Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ข่าว

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    16 พฤศจิกายน 2025 – 09:01

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก เดินหน้าโมเดล “ฝ่า–ฟัน–ดึง–ดัน” หนุนชุมชน–SMEs โตอย่างยั่งยืน

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ดันอาชีพเสริม สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน” ภายใต้โครงการยกระดับอุตสาหกรรมภูมิภาค โดยเปิดสอนอาชีพทำ กะปิหวานทรงเครื่อง และ หมี่กรอบทรงเครื่อง ให้ประชาชนอำเภอดอนสักกว่า 300 คน เพื่อเพิ่มทักษะ สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามยุทธศาสตร์ “ฝ่า–ฟัน–ดึง–ดัน”

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐมนตรีอุตสาหกรรมระบุว่า โครงการนี้สอดรับกับนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่สั่งให้ทุกกระทรวง “ช่วยประชาชนให้ได้ผลจริง เห็นผลเร็ว และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม” โดยตั้งเป้าพัฒนาดอนสักเป็น พื้นที่นำร่อง สู่การต่อยอดอาชีพ–ตลาดสินค้าเชื่อมโยงกับภาคท่องเที่ยว ก่อนขยายไปยังทุกอำเภอของสุราษฎร์ธานี

    ในเวทีเปิดงาน นายธนกร ย้ำภารกิจหลักของกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับ SMEs และวิสาหกิจชุมชน โดยเชื่อว่าการพัฒนาทักษะผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติ จะช่วยให้ประชาชนนำไปต่อยอดสร้างรายได้จริง สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน

    พร้อมเปิดรับฟังข้อเสนอจากผู้นำชุมชนในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนให้ตรงความต้องการของประชาชนมากที่สุด

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    หลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นายธนกรและคณะได้ลงพื้นที่เยี่ยมชม บริษัท เอ็นเอสซี ซีฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตอาหารทะเลและผลิตภัณฑ์เนื้อปูม้าชั้นนำของอำเภอดอนสัก ซึ่งผ่านเกณฑ์เป็น โรงงานอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 2 โดยการเยี่ยมชมครั้งนี้เปิดโอกาสให้กระทรวงนำข้อมูลไปใช้พิจารณามาตรการด้านเทคโนโลยีและการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบในอนาคต

    คณะรัฐมนตรีอุตสาหกรรมยังได้เดินทางต่อไปยังอำเภอพุนพิน เพื่อเยี่ยมชม กลุ่มโรงทอผ้าศรีวิชัย ผู้ผลิตสิ่งทอขึ้นชื่อที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) หลายรายการ อาทิ ผ้าขาวม้า ผ้ายก และผ้ายกดอก โดยกลุ่มอาชีพได้สะท้อนปัญหาด้านพลังงาน

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    พร้อมเสนอความต้องการระบบโซลาร์เซลล์และเตาชีวมวล เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งกระทรวงจะนำไปพิจารณาวางแนวทางสนับสนุนต่อไป

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการสร้างอาชีพจริง–ผลลัพธ์เร็ว พร้อมยกระดับศักยภาพชุมชนท้องถิ่น เพื่อเตรียมก้าวสู่เศรษฐกิจภูมิภาคที่เข้มแข็งและยั่งยืน

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_964054/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ILdqR8tvDlJgqFYKJ1MiS

  • ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ไปศูนย์นวัตกรรมหุ่นบนต์กรุงปักกิ่ง ทอดพระเนตรหุ่นยนต์เอไอของจีน 

    ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ไปศูนย์นวัตกรรมหุ่นบนต์กรุงปักกิ่ง ทอดพระเนตรหุ่นยนต์เอไอของจีน 

    16 พ.ย. 2568 – เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2568 ในเวลาบ่าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากโรงแรมไชนาเวิลด์ กรุงปักกิ่ง ไปยังศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์  ฮิวแมนนอยด์กรุงปักกิ่ง ณ ที่นั้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคณะผู้บริหารศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ ฮิวแมนนอยด์กรุงปักกิ่ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ 

    ในโอกาสนี้ ทอดพระเนตรวีดิทัศน์และการจัดแสดงต่าง ๆ อาทิ วีดิทัศน์เกี่ยวกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ของจีน โฮโลแกรมหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์รุ่นต้นแบบ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ และการสาธิตหุ่นยนต์อัจฉริยะรุ่น “เทียนกง” เดินบนพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น พื้นหญ้า พื้นกรวด พื้นทราย เสร็จแล้ว ทอดพระเนตรการจัดแสดงหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์

    ที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานในด้านต่าง ๆ อาทิ งานด้านอุตสาหกรรม งานด้านการแพทย์ การเลียนแบบพฤติกรรมของคนและสิ่งมีชีวิต และงานบริการต่าง ๆ เช่น ชงกาแฟ พนักงานต้อนรับ ตลอดจนหุ่นยนต์ส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาการของเด็ก สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับโรงแรมไชนาเวิลด์ กรุงปักกิ่ง โรงแรมที่ประทับ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/896729/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Im1wTdo1-FdqPk-VHN3Tg

  • สวนดุสิตโพลชี้! คนไทยหวังซีเกมส์เป็น

    สวนดุสิตโพลชี้! คนไทยหวังซีเกมส์เป็น

    สวนดุสิตโพลชี้! คนไทยหวังซีเกมส์เป็น’โอกาสทางเศรษฐกิจ’ ดันท่องเที่ยวต่อยอด’มวยไทย’

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.12 น.

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับซีเกมส์ครั้งที่ 33”กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,281 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 พฤศจิกายน 2568 พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.67 ทราบว่าประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    โดยคาดหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ ร้อยละ 68.85 กีฬาที่คิดว่าทีมไทยจะคว้าเหรียญทองมาได้ คือ กรีฑา ร้อยละ 22.25 รองลงมาคือ มวยไทย ร้อยละ 12.18สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลในการจัดซีเกมส์ คือ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเรียบร้อยภายในงาน ร้อยละ 66.98 จากกระแสฟุตบอล “หมอนทองฟีเวอร์” ส่วนหนึ่งทำให้สนใจซีเกมส์มากขึ้น โดยเฉพาะในกีฬาฟุตบอล ร้อยละ 35.83 และกีฬาอื่น ๆ ร้อยละ 31.15

