Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดร่างประกาศใหม่ ผ่อนปรนเวลาขายเหล้า เบียร์ 11.00 – 24.00 น. 6 เดือน

    เปิดร่างประกาศใหม่ ผ่อนปรนเวลาขายเหล้า เบียร์ 11.00 – 24.00 น. 6 เดือน

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ยก ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นไปตามมติของ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากเดิม เพื่อลดข้อจำกัดของภาคธุรกิจที่มีผลต่อการท่องเที่ยวและเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 

    กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าธรรมดา รัฐจึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดขนาดของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ด้านอุบัติเหตุ หรือด้านอาชญากรรม

    โดยมาตรการควบคุมเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในมาตรการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางกายภาพที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าจะเกิดประสิทธิผลในการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

    กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค จึงออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กำหนดให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้เฉพาะในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ 11.00 น. – 14.00 น. และ 17.00 น. – 24.00 น. 

    ยกเว้นการขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และการขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

    ต่อมาคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ได้มีการจัดประชุม เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีการพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยทุกภาคส่วนต้องบูรณาการการทำงานตามมาตรการ Quick Big Win 5 เสาหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในมาตรการดังกล่าว ต่อมาในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ กนศ. เสนอ

    โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาทบทวนกฎหมายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ไห้กับผู้ประกอบการและภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย 

    ทั้งนี้ การพิจารณาในเรื่องดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงปัจจัยและผลกระทบในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและรอบด้านในทุกมิติ อาทิ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้า ความเหมาะสมสอดคล้องกับหลักศาสนาและศีลธรรม ผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรม การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศโดยรวม อีกทั้งยังต้องมีความเหมาะสมและเป็นธรรมในระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันด้วย

    สาระสำคัญของร่างกฎหมาย

    สำหรับสาระสำคัญของ ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. …. เป็นการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ในช่วงเวลา 11.00 น. – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น. แต่ในระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ให้สามารถขายได้ในช่วงเวลา 11.00 น. – 24.00 น. 

    พร้อมทั้งกำหนดให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานครและคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด ดำเนินการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขยายช่วงเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อพิจารณาก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว 

    ล่าสุดได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศฉบับนี้ โดยมีประเด็นคำถามที่รับฟังความคิดเห็น ดังนี้

    1. เห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00 น. – 14.00 น. และ 17.00 น. – 24.00 น.
    2. เห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเติมให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วงเวลา 11.00 น. – 14.00 น. เป็นระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
    3. เห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัดประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วนำมารายงานต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อพิจารณาต่อไป
    4. เห็นด้วยหรือไม่กับการยกเว้นเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม
    5. มีความเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับร่างประกาศฉบับนี้หรือไม่อย่างไร

    อ่านรายละเอียด : ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ….

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/644155&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OfOxjz77jvR6S5ySFMb4v

  • ชำแหละเกมอำนาจ‘ทรัมป์’บนความขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ และ 4 คำถามปม‘ปฏิญญา-ภาษีสหรัฐ’

    ชำแหละเกมอำนาจ‘ทรัมป์’บนความขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ และ 4 คำถามปม‘ปฏิญญา-ภาษีสหรัฐ’

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.27 น.

    ชำแหละเกมอำนาจ‘ทรัมป์’บนความขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ และ 4 คำถามปม‘ปฏิญญา-ภาษีสหรัฐ’

    16 พฤศจิกายน 2568 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า…

    “วันนี้ผมหยุดสงครามไม่ได้ด้วยกำแพงภาษี” นี่คือจิตวิญญาณของนโยบาย “American first”

    #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

    สหรัฐอเมริกาคือ คู่ค้ารายใหญ่ ของไทย (เป็นตลาดส่งออกอันดับต้น ๆ) การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงถึง 36% สำหรับสินค้าจากไทย (ซึ่งต่อมามีการเจรจาลดลงเหลือ 19%) ถือเป็น “ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    การระงับการเจรจาภาษี ไม่ได้หมายถึงการเก็บภาษีในอัตราสูงทันที แต่หมายถึงการ ชะลอโอกาสที่ไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์หรือการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกประเทศต้องพยายามผลักดันเพื่อผลประโยชน์ของชาติ เพราะถือเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

    การตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาในการ ระงับการเจรจาภาษีการค้ากับไทยเป็นการชั่วคราว โดยเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็น “การกดดันทางการทูตและเศรษฐกิจต่อรัฐบาลไทย” อย่างชัดเจน

    “ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” เป็นข้อตกลงหยุดยิงและสร้างสันติภาพที่เพิ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 โดยมีทั้งสหรัฐฯ และมาเลเซีย (ในฐานะประธานอาเซียน) เป็นสักขีพยาน การที่ไทยประกาศ “ระงับการดำเนินการภายใต้ปฏิญญา” แม้มีเหตุผลเรื่องการละเมิด แต่ในสายตาของประเทศผู้เป็นพยาน ถือเป็นการ บ่อนทำลายกลไกสันติภาพ ที่พึ่งสร้างขึ้นมา

    สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการให้กัมพูชาชนะ หรือไทยแพ้ แต่ต้องการให้ “ความขัดแย้งไม่บานปลาย” และกลับไปอยู่ภายใต้กรอบการเจรจาที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพราะ “การปะทะที่ชายแดน กระทบต่อเสถียรภาพ ของภูมิภาคอาเซียนและเส้นทางการค้า/การลงทุนในภาพรวม”

    หมายความว่า “สหรัฐฯ คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองมากกว่า หรือเห็นแกตนเองเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ได้คำนึงว่า ไทยรักษาสัญญาแต่เขมรละเมิดสัญญา”

    อเมริกาก็ไม่สนใจว่า “ไทยจะโดนลอบโจมตีและต้องสูญเสียชีวิตของทหารและพลเรือนรวมทั้งทรัพย์สินไปมากแค่ไหน”

    แต่อเมริกาจะกดดันให้ไทยอยู่เฉยๆ แบบนี้ไม่ได้!

    การกระทำของสหรัฐอเมริกาในกรณีนี้ สะท้อนถึงการคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติของตนเอง “American first” เป็นหลักเหนือความยุติธรรมทางศีลธรรม ระหว่างคู่กรณีอย่างไทยและกัมพูชา

    การตัดสินใจของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะ “เห็นแก่ตัว” และ “ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรักษาสัญญาและความเสียหายที่ไทยได้รับ” และการกดดันให้ไทย “อยู่เฉย ๆ” หรือ “กลับเข้าสู่ปฏิญญา” ทั้งที่ไทยเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถือเป็นแนวทางที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อไทยอย่างยิ่ง

    การกระทำของสหรัฐฯ เป็นไปตามหลักการ “สัจนิยม” ซึ่งเชื่อว่าประเทศต่าง ๆ จะทำทุกอย่างเพื่อเพิ่มอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง และความยุติธรรมเป็นเรื่องรองลงมา

    1. ผลประโยชน์ด้านเสถียรภาพเหนือความยุติธรรม

    • สำหรับสหรัฐฯ สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ สงครามเต็มรูปแบบ หรือความขัดแย้งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (การค้า, เส้นทางเดินเรือ, พันธมิตร)

    • ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ คือ กลไกที่สหรัฐฯ เข้าไปเป็นพยานและสนับสนุน หากกลไกนี้พังลง สหรัฐฯ อาจถูกมองว่าล้มเหลวในการเป็นผู้สร้างสันติภาพในภูมิภาค และต้องเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการสร้างกลไกใหม่ การกดดันไทยให้กลับเข้าสู่กรอบจึงเป็นการ “รักษากลไก” แม้ว่ากลไกนั้นจะถูกฝ่ายหนึ่งละเมิดก็ตาม

    2. การใช้เครื่องมือที่มีอิทธิพลที่สุด

    • การที่สหรัฐฯ ใช้ประเด็นการค้ามาเป็นเครื่องมือในการกดดันไทย แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ทราบดีว่า อำนาจทางเศรษฐกิจของตนกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทย เป็นจุดอ่อนที่ทรงพลังที่สุดในการเจรจากับไทย

    • สหรัฐฯ ไม่ได้สนใจว่าทหารไทยจะสูญเสียอวัยวะไปจริงหรือไม่ หรือใครเป็นคนวางทุ่นระเบิด เพราะในทางยุทธศาสตร์ การสูญเสียของไทยไม่ได้กระทบต่อผลประโยชน์หลักของสหรัฐฯ โดยตรง แต่การที่ไทยระงับปฏิญญาและอาจตอบโต้ทางทหาร “กระทบต่อผลประโยชน์หลักของสหรัฐฯ” ทันที

