มค่าไม่เกิน 2 ชั่วโมง เปลี่ยนบรรยากาศมานั่งรถรางให้เจ้าบ้านได้นำเสนอความน่ารักของเมืองลับแล ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการจัดทริป ท่องเที่ยวด้วยรถรางที่กำหนดรอบเวลาที่ชัดเจน ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงอำเภอลับแล ไม่รู้ช่องทางการติดต่อหรือจองนั่งรถรางยังไง จึงได้ขอความร่วมมือและนำเสนอแผนงานกับทางเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ ซึ่งเป็นเสมือนเมืองหน้าด่านจุดขายแรกเวลาเดินทางมาอำเภอลับแล ให้ร่วมกันจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวครั้งนี้ขึ้นมา

    ด้าน รศ.ดร.ทักษิณาร์ ศรุติสุต นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ ให้ข้อมูลเสริมว่า ภายใต้แผนการดำเนินงานของเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ ในปีงบประมาณ 2569 กำหนดนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวกระจายรายสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งการจัดบริการรถรางนำเที่ยวถือเป็นกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวสำคัญที่ทางเทศบาลได้กำหนดกลยุทธ์การพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวไว้อยู่แล้ว ซึ่งมีความสอดคล้องกับแผนงานของ ททท. ถือเป็นมิติใหม่ในความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทางเทศบาลฯ ยินดีร่วมกำหนดและออกแบบ ROUTE เส้นทางนำเที่ยวเพื่อให้ชุมชนในพื้นที่และชุมชนโดยรอบได้รับประโยชน์จากการจัดกิจกรรมครั้งนี้อย่างแท้จริง ยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอลับแลให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ซึ่งจะมีการเปิดตัวแคมเปญการท่องเที่ยวด้วยรถรางในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ใกล้ถึงนี้อย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1384134&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gtMeGxS7dBdoPrpEVVf94

  • “อรรถกร”เดินหน้าปั้น 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม เตรียมจัด Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก

    “อรรถกร”เดินหน้าปั้น 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม เตรียมจัด Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก

    การเมือง

    “อรรถกร”เดินหน้าปั้น 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม เตรียมจัด Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก

    วันเสาร์ ที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.17 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ณ เมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยผู้ว่าการ ททท. พร้อมด้วยอธิบดีกรมการท่องเที่ยว อธิบดีกรมพละศึกษา หน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชน ได้ร่วมนำเสนอการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ซึ่งมีวัฒนธรรมหลากหลาย ผสมผสานไทย-มลายู-จีน-อาหรับ มีวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นที่โดดเด่น ทั้งผู้คนที่เป็นมิตร มีน้ำใจและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวและมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวและดูแลความปลอดภัยอย่างดี

    ททท. เสนอแนวทางจัดทำ “เส้นทางพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้” โดยเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักกับแหล่งใหม่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ผ่านเส้นทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ อาหาร และวิถีชีวิต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนร่วมกับผู้นำชุมชน โดยการดำเนินการสร้างแบรนด์ผ่าน KOL และสื่อออนไลน์ พร้อมจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม เช่น เทศกาลอาหารฮาลาล งานวัฒนธรรมมลายู-จีน-พุทธ โดยเฉพาะการจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 @สุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส และเพิ่มการจัด Agent/Media Fam Trip เพื่อผลักดันการขายพื้นที่ท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงถนนและระบบขนส่งระหว่างจังหวัด เพิ่มป้ายแนะนำเส้นทางและจุดท่องเที่ยวหลายภาษา และการพัฒนาแหล่งพักแรมและสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐาน ยังเป็นประเด็นท้าทายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นที่จะต้องบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาเพื่อยกระดับการบริการเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/453549&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SO3jMXQ4ZUgrFU1EbefS8

  • “เพื่อไทย” จี้รัฐบาลเร่งปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชี้เป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของประเทศ

    “เพื่อไทย” จี้รัฐบาลเร่งปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชี้เป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lsHe2Y07ZGotKptXcj93X