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่าประชาชนคาดหวังให้ไทยใช้เวทีซีเกมส์เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมจัดงานให้ได้มาตรฐานทุกด้าน ขณะเดียวกันกระแส“หมอนทองฟีเวอร์” ยังช่วยขยายความสนใจของสังคมไทยต่อการแข่งขันมากขึ้นนับเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของประเทศบนเวทีกีฬาอาเซียน

    ผศ.ดร.รุ่งนภา เลิศพัชรพงศ์ ประธานหลักสูตรการจัดการงานบริการ หลักสูตรนานาชาติโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่าผลสำรวจนี้สะท้อนความคาดหวังทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจน โดยประชาชนมองซีเกมส์ในฐานะ“เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” มากกว่ามหกรรมกีฬา ด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ 1) การรับรู้ของประชาชนที่สูงเปรียบเสมือน“ทุนทางสังคม” (Social Capital) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของบรรยากาศการต้อนรับ (Hospitality) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวความคาดหวังหลักมุ่งไปที่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยมหกรรม สะท้อนความเชื่อมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 2)การให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” มากที่สุด หรือ “ปัจจัยสุขอนามัย” (Hygiene Factor) ซึ่งไม่ใช่แค่ความต้องการแต่เป็นเงื่อนไขชี้ขาดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ และ 3) ในมิติของโอกาส “หมอนทองฟีเวอร์” และ “มวยไทย”คือตัวอย่างของเศรษฐศาสตร์เชิงเรื่องเล่าและการใช้ Soft Power สร้างผลกระทบเชิงบวกซึ่งสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่ยั่งยืน

    ดังนั้นความท้าทายของภาครัฐคือการบริหารจัดการความปลอดภัยซึ่งเป็นตัวแปรควบคุมความเสี่ยง และการสร้างมูลค่าจากกระแส Soft Power เพื่อแปลงความคาดหวังของประชาชนให้เป็น “มรดก” (Legacy) ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงรายรับชั่วคราว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/928167&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H6Yf_nNBGQJKVpzAVNQLh

  • สตูลเปิดม่านทะเล ฤดูกาลท่องเที่ยวเริ่มแล้ว ชูภาพลักษณ์ยั่งยืน

    สตูลเปิดม่านทะเล ฤดูกาลท่องเที่ยวเริ่มแล้ว ชูภาพลักษณ์ยั่งยืน

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.20 น.

    สตูลเปิดม่าน! ทะเลพร้อมต้อนรับนักเที่ยว 500 จิตอาสาร่วมรักษ์สวรรค์อันดามันด้วยหัวใจรักษ์โลก ฤดูกาลท่องเที่ยวเริ่มแล้ว! ชูภาพลักษณ์ยั่งยืน ‘รักษ์เล ป่า’ ครั้งที่ 23 มุ่งกำจัดขยะทะเลและคุมประชากรสัตว์เร่ร่อน

    16 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดสตูลประกาศความพร้อมสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวทางทะเล ด้วยการเปิดตัว ‘โครงการรักษ์เล ป่า’ เปิดฟ้าอันดามันสตูล ครั้งที่ 23 ซึ่งผสานการส่งเสริมการท่องเที่ยวเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างลงตัว โดยระดมพลังจิตอาสาและนักท่องเที่ยวรวมกว่า 500 คน เข้าร่วมภารกิจสำคัญในการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของเกาะต่างๆ พื้นที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา (เกาะไข่ ,เกาะหลีเป๊ะ,เกาะราวี ,เกาะอาดัง,เกาะหินงาม)

    การจัดโครงการในครั้งนี้ มุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ของสตูลให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืน โดยมี นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล (อบจ.สตูล) เป็นผู้นำในการขับเคลื่อน นายสุพล คำเสนาะ  หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตะรุเตา  ร่วมสนับสนุนกิจกรรมหลักมุ่งเป้าไปที่การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คุกคามทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำจัดขยะทะเลขนาดใหญ่ ทั้งพลาสติก หลอดไฟ และเศษวัสดุจากการประมง ที่ถูกสะสมตามเกาะแก่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล โดยมีกลุ่มจิตอาสาและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ (รวมถึง 20 คนจากมาเลเซีย) เข้าร่วมดำน้ำและเก็บขยะเพื่อคืนชีวิตให้ทะเล

    นอกจากภารกิจเก็บกู้ขยะแล้ว โครงการยังให้ความสำคัญกับการจัดการสุขอนามัยของแหล่งท่องเที่ยวผ่าน ‘กิจกรรมฉีดวัคซีนและทำหมันสัตว์บนเกาะหลีเป๊ะ’ นายคฑาวุธ  ทะหล้า ปศุสัตว์จังหวัดสตูล ยืนยันว่า การดำเนินการทำหมันสุนัขและแมวของชาวบ้านและสัตว์เร่ร่อนบนเกาะหลีเป๊ะอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ถือเป็นกุญแจสำคัญในการ ลดปริมาณสัตว์เร่ร่อนและป้องกันโรคสู่คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขในแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก

    ททท. สำนักงานสตูล ได้เดินหน้าประชาสัมพันธ์กิจกรรมอนุรักษ์เหล่านี้ เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสความสวยงามและความพร้อมของจังหวัดสตูล ในฐานะจุดหมายปลายทางที่คู่ควรแก่การมาเยือนและร่วมกันดูแล  นายวริช  วิชิต  รอง ผอ.ททท.สำนักงานสตูล  บอกว่า  ‘รักษ์เล ป่า’ คือการยืนยันว่า สตูลให้ความสำคัญกับความงามที่ยั่งยืน  การมาเยือนของเราจึงเป็นการช่วยรักษา ‘สวรรค์แห่งอันดามัน’ ให้คงอยู่ตลอดไปอย่างแท้จริง

    สำหรับขยะที่เก็บได้บนเกาะไข่ เพียงเกาะเดียวในครั้งนี้ มากถึง 1233.90 กก.แบ่งเป็นขยะทั่วไป ,แก้ว,พลาสติก โดยขยะส่วนใหญ่จะพัดพามากับทะเลในช่วงมรสุม  หลังหมดฤดูทาง อบจ.สตูลก็จะจัดทีมจิตอาสานักท่องเที่ยวมาตระเวนเก็บตามเกาะแก่งก่อนเปิดฤดูกาลทุกปี.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/928164&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ihdzY6oX3xXO9G3jVI_4L

  • นครปฐม///นานาชาติชื่นชม! “เรือนจำกลางนครปฐม” เปิดโมเดล HRD พลิกชีวิตผู้ต้องขัง ผสานมาตรฐานโลกและเศรษฐกิจพอเพียง | TOPNEWS

