Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายก อบจ.นครราชสีมา ร่วมงาน “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 ส่งเสริมสุขภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    นายก อบจ.นครราชสีมา ร่วมงาน “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 ส่งเสริมสุขภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 09/11/2025 13:37

    นครราชสีมา ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ร่วมงาน “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 (KHONBURI RUN #4)” ส่งเสริมสุขภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่า ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมกิจกรรม “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 (KHONBURI RUN #4)” ณ หาดจอมทอง อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศสวยงามของเส้นทางวิ่งที่สามารถมองเห็นวิวของเขื่อนลำมูลบน และภูเขาฟูจิแห่งครบุรี

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง สร้างเสริมสุขภาพที่ดี พร้อมทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอครบุรี โดยมีนักวิ่งและประชาชนจากหลายพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    ในโอกาสนี้ ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล ได้ร่วมมอบเหรียญรางวัลให้แก่ผู้ร่วมการแข่งขัน พร้อมกล่าวชื่นชมการจัดกิจกรรมที่สร้างความสามัคคีในชุมชน และแสดงความยินดีกับทุกคนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน.

    ภาพ-ข่าว กัญศลักษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    SOCAIL 16-91 copy 2

    5

    ด้วยจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกสร้าง “อันดับแรก” เขียนบทใหม่ในอนาคตของความสัมพันธ์จีน-ไทย

    รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลอบเข้าไทยขนซิมการ์ดจากเขมร 1,000 ซิม หวังนำส่งให้นายจ้างที่เมียวดี

    สหรัฐคว่ำบาตรประชุมจี-20 ที่แอฟริกาใต้

    สุมทรสาคร///สานฝันเยาวชนสู่ทักษะกีฬาอาชีพ

    ฟงวองทวีกำลังขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นแล้วเช้านี้

    สหรัฐสั่งระงับเที่ยวบิน 1,460 ไฟล์ทต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1384422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Lunfriy9fs8CGrqCMYTdU

  • วธ. รับฟังความเห็นจัดทำมาตรการหนุน “ถ่ายทำหนังไทยในประเทศ” เพิ่มศักยภาพสู่เวทีโลก

    วธ. รับฟังความเห็นจัดทำมาตรการหนุน “ถ่ายทำหนังไทยในประเทศ” เพิ่มศักยภาพสู่เวทีโลก

    วธ. รับฟังความเห็นจัดทำมาตรการหนุน “ถ่ายทำหนังไทยในประเทศ” เพิ่มศักยภาพสู่เวทีโลก

    นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกำลังเร่งจัดทำ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ ตามนโยบายรัฐบาล และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ไทยให้เติบโต แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    ทั้งนี้ การส่งเสริมให้มีการถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ในประเทศ ที่ดำเนินการผลิตโดยคนไทยและมีทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย ไม่เพียงสร้างรายได้ กระจายงานสู่ชุมชน แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการเผยแพร่อัตลักษณ์ ศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยผ่านสื่อเหล่านี้สู่สายตาชาวโลกอย่าง

    ดังนั้น สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมจะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ไทย ในวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 – 15.00 น. ณ ห้องแกลเลอรี 2–3 ชั้น G อาคารหอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) เพื่อเปิดรับข้อเสนอจากผู้ประกอบการ ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ สมาคมภาพยนตร์ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปมาตรการต่อไป

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2894397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MSV2OITC19nuidPuJdSsu

  • อบจ.นครปฐม เปิดประตูท่องเที่ยว ชวน “ยลวิถี อิ่มบุญ” สร้างเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    อบจ.นครปฐม เปิดประตูท่องเที่ยว ชวน “ยลวิถี อิ่มบุญ” สร้างเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    อบจ.นครปฐม เปิดประตูท่องเที่ยว ชวน “ยลวิถี อิ่มบุญ” สร้างเศรษฐกิจฐานราก

    • เผยแพร่ : 09/11/2025 12:32

    อบจ.นครปฐม นำประชาชนลุย 4 วัดดังกำแพงแสน สานต่อโครงการ “ไหว้พระ อิ่มบุญ พาเที่ยวชุมชน ยลวิถี กินของดีเมืองนครปฐม”  ฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังยุคโควิด”​

    วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม (อบจ.) จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวครั้งสำคัญ ตามโครงการ “ไหว้พระ อิ่มบุญ พาเที่ยวชุมชน ยลวิถี กินของดีเมืองนครปฐม” ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยนำพี่น้องประชาชนร่วมเดินทางตามรอยศรัทธาและวิถีชีวิตชุมชนในเส้นทางสายอำเภอกำแพงแสน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและความอิ่มเอมใจ

    ​ โดยมุ่งเน้นการเดินทางแสวงบุญใน 4 วัดศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ วัดรางหมัน, วัดไร่แตงทอง, วัดหนองพงนก, และวัดสระมงคล เพื่อให้ประชาชนได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเสริมสิริมงคล จากนั้นจึงเปลี่ยนบรรยากาศสู่การ “ยลวิถีและกินของดี” ด้วยการแวะชมและชิมความอร่อยที่ วรรณวนัชเบเกอรี่ และปิดท้ายด้วยการพักผ่อนจิบกาแฟที่ ร้านกาแฟ Poss Coffee ซึ่งเป็นการส่งเสริมสินค้าและบริการของผู้ประกอบการในท้องถิ่นโดยตรง

    ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม แม้จะไม่ได้ร่วมเดินทางด้วยตัวเอง จึงได้มอบหมายให้ นายสมยศ สุขตะโก รองประธานสภา อบจ. พร้อมด้วย นายชรินทร์ ศรีศิริวัฒน์ และ นายธนพันธ์ โชคดำรงสุข (สมาชิกสภา อบจ. เขต อ.กำแพงแสน) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ อบจ. นำทีมต้อนรับและอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

    ​ตัวแทน อบจ.นครปฐม กล่าวขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งวัดวาอาราม สถานที่ท่องเที่ยว และที่สำคัญคือพี่น้องประชาชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการอย่างคับคั่ง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม

    สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.นครปฐม

    SOCAIL 16-91 copy 2

    5

    ด้วยจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกสร้าง “อันดับแรก” เขียนบทใหม่ในอนาคตของความสัมพันธ์จีน-ไทย

    รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลอบเข้าไทยขนซิมการ์ดจากเขมร 1,000 ซิม หวังนำส่งให้นายจ้างที่เมียวดี

    สหรัฐคว่ำบาตรประชุมจี-20 ที่แอฟริกาใต้

    สุมทรสาคร///สานฝันเยาวชนสู่ทักษะกีฬาอาชีพ

    ฟงวองทวีกำลังขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นแล้วเช้านี้

    สหรัฐสั่งระงับเที่ยวบิน 1,460 ไฟล์ทต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1384338&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Iu7uUzmXi3qiB6Is7SOxh

  • “นฤมล” ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู เล็งปรับระบบการศึกษาเท่าเทียมทั่วประเทศ

    “นฤมล” ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู เล็งปรับระบบการศึกษาเท่าเทียมทั่วประเทศ

    “นฤมล” ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู เล็งปรับระบบการศึกษาเท่าเทียมทั่วประเทศ

    “นฤมล” ลงพื้นที่ จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู เล็งปรับระบบบริหารบุคลากรและงบประมาณการศึกษาให้เท่าเทียมทั่วประเทศ

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอุดหนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ปีงบประมาณ 2568 รวมจำนวน 9 ทุน

    ผู้สื่อข่าว
    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรและระบบบริหารงานของครูมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในอาชีพ ภาระงานด้านเอกสาร และงานบริหารการเงินบัญชีของโรงเรียน

    โดยบอร์ด ก.ค.ศ. ก็ได้พิจารณานำอัตราครูเกินเกณฑ์ของ สพฐ. มาเป็นอัตราบุคลากรทางการศึกษา (38ค.) รอบแรกจำนวน 600 อัตรา และรอบที่สอง จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อให้ สพฐ. จัดสรรอัตรากำลังเหล่านี้ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของครู

    นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงระบบวิทยฐานะของครู โดยเปิดทางเลือกใหม่ในการประเมินผลงานที่นอกจากงานวิจัย ยังสามารถใช้ผลงานนวัตกรรมเชิงการเรียนการสอน เครื่องมือการศึกษา หรือรางวัลระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ครูและสถานศึกษาสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัด

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า “ในเรื่องของการศึกษาเอกชนได้ผลักดันในหลาย ๆ เรื่องมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารกลางวัน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางบอร์ด กช.ได้เห็นชอบแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน งบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน”

    “แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชนฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น ก็อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ผู้สื่อข่าว
    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล ทิ้งท้ายว่า ตนได้มอบเลขาธิการ กช. รับข้อเสนอในวันนี้ ทั้งเรื่องของหลักสูตรอิสลามศึกษา การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาล จากเดิมเบิกได้ 150,000 บาท ตลอดจนการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา ที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เพื่อรับเรื่องไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎ ระเบียบและขั้นตอนของทางราชการต่อไป รวมทั้งประเด็นค่าน้ำค่าไฟของโรงเรียน ทั้งสังกัดอาชีวศึกษาและ สพฐ. ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

    พร้อมกล่าวย้ำถึงความตั้งใจในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ว่า ต้องการรับฟังปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและร่วมวางแผนปรับโครงสร้างอัตรากำลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/261080&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qx1GfvM6eSGRLpp507p64

  • ย้ำเตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม

    ย้ำเตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม

    ย้ำเตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม


    9/11/2568 | 46 |

    วันนี้ (9 พฤศจิกายน 2568) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการศึกษาผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปริญญาตรี เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพและมีทักษะที่ทันสมัย มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ ซึ่งขณะนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้อนุมัติคำขอกู้ยืมเงินให้แก่ผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเปลี่ยนระดับการศึกษาและผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ครบถ้วนแล้ว  

    ขอย้ำเตือนให้ผู้กู้ยืมเงินเร่งดำเนินการจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน และจัดทำแบบยืนยันแบบเบิกเงินกู้ยืม ลงนามเอกสารภายในวันที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนด จากนั้น สถานศึกษาต้องยืนยันข้อมูลพร้อมแนบไฟล์สัญญาฯ และแบบยืนยันเบิกเงินกู้ยืมเข้าระบบ DSL ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน กยศ. ปิดระบบการกู้ยืมสิ้นสุดภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เท่านั้น

    สำหรับปีการศึกษา 2568 กยศ. ได้ขยายกรอบการให้กู้ยืมส่งผลให้นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินได้รับโอกาสทางการศึกษาจำนวนกว่า 800,000 ราย เป็นงบประมาณให้กู้ยืมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการศึกษาของนักเรียน/นักศึกษา และแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/102053


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/439827&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jAVlzv5dIkSdTUX0l54Tq

