Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้ว่าฯ กทม.ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพ

    ผู้ว่าฯ กทม.ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพ

    ผู้ว่าฯ กทม.ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชน ที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

    ในการนี้นางสาวรุจิรา อารินทร์รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว พร้อมด้วยนางสาวอมรรัตน์ นาคสุข ผู้อำนวยการศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร(ไทย-ญี่ปุ่น) นำข้าราชการและบุคลากรในสังกัด ลงปฏิบัติงาน ณ จุดยืม-คืนเครื่องแต่งกาย บริเวณอุโมงค์พระลาน

    แจ้งช่วงเวลาเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

    เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568

    ช่วงที่ 1 เวลา 08.00 – 10.45 น.
    ช่วงที่ 2 เวลา 12.00 – 16.45 น.
    ช่วงที่ 3 เวลา 17.45 – 18.30 น.
    ช่วงที่ 4 เวลา 19.45 – 21.00 น

    ข้อแนะนำการแต่งกาย
    – สุภาพบุรุษ • ชุดสุภาพไว้ทุกข์ (งดกางเกงยีนส์)
    – สุภาพสตรี • ชุดสุภาพไว้ทุกข์ (สวมกระโปรงหรือผ้านุ่งยาวคลุมเข่าเท่านั้น)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000107019&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13EXuP_LCRXUlsmSb5fl53

  • กกท.บูมอุตสาหกรรมมวยไทยเชิงสร้างสรรค์งานท่องเที่ยวโลก 2025

    กกท.บูมอุตสาหกรรมมวยไทยเชิงสร้างสรรค์งานท่องเที่ยวโลก 2025

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2893969&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tdB2Mx-5up3uOVWacipMz

  • อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เก่าแก่ของไทย มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของลาลูแบร์ราชทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทั้งยังเป็นการแสดงที่รวมศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติหลายแขนงไว้ด้วยกัน จึงเป็นศาสตร์การแสดงที่มีความสำคัญ โขนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ตั้งแต่ปี 2552

    ทั้งองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ “ยูเนสโก” (UNESCO) ยกย่องให้โขน เป็น ‘มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ’ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 โขนนับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยรายการแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    ความสำเร็จในครั้งนี้ส่วนสำคัญมาจากพระวิสัยทัศน์ใน “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” พระองค์ทรงเป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขน อย่างเอาพระราชหฤทัยใส่ทุกมิติ หลังจากก่อนหน้านี้ โขน ซึ่งแม้จะเป็นความภาคภูมิใจของไทย จะไปต่อไม่ได้เลย เมื่อคนไทยไม่ดูโขน

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    ครั้งนั้นเมื่อปี 2546 “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ทรงพระปริวิตก ว่าในอนาคต ศิลปะการแสดงจะซบเซาลง ด้วยขาดผู้ผลิตและผู้ชม จึงนำความกราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระองค์ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ว่า “ไม่มีใครดูแม่จะดูเอง” 

    สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนละครขึ้นใหม่ เนื่องจากทรงมีพระราชดำริว่าในปัจจุบันการแสดงโขนถดถอยลงเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องความไม่พิถีพิถัน และไม่ให้รายละเอียดในการปัก การถัก การแต่งหน้า

    โขน มรดกโลก

    อีกทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงมีความเก่า ทรุดโทรม พระองค์ทรงอุปถัมภ์และพระราชทานทุนทรัพย์สนับสนุนการศึกษาพัฒนาเครื่องแต่งกายและการแต่งหน้าโขน ให้เหมาะสมกับแบบแผนโบราณ

    ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ฟื้นฟูจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขน และเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม รวมถึงการปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน โดยให้ศึกษาวิธีการแต่งหน้าโขนที่เปิดหน้าให้สวยงาม เหมาะสมกับการแสดงบนเวทีสมัยใหม่ 

    โขนสัตยาพาลี

    นอกจากนี้ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้รวบรวมครูผู้เชี่ยวชาญและศิลปินหลายท่าน ศึกษาค้นคว้าศาสตร์และศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของการจัดแสดงโขน พระราชเสาวนีย์นี้จึงก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก

    อาทิ ช่างทำหัวโขน ช่างทอผ้า ช่างปักสะดึงกรึงไหม ช่างเงิน ช่างทอง ช่างแกะสลัก ช่างเขียน ช่างแต่งหน้าโขน ซึ่งเป็นผู้มีความเข้าใจในศิลปะและจารีตนิยมของโขนอย่างถ่องแท้

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    ตลอดจนไปถึงงานประติมากรรมและจิตรกรรมไทย ซึ่งงานเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างฉากและอุปกรณ์ประกอบการแสดงทั้งหมด 

    ทั้งยังพระองค์ยังทรงให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป และทรงมีพระราชเสาวนีย์ที่นำไปสู่การจัดแสดงโขนหน้าพระที่นั่งตามภูมิภาคต่าง ๆ