    นครปฐม///นานาชาติชื่นชม! “เรือนจำกลางนครปฐม” เปิดโมเดล HRD พลิกชีวิตผู้ต้องขัง ผสานมาตรฐานโลกและเศรษฐกิจพอเพียง | TOPNEWS

    คณะนักวิจัยระดับโลกจาก The 24th Asian AHRD Research Conference 2025 เข้าศึกษาดูงานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในมิติใหม่ ชี้เป็นตัวอย่างการนำแนวคิดสากลมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ต้องขัง​

    ​วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 – นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นแก่คณะผู้เข้าร่วมการประชุมวิจัยนานาชาติ The 24th Asian AHRD Research Conference 2025 โดยการนำของคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ซึ่งเดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมและศึกษาดูงานเกี่ยวกับ “แนวทางการพัฒนาผู้ต้องขัง”

    ​การเข้าศึกษาดูงานครั้งสำคัญนี้มีขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ซึ่งเป็นนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จากนานาประเทศ ได้เรียนรู้จาก ตัวอย่างจริง ในการนำแนวคิดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD) มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรมภายในเรือนจำ

    เรือนจำกลางนครปฐมได้นำเสนอแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและองค์กร โดยใช้ ฐานคิดมาตรฐานในระดับสากล ควบคู่ไปกับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน การพึ่งพาตนเอง และการสร้างภูมิคุ้มกัน

    ​ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้รับฟังการบรรยายและเยี่ยมชมกระบวนการต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนา อาชีพ การปรับ กระบวนความคิด และการยกระดับ คุณภาพชีวิต ของผู้ต้องขังภายใต้การดูแลของเรือนจำ โดยเชื่อมั่นว่าการพัฒนาอย่างรอบด้านนี้จะช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ และเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและพร้อมกลับคืนสู่สังคมได้อย่างสง่างาม

    ​สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.นครปฐม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1392313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TA4k8bZS3owHd9ClBZTTj

  • สวนดุสิตโพลชี้! คนไทยหวังซีเกมส์เป็น

    สวนดุสิตโพลชี้! คนไทยหวังซีเกมส์เป็น

    สวนดุสิตโพลชี้! คนไทยหวังซีเกมส์เป็น’โอกาสทางเศรษฐกิจ’ ดันท่องเที่ยวต่อยอด’มวยไทย’

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.12 น.

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับซีเกมส์ครั้งที่ 33”กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,281 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 พฤศจิกายน 2568 พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.67 ทราบว่าประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    โดยคาดหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ ร้อยละ 68.85 กีฬาที่คิดว่าทีมไทยจะคว้าเหรียญทองมาได้ คือ กรีฑา ร้อยละ 22.25 รองลงมาคือ มวยไทย ร้อยละ 12.18สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลในการจัดซีเกมส์ คือ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเรียบร้อยภายในงาน ร้อยละ 66.98 จากกระแสฟุตบอล “หมอนทองฟีเวอร์” ส่วนหนึ่งทำให้สนใจซีเกมส์มากขึ้น โดยเฉพาะในกีฬาฟุตบอล ร้อยละ 35.83 และกีฬาอื่น ๆ ร้อยละ 31.15

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่าประชาชนคาดหวังให้ไทยใช้เวทีซีเกมส์เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมจัดงานให้ได้มาตรฐานทุกด้าน ขณะเดียวกันกระแส“หมอนทองฟีเวอร์” ยังช่วยขยายความสนใจของสังคมไทยต่อการแข่งขันมากขึ้นนับเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของประเทศบนเวทีกีฬาอาเซียน

    ผศ.ดร.รุ่งนภา เลิศพัชรพงศ์ ประธานหลักสูตรการจัดการงานบริการ หลักสูตรนานาชาติโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่าผลสำรวจนี้สะท้อนความคาดหวังทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจน โดยประชาชนมองซีเกมส์ในฐานะ“เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” มากกว่ามหกรรมกีฬา ด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ 1) การรับรู้ของประชาชนที่สูงเปรียบเสมือน“ทุนทางสังคม” (Social Capital) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของบรรยากาศการต้อนรับ (Hospitality) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวความคาดหวังหลักมุ่งไปที่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยมหกรรม สะท้อนความเชื่อมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 2)การให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” มากที่สุด หรือ “ปัจจัยสุขอนามัย” (Hygiene Factor) ซึ่งไม่ใช่แค่ความต้องการแต่เป็นเงื่อนไขชี้ขาดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ และ 3) ในมิติของโอกาส “หมอนทองฟีเวอร์” และ “มวยไทย”คือตัวอย่างของเศรษฐศาสตร์เชิงเรื่องเล่าและการใช้ Soft Power สร้างผลกระทบเชิงบวกซึ่งสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่ยั่งยืน

    ดังนั้นความท้าทายของภาครัฐคือการบริหารจัดการความปลอดภัยซึ่งเป็นตัวแปรควบคุมความเสี่ยง และการสร้างมูลค่าจากกระแส Soft Power เพื่อแปลงความคาดหวังของประชาชนให้เป็น “มรดก” (Legacy) ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงรายรับชั่วคราว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/928167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H6Yf_nNBGQJKVpzAVNQLh

  • เปิดลงทะเบียนเน็ตคนละครึ่ง 160 บาท เริ่มเมื่อไหร่ ใครได้บ้าง?

    เปิดลงทะเบียนเน็ตคนละครึ่ง 160 บาท เริ่มเมื่อไหร่ ใครได้บ้าง?

