Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คลัง เผย คนละครึ่งพลัส เงินสะพัด 2.5 หมื่นลบ. เดลิเวอรีกว่า 221 ลบ.

    คลัง เผย คนละครึ่งพลัส เงินสะพัด 2.5 หมื่นลบ. เดลิเวอรีกว่า 221 ลบ.

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการใช้จ่ายในโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ว่า จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เวลา 12.00 น. พบว่ามียอดการใช้จ่ายสำเร็จรวมทั้งสิ้น 25,763.64 ล้านบาท แบ่งเป็น

    • ส่วนประชาชนใช้จ่าย 13,045.91 ล้านบาท
    • ส่วนรัฐบาลร่วมจ่าย 12,717.73 ล้านบาท

    มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 19.43 ล้านคน จากจำนวนสิทธิที่เปิดให้ทั้งหมด และมียอดการทำรายการสำเร็จ 181.71 ล้านครั้ง ขณะที่ร้านค้าที่มีการใช้จ่ายสำเร็จทั่วประเทศอยู่ที่กว่า 812,000 ร้านค้า

    ขณะที่ การใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังคงมาจากร้านค้าทั่วไป (Non-Food Delivery) รวมมูลค่า 25,541.85 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านบริการจัดส่งอาหาร (Food Delivery) มีมูลค่า 221.79 ล้านบาท 

    คลัง เผย คนละครึ่งพลัส เงินสะพัด 2.5 หมื่นลบ. เดลิเวอรีกว่า 221 ลบ.

    ทั้งนี้ ต้องจับตาโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้ารักษาบรรยากาศการใช้จ่ายที่คึกคักให้ต่อเนื่อง โดยนายลวรณ ระบุว่า มีแนวโน้มที่จะให้คนเก่าที่ได้รับสิทธิในเฟสแรกได้เข้าร่วมโครงการด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียดเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนธันวาคม 2568 และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนมกราคม 2569 ขณะนี้กำลังพิจารณาจัดสรรงบกลางเพื่อรองรับการดำเนินงาน ก่อนกำหนดวงเงินและจำนวนสิทธิสำหรับประชาชนที่จะเข้าร่วมในเฟสถัดไป 

    โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ถือเป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะร้านค้าชุมชน ร้านอาหาร และผู้ให้บริการเดลิเวอรี ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น ขณะที่ประชาชนยังคงจับตาความชัดเจนของเฟส 2 ที่คาดว่าจะเปิดตัวช่วงต้นปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733178&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cHgC4CLH-Sh_wKEkcYLcN

  • รมว.พาณิชย์ เร่งดัน 7 นโยบาย Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    รมว.พาณิชย์ เร่งดัน 7 นโยบาย Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


    รมว.พาณิชย์ บรรยายพิเศษ Policy Talk “นโยบายด้านการค้าและการพาณิชย์ของรัฐบาล” สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดูแลความเป็นธรรมทุกภาคส่วน ดัน 7 นโยบาย Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ที่ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในงาน Policy Talk ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “นโยบายด้านการค้าและการพาณิชย์ของรัฐบาล” จัดโดยหลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านนโยบายสาธารณะระหว่างผู้กำหนดนโยบายและภาควิชาการ โดยนางศุภจี ได้ตอบคำถามจากผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายและนักศึกษาของหลักสูตร ในประเด็นเชิงลึกต่างๆ เช่น เรื่อง ภาษีสหรัฐ การออกนโยบาย วิธีการทำงาน ด้วย

    นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลากหลาย ทั้งดูแลการค้าภายในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ และราคาสินค้าเกษตร การบริหารจึงต้องยึดบนหลักของเสถียรภาพและความเป็นธรรม ให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้สมดุลทางเศรษฐกิจ 

    “หากสินค้าราคาแพง ผู้บริโภคไม่พอใจ แต่หากราคาถูก ผู้ผลิตก็เดือดร้อน เราจึงต้องหาจุดที่ทุกฝ่ายอยู่ได้อย่างเป็นธรรม” ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายต้องมีบุคลิกที่มีใจเปิดกว้าง มีความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ขวนขวายในความรู้และเรียนรู้ข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อทำความเข้าใจ และเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันทีมงานก็มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้นำ เพราะเราไม่รู้ทั้งหมด 100% แต่แค่ต้องทำเต็ม 100 ในสิ่งที่รู้ และ focus & prioritize สิ่งที่สำคัญและมีผลสัมฤทธิ์เป็นวงกว้าง