    โขนพระราชทาน

    เมื่อศิลปกรรมหลากหลายแขนงที่ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นนี้ ได้รับการผสมผสานกับเทคนิคการแสดงสมัยใหม่ แสง สี เสียง อย่างลงตัว จึงได้ปรากฏเป็นการแสดงโขนร่วมสมัยที่น่าตื่นตาและสร้างความประทับใจ

    จากพระราชปณิธานที่จะทรงฟื้นฟู ส่งเสริม และอนุรักษ์การแสดงโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยเพื่อธำรงรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ดำเนินการจัดการแสดงโขนต่อสาธารณชนขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2550 ด้วยชุด “ศึกอินทรชิต ตอนพรหมาศ” ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

    การแสดงที่สร้างความผูกพันอันใกล้ชิดขึ้นในครอบครัวไทย ลูกหลานได้พาปู่ย่าตายายไปชมโขนอย่างเนืองแน่น นับเป็นการแสดงที่ได้รับการสนับสนุนและกระแสตอบรับเป็นอย่างดีมีผู้เข้าชมเต็มทุกที่นั่ง

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ”จากนั้นทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดการแสดงโขนต่อเนื่องทุกปี ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา อาทิ ตอนนางลอย ตอนศึกมัยราพณ์ ตอนจองถนน ตอนโมกขศักดิ์ ตอนนาคบาศ ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ ตอนสืบมรรคา ตอนสะกดทัพ ตอนกุมภกรรณทดน้ำ และตอนพระจักราวตาร

    สำหรับในปี 2568 นี้ จัดแสดงในตอน“สัตยาพาลี” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

    การจัดแสดงแต่ละครั้งต้องเตรียมความพร้อมหลายด้าน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่คณะกรรมการและผู้ทำงานทุกฝ่ายยึดถือเป็นขวัญกำลังใจคือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน”

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    ทั้งนับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ในปี 2562 “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ”ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เพื่อสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้มีผู้สืบทอดต่อไป 

     ‘โขนสัตยาพาลี’ มีการจัดแสดงจำนวนถึง 10 ฉาก จับตอนตั้งแต่ทศกัณฐ์แปลงกายเป็นปูยักษ์หวังทำลายพิธีโสกันต์องคตกุมาร แต่ก็ต้องพ่ายให้กับพาลีผู้ได้พรจากพระอิศวรให้มาปราบ

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    ต่อเนื่องสู่เหตุการณ์ควาย “ทรพี” ผู้ปราบพ่อของตัวเอง “ทรพา” ถูกพาลีปราบในถ้ำ และเป็นเหตุให้พาลีกับสุครีพน้องชายเข้าใจผิดกัน สุครีพจึงไปพึ่งพระรามและร่วมต่อสู้จนพาลีต้องยอมมรณภาพและฝากฝังบ้านเมืองไว้กับพระราม(อวตารของพระนารายณ์)

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    เรื่องราวดำเนินต่อด้วยทศกัณฐ์ให้นางมณโฑหุงน้ำทิพย์เพื่อชุบชีวิตพลยักษ์ แต่พระรามส่งหนุมานและเหล่าวานรไปทำลายพิธีได้สำเร็จ ก่อนที่กองทัพอธรรมจะพ่ายแพ้และทศกัณฐ์ต้องถอยทัพ 

    โขน “สัตยาพาลี” ได้ถอดฉากรบต่างๆ มาจากท่วงท่าในจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ เริ่มจากเนรมิตรปูยักษ์ซึ่งเป็นทศกัณฐ์แปลงกายมา โดยปูยักย์ตัวนี้ได้ซ่อนกลไกลที่สามารถขยับก้ามได้อย่างเหมือนจริง

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    รวมทั้งใช้สลิงมาทำให้ “พาลี” สามารถตีลังกา ฉีกขา สู้รบกลางอากาศได้เหมือนถอดมาจากฉากจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องรามเกียรติ์ มาสู่การแสดงที่สมจริง ฉากตอนที่ทศกัณฐ์ทรงช้างแทนราชรถก็มีการสร้างช้างที่วิจิตร

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    เช่นเดียวกับกระบวนท่ารบระหว่างลิงกับยักษ์ก็มีการถอดแบบมาจากกระบวนท่ารบในจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์

    นอกจากนี้ในส่วนของเพลงยังมีการนำเพลง เสมอผี มาใช้เป็นครั้งแรกในฉากที่ทศกัณฑ์ต้องร่ายมนตร์คืนชีพเหล่ายักษ์ เราได้เรียนรู้เรื่องราวของพญาพาลีวานรผู้เป็นกษัตริย์แห่ง เมืองขีดขิน ซึ่งเสียคำสัตย์เพราะความหลงผิด

    แต่ภายหลังระลึกได้จึงสำนึกและยอมรับโทษ ชี้ให้เห็นคุณของความกตัญญูและโทษของความไม่รักษาสัตย์ และกล่าวถึงหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่ต้องตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความจงรักภักดีต่อแผ่นดินและผู้มีพระคุณ

