Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดาต้าเซ็นเตอร์ทะลัก! ขอรับส่งเสริมพุ่ง 6.1 แสนล้าน หนุนเศรษฐกิจใหม่ไทย

    ดาต้าเซ็นเตอร์ทะลัก! ขอรับส่งเสริมพุ่ง 6.1 แสนล้าน หนุนเศรษฐกิจใหม่ไทย

    ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 2,622 โครงการ เพิ่มขึ้น 23% และมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมลงทุน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนมากที่สุดคือ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ และยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งถือเป็นสามเสาหลักของเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย

    โดยดิจิทัล เป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ตามการเติบโตของเทคโนโลยี AI และความต้องการบริการคลาวด์ มีมูลค่าเงินลงทุน 612,768 ล้านบาท (119 โครงการ)  ในจำนวนนี้ มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญอย่าง Data Center ระดับโลกจากทั้งยุโรป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และไทย มายื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 34 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 6 แสนล้านบาท นอกจากนี้ มีโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัลและดิจิทัลคอนเทนต์ ยื่นขอรับส่งเสริมจำนวน 79 โครงการ

    ดาต้าเซ็นเตอร์ทะลัก! ขอรับส่งเสริมพุ่ง 6.1 แสนล้าน หนุนเศรษฐกิจใหม่ไทย

    อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 184,078 ล้านบาท (382 โครงการ)  ทิศทางการลงทุนในกลุ่มนี้สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังขยับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปไปสู่อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานมูลค่ากว่า 53,000 ล้านบาท การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB รวมกว่า 35,000 ล้านบาท นอกจากนี้ก็มีการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ากว่า 18,000 ล้านบาท การประกอบและทดสอบชิปกว่า 6,000 ล้านบาท การผลิต Hard Disk Drive และชิ้นส่วนกว่า 4,000 ล้านบาท และการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ 

     ยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่า 70,985 ล้านบาท (229 โครงการ) เช่น การลงทุนปรับปรุงสายการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ทั้งแบบ Hybrid และ BEV รวมกว่า 20,000 ล้านบาท การผลิตยางล้อกว่า 11,000 ล้านบาท การผลิตและซ่อมอุปกรณ์และชิ้นส่วนอากาศยานกว่า 5,000 ล้านบาท และการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ต่างๆ โดยเริ่มมีการลงทุนผลิตระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า เช่น มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ ระบบส่งกำลัง และระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายได้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย

    ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่จะนำประเทศสู่ Go Green เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล มีมูลค่าขอรับการส่งเสริม 74,212 ล้านบาท (300 โครงการ) ยังไม่นับรวมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร การแพทย์ และท่องเที่ยว ที่มีการขอรับส่งเสริมจำนวนมาก

    นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมลงทุน (บีโอไอ))

    “สถิติการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ แสดงให้เห็นถึงคลื่นการลงทุนที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือ PCB และกิจการผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์”

    ทั้งนี้จะเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนให้กับอุตสาหกรรมหลักของไทย อย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ การเพิ่มขึ้นของเม็ดเงินลงทุนนี้จะช่วยหนุนให้เกิดการเติบโตของการจ้างงานบุคลากรไทย การพัฒนาทักษะและเทคโนโลยี การส่งออก รวมถึงการเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยบีโอไอจะเร่งผลักดันโครงการสำคัญให้ลงทุนจริงได้เร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล เพื่อเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/644158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BMeQB-zEJuypgjYd7iww6

  • กรมสรรพากร จับมือ บก.ปอศ. จับ ‘โกงภาษี’ มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้าน

    กรมสรรพากร จับมือ บก.ปอศ. จับ ‘โกงภาษี’ มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้าน

    เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กรมสรรพากรร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกและใช้ใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพิ่มเติม จำนวน 2 แห่ง พบความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

    เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นได้ยึดเอกสารและหลักฐานต่างๆ ที่สงสัยว่าจะมีประโยชน์ต่อการตรวจสอบภาษีอากร และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 9 คน ในความผิดฐาน “ร่วมกันมีเจตนาออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออก” อันเป็นความผิดตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร สืบเนื่องมาจากการสืบสวนขยายผลที่มีการจับกุมตัวบงการและเครือข่ายการฉ้อโกงภาษี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ. และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร จำนวนรวมกว่า 80 นาย เปิดปฏิบัติการ “จบเกมส์กลโกงภาษี” หรือ “Anti Tax Fraud Operation Phase 2” เข้าจับกุมกลุ่มเครือข่ายที่ได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าว

    ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “สืบเนื่องจากการตรวจค้นจับกุมเครือข่ายกลุ่มผู้กระทำความผิด กรณีมีการออกใบกำกับภาษีระหว่างกันในกลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างยอดขายและยอดซื้อโดยไม่ได้มีการประกอบการจริง และจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นเพื่อประกอบกิจการส่งออกและขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ได้มีการซื้อขายสินค้าระหว่างกันจริง

    ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างความเสียหายให้แก่รัฐเป็นอย่างมาก โดยผู้ที่ออกและใช้ใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าระหว่างกันจริง ต้องรับผิดทางแพ่งและมีโทษทางอาญา โดยกรณีการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นความผิดอาญาตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี เป็นความผิดอาญา ตามมาตรา 90/4 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสองแสนบาท

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/police-rd-catch-major-tax-fraud/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QCUGw0keeOqhDeto96D_u

  • นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง

    นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง

    เช้าวานนี้ (14 พฤศจิกายน) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ณ มหาศาลาประชาชนกรุงปักกิ่ง

    หลี่เฉียงกล่าวว่า จีนและไทยเป็นญาติที่ดี เพื่อนที่ดีและหุ้นส่วนที่ดี ขณะที่สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบรรลุความรับรู้ร่วมกันสำคัญ ‘จีน-ไทยใช่อื่นไกล’ จะรักษาการไปมาหาสู่กันชั้นสูงกับไทย เสริมสร้างมิตรไมตรีความปรองดอง สนับสนุนต่อกันอย่างแน่วแน่ กระชับความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์แก่กันให้ลงลึกยิ่งขึ้น ผลักดันให้การสร้างสรรค์ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีนกับไทยประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น สร้างความผาสุกมากยิ่งขึ้นให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

    นายกรัฐมนตรีจีนยังกล่าวว่า เศรษฐกิจจีนและไทยมีส่วนเกื้อกูลกันค่อนข้างสูง จีนยินดีร่วมกับฝ่ายไทย ขยายการค้าทวิภาคีและการลงทุนต่อกัน ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การบินและการบินอวกาศ เป็นต้น โดยจีนและไทยอยู่ใกล้กัน มีวัฒนธรรมที่คล้ายกัน สองฝ่ายควรกระชับความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สร้างพื้นฐานมิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสว่า ไทยกับจีนมีมิตรภาพที่สืบทอดกันมาอย่างแน่นแฟ้น ผลสำเร็จของความร่วมมือในด้านต่างๆ มีมากมาย มีอนาคตกว้างขวาง ไทยชื่นชมเศรษฐกิจและสังคมจีนที่ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในปีหลังๆ นี้ ยินดีเสริมการไปมาหาสู่กันอย่างเป็นมิตรกับจีน กระชับความร่วมมือที่มุ่งสู่หนทางของการพัฒนาร่วมกัน

    อ้างอิง:

    • สำนักข่าวซินหัว

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/king-meets-china-premier-beijing/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37YfQXvxhsyycUDrU93iQZ

  • มะกันออกลาย “กต.” ผิดหวังแรง ผู้แทนการค้าสหรัฐ แจ้งระงับเจรจากรอบภาษี จนกว่าไทยจะกลับสู่ข้อตกลงปฏิญญาสันติภาพ | TOPNEWS

    มะกันออกลาย “กต.” ผิดหวังแรง ผู้แทนการค้าสหรัฐ แจ้งระงับเจรจากรอบภาษี จนกว่าไทยจะกลับสู่ข้อตกลงปฏิญญาสันติภาพ | TOPNEWS

    ทั้งนี้ ไทยยังคงยินดี และตระหนักในบทบาทที่สร้างสรรค์ของสหรัฐ ในการสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาลดความตึงเครียดระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนตามที่ปรากฏในการหารือระหว่างนายอนุทิน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยไทยจะเดินหน้าบนผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญที่มุ่งสู่สันติภาพ

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการรับมือในการจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯ หลังจากนี้ นายนิกรเดช ระบุว่า นายอนุทินชี้แจงไปยังประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าจุดยืนของไทยมีความตั้งใจในการแยกแยะเรื่องชายแดน และการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยไทยมีประสงค์จะขอให้สหรัฐฯ แยกเรื่องนี้ออกด้วยเช่นกัน และมุ่งมั่นที่จะเจรจาการค้าเสรีกับสหรัฐฯ ต่อ ทั้งจะพยายามใช้กลไกทวิภาคีหารือกับกัมพูชา

    นายนิกรเดช เปิดเผยอีกว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงถึงความเข้าใจหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้แจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ รวมถึงมีการรับปากที่จะไปพูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ อีกทั้งจากการที่นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ว่าหากจัดการทุ่นระเบิดได้ จะขอลดภาษี ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตอบรับแบบเชิงหยอกล้อว่าจะไปทำให้ด้วยความยินดี

    ส่วนการดำเนินการต่อจากนี้ นายนิกรเดช ระบุว่า กระทรวงด้านเศรษฐกิจ จะดำเนินการเจรจาภาษีต่อไป อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศก็หวังว่าการเจรจากับประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะช่วยกดดันให้กัมพูชาเข้าใจถึงเป้าประสงค์ประเทศไทยที่วางไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1392017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00_O2blhJAZWRjX31zVoAQ

  • ‘ชุมพร’เมืองประตูสู่ภาคใต้ เสน่ห์แห่งทะเลและไลฟ์สไตล์ชุมชนจุดยุทธศาสตร์พลังงานภูมิภาค