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวถึงแนวทางบริหารในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วว่า การกำหนดนโยบายต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูล ความเข้าใจทั้งจากภาครัฐ เอกชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อให้นโยบายมีความสมดุลและสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนด 7 นโยบาย Quick Big Win ภายใต้กรอบ 5 เสาหลักของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้แก่
    1.เจรจาข้อตกลงภาษีซ้อนกับสหรัฐฯ (Agreement of Reciprocal Tax : ART)
    2.การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ช่วยเหลือผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดน
    3.เร่งขยายตลาดใหม่และผลักดัน FTA
    4.ดูแลค่าครองชีพประชาชน
    5.รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร
    6.เสริมความแข็งแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย
    7.ปรับปรุงกฎระเบียบและนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ

    นางศุภจี ระบุว่า ได้เร่งผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่เข้าถึงประชาชนอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Ministry) โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยตอบคำถามและลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะคำถามส่วนใหญ่จากประชาชนจะมาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 80% เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทุ่มเทเวลากับงานเชิงนโยบายที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    ด้านการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพ กระทรวงฯ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้นผ่านโครงการลดค่าปุ๋ย ค่ายา “ธงเขียว” และโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวฯ ไร่ละ 1,000 ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ รวมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหามันสำปะหลังที่ประสบโรคระบาด โดยเน้นการแก้ไขตรงจุด และการวางโครงสร้างการผลิตใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (Demand-driven ) เช่น การส่งเสริมโซนนิ่งเกษตร และการพัฒนาโรงสีชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

    ในส่วนของการค้าชายแดน กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดมหกรรม “ธงฟ้าชายแดน” นำสินค้าจาก 7 จังหวัดชายแดนไปจำหน่ายในจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ และร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยช่วยกระจายสินค้าชายแดน และหาตลาดใหม่

    และได้ดำเนินโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 300 แห่ง และร้านขายยากว่า 3,400 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีตัวเลือกสามารถซื้อยานอกโรงพยาบาล ทำให้มีค่าใช้จ่ายลดลง คาดช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประชาชนได้กว่า 32,000 ล้านบาทต่อปี

    ในด้านการส่งเสริม SMEs และแฟรนไชส์ กระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับ DEPA และกระทรวงอุตสาหกรรม สนับสนุนการพัฒนาทักษะด้านธุรกิจให้แก่ SMEs ทั้งการบริหารต้นทุน สินค้าคงคลัง รวมถึงการใช้เทคโนโลยี ขณะที่การผลักดันแฟรนไชส์ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วจากความพร้อมของการมี Branding ที่ดี โดยกระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับ SME D Bank เพื่อสนับสนุนแหล่งทุนทั้ง franchisor และ franchisee อีกทั้งกระทรวงฯ ยังสนับสนุนการส่งออกของแฟรนไชส์ ซึ่งปัจจุบันมีการส่งออกแฟรนไชส์ไทยไปแล้วกว่า 30 ประเทศ ของ 48 แบรนด์

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับ “การลงทุนเพื่ออนาคต” โดยด้านการค้ากับต่างประเทศในยุคที่ภูมิทัศน์โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ไทยควรมีจุดยืนในการเป็นพันธมิตรและมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศมหาอำนาจที่เป็นคู่ค้าสำคัญอย่างสมดุลและยืดหยุ่นภายใต้ Multipolar World เพื่อรักษาพื้นที่ของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกและสร้างการค้าที่ยืดหยุ่น พร้อมใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าระดับภูมิภาค (Regional Integration) โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งไทยได้มีบทบาทสำคัญในระดับเวทีอาเซียนในฐานะประธานการเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลข้ามพรมแดนของอาเซียน หรือ DEFA ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียนให้เติบโตได้มากขึ้น

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวถึงการสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” ว่าเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการค้าสินค้าเกษตรของไทย โดยล่าสุด ไทยได้ลงนามข้อตกลงขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับสิงคโปร์จำนวน 100,000 ตัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ “นี่คือการยกระดับการวางบทบาทและตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทยจากเป็นเพียงแค่ประเทศผู้ขายสินค้าเกษตร
     สู่ผู้สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ภูมิภาคและโลก”

    นางศุภจี กล่าวว่า การเป็นผู้บริหารไม่ว่าจะในองค์กรเอกชนหรือหน่วยงานรัฐ แม้ว่าจะมีความแตกต่างของบทบาทหน้าที่ แต่ยังคงมีหลักการทำงานที่เหมือนกัน คือ การเป็นคนที่ต้องเปิดกว้าง ทำความเข้าใจในบริบทของแต่ละที่ที่เข้าไป เคารพบุคลากรที่อยู่ในองค์กรนั้นๆ และหาโอกาสจากความแตกต่างของตัวเราที่จะสามารถช่วยเสริมสร้างการทำงาน และพัฒนาองค์กรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Polt6ZgALPXPYjJKtS-Ft

  • จีนเผย CPI เดือนต.ค.ดีดตัวขึ้น, PPI ยังลดลงต่อเนื่องเดือนที่ 37 : อินโฟเควสท์

    จีนเผย CPI เดือนต.ค.ดีดตัวขึ้น, PPI ยังลดลงต่อเนื่องเดือนที่ 37 : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานในวันนี้ (9 พ.ย.) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากที่ปรับตัวลง 0.3% ในเดือนก.ย.

