Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สุชัชวีร์แนะไทยการทูตต้องเฉียบคม ปมสหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี เตือนอย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ

    สุชัชวีร์แนะไทยการทูตต้องเฉียบคม ปมสหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี เตือนอย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ

    วันนี้ (16 พฤศจิกายน) สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาว่า จะขอระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว และจะสามารถกลับมาเจรจาได้อีกครั้งเมื่อฝ่ายไทยได้ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามถ้อยแถลงสันติภาพว่า เป็นข้อพิสูจน์ชัด หากวันนี้หากเราคิดแค่จะเล่นการเมือง สุดท้ายผลกระทบถึงประเทศไทยในทุกด้าน ต้องยอมรับว่าประเทศไทยอยู่คนเดียวไม่ได้ต้องพึ่งพามหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือจีน

    ดังนั้นวิธีการดำเนินนโยบายหรือการสื่อสารทางการทูต ประเทศไทยต้องเฉียบคม หลายประเทศทำได้ดี แม้เขาจะอยู่ในภาวะที่ลำบากกว่าเรา ยกตัวอย่าง ประเทศเวียดนามที่ไม่ได้ดูแค่สหรัฐฯหรือจีนเท่านั้น แต่ยังมีรัสเซีย เวียดนามอยู่ตรงกลางของสามมหาอำนาจ ซึ่งทำให้ประเทศเขารวยขึ้น หรือประเทศตุรกีที่อยู่ระหว่างอาหรับ รัสเซียและสหรัฐฯ ปรากฏว่าเศรษฐกิจของเขาได้รับการเกื้อหนุน ทั้งที่ทั้งสามกลุ่มที่ไม่ถูกกัน

    ดังนั้นวันนี้จึงต้องเป็นเรื่องของความเฉียบคมทางการทูต ประเทศไทยต้องระมัดระวังเรื่องประเด็นทางการเมืองที่อาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการทูตและเศรษฐกิจ สำคัญคือทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้คนไทยยากจนกว่านี้ หากเราจำเป็นจะต้องประสานกับทุกฝ่ายก็จะต้องทำให้สำเร็จ เพื่อยึดถือผลประโยชน์ของชาติปากท้องของประชาชนเป็นหลัก

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suchatchavee-us-tax-talks-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Whc5U0u8N3kR_f4A8e82y

  • หัวหน้าเพื่อไทยชี้ รัฐบาลสื่อสารไม่รอบคอบ กระทบการทูต-เศรษฐกิจ

    หัวหน้าเพื่อไทยชี้ รัฐบาลสื่อสารไม่รอบคอบ กระทบการทูต-เศรษฐกิจ

    วันนี้ (16 พฤศจิกายน) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การบริหารประเทศต้องตั้งอยู่บนหลักคิดและการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ไม่ใช่การตอบสนองด้วยอารมณ์หรือคำพูดที่ขาดการชั่งน้ำหนัก เพราะถ้อยคำของผู้นำ ไม่ได้สะท้อนแค่ความคิดเห็นส่วนตัว แต่สะท้อนท่าทีของประเทศไทยทั้งประเทศต่อประชาคมโลก

    เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เห็นว่า การสื่อสารที่ขาดความรอบคอบ หรือการใช้ถ้อยคำที่อาจตีความได้หลากหลาย สามารถส่งผลกระทบในระดับการทูตและเศรษฐกิจได้ทันที ทั้งที่ในข้อเท็จจริง ประเทศไทยควรจะอยู่ในจุดที่มีหลักฐานรองรับ และสามารถยืนยันต่อเวทีนานาชาติว่าเหตุการณ์การละเมิดเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา แต่การส่งสัญญาณที่คลาดเคลื่อนกลับทำให้ประเทศต้องเผชิญความกดดันจากหลายทิศทาง แม้เรามีพื้นฐานที่น่าจะใช้สร้างความได้เปรียบได้ดีกว่านี้

    ประเทศไทยมีมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ ประมาณ 3 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติในเอกสารราชการ แต่สะท้อนถึงรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนหลายสิบล้านคน การสื่อสารทางการเมืองที่เชื่อมโยงประเด็นเศรษฐกิจกับความมั่นคงโดยไม่ประเมินผลกระทบให้รอบด้าน จึงอาจทำให้ความร่วมมือสำคัญหลายด้านชะงักงัน รวมถึงมาตรการปราบปรามเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งกระทบกับประชาชนโดยตรง

    ในอดีตประเทศไทยเคยใช้ทั้งความร่วมมือทวิภาคี พหุภาคี และการทูตเชิงรุก เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกับนานาประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐาน ทำให้เราสามารถรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในสถานการณ์ครั้งนี้ ประเทศของเรากลับไม่ได้ใช้กลไกเหล่านั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้อมูลของไทยถูกสื่อสารออกไปไม่ทันกับการตีความของนานาชาติ และทำให้เราตกอยู่ในสถานะที่ประนีประนอมได้ยากกว่าเดิม

    วันนี้ไทยจึงอยู่ในจุดที่ถูกกดดันทั้งสองด้าน ทั้งจากประเทศคู่กรณีและจากประเทศที่เป็นคู่ความร่วมมือสำคัญ ทั้งที่เราสามารถบริหารจัดการให้ดีกว่านี้ได้ หากการประสานงาน การสื่อสาร และการดำเนินกลยุทธ์ทางการทูตถูกวางอย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำมากกว่านี้

    ผมจึงอยากชวนให้สังคมไทยร่วมกันพิจารณาอย่างใจเย็นว่า เมื่อผลลัพธ์ของการบริหารครั้งนี้นำพาให้เราสูญเสียความได้เปรียบและต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก ประเทศไทยควรเดินอย่างไรต่อไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนให้ได้มากที่สุด

    อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/17LrNAy86f/?mibextid=wwXIfr

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/julapun-govt-speech-diplomacy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HLTPreqMdLWeq6xGWg2k0

  • ใบลาน เสียงขาน นิทาน: ไฟความหวังใต้ร่มศูนย์วัฒนธรรมมอญ

    ใบลาน เสียงขาน นิทาน: ไฟความหวังใต้ร่มศูนย์วัฒนธรรมมอญ

    วรัชยา สุริยะพันธุ์ : เรื่อง
    ต้นกล้า สิทธิเวช : ภาพ

    ใบลาน เสียงขาน นิทาน: ไฟความหวังใต้ร่มศูนย์วัฒนธรรมมอญ
    บัตรสีชมพู บัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย

    หากเดินทางจากสะพานมอญ แลนด์มาร์กของอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เข้าไปยังฝั่งหมู่บ้านมอญ ผ่านตลาด วัดวังก์วิเวการามและบ้านเรือนชาวมอญออกไปอีกราว 10 กิโลเมตร ความวุ่นวายของสถานที่ท่องเที่ยวจะเปลี่ยนเป็นความสงบของบ้านเรือนซึ่งแออัดน้อยลง

    จากนั้นหากเลาะผ่านตรอกซอกซอยขนาดเล็กที่มีต้นไม้ใบหญ้าขนาบสองฝั่งถนนไปถึงสุดซอย บางครั้งจะมีเสียงดนตรีและเสียงหัวเราะของหนุ่มสาวชาวมอญดังจากกลุ่มอาคารชั้นเดียว