    การตอบสนองของไทยในสถานการณ์นี้

    อย่างไรก็ตาม โพสต์ของนายกฯ อนุทิน แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ “อยู่เฉย ๆ” แต่ใช้การสนทนานี้เป็นโอกาสในการ โต้กลับ และ ยืนยันอำนาจอธิปไตย ดังนี้:

    • การยืนยันสิทธิในการปกป้องตนเอง: ไทยยืนยันว่า ทรงไว้ซึ่งสิทธิและมีอำนาจที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ ซึ่งเป็นการปฏิเสธโดยตรงต่อการกดดันให้ไทย “อยู่เฉย ๆ”

    • การเรียกร้องความรับผิดชอบ: ไทยใช้ผู้นำทั้งสองเป็นช่องทางในการ เรียกร้องให้กัมพูชายอมรับผิดและขอโทษต่อประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นการโยนบอลให้ผู้นำทั้งสองไปกดดันกัมพูชาต่อ

    • การต่อรองที่มีเงื่อนไข: การที่ทรัมป์ยอมพิจารณาลดภาษีเพิ่ม หากไทยสามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้อย่างรวดเร็ว (โดยกัมพูชาไม่ขัดขวาง) แสดงว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการให้ไทยยอมกัมพูชา แต่ต้องการให้ “ภารกิจทางเทคนิคเดินหน้า” เพื่อลดความตึงเครียด ไทยจึงใช้แรงกดดันนี้เปลี่ยนเป็นเงื่อนไขที่ไทยได้ประโยชน์ด้านความมั่นคง (การเก็บกู้ทุ่นระเบิด) ควบคู่ไปกับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ (ภาษี)

    ดังนั้น ในแง่ของความรู้สึกและศีลธรรม สหรัฐฯ ดูเห็นแก่ตัวจริง แต่ในแง่ของการทูตและการใช้เครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ ไทยกำลังใช้แรงกดดันนี้เป็นโอกาสในการผลักดันเป้าหมายด้านความมั่นคงของตนเอง ให้บรรลุผล แม้จะผ่านการต่อรองที่ยากลำบากก็ตาม

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกมาแถลงว่า ไทยแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของสหรัฐฯ ที่นำสองเรื่องนี้มาปนกัน และยืนยันว่า ต้องแยกเรื่องความมั่นคง/ชายแดน ออกจากการค้า/ภาษี ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของไทยกับสหรัฐฯ

    แต่แนวคิดที่ทรัมป์มักใช้ในการเจรจา คือ เปลี่ยนการค้าเป็นเครื่องมือความมั่นคง ทรัมป์ไม่เชื่อในการแยกประเด็นการค้าออกจากประเด็นความมั่นคง เขาเชื่อว่าอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (เช่น ภาษี, ข้อตกลงการค้า) เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างสันติภาพหรือการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง “กำแพงภาษี” ในที่นี้จึงถูกยกสถานะจากแค่มาตรการทางเศรษฐกิจให้กลายเป็น “อาวุธทางการทูต” หรือ “เครื่องมือยุติความขัดแย้ง”

    สำหรับทรัมป์ การค้าคือคันโยก การค้าไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ร่วมกัน แต่คือ อำนาจต่อรอง ที่ต้องนำมาใช้เพื่อบังคับให้เกิดพฤติกรรมที่สหรัฐฯ ต้องการ เช่น การรักษาสันติภาพหรือการทำลายกลไกสงคราม

    ในมุมมองนี้ เป้าหมายเหนือวิธีการ “การหยุดสงคราม” ในภูมิภาคเป็นเป้าหมายที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด การใช้กำแพงภาษีมาเป็นเครื่องมือในการบังคับให้เกิดความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นจึงถือเป็น วิธีการที่ชอบธรรมและมีประสิทธิภาพ แม้ว่าไทยจะมองว่ามันไม่ยุติธรรมก็ตาม