    รายงานระบุว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้นนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. และเพิ่มขึ้นในอัตรารวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ก็ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก.ย.

    ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดราคาสินค้าหน้าประตูโรงงาน ลดลง 2.1% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันยาวนานถึง 37 เดือน แต่ลดลงน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2567 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 2.2% หลังจากที่ลดลง 2.3% ในเดือนก.ย.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/543982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GimrcgWIottsMlyAtDq17

  • รัฐบาลเล็งจ่ายเพิ่มเงินเยียวยาน้ำท่วม 17 จว. วางงบกว่า 4 ร้อยล้าน

    รัฐบาลเล็งจ่ายเพิ่มเงินเยียวยาน้ำท่วม 17 จว. วางงบกว่า 4 ร้อยล้าน

    (9พ.ย.68) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมต้องดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาแล้วกว่า 6 แสนหลังคาเรือน จำนวน 6 พันกว่าล้านบาท และกำลังจะพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาเพิ่มเติม กรณีน้ำท่วมขังบ้านเรือน เป็นเวลานาน 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน รวม 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชัยภูมิ นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง อุดรธานี อุทัยธานี และจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 124,430 ครัวเรือน วงเงิน 463,870,000 บาท โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะเป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารต่อไป

    นายภราดร กล่าวด้วยว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ได้รายงานให้ตนทราบถึงภาพรวมการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งต้องเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน พร้อมมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบทุกด้าน ส่วนมวลน้ำที่มีการระบายจากเขื่อนภูมิพลนั้น จะไม่ทำให้ระดับน้ำสูงสุดในเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น สำหรับเขื่อนสิริกิติ์ ขณะนี้ยังมีพื้นที่กักเก็บน้ำเพียงพอที่จะรองรับปริมาณน้ำหลากจากพื้นที่ด้านเหนือเขื่อนได้อีก

    ที่มา : รัฐบาลไทย 

    #ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/N1J3BWF7I&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qb3L5VKZ970XlgH0C1FaH

  • นักวิชาการแนะภาครัฐเร่งยกเครื่องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน : อินโฟเควสท์

    นักวิชาการแนะภาครัฐเร่งยกเครื่องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้แนวโน้มอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการปฏิรูปประสิทธิภาพภาครัฐให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการเพื่อปฏิรูปกิจการภาครัฐ

    ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยล่าสุดปี 2568 โดย International Institute for Management Development-IMD พบว่า ประสิทธิภาพภาครัฐปรับตัวลดลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยร่วงลงมาจากอันดับ 25 ในปี 2567 มาอยู่ที่อันดับ 30 ในปีนี้

    นอกจากนี้ยังมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการมาก การดำเนินธุรกิจก็ต้องมีการขอใบอนุญาตมากมาย มีขั้นตอนมาก บางกฎหมายก็ล้าสมัยและซ้ำซ้อน มีการใช้ดุลยพินิจโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐสูงเป็นช่องทางของการทุจริตคอร์รัปชันได้เสมอ โดยมีข้อเสนอแนะ 6 ประการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐให้ดีขึ้น ดังนี้

    1.ลดขั้นตอน ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน ออกแบบบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    2.ปรับระบบภาครัฐให้มีความยืดหยุ่นสูง ลดขั้นตอนการอนุมัติต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นลง มีระบบรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง

    3.กระจายอำนาจการบริหาร กระจายอำนาจทางการคลังและการงบประมาณ

    4.Digital Government Platform: รวมบริการภาครัฐไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เช่น e-Government, e-Payment, e-Procurement การใช้ระบบธุรกรรมออนไลน์ ระบบอิเลคทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ ใช้เทคโนโลยีเอไอในการให้บริการมากขึ้น ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มความโปร่งใสโดยใช้ นโยบาย Open Government เปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงง่าย ลดโอกาสทุจริต ใช้ระบบตรวจสอบอัตโนมัติและช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย

    5.ใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับนโยบายให้ตรงกับความต้องการประชาชน

    6.ลดระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการ เปิดโอกาสให้คนมีความรู้ความสามารถ มีจริยธรรมก้าวมาสู่ตำแหน่งสำคัญ แก้ปัญหาการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง มีการประเมินผลงานตามระบบคุณธรรม