    ‘ชุมพร’เมืองประตูสู่ภาคใต้ เสน่ห์แห่งทะเลและไลฟ์สไตล์ชุมชนจุดยุทธศาสตร์พลังงานภูมิภาค

    “ชุมพร” ชื่อนี้อาจเป็นภาพจำของประตูสู่ภาคใต้ สำหรับนักเดินทาง แต่หากได้ลองแวะพักและสัมผัสอย่างลึกซึ้ง จังหวัดริมฝั่งอ่าวไทยแห่งนี้จะเผยให้เห็นเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ ท้องทะเลสวยงาม หาดทรายทอดยาว ประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจ หรือพื้นที่ชุมชนเข้มแข็งที่ยังคงรักษาท้องทะเลให้อุดมสมบูรณ์ และบทบาทสำคัญในฐานะ “จุดยุทธศาสตร์” ทั้งด้านการท่องเที่ยวและระบบพลังงานของภูมิภาค

    ไหว้สักการะ “ศาลกรมหลวงชุมพร” จุดเริ่มต้นของการเดินทางด้วยความเป็นสิริมงคล เมื่อพูดถึงชุมพรคงไม่มีใครไม่รู้จัก พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ “เสด็จเตี่ย” ของพี่น้องชาวทะเลทั่วประเทศ ศาลกรมหลวงชุมพรบริเวณหาดทรายรี เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องแวะสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนออกเดินทางท่องเที่ยวในเมืองชุมพร บรรยากาศริมทะเลที่สงบและเรียบง่าย ทำให้ที่นี่กลายเป็นแลนด์มาร์กเชิงจิตใจที่อบอุ่นที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ เพื่อเตรียมพร้อมจะเดินทางต่อไปยังสถานที่ต่อไปอย่างหาดวัวแล่น…

    คลื่นเบาๆ กับจังหวะชีวิตที่ผ่อนคลาย “หาดวัวแล่น” ขึ้นชื่อเรื่องน้ำทะเลใสและความสงบ เหมาะสำหรับการพักผ่อนในแบบไลฟ์สไตล์ชิลๆ จะนั่งจิบกาแฟริมทะเล เล่นน้ำ หรือดำน้ำตื้นชมฝูงปลาสีสันสดใสก็มีให้เลือกครบ ที่นี่โดดเด่นด้วยแนวแก่งหินใต้น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่ง ทำให้เป็นสวรรค์ของสายดำน้ำมือใหม่และผู้ที่ชื่นชอบความงดงามของโลกใต้ทะเล โดยไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงเกาะใหญ่ๆ รวมทั้งยังมีชายหาดที่ทอดยาวหลายร้อยเมตรเหมาะสำหรับเดินเล่นชิลๆ ได้ทุกช่วงเวลา

    อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำชุมพร สถานที่ที่ทำหน้าที่อนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาทรัพยากรทางทะเลของภูมิภาค ผู้มาเยือนจะได้เรียนรู้เรื่องพันธุ์ปลาหลากชนิด การเพาะพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจ และบทบาทสำคัญของการอนุรักษ์ให้ท้องทะเลชุมพรยังคงอุดมสมบูรณ์ รวมถึงกิจกรรมยอดนิยมอย่าง “ปล่อยปลาคืนสู่ถิ่น” ที่หลายองค์กร นักท่องเที่ยว และคนในชุมชนมาร่วมทำกันเป็นประจำ โดยพื้นที่ศูนย์วิจัยยังอยู่ใกล้กับ ชุมชนประมงเรือเล็กอ่าวยอ

    ที่ อ่าวยอ คุณจะได้สัมผัสวิถีของกลุ่มประมงเรือเล็กที่ยังคงอนุรักษ์วิธีการทำประมงแบบดั้งเดิม ไม่ทำลายทรัพยากรทะเล การปล่อยพันธุ์ปลาคืนสู่ถิ่นของที่นี่จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่ยั่งยืนของคนในชุมชน การได้พูดคุยกับชาวบ้านริมอ่าวยอทำให้เห็นชัดว่าความอุดมสมบูรณ์ของทะเลเริ่มต้นจากความร่วมมือเล็กๆ ที่ทำเป็นประจำทุกวัน โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน คือ การรักษาท้องทะเลให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

    แต่ความสำคัญของชุมพรไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม หรือมีวิถีชุมชนที่น่าสนใจ แต่ยังมีบทบาทด้านพลังงานที่สะท้อนให้เห็นว่าไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่คือโครงสร้างสำคัญของประเทศ นั่นคือ “หัวใจของระบบกระจายน้ำมันภาคใต้”

    คลังน้ำมัน PT ศูนย์กลางกระจายน้ำมันขนาดใหญ่ของภาคใต้ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ายาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดชุมพร ด้วยความจุกว่า 26.5 ล้านลิตร ถือเป็นคลังน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด 11 แห่งของบริษัท PTG คลังแห่งนี้ทำหน้าที่สำคัญมาก คือ รับน้ำมันจากโรงกลั่นไทยออยล์และไออาร์พีซี จัดเก็บและกระจายไปยังสถานีบริการ PT ทั่วภาคใต้ สนับสนุนภาคธุรกิจ ค้าส่ง และภาคอุตสาหกรรม เรียกได้ว่า น้ำมันที่เราใช้เดินทางท่องเที่ยวในภาคใต้จำนวนไม่น้อยมีจุดเริ่มต้นจากคลังน้ำมันแห่งนี้นั่นเอง