    ดังนั้น การที่ไทยประกาศความผิดหวังจึงเป็นไปตามหลักการทูตที่ไทยยึดถือ แต่การกระทำของสหรัฐฯ ก็เป็นไปตามหลักการ “อำนาจเหนือความยุติธรรม” ที่เป็นที่ยอมรับในแนวคิดสัจนิยมของการเมืองระหว่างประเทศเช่นกัน

    ดังนั้น ณ เวลานี้ ผมไม่สามารถสรุป แต่มีคำถามทิ้งไว้ก่อนจบ

    1. หลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทินได้เรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียไปกดดันกัมพูชา กัมพูชามีท่าทีหรือคำแถลงอย่างเป็นทางการตอบโต้ ต่อข้อกล่าวหาเรื่องทุ่นระเบิดและการเรียกร้องให้ขอโทษต่อไทยอย่างไร?

    2. หากรัฐบาลไทยยังคงยืนยันที่จะ “ระงับการดำเนินการภายใต้ปฏิญญา” จนกว่ากัมพูชาจะขอโทษ จะมีผลกระทบหรือความเสี่ยงทางการทูตและความมั่นคงใดที่ไทยอาจต้องเผชิญในระยะยาวนอกเหนือจากการถูกระงับเจรจาภาษีจากสหรัฐฯ?

    • “มูลค่าความเสียหาย” ทางเศรษฐกิจที่ไทยอาจสูญเสียไปจากการถูกระงับการเจรจาภาษี หรือการที่สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีในอัตราเดิม (19%) นั้น มีมูลค่าประมาณเท่าใด และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมใดของไทยมากที่สุด?

    3. นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (อันวาร์ อิบราฮิม) ในฐานะประธานอาเซียน ได้มีการ “เร่งทำเอกสารในนามประธาน ASEAN” เพื่อย้ำความเข้าใจและให้ทั้งสองประเทศดำเนินการตามเงื่อนไขในปฏิญญาหรือไม่ และ เนื้อหาของเอกสารนั้นเป็นอย่างไร (เช่น เป็นกลาง หรือมีการระบุถึงการละเมิดของกัมพูชาด้วย)?

    4. ในเมื่อความขัดแย้งนี้เกี่ยวข้องกับการละเมิดข้อตกลงโดยสมาชิกอาเซียนด้วยกัน กลไกของอาเซียน มีขีดจำกัดในการ ลงโทษหรือกดดัน กัมพูชาให้ปฏิบัติตามปฏิญญาอย่างไรบ้าง?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/928174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XGg9zdUJ6lbQV88rGi0CO

  • เช็กความนิยม! กระแสการเมือง ‘ภาคกลาง’

    เช็กความนิยม! กระแสการเมือง ‘ภาคกลาง’

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคกลาง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคกลาง (จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร อ้างอิงตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ เรื่อง การจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด (ฉบับที่ 3) (2560, 17 พฤศจิกายน) ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 134 [ตอนพิเศษ 281 ง] หน้า [14]) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมืองภาคกลาง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ ‘นิด้าโพล’ สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจ เมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

    • อันดับ 1 ร้อยละ 35.65 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
    • อันดับ 2 ร้อยละ 19.60 ระบุว่าเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
    • อันดับ 3 ร้อยละ 12.75 ระบุว่าเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
    • อันดับ 4 ร้อยละ 9.15 ระบุว่าเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
    • อันดับ 5 ร้อยละ 4.55 ระบุว่าเป็น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
    • อันดับ 6 ร้อยละ 3.85 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
    • อันดับ 7 ร้อยละ 3.50 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
    • อันดับ 8 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
    • อันดับ 9 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
    • อันดับ 10 ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)
    • อันดับ 11 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น วราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา)

    ร้อยละ 1.50 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) รังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) พลโทบุญสิน พาดกลาง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) วันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) จตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) ชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.65 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนภาคกลางจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

    • อันดับ 1 ร้อยละ 28.95 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
    • อันดับ 2 ร้อยละ 28.85 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
    • อันดับ 3 ร้อยละ 9.70 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
    • อันดับ 4 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
    • อันดับ 5 ร้อยละ 8.45 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
    • อันดับ 6 ร้อยละ 5.45 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
    • อันดับ 7 ร้อยละ 2.60 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
    • อันดับ 8 ร้อยละ 2.05 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
    • อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น พรรคชาติไทยพัฒนา
    • อันดับ 10 ร้อยละ 1.00 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ

    ร้อยละ 1.40 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยภักดี และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.40 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    นิด้าโพล: กระแสการเมือง ภาคกลาง

    central-voters-reveal-political-preferences-in-latest-nida-poll-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/central-voters-reveal-political-preferences-in-latest-nida-poll&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MRjuuvVT2omjAey_Fyde1

  • จากวอลล์สตรีทสู่ทำเนียบ รู้จัก Scott Bessent ผู้วางหมากเศรษฐกิจ ปั้นสูตรภาษีตอบโต้เบื้องหลังทรัมป์

    จากวอลล์สตรีทสู่ทำเนียบ รู้จัก Scott Bessent ผู้วางหมากเศรษฐกิจ ปั้นสูตรภาษีตอบโต้เบื้องหลังทรัมป์

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2855067&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V95baPiJbXXPvuoQcJtt9

  • DOHOME ต้นทุนลด ดันกำไรโตสวนเศรษฐกิจซบ

    DOHOME ต้นทุนลด ดันกำไรโตสวนเศรษฐกิจซบ

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2568 นี้ ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกและในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และทำให้การใช้จ่ายของลูกค้าชะลอตัวลง อีกทั้งสภาพภูมิอากาศที่เข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของภาคการก่อสร้าง ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค

    แต่บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME ดำเนินธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และให้บริการด้านวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านแบบครบวงจร กลับทำผลงานในไตรมาส 3/2568 ได้ดี รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 102.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 77.08 ล้านบาท เป็นผลมาจากการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 2.9% เหลือแค่ 1,055.74 ล้านบาท มีสาเหตุมาจากการลดลงของค่าใช้จ่ายกลุ่มหลัก ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าคอมมิชชั่น และค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้า เป็นต้น

    ด้านต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 100.77 ล้านบาท ลดลง 13.6% ซึ่งสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามสถานการณ์การปรับลดของดอกเบี้ยนโยบาย และการลดลงของภาระหนี้สินกับสถาบันการเงิน

    ขณะที่ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 6,832.94 ล้านบาท ลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากการขายและค่าบริการ 6,752.67 ล้านบาท ลดลง 8.7% มีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากสาขาเดิม ด้านรายได้อื่นอยู่ที่ 80.28 ล้านบาท ลดลง 28.4% สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้งบสนับสนุนจากซัพพลายเออร์

    ส่วนกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 1,194.50 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 17.7% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอัตรากำไรขั้นต้นของไตรมาส 3/2567 ที่ 16.4% มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นทุกกลุ่มสินค้า และการบริหารจัดการต้นทุนขายที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 DOHOME มีสาขาขนาดใหญ่ที่่เปิดบริการทั้งสิ้น 26 สาขา และมีสาขาขนาดเล็ก (Dohome ToGo) ที่เปิดบริการทั้งสิ้น 17 สาขา

    ผลงานดังกล่าว ถือว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ขณะที่แนวโน้มในไตรมาส 4/2568 คาดจะเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดย บล.โกลเบล็ก ระบุว่า แม้คาดยังคงอ่อนตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จะฟื้นเติบโตจากไตรมาสก่อน จากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่คาดจะติดลบน้อยลง ซึ่งเบื้องต้นติดลบราว 5-7% ปรับลดลงจากช่วงไตรมาส 3/2568 ที่ติดลบ 11%

    รวมทั้งได้แรงหนุนทางอ้อม จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายสาขาขนาดใหญ่อีก 1 แห่ง ทั้งนี้ แม้กำไรในไตรมาส 3/2568 ออกมาดีกว่าที่คาด แต่ยังคงประมาณการกำไรทั้งปี 2568 ที่ราว 658 ล้านบาท ลดลง 2% โดยงบ 9 เดือนแรกของปี 2568 คิดเป็น 77% ของกำไรทั้งปี

    ด้าน บล.พาย ระบุว่า SSSG ของ DOHOME จากช่วงต้นไตรมาสจนถึงปัจจุบันของไตรมาส 4/2568 มีทิศทางดีขึ้นเป็นติดลบ 5% ถึงติดลบ 7% เทียบกับติดลบ 11% ในช่วงไตรมาส 3/2568 ดังนั้นมีโอกาสที่ผลประกอบการในไตรมาส 4/2568 จะประคองตัวได้จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และฟื้นตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง

    สำหรับการประเมินมูลค่า (Valuation) ปัจจุบันราคาหุ้น DOHOME ซื้อขายกันที่ P/E ระดับ 19.35 เท่า เทียบกับ P/E ตลาดโดยรวมที่ระดับ 16.02 เท่า ถือว่าราคาซื้อขายสูงกว่าตลาด อย่างไรก็ตาม ถ้าดู P/BV ที่ระดับ 0.97 เท่า ก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดที่ปัจจุบันซื้อขาย P/BV เฉลี่ยที่ 1.22 เท่า โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 4.68 บาท จากราคาต่ำสุด 3.20 บาท และราคาสูงสุด 10.00 บาท

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/796222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LIN-HImi3onDc5VwAfubQ

  • ประกันสังคมต้องปรับใหญ่ หากล้มไม่ได้ รองรับบำนาญสูตรใหม่-สังคมสูงวัย

    ประกันสังคมต้องปรับใหญ่ หากล้มไม่ได้ รองรับบำนาญสูตรใหม่-สังคมสูงวัย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W-D8wd7n7sCET7KrXTfKo

  • สวนดุสิตโพลเผย ปชช.หวังไทยใช้ “ซีเกมส์” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ

    สวนดุสิตโพลเผย ปชช.หวังไทยใช้ “ซีเกมส์” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ

    สวนดุสิตโพลเผย ปชช.หวังไทยใช้ “ซีเกมส์” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับซีเกมส์ ครั้งที่ 33” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,281 คน ระหว่างวันที่ 11-14 พฤศจิกายน 2568 สรุปผลได้ ดังนี้

    1. ประชาชนทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568

    อันดับ 1 ร้อยละ 82.67 ระบุว่า ทราบ
    อันดับ 2 ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ไม่ทราบ

    2. สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากการที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ครั้งนี้

    อันดับ 1 ร้อยละ 68.85 ระบุ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ
    อันดับ 2 ร้อยละ 61.12 ระบุ สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ
    อันดับ 3 ร้อยละ 60.66 ระบุ การพัฒนาสนามกีฬาและโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา

    3. ประชาชนคิดว่าทีมไทยจะสามารถคว้าเหรียญทองจากกีฬาชนิดใดได้บ้าง

    อันดับ 1 ร้อยละ 22.25 ระบุ กรีฑา
    อันดับ 2 ร้อยละ 12.18 ระบุ มวยไทย
    อันดับ 3 ร้อยละ 11.01 ระบุ เซปัก ตะกร้อ
    อันดับ 4 ร้อยละ 10.07 ระบุ วอลเลย์บอล
    อันดับ 5 ร้อยละ 8.90 ระบุ เทควันโด

    4. สิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอกรัฐบาลในการจัดซีเกมส์ครั้งนี้

    อันดับ 1 ร้อยละ 66.98 ระบุ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเรียบร้อยภายในงาน
    อันดับ 2 ร้อยละ 61.59 ระบุ อำนวยความสะดวกให้นักกีฬา เช่น ที่พัก การเดินทาง การฝึกซ้อม
    อันดับ 3 ร้อยละ 58.78 ระบุ สนับสนุนงบประมาณให้นักกีฬาไทยอย่างเต็มที่

    5. จากกระแสฟุตบอล “หมอนทองฟีเวอร์” ทำให้ประชาชนสนใจกีฬาซีเกมส์มากขึ้นหรือไม่

    อันดับ 1 ร้อยละ 35.83 ระบุ สนใจเฉพาะกีฬาฟุตบอลมากขึ้น
    อันดับ 2 ร้อยละ 31.15 ระบุ สนใจกีฬาอื่นๆ มากขึ้น
    อันดับ 3 ร้อยละ 27.17 ระบุ สนใจเหมือนดิม
    อันดับ 4 ร้อยละ 5.85 ระบุ ไม่สนใจ