    เปิดลงทะเบียนเน็ตคนละครึ่ง 160 บาท ตอนนี้อยู่ขั้นตอนไหน เริ่มได้เมื่อไหร่ ใครมีสิทธิได้บ้าง อัปเดตเงื่อนไขทั้งหมดได้ที่นี่

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมเสนอโครงการเน็ตคนละครึ่ง เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนกลุ่มรายได้น้อย

    เงื่อนไขเน็ตคนละครึ่ง

    • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน กว่า 14 ล้านคน
    • ค่าบริการจ่ายแค่ 160 บาทต่อเดือน (รวมภาษีแล้ว)
    • ได้รับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40 GB ต่อเดือน
    • ระยะเวลาการใช้งาน ต่อเนื่อง 3 รอบบิล (3 เดือน)
    • ใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุน กทปส. (กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ)

    เน็ตคนละครึ่ง 160 บาท อยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว

    • กสทช. จะหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย เพื่อทำแพ็กเกจพิเศษภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และอยู่ระหว่างเสนอร่างโครงการฯ เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบในลำดับถัดไป

    เน็ตคนละครึ่ง 160 บาท เริ่มเมื่อไหร่

    • เมื่อที่ประชุม ครม. อนุมัติโครงการเน็ตคนละครึ่งแล้ว จะเปิดให้กลุ่มคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน กว่า 14 ล้านคน ลงทะเบียนเน็ตคนละครึ่ง 160 บาท ภายในปี 2568

    “โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้อย่างเท่าเทียม ทั้งในด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการใช้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนสังคมสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน อีกทั้ง ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล” น.ส.อัยรินทร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945096/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IFwAqcOeMyryc0b_goZN-

  • ‘ขัตติยา’ ซัดรัฐบาล ‘ไร้เดียงสาทางการทูต’ คำพูดนายกฯ กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ ชี้หน้าที่รัฐคือปกป้องอธิปไตยและเศรษฐกิจพร้อมกัน

    ‘ขัตติยา’ ซัดรัฐบาล ‘ไร้เดียงสาทางการทูต’ คำพูดนายกฯ กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ ชี้หน้าที่รัฐคือปกป้องอธิปไตยและเศรษฐกิจพร้อมกัน

    ‘ขัตติยา สวัสดิผล’ ซัดรัฐบาลอนุทิน ‘ไร้เดียงสาทางการทูต’ คำพูดนายกฯ กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ ชี้หน้าที่รัฐคือปกป้องอธิปไตยและเศรษฐกิจพร้อมกัน หากรัฐบาลไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ก็ถึงเวลาต้องพิจารณาตัวเองว่าสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีต่อหรือไม่

    ขัตติยา สวัสดิผล สส.พรรคเพื่อไทย และ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์ม X @Dear_Khattiya วันนี้ (15 พฤศจิกายน 2568) หลัง  ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ขอระงับ (suspend) การเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade Framework) เป็นการชั่วคราว และจะสามารถกลับมาเจรจาความตกลงดังกล่าวได้อีกครั้งเมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่า (reaffirms) ปฏิบัติตาม Joint Declaration และหวังว่า จะสามารถหาทางออกในเรื่องนี้ได้โดยเร็ว โดย ‘ขัตติยา’ ระบุว่า 

    ไม่น่าเชื่อว่า ครม. ที่ประกาศตัวว่า ‘เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ’ จะไร้เดียงสาทางการเมืองระหว่างประเทศ จนไม่เข้าใจว่า ฝ่ายสหรัฐย่อมต้องตอบสนองต่อสัญญาณทางการเมืองจากคำพูดที่ขาดความรับผิดชอบของนายกฯ ไทยเอง การสื่อสารที่ผิดจังหวะเพียงครั้งเดียวอาจทำให้สถานการณ์นี้แย่ลงไปในทันที ในโลกที่เศรษฐกิจเชื่อมถึงกันทุกมิติ ความมั่นคงของชาติไม่ได้มีแค่เรื่องอธิปไตย แต่รวมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การส่งออก และความเชื่อมั่นจากคู่ค้าระดับโลกด้วย

    สหรัฐ คือคู่ค้าสำคัญของเศรษฐกิจไทยมายาวนาน คำพูดหรือท่าทีที่ไม่รอบคอบของผู้นำประเทศ จึงมีผลต่อห่วงโซ่เสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่แรงงาน ผู้ประกอบการรายเล็ก ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ “พูดแล้วทำ” เป็นเรื่องดี แต่ถ้าทำออกมาแย่กว่าสิ่งที่พูด หรือพูดแล้วทำให้สถานการณ์แย่ลง ก็อยู่เฉย ๆ แล้วเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลยังอาจเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่าเสียอีก และหากรัฐบาลนี้ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติในทุกด้านได้ตามที่ตัวเองประกาศไว้จริง ก็ถึงเวลาต้องพิจารณาอย่างจริงจังว่าท่านยังสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/82EHdGB_F&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YVtjTKEZPNqjjOllpPDX9

  • จีน เตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย

    จีน เตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย

    เมื่อวานนี้ (14 พฤศจิกายน) จีนได้ออกคำเตือนพลเมืองของตนให้ระงับการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการตอบโต้ กรณีที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแสดงความเห็นเกี่ยวกับเกาะไต้หวัน จนเกิดเป็นวิวาทะระหว่างทั้งสองประเทศ

    คำเตือนนี้ถือเป็นการตอบโต้ที่จับต้องได้และมีนัยสำคัญที่สุดของรัฐบาลปักกิ่ง ต่อคำกล่าวของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แม้ว่าการดำเนินการนี้อาจเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าแนวทางอื่น แต่ก็บ่งชี้ว่า จีนพร้อมที่จะใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ เข้ามาเป็นเครื่องมือกดดันในประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง


    บทความที่เกี่ยวข้อง:


    กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุในถ้อยแถลงเมื่อวานนี้ว่า “คำกล่าวที่ยั่วยุอย่างโจ่งแจ้งเกี่ยวกับไต้หวัน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ ‘สร้างความเสียหายเพิ่มเติมต่อบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน… และสร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อความปลอดภัยของพลเมืองจีนในญี่ปุ่น” กระทรวงฯ และคณะผู้แทนของจีนจึง “เตือนพลเมืองจีนให้ระงับการเดินทางเข้าญี่ปุ่นไว้ก่อนในขณะนี้”

    มาตรการนี้เป็นการแสดงความไม่พอใจครั้งล่าสุดของจีน ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ทาคาอิจิได้ตอบกระทู้ถามในรัฐสภาญี่ปุ่นว่า การที่จีนบุกโจมตีไต้หวันจะถือเป็น ‘สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น’ และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารของญี่ปุ่นได้

    จีนมองว่า ไต้หวันเป็นดินแดนของตน และประกาศว่าจะยึดคืนเกาะดังกล่าว หากจำเป็นต้องใช้กำลังทางทหาร สำหรับจีนแล้ว อธิปไตยของไต้หวันถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็น ‘เส้นแดง’ ที่ห้ามล้ำเส้น
    ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของจีนได้เตือนว่า ญี่ปุ่นอาจจะต้อง ‘เผชิญความพ่ายแพ้ที่ยับเยิน’ หากกล้าแทรกแซงทางทหารในช่องแคบไต้หวัน