    รวมทั้งชุมพรยังมี คลังน้ำมัน IRPC โครงสร้างสำคัญที่เสริมความมั่นคงพลังงานภาคใต้ โดยคลังน้ำมัน IRPC ชุมพร มีถังเก็บผลิตภัณฑ์จำนวน 8 ใบ ความจุรวม 9.7 ล้านลิตร พร้อมท่าเทียบเรือ 1 ท่า สำหรับขนถ่ายสินค้าทางเรือโดยเฉพาะ คลังนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ช่วยจัดเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมให้ลูกค้าในภาคใต้และจังหวัดใกล้เคียง เป็นฟันเฟืองสำคัญที่สนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงาน เศรษฐกิจฐานราก การคมนาคมและการท่องเที่ยวของภูมิภาค

    ชุมพร…ศูนย์กลางพลังงานที่ทำให้ภาคใต้เดินหน้า เมื่อได้เห็นภาพรวมของคลังน้ำมันทั้ง PT และ IRPC จะยิ่งเข้าใจว่าทุกหยดน้ำมันที่ส่งถึงมือประชาชนเกิดจากโครงสร้างพื้นฐานที่รัดกุม ระบบบริหารจัดการที่ได้มาตรฐาน ความร่วมมือของภาครัฐ-เอกชน นโยบายพลังงานที่ช่วยหนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้ชุมพรกลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์พลังงานภาคใต้” ที่ขับเคลื่อนทั้งการท่องเที่ยว การเดินทาง และเศรษฐกิจในทุกมิติ

    ปลายทางของความสุข และต้นทางของพลังงานที่ยั่งยืน…การเดินทางครั้งหนึ่งในชุมพรอาจทำให้คุณได้มากกว่าภาพทะเลสวยๆ นั่นคือการได้เรียนรู้วิถีชุมชน การอนุรักษ์ท้องทะเล และโครงสร้างพลังงานที่ช่วยให้ภูมิภาคเติบโตอย่างมั่นคง

    ชุมพรจึงเป็นจังหวัดที่ผสานเรื่องราวของธรรมชาติ-ผู้คน-วิถีชีวิต-พลังงานไว้อย่างงดงาม เป็นปลายทางที่ควรไปเยือนสักครั้ง… และเมื่อได้ไปแล้วเชื่อว่าหลายคนจะอยากกลับมาอีกแน่นอน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581-news/896552/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XSU3otovpddl5UpUcF-8s

  • ททท. ร่วมผลักดันการท่องเที่ยวทางการบิน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวของเอเชียแปซิฟิก

    ททท. ร่วมผลักดันการท่องเที่ยวทางการบิน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวของเอเชียแปซิฟิก

    ททท. ร่วมผลักดันการท่องเที่ยวทางการบิน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวของเอเชียแปซิฟิก

    ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่สมาคมสายการบินแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (AAPA) ครั้งที่ 69 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญที่รวมผู้นำสายการบินระดับภูมิภาคร่วมหารืออนาคตของอุตสาหกรรมการบินในศตวรรษที่ 21

    การประชุมครั้งนี้มีส่วนสำคัญในการ ผลักดันให้ประเทศไทยตอกย้ำศักยภาพด้านการบินระดับโลก และเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านเส้นทางบินระหว่างประเทศ รวมถึง ททท. ยังใช้โอกาสนี้ต่อยอดความร่วมมือกับสายการบินชั้นนำ ดังนี้
    ✅ ส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มความถี่เที่ยวบินสู่ประเทศไทย
    ✅ ผลักดันความร่วมมือด้านการตลาดการบิน (Aviation Marketing Cooperation)
    ✅ สร้างเครือข่ายพันธมิตรกับสายการบินระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดท่องเที่ยวโลก
    ✅ ขยายความร่วมมือในโครงการด้านความยั่งยืน (Sustainable Tourism) ให้สอดคล้องกับแนวทางการบินสีเขียวของภูมิภาค

    นอกจากนี้เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่ ททท. สร้างความเชื่อมั่นไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง พร้อมร่วมจัดกิจกรรม One-day Trip สำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 โดยจะเดินทางไปเยี่ยมชมวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) และล่องเรือชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

    ททท. เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมจุดแข็งของประเทศไทยให้ก้าวสู่ “Avaiation Hub” พร้อมยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยในแบบ “Amazing Thailand : Healing is the New Luxury” อย่างแท้จริง

    #amazingthailand
    #AvaiationHub
    #AmazingThailandHealingistheNewLuxury

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/972341&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k6MYdE-8QZDmiZFRYM4IK