    สรุปวิเคราะห์ผลโพล “คนไทยกับซีเกมส์ ครั้งที่ 33” พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.67 ทราบว่าประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยคาดหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ ร้อยละ 68.85 กีฬาที่คิดว่าทีมไทยจะคว้าเหรียญทองมาได้ คือ กรีฑา ร้อยละ 22.25 รองลงมาคือ มวยไทย ร้อยละ 12.18 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลในการจัดซีเกมส์ คือ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเรียบร้อยภายในงาน ร้อยละ 66.98 จากกระแสฟุตบอล “หมอนทองฟีเวอร์” ส่วนหนึ่งทำให้สนใจซีเกมส์มากขึ้น โดยเฉพาะในกีฬาฟุตบอล ร้อยละ 35.83 และกีฬาอื่นๆ ร้อยละ 31.15

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่า ประชาชนคาดหวังให้ไทยใช้เวทีซีเกมส์เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมจัดงานให้ได้มาตรฐานทุกด้าน ขณะเดียวกัน กระแส “หมอทองฟีเวอร์” ยังช่วยขยายความสนใจของสังคมไทยต่อการแข่งขันมากขึ้น นับเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของประเทศบนเวทีกีฬาอาเซียน

    ขณะที่ ผศ.ดร.รุ่งนภา เลิศพัชรพงศ์ ประธานหลักสูตรการจัดการงานบริการ หลักสูตรนานาชาติ โรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า ผลสำรวจนี้สะท้อนความคาดหวังทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจน โดยประชาชนมองซีเกมส์ในฐานะ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” มากกว่ามหกรรมกีฬา ด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ 1) การรับรู้ของประชาชนที่สูงเปรียบเสมือนทุนทางสังคม (Social Capital) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของบรรยากาศการต้อนรับ (Hospitality) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ความคาดหวังหลักมุ่งไปที่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยมหกรรม สะท้อนความเชื่อมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 2) การให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” มากที่สุด หรือ “ปัจจัยสุขอนามัย” (Hygiene Factor) ซึ่งไม่ใช่แค่ความต้องการ แต่เป็นเงื่อนไขชี้ขาดความสำเร็นทางเศรษฐกิจ และ 3) ในมิติของโอกาส “หมอนทองฟีเวอร์” และ “มวยไทย” คือตัวอย่างของเศรษฐศาสตร์เชิงเรื่องเล่า และการใช้ Soft Power สร้างผลกระทบเชิงบวก ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่ยั่งยืน ดังนั้น ความท้าทายของภาครัฐคือ การบริหารจัดการความปลอดภัยซึ่งเป็นตัวแปรควบคุมความเสี่ยง และการสร้างมูลค่าจากกระแส Soft Power เพื่อแปลงความคาดหวังของประชาชนให้เป็น “มรดก” (Legacy) ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงรายรับชั่วคราว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000109372&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OIwdqu1ia924u7X5TuzSL

  • สวนดุสิตโพล หวัง “ซีเกมส์” ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมท่องเที่ยว

    สวนดุสิตโพล หวัง “ซีเกมส์” ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมท่องเที่ยว


    สวนดุสิตโพล เผย คนไทยหวัง “ซีเกมส์” ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจในประเทศ ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ ชี้ กระแส “หมอนทองฟีเวอร์” ช่วยขยายเพิ่มความสนใจมากขึ้น 

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับซีเกมส์ครั้งที่ 33” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,281 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 พ.ย. 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.67 ทราบว่าประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งที่ 33 โดยคาดหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ ร้อยละ 68.85 กีฬาที่คิดว่าทีมไทยจะคว้าเหรียญทองมาได้คือ กรีฑา ร้อยละ 22.25 รองลงมาคือ มวยไทย ร้อยละ 12.18 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลในการจัดซีเกมส์คือ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเรียบร้อยภายในงาน ร้อยละ 66.98 จากกระแสฟุตบอล “หมอนทองฟีเวอร์” ส่วนหนึ่งทำให้สนใจซีเกมส์มากขึ้น โดยเฉพาะในกีฬา ฟุตบอล ร้อยละ 35.83 และกีฬาอื่น ๆ ร้อยละ 31.15

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่าประชาชนคาดหวังให้ไทยใช้เวทีซีเกมส์เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมจัดงานให้ได้มาตรฐานทุกด้าน ขณะเดียวกันกระแส“หมอนทองฟีเวอร์” ยังช่วยขยายความสนใจของสังคมไทยต่อการแข่งขันมากขึ้น นับเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของประเทศบนเวทีกีฬาอาเซียน