    ส่วนข้อเสนอให้ขยายอายุเกษียณราชการทั้งระบบนั้นไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาสังคมสูงวัย กำลังแรงงานที่ลดลงจากสังคมสูงวัยนั้นเกิดขึ้นนอกระบบราชการ ขณะที่ระบบราชการมีคนหนุ่มสาวรอเข้าระบบราชการนับแสนคนไม่สามารถรับการบรรจุเป็นข้าราชการได้เพราะรอตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุ เมื่อขยายอายุเกษียณออกไปอีกจะทำให้ปัญหาคนหนุ่มสาวที่อยากรับราชการไม่สามารถเข้าสู่ระบบราชการได้เพิ่มขึ้นไปอีก หมายความว่าแรงงานที่ต้องการเข้ารับราชการนั้นมีมากกว่าตำแหน่งที่ว่าง สะท้อนกำลังแรงงาน “ข้าราชการ” ไม่ได้ขาดแคลนแต่อย่างใด หากจะขาดแคลนก็จะมีเฉพาะงานบางอย่างเท่านั้น ซึ่งควรจะมีการขยายอายุเกษียณเป็นรายกรณีเป็นรายปีไป หรือผู้ที่เกษียณที่มีความสามารถและยังสามารถทำงานได้ หน่วยงานก็สามารถตั้งเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้บริหารได้อยู่แล้ว

    การขยายอายุเกษียณทั้งระบบจะทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระทางงบประมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก และโดยฐานะทางการคลังขณะนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากระบบเงินเดือนของข้าราชการนั้น เงินเดือนจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อใกล้เกษียณ หากขยายอายุเกษียณ รัฐก็จะต้องจ่ายเงินเดือนข้าราชการเพิ่มขึ้น ผลิตภาพของทั้งระบบราชการก็ไม่เพิ่มขึ้น ผลิตภาพของแรงงานโดยเฉลี่ยจะลดลงเมื่ออายุเกิน 55-60 ปี และ การปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ก็ด้อยลงอีกด้วย

    เมื่อเปรียบเทียบกับการขยายอายุเกษียณในระบบของเอกชนหรือแรงงานในระบบประกันสังคมจะมีความแตกต่างกัน เพราะกรณีของเอกชนและแรงงานในระบบประกันสังคมจะตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยและลดภาระการจ่ายเงินบำนาญชราภาพของกองทุนประกันสังคม ขณะที่

    อายุเกษียณของภาคเอกชนในบางธุรกิจอุตสาหกรรมนั้นลดลงมาเหลือ 45 ปี เพื่อสะท้อนผลิตภาพแรงงานตามพลวัตเศรษฐกิจสังคม ย่อมหมายความว่า จะมีแรงงานในภาคเอกชนที่ออกจากระบบบการจ้างงานแบบเป็นทางการเร็วขึ้น โดยที่ไม่มีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เพราะแรงงานมนุษย์จะถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอมากขึ้น โจทย์ที่สำคัญกว่า คือ การแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ซึ่งต้องมีการออกแบบระบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ให้แรงงานมนุษย์สามารถมีปัจจัยในการดำรงชีพได้แม้ทำงานน้อยลง ลดช่วงเวลาในการทำงานลงโดยผลตอบแทนจากการทำงานต้องไม่ลดลงหรือต้องเพิ่มขึ้น เพราะผลิตภาพโดยรวมของระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี

    เศรษฐกิจไทยควรลดการพึ่งพาทางเทคโนโลยีจากต่างชาติเพื่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว เราจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะตัวเองจากผู้ใช้และผู้ซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติ มาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมบ้าง ในหนังสือ The Politics of Innovation โดย Mark Zachary Taylor มองว่า ปัจจัยที่ใช้ขับเคลื่อนชาติ “นวัตกรรม” ได้อย่างแท้จริงคือแนวคิด “ความไม่มั่นคงเชิงสร้างสรรค์” (Creative Insecurity) ตีคู่ไปกับ “การทำลายล้างที่สร้างสรรค์” (Creative Destruction) มันคือ กลไกพลิกเกม ที่สามารถรับมือความท้าทาย แรงเสียดทานทางการเมือง ภายในประเทศได้ทุกรูปแบบความไม่มั่นคงที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การรับรู้ถึงภัยคุกคามระยะสั้น แต่คือ การประเมินภัยคุกคามภายนอกที่ร้ายแรงและต่อเนื่อง ซึ่งบีบให้ชนชั้นนำต้องบรรลุฉันทามติทางการเมืองอย่างฉับพลัน เพื่อทุ่มทรัพยากรและปลดล็อก “เสาหลักนวัตกรรม”

    การสร้างนวัตกรรมจึงไม่ได้เกิดจากความอยากทำ แต่เกิดจากความจำเป็นในการอยู่รอด ตัวอย่างของญี่ปุ่นในอดีต เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และ จีน แสดงให้เห็นว่า ประเทศเหล่านี้ได้เปลี่ยน “ความเปราะบางทางยุทธศาสตร์” ให้กลายเป็นเครื่องกำเนิดนวัตกรรมระดับโลก ใช้อำนาจทางการเมืองในการสร้างอำนาจทางเทคโนโลยีแห่งชาติได้อย่างเฉียบขาดในสมรภูมิโลกยุคดิจิทัล ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เรียกสิ่งนี้ว่า “อธิปไตยทางนวัตกรรม”