  • รวมปรากฏการณ์ K-Content จากยุคแดจังกึม ถึงรายการไม่มีบท

    รวมปรากฏการณ์ K-Content จากยุคแดจังกึม ถึงรายการไม่มีบท

    อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้สร้างเม็ดเงินมหาศาลและกลายเป็นพลังสำคัญที่ผลักดัน “กระแสเกาหลี” หรือ Korean Wave (Hallyu) ให้ขยายตัวไปทั่วโลก ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นทั้งความนิยมในคอนเทนท์เกาหลีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากเดิมที่เป็นธุรกิจขนาดเล็กซึ่งมุ่งผลิตผลงานเพื่อผู้ชมภายในประเทศ สู่การเติบโตเป็นอุตสาหกรรมระดับโลกที่สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ และมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมนานาชาติ 

    กระแสเกาหลียังสร้างผลประโยชน์ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ เช่น ธุรกิจความงาม ธุรกิจอาหาร การท่องเที่ยว และอีกมากมาย

    Frontier Economic ระบุว่า ผลงานจำนวนมากประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในช่วงปี 2019–2022 โดยคอนเทนท์ที่ผลิตในประเทศครองส่วนแบ่งรายได้จากการฉายภาพยนตร์เกาหลีถึง 53% ขณะที่พฤติกรรมผู้ชมชาวเกาหลีมากกว่า 80% นิยมรับชมคอนเทนท์ท้องถิ่นผ่านบริการวิดีโอ ทั้งแบบบอกรับสมาชิกและแบบมีโฆษณาคั่น สะท้อนความนิยมที่แข็งแกร่งของผลงานที่ผลิตในประเทศอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้อุตสาหกรรมเคคอนเทนท์ยังถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออกของเกาหลีใต้ และยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2021 มีรายได้จากการส่งออกสูงถึง 16 ล้านล้านวอน (421,600 ล้านบาท) รายได้หลักมาจาก ภาพยนตร์และสถานีโทรทัศน์ ซึ่งทำเงินกว่า 16 ล้านล้านวอน (ประมาณ 25,840 ล้านบาท)

    กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ตั้งเป้าว่า ภายในปี 2027 จะผลักดันให้การส่งออกคอนเทนท์ เติบโตเป็นสองเท่า แตะระดับ 32.3 ล้านล้านวอน (ประมาณ 850,000 ล้านบาท)

    ความสำเร็จเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ และยังเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้านโยบายต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมคอนเทนท์และธุรกิจอื่น ๆ ตลอดมา รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีทางการค้า การคุ้มครองลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ

    ย้อนรอยปรากฏการณ์ความสำเร็จของ K-Content ตั้งแต่ยุค 1990 มีอะไรบ้าง 

    • ปี 1997 ซีรีส์เรื่อง First Love ของ KBS เป็นละครเกาหลีเรื่องแรกที่ถูกส่งออกไปยังประเทศจีนอย่างเป็นทางการ 
    • ปี 2003 ละครอิงประวัติศาสตร์เรื่อง “แดจังกึม” (Dae Jang Geum) จอมนางแห่งวังหลวง ของช่อง MBC ถูกส่งออกไปยัง 91 ประเทศ แล้วก็ยังมีเรื่อง Winter Sonata (เพลงรักในสายลมหนาว) ได้ปลุกกระแสเกาหลี ในประเทศญี่ปุ่น โดยสถานที่สำคัญที่ปรากฏในละครอย่างเกาะนามิ ได้กลายเป็นสถานที่ยอดนิยม สำหรับนักท่องเที่ยว 
    • ปี 2012 เพลง Gangnam Style ของ PSY ถูกเผยแพร่บนยูทูป เป็นมิวสิควิดิโอแรกที่มียอดชมทะลุ 1,000 ล้านวิวในอุตสาหกรรมเพลงของเกาหลี
    • ปี 2016 Descendants of the Sun (ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ) ละครที่ออกอากาศพร้อมกันในประเทศเกาหลีและจีน และถูกส่งออกไปยัง 32 ประเทศ ความสำเร็จของละครเรื่องนี้ได้สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) กว่า 1 ล้านล้านวอน (ประมาณ 26,276 ล้านบาท)
    • ปี 2019 BLACKPINK เป็นศิลปินวงเกิร์ลกรุ๊ป KPOP วงแรกที่ได้ขึ้นแสดงเทศกาลดนตรี Coachella ในสหรัฐอเมริกา 
    • ปี 2020 วง BTS ศิลปินเกาหลี KPOP กลุ่มแรกที่ติดอันดับ 1 บนชาร์ต BillBoard Hot 100 ของสหรัฐอเมริกา ด้วยเพลง Dynamite ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ Parasite เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเรื่องแรกที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) ในงานออสการ์และกวาดรางวัลทั้งหมด 4 รางวัล
    • ปี 2021 Squid Game เผยแพร่ทาง Netflix เป็นซีรีส์ที่มีการเข้าชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลี
    • ปี 2022 Big Bet ซีรีส์เกาหลีที่ได้รับความนิยมสูงสุดบน Disney+ หลังจากเปิดตัวบนแพลตฟอร์มไม่นาน ก็ได้รับคะแนน IMDB สูงสุดในบรรดาซีรีส์เกาหลี
    • ปี 2023 The Glory รายการโทรทัศน์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ติดอันดับ Top 10 ใน 91 ประเทศ ที่มีผู้ชมมากกว่า 123 ล้านคน หลังการออกฉายเพียง 2 สัปดาห์ รวมไปถึงผู้ชมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 9 ล้านคน รวมถึง Physical :100 เป็นรายการไม่มีบท (Unscripted) เกาหลีรายการแรกที่ติดชาร์ตระดับโลกของ Netflix สำหรับรายการที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ โดยครองอันดับ 1 เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และยังติด Top 100 ใน 78 ประเทศทั่วโลก 