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่อ้างถึงโดยสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายนปีนี้ มีนักท่องเที่ยวจากจีนเกือบ 7.5 ล้านคนเดินทางเยือนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ

    ภาพ: Takashi Images / Shutterstock

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/china-travel-warning-japan-taiwan-tensions/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hnEeT5OFAsGFCvNVxx3Ah

  • DINK คู่รักยุคใหม่ รายได้สูง การศึกษาสูง ส่งผลต่อตลาดอสังหาฯ และโครงสร้างประชากรโลก

    DINK คู่รักยุคใหม่ รายได้สูง การศึกษาสูง ส่งผลต่อตลาดอสังหาฯ และโครงสร้างประชากรโลก

    ปรากฏการณ์ DINK วิถีชีวิตคู่รักยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทยและโลก

    ประเทศไทย, 16 พฤศจิกายน 2568 – ในยุคที่ค่านิยมทางสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลุ่มคู่รักรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “DINK” (Dual Income, No Kids) หรือคู่รักที่มีรายได้ทั้งสองฝ่ายแต่เลือกที่จะไม่มีบุตร กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในสหรัฐอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย กลุ่มนี้ไม่เพียงแค่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างประชากรของประเทศ

    คู่รักยุคใหม่ เลือกอิสระเหนือบรรทัดฐาน

    เช้าวันเสาร์ที่แสนสงบ ในขณะที่หลายครอบครัวต้องตื่นแต่เช้าตรูเพื่อพาลูกไปเรียนพิเศษหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ คู่รักกลุ่ม DINK กลับมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะใช้เวลาอย่างไร บางคู่เลือกนอนหลับเต็มอิ่ม 8 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น บางคู่ออกกำลังกายในฟิตเนส บางคู่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวระยะยาว หรือบางคู่เลือกที่จะทุ่มเทเวลาให้กับงานอาชีพที่พวกเขาหลงใหล

    นี่คือวิถีชีวิตที่คู่รัก DINK ภาคภูมิใจและเลือกที่จะดำเนินต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับคำถามและแรงกดดันจากสังคมที่ยังยึดมั่นในค่านิยมแบบดั้งเดิมที่ว่า “การมีบุตรคือหน้าที่ของคนที่แต่งงาน”

    คำว่า DINK ซึ่งย่อมาจาก “Dual Income, No Kids” ถูกกำหนดให้เป็นคำที่ใช้อธิบายครัวเรือนที่มีผู้ใหญ่สองคนที่มีรายได้และไม่มีบุตร ลักษณะเด่นของกลุ่มนี้คือการมีรายได้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าครอบครัวที่มีบุตร ทำให้มีรายได้ใช้จ่ายตามอัธยาศัยสูงกว่าอย่างมาก

    ตัวเลขที่พูดถึงการเติบโต

    สถิติล่าสุดชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มประชากรนี้ ในสหรัฐอเมริกา กลุ่ม DINK ที่แต่งงานแล้วในช่วงอายุ 30-40 ปี ได้เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปี 2013 เป็น 12% ในปัจจุบัน การเติบโตนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีพื้นฐานมาจากคุณสมบัติทางการศึกษาและอาชีพที่โดดเด่น

    ข้อมูลระบุว่า 58% ของคู่รัก DINK ทั้งสองฝ่ายมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ เทียบกับเพียง 43% ของคู่รักที่มีบุตร นอกจากนี้ 81% ของคู่รัก DINK ทั้งสองฝ่ายทำงานเต็มเวลา เทียบกับ 68% ของคู่รักที่มีบุตร ระดับการศึกษาสูงและความมุ่งมั่นในการทำงานเต็มเวลาของทั้งสองฝ่ายนี้ บ่งชี้ถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงมากหากต้องหยุดชะงักทางอาชีพ

    ในแง่ของรายได้ ครัวเรือน DINK มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยที่ 193,900 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สูงกว่าคู่รักที่มีบุตรซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 151,900 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีอย่างเห็นได้ชัด รายได้ส่วนเกินนี้ทำให้พวกเขามีความยืดหยุ่นในการออม การลงทุน และการใช้จ่ายตามอัธยาศัยมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการท่องเที่ยว สินค้าฟุ่มเฟือย และการพัฒนาตนเอง

    ปรากฏการณ์ในเมืองไทย คู่รักที่มีฐานะดีในเขตเมือง

    สำหรับประเทศไทย ปรากฏการณ์ DINK กำลังเติบโตอย่างโดดเด่นโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ การวิเคราะห์เฉพาะกลุ่ม DINK ในประเทศไทยชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวอายุ 30-39 ปี คิดเป็น 77.5% มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาโท 61.3% และที่น่าสนใจคือมีรายได้ครัวเรือนสูงกว่า 90,000 บาทต่อเดือนถึง 57.5%

    การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเศรษฐกิจในเขตเมืองของประเทศไทย ทำให้ประชากรหันมาใช้ชีวิตในเมืองที่สะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งสนับสนุนการเติบโตของคู่รักที่เลือกใช้ชีวิตคู่โดยไม่มีบุตร

    ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของ DINK ไทยนั้นมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากครอบครัวที่มีบุตร พวกเขาให้ความสำคัญสูงสุดกับความสะดวกในการเดินทาง โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกที่อยู่อาศัยคือเวลาเดินทางระหว่างบ้านและที่ทำงาน ตามมาด้วยระยะทางระหว่างบ้านกับศูนย์การค้า การจัดสรรเงินทุนที่สูงเพื่อความใกล้ชิดกับสถานที่ทำงานและแหล่งพักผ่อนนี้ เป็นการซื้อเวลาคืนมา ซึ่งเป็นสินค้าที่มีค่าที่สุดสำหรับกลุ่ม DINK ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด

    ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยจึงเริ่มปรับตัว โดยมีความต้องการคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยวที่เน้นการใช้ประโยชน์พื้นที่สูงและสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะที่ครบครันเพิ่มมากขึ้น

    แรงจูงใจเบื้องหลังการเลือก มากกว่าเรื่องเงิน

    หากจะพูดถึงเหตุผลที่คู่รักเลือกเป็น DINK ปัจจัยทางเศรษฐกิจถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ต้นทุนการเลี้ยงดูบุตรที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าที่อยู่อาศัย ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายรายวัน โดยในสหรัฐอเมริกา ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรอยู่ที่เฉลี่ย 29,419 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ถือเป็นปัจจัยยับยั้งที่สำคัญ