    กรณีที่สหรัฐฯ Shutdown ยืดเยื้อจะกดดันค่าเงินดอลลาร์ เศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเชื่อมั่นผู้บริโภค สร้างความไม่ชัดเจนต่อทิศทางเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ย คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรอดูผลกระทบจากการ Shutdown อย่างไรก็ตาม US Government Shutdown ได้ส่งผลกระทบอุตสาหกรรมการบินแล้ว มีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว รวมทั้งทำให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ชะลอตัวลง หากการ Shutdown ไม่ยืดเยื้อถึงช่วงปลายปีคาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจโลกจำกัด และสามารถพลิกฟื้นกลับมาหลังที่ทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ บางส่วนที่ปิดไปก่อนหน้านี้สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปรกติ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38F7Im_zZqZpI_iQM_80Ng

  • ราคาน้ำมันวันนี้2568 (9 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (9 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (9 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    และราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.94 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 30.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (9 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/643535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw127n4eALhKxUdVn1wmTOKT

  • ดราม่ากฎหมายใหม่ “ดื่มนอกเวลาขายปรับ 1 หมื่น” สังคมหวั่น! กระทบการท่องเที่ยว

    ดราม่ากฎหมายใหม่ “ดื่มนอกเวลาขายปรับ 1 หมื่น” สังคมหวั่น! กระทบการท่องเที่ยว

    ดราม่ากฎหมายใหม่

    ดราม่ากฎหมายใหม่ “ดื่มนอกเวลาขายปรับ 1 หมื่น” สังคมหวั่น! กระทบการท่องเที่ยว

    ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ และหนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลและกลายเป็น “ดราม่าสนั่น” คือ บทบัญญัติที่กำหนดโทษปรับหนักสำหรับ ผู้บริโภค ที่นั่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านค้าหรือสถานบริการ นอกช่วงเวลาที่อนุญาตให้ขาย (อ่านฉบับเต็ม! พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ )

    • ข้อกำหนดใหม่ที่ต้องระวัง: ห้ามผู้ใดบริโภค (ดื่ม) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขาย หรือจัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคแอลกอฮอล์เพื่อการค้า ในช่วงเวลาห้ามขาย
    • โทษปรับ: ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษปรับเป็นพินัย ไม่เกิน 10,000 บาท

    ช่วงเวลาห้ามขาย (ต้องระวังห้ามนั่งดื่ม)

    • ช่วงเช้า: 00.00 น. (เที่ยงคืน) ถึง 11.00 น. (11 โมงเช้า)
    • ช่วงบ่าย: 14.00 น. (บ่าย 2 โมง) ถึง 17.00 น. (5 โมงเย็น)

    หมายความว่า: หากลูกค้าซื้อเครื่องดื่มก่อนเที่ยงคืน หรือก่อนบ่าย 2 โมง แต่ นั่งดื่มต่อ ในร้านจนเข้าสู่ช่วงเวลาห้ามขาย (เช่น นั่งดื่มต่อจาก 23.50 น. ไปถึง 00.10 น.) ก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนและถูกปรับได้

    https://www.komchadluek.net/news/general-news/609592

    ผลกระทบต่อ “ร้านอาหาร-นักท่องเที่ยว” ดราม่าลามข้ามประเทศ

    ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร สถานบันเทิง และธุรกิจกลางคืน ต่างแสดงความกังวลอย่างหนัก โดยระบุว่ากฎหมายนี้จะสร้างภาระและอุปสรรคต่อการทำธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ

    • นักท่องเที่ยวสับสน: นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เข้าใจกฎหมายการควบคุมเวลาดื่มที่เข้มงวดของไทย และมีการเตือนกันเองในกลุ่มชาวต่างชาติว่า “ไม่ควรเที่ยวไทย” หากต้องเจอข้อจำกัดและโทษปรับที่รุนแรงเช่นนี้
    • ธุรกิจขาดรายได้: ร้านอาหารขนาดเล็กที่เคยอนุญาตให้ลูกค้านั่ง “ติดลม” หลังเที่ยงคืน หรือในช่วงบ่าย จะเสียรายได้มหาศาล และส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจท่องเที่ยว
    • ความเข้าใจผิด: มีความกังวลว่า แม้ลูกค้าจะซื้อเครื่องดื่มมานานแล้ว แต่หากยังนั่งจิบต่ออีกไม่กี่นาทีในช่วงเวลาห้ามขาย ก็อาจถูกเปรียบเทียบปรับทั้งผู้ดื่มและร้านค้าได้