    และทั้งหมดนี้คือปรากกฏการณ์ที่เด่นชัดในเกาหลีใต้จากการผลักดันของรัฐบาล ยังไม่นับรวมการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ผ่านคอนเทนต์ ทั้งด้านอาหาร K-beauty เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับวงการคอนเทนต์ไทย ที่มีศักยภาพ ไม่แพ้กัน 

    Source : Frontier Economic, งาน Thailand’s Success Stories 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733515&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yTLlIySg-OVb9SHT_Pknc

  • ‘รฟท.’ ดัน ‘รถไฟทางคู่สายใต้ นครปฐม – ชุมพร’ กวาดรายได้ท่องเที่ยว 72 ล้าน

    ‘รฟท.’ ดัน ‘รถไฟทางคู่สายใต้ นครปฐม – ชุมพร’ กวาดรายได้ท่องเที่ยว 72 ล้าน

    นายอนันต์  โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เร่งรัดดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แล้วเสร็จตามแผนงาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อปฏิรูประบบการขนส่งทางรางของประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ และเพิ่มความตรงต่อเวลา 

    ‘รฟท.’ ดัน ‘รถไฟทางคู่สายใต้ นครปฐม - ชุมพร’ กวาดรายได้ท่องเที่ยว 72 ล้าน

    สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงนครปฐม – ชุมพร ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างชะอำและหัวหิน ปัจจุบันได้เปิดใช้งานทางคู่ตลอดเส้นทางแล้ว โดยใช้ระบบทางสะดวกอิเล็กทรอนิกส์ (E-token) แม้ความคืบหน้าของโครงการโดยรวมอยู่ที่ 72.491% คาดว่าจะเปิดใช้งานได้เต็มระบบในปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางลงสู่ภาคใต้ได้อย่างมาก 

    ส่วนระยะถัดไปจะขยายเส้นทางลงสู่ภาคใต้ตอนล่าง ในช่วงสุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น เพื่อเชื่อมโยงฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน (เกาะสมุย-ภูเก็ต) พร้อมทั้งพัฒนาสถานีชุมทางหาดใหญ่และ ปาดังเบซาร์ให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า (Container Yard) เพื่อเชื่อมต่อชายแดนและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค

    ‘รฟท.’ ดัน ‘รถไฟทางคู่สายใต้ นครปฐม - ชุมพร’ กวาดรายได้ท่องเที่ยว 72 ล้าน

    ขณะที่ผลการดำเนินงานรถไฟนำเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) มีนักท่องเที่ยวใช้บริการทั้งสิ้น 186,488 คน สร้างรายได้รวม 72.13 ล้านบาท โดยรายได้หลัก 66.55 ล้านบาท มาจากการจัดเดินขบวนรถนำเที่ยว ซึ่งขบวนที่ทำรายได้สูงสุดคือ ขบวน Royal Blossom (28.46 ล้านบาท) และขบวน KIHA 183 (21.58 ล้านบาท)
     

    ทั้งนี้ รฟท. มีบริการขบวนรถท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ทั้งขบวนรถที่วิ่งประจำวันเสาร์-อาทิตย์ (เช่น สวนสนประดิพัทธ์, น้ำตกไทรโยคน้อย), ขบวนรถจักรไอน้ำที่ให้บริการใน 7 โอกาสพิเศษตลอดปี และขบวนรถนำเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ตามฤดูกาล (พ.ย.-ม.ค.) 

    นอกจากนี้ รฟท. ยังมีรายได้จากแพคเกจนำเที่ยวร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 5.58 ล้านบาท และรายได้สนับสนุนการท่องเที่ยวอื่น ๆ อีก 40.49 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการให้บริการเช่าเหมาขบวน 39.29 ล้านบาท และการลากจูงขบวนรถของมาเลเซีย 1.20 ล้านบาท

    ‘รฟท.’ ดัน ‘รถไฟทางคู่สายใต้ นครปฐม - ชุมพร’ กวาดรายได้ท่องเที่ยว 72 ล้าน

    นายอนันต์ กล่าวต่อว่า แผนงานพัฒนาการท่องเที่ยวทางรถไฟในปีงบประมาณ 2569 รฟท. จะมุ่งขยายฐานการตลาด โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนสามารถเช่ารถเหมาขบวนเพื่อจัดทริปท่องเที่ยวได้เองตลอดทั้งปี พร้อมทั้งจะพัฒนาโครงการ “Scenic routes” และ “Luxury route” โดยใช้รถโดยสารปรับอากาศชั้นดีจัดทริปในเส้นทางธรรมชาติที่สวยงามไปยังทุกภูมิภาคต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศและก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น  

    สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อีกทั้ง เป็นการเพิ่มการใช้บริการทางรถไฟ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยใช้ศักยภาพทางด้านระบบขนส่งสาธารณะของประเทศเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปีอีกด้วย
     

    สำหรับภาพรวมความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 จำนวน 7 เส้นทาง เปิดให้บริการไปแล้ว 5 เส้นทาง ประกอบด้วย 

    ‘รฟท.’ ดัน ‘รถไฟทางคู่สายใต้ นครปฐม - ชุมพร’ กวาดรายได้ท่องเที่ยว 72 ล้าน

    1. ช่วงชุมทางฉะเชิงเทรา–คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร
    2. ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร
    3. ช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 169กิโลเมตร
    4. ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84กิโลเมตร
    5. ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167กิโลเมตร

    ส่วนอีก 2 เส้นทาง ที่เปิดใช้งานเกือบเต็มระบบ ได้แก่ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร เปิดใช้เส้นทางเมื่อเดือน พฤษภาคม 2568 และจะเปิดใช้เต็มระบบในวันที่ 5 ธันวาคม 2568 และช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มระบบในปี 2570

    ขณะเดียวกัน รฟท. ยังได้เดินหน้าโครงการก่อสร้างเส้นทางคู่สายใหม่เพื่อเชื่อมโยงการค้าภูมิภาค โดยโครงการช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ทั้ง 3 สัญญา มีความคืบหน้าเร็วกว่าแผนงานโดยเฉลี่ย 3-4% ขณะที่โครงการช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ทั้ง 2 สัญญา มีความคืบหน้า 61.095% ปัญหาเนื่องจากการเวนคืนที่ดิน ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างได้ล่าช้า

    นอกจากนี้รฟท.ยังมุ่งมั่นพัฒนาขบวนรถท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางราง กระตุ้นให้เกิดการเดินทางไปยังชุมชนต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ซึ่งเป็นการกระจายรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดย รฟท. ได้เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องและปัจจุบันได้เปิดให้บริการขบวนรถพิเศษเพื่อการท่องเที่ยวเป็นประจำ ทั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์และในโอกาสพิเศษต่าง ๆ  
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/644017&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CeBCacdk54qLbizTpi4Vw

  • เพื่อไทย เหน็บรัฐบาลอนุทิน ไร้เดียงสาทางการทูต ถาม ปชน. ร้ายแรงพอซักฟอกรึยัง

    เพื่อไทย เหน็บรัฐบาลอนุทิน ไร้เดียงสาทางการทูต ถาม ปชน. ร้ายแรงพอซักฟอกรึยัง

    เพื่อไทย เหน็บรัฐบาลอนุทิน ไร้เดียงสาทางการทูต ถาม ปชน. ร้ายแรงพอซักฟอกรึยัง

    “ขัตติยา” ซัดรัฐบาลไร้เดียงสาทางการทูต คำพูดนายกฯ กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ หลังสหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษีการค้า ด้านโฆษกเพื่อไทย ชี้รัฐบาลบริหารพลาดจนประเทศ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ถามพรรคร่วมฝ่ายค้านเพียงพอต่อการซักฟอกรึยัง

    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อและรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่าน X ถึงกรณี สหรัฐฯ ขอระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย – สหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว เพื่อรอฟังคำมั่นจากฝ่ายไทยว่าจะกลับเข้าสู่ Joint Declaration ไทย–กัมพูชา ว่า ไม่น่าเชื่อว่าคณะรัฐมนตรี ที่ประกาศตัวว่า “เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ” จะไร้เดียงสาทางการเมืองระหว่างประเทศ จนไม่เข้าใจว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ย่อมต้องตอบสนองต่อสัญญาณทางการเมืองจากคำพูดที่ขาดความรับผิดชอบของนายกฯ ไทยเอง การสื่อสารที่ผิดจังหวะเพียงครั้งเดียวอาจทำให้สถานการณ์นี้แย่ลงไปในทันที

    ในโลกที่เศรษฐกิจเชื่อมถึงกันทุกมิติ ความมั่นคงของชาติไม่ได้มีแค่เรื่องอธิปไตย แต่รวมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การส่งออก และความเชื่อมั่นจากคู่ค้าระดับโลกด้วย สหรัฐคือคู่ค้าสำคัญของเศรษฐกิจไทยมายาวนาน คำพูดหรือท่าทีที่ไม่รอบคอบของผู้นำประเทศ จึงมีผลต่อห่วงโซ่เสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่แรงงาน ผู้ประกอบการรายเล็ก ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