  • เชียงใหม่เตรียมพัฒนาถนนคนเดิน หวังสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    เชียงใหม่เตรียมพัฒนาถนนคนเดิน หวังสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    จังหวัดเชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้การท่องเที่ยวเป็นกลไกหลัก ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศรวมถึงประชาชนในพื้นที่ หนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบโดยเฉพาะชาวต่างชาติและเป็นพื้นที่ที่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทำมาหากินค้าขายก็คือถนนคนเดิน ที่ให้คนเดินเท้าได้เดินชมสินค้า พูดคุย ชิมอาหาร และเพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยและสบายๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์และสินค้าเฉพาะถิ่นที่แตกต่างกันออกไป

    โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้มีความตั้งใจที่จะยกระดับถนนคนเดินในจังหวัดเชียงใหม่ให้ดีกว่าเดิม หวังที่จะสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เดินหน้าเผยแพร่องค์ความรู้ภายใต้ชื่องาน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา “ถนนคนเดินต้นแบบภาคเหนือ” ภายใต้โครงการ “ศึกษาศักยภาพการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวย่านถนนคนเดินและสินค้าบริการทางการท่องเที่ยว”

    เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเชิงวัฒนธรรม ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ประสบการณ์อันมีคุณค่า และเรื่องเล่าที่มีความหมายของชุมชนอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การกระจายตัวและความถี่ในการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยวอย่างยั่งยืน

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo01.jpg

    วีรพงษ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของตนเองออกมาได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน เรียกดูว่าเป็นสิ่งที่ผูกพันและทำกันมาอย่างยาวนาน

    “ส่วนตัวมองว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับสากล มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยว ทำให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่ห้ามพลาด เมื่อเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้จับจ่ายใช้สอยในเรื่องของอาหาร ของใช้ และของที่ระลึกแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ไปพร้อมๆ กัน”

    “ดังนั้นหากสามารถพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้น แล้วก็จะเติมเต็มถนนคนเดินเชียงใหม่ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นถนนคนเดินต้นแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างภาคภูมิใจ”

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ด้าน วัชรายุธ์ กัววงศ์ ผอ.ททท.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ถนนคนเดินเชียงใหม่ตอนนี้ถือว่ายังนิ่งๆ แต่ในความนิ่งคนก็ยังสนใจ แต่ก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน อะไรที่ดีก็ต้องเก็บเอาไว้อะไรที่ต้องเปลี่ยนก็ต้องมีการปรับ ตามสมควรให้มีความยั่งยืนเกี่ยวกับทั้งพ่อค้าแม่ค้าและชุมชน บางคนมองว่ามันก็เดิมๆ อยากจะชวนมองออกเป็น 2 มิติ

    “มิติแรกคือ สิ่งที่มีอยู่แล้วที่ว่ามากี่ครั้งก็เหมือนเดิม ก็ถือว่าเป็นความยั่งยืนที่เป็นเอกลักษณ์เช่นวัด หรือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชุมชนให้สอดคล้องกับการท่องเที่ยว อะไรที่อยู่มานานแสดงว่าจุดนี้คือความมีเสน่ห์ของจังหวัดเชียงใหม่”

    “อีกมิติหนึ่งก็คือการที่เติมอะไรขึ้นมาเพื่อให้ตอบสนองกับยุคสมัยใหม่ที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ตัวนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ได้มีการเพิ่มเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยว ทั้งการตกแต่งสถานที่ สร้างระเบียบที่เกิดจากชุมชนและพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงนักท่องเที่ยว ทำให้ทุกอย่างครบวงจรและแต่งเติมสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้น”

    “หวังว่าการจะต่อยอดให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ได้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและเป็นต้นแบบของถนนคนเดินต่อไปในพื้นที่อื่นๆของเมืองไทย จะสร้างเศรษฐกิจดีขึ้น นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยที่เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพก็คือมาท่องเที่ยวและเรียนรู้ แถมใช้จ่ายกระจายสู่ชุมชน จุดนี้ก็จะเป็นความยั่งยืนที่จะสร้างต่อไปในอนาคต” วัชรายุธ์ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ถนนคนเดินสันกำแพง ซึ่งจัดทุกวันเสาร์ เริ่มตั้งแต่เวลา 13:00 น. ถึงเวลาประมาณ 21:00 น. พบว่าบรรยากาศในช่วงนี้ที่อยู่ในฤดูหนาวและอยู่ในช่วงไฮซีซั่นมีผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างหนาแน่น ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย และประชาชนในพื้นที่อำเภอสันกำแพงและพื้นที่ใกล้เคียง ในบางวันก็จะมีการแสดงของกลุ่มเยาวชนหรือกลุ่มผู้สูงอายุถือเป็นลักษณะการแสดงแบบล้านนา หรือเป็นการแสดงเพื่อระดมทุนเกี่ยวกับการศึกษา หรือกิจกรรมจิตอาสา

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    สำหรับสินค้าก็จะมีให้เลือกหลากหลาย มีทั้งสินค้าร่วมสมัยและสินค้าที่เป็นของพื้นบ้าน ผู้คนก็มักจะเดินเที่ยวพูดคุยบางร้านก็มีที่นั่งเล็กๆ ให้นั่งรับประทานอาหาร แถมถนนคนเดินแห่งนี้ยังอยู่ในพื้นที่ตัวเมืองอำเภอสันกำแพงซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจทำให้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo05.jpg

    อีกหนึ่งแห่งคือถนนคนเดินท่าแพในอำเภอเมืองเมืองเชียงใหม่ เปิดทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น.  ซึ่งจะเป็นถนนคนเดินที่มีขนาดใหญ่และกว้างกว่าถนนคนเดินสันกำแพง พื้นที่นี้จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากที่เดินทางมาท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยทั้งอาหารและของที่ระลึก