    นอกจากเรื่องของค่าใช้จ่ายแล้ว คู่รัก DINK ยังใช้ข้อได้เปรียบทางการเงินของตนเพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนบุคคลที่หลากหลาย เช่น การเกษียณอายุก่อนกำหนดตามแนวคิด FIRE (Financial Independence, Retire Early) การออมอย่างเข้มข้น การลงทุนเพื่อซื้อบ้าน การเดินทางท่องเที่ยวระยะยาว หรือการพัฒนาตนเองผ่านหลักสูตรต่าง ๆ

    แต่เหนือไปกว่าเรื่องเงิน ความทะเยอทะยานในอาชีพคือปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง วิถีชีวิต DINK มอบอิสระสูงสุดในการดำเนินชีวิต โดยไม่มีข้อจำกัดด้านครอบครัวในการแสวงหาความทะเยอทะยานในอาชีพ ความยืดหยุ่นนี้อนุญาตให้คู่รักสามารถย้ายไปอยู่เมืองใหม่ เปลี่ยนอาชีพ หรืออุทิศเวลาให้กับงานที่ต้องการความทุ่มเทสูงได้อย่างเต็มที่

    การตัดสินใจไม่มีบุตรมีผลกระทบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อเส้นทางอาชีพของผู้หญิง โดย 68% ของผู้หญิง DINK ในประเทศต่าง ๆ อาทิ อินเดีย จีน และสหรัฐอเมริกา รายงานว่ามีความพึงพอใจในอาชีพ “สูงขึ้นมาก” เนื่องจากไม่จำเป็นต้องหยุดชะงักหรือจำกัดความทะเยอทะยานเพื่อการเป็นมารดา สำหรับผู้ชาย สถานะ DINK มักจะสัมพันธ์กับความยืดหยุ่นในการทำงานที่มากขึ้น การเป็นผู้ประกอบการ และความเต็มใจที่จะย้ายที่อยู่หรือยอมรับความเสี่ยงทางอาชีพที่สำคัญ

    คุณภาพชีวิตที่แตกต่าง มีเวลาสำหรับตนเองและคู่ครอง

    ข้อมูลทางจิตวิทยาชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่น่าสนใจ กลุ่ม DINK รายงานว่ามีคะแนนความเครียดที่รับรู้ต่ำกว่าและคะแนนความพึงพอใจในชีวิตสูงกว่าอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงวัยกลางคนตอนต้น อายุ 28-50 ปี คู่รัก DINK ได้รับประโยชน์จากการมีเวลาและทรัพยากรมากขึ้นสำหรับกิจกรรมด้านสุขภาพส่วนตัวและงานอดิเรก

    การศึกษาหนึ่งระบุว่าผู้ที่เลือกที่จะไม่มีบุตรมีแนวโน้มที่จะรายงานอาการวิตกกังวล ความเหนื่อยล้า หรือความไม่มีความสุขเรื้อรังน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญในช่วงอายุ 30-55 ปี

    การขาดความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตรช่วยให้คู่รัก DINK สามารถให้ความสำคัญกับความผูกพันในความสัมพันธ์ได้อย่างเต็มที่ โดยจัดสรรเวลาคุณภาพให้กับคู่ครอง ซึ่งมักส่งผลให้ความสัมพันธ์แข็งแกร่งขึ้น มีความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้ง และมีอิสระในการเลือกวิถีชีวิตร่วมกัน

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า 32% ของ DINK ใช้บริการด้านสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ เทียบกับเพียง 17% ของผู้ปกครอง แสดงให้เห็นถึงความต้องการเฉพาะสำหรับบริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ที่มุ่งเน้นไปที่การจัดการความกดดันทางสังคมและการค้นหาความหมายในชีวิตนอกเหนือจากความเป็นพ่อแม่

    รูปแบบการบริโภคที่แตกต่าง จากสัตว์เลี้ยงสู่การท่องเที่ยว

    เนื่องจากมีรายได้ใช้จ่ายตามอัธยาศัยสูง กลุ่ม DINK จึงเป็นเป้าหมายหลักสำหรับการตลาดสินค้าฟุ่มเฟือย บริการการลงทุน และการท่องเที่ยว การใช้จ่ายของพวกเขาจะเน้นไปที่ประสบการณ์และการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคู่รัก

    ที่น่าสนใจคือการเกิดขึ้นของกลุ่มย่อยที่เรียกว่า DINKWAD (Dual Income, No Kids, With A Dog) หรือคู่รักที่เลือกที่จะเลี้ยงสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ แทนการมีบุตร และให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนเป็นบุตร โดยเรียกสัตว์เลี้ยงของตนว่า “ลูกรักขนปุย”

    คู่รักกลุ่ม DINKWAD ลงทุนอย่างหนักในการดูแลสัตว์เลี้ยง โดยซื้ออาหารพรีเมียม อุปกรณ์เสริมที่มีสไตล์ และการเดินทางที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าร่วมได้ ความมุ่งมั่นทางการเงินต่อสัตว์เลี้ยงสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกับการเลี้ยงดูบุตร โดย DINKWAD ใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 1,906 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีสำหรับสัตว์เลี้ยง และให้ความสำคัญกับการประกันภัยสัตว์เลี้ยงเพื่อจัดการค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพของสัตว์เลี้ยง

    นอกจากนี้ คู่รัก DINK ยังมักเดินทางบ่อยและนานขึ้น เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านการศึกษาหรือความต้องการทางสังคมของบุตร ในแง่ของการจัดทำงบประมาณ การวางแผนทางการเงินสำหรับ DINK แนะนำให้จัดสรร 20% ของงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายด้านไลฟ์สไตล์ อาทิ การรับประทานอาหารนอกบ้าน ความบันเทิง และการเดินทาง ขณะที่จัดสรร 30% สำหรับการลงทุนและการสร้างความมั่งคั่ง

    ความขัดแย้งที่น่าสนใจ รายได้สูงแต่วินัยทางการเงินยังไม่เพียงพอ

    แม้ว่ากลุ่ม DINK จะมีรายได้สูงและความยืดหยุ่นทางการเงิน แต่การศึกษาหลายชิ้นพบความขัดแย้งที่น่าสนใจ จากข้อมูลในสหรัฐอเมริกา แม้ว่า DINK จะมีรายได้สูงกว่า แต่พวกเขามีความมั่งคั่งเฉลี่ยที่ต่ำกว่าคู่รักที่มีบุตร โดย DINK มีความมั่งคั่งเฉลี่ย 214,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 361,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับคู่รักที่มีบุตร