    ดราม่ากฎหมายใหม่

    หลายฝ่ายเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณามาตรการรองรับ หรือให้ความชัดเจนในการบังคับใช้ เพื่อไม่ให้กฎหมายนี้กลายเป็น “ตัวฉุด” การท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวอย่างรุนแรง

    ดราม่ากฎหมายใหม่

    ดราม่ากฎหมายใหม่

    ดราม่ากฎหมายใหม่

    ดราม่ากฎหมายใหม่

    ดราม่ากฎหมายใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/609645&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NBS7NL0-vlBdGjvWPs7uX

  • นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวตราดเผยต่างชาติเริ่มคึกคักเที่ยวเกาะช้าง ปลายปีห้องพักจองแล้ว 80%

    นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวตราดเผยต่างชาติเริ่มคึกคักเที่ยวเกาะช้าง ปลายปีห้องพักจองแล้ว 80%

    ภูมิภาค

    นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวตราดเผยต่างชาติเริ่มคึกคักเที่ยวเกาะช้าง ปลายปีห้องพักจองแล้ว 80%

    วันอาทิตย์ ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.27 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายวิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจ.ตราด เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นมานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเริ่มเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดตราดมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด ซึ่งจะเห็นได้ว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มเดินทางเข้ามาอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะช้างที่ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาวันละ 3-4,000 คัน หากเป็นช่วงวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดยาวจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5,000 คน/วัน และในจำนวนนี้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเรื่อยๆและเริ่มหนาตาขึ้นหลังเทศกาลลอยกระทง ซึ่งสะท้อนจากจำนวนห้องพักที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจองเข้ามาพักเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้มี 40-50%แล้ว ส่วนในช่วงเดือนต้นธันวาคม-ปลายธันวาคมมีเพิ่มขึ้นถึง 80%แล้ว 

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปยังกังวลกับปัญหาการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา เนื่องจากบริษัทประกันไม่รับทำประกัน ซึ่งความจริงแล้วหากเป็นอุบัติเหตุปกติสามารถเครมได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้อยากแจ้งให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบด้วยว่า จังหวัดตราดและทุกเกาะในทะเลตราดสามารถท่องเที่ยวโดยไม่ได้รับอันตรายใดๆ

     “ผมมั่นใจว่านักท่องเที่ยวทุกคนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจะได้รับความปลอดภัย เพราะสถานการณ์สู้รบไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดตราด สามารถเดินทางเข้ามาได้ อีกทั้งในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ทางสมาคมฯและอบจ.ตราดร่วมกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดจะร่วมกันเปิดแถลงข่าวเปิดฤดูท่องเที่ยวจังหวัดตราดและเกาะช้างอย่างเป็นทางการ และทางสมาคมฯได้จัดกิจกรรมทุกปี แต่ปีนี้มีการปรับเปลีทยนให้เข้ากับสถานการณ์ของประเทศ จึงจัดวิ่ง Koh Chang Bikini Run “ก้าวนี้ เพื่อแม่ของแผ่นดิน”,เพื่อน้อมไว้อาลัยพระพันปีหลวงด้วย” 

     นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจ.ตราดกล่าวอีกว่า ในช่วงปลายปีนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวตราดเติบโตสูงขึ้น จากแรงการกระตุ้นของรัฐบาลทั้งการท่องเที่ยวเมืองรอง(ตราดอยู่ในเมืองรอง) แต่อยากจะแก้เป็นตราดเมืองต้องลอง(รอง)มากกว่าเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางมา ซึ่งยอมรับว่าปลายปี 2568 นักท่องเที่ยวจะเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดตราดเพิ่มมากกว่าปี 2567 ซึ่งช่วงลอยกระทงที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจังหวัดตราดเพิ่มมากขึ้น

     ด้านนายอรรถพล กลิ่นทับ ผู้จัดการเรือโดยสารบุญศิริ ที่เดินทางไปยังอำเภอเกาะกูด (เกาะกูด และเกาะหมาก) เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวยังคงเดินทางมายังอำเภอเกาะกูดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการจองเทีทยวเดินทางมายังจ.ตราดและลงไปเที่ยวในเกาะกูดและเกาะหมากเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาจากปี 2567 แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มลดลงอย่างมีนัยยะ จากความกังวลของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังกลัวในเรื่องสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่จังหวัดตราด ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วในพื้นทีทจังหวัดตราดไม่มีสถานการณ์สู้รบเพียงแต่ฝ่ายความมั่นคงยังประกาศให้จ.ตราดเป็นเขตกฏอัยการศึกอยู่เท่านั้น 

     อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติ(ยุโรป)ยังติดเรื่องนี้อยู่และส่งผลกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวยุโรปไม่กล้าที่จะเดินทางมาเกาะกูด เกาะหมาก หรือเกาะช้าง เนื่องจากเกรงกลัวจะเกิดสถานสถานการณ์ขึ้นหรือไม่ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง แต่ที่เดินทางมาก็เพราะเกิดความเชื่อมั่น ซึ่งยอมรับว่าที่ลดลงจะเห็นจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาแบบเเพคเกจลดลงไปบ้างราว 30% แต่สาเหตุอาจจะมาจากการแข่งขันทางธุรกิจที่มีการแย่งนักท่องเที่ยวไปเช่นกัน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/453612&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B-cpr7n5nb9hSKIotY0n-

  • ‘มัลลิกา’ ดันเปิดเส้นทางบินเพิ่มภาคเหนือ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ

    ‘มัลลิกา’ ดันเปิดเส้นทางบินเพิ่มภาคเหนือ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ

    ‘มัลลิกา’ ดันเปิดเส้นทางบินเพิ่มภาคเหนือ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ

    วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

    นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวภาคเหนือได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างมาก ซึ่งจากศักยภาพทั้งในด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ด้วยภูมิประเทศที่งดงาม วัฒนธรรมที่โดดเด่น จึงเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเส้นทาง “เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน” ที่มีความต้องการการเดินทางค่อนข้างสูง แต่ด้วยข้อจำกัดของตารางเวลาการบินที่เชียงใหม่มีความคับคั่งสูง

    จึงได้ให้กรมท่าอากาศยาน (ทย.) หารือและผลักดันสายการบินที่สนใจ ร่วมเปิดเส้นทางเชื่อมโยงท่าอากาศยานในสังกัด ซึ่งเส้นทาง “ลำปาง-แม่ฮ่องสอน” ถือเป็นอีกหนึ่งเส้นทางเลือกในการเดินทาง ด้วยพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ และมีสายการบินรองรับการเดินทางไปยังกรุงเทพฯได้

    ทั้งนี้เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568  ทย.ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางบินใหม่ไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับ บริษัท เอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด โดยมี นายเกียรติชัย ชัยเรืองยศ รองอธิบดี (ด้านท่าอากาศยาน) นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายปกรณ์ จีนาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เขต 1 และนางสาวมัลลิกา จีนาคำ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน

    อย่างไรก็ตาม ทย.ได้นำเสนอมาตรการส่งเสริม “New Route – New Airline” ที่เป็นนโยบายสนับสนุนสายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่ โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านค่าบริการขึ้น-ลงอากาศยาน และค่าบริการจอดอากาศยาน ลดค่าเช่าพื้นที่อาคารสำหรับสำนักงานของสายการบิน เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในเส้นทางบินใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาคที่ยังมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ได้เสนอแนวทางสนับสนุนการเปิดเส้นทางบินใหม่ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวก และการเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยว ให้เกิดความต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ตนยังได้ย้ำว่า การพัฒนาเส้นทางบินในภูมิภาคไม่ใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง แต่คือการสร้างโครงข่ายเศรษฐกิจใหม่ที่เชื่อมโยงเมืองหลักกับเมืองรองอย่างเป็นระบบ ลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส และส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง พร้อมผลักดันการใช้สนามบินภูมิภาคให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการสนับสนุนสายการบินขนาดเล็กที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ปัจจุบัน Ezy Airlines ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท เอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด ได้รับการจัดสรรเส้นทางบินจาก ทย. รวม 8 เส้นทาง เปิดให้บริการแล้วในเส้นทาง หาดใหญ่ – เบตง และหาดใหญ่ – สุราษฎร์ธานี และเตรียมเปิดให้บริการในเส้นทางอื่นๆ เช่น หาดใหญ่ – กระบี่ ,สุราษฎร์ธานี – ภูเก็ต, หัวหิน – กรุงเทพฯ ,หัวหิน – ภูเก็ต และ หัวหิน – สุราษฎร์ธานี โดยใช้เครื่องบินแบบ Cessna Grand Caravan ขนาด 10 ที่นั่ง ซึ่งเหมาะสมกับการให้บริการในสนามบินภูมิภาค

    -033

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/926637&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38wh9JM9-vtfkqjNhgyyDe

  • “ธรรมนัส” ปลุกกระแส “โกลก” ต้องเป็นเมืองท่องเที่ยว ปชช.ตะโกนลั่น ธรรมนัส สู้ๆ

    “ธรรมนัส” ปลุกกระแส “โกลก” ต้องเป็นเมืองท่องเที่ยว ปชช.ตะโกนลั่น ธรรมนัส สู้ๆ

    “ธรรมนัส” นำทีมกล้าธรรม ลุย “สุไหงโก-ลก” ปลุกท่องเที่ยวชายแดนใต้ ชู “โกลก” ต้องกลับมาคึกคักอีก ด้าน ปชช.ตะโกน “ผู้กองธรรมนัสสู้ ๆ” สนั่นเวที