    อีกหนึ่งเสน่ห์ของถนนคนเดินท่าแพ ก็คือจะมีวัดหลายวัดเข้ามาเกี่ยวข้องใช้เป็นพื้นที่ในการขายของและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว นอกจากจะได้ท่องเที่ยวแล้วยังได้สัมผัสบรรยากาศของวัดในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ไปในตัวด้วย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลายคนก็ได้มีการไลฟ์สดหรือบันทึกวิดีโอการเดินเล่นภายในถนนคนเดินแห่งนี้

    พ่อค้าแม่ค้าในถนนคนเดินทั้งสองแห่ง ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ในตอนนี้หากสามารถพัฒนาและต่อยอด ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวได้มากขึ้นก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะสามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงเป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ไปในตัว

    “ถนนคนเดินจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยและเดินเล่นยาวไปถึงช่วงเวลากลางคืน ก็จะเป็นการเพิ่มจำนวนวันที่นักท่องเที่ยวอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ได้อีก ก็คาดหวังว่าจะมีการเร่งศึกษาและดำเนินการในเร็ววันเพื่อให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ดีขึ้นและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน”

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18otB9b9FnYp4N4v_08Kyq

  • ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ประกาศมอบทุนปริญญาตรี 100% แข้งหมอนทอง-อบจ.ชัยนาท

    ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ประกาศมอบทุนปริญญาตรี 100% แข้งหมอนทอง-อบจ.ชัยนาท

    มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ประกาศมอบทุนปริญญาตรี 100% สนับสนุน2 นักเตะทีมโรงเรียนหมอนทอง และ อบจ.ชัยนาท ชี้ศักยภาพที่แท้จริงไม่ได้จบแค่ในสนาม

    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 จากปรากฏการณ์หมอนทองฟีเวอร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ประกาศมอบทุนการศึกษาครั้งใหญ่ เพื่อสนับสนุนนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในสนามแข่งขัน ภายหลังการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน ระหว่างทีมโรงเรียนหมอนทองวิทยา และโรงเรียน อบจ.ชัยนาท

    DPU ได้ประกาศมอบทุนปริญญาตรี 100% สำหรับนักกีฬาทุกคนจากทั้งสองทีมที่ลงแข่ง โดยระบุว่า “ศักยภาพที่แท้จริงไม่ได้จบแค่ในสนาม เพราะทุกแรงวิ่ง ทุกการซ้อม ทุกเกมที่สู้ คือ “ศักยภาพมนุษย์” ที่ DPU เชื่อเสมอ”

    การมอบทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ศักยภาพเหล่านี้ได้เติบโตต่อ โดยทางมหาวิทยาลัยเชื่อว่า “ศักยภาพไม่มีวันจำกัด หากมีพื้นที่ให้ได้ค้นพบและพัฒนา”

    นักกีฬาทั้งหมดที่มีความประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในปีการศึกษาหน้า จะได้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนความมุ่งมั่นและหัวใจนักกีฬาของทุกคนให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับอุดมศึกษาต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/socialnews/morning/451194&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iCXUww6NTsYagy1RKdniU

  • เชียงใหม่เตรียมพัฒนาถนนคนเดิน หวังสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    เชียงใหม่เตรียมพัฒนาถนนคนเดิน หวังสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    จังหวัดเชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้การท่องเที่ยวเป็นกลไกหลัก ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศรวมถึงประชาชนในพื้นที่ หนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบโดยเฉพาะชาวต่างชาติและเป็นพื้นที่ที่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทำมาหากินค้าขายก็คือถนนคนเดิน ที่ให้คนเดินเท้าได้เดินชมสินค้า พูดคุย ชิมอาหาร และเพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยและสบายๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์และสินค้าเฉพาะถิ่นที่แตกต่างกันออกไป

    โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้มีความตั้งใจที่จะยกระดับถนนคนเดินในจังหวัดเชียงใหม่ให้ดีกว่าเดิม หวังที่จะสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เดินหน้าเผยแพร่องค์ความรู้ภายใต้ชื่องาน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา “ถนนคนเดินต้นแบบภาคเหนือ” ภายใต้โครงการ “ศึกษาศักยภาพการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวย่านถนนคนเดินและสินค้าบริการทางการท่องเที่ยว”

    เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเชิงวัฒนธรรม ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ประสบการณ์อันมีคุณค่า และเรื่องเล่าที่มีความหมายของชุมชนอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การกระจายตัวและความถี่ในการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยวอย่างยั่งยืน

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo01.jpg

    วีรพงษ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของตนเองออกมาได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน เรียกดูว่าเป็นสิ่งที่ผูกพันและทำกันมาอย่างยาวนาน

    “ส่วนตัวมองว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับสากล มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยว ทำให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่ห้ามพลาด เมื่อเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้จับจ่ายใช้สอยในเรื่องของอาหาร ของใช้ และของที่ระลึกแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ไปพร้อมๆ กัน”

    “ดังนั้นหากสามารถพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้น แล้วก็จะเติมเต็มถนนคนเดินเชียงใหม่ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นถนนคนเดินต้นแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างภาคภูมิใจ”