    นอกจากนี้ อัตราการเป็นเจ้าของบ้านของ DINK อยู่ที่ 71% ซึ่งต่ำกว่าคู่รักที่มีบุตรที่อยู่ที่ 79% สิ่งนี้บ่งชี้ว่า DINK อาจจัดลำดับความสำคัญของสภาพคล่องทางการเงินและความยืดหยุ่นในการลงทุนเหนือการผูกมัดเงินทุนกับสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย

    กรณีศึกษาที่น่าสนใจมาจากสิงคโปร์ ผ่านรายงาน OCBC Financial Wellness Index 2024 ซึ่งพบว่ากลุ่ม DINK มีผลการดำเนินงานต่ำกว่ากลุ่มผู้ปกครองในหลายตัวชี้วัดทางการเงินระยะยาว ข้อมูลชี้ชัดว่า 58% ของคู่รัก DINK ในสิงคโปร์ยังไม่ได้เริ่มวางแผนเกษียณอายุ โดย 55% ของกลุ่มที่ยังไม่เริ่มไม่มีเจตนาที่จะเริ่มภายในปีหน้า

    ที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นคือ 85% ของ DINK ประเมินความต้องการทางการเงินสำหรับการเกษียณอายุต่ำเกินไป นอกจากนี้ เพียง 39% เท่านั้นที่ทบทวนแผนการเงินประจำปี เทียบกับ 50% ของผู้ปกครอง และมีเพียง 21% ที่ขอคำแนะนำทางการเงินจากผู้เชี่ยวชาญ เทียบกับ 32% ของผู้ปกครอง

    ความบกพร่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการจัดเตรียมการส่งต่อทรัพย์สินเมื่อเสียชีวิต เช่น พินัยกรรมหรือทรัสต์ โดยมีเพียง 57% ของ DINK ที่จัดเตรียมไว้ เทียบกับ 82% ของผู้ปกครอง ซึ่งเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่สำคัญต่อการโอนสินทรัพย์และการตัดสินใจในวาระสุดท้ายของชีวิต

    ความท้าทายเฉพาะ การวางแผนผู้สูงอายุโดยไม่มีบุตรคอยดูแล

    ประเด็นสำคัญที่กลุ่ม DINK ต้องเผชิญคือการวางแผนการดูแลในวัยสูงอายุ ในโครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิม บุตรจะเป็นศูนย์กลางของแผนการดูแลระยะยาว และการตัดสินใจในวาระสุดท้ายของชีวิต การที่กลุ่ม DINK ไม่มีบุตรวัยผู้ใหญ่คอยทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและผู้ประสานงานดูแลสุขภาพ ทำให้เกิดภาวะ “สุญญากาศผู้ดูแล” ที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในอนาคต

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทางการเงินชี้ให้เห็นว่า การวางแผนทางการเงินสำหรับ DINK จึงต้องรวมถึงการเตรียมเงินทุนไว้สำหรับการซื้อบริการดูแล ผู้สนับสนุน และการกำกับดูแลทางการเงินอย่างมืออาชีพอย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากการพึ่งพาบริการฟรีจากครอบครัว

    โครงสร้างทางกฎหมายเฉพาะทางเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ DINK เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากการหาประโยชน์ทางการเงินและการทุพพลภาพ เครื่องมือที่สำคัญได้แก่ หนังสือมอบอำนาจถาวร และ Living Trusts เพื่อแต่งตั้งตัวแทนและผู้ดูแลผลประโยชน์สืบทอด นอกจากนี้ คู่รัก DINK ยังต้องสร้างความสัมพันธ์กับผู้จัดการดูแลผลประโยชน์และผู้จัดการดูแลมืออาชีพ เพื่อจัดการการตัดสินใจด้านสุขภาพและการเงินในช่วงที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง โดยต้นทุนของการจ้างบริการเหล่านี้ต้องถูกคำนวณรวมอยู่ในเป้าหมายการเกษียณอายุ

    สำหรับคู่รัก DINK ที่เป็นชาวต่างชาติที่เกษียณอายุหรือพำนักอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ต้องจัดการกับความซับซ้อนของการวางแผนสืบทอดมรดกข้ามประเทศ เนื่องจากสินทรัพย์มักจะถูกถือครองในหลายเขตอำนาจศาล จำเป็นต้องมีการดำเนินการทางกฎหมาย เช่น การทำพินัยกรรมไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือการจัดตั้ง Living Trusts เพื่อจัดการสินทรัพย์ที่อยู่ต่างประเทศ

    แรงกดดันทางสังคม การต่อสู้กับคำว่า “เห็นแก่ตัว”

    แม้ว่ากลุ่ม DINK จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่พวกเขาก็ยังต้องเผชิญกับการตีตราทางสังคมที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การแสดงออกถึงวิถีชีวิตที่หรูหราและสะดวกสบาย เช่น การโพสต์เรื่อง “เราได้นอนหลับเต็มอิ่ม 8 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น” หรือ “บ้านของเราสะอาดและเงียบสงบ” ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านทางออนไลน์อย่างรุนแรง โดยคู่รัก DINK มักถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนเห็นแก่ตัว” และ “พวกวัตถุนิยม”

    ในสังคมที่มีค่านิยมดั้งเดิม เช่น จีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่ม DINK เผชิญกับการตีตราทางสังคมที่รุนแรงยิ่งขึ้น พวกเขามักถูกกล่าวหาว่าขาดความรับผิดชอบทางสังคม และถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความปรารถนาที่จะมีคนดูแลในวัยชรา ในประเทศจีน แรงกดดันจากครอบครัวถือเป็นแหล่งของการตีตราที่ร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคาดหวังในการ “สืบสายตระกูล”

    การตีตรานี้เป็นสาเหตุของความเครียดทางจิตวิทยาและความสับสนในอัตลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่รู้สึกว่าถูกกำหนดโดยสิ่งที่ขาดไป อย่างไรก็ตาม นักวิจัยชี้ว่าการตัดสินใจนี้เป็นการเลือกความ “เห็นแก่ตัวที่ดีต่อสุขภาพ” ที่มุ่งเน้นการจัดลำดับความสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดี ความสมดุลทางอารมณ์ และความสัมพันธ์ที่มีความหมาย

