Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผ่าร่างประกาศ สธ. ขยายเวลาเปิดนั่งดื่มแอลกอฮอล์ ได้อีก 1 ชม.

    ผ่าร่างประกาศ สธ. ขยายเวลาเปิดนั่งดื่มแอลกอฮอล์ ได้อีก 1 ชม.

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ยกร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดข้อยกเว้นมาตรการห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ณ สถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยให้ผู้ที่บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อนหมดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นต่อเนื่องไปได้อีกเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง

    ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

    โดยพ.ร.บ.ดังกล่าว ได้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 และนำหลักการเรื่องการห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย ณ สถานที่ขาย มากำหนดไว้ในมาตรา 32 แห่งพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เพื่อรวมบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ในกฎหมายหลักฉบับเดียว

    ทำให้ผู้ใช้บังคับกฎหมายและประชาชนผู้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย สามารถเข้าถึงกฎหมายได้โดยสะดวกและสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อนำหลักการตามประกาศของคณะปฏิวัติมากำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ก็จะสามารถยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ที่มีผลใช้บังคับมานานแล้วได้ไปในคราวเดียวกัน

    ทั้งนี้ เมื่อนำหลักการดังกล่าวมากำหนดไว้ในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ได้มีการแก้ไขมาตรการดังกล่าวให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น 

    โดยการกำหนดบทกำหนดโทษสำหรับการฝ่าฝืนบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย ณ สถานที่ขาย เป็นโทษปรับเป็นพินัย และกำหนดให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถกำหนดข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขสำหรับมาตรการดังกล่าวได้เท่าที่จำเป็น

    ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ได้มีการจัดประชุมเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 และพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ต่อมาในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ กนศ. เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาทบทวนกฎหมายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว 

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ไห้กับผู้ประกอบการและภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย 

    ทั้งนี้ การพิจารณาในเรื่องดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงปัจจัยและผลกระทบในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและรอบด้านในทุกมิติ อาทิ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้า ความเหมาะสมสอดคล้องกับหลักศาสนาและศีลธรรม ผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรม การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศโดยรวม อีกทั้งยังต้องมีความเหมาะสมและเป็นธรรมในระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันด้วย

    ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค จึงได้นำเสนอประเด็นดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งที่ประชุมมีมติมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พิจารณาดำเนินการทบทวนกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว 

    โดยได้ให้ความเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. …. โดยกำหนดระยะเวลาให้ผู้ที่บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อนหมดเวลาขาย สามารถบริโภคต่อได้อีกหนึ่งชั่วโมงนับจากสิ้นสุดเวลาขาย เพื่อลดข้อจำกัดของภาคธุรกิจที่มีผลต่อการท่องเที่ยวและเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    อ่านรายละเอียด : ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ….

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/644156&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WvArrDLi5JmDF5f7anzQS

  • “อัญชิสา” สุดต้านพ่ายสาวจีน คว้ารองแชมป์หวดแคล-คอมพ์ที่หัวหิน

    “อัญชิสา” สุดต้านพ่ายสาวจีน คว้ารองแชมป์หวดแคล-คอมพ์ที่หัวหิน

    “อัญชิสา” สุดต้านพ่ายสาวจีน คว้ารองแชมป์หวดแคล-คอมพ์ที่หัวหิน

    “อัญชิสา ฉันทะ” มือวาง 3 ของไทย พยายามเต็มที่แต่พ่าย “หลี่ จงหยู” จากจีน 0-2 เซต คว้ารองแชมป์หญิงเดี่ยวรายการแคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ที่หัวหิน

    การแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 509,700 บาท ณ อารีน่า หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ดำเนินเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศประเภทหญิงเดี่ยว

    คู่ชิงแชมป์เป็นการพบกันระหว่าง ออมสิน อัญชิสา ฉันทะ สาวไทยวัย 23 ปี มือวาง 3 และอันดับ 510 ของโลก กับ หลี่ จงหยู นักเทนนิสจีนวัย 22 ปี มือวาง 2 และอันดับ 481 ของโลก โดยทั้งคู่พบกันครั้งแรก และทั้งสองต่างเคยคว้าแชมป์ไอทีเอฟอาชีพมาก่อน อัญชิสา 3 สมัย ส่วนหลี่ จงหยู 5 สมัย

    การแข่งขันปรากฏว่า อัญชิสา พยายามสู้เต็มที่ แต่ไม่สามารถต้านความแข็งแกร่งของ หลี่ จงหยู ได้ ก่อนพ่ายไป 0-2 เซต 3-6 ทั้งสองเซต ใช้เวลาแข่งขันรวม 1 ชั่วโมง 20 นาที