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    การต่อสู้ของทศกัณฐ์และพระราม (อวตารของพระนารายณ์) ย้ำให้มั่นใจว่าผู้มีจิตใจชั่วร้ายแม้จะมีอิทธิฤทธิ์มากมายปานใด ก็ไม่สามารถดำรงตนไปได้นาน ฝ่ายผู้ยึดมั่นในธรรมะ แม้จะเผชิญอุปสรรคใดๆ ก็จะชนะฝ่ายอธรรมเสมอ

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    การแสดงโขนในครั้งนี้ ยังมีนักแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ​ รุ่นเยาว์​ ตัวเล็กที่สุด และอายุน้อยที่สุด 5 ขวบ ร่วมแสดงบนเวทีแห่งนี้ด้วยในบท องคตกุมาร​ เจ้าชายตัวน้อย เรียกรอยยิ้มจากทุกคนอีกด้วย

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    จากมรดกวัฒนธรรมไทยที่รวมศิลปะหลายแขนงไว้ด้วยกัน การแสดงของนักแสดงมากฝีมือ จัดเต็มแสง สี เสียง ตระการตา ฉากและชุดงามวิจิตร รวมถึงหลายฉากสุดว๊าว ดีเกินคาด เปลี่ยนมุมมองการชมการแสดงโขนของเราไปเลย และรู้สึกได้ถึงความภาคภูมิใจในโขนไทยอย่างแท้จริง

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง อลังการ ‘โขนสัตยาพาลี’ ธำรงนาฏศิลป์ สืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระพันปีหลวง

    มาร่วมชมโขนพระราชทาน สืบสานพระราชปณิธาน “สมเด็จพระพันปีหลวง” เพื่อสืบทอดและธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป ราคาบัตรเริ่มต้นตั้งแต่ 600 – 2,000 บาท (รอบนักเรียนราคา 200 บาท) เข้าไปซื้อบัตร คลิ๊ก ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 ธันวาคมนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/lifestyle/travel-shopping/643554&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I-zjou4M2nrW0LBFlp9Hu

  • “นฤมล” บุกพัทลุง ขับเคลื่อนเรียนดีมีคุณธรรม ลุยแก้หนี้ครู ขออย่าก่อหนี้เพิ่ม

    “นฤมล” บุกพัทลุง ขับเคลื่อนเรียนดีมีคุณธรรม ลุยแก้หนี้ครู ขออย่าก่อหนี้เพิ่ม

    รมว.ศึกษาธิการ บุกพัทลุง ขับเคลื่อนเรียนดี มีคุณธรรม ลุยลดภาระงาน-แก้หนี้ครู ตั้งสหกรณ์กลาง 1 แสนล้าน รวมหนี้ไว้ที่เดียว ขออย่าก่อหนี้เพิ่ม พร้อมเปิดทางนักเรียนโชว์ผลงาน-ฝึกอาชีพเต็มสูบ

    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง โดยเดินทางไปยังวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาตามนโยบาย เรียนดี มีคุณธรรม โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายศุภชัย จันทร์ปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลาง และในพื้นที่พัทลุง รวมถึง นางสุพัชรี ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรครวมไทยสร้างชาติ ลูกชายนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ให้การต้อนรับ

    นางนฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่ทุกครั้ง เพื่อรับฟังปัญหาและรับข้อเสนอแนะในพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมา ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเชื่อว่าแต่ละพื้นที่มีสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่จะแตกต่างกัน และจะมีผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับมาด้วย เพื่อที่จะได้มารับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ปัญหาต่างๆ ช่วยกันหาทางออกในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขับเคลื่อนงานก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องหนี้สินครู เป็นเรื่องใหญ่ที่รองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและสั่งการให้ ศธ. ต้องดำเนินการแก้หนี้เพื่อครู ให้ได้รับดอกเบี้ยอัตราพิเศษ ซึ่งขณะนี้ได้หารือและทำงานร่วมกับเลขาธิการ สกสค. เพื่อจัดตั้งสหกรณ์กลาง เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) วงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อรวมหนี้ไว้ที่เดียว

    “ครูจะต้องย้ายหนี้จากสหกรณ์ต่างๆ เข้าสู่สหกรณ์กลางเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และจะช่วยเหลือด้านดอกเบี้ยให้ครูที่เข้าร่วมโครงการ โดยปีแรกดอกเบี้ย 0% ปีที่สอง 1% ปีที่สาม 2% ปีที่สี่ 3% และปีต่อไปไม่เกิน 4% มีเรื่องจะขอเพียงอย่างเดียวคือ ขอให้ครูอย่าก่อหนี้เพิ่มอีก”

    นอกจากนี้ ในเรื่องของการลดภาระงานของครู โดยนำอัตราครูเกินเกณฑ์มาเป็นบุคลากรทางการศึกษา 38ค นั้น ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 2,000 อัตรา ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะยังไม่เพียงพอ แต่เราก็พยายามที่จะบริหารจัดการ ใน 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจัดให้โรงเรียนในพื้นที่ยุ่งยากก่อน จากนั้นจะจัดส่งอัตราไปยังเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อช่วยเหลือในลักษณะของกลุ่มโรงเรียน ทั้งนี้ จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ในแต่ละปีต่อไป