    เมื่อวันที่ 9 พ.ย.68 เวลา 11.00 น. ที่ลานคนเดินสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่จากพรรคกล้าธรรมลงพื้นที่ ประกอบด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ, นายอัครา พรหมเผ่า รมว.พม., นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม และนางสาลีฮะ มะยูโซ๊ะ นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ท่ามกลางประชาชนกว่า 1,000 คน มารอต้อนรับแน่นลานสนามกีฬา

    โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้เปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว ควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า สนองพระปณิธาน สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

    โดยกระทรวงเกษตรฯ มุ่งลดจำนวนสัตว์จรจัด ตัดวงจรโรคระบาด และสร้างความมั่นใจด้านสาธารณสุขให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงชายแดนใต้

    จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวช่วงหนึ่งว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงภารกิจราชการ แต่คือ การลงมาฟังประชาชนจริง ๆ การมาของคณะรัฐมนตรี 5 คน จาก 4 กระทรวง นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีรัฐมนตรีลงพื้นที่สุไหงโก-ลกพร้อมกันขนาดนี้ พี่น้องจะได้เห็นโครงการต่าง ๆ เกิดขึ้นจริง ทั้งเรื่องที่ดินทำกิน เกษตร การศึกษา การพัฒนาสังคม และการท่องเที่ยว ตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรีขอยืนยันว่า ทุกปัญหาที่พี่น้องสะท้อนมา จะถูกสั่งการและแก้ไขทันที ไม่ว่าจำเป็นเรื่องการศึกษา ศ.ดร.นฤมล ก็จะช่วยผลักดันการเรียนรู้และอาชีพในพื้นที่ ส่วนท่านอัครา พรหมเผ่า ก็ดูแลพี่น้องกลุ่มเปราะบาง คนชรา ผู้พิการ

    “ในเรื่องของการท่องเที่ยว ผมในฐานะที่กำกับการท่องเที่ยวและกีฬา และเป็นประธานบอร์ดบริหารกองทุนกีฬา ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้คุยกับพี่น้องไว้แล้วว่า วันที่ 31 ธันวาคมนี้ ท่านอรรถกร รมว.ท่องเที่ยว จะมาร่วม Countdown กับพี่น้องชาวสุไหงโกลก เราจะส่งเสริมให้ สุไหงโกลก, สุคิริน และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ กลับมามีชีวิตชีวา เพราะสมัยผมเป็นเด็ก ๆ ด่านโกลก ตอนเย็นวันศุกร์-อาทิตย์ คนมาเที่ยวแน่นเลย แขกบ้านแขกเมืองมาพักเต็มไปหมด แต่ตอนนี้มันซบเซาไปเยอะ ดังนั้น เราจะทำให้โกลกกลับมาเป็นเมืองท่องเที่ยวชายแดนที่คึกคักอีกครั้ง เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย–มาเลเซีย สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง พม. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เราจะร่วมกันขับเคลื่อนเป็นองคาพยพเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวนราธิวาส และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ทุกคน

    ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ และ พม. ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดยางพารา เมล็ดพันธุ์พืช ต้นกล้า พันธุ์โค–กระบือ และถุงยังชีพ พร้อมบริการจากหน่วยงานรัฐ อาทิ ผ่าตัดทำหมันสุนัข ฉีดวัคซีนฟรี ฝึกอาชีพระยะสั้น ซ่อมรถจักรยานยนต์ ตัดผมฟรี และบูธส่งเสริมการท่องเที่ยวจากภาครัฐ

    นอกจากนี้ ยังมีบูธกิจกรรมจากหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษา อาทิ การผ่าตัดทำหมัน (สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนและได้รับแจ้งให้มารับบริการ)​ และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่สามารถ Walk in มารับบริการได้ จำนวน 200 ตัว, การฝึกอาชีพระยะสั้น ซ่อม จยย., เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และบริการตัดผมฟรี มาให้บริการประชาชนด้วย

    อย่างไรก็ตาม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนหลายพัน รอต้อนรับ ร.อ.ธรรมนัส อย่างอบอุ่น พร้อมร่วมกันตะโกน “ผู้กองธรรมนัสสู้ ๆ” และเสียงปรบมือดังสรั่นทั่วลานสนามกีฬา

    นอกจากนี้ ยังมีป้ายผ้าผืนใหญ่ที่เขียนข้อความว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิด ธรรมนัสย่อมชนะอธรรม สู้ ๆ” และ “แม่ดงรวมใจ ธรรมนัส สู้” พร้อมทั้งมอบดอกกุหลาบ และขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/142314&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw154jm81_CDoqhQGkDKyRgN