    “พูดแล้วทำ” เป็นเรื่องดี แต่ถ้าทำออกมาแย่กว่าสิ่งที่พูด หรือพูดแล้วทำให้สถานการณ์แย่ลง ก็อยู่เฉย ๆ แล้วเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลยังอาจเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่าเสียอีก และหากรัฐบาลนี้ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติในทุกด้านได้ตามที่ตัวเองประกาศไว้จริง ก็ถึงเวลาต้องพิจารณาอย่างจริงจังว่าท่านยังสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่

    ด้าน นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แสดงความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่าทุกฝ่ายต่างมีความรักชาติไม่ต่างกัน แต่ความแตกต่างด้าน “วิธีบริหาร” คือสิ่งที่กำลังสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศ และผลของการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพได้ทำให้ไทยตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ต้องเผชิญแรงกดดันทั้งจากกัมพูชาและสหรัฐฯ ในเวลาเดียวกัน ทั้งที่รัฐบาลสามารถจัดการสถานการณ์ได้ดีกว่านี้โดยไม่เปิดช่องให้ไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

    โฆษกเพื่อไทยชี้ว่า แม้บางฝ่ายอาจไม่เห็นด้วยกับท่าทีของสหรัฐฯ แต่ข้อเท็จจริงคือมูลค่าการค้ากว่า 3 ล้านล้านบาท ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนเอกสาร หากแต่คือชีวิตของประชาชนหลายสิบล้านคนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในมิติด้านอธิปไตย เศรษฐกิจ รวมถึงความร่วมมือสำคัญอย่างการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ ซึ่งอาจชะงักลงจากความตึงเครียดทางการทูตที่เกิดขึ้น

    นายศึกษิษฏ์ ยังตั้งคำถามไปยังพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า ทั้งกรณีนี้และอีกหลายเหตุการณ์ที่ถือว่าร้ายแรง “เพียงพอแล้วหรือไม่” สำหรับการไว้วางใจให้รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศต่อไป

    ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ เวลา 10.00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2895826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P-44OeQmWwKWxFkhioFst

  • รัฐบาลย้ำชัด “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ยังไม่เริ่ม เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

    รัฐบาลย้ำชัด “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ยังไม่เริ่ม เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

    คนละครึ่งเฟส 2 เริ่มหรือยัง
    แฟ้มภาพ

    โฆษกรัฐบาลยัน คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ยังไม่เริ่ม รอเคาะรายละเอียด ขออย่าเชื่อข่าวปลอม แนะตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ส่วนเฟส 1 ใช้จ่ายยาวถึง 31 ธันวาคม 2568 นี้

    วานนี้ (14 พ.ย.68) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยัน โครงการคนละครึ่ง พลัส ปัจจุบัน ยังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการในเฟส 1 และยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดของการดำเนินโครงการในเฟส 2 ตามที่มีกระแสข่าวออนไลน์ว่า รัฐบาลประกาศเริ่ม โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 แล้วนั้น

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการดำเนินโครงการเฟส 2 ยังไม่มีการกำหนดรายละเอียด อยู่ระหว่างการออกแบบระบบและแนวทางจัดสรรสิทธิ โดยหากมีข้อมูลที่ชัดเจนจะมีการประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการต่อไป เช่น เว็บไซต์ กระทรวงการคลัง mof.go.th หรือเว็บไซต์โครงการคนละครึ่งพลัส www.คนละครึ่งพลัส.com

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่เริ่มให้ใช้ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนตุลาคม 2568 ดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เนื่องจากคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้จากนโยบายคนละครึ่ง พลัส รวมกับนโยบายอื่น โดย 16 วันแรกของเฟส 1 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น. มียอดการใช้จ่ายสะสม รวมทั้งสิ้นกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท และมีประชาชนใช้สิทธิครบเต็มจำนวนแล้ว 626,036 ราย

    “ปัจจุบันมีข่าวปลอมเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการของรัฐจำนวนมาก สร้างความสับสนให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง ขอให้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการที่เชื่อถือได้ สำหรับเฟส 1 ประชาชนสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ผ่าน G Wallet ในแอปฯ “เป๋าตัง” ทั้งกับร้านค้าปกติหรือผ่าน Food Delivery Platform โดยในแต่ละวันไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายให้เต็มสิทธิ 200 บาท” นายสิริพงศ์ ทิ้งท้าย.

    รัฐบาลแจ้งประชาชน คนละครึ่งพลัสยังไม่เริ่ม
    แฟ้มภาพ
    เผยศึก
    คนละครึ่งพลัส
    คนละครึ่งเฟส 2 ยังใช้ไม่ได้เพราะยังไม่ได้เริ่มโครงการ
    แฟ้มภาพ

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Pachara

    Pachara

    นักเขียนประจำที่ Thaiger จบการศึกษาด้านศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เคยผ่านประสบการณ์ผู้สื่อข่าวกีฬา เริ่มเขียนบทความกับ Thaiger ตั้งแต่ปี 2021 วิ่งกับการอ่านหนังสือ คือ กิจกรรมที่สนใจเป็นพิเศษ ช่องทางติดต่อ pachara@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1487069/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tLq78vdQrj_XQ5YBGTUAF