    การวิพากษ์วิจารณ์และการถูกตีตราทางสังคมอย่างรุนแรงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเสียงวิจารณ์ แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความท้าทายที่วิถีชีวิต DINK มีต่อบรรทัดฐานทางสังคมที่ยึดถือมายาวนาน ทั้งในโลกตะวันตกและเอเชีย ปฏิกิริยาของสาธารณชนตอกย้ำถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกลุ่มประชากรนี้

    ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระแสที่ไม่อาจหยุดยั้ง

    ปรากฏการณ์ DINK เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การเข้าถึงการศึกษาระดับสูง โอกาสทางอาชีพ และความเป็นอิสระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิง

    ในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ปัจจัยทางการเงินเป็นเหตุผลหลักที่คู่รักเลือกวิถีชีวิตที่ไม่มีบุตร เนื่องจากต้นทุนค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายแซงหน้าการเพิ่มขึ้นของรายได้ การเติบโตของกลุ่ม DINK ในภูมิภาคนี้กำลังเปลี่ยนแปลงความต้องการของตลาดอสังหาริมทรัพย์ และสร้างความต้องการบริการผู้ดูแลผลประโยชน์เฉพาะทางสำหรับผู้สูงอายุ

    สำหรับประเทศไทย การที่สังคมไทยมีความคาดหวังดั้งเดิมว่าบุตรจะเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ DINK ในประเทศไทยต้องดำเนินการล่วงหน้าอย่างยิ่งยวดในการจัดตั้งโครงสร้างการสนับสนุนทางการเงินและสุขภาพที่ถูกกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าความต้องการของพวกเขาจะได้รับการดูแลโดยไม่มีการแทรกแซงจากครอบครัว

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาด โอกาสและความท้าทาย

    การเติบโตของกลุ่ม DINK กำลังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในหลายอุตสาหกรรม สถาบันการเงินกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เน้นการเติบโตสูงและมีความหลากหลายทั่วโลก เพื่อรองรับเป้าหมายการเกษียณอายุก่อนกำหนดของ DINK ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังปรับตัวเพื่อรองรับคู่รักที่ต้องการประสบการณ์การเดินทางระยะยาวและมีคุณภาพสูง

    ตลาดสัตว์เลี้ยงกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่ม DINKWAD โดยมีการพัฒนาบริการสัตว์เลี้ยงเฉพาะทาง การเงินเพื่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง และบริการด้านโลจิสติกส์การเดินทางที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าร่วมได้

    อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังปรับกลยุทธ์การตลาด โดยมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพในการประหยัดเวลา สิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพแบบครบวงจร และความใกล้ชิดกับศูนย์กลางทางอาชีพ เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดลำดับความสำคัญของ DINK ในด้านอาชีพและเวลาพักผ่อน

    อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกลุ่ม DINK ยังก่อให้เกิดความท้าทายระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความยั่งยืนของกำลังแรงงานและอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลง ผู้กำหนดนโยบายต้องยอมรับว่าแนวโน้ม DINK เป็นปฏิกิริยาต่อการขาดโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเป็นพ่อแม่

    ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ การปรับตัวสู่อนาคต

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทางการเงินแนะนำว่า คู่รัก DINK ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมภาวะเงินเฟ้อทางวิถีชีวิต โดยการใช้โปรแกรมการออมอัตโนมัติที่เข้มงวด ซึ่งจะดักจับเปอร์เซ็นต์ที่สูงของการเพิ่มขึ้นของเงินเดือน เช่น 30% ของรายได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายตามอัธยาศัยที่มากเกินไป

    การวางแผนการเกษียณอายุสำหรับ DINK ควรรวมบริการผู้ดูแลผลประโยชน์มืออาชีพและผู้จัดการดูแลผู้สูงอายุไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผน โดยมีการประมาณการและจัดสรรงบประมาณสำหรับต้นทุนการดูแลระยะยาวเหล่านี้อย่างชัดเจน เพื่อจัดการกับภาวะสุญญากาศผู้ดูแล

    สำหรับผู้กำหนดนโยบาย จำเป็นต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่ในมาตรการต่าง ๆ เช่น การลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่เท่าเทียมกัน การดูแลบุตรที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง และการจัดเตรียมงานที่ยืดหยุ่น เพื่อรักษาอัตราการเจริญพันธุ์และขนาดของกำลังแรงงาน

    รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมสำหรับประชากรสูงวัยที่มีฐานะดี ซึ่งจะพึ่งพาบริการดูแลมืออาชีพอย่างมากแทนที่จะพึ่งพาครอบครัว สิ่งนี้เรียกร้องให้มีการขยายและควบคุมภาคการดูแลผู้สูงอายุ ผู้จัดการดูแลผลประโยชน์ และบริการดูแลสุขภาพระยะยาว

    นโยบายสาธารณะและการนำเสนอของสื่อควรมุ่งเน้นการทำให้วิถีชีวิตที่หลากหลายเป็นที่ยอมรับ เพื่อลดการตีตราทางสังคมที่ก่อให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวลในหมู่บุคคลที่เลือกที่จะไม่มีบุตร

    การยอมรับความหลากหลายทางเลือกชีวิต

    ปรากฏการณ์ DINK ไม่ใช่แค่แฟชั่นหรือกระแสชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งผู้คนมีอิสระมากขึ้นในการเลือกวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับคุณค่าและเป้าหมายส่วนบุคคลของตน

    แม้ว่ากลุ่ม DINK จะเผชิญกับความท้าทายทั้งจากการตีตราทางสังคมและความซับซ้อนในการวางแผนทางการเงินระยะยาว แต่พวกเขาก็กำลังเปิดทางสำหรับการยอมรับความหลากหลายทางเลือกชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือทั่วโลก

    สิ่งสำคัญคือสังคมต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและยอมรับทางเลือกที่แตกต่าง พร้อมกับสร้างระบบสนับสนุนที่เหมาะสมสำหรับทั้งผู้ที่เลือกมีบุตรและผู้ที่เลือกไม่มีบุตร เพื่อให้ทุกคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

    การเติบโตของกลุ่ม DINK เป็นสัญญาณบอกเหตุที่สำคัญสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมโดยรวม ที่ต้องปรับตัวและพัฒนานโยบาย ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของประชากร ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพส่วนบุคคลและความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม

    อนาคตของสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบังคับให้ทุกคนเลือกเส้นทางเดียวกัน แต่อยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทุกคนสามารถเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับตนเองได้ พร้อมกับได้รับการสนับสนุนและความเคารพจากสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/dink-demographic-shift-global-impact-fire/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iA_avdMPXlMxgYyhJcXq7