    จากนั้น นางนฤมล และคณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ พัทลุง ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดพัทลุง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 65 จังหวัดพัทลุง โรงเรียนบ้านหารเทาฯ การฝึกวิชาชีพระยะสั้นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้พัทลุง ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของวิทยาลัยการอาชีพควนขนุน วิทยาลัยสารพัดช่างพัทลุง และวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดพัทลุง อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นางนฤมล ยังได้ลงพื้นที่ลานคนเดินสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดนราธิวาส พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานนักเรียนโรงเรียนในพื้นที่ด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2894444&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23mLBRZxaOMzwJS_4mwp5O

  • สู้ต่อไป.! เปิดเงินรางวัลฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี มีอะไรบ้าง

    สู้ต่อไป.! เปิดเงินรางวัลฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี มีอะไรบ้าง

    สู้ต่อไป.! เปิดเงินรางวัลฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี มีอะไรบ้าง

    TenAkapol

    9 พฤศจิกายน 2568 ( 15:30 )

    สำหรับฟุตบอลแชมป์กีฬา 7 สี ปี 2025 ถือว่าปีนี้เป็นที่จับตามองของคนทั้งประเทศ และเงินรางวัลที่ได้รับของแต่ละทีมมีอะไรบ้างไปดูกัน

    สำหรับฟุตบอลนักเรียน สำหรับฟุตบอลแชมป์กีฬา 7 สี ปี 2025 หรือ ฟุตบอลรายการขาสั้นชื่อดังบอล 7 สี เรียกได้ว่าสร้างปรากฏการณ์สนามแตก ที่ประชาชนแฟนบอลให้ความสนใจ แห่เข้าชมรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างโรงเรียนหมอนทองวิทยา จากจังหวัดฉะเชิงเทรา กับ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท จนล้นสนามศุภชลาศัย ทั้งนี้ทีมผู้จัดเปิดเผยรายละเอียดรางวัลทุนการศึกษา ตั้งแต่ทีมที่คว้าแชมป์ชนะเลิศ, รองชนะเลิศฯ  ตลอดจนผู้ฝึกสอนและนักกีฬายอดเยี่ยม ดังนี้ 

    อย่างไรก็ดีการแข่งขันดังกล่าวจบด้วยทาง โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ชนะ โรงเรียนหมอนทองวิทยา 2-1 คว้าแชมป์สมัยแรกในรายการนี้ได้สำเร็จ และเป็นคู่ชิงที่มีผู้ชมเข้าชมมากสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลนักเรียนด้วย

    ส่วนเงินรางวัลทุนการศึกษาฟุตบอลนักเรียน 7 คนแชมป์กีฬา 7 สี มีทั้งหมดดังนี้

    • ทีมชนะเลิศ ได้รับทุนการศึกษา 200,000 บาท
    • ทีมรองชนะเลิศ ได้รับทุนการศึกษา 70,000 บาท
    • ทีมอันดับสาม ได้รับทุนการศึกษา 40,000 บาท
    • ทีมอันดับสี่ ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท
    • ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม ได้รับทุนการศึกษา  10,000 บาท
    • ดาวซัลโว หรือ ผู้ทำประตูสูงสุด ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท
    • นักฟุตบอลยอดเยี่ยม ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แท็ก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sport.trueid.net/detail/LOBv7Aa1d1wO&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DDJa-jGmzpYnbfABV5POq

  • หรือไทยควรออกกฎคุมเข้มอินฟลูเอนเซอร์ให้รับผิดชอบคำพูดตัวเองแบบจีน

    หรือไทยควรออกกฎคุมเข้มอินฟลูเอนเซอร์ให้รับผิดชอบคำพูดตัวเองแบบจีน

    ยุคนี้ใครๆ ก็เป็นอินฟลูเอนเซอร์กันได้ และยังสามารถให้ข้อมูล ให้คำแนะนำอะไรก็ได้กับฟอลโลเวอร์ แต่คำแนะนำผิดๆ เกี่ยวกับสุขภาพหรือการเงินจากคนที่เรียกตัวเองว่า อินฟลูเอนเซอร์ อาจนำมาสู่ความเสียหายเป็นวงกว้าง

    ผลการศึกษาล่าสุดของมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธเผยให้เห็นด้านมืดของวัฒนธรรมดิจิทัลที่กำลังเฟื่องฟูนี้อีกครั้ง โดยพบว่า อินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียสามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านจิตใจ สุขภาพ และความปลอดภัยได้

    อย่างเคสที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในบ้านเรา เรื่องนมที่จำหน่ายในประเทศไทยว่า “นมไทยส่วนมากไม่ใช่นมแท้ มันคือนมผงผสมบลา บลา บลา”