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ด้าน วัชรายุธ์ กัววงศ์ ผอ.ททท.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ถนนคนเดินเชียงใหม่ตอนนี้ถือว่ายังนิ่งๆ แต่ในความนิ่งคนก็ยังสนใจ แต่ก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน อะไรที่ดีก็ต้องเก็บเอาไว้อะไรที่ต้องเปลี่ยนก็ต้องมีการปรับ ตามสมควรให้มีความยั่งยืนเกี่ยวกับทั้งพ่อค้าแม่ค้าและชุมชน บางคนมองว่ามันก็เดิมๆ อยากจะชวนมองออกเป็น 2 มิติ

    “มิติแรกคือ สิ่งที่มีอยู่แล้วที่ว่ามากี่ครั้งก็เหมือนเดิม ก็ถือว่าเป็นความยั่งยืนที่เป็นเอกลักษณ์เช่นวัด หรือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชุมชนให้สอดคล้องกับการท่องเที่ยว อะไรที่อยู่มานานแสดงว่าจุดนี้คือความมีเสน่ห์ของจังหวัดเชียงใหม่”

    “อีกมิติหนึ่งก็คือการที่เติมอะไรขึ้นมาเพื่อให้ตอบสนองกับยุคสมัยใหม่ที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ตัวนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ได้มีการเพิ่มเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยว ทั้งการตกแต่งสถานที่ สร้างระเบียบที่เกิดจากชุมชนและพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงนักท่องเที่ยว ทำให้ทุกอย่างครบวงจรและแต่งเติมสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้น”

    “หวังว่าการจะต่อยอดให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ได้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและเป็นต้นแบบของถนนคนเดินต่อไปในพื้นที่อื่นๆของเมืองไทย จะสร้างเศรษฐกิจดีขึ้น นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยที่เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพก็คือมาท่องเที่ยวและเรียนรู้ แถมใช้จ่ายกระจายสู่ชุมชน จุดนี้ก็จะเป็นความยั่งยืนที่จะสร้างต่อไปในอนาคต” วัชรายุธ์ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ถนนคนเดินสันกำแพง ซึ่งจัดทุกวันเสาร์ เริ่มตั้งแต่เวลา 13:00 น. ถึงเวลาประมาณ 21:00 น. พบว่าบรรยากาศในช่วงนี้ที่อยู่ในฤดูหนาวและอยู่ในช่วงไฮซีซั่นมีผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างหนาแน่น ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย และประชาชนในพื้นที่อำเภอสันกำแพงและพื้นที่ใกล้เคียง ในบางวันก็จะมีการแสดงของกลุ่มเยาวชนหรือกลุ่มผู้สูงอายุถือเป็นลักษณะการแสดงแบบล้านนา หรือเป็นการแสดงเพื่อระดมทุนเกี่ยวกับการศึกษา หรือกิจกรรมจิตอาสา

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    สำหรับสินค้าก็จะมีให้เลือกหลากหลาย มีทั้งสินค้าร่วมสมัยและสินค้าที่เป็นของพื้นบ้าน ผู้คนก็มักจะเดินเที่ยวพูดคุยบางร้านก็มีที่นั่งเล็กๆ ให้นั่งรับประทานอาหาร แถมถนนคนเดินแห่งนี้ยังอยู่ในพื้นที่ตัวเมืองอำเภอสันกำแพงซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจทำให้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo05.jpg

    อีกหนึ่งแห่งคือถนนคนเดินท่าแพในอำเภอเมืองเมืองเชียงใหม่ เปิดทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น.  ซึ่งจะเป็นถนนคนเดินที่มีขนาดใหญ่และกว้างกว่าถนนคนเดินสันกำแพง พื้นที่นี้จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากที่เดินทางมาท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยทั้งอาหารและของที่ระลึก

    อีกหนึ่งเสน่ห์ของถนนคนเดินท่าแพ ก็คือจะมีวัดหลายวัดเข้ามาเกี่ยวข้องใช้เป็นพื้นที่ในการขายของและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว นอกจากจะได้ท่องเที่ยวแล้วยังได้สัมผัสบรรยากาศของวัดในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ไปในตัวด้วย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลายคนก็ได้มีการไลฟ์สดหรือบันทึกวิดีโอการเดินเล่นภายในถนนคนเดินแห่งนี้

    พ่อค้าแม่ค้าในถนนคนเดินทั้งสองแห่ง ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ในตอนนี้หากสามารถพัฒนาและต่อยอด ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวได้มากขึ้นก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะสามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงเป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ไปในตัว

    “ถนนคนเดินจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยและเดินเล่นยาวไปถึงช่วงเวลากลางคืน ก็จะเป็นการเพิ่มจำนวนวันที่นักท่องเที่ยวอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ได้อีก ก็คาดหวังว่าจะมีการเร่งศึกษาและดำเนินการในเร็ววันเพื่อให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ดีขึ้นและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน”

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18otB9b9FnYp4N4v_08Kyq

  • ‘ตามรอยพระเมตตา เส้นทางแห่งศรัทธา พระพันปีหลวง’ ที่ จ.บุรีรัมย์

    ‘ตามรอยพระเมตตา เส้นทางแห่งศรัทธา พระพันปีหลวง’ ที่ จ.บุรีรัมย์

    ท่องเที่ยว

    ‘ตามรอยพระเมตตา เส้นทางแห่งศรัทธา พระพันปีหลวง’ ที่ จ.บุรีรัมย์

    ททท.บุรีรัมย์ ชวนสัมผัสความงามของผ้าไหม วิถีชีวิตเรียบง่าย ศรัทธาอันลึกซึ้ง กับ ‘ตามรอยพระเมตตา เส้นทางแห่งศรัทธา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานบุรีรัมย์ เชิญชวนทุกคนมาสัมผัสกับเส้นทางท่องเที่ยวแห่งแรงบันดาลใจ ที่สะท้อนถึงพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ในการส่งเสริมอาชีพ สืบสานภูมิปัญญา และรักษามรดกทางวัฒนธรรมของแผ่นดินไทย  กับ 6 สถานที่ ดังนี้