    นี่คือที่ตั้งของ “ศูนย์วัฒนธรรมมอญ สังขละบุรี” แหล่งรวมความภาคภูมิใจของชาวชาติพันธุ์ในอำเภอสังขละบุรี ซึ่งหยั่งรากลึกและเบ่งบานให้คนนอกได้ชื่นชมเป็นบุญตา

    bailarn02
    วงปี่พาทย์มอญหงสาวดี สถานที่เรียบง่ายแห่งนี้ไม่ใช่แค่บ้านของคณะดนตรี แต่คือแหล่งปลูกฝังอัตลักษณ์ชาวมอญ
    bailarn03
    ครูสุริยา ผู้อาวุโสของศูนย์วัฒนธรรมมอญ หัวหน้าวงปี่พาทย์มอญ และนักดนตรีระนาดผู้คอยขับเคลื่อนวัฒนธรรมดนตรีและประวัติศาสตร์ชาวมอญในอำเภอสังขละบุรี

    จากใบลานสู่ Database

    กลางศูนย์วัฒนธรรมฯ มีอาคารหลังเล็กสุดตั้งอยู่ ป้ายไม้เหนือประตูเขียนว่า “ศูนย์สินค้าที่ระลึก” แต่เมื่อเข้าไปแล้วกลับมีตำราและงานวิจัยเกี่ยวกับชาวมอญจำนวนมาก เพราะที่นี่ยังเป็นสำนักงานย่อยซึ่งใช้เก็บเอกสารสำคัญ และเป็นที่พักผ่อนของชาวมอญสูงอายุผู้ยิ้มแย้มตลอดเวลา

    เขาคือ “มนชัย” ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมฯ และ “สุริยา” หนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง

    “ตอนที่ตั้งศูนย์ฯ เมื่อ 12 ปีที่แล้วเรามีแค่โครงการทำหนังสือโบราณ”

    มนชัยเอ่ยแล้วชี้ไปยังชั้นหนังสือเก่า ๆ ตรงมุมสำนักงาน ตู้หนึ่งมีหนังสือปกแข็งเล่มหนาบางสลับกันไป แต่ถัดไปอีกตู้คือหนังสือใบลานและหนังสือเก่าจนเหลืองกรอบใกล้ขาดเขียนด้วยภาษามอญโบราณ

    หนังสือใบลานเป็นจดหมายเหตุบันทึกประวัติศาสตร์ชาติมอญและวีรกรรมของวีรชนผู้ล่วงลับ ส่วนหนังสือเป็นบันทึกถึงวิถีชีวิตประจำวันของชาวมอญ

    “หนังสือส่วนใหญ่ได้จากคนมาบริจาคให้ ถ้ายังพออ่านได้ก็จะใช้วิธีการสแกนเป็นเอกสาร ถ้าเป็นภาษาโบราณ อาจารย์ (มนชัย) จะเป็นคนแปล ส่วนฉันมีหน้าที่พิมพ์ลงคอมพิวเตอร์ให้เป็นเอกสารขนาด Legal เก็บไว้รอทำเป็นหนังสือต่อไป” สุริยาเล่าเบื้องหลัง

    มนชัยเสริมว่าปัจจุบันโครงการแปลหนังสือชะลอการทำงานลง เพราะศูนย์วัฒนธรรมฯ พัฒนาโครงการอื่นขึ้นมาหลายอย่าง บวกกับการเข้ามาของอินเทอร์เน็ต ทำให้ผลงานส่วนใหญ่นำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์หรือเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล (Database) ในระบบของศูนย์วัฒนธรรมฯ มากกว่าการตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม ถึงจะเสียดายอยู่บ้าง แต่รอยยิ้มบนใบหน้าก็แสดงให้รู้ว่าท่านภูมิใจกับจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่สมาชิกรุ่นบุกเบิกสละหยาดเหงื่อเพื่อเป็นรากฐานอันมั่นคงของวัฒนธรรมมอญ

    กระบวนการนำคำแปลเข้าระบบคอมพิวเตอร์เป็นอีกขั้นตอนที่น่าสนใจ สุริยานำทางไปยังห้องทำงาน มีหญิงสาวนั่งแปลเอกสารด้วยแล็ปท็อปแป้นพิมพ์ภาษาอังกฤษ เธอพิมพ์คำอ่านเป็นภาษาอังกฤษ แล้วให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลออกมาเป็นอักษรมอญบนหน้าจอ เนื่องจากแป้นพิมพ์ยังไม่รองรับภาษามอญ

    เธอชื่อ มงยิน โท่วมอง นักศึกษาชาวมอญที่ข้ามประเทศมาเป็นคลื่นลูกใหม่ และยังเป็นนักร้องนำวงปี่พาทย์มอญประจำศูนย์วัฒนธรรมฯ แห่งนี้

    bailarn04
    ภาพการแสดงรำฟ้อนเล็บประกอบเพลงปี่พาทย์อันอ่อนช้อยสวยงาม
    bailarn05
    บรรยากาศหลังห้องเก็บตัวของนักแสดง โดยมีครูสุริยามาพูดคุยเกี่ยวกับการแสดง
    bailarn06
    รอยยิ้มของครูระหว่างช่วยเด็กๆ นักแสดงเก็บอุปกรณ์แต่งกายตามวัฒนธรรมมอญเพื่อสืบสานรักษาวัฒนธรรมโบราณ

    ขับขานบทเพลง เครื่องดนตรีบรรเลงกึกก้อง

    ยามบ่ายวงปี่พาทย์มอญประจำศูนย์วัฒนธรรมฯ จะซ้อมบรรเลงพร้อมนักแสดง บทเพลงที่ใช้แสดงนั้นมีเสน่ห์ ทั้งท่วงทำนองจากตะโพน กรับ และฆ้องวงเป็นเครื่องให้จังหวะ ระนาดกับจะเข้ (รูปรทรงเป็นจระเข้) เป็นเครื่องดนตรีนำ ผสมผสานกันเป็นจังหวะเนิบช้าแต่ทรงพลัง ยิ่งมีผู้รำใส่ชุดชาวมอญสีแดงขาว และเสียงใสไพเราะของมงยินข้างเวทีคอยบอกเล่าบรรยากาศอันสวยงามและอาหารของรัฐมอญแล้ว ยิ่งชวนให้ผู้ชมยิ้ม ราวกับได้ไปเยี่ยมบ้านเกิดของพวกเขา

    มงยินพูดภาษาอังกฤษคล่องจนทำลายกำแพงภาษาระหว่างฉันกับเธอได้เกือบหมด ด้วยวัย 20 กว่า ๆ ใกล้เคียงกัน บทสนทนาจึงไหลลื่นจนฉันเผลอเรียกเธอว่า “พี่มงยิน”

    “ก่อนมาอยู่ที่นี่ฉันเรียนจบปริญญาตรีด้านสัตววิทยาที่รัฐมอญค่ะ”

    “เดี๋ยว พี่พลิกจากนักสัตววิทยามาเป็นนักร้องได้ไง หนูงงไปหมดแล้ว”

    เราหัวเราะให้กันราวกับเป็นเพื่อนกันมานาน จากนั้นมงยินจึงเริ่มเล่าเส้นทางชีวิตให้ฟัง

    ชีวิตวัยรุ่นของเธอก็เหมือนหนุ่มสาวชาวมอญทั่วไป เธอสนใจเรื่องสัตว์จึงตัดสินใจเรียนปริญญาตรีด้านสัตววิทยาที่รัฐมอญ แต่เมื่อเรียนจบแล้วกลับไม่สามารถหางานตรงสายได้ จึงได้รับคำเชิญชวนจากญาติให้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อทำงานที่ศูนย์วัฒนธรรมมอญ สังขละบุรี