    หลังจากที่คลิปถูกเผยแพร่ ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและตื่นตระหนกในหมู่ผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์นมไทย จนผู้เชี่ยวชาญต้องออกมาโต้แย้งคำพูดดังกล่าว

    เรื่องนี้มีกรณีศึกษาที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกเมื่อเร็วๆ นี้คือ ที่จีน ทางการเพิ่งออกกฎหมายบังคับให้บรรดาอินฟลูเอนเซอร์ ที่ต้องการทำคอนเทนต์ พูดคุย หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นและเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนหรือประเด็นด้านวิชาชีพ เช่น ด้านการแพทย์ กฎหมาย การศึกษา หรือการเงิน จะต้องมีหลักฐานวุฒิการศึกษาในสาขาวิชาชีพนั้นๆ อย่างเป็นทางการ ก่อนจะโพสต์เนื้อหา กฎหมายนี้เพิ่งบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา

    ภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้ ภาระความรับผิดชอบไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะอินฟลูเอนเซอร์เท่านั้น แต่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเอง อาทิ Douyin Weibo หรือ Bilibili ก็ต้องตรวจสอบคุณสมบัติและข้อมูลที่อินฟลูเอนเซอร์นำเสนอ เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าข้อมูลเหล่านี้เชื่อถือได้ มีการอ้างอิงอย่างถูกต้อง และมีการขึ้นคำเตือนต่างๆ เพื่อชี้แจงอย่างชัดเจน

    ยกตัวอย่าง เมื่อมีการเผยแพร่เนื้อหาบนแพลตฟอร์ม อินฟลูเอนเซอร์จะต้องระบุแหล่งข้อมูลว่ามาจากไหน ศึกษาหรือวิจัยเมื่อไหร่ และหากมีการใช้ภาพ หรือคลิปวิดีโอที่สร้างขึ้นโดย AI ก็ต้องเน้นย้ำว่าเป็น AI ไม่ใช่ของจริง ซึ่งทางแพลตฟอร์มจะต้องให้ความรู้กับอินฟลูเอนเซอร์เกี่ยวกับความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับ เมื่อแชร์เนื้อหาบนออนไลน์ด้วยเช่นกัน

    นอกจากนี้ สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) ยังแบนโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ อาหารเสริม และอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อป้องกันการโฆษณาสินค้าที่แฝงมาในรูปแบบคลิปวิดีโอให้ความรู้

    อินฟลูเอนเซอร์ที่ฝ่าฝืนอาจถูกระงับบัญชี หรือปรับไม่เกิน 100,000 หยวน

    ทางการจีนบอกว่า จุดประสงค์ของกฎนี้คือ เพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่อินฟลูเอนเซอร์ถูกมองว่าเป็นเสมือนผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปกป้องสวัสดิการสาธารณะ และเพิ่มความน่าเชื่อถือของเนื้อหาออนไลน์

    ชาวจีนหลายคนยินดีกับความเคลื่อนไหวนี้ โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้อาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการพูดคุยกันทางออนไลน์ และถึงเวลาแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจะเข้ามามีบทบาทในการพูดคุยบนโลกออนไลน์ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองว่า กฎใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงการควบคุมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ การจำกัดการสื่อสาร ตลอดจนเสรีภาพในการพูดและการแสดงออก ถึงขั้นห่วงว่า กฎนี้จะเปลี่ยนโซเชียลมีเดียจากพื้นที่เสรีในการแลกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ที่ถูกรัฐควบคุม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/china-requires-influencers-hold-degrees-speak-finance-health-law&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rBqkz-46DS2MgAotryipG

  • นิด้าโพลเช็ค เสียงคนเหนือยังไร้คนเหมาะสมนั่งนายกฯ เท้งรั้งอันดับ 2

    นิด้าโพลเช็ค เสียงคนเหนือยังไร้คนเหมาะสมนั่งนายกฯ เท้งรั้งอันดับ 2

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “กระแสการเมือง ภาคเหนือ” ซึ่งดำเนินการระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี รวม 2,000 ตัวอย่าง ครอบคลุมทุกอาชีพและระดับการศึกษา โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ภายใต้ค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 และระดับความเชื่อมั่น 97%

    นิด้าโพลเช็ค เสียงคนเหนือยังไร้คนเหมาะสมนั่งนายกฯ เท้งรั้งอันดับ 2

    ผลสำรวจความคิดเห็นพบว่า เมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคเหนือจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ 36.6% ระบุว่ายังไม่พบคนที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ 21.5% ระบุว่าเลือก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) จากพรรคประชาชน ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในบรรดาผู้ที่มีชื่อเสนอชิงตำแหน่งนายกฯ
     

    ตามมาด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการสนับสนุน 13.9% ส่วน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 5.9% ขณะที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคไทยสร้างไทย อยู่ที่ 4.15% และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 3.25%

    บุคคลอื่น ๆ ที่มีชื่อปรากฏในผลสำรวจ ได้แก่ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (2.5%), นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (1.95%), นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (1.85%), นายจาตุรนต์ ฉายแสง (1.7%), นายชัยเกษม นิติสิริ (1.25%), และ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (1%) ขณะที่อีก 2.4% ระบุชื่ออื่น ๆ และ 0.2% ไม่ตอบหรือไม่สนใจ