    หลังการแข่งขัน นาง เรณู อาร์เนเซ่น ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ อารีน่า หัวหิน มอบรางวัลให้กับนักกีฬา โดย หลี่ จงหยู ในฐานะแชมป์ ได้รับเงินรางวัล 2,352 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 79,920 บาท) พร้อมคะแนนสะสมอันดับโลก 15 คะแนน ส่วน อัญชิสา รองแชมป์ รับเงินรางวัล 1,470 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 49,950 บาท) และ 10 คะแนนสะสม

    ในวันเดียวกันมีการแข่งขันสัปดาห์ที่ 4 ของรายการต่อด้วยประเภทหญิงเดี่ยวรอบคัดเลือก รอบแรก โดย พิชญาภัค ศรีมุกข์ มือวาง 14 ของรอบคัดเลือก ชนะ อนา วาร์ชนีย์ จากอินเดีย 2-0 เซต 6-1, 6-2

    ผลการแข่งขันนักเทนนิสไทยคนอื่น ๆ ได้แก่:

    • ธนัชพร ยังโหมด (วาง 2) ชนะ พิมพ์ลภัส ลิม 6-0, 6-1

    • โชติรินทร์ แก้วก่า (วาง 12) ชนะ เมย์เดียนา ลาวิโอลา ไรน์นามาห์ (อินโดนีเซีย) 7-6(3), 6-3

    • กนกอินทร์ วงศ์ภูวรักษ์ แพ้ เซวิล ยุลดาเชวา (10-อุซเบกิสถาน) 0-6, 0-6

    • ธฤตา หงษ์หยก แพ้ อุลยานา ฮราบาเวตส์ 2-6, 2-6

    การแข่งขันครั้งนี้ยังสะท้อนถึงศักยภาพนักเทนนิสไทยรุ่นใหม่ในการต่อกรกับนักกีฬาระดับนานาชาติ แม้บางคนยังต้องพัฒนาฝีมือต่อไป แต่ อัญชิสา ฉันทะ ก็ยังเป็นตัวแทนที่สร้างผลงานโดดเด่นในฐานะเจ้าถิ่น

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/94354/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw395ldM_00Sl7EUQBVUajQf

  • สวนดุสิตโพล หวัง “ซีเกมส์” ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมท่องเที่ยว

    สวนดุสิตโพล หวัง “ซีเกมส์” ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมท่องเที่ยว


    สวนดุสิตโพล เผย คนไทยหวัง “ซีเกมส์” ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจในประเทศ ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ ชี้ กระแส “หมอนทองฟีเวอร์” ช่วยขยายเพิ่มความสนใจมากขึ้น 

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับซีเกมส์ครั้งที่ 33” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,281 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 พ.ย. 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.67 ทราบว่าประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งที่ 33 โดยคาดหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ ร้อยละ 68.85 กีฬาที่คิดว่าทีมไทยจะคว้าเหรียญทองมาได้คือ กรีฑา ร้อยละ 22.25 รองลงมาคือ มวยไทย ร้อยละ 12.18 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลในการจัดซีเกมส์คือ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเรียบร้อยภายในงาน ร้อยละ 66.98 จากกระแสฟุตบอล “หมอนทองฟีเวอร์” ส่วนหนึ่งทำให้สนใจซีเกมส์มากขึ้น โดยเฉพาะในกีฬา ฟุตบอล ร้อยละ 35.83 และกีฬาอื่น ๆ ร้อยละ 31.15

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่าประชาชนคาดหวังให้ไทยใช้เวทีซีเกมส์เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมจัดงานให้ได้มาตรฐานทุกด้าน ขณะเดียวกันกระแส“หมอนทองฟีเวอร์” ยังช่วยขยายความสนใจของสังคมไทยต่อการแข่งขันมากขึ้น นับเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของประเทศบนเวทีกีฬาอาเซียน

    ผศ.ดร.รุ่งนภา เลิศพัชรพงศ์ ประธานหลักสูตรการจัดการงานบริการ หลักสูตรนานาชาติโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า ผลสำรวจนี้สะท้อนความคาดหวังทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจนโดยประชาชนมองซีเกมส์ในฐานะ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” มากกว่ามหกรรมกีฬา ด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ 1) การรับรู้ของประชาชนที่สูงเปรียบเสมือน “ทุนทางสังคม” (Social Capital) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของบรรยากาศการต้อนรับ (Hospitality) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ความคาดหวังหลักมุ่งไปที่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยมหกรรม สะท้อนความเชื่อมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 2) การให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” มากที่สุด หรือ “ปัจจัยสุขอนามัย” (Hygiene Factor) ซึ่งไม่ใช่แค่ความต้องการ แต่เป็นเงื่อนไขชี้ขาดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ และ 3) ในมิติของโอกาส “หมอนทองฟีเวอร์” และ “มวยไทย” คือตัวอย่างของเศรษฐศาสตร์เชิงเรื่องเล่าและการใช้Soft Power สร้างผลกระทบเชิงบวก ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่ยั่งยืน ดังนั้น ความท้าทายของภาครัฐคือการบริหารจัดการความปลอดภัยซึ่งเป็นตัวแปรควบคุมความเสี่ยง และการสร้างมูลค่าจากกระแส Soft Power เพื่อแปลงความคาดหวังของประชาชนให้เป็น “มรดก” (Legacy)ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงรายรับชั่วคราว