    1. ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์

    อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์

    แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านนาโพธิ์ คือจุดเริ่มต้นแห่งความภาคภูมิใจของชาวบุรีรัมย์ ที่สืบสานการทอผ้าไหมและผ้าฝ้ายพื้นเมืองจากรุ่นสู่รุ่น

    ศูนย์แห่งนี้เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวบ้านในปี พ.ศ. 2524 ภายใต้การส่งเสริมของโครงการ ศิลปาชีพ ในพระราชดำริ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทย

    นักท่องเที่ยวสามารถชมการสาธิต การทอผ้าไหม เลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากช่างฝีมือ และพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวแห่งศรัทธากับคนในชุมชนได้อย่างอบอุ่น

    ไม่เพียงแต่ได้ของสวยงามกลับบ้าน แต่ยังได้ เรื่องราวของหัวใจคนนาโพธิ์ กลับไปด้วย

    พิกัด : https://maps.app.goo.gl/tSnpo72J7mkAJzZD8?g_st=ipc

    โทร : 08 1977 2419 คุณอ้อย

    ‘ตามรอยพระเมตตา เส้นทางแห่งศรัทธา พระพันปีหลวง’ ที่ จ.บุรีรัมย์

    2. วัดท่าเรียบ อำเภอนาโพธิ์

    วัดเก่าแก่ที่มีอุโบสถทรงหลังคาแบบปั้นหยา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2432 โดยช่างศิลป์ชาวบ้านผนังภายนอกตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่ใช้ สีธรรมชาติจากเปลือกไม้และใบไม้

    ถ่ายทอดเรื่องราวพุทธประวัติอย่างงดงาม ศิลปะที่เรียบง่ายแต่ทรงคุณค่าจนกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2520

    พิกัด : https://maps.app.goo.gl/kE5By6n2zRa1x7vx7?g_st=ipc

    ‘ตามรอยพระเมตตา เส้นทางแห่งศรัทธา พระพันปีหลวง’ ที่ จ.บุรีรัมย์

    3. วัดมณีจันทร์ อำเภอพุทไธสง

    โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบอีสานแท้ โบสถ์มหาอุต ที่มีประตูเข้าเพียงด้านหน้า เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง

    ภายในใช้ประกอบพิธีปลุกเสกวัตถุมงคล เพื่อเพิ่มพลังแห่งศรัทธา ผนังภายนอกประดับด้วยกระจกสีทั้ง 4 ด้าน

    ถ่ายทอดเรื่องราวจากวรรณคดีพุทธศาสนาได้อย่างงดงามและอ่อนช้อย

    พิกัด : https://maps.app.goo.gl/cR9LqWHpHNfE9aLXA?g_st=ipc

    โทร : 09 2912 2740 /ผู้ใหญ่ประสิทธิ์

    ‘ตามรอยพระเมตตา เส้นทางแห่งศรัทธา พระพันปีหลวง’ ที่ จ.บุรีรัมย์

    4. วัดหงษ์ อำเภอพุทไธสง

    มาสักการะ พระเจ้าใหญ่ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียงให้ความเคารพศรัทธา

    เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยศิลาแลง หน้าตักกว้าง 1.6 เมตร สูง 2 เมตร มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 19–20 เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งศรัทธา

    และยังพบ พระพิมพ์รูปใบขนุน รวมปาง สำริดอันทรงคุณค่าอยู่ใกล้ชุมชนบ้านหัวสะพานเพียง 6 กม.

    พิกัด : https://maps.app.goo.gl/BQQoCqqBgtj5NKwM7?g_st=ipc

    ‘ตามรอยพระเมตตา เส้นทางแห่งศรัทธา พระพันปีหลวง’ ที่ จ.บุรีรัมย์

    5. ชุมชนท่องเที่ยวไหม บ้านหัวสะพาน

    ดื่มด่ำกับวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านหัวสะพาน ที่สืบสานการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมด้วยหัวใจ

    ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตผ้าไหม OTOP ที่มีชื่อเสียงของอำเภอพุทไธสง

    นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้การสาวไหม ย้อมไหม และลองทอผ้าด้วยตนเองได้

    พร้อมเลือกซื้อผ้าไหมแท้คุณภาพเยี่ยมกลับบ้านเป็นของฝากแห่งความประทับใจ

    พิกัด : https://maps.app.goo.gl/hgojcgSqz2hK9vjj7?g_st=ipc

    โทร :  08 796 11261 คุณรุจาภา

    ‘ตามรอยพระเมตตา เส้นทางแห่งศรัทธา พระพันปีหลวง’ ที่ จ.บุรีรัมย์

    6. ปรางค์กู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์

    ปรางค์กู่สวนแตง หรือปราสาทกู่สวนแตง เทวาลัยในศาสนาฮินดูที่สร้างขึ้นด้วยอิฐบนฐานศิลาแลง

    มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16–17 ได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมสมัยนครวัด

    เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมขอมในดินแดนบุรีรัมย์

    พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ruyTAbLsdkhNr6Lw8?g_st=ipc

    ……………………………..