    ส่วนเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนเหนือจะเลือกหากมีการเลือกตั้งในวันนี้ พบว่า 28.4% ยังไม่พบพรรคที่เหมาะสม ขณะที่ 28.1% ระบุว่าจะเลือก พรรคประชาชน ตามด้วย พรรคเพื่อไทย 16.6% และ พรรคภูมิใจไทย 10.4% ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับ 5.15% และ พรรครวมไทยสร้างชาติ 3.25% ขณะที่ พรรคไทยสร้างไทย และ พรรคเศรษฐกิจ ได้รับ 2.9% และ 2.0% ตามลำดับ
     

    ทั้งนี้ ยังมีผู้ตอบอีก 1.15% ที่เลือกพรรคพลังประชารัฐ และ 1.85% ระบุพรรคอื่น ๆ เช่น พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย รวมถึงกลุ่มไม่ประสงค์ใช้สิทธิ (No Vote) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) ส่วน 0.2% ไม่ตอบหรือไม่สนใจ

    ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่าประชาชนในภาคเหนือจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในช่วง “รอดูท่าที” ทางการเมือง ขณะที่คะแนนนิยมของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยมีแนวโน้มว่า “เท้ง–ณัฐพงษ์” กำลังเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่ถูกจับตามองในพื้นที่ภาคเหนือมากที่สุดในเวลานี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/733157&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fmyBaiHbpOVSiF0Eb1epu

  • “ธรรมนัส” ปลุกกระแส “โกลก” ต้องเป็นเมืองท่องเที่ยว ปชช.ตะโกนลั่น ธรรมนัส สู้ๆ

    “ธรรมนัส” ปลุกกระแส “โกลก” ต้องเป็นเมืองท่องเที่ยว ปชช.ตะโกนลั่น ธรรมนัส สู้ๆ

    “ธรรมนัส” นำทีมกล้าธรรม ลุย “สุไหงโก-ลก” ปลุกท่องเที่ยวชายแดนใต้ ชู “โกลก” ต้องกลับมาคึกคักอีก ด้าน ปชช.ตะโกน “ผู้กองธรรมนัสสู้ ๆ” สนั่นเวที

    เมื่อวันที่ 9 พ.ย.68 เวลา 11.00 น. ที่ลานคนเดินสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่จากพรรคกล้าธรรมลงพื้นที่ ประกอบด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ, นายอัครา พรหมเผ่า รมว.พม., นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม และนางสาลีฮะ มะยูโซ๊ะ นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ท่ามกลางประชาชนกว่า 1,000 คน มารอต้อนรับแน่นลานสนามกีฬา

    โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้เปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว ควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า สนองพระปณิธาน สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

    โดยกระทรวงเกษตรฯ มุ่งลดจำนวนสัตว์จรจัด ตัดวงจรโรคระบาด และสร้างความมั่นใจด้านสาธารณสุขให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงชายแดนใต้

    จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวช่วงหนึ่งว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงภารกิจราชการ แต่คือ การลงมาฟังประชาชนจริง ๆ การมาของคณะรัฐมนตรี 5 คน จาก 4 กระทรวง นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีรัฐมนตรีลงพื้นที่สุไหงโก-ลกพร้อมกันขนาดนี้ พี่น้องจะได้เห็นโครงการต่าง ๆ เกิดขึ้นจริง ทั้งเรื่องที่ดินทำกิน เกษตร การศึกษา การพัฒนาสังคม และการท่องเที่ยว ตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรีขอยืนยันว่า ทุกปัญหาที่พี่น้องสะท้อนมา จะถูกสั่งการและแก้ไขทันที ไม่ว่าจำเป็นเรื่องการศึกษา ศ.ดร.นฤมล ก็จะช่วยผลักดันการเรียนรู้และอาชีพในพื้นที่ ส่วนท่านอัครา พรหมเผ่า ก็ดูแลพี่น้องกลุ่มเปราะบาง คนชรา ผู้พิการ

    “ในเรื่องของการท่องเที่ยว ผมในฐานะที่กำกับการท่องเที่ยวและกีฬา และเป็นประธานบอร์ดบริหารกองทุนกีฬา ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้คุยกับพี่น้องไว้แล้วว่า วันที่ 31 ธันวาคมนี้ ท่านอรรถกร รมว.ท่องเที่ยว จะมาร่วม Countdown กับพี่น้องชาวสุไหงโกลก เราจะส่งเสริมให้ สุไหงโกลก, สุคิริน และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ กลับมามีชีวิตชีวา เพราะสมัยผมเป็นเด็ก ๆ ด่านโกลก ตอนเย็นวันศุกร์-อาทิตย์ คนมาเที่ยวแน่นเลย แขกบ้านแขกเมืองมาพักเต็มไปหมด แต่ตอนนี้มันซบเซาไปเยอะ ดังนั้น เราจะทำให้โกลกกลับมาเป็นเมืองท่องเที่ยวชายแดนที่คึกคักอีกครั้ง เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย–มาเลเซีย สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง พม. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เราจะร่วมกันขับเคลื่อนเป็นองคาพยพเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวนราธิวาส และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ทุกคน

    ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ และ พม. ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดยางพารา เมล็ดพันธุ์พืช ต้นกล้า พันธุ์โค–กระบือ และถุงยังชีพ พร้อมบริการจากหน่วยงานรัฐ อาทิ ผ่าตัดทำหมันสุนัข ฉีดวัคซีนฟรี ฝึกอาชีพระยะสั้น ซ่อมรถจักรยานยนต์ ตัดผมฟรี และบูธส่งเสริมการท่องเที่ยวจากภาครัฐ

    นอกจากนี้ ยังมีบูธกิจกรรมจากหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษา อาทิ การผ่าตัดทำหมัน (สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนและได้รับแจ้งให้มารับบริการ)​ และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่สามารถ Walk in มารับบริการได้ จำนวน 200 ตัว, การฝึกอาชีพระยะสั้น ซ่อม จยย., เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และบริการตัดผมฟรี มาให้บริการประชาชนด้วย

    อย่างไรก็ตาม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนหลายพัน รอต้อนรับ ร.อ.ธรรมนัส อย่างอบอุ่น พร้อมร่วมกันตะโกน “ผู้กองธรรมนัสสู้ ๆ” และเสียงปรบมือดังสรั่นทั่วลานสนามกีฬา

    นอกจากนี้ ยังมีป้ายผ้าผืนใหญ่ที่เขียนข้อความว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิด ธรรมนัสย่อมชนะอธรรม สู้ ๆ” และ “แม่ดงรวมใจ ธรรมนัส สู้” พร้อมทั้งมอบดอกกุหลาบ และขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/142314&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw154jm81_CDoqhQGkDKyRgN

  • “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ปัตตานี ฟังเสียงครูปลายด้ามขวาน ย้ำต้องได้รับการดูแลอย่างมีศักดิ์ศรี

    “ธรรมนัส-นฤมล” ลงพื้นที่ปัตตานี ฟังเสียงครูปลายด้ามขวาน ย้ำต้องได้รับการดูแลอย่างมีศักดิ์ศรี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109210&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vp8Lfdnec9BG6ya4PsUp7

  • ตลาดคอนโดฯเบียด  ‘อพาร์ตเมนต์ -หอพัก’ ลดฮวบ นับถอยหลังธุรกิจเสือนอนกิน

    ตลาดคอนโดฯเบียด ‘อพาร์ตเมนต์ -หอพัก’ ลดฮวบ นับถอยหลังธุรกิจเสือนอนกิน

    ตลาดคอนโดฯเบียด ‘อพาร์ตเมนต์ -หอพัก’ ลดฮวบ นับถอยหลังธุรกิจเสือนอนกิน

    การลงทุนพัฒนาอพาร์ตเมนต์หรือหอพักในปัจจุบันอาจจะกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจไปแล้ว จริงอยู่ที่อาจจะมีบางทำเลที่มีหอพัก และอพาร์ตเมนต์เปิดให้บริการใหม่ รวมไปถึงมีการขออนุญาตก่อสร้างอาคารประเภทนี้ใหม่ในทุกๆ ปี แต่ถ้าย้อนไปช่วง 20-30 ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็น1 ในธุรกิจเสือนอนกิน คนมีเงินหรือมีแนวคิดทางธุรกิจจะลงทุนเพื่อก่อสร้างหอพัก และอพาร์ตเมนต์เป็นส่วนใหญ่

    โดยเฉพาะในทำเลที่เป็นชุมชน หรือในทำเลที่ไม่ไกลจากสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาระดับไหนก็ตามแต่ถ้าเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาอาจจะมีจำนวนมากกว่าชัดเจน หรือทำเลที่ไม่ไกลจากแหล่งงานเกินไป

    จำนวนห้องอาจจะไม่มากนักต่อ 1 อาคารอาจจะเพียง 30-50 ห้อง สูงสุดไม่เกิน 70 ห้อง มีแค่บางอาคารเท่านั้นที่มากกว่า 100 ห้อง แต่ว่าอาคารหอพักและอพาร์ตเมนต์เหล่านี้อาจจะมีเจ้าของเป็นคนเดียว ครอบครัวเดียว หรือกลุ่มเดียวกัน และบางทำเลมีหลายเจ้าของ นักลงทุนเข้ามาลงทุนในทำเลเดียวกัน

    บางทำเลมีมากถึงหลักหมื่นห้องเช่น รอบๆ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เอแบค มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือธุรกิจบัณฑิต เป็นต้น รวมไปถึงในทำเลที่เป็นแหล่งงานขนาดใหญ่ เช่น พื้นที่รอบ นิคมอุตสาหกรรม ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดอื่น ทั่วประเทศไทย หรือในทำเลที่มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ เป็นต้น เพราะมีคนวัยทำงานจำนวนมากที่เข้ามาทำงานและต้องการที่พักอาศัย