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37577&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RbiLFDECZmFqzvQW5nrwQ

  • โคราชแข่งเรือลำน้ำจรี สร้างสีสันสร้างความสุข ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    โคราชแข่งเรือลำน้ำจรี สร้างสีสันสร้างความสุข ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    โคราชแข่งเรือลำน้ำจรี สร้างสีสันสร้างความสุข ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.12 น.

    โคราชแข่งเรือลำน้ำจรีสร้างสีสันสร้างความสุข ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี และการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดี ชิงถ้วยพระราชทานฯกระหึ่ม  

    15 พฤศจิกายน 2568 ที่ลำน้ำลำจรี เทศบาลตำบลชุมพวง อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา นายโกศล ธรรมวิเศษ นายอำเภอชุมพวงฯ พร้อมด้วย ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา , นายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา เขต 8 , นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล สส.นครราชสีมา เขต 5 , นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ร่วมพิธีการแข่งขันเรือยาวตำบลชุมพวง ประจำปี 2568 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นการอนุรักษ์สืบสานประเพณี ธำรงไว้ซึ่งมรดกวัฒนธรรมแห่งสายน้ำ และช่วยสร้างความสามัคคี ส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็น Soft Power กระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดนครราชสีมา โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน กลุ่มสตรี พี่น้องชาวบ้านอำเภอชุมพวงฯหลายพันคนร่วมชมเชียร์การแข่งขันเรือยาว เทศบาลตำบลชุมพวง กันอย่างคึกคักโดยกิจกรรมจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี โดยรูปแบบของการจัดกิจกรรม นอกจากจะเป็นการแข่งขันเรือยาว 30  ฝีพาย 20 ฝีพาย และ 9 ฝีพาย

    นายนิกร โสมกลาง ส.ส.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ไฮไลท์ของความสนุกสนาน ตื่นเต้น ชม เชียร์ การแข่งขันประลองความเหนือชั้นของการแข่งขันให้กำลังใจฝีพายจากทั่วภาคอีสาน โดยพี่น้องประชาชนในพื้นที่มีการส่งเรือท้องถิ่น 2 ฝีพาย ร่วมในรายการ “หัวใบ้ ท้ายบอด” และ เรือพายเด็กน้อย นักเรียน ทั้งชาย – หญิง ซึ่งเป็นลูกหลานชาวชุมพวง สร้างสีสัน สร้างความสุข และส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี และการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีของชุมชนลุ่มน้ำลำจรี อ.ชุมพวง ที่มีมาแต่โบราณ

    ส่วนประเภทการแข่งขันแบ่งเป็น 7 ประเภท ประกอบด้วย เรือ 30 ฝีพาย เรือ 20 ฝีพาย เรือ 9 ฝีพาย เรือชุมชน เรือพายเด็กน้อย เรือถ้วย ก เรือถ้วย ข  , การแข่งขันเรือยาวฯ ประเภท  30 ฝีพาย จำนวน 6 ทีม ได้แก่ทีม ช.รัตนชัย, นางฟ้าวาราพร, เพชรน้ำหนึ่ง สวายนาวา, ธิดาสายทอง, ธิดาไทรทอง และ ท่านพาริช , การแข่งขันเรือยาวฯ ประเภท 20 ฝีพาย จำนวน 6 ทีม ได้แก่ทีม ขุนฤทธิ์ วิโรจน์นาวา x เม้งการยาง x อภิชาติฟาร์ม, เทพราสตาฟา, ตร.ชัยรัตน์ S สปอร์ต PM, สีลำดวน, พิชามญชุ์ และ เทพสุริยา , การแข่งขันเรือยาวฯ ประเภท 9 ฝีพาย จำนวน 8 ทีม ได้แก่ทีม โชคบุญมี, เทพอมรนาวา, เทพสาวอมรนาวา, รักษ์แม่น้ำมูล, พรหลวงพ่อแหลม, เทพมังกรทอง, สาวสวยกัญญา เพชรบุญอยู่ และ ลูกชายศรีสมควร.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/928193&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nxSpHljYhxcqGghZ6ajhX