    อ้างอิง : TAT Buriram 

    ‘ตามรอยพระเมตตา เส้นทางแห่งศรัทธา พระพันปีหลวง’ ที่ จ.บุรีรัมย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1206777&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MpPQv0zyHf5unaR9w0kmA

  • ยุทธศาสตร์ลดโลกร้อนฉบับใหม่ (NDC 3.0) ของไทย โอกาสและความท้าทายบนเวที COP30

    ยุทธศาสตร์ลดโลกร้อนฉบับใหม่ (NDC 3.0) ของไทย โอกาสและความท้าทายบนเวที COP30

    ก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเวทีโลกร้อน COP30

    เมื่อโลกกำลังเผชิญกับภาวะสภาพภูมิอากาศรุนแรงอย่างสุดขั้วและต่อเนื่อง การประชุมสมัชชาภาคีแห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP30 ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลระหว่าง วันที่ 10 – 21 พฤศจิกายน 2025  จึงเป็นอีกหนึ่งเวทีประวัติศาสตร์ที่สายตาทั่วโลกจับจ้อง นี่คือจุดที่ประเทศต่าง ๆ จะมาร่วมกันกำหนดทิศทางของโลกใบนี้ ว่าจะเดินหน้ารับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างไรให้เกิดผลจริง

    ยุทธศาสตร์ลดโลกร้อนฉบับใหม่ (NDC 3.0) ของไทย โอกาสและความท้าทายบนเวที COP30

    สำหรับประเทศไทย ปีนี้มีความหมายยิ่งกว่าครั้งใด เพราะเป็นจังหวะที่รัฐบาลเตรียมประกาศ “ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 3” หรือ Nationally Determined Contribution (NDC 3.0) แผนแม่บทระดับชาติที่สะท้อนความมุ่งมั่นใหม่ของไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ไม่เพียงเป็นเอกสารเชิงเทคนิค หากแต่เป็น “คำประกาศเจตจำนง” ของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ว่าเราพร้อมจะเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คน 

    ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะผู้แทนไทยเตรียมการเข้าร่วมประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30)

    “NDC 3.0” แผนที่เส้นทางใหม่ของไทยสู่ Net Zero

    NDC 3.0 เป็นกรอบการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยสำหรับช่วงปี พ.ศ. 2574–2578 (ค.ศ. 2031–2035) ซึ่งถือเป็นทศวรรษแห่งการเร่งเครื่องจริงจังในการลดก๊าซเรือนกระจก ยุทธศาสตร์นี้ครอบคลุม 5 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ พลังงานและคมนาคมขนส่ง, กระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์, เกษตร, ของเสีย และป่าไม้กับการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยทั้งหมดนี้ถูกวางให้เป็น “ระบบเชื่อมโยงกัน” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    หัวใจสำคัญของ NDC 3.0 คือการเร่งเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี

    จากเดิมปี ค.ศ. 2065 มาเป็น ปี ค.ศ. 2050 การปรับเป้าหมายครั้งนี้สะท้อนถึงความทะเยอทะยานที่ไม่เพียงตอบสนองพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส แต่ยังสอดคล้องกับแนวทาง “1.5°C Pathway” ที่มุ่งควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างโลกที่ยังพอปรับตัวได้กับโลกที่กำลังร้อนจนวิกฤต

    หมุดหมายปี 2035 ลดการปล่อยก๊าซ 47% จากปีฐาน 2019

    เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในอีก 25 ปีข้างหน้า ไทยได้วางหมุดหมายระยะกลางในปี ค.ศ. 2035 (พ.ศ. 2578) ซึ่งถือเป็น “ช่วงทดสอบความจริง” ว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด โดยตัวเลขหลักในร่าง NDC 3.0 มีดังนี้:

    • ระดับการปล่อยก๊าซปีฐาน (2019) อยู่ที่ 379 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
    • เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 109.2 ล้านตัน โดย 70% จะดำเนินการโดยใช้ขีดความสามารถของประเทศเอง ส่วนอีก 30% จะต้องพึ่งพากลไกสนับสนุนจากต่างประเทศ เช่น เงินช่วยเหลือ, เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, การลงทุน, หรือการค้ำประกัน ภายใต้กลไกของอนุสัญญาฯ
    • เป้าหมายการปล่อยสุทธิ ไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ลดลงร้อยละ 47 จากปีฐาน)
    • เป้าหมายการดูดกลับ เพิ่มขีดความสามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกจาก 107 ล้านตัน เป็น 118 ล้านตัน

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป้าหมายสุทธิ 152 ล้านตันนี้เป็นผลจากยุทธศาสตร์ “สองง่าม” ทั้งการลดการปล่อยและการเพิ่มศักยภาพการดูดกลับ ผ่านกลไกทางธรรมชาติอย่างป่าไม้ ป่าชายเลน และระบบนิเวศที่ฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้จัดทำ แผนการลงทุนเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศมูลค่า 230,000 ล้านบาท (ประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวม 32.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมสร้างโอกาสในการลงทุนสีเขียวและเทคโนโลยีสะอาดในประเทศไทย

    ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCC) ได้จัดส่งร่าง NDC 3.0 ต่อ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) อย่างเป็นทางการแล้ว และจะนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ต่อที่ประชุม COP30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เพื่อประกาศความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ว่าไทยพร้อมเดินหน้าอย่างจริงจังในการรับมือกับวิกฤตโลกร้อน และร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน

    สองแนวทางเดิน แบบมีเงื่อนไขและไม่มีเงื่อนไข

    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ NDC 3.0 ได้วางแนวทางดำเนินงานไว้สองรูปแบบ คือ

    • การดำเนินการโดยไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Target): ครอบคลุม 70% ของเป้าหมายทั้งหมด โดยอาศัยขีดความสามารถและทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก
    • การดำเนินการแบบมีเงื่อนไข (Conditional Target): อีก 30% ที่เหลือ ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ทั้งในรูปของเงินทุน เทคโนโลยี และการเสริมศักยภาพบุคลากร

    แนวทางนี้เปิดโอกาสให้ประเทศไทย “ยืดหยุ่นแต่มั่นคง” ใช้พลังของตนเองควบคู่กับการเชื่อมต่อทรัพยากรระดับโลก เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ทั้งเป็นไปได้และยั่งยืน

    โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ จากพันธกรณีสู่แต้มต่อทางเศรษฐกิจ

    การยกระดับเป้าหมายใน NDC 3.0 มิใช่เพียงการ “ทำตามข้อตกลง” แต่เป็นการพลิกเกมทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศของไทยอย่างชาญฉลาด เพราะการตั้งเป้าที่ชัดเจนและทะเยอทะยานมีแนวโน้มจะสร้างผลประโยชน์หลากหลายมิติ ได้แก่

    • เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เมื่อโลกกำลังเข้มงวดกับมาตรการสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป ประเทศที่ปรับตัวได้ก่อนจะได้ “แต้มต่อ” ในการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
    • ดึงดูดการลงทุนสีเขียว ไทยตั้งเป้าดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศกว่า 230,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการลดการปล่อยก๊าซ 32.8 ล้านตัน ซึ่งจะช่วยสร้างอุตสาหกรรมใหม่ งานใหม่ และระบบเศรษฐกิจที่หมุนเวียนยั่งยืน
    • เสริมภาพลักษณ์บนเวทีโลก การประกาศเป้าหมาย NDC 3.0 ที่ COP30 จะเป็น “ข้อความแห่งความมุ่งมั่น” ของไทยต่อประชาคมโลก ว่าประเทศเราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา

    ความท้าทายที่รออยู่ ต้นทุนสูงและความซับซ้อนในทางปฏิบัติ

    อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่สูงย่อมมาพร้อมความท้าทายมหาศาล โดยเฉพาะในสามประเด็นหลัก ได้แก่

    1. ความท้าทายทางการเงิน เงินลงทุนจากต่างประเทศ 230,000 ล้านบาท ครอบคลุมเพียง 30% ของเป้าหมาย (ส่วนมีเงื่อนไข) เท่านั้น ต้นทุนรวมจริงของประเทศอาจสูงกว่านี้หลายเท่าตัว ซึ่งอาจกลายเป็นภาระทางการคลังและต้องการนโยบายสนับสนุนทางเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นกว่าที่เคย

    2. ความเสี่ยงจากการพึ่งพาต่างชาติ หากการสนับสนุนจากต่างประเทศไม่เป็นไปตามคาด ไทยจำเป็นต้องมี “แผนสำรอง” เพื่อไม่ให้การดำเนินงานหยุดชะงัก

    3. อุปสรรคใน 5 ภาคส่วนหลัก การลดก๊าซในพลังงาน ขนส่ง เกษตร ของเสีย และป่าไม้ ต้องอาศัยการบูรณาการเชิงนโยบาย กฎหมาย และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งเป็นภารกิจที่ซับซ้อนและต้องอาศัย “ความร่วมมือข้ามกระทรวง” อย่างแท้จริง

    กลไกข้อ 6.2 ของความตกลงปารีส กุญแจปลดล็อกการสนับสนุนจากโลก

    หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ไทยจะนำเสนอในเวที COP30 คือ กลไกข้อ 6.2 ของความตกลงปารีส (Article 6.2) ซึ่งเปิดทางให้ประเทศต่าง ๆ แลกเปลี่ยน “คาร์บอนเครดิต” ที่เกิดจากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นทางการ นี่คือแนวทางที่สามารถระดมทุนจากต่างชาติและสร้างความร่วมมือเชิงรูปธรรมได้จริง

    ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศแรกของโลกที่ใช้กลไกนี้สำเร็จแล้ว ผ่านโครงการ รถโดยสารประจำทางไฟฟ้า (EV Bus) ของบริษัท ไทย สมายล์ บัส ซึ่งมีการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตจริงระหว่างประเทศ ปัจจุบัน ไทยได้ลงนามความร่วมมือแล้วกับ สวิตเซอร์แลนด์, ญี่ปุ่น (JCM), และสิงคโปร์ และกำลังพัฒนาโครงการใหม่ เช่น โครงการป่าชายเลน และการจัดการขยะอาหาร เพื่อขยายผลในอนาคต

    ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่เพียงมี “เป้าหมาย” แต่เริ่มมี “เครื่องมือ” ที่จะทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริง

    เดิมพันครั้งใหญ่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    การประกาศ NDC 3.0 ในเวที COP30 คือบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ของประเทศไทย ว่าเราสามารถก้าวข้ามจาก “คำมั่น” สู่ “การลงมือทำ” ได้จริงหรือไม่ ยุทธศาสตร์ฉบับนี้คือการเดิมพันระหว่างการรับผิดชอบต่อโลกกับการสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศ

    ในท้ายที่สุด ตัวเลขเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเรามี “แผนปฏิบัติการ (Action Plan)” ที่ชัดเจน มีระบบ ติดตามผลแบบดิจิทัล (Digital Tracking) ที่โปร่งใส และมี “พลังร่วม” จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม

    เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมกันของคนไทยทุกคน เพื่อให้โลกที่เราทิ้งไว้ข้างหลังนั้น เย็นลงกว่าที่เราเป็นอยู่ในวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733156&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw364h7PMa61Nej6D1DsxClU