    “ตอนแรกฉันไม่ได้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมของตัวเองเลย ฉันแค่รู้ว่าฉันชอบร้องเพลง”

    เริ่มแรกเธอไม่ได้มีไฟแรงกล้าในการสานต่อวัฒนธรรมมอญอย่างผู้ใหญ่หลายคน แต่เธอมีน้ำเสียงอันไพเราะที่สัมผัสได้

    เส้นทางการเป็นนักร้องเริ่มต้นเมื่อนักร้องนำวงปี่พาทย์คนเก่าที่เธอเรียกว่า “รุ่นพี่” เห็นแววและฝึกให้เธอร้องเพลงประกอบวงปี่พาทย์มอญอย่างจริงจัง เธอฝึกอยู่ราว 1 ปี กระทั่งรุ่นพี่ต้องไปเรียนต่อ เปิดโอกาสให้มงยินได้ขึ้นเวทีในฐานะนักร้อง ตั้งแต่วันนั้นวัฒนธรรมที่ส่งผ่านเสียงเพลงก็ซึมซับเข้ามาในหัวใจทีละนิดจนกลายเป็นความฝันของเธอ

    “ฉันอยากเป็นนักร้องวงปี่พาทย์มอญที่มีชื่อเสียงค่ะ ที่สำคัญคืออยากให้คนรู้จักเพลงปี่พาทย์และวัฒนธรรมของเรามากกว่านี้ด้วย”

    ใบหน้ามงยินยิ้มกว้างที่สุดตอนพูดถึงความฝัน

    รอยยิ้มนั้นทำให้อุ่นใจได้ว่าเสียงใสดั่งกระดิ่งเงินนี้จะอยู่คู่วงปี่พาทย์มอญประจำศูนย์วัฒนธรรมฯ แห่งนี้ไปอีกนาน

    bailarn07
    ความพยายามในการเผยแพร่วัฒนธรรมและเครื่องดนตรีมอญโบราณไปสู่ระดับสากล ในภาพคือจะเข้มอญที่อยู่คู่กับดนตรีมอญมายาวนาน
    bailarn08
    ครูสุริยากำลังโชว์ใบลานภาษามอญโบราณที่เขาพยายามเก็บรวมรวมให้ได้มากที่สุด เพราะในนั้นมีประวัติศาสตร์ ภาษา และบันทึกเหตุการณ์สำคัญของชาวมอญไว้ แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กลับถูกทำให้หายไปมากกว่าจะเก็บรักษา

    นิทานพื้นบ้าน ตำนานที่แฝงด้วยประวัติศาสตร์มอญ

    จะเข้รูปจระเข้สีทองอร่ามวางอยู่บนเวทีหลังจบการแสดง เช่นเดียวกับพิณและกรับรูปจระเข้ตัวเล็กคล้ายกับเป็นแม่ลูกกัน

    มงยินขอตัวไปเปลี่ยนชุดที่ใส่แสดง ฉันเลยได้แต่นั่งจ้องเครื่องดนตรีเหล่านี้แล้วตั้งสมมติฐานไปเรื่อย กระทั่งหญิงท่าทางใจดีเดินผ่านมาให้ฉันตั้งคำถามแบบเจ้าหนูจำไม

    “ทำไมต้องเป็นจระเข้ใช่ไหม มันมาจากตำนานเก่าเกี่ยวกับเจ้าชายเมืองมอญที่เป็นเพื่อนกับจระเข้”

    ได้ยินดังนั้นฉันก็กลายเป็นเด็กน้อยที่อยากฟังนิทานสนุกๆ จากผู้ใหญ่ชื่อ อรัญญา เจริญหงษ์ษา เลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอสังขละบุรี

    นิทานว่าด้วยเจ้าชายของกษัตริย์เมืองมอญที่หลงรักเจ้าหญิงซึ่งอยู่อีกฟากแม่น้ำ เจ้าชายจึงผูกมิตรกับจระเข้ตัวหนึ่งเพื่อขี่หลังข้ามแม่น้ำไปหาเจ้าหญิงจนทั้งสองชอบพอกันในที่สุด แต่วันหนึ่งระหว่างเจ้าชายขี่จระเข้ข้ามแม่น้ำตามปรกติ มีจระเข้อีกกลุ่มเข้ามารุมกัดเพื่อนรักของเขาจนตาย เจ้าชายซาบซึ้งที่จระเข้ตัวนั้นทำให้เขาได้พบรักกับเจ้าหญิงจึงให้เหล่าบริวารสร้างเครื่องดนตรีต่าง ๆ เป็นรูปจระเข้เพื่อระลึกถึงเพื่อนสนิทของตนเอง เกิดเป็นเอกลักษณ์เครื่องดนตรีมอญที่สร้างต่อกันมา

    “หงส์ที่อยู่ตามเสาวัดมอญหรือที่ปักไว้บนชุดของนักแสดงก็เป็นอีกหนึ่งตำนาน” อรัญญาว่าต่อ

    เมื่อสมัยครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าและพระอานนท์ได้ล่องเรือในมหาสมุทรชมพูทวีปเพื่อเผยแผ่ศาสนา ระหว่างทางทั้งสองพบเกาะเล็กๆ บนเกาะมีหงส์สองตัวยืนอยู่ด้วยขาข้างเดียว เห็นดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงยิ้มให้หงส์สองตัวนั้น พระอานนท์เกิดความสงสัยจึงถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดจึงยิ้ม พระพุทธเจ้าจึงทำนายว่าในภายภาคหน้า เกาะนั้นจะกลายเป็นแผ่นดินขนาดใหญ่ มีพืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์และเฟื่องฟูไปด้วยวัฒนธรรม อันเป็นจุดกำเนิดของชื่ออาณาจักรหงสาวดี ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “เมืองที่มีหงส์”

    ตำนานสองเรื่องนี้ไม่ใช่แค่นิทานก่อนนอนเพื่อความบันเทิง แต่แทรกไปด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เข้าใจง่ายไม่น่าเบื่อ และฉันเชื่อว่านิทานเหล่านี้คือเครื่องมือชั้นดีในการถ่ายทอดเรื่องราวของบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น แต่แล้วอรัญญาก็เอ่ยบางอย่างที่สะกิดใจฉัน ใบหน้าของเลขานุการหญิงใจดีเปลี่ยนเป็นยิ้มขม

    “คนมอญที่ศูนย์ฯ นี้บางคนหนีมาจากเมียนมา บางคนถึงอยู่ในไทยมาครึ่งชีวิตก็ยังไม่ได้สัญชาติไทย”

    ราวกับถูกโลกความเป็นจริงกระแทกใส่หน้า ชาวมอญหลายคนที่ฉันพูดคุยด้วย รวมทั้งมนชัยและสุริยานั้น แนะนำตัวเองเพียงชื่อจริงแล้วละนามสกุลไว้ ฉันคิดไปเองว่าพวกเขาไม่ได้พูดถึง เพราะฉันไม่ได้ถามตั้งแต่แรก

    ไม่ใช่เลย พวกเขาไม่ได้ลืมหรือไม่อยากแนะนำตัว แต่เพราะพวกเขาไม่มีสิทธิตั้งนามสกุล ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานคนสัญชาติไทย

    อำเภอติดชายแดนอย่างสังขละบุรี มีผู้พลัดถิ่นอยู่ไม่น้อย สถานการณ์ความไม่สงบภายในเมียนมาในเวลานี้ยิ่งบีบบังคับให้ชาวเมียนมาต้องข้ามชายแดนมาตายดาบหน้าในประเทศเพื่อนบ้าน บางคนอาจต้องการที่พักพิงถาวรดังเช่นสมาชิกของศูนย์วัฒนธรรมฯ แห่งนี้ แม้จะได้รับสิทธิไม่เท่าคนสัญชาติไทย

    เรื่องราวภายใต้รอยยิ้มของคนที่นี่คืออะไร คงไม่มีใครเหมาะสมที่จะตอบได้ดีกว่าสมาชิกของศูนย์วัฒนธรรมฯ แห่งนี้

    bailarn09
    อักขระภาษามอญโบราณบนใบลาน
    bailarn10
    การนำภาษามอญมาพิมพ์ลงระบบออนไลน์ให้ชาวมอญรุ่นหลังได้กลับมาศึกษาเรื่องราวที่มาของตนเอง และมีความตั้งใจจะนำภาษามอญมาพัฒนาเป็นระบบแปลอัตโนมัติ (Auto-Translate) แสดงถึงความเป็นสากล

    ความรู้ที่ต้องหลบซ่อน

    ความสงสัยพาฉันย้อนกลับไปหา มนชัย ผู้อาวุโสของศูนย์วัฒนธรรมฯ ซึ่งยินดีตอบคำถามและเล่าเรื่องราวของสมาชิกวัยนักศึกษาราว 40 คน

    นักศึกษาชาวมอญแทบทั้งหมดในศูนย์วัฒนธรรมฯ กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีด้านศิลปวัฒนธรรมหรือนิเทศศาสตร์ ส่วนหนึ่งที่ได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย เลือกเดินทางมาฝึกงานที่นี่ แต่เนื่องจากเมียนมาอยู่ในภาวะสงครามซึ่งการศึกษาถูกจัดลำดับไว้หลังความอยู่รอด หนุ่มสาวผู้ต้องการไขว่คว้าอนาคต จึงต้องเดินทางข้ามประเทศโดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล

    เมื่อนักศึกษาได้รับอนุญาตจากทหารชายแดนและเดินทางมาถึงที่นี่อย่างปลอดภัย จะไม่สามารถออกจากพื้นที่อำเภอสังขละบุรีตลอดระยะเวลาการฝึกงานราว 6 เดือนถึง 1 ปี เนื่องจากไม่มีเอกสารยืนยันการเข้าเมืองจากรัฐบาลเมียนมา ระหว่างนั้นศูนย์วัฒนธรรมฯ จะช่วยจัดการเรื่องวีซาและเอกสารจำเป็นให้หากมีความประสงค์จะศึกษาต่อต่างประเทศ แต่หากต้องการกลับเมียนมาหลังฝึกงานเสร็จ ก็ยินดีประสานงานกับมหาวิทยาลัยต้นสังกัด เพื่อส่งตัวกลับไปเรียนต่อจนจบปริญญาตรี

    “ทางทหารชายแดนเขาเข้าใจว่านักศึกษามาเพื่อเรียน เขาก็ให้เข้ามา” มนชัยทิ้งท้าย

    ศูนย์วัฒนธรรมมอญ สังขละบุรีแห่งนี้ จึงกลายเป็นพื้นที่สีเทาทางกฎหมาย บางคนอาจพูดว่าการลักลอบเข้าประเทศเพื่อศึกษาต่อเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ขณะเดียวกันกฎหมายที่ตีความตามตัวบท อาจตัดสินว่าเป็นความผิดที่กลายเป็นภัยความมั่นคงได้ เป็นสองชุดความคิดซึ่งยังไม่มีข้อสรุปแน่นอน

    “ทุกวันนี้มีรถหกล้อรับส่งนักเรียนจากชายแดนมาโรงเรียนไทยทุกวัน ถ้าใช้กฎหมายไปจับเด็กเหล่านั้นให้ติดคุกจะเกิดอะไรขึ้น” ข้าราชการคนหนึ่งในสังขละบุรีให้ความเห็น

    คำตอบชัดเจนว่าเด็กเหล่านั้นก็จะหลุดออกจากระบบการศึกษา ซ้ำต่อไปยังหางานยากเนื่องจากมีประวัติอาชญากรรมติดตัวตั้งแต่เด็ก สุดท้ายพวกเขาอาจตกเข้าไปในวังวนของกิจกรรมสีเทา

    “ในสถานการณ์ที่เมียนมายังคงมีความวุ่นวาย การให้การศึกษาเขา คือการให้ชีวิตใหม่”

    ไม่ใช่แค่การให้ความรู้ที่นำไปพัฒนาชีวิตได้ แต่ยังหมายถึงความมั่นคงในชีวิตและสิทธิในการฝันว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต

    bailarn11
    สีหน้า แววตา และความตั้งใจของครูสุริยาที่ต้องการรักษาวัฒนธรรมมอญเพื่อส่งต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน และยังได้พูดทิ้งท้ายกับทีมงานเราด้วยว่า “ครูทำได้แต่รักษา ที่เหลือต้องปล่อยให้เด็กๆ(ชาวมอญ)ไปพัฒนากันต่อเอง”

    รอยยิ้มของชาวมอญนักสู้

    ระหว่างการแสดงวงปี่พาทย์ ฉันเห็นวัยรุ่นชาวมอญรุ่นร่ายรำและเล่นดนตรีอันเป็นรากเหง้าที่ยึดโยงพวกเขาไว้ด้วยกันเมื่อต้องจากบ้านเกิด สุริยาตีระนาดซึ่งเป็นเครื่องดนตรีนำของวง เปรียบได้กับแม่ทัพหญิงผู้ห้าวหาญ กำลังนำทัพทหารรุ่นใหม่ต่อสู้กับมรสุมชีวิต เพื่อก้าวสู่อนาคตที่หนุ่มสาวทั้งหลายใฝ่หา

    ศูนย์วัฒนธรรมมอญ สังขละบุรี ไม่ได้เป็นแค่แหล่งความรู้ แต่คือบ้านหลังเล็กของหนุ่มสาวผู้ต้องการคว้าอนาคตของตัวเองมาไว้ในกำมือ ฉันนึกถึงวลีที่มนชัยพูดพร้อมรอยยิ้ม

    “สิ่งที่คนรุ่นผมทำ คือการรักษาไม่ให้วัฒนธรรมหายไป ส่วนคนรุ่นใหม่จะฟื้นฟูและทำให้มันงอกเงยต่อไป”

    หากจะกล่าวว่า ไผ่เป็นผู้บันทึกเรื่องราวของชาวชาติพันธุ์ เป็นผู้เฝ้ามองผ่านรอยต่อแห่งกาลเวลา เป็นผู้ผ่านทุกห้วงเวลาร่วมกับชาวชาติพันธุ์ ราวกับผู้ใหญ่คนสำคัญคนหนึ่งในหมู่บ้าน ฉันเชื่อว่าก็ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงแต่อย่างใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sarakadee.com/2025/11/16/bailarn/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_ztChT2L40q4pAoxcGbqw

  • จำได้ไหม? “มารุโกะจัง” ฉบับคนแสดง ปี 2006 ผ่านมา 19 ปี ตอนนี้เป็นอย่างไร

    จำได้ไหม? “มารุโกะจัง” ฉบับคนแสดง ปี 2006 ผ่านมา 19 ปี ตอนนี้เป็นอย่างไร

    “หนูมารูโกะ” เวอร์ชันคนแสดงโตแล้ว! กลายเป็นสาวสวยมากความสามารถ พูดได้ 4 ภาษา คะแนนโทอิค 970

    การ์ตูนดัง หนูมารูโกะจัง หรือ Chibi Maruko-chan เคยถูกสร้างเป็นละครคนแสดงจริงในปี 2006 โดยมีนักแสดงเด็กวัย 9 ขวบอย่าง โมริซาโกะ เอ รับบทเป็นมารูโกะผู้ร่าเริงและน่ารัก

    หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี เด็กหญิงในวันนั้นได้เติบโตขึ้นเป็นสาวงามผู้มากความสามารถ จนกลายเป็น “สาวสวยสายวิชาการ” ที่สื่อญี่ปุ่นกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง

    ล่าสุด โมริซาโกะ เอ ปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ชื่อดังของญี่ปุ่น DayDay. เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เธอเผยว่า ปัจจุบันจบการศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยโซเฟีย (Sophia University) และสามารถพูดได้ถึง 4 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ เกาหลี จีน และญี่ปุ่น

    นอกจากนี้ ยังเคยได้รับเชิญไปสอนภาษาจีนในช่องการศึกษาของ NHK อีกด้วย

    โมริซาโกะ เอ เล่าว่า เธอเริ่มสนใจด้านภาษาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย โดยสามารถสอบผ่านวัดระดับภาษาอังกฤษระดับสูงสุด และทำคะแนนการสอบ TOEIC ได้ถึง 970 คะแนน ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับผู้สอบทั่วไป

    ในเดือนกันยายนปีก่อน เธอเคยโพสต์ภาพฉลองอายุ 28 ปี บนอินสตาแกรม ทำให้แฟน ๆ หลายคนเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมว่า “น่ารักมาก!” “ติดตามมาตั้งแต่ตอนเล่นเป็นมารูโกะเลย” และ “ยิ่งโตยิ่งสวย!”

    ย้อนกลับไปเมื่อครั้งรับบทเป็นมารูโกะในเวอร์ชันคนแสดง โมริซาโกะ เอ ในวัย 9 ขวบ โดดเด่นด้วยดวงตากลมใส หน้าตาอ่อนโยน และทรงผมหน้าม้าแบบเอกลักษณ์ ซึ่งผสมผสานกับฝีมือการแสดงได้อย่างลงตัว ทำให้เธอเป็นที่รักของผู้ชมทั่วญี่ปุ่น

    จนถึงวันนี้ เธอก็ยังสามารถเปล่งประกายความน่ารักและความฉลาดออกมาได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

    1. ETtoday

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9856414/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L7kbtBFF1dSb8QeTpNJLK

  • เช็กเสียง’17 จว.ภาคกลาง’ วันนี้หนุน‘พรรคการเมือง’ไหน เชียร์ใครเป็น‘นายกรัฐมนตรี’

    เช็กเสียง’17 จว.ภาคกลาง’ วันนี้หนุน‘พรรคการเมือง’ไหน เชียร์ใครเป็น‘นายกรัฐมนตรี’

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.32 น.

    เช็กเสียง’17 จว.ภาคกลาง’ วันนี้หนุน‘พรรคการเมือง’ไหน เชียร์ใครเป็น‘นายกรัฐมนตรี’

    16 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “กระแสการเมือง ภาคกลาง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคกลาง (จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมือง “ภาคกลาง” เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

    เมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

    + อันดับ 1 ร้อยละ 35.65 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

    + อันดับ 2 ร้อยละ 19.60 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

    + อันดับ 3 ร้อยละ 12.75 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

    + อันดับ 4 ร้อยละ 9.15 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

    + อันดับ 5 ร้อยละ 4.55 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)

    + อันดับ 6 ร้อยละ 3.85 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

    + อันดับ 7 ร้อยละ 3.50 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

    + อันดับ 8 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

    + อันดับ 9 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

    + อันดับ 10 ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)

    + อันดับ 11 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา)

    + ร้อยละ 1.50 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) พลโทบุญสิน พาดกลาง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

    + ร้อยละ 0.65 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนภาคกลางจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

    + อันดับ 1 ร้อยละ 28.95 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

    + อันดับ 2 ร้อยละ 28.85 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

    + อันดับ 3 ร้อยละ 9.70 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

    + อันดับ 4 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

    + อันดับ 5 ร้อยละ 8.45 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

    + อันดับ 6 ร้อยละ 5.45 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

    + อันดับ 7 ร้อยละ 2.60 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

    + อันดับ 8 ร้อยละ 2.05 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

    + อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น พรรคชาติไทยพัฒนา

    + อันดับ 10 ร้อยละ 1.00 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ

    + ร้อยละ 1.40 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยภักดี และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

    + ร้อยละ 0.40 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    -005

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/928165&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MopEzxHF5hL80fZ_puE9S

  • รองนายกฯ เอกนิติ เตรียมนำ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” หารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันอังคารที่จะถึงนี้

    รองนายกฯ เอกนิติ เตรียมนำ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” หารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันอังคารที่จะถึงนี้

    รองนายกฯ เอกนิติ เตรียมนำ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” หารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันอังคารที่จะถึงนี้ ส่วนการหารือข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกายืนยันเดินหน้าต่อตามกรอบเดิม

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณี โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ว่า จะมีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันอังคารที่จะถึงนี้ ซึ่งตอนนี้ได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประชาชน โดยได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน ส่วนร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่ที่น้ำท่วม  และใช้สิทธิ์คนละครึ่ง พลัส ก็จะมีการนำเรื่องนี้เข้าหารือด้วยเช่นกัน

    ซึ่งจะมีโครงการให้เงินสนับสนุน สมทบร้านค้า ที่น้ำท่วม และร้านค้าทั่วไป ซึ่งในส่วนของร้านค้าขณะนี้มีลงทะเบียนแล้วประมาณ 900,000 ราย จะให้ร้านค้าที่ลงทะเบียน สามารถเรียนพัฒนาทักษะในการขายของออนไลน์เพื่อเพิ่มรายได้ เช่น ในช่วงน้ำท่วมก็อาจจะขายของออนไลน์ เชื่อว่าตรงนี้ก็ทำให้เงินหมุนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยทักษะที่ทำการสอนร้านค้าจะเป็นเรื่องการขอขายของออนไลน์ ทักษะในการลดต้นทุน และทักษะในการเอาเทคโนโลยีมาใช้ เงินสมทบจะให้เงินสมทบร้านค้า 20% จะเริ่มสนับสนุนตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายนถึงวันที่ 19 ธันวาคม นี้

    ส่วนคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ตอนนี้กระทรวงการคลัง ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและออกแบบนโยบายอยู่ โดยนายกรัฐมนตรี ขอให้ช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องรวมถึงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการค้าขายสามารถค้าขายได้มากขึ้น และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยจะได้ไม่ต้องไปกู้นอกระบบ โดยคาดว่าคนละครึ่งเฟส 2 จะสามารถเริ่มได้ในต้นปีหน้า

    ส่วนการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ นายเอกนิติ กล่าวว่า ล่าสุดจะยังคงเดินหน้าเจรจาการค้าต่อ โดยได้มีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ข้อมูลที่ได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ตอนนี้คือจะมีการชี้แจงกับ USTR ซึ่งการส่งจดหมายของ USTR  มา อาจเป็นการก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทีมงานเจรจาจะต้องมีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ในกรอบเดิมโดยมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามกำหนดการที่วางเอาไว้ นอกจากนี้ยังระบุว่าเรื่องการค้าเป็นเรื่องปากท้องของประชาชน ยังไงก็ต้องเดินหน้าต่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61263&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tIUpwhP_eSefO9dZEWnyf

  • “สุวิทย์” ชี้ การเมืองไทยต้องเปลี่ยน “เกม” เพื่อเลี่ยงการเป็นชาติที่ล้มเหลว

    “สุวิทย์” ชี้ การเมืองไทยต้องเปลี่ยน “เกม” เพื่อเลี่ยงการเป็นชาติที่ล้มเหลว


    การเมืองไทยต้องเปลี่ยน “เกม” เพื่อเลี่ยงการเป็นชาติที่ล้มเหลว อดีตรมว.อว. ลั่น เราเล่น “เกมผิด” มานานเกินไป

    นายสุวิทย์ เมษินทรีย์  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  การเมืองไทยต้องเปลี่ยน “เกม” เพื่อเลี่ยงการเป็นชาติที่ล้มเหลว

    The Infinite Game: บทใหม่ของการเมืองและเศรษฐกิจไทย

    ประเทศไทยกำลังเผชิญความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: เราเล่น “เกมผิด” มานานเกินไป

    ในขณะที่โลกเร่งไปด้วยความเร็วของ AI, ภูมิรัฐศาสตร์ที่ปั่นป่วน และการแข่งขันเชิงอารยธรรม — ประเทศไทยกลับวนอยู่ใน “เกมจำกัด” (Finite Game) ที่เน้นผลประโยชน์ระยะสั้น คะแนนนิยมรอบเลือกตั้ง และการซื้อเวลาแบบไม่สร้างความสามารถแข่งขันในระยะยาว

    นี่คือแก่นของ Political Dilemma ของไทย: Short-Term Gain / Long-Term Loss —หว่านเงินซื้อปัจจุบัน แลกกับการสูญเสียอนาคต

    ผลลัพธ์คือ ประเทศที่เสี่ยงต่อความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง — เศรษฐกิจเติบโตช้า ช่องว่างทักษะขนาดใหญ่ สังคมสูงวัยแบบไม่พร้อม และระบบการเมืองที่ไม่สามารถจัดการกับอนาคตได้

    หากจะอยู่รอดและยืนหนึ่งในศตวรรษที่ปั่นป่วนนี้ ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการเล่น “เกมจำกัด” (Finite Game) สู่ “เกมอนันต์” (Infinite Game) —การเมืองที่กล้าลงทุนในสิ่งที่สร้างอนาคต แม้ต้องยอมเจ็บระยะสั้น

    ~ กับดักเกมจำกัด: ทำไมไทยแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง

    การเมืองไทยถูกออกแบบให้คิดปีต่อปี วาระต่อวาระ จึงพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ “เจ็บแต่จำเป็น” และเลือกสิ่งที่ “ง่ายแต่ทำลายอนาคต”

    (1) Populism ยุคใหม่ : ได้คะแนนเร็ว แต่ทำลายทุนอนาคต
     • แจกเงินแบบไม่ผูกกับการพัฒนาทักษะ
     • นโยบายสร้างหนี้แต่ไม่สร้างสินทรัพย์
     • เอื้อกลุ่มเฉพาะแบบเบี้ยหัวแตก
    → ประเทศไม่สร้าง Productivity, ไม่พัฒนา Talent, ไม่ยกระดับ Competitiveness

    (2) ความกลัวที่ฆ่าการปฏิรูป : นักการเมืองกลัวเสียคะแนนมากกว่ากลัวเสียประเทศ จึงไม่กล้าแตะ
     • ปฏิรูปภาษี
     • การศึกษา
     • ตำรวจ–ยุติธรรม
    → ประเทศจมอยู่กับระบบที่ “แพง-ช้า-ด้อยประสิทธิภาพ”

    (3) Infrastructure ของคะแนน ไม่ใช่ Infrastructure ของอนาคต
    สนามกีฬา ถนน ตึกอาคาร = จับต้องได้ ตัดริบบิ้นง่าย แต่ไม่มีฐานการแข่งขันของโลกยุคใหม่
     • AI Infrastructure
     • Digital Public Goods
     • Talent Infrastructure

    →ประเทศยังพัฒนาแบบศตวรรษที่ 20 เพื่อรับความท้าทายของศตวรรษที่ 21

    ~ สูตรใหม่ของไทย: Short-Term Loss / Long-Term Gain

    ประเทศที่ประสบความสำเร็จทั้งหมดเล่นเกมเดียวกัน คือ ยอมเจ็บวันนี้ เพื่อชนะในอีก 20–30 ปี นี่คือหัวใจของ “Infinite Game”

    ตัวอย่างจริงจากโลก และบทเรียนที่ไทยทำตามได้ทันที

    1. สิงคโปร์: ลงทุนเกินปีเลือกตั้ง (Beyond Election Cycle) โดยลงทุนใน
     • ระบบการศึกษาใหม่
     • Digital State
     • Public Health 4.0
    แม้ประชาชนต้องปรับตัว เจ็บระยะสั้น แต่ได้ประเทศที่มั่นคง แข่งขันได้ และเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

    2. ฟินแลนด์: Education Reform ที่เจ็บแต่คุ้ม ลดวิชาท่องจำ เพิ่ม Active Learning + AI Learning ใช้เวลา 10 ปีเห็นผล แต่กลายเป็นระบบการศึกษายอดเยี่ยมของโลก

    3. เกาหลีใต้: วิจัย-นวัตกรรมที่เริ่มต้นจากความไม่เข้าใจ ถูกด่าว่า “เปลืองงบ ไม่เห็นผล” แต่สุดท้ายคือรากฐานของ Samsung, LG, Hyundai

    4. เดนมาร์ก: Tax Reform ที่ยุติธรรมกว่า เจ็บตอนแรก แต่ทำให้รัฐเข้มแข็ง ประชาชนไว้วางใจ  กลายเป็นประเทศมีทุนสาธารณะเพื่อสร้างอนาคต

    5. Anti-Scamocracy: เจ็บนักการเมืองบางกลุ่ม แต่คุ้มทั้งประเทศ ด้วย
     • API งบประมาณ
     • ระบบเลือกตั้งโปร่งใสแบบ Digital Trail
     • AI-Driven Integrity
    ทำให้ “โกงยาก คอร์รัปชันแพง” คือรากฐานของรัฐสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 21

    ~ Infinite Game: การเมืองที่เลือกสิ่งที่ถูกต้อง มากกว่าสิ่งที่ง่าย

    ประเทศไทยจะออกจากกับดักปัจจุบันได้ เมื่อเรากล้าถามคำถามใหม่ว่า: “สิ่งนี้จะทำให้ประเทศไทยแข็งแกร่งขึ้นในอีก 20 ปีหรือไม่?”

    นี่คือแก่นของ
     • Principled Pragmatism → ปฏิบัตินิยมที่ยืนบนหลักการ ไม่ใช่ปฏิบัตินิยมแบบไร้เข็มทิศ
     • Techno-Moral Discipline → ใช้เทคโนโลยีอย่างมีวินัยและมีคุณธรรม
     • Civilizational Leadership → ผู้นำที่สร้างอนาคต ไม่ใช่แค่เอาตัวรอดในปัจจุบัน

    ผู้นำยุคใหม่ต้องกล้ายอมเสียคะแนนวันนี้ เพื่อรักษาประเทศในวันหน้า

    ~ บทสรุป: ประเทศไทยต้องเลือกว่าจะเป็นผู้เล่นเกมสั้น หรือผู้สร้างเกมยาว

    เกมสั้นให้ความสุขแค่ช่วงเลือกตั้ง เกมยาวให้อนาคตกับทั้งประเทศ

    ประเทศที่อยู่รอดในยุคภูมิรัฐศาสตร์ป่วน เทคโนโลยีเร่ง และสงครามอารยธรรม ไม่ใช่ประเทศที่ “แจกเก่ง” แต่คือประเทศที่ลงทุนในสิ่งที่สร้างความแข็งแกร่งระยะยาว

    ประเทศไทยต้องเลือกว่าจะยังแพ้ด้วยเกมสั้น หรือชนะด้วยเกมยาว

    นี่คือ “บทใหม่” ที่กำลังรอให้การเมืองไทยเขียนขึ้น—บทของ The Infinite Game บทของประเทศที่กล้าเจ็บวันนี้ เพื่อยืนหนึ่งในวันข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/37583&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3utgwUUavgtW_a0CLIeJra

  • การตลาดมหาวิทยาลัยบนฐานคุณภาพ: การสร้างคุณค่าทางอุดมศึกษาจากประสบการณ์และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้

    การตลาดมหาวิทยาลัยบนฐานคุณภาพ: การสร้างคุณค่าทางอุดมศึกษาจากประสบการณ์และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/110710&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28rNSRlQneJ1C8iR4k09hO

  • ข่าวปลอมระบาดพุ่ง 400% นักวิชาการ มข.แนะเทคนิครู้เท่าทัน “หยุด สงสัย ตรวจสอบ” ก่อนแชร์

    ข่าวปลอมระบาดพุ่ง 400% นักวิชาการ มข.แนะเทคนิครู้เท่าทัน “หยุด สงสัย ตรวจสอบ” ก่อนแชร์

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.10 น.

    ข่าวปลอมระบาดพุ่ง 400% นักวิชาการ มข.แนะเทคนิครู้เท่าทัน “หยุด สงสัย ตรวจสอบ” ก่อนแชร์

    มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชวนมองปรากฏการณ์ข่าวปลอมจาก AI ที่กำลังระบาดกับ ดร.วันวิสาข์ วรรณพิพัฒน์ อาจารย์ประจำหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสื่อสร้างสรรค์(Creative Media Technology: CMT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    “ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้มีการเกิดข่าวปลอมเพิ่มขึ้นถึง 400% ซึ่ง AI ถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น  ด้วย 3 ปัจจัย คือ 1.เทคโนโลยีที่เข้าถึงและใช้งานได้ง่ายมากขึ้น 2.เทคโนโลยี AI มีการพัฒนาคุณภาพให้สมจริงมากยิ่งขึ้น และ 3.การเปลี่ยนยุคจากสื่อเก่าสู่สื่อใหม่ที่ผู้รับสารเป็นผู้ส่งสารได้จนนำไปสู่การแพร่กระจายของข่าวปลอมเป็นวงกว้าง”

    ดร.วันวิสาข์ มองว่า ปัจจุบันข่าวปลอมไม่ได้เป็นเพียงข้อความ แต่กลับเป็นกระบวนการเคลื่อนไหลของข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อผู้รับสาร โดยเฉพาะการสร้างภาพด้วย AI ที่ใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาทีก็สามารถสร้างภาพที่ปรับแต่งรูปแบบได้มากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้ข่าวปลอมสมจริงมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันใคร ๆ ก็สามารถสร้างคลิปวิดีโอจาก AI ได้ซึ่งทำให้ผู้รับสารมีความรู้สึกร่วมมากขึ้น (Personalized AI) และกำลังพัฒนาไปสู่การหลอกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งข่าวปลอมประเภทนี้ยังสามารถผลิตออกมาได้เป็นจำนวนมาก (Mass Production) เมื่อมีผู้ส่งสารเพียง 1 คน กลับสามารถกระจายไปได้เป็นร้อยเป็นพันอย่างไม่จำกัด

    ทำไมผู้คนยังหลงเชื่อข่าวปลอมจาก AI –  ดร.วันวิสาข์ แสดงความคิดเห็นว่า หากมองในเลนส์ของทฤษฎีการสื่อสาร ในอดีตจะมีสื่อ ผู้ส่งสาร และผู้รับสารซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบเส้นตรง แต่เมื่อมีโซเชียลมีเดียเข้ามาทำให้ผู้รับสารสามารถเป็นผู้ส่งสารได้เช่นกันจนเกิดเป็นความสัมพันธ์แบบวงกลมแทน และด้วยเหตุนี้ส่งผลให้ข่าวปลอมที่สร้างจาก AI เข้าถึงผู้คนได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

    ในด้านจิตวิทยาพบว่า ข่าวปลอมจาก AI กำลังสร้างทางลัดทางความคิดให้ผู้รับสาร กล่าวคือ เมื่อความสมจริงของ AI เพิ่มมากขึ้น ความสงสัยของมนุษย์ก็จะลดน้อยลง และตัดสินใจแชร์ต่อทันที จึงทำให้ “คลิปหญิงต่อว่าเจ้าหน้าที่” หรือ “คลิปชายแบกช้างกลางถนน” กลายเป็นกระแสไวรัลและมีการแชร์ต่อนับหมื่นครั้ง

    4 เทคนิคสังเกตข่าวปลอมจาก AI สู่การ “หยุด สงสัย ตรวจสอบ” ก่อนแชร์ข่าวปลอม

    ดร.วันวิสาข์ ยังได้แนะนำเทคนิคการสังเกตข่าวปลอมจาก AI โดยเฉพาะคลิปวิดีโอและภาพที่ถูกสร้างขึ้นว่า มีเทคนิคการสังเกตเบื้องต้น 4 ข้อ ดังนี้ 1.สังเกตแววตาของบุคคลในคลิป หากไม่มีแววตาแสดงว่าเป็นคลิปที่ถูกสร้างขึ้นด้วย AI 2.การเคลื่อนไหวของมือ เท้า และเส้นผมที่ไม่เป็นธรรมชาติ 3.การเคลื่อนไหวของริมฝีปากที่ผิดปกติ และ 4.ตัวหนังสือในคลิปหรือในภาพที่อาจจะมีการสะกดผิด สลับตัวอักษร ตลอดจนรูปแบบฟอนต์ที่บิดเบี้ยวไม่ปกติ อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตเหล่านี้ยังสามารถใช้ได้ในปัจจุบัน แต่ใน3-5 ปีข้างหน้าที่ AI ได้รับการฝึกฝนเพิ่มมากขึ้นก็อาจจะทำให้ทั้ง 4 ข้อนี้สมจริงมากยิ่งขึ้นได้ในอนาคต

    “นอกจากการสังเกต 4 ข้อนี้แล้ว อยากฝากให้ทุกคน “หยุด สงสัย ตรวจสอบ” เมื่อเห็นสื่อขอให้หยุดก่อน อย่าเพิ่งแชร์ทันที จากนั้นให้พิจารณาด้วยความสงสัยหรือเอ๊ะ  และตรวจสอบด้วยเครื่องมือต่าง ๆ หรือสิ่งที่ง่ายที่สุด คือ ถามคนรอบข้างให้ช่วยกันดูว่าสิ่งที่เราดูอยู่เป็นข่าวปลอมจาก AI หรือไม่ เพราะหลายครั้งที่มิจฉาชีพก็ใช้วิธีการสร้างข้อมูลปลอมจาก AI พร้อมเตือนให้กดลิงก์หลอกลวงด้วยข้อความที่เล่นกับความรู้สึกกับมนุษย์มากขึ้น นั่นคือการทำให้เกิดความกลัว ความสนใจ หรือความอยากได้ เพราะฉะนั้น 3 คำสำคัญนี้จะช่วยลดอันตรายของข่าวปลอมจาก AI ได้ค่ะ ”

    ในอนาคต 3-5 ปี เทคโนโลยี AI จะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร ? –  เมื่อเทคโนโลยี AI มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น ในอนาคต ดร.วันวิสาข์ มองว่า สังคมจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ด้านการศึกษานั้นจะได้รับผลกระทบในด้านดี เพราะนักศึกษาจะได้รับการเรียนรู้และฝึกฝนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะที่ด้านการสื่อสารมวลชนเองเทคโนโลยีก็มีส่วนสำคัญในการช่วยกระจายข่าวสารเป็นวงกว้างให้เข้าถึงผู้คนและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ขณะที่อีกด้านข่าวปลอมต่าง ๆ ก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน โดยในอนาคตอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่มีการใช้ข่าวปลอมเป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ แต่สุดท้ายแล้วก็จะมีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาตรวจสอบข่าวปลอมเช่นเดียวกัน จึงมองว่าในอนาคตจะมีสื่อที่ผ่านการตรวจสอบ (Verified Media) ให้ผู้คนได้เลือกรับสารอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันก็จะมีหน่วยงานหรือแม้แต่สำนักข่าวมาช่วยตรวจสอบเนื้อหาที่สร้างจาก AI เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับปัจจุบันที่มีหลายองค์กรเข้ามาตรวจสอบข่าวปลอมนั่นเอง

    “เมื่อก่อนเรามีเครื่องมือสำหรับตรวจสอบการคัดลอกข้อมูลหรือการทำซ้ำ แต่ตอนนี้ก็มีเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบได้เช่นกันว่ามีข้อมูลทำซ้ำจาก AI หรือสร้างจาก AI หรือไม่ สามารถค้นหาบนอินเทอร์เน็ตได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ความตระหนักและรู้เท่าทันของผู้ใช้งานหรือมนุษย์ เช็กให้ชัวร์ก่อนแชร์ เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ในยุคข่าวปลอมจาก AI ระบาดได้อย่างปลอดภัย”

    ทั้งนี้ ดร.วันวิสาข์ ทิ้งท้ายว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นสถาบันการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการปรับการเรียนการสอนให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอยู่เสมอ ในส่วนของรายวิชา Digital Information Literacy วิชา Digital Technology Communication และวิชา Advanced Multimedia Production ที่รับผิดชอบอยู่นั้น ก็มีการปรับเนื้อหาให้นักศึกษาได้นำ AI มาใช้ในการสร้างสรรค์ภาพ สร้างวิดีโอ และงานเขียนทางวิชาการ เพื่อฝึกฝนทักษะการสร้างสื่อด้วยเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการปลูกฝังจริยธรรมการใช้ AI และจริยธรรมทางการสื่อสาร เพื่อปลูกฝังให้เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ เป็นผู้สร้างสื่อที่มีจริยธรรม และเป็นพลเมืองยุคดิจิทัลที่มีทักษะทางเทคโนโลยีรวมถึง AI อย่างมีศักยภาพพร้อมสู่การทำงานในปัจจุบันและอนาคตต่อไป

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/454537&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b_rQQaQ7SJ13gcMf-tyP3

  • เพื่อไทย ชี้ รัฐบาลบริหารล้มเหลว ทำประเทศเสี่ยงเสียอธิปไตยและเศรษฐกิจ…

    เพื่อไทย ชี้ รัฐบาลบริหารล้มเหลว ทำประเทศเสี่ยงเสียอธิปไตยและเศรษฐกิจ…

    วันนี้ (16 พฤศจิกายน) ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีสหรัฐอเมริกาแจ้งขอระงับการเจรจาภาษีการค้ากับไทยชั่วคราว หลังรอคำยืนยันว่าฝ่ายไทยจะกลับเข้าสู่ Joint Declaration (MOU ร่วม) ไทย-กัมพูชาอีกครั้ง โดยระบุว่า การบริหารของรัฐบาลปัจจุบันทำให้ประเทศเสียหายจนประเมินไม่ได้ เราทุกคนมีความรักชาติเหมือนกัน แต่วิธีการบริหารที่ต่างกัน จะสร้างความเสียหายแบบที่ประเมินไม่ได้

    โฆษกพรรคเพื่อไทยย้ำว่า พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่าไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย รวมถึงสิทธิในการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนเมื่อถูกรุกล้ำ และเราก็ได้ดำเนินการบนรากฐานความคิดนั้นมาตลอด โดยที่ผ่านมารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยได้ทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ได้ตอบโต้ผู้ที่รุกล้ำอธิปไตยและสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนไทย โดยได้แสดงแสนยานุภาพในการตอบโต้จนเป็นที่ประจักษ์ ข่าวลือข่าวปลอมต่างๆ ที่ว่าเราสั่งให้หยุดก็พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง

    ศึกษิษฏ์ ระบุว่า ในช่วงเดียวกัน พรรคเพื่อไทยยังเดินหน้าการทูตเชิงรุก ผ่านทั้งกลไกทวิภาคี (สองฝ่าย) และพหุภาคี (หลายฝ่าย) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอธิปไตยและเศรษฐกิจ จนนานาประเทศทั่วโลกหันมาฟังและพร้อมที่จะสนับสนุนเรา เอาโลกมาล้อมคู่กรณี

    ศึกษิษฏ์เปรียบเทียบกับการบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่คำพูดที่สับสน ไม่มีวุฒิภาวะ ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย หรือบางคำอาจจะนำไปสู่การเสียดินแดน ผลักพันธมิตรออกห่าง ไม่เดินการทูตเชิงรุกจนเราเสียพันธมิตรทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี

    โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนะรัฐบาลตั้งแต่แรกให้รีบทำงานเชิงรุกผ่านประเทศมหาอำนาจ พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางมาตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ให้นายกรัฐมนตรีเร่งพูดคุยกับอเมริกาและจีน ประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ผลักดันและสักขีพยานในปฏิญญาสันติภาพ และให้กรอบกลไกนานาชาติต่างๆ เพื่อนำข้อมูลของประเทศเราออกไปก่อน แสดงให้โลกรู้ว่าเราไม่ได้เริ่มก่อนแต่กัมพูชาเป็นคนฉีกกติกา และใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมกดดันกัมพูชา เหมือนที่เราเคยทำ

    ผลลัพธ์จากการบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศอยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก นอกจากเผชิญหน้ากัมพูชาแล้ว ยังเจอกับแรงกดดันจากอเมริกาอีกด้วย ทั้งที่สามารถรับมือสถานการณ์ได้ดีกว่านี้โดยไม่ขยายประเด็นเปิดช่องให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถึงแม้ว่าเราจะไม่พอใจกับท่าทีของสหรัฐอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคือมูลค่าการค้าขายกว่า 3 ล้านล้านบาท ภายใต้ตัวเลขเหล่านี้คือพี่น้องประชาชนจำนวนหลายสิบล้านคนที่จะได้รับผลกระทบ เสียหายทั้งในด้านอธิปไตยและด้านเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบถึงความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องก็ต้องติดค้างอยู่ด้วย และถึงพรรคฝ่ายค้านว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้ได้กระทำ นับเป็นความผิดพลาดเพียงพอที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปหรือไม่

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pheu-thai-government-sovereignty/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BEVH16y_rc9mMSSKbZqf1