    ค่าห้องพักอาจจะไม่สูงมากโดยอาจจะเริ่มที่ 1,500 บาทถึงไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งช่วง 10 กว่าปีก่อนหน้านี้ถือว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หรือปลดหนี้สินเชื่อที่เอามาลงทุนได้ในเวลาที่ไม่นานเกินไป และสามารถทำให้เจ้าของหอพัก อพาร์ตเมนต์ ต่างๆ สามารถนำเงินมาต่อเงินได้เรื่อยๆ ปัจจุบันความนิยมของหอพัก และอพาร์ตเมนต์

      อาจจะลดน้อยลงไป หลายๆ อาคารที่เคยคึกคักมีสภาพทรุดโทรมเหมือนเจ้าของไม่สนใจในการดูแล หลายๆ แห่งขายแล้วโดนทุบไปเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียม  แต่ก็มีไม่น้อยที่ยังอยู่และมีคนเข้าพักเต็มหรือเกือบเต็มโดยเฉพาะในทำเลที่ไม่ไกลจากแหล่งงานต่างๆ ไม่ไกลจากสถาบันการศึกษา และมีค่าเช่ารายเดือนที่ไม่สูงเกินไป

     ความนิยมของหอพัก แฟลต อพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพมหานครอาจจะลดลง และแทนที่ด้วยโครงการคอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้นในทำเลเดียวกัน หอพัก แฟลต และอพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพมหานครอาจจะอาจจะมีการเพิ่มขึ้นของอาคารใหม่ๆ ที่ลดลงแต่ถ้าเป็นในส่วนของปริมณฑลรอบๆ กรุงเทพมหานครแล้วยังมีอาคารใหม่ๆ เกิดขึ้นมากกว่า ในส่วนของจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศไทยยังคงมีการขออนุญาตก่อสร้างอาคารที่เป็นแฟลต อพาร์ตเมนต์ และหอพักเพิ่มขึ้น

    โดยเฉพาะจังหวัดที่ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวมากๆ เช่น ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เป็นต้น รวมไปถึงจังหวัดที่มีสถาบันการศึกษาหลายแห่ง หรือจังหวัดขนาดใหญ่ของแต่ละภาคในประเทศไทย เช่น ภูเก็ต นครราชสีมา เชียงใหม่ เป็นต้น

     ในทางกลับกันก็มีหอพัก แฟลต และอพาร์ตเมนต์จำนวนไม่น้อยเช่นกันที่เลิกกิจการแล้วขายที่ดินพร้อมอาคารไปแล้ว เพราะได้เงินจำนวนมากจากการขายที่ดินพร้อมอาคาร เนื่องจากราคาที่ดินที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในทำเลที่ไม่ไลจากสถานีรถไฟฟ้าเส้นทางต่างๆ

    ทั้งในเมืองชั้นใน และพื้นที่กรุงเทพมหานครรอบนอก อีกทั้งกิจการหอพัก แฟลต และอพาร์ตเมนต์ที่ดำเนินกิจการมาก็หลายปีจนอาจจะคืนทุนและแทบไม่มีต้นทุนใหม่ๆ อะไรแล้ว หรือไม่มีคนสืบทอดในการดูแลกิจการเพราะลูกลหานไม่อยากรับหน้าที่ในการดูแลต่อเนื่อง แต่ต้องการขายเพื่อเอาเงินมากกว่า

     หลายทำเลมีโครงการคอนโดมิเนียมมาเป็นคู่แข่งโดยตรง เช่น รอบมหาวิทยาลัย รอบๆ นิคมอุตสาหกรรม และในจังหวัดใหญ่บางจังหวัด บางทำเลรอมหาวิทยาลัยมีคอนโดมิเนียมเปิดขายรวมแล้วไม่ตํ่ากว่า 20,000 ยูนิตในช่วง 10  ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้เช่าให้ความสนใจกับคอนโดมิเนียมมากไม่ต่างจากหอพัก หรืออพาร์ตเมนต์ แม้ว่าค่าเช่าอาจจะสูงกว่าก็ตามแต่สิ่งอำนวยความสะดวกหรือการดูแลรักษาความปลอดภัยดีกว่าจึงดีรับความสนใจจากลุ่มลูกค้าที่แทบจะเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ที่เช่าหอพักและอพาร์ตเมนต์ส่งผลให้หลายๆ ทำเลทั้งอพาร์ตเมนต์และหอพักเริ่มหายไป การขออนุญาตก่อสร้างใหม่ก็ลดลง แต่หลายทำเลทั่วประเทศไทยก็ยังมีอพาร์ตเมนต์ และหอพักใหม่ๆ เกิดขึ้นเช่นกัน เพราะเป็นรูปแบบของที่พักระยะสั้น

    หน้า 20  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,147 วันที่ 9 -12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/643563&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UCSuNosBjLfFVlCrpPPQM