  • รมว. ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่เร่งงาน ปรับปรุงศูนย์กีฬาทางน้ำ กกท. คืบหน้าตามแผน พร้อมทดสอบระบบก่อนซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    รมว. ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่เร่งงาน ปรับปรุงศูนย์กีฬาทางน้ำ กกท. คืบหน้าตามแผน พร้อมทดสอบระบบก่อนซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    รมว. ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่เร่งงาน ปรับปรุงศูนย์กีฬาทางน้ำ กกท. คืบหน้าตามแผน พร้อมทดสอบระบบก่อนซีเกมส์ ครั้งที่ 33


    16/11/2568 | 95 |

    ภายหลังพิธีอัญเชิญไฟพระฤกษ์การแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการปรับปรุง ศูนย์กีฬาทางน้ำ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับใช้เป็นสนามแข่งขันกีฬาทางน้ำในมหกรรมซีเกมส์ปลายปีนี้

    จากการตรวจติดตามในครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย ได้รายงานความพร้อมว่า

    การก่อสร้างและปรับปรุงสระว่ายน้ำจะแล้วเสร็จตามกำหนดภายในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 โดยขณะนี้งานโครงสร้าง ระบบกรองน้ำ และงานประกอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ดำเนินหน้าไปตามแผน

    เพื่อทดสอบความพร้อมของสนามแข่งขันก่อนใช้งานจริง กระทรวงฯ และสมาคมกีฬาทางน้ำฯ เตรียมจัดการแข่งขัน ว่ายน้ำมาสเตอร์ชิงแชมป์อาเซียน ในวันที่ 29–30 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะเป็นการทดสอบระบบสระ ระบบเวลา แสง เสียง และการบริหารจัดการโดยรวมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

    หลังจากนั้น จะเปิดให้ ทัพนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย เข้าร่วมแคมป์เก็บตัวฝึกซ้อมร่วมกัน ณ ศูนย์กีฬาทางน้ำ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อให้ทีมชาติไทยได้ทำความคุ้นเคยกับสนามซ้อมและแข่งขันจริง ก่อนลงชิงชัยในซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    นายอรรถกร เน้นย้ำว่า การปรับปรุงศูนย์กีฬาทางน้ำแห่งนี้เป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการให้ได้ตามมาตรฐาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถจัดการแข่งขันซีเกมส์ได้อย่างสมศักดิ์ศรี และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายืนยันว่า จะเดินหน้าติดตามเร่งรัดงานในทุกขั้นตอนให้แล้วเสร็จอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เป็นความภูมิใจของประเทศไทยและอาเซียนร่วมกัน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/443102&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01cmXn_AmIBKTu1VKhLoZE

  • เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    ธุรกิจ

    16 พ.ย. 2025 เวลา 17:07 น.

    นับถอยหลังปิดปี 2568 ธุรกิจเครื่องดื่มหนึ่งในสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ยังรับมือความท้าทายจากเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ตลาดต่างประเทศ ส่องผลงานไตรมาส 3 ค่ายไหนกำไรโต-หดตัว

    ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มูลค่า “แสนล้านบาท” ปีนี้เผชิญโจทย์ใหญ่คือ สภาพอากาศ ที่ไม่ร้อนในช่วงทำเงินหรือไฮซีซัน ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ทำให้แบรนด์อาจตุนยอดขายไม่พอ

    เข้าไตรมาส 3 หลายบริษัทเจอแรงกดดันใหญ่จากสถานการณ์ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา กระเทือนการค้าชายแดน ประเทศที่พึ่งภาพตลาด CLMV ยังเหนื่อยทั้งเขมรและเมียนมา ส่วนส่งออก เศรษฐกิจโลกเปราะบาง ค่าเงินมีความผันผวน

    สำรวจผลงานค่ายเครื่องดื่มหมวดหมู่ต่างๆ ไตรมาส 3 เป็นดังนี้ 

    เซ็ปเป้-มาลี-ไทย โคโคนัท กำไรลด!

    บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด(มหาชน) รายได้จากการขายไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,378.2 ล้านบาท ลดลง 16.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน กำไรสุทธิ 183.3 ล้านบาท ลดลง 39%  ส่วน 9 เดือน รายได้จากการขายอยู่ที่ 4,038.9 ล้านบาท ลดลง 25.2 % มีกำไรสุทธิ 654.9 ล้านบาท ลดลง 38.4% 

    เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    ผลกระทบของรายได้ที่ลดลง เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก กระเทือนยอดขายในตลาดต่างประเทศ การแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน สงครามในตะวันออกกกลาง รวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ส่วนตลาดเอเชีย เกาหลีใต้แข่งเดือน อินโดนีเซียมีประเด็นด้านตัวแทนจัดจำหน่าย เป็นต้น  

    ฟาก บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด(มหาชน)ไตรมาส 