    ผศ.ดร.รุ่งนภา เลิศพัชรพงศ์ ประธานหลักสูตรการจัดการงานบริการ หลักสูตรนานาชาติโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า ผลสำรวจนี้สะท้อนความคาดหวังทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจนโดยประชาชนมองซีเกมส์ในฐานะ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” มากกว่ามหกรรมกีฬา ด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ 1) การรับรู้ของประชาชนที่สูงเปรียบเสมือน “ทุนทางสังคม” (Social Capital) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของบรรยากาศการต้อนรับ (Hospitality) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ความคาดหวังหลักมุ่งไปที่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยมหกรรม สะท้อนความเชื่อมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 2) การให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” มากที่สุด หรือ “ปัจจัยสุขอนามัย” (Hygiene Factor) ซึ่งไม่ใช่แค่ความต้องการ แต่เป็นเงื่อนไขชี้ขาดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ และ 3) ในมิติของโอกาส “หมอนทองฟีเวอร์” และ “มวยไทย” คือตัวอย่างของเศรษฐศาสตร์เชิงเรื่องเล่าและการใช้Soft Power สร้างผลกระทบเชิงบวก ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่ยั่งยืน ดังนั้น ความท้าทายของภาครัฐคือการบริหารจัดการความปลอดภัยซึ่งเป็นตัวแปรควบคุมความเสี่ยง และการสร้างมูลค่าจากกระแส Soft Power เพื่อแปลงความคาดหวังของประชาชนให้เป็น “มรดก” (Legacy)ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงรายรับชั่วคราว


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37577&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RbiLFDECZmFqzvQW5nrwQ

  • ERW ส่งซิก Q4 ฟื้นตัว รับช่วงไฮซีซั่น-รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมวางงบปี 69 มูลค่า 3 พันลบ.

    ERW ส่งซิก Q4 ฟื้นตัว รับช่วงไฮซีซั่น-รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมวางงบปี 69 มูลค่า 3 พันลบ.

    นางสาวอภิญญา งามอภิชน ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW เปิดเผยภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2568 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 56.60 ล้านบาท ลดลง 54.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 124.53 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการประกอบกิจการโรงแรม และรายได้ค่าเช่าและค่าบริการที่ลดลง

    ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/2568 บริษัทคาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานจะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยว พร้อมกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) เพิ่มขึ้น 4% ขณะที่อัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ARR) เพิ่มขึ้น 15–16% ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เติบโต 23% อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราการเข้าพักทรงตัว ส่วน ARR และ RevPAR ลดลงประมาณ 7%

    ด้านการบริหารจัดการโรงแรม บริษัทดำเนินการปรับปรุงเฉพาะบางส่วนของโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2568

    ทั้งนี้ บริษัทคาดว่ารายได้รวมปี 2568 จะใกล้เคียงกับปี 2567 โดยการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มโรงแรมบัดเจ็ท (Hop Inn) คาดว่าจะโตประมาณ 18% ช่วยชดเชยรายได้ในกลุ่มโรงแรม Luxury ถึง Economy ที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงประมาณ 5% จากจำนวนผู้เข้าพักที่ลดลง

    สำหรับแผนลงทุนในปี 2569 บริษัทตั้งงบประมาณไว้ที่ 3,000 ล้านบาท โดยมีแผนปรับปรุงโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วง Low Season การปรับปรุงจะดำเนินการเป็นเฟส เน้นปรับปรุงห้องพักและพื้นที่ห้องบอลรูม

    นางสาวอภิญญากล่าวทิ้งท้ายว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว “เที่ยวดีมีคืน” จะช่วยสนับสนุนอุปสงค์นักท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมาตรการ “คนละครึ่ง” ในไตรมาส 3 ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ร้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมระดับ Luxury นอกจากนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงจากความชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่เครือข่ายโรงแรม Hop Inn ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจะได้รับประโยชน์จากการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง

    Company Snapshot

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/796209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dw-Dk9yvTMkpv7LlfIbkQ

  • “พีระพันธุ์” ลั่น “เศรษฐกิจการค้า” เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าศักดิ์ศรี อธิปไตยของชาติ

    “พีระพันธุ์” ลั่น “เศรษฐกิจการค้า” เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าศักดิ์ศรี อธิปไตยของชาติ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/110686&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08GZbCjXdBiDN0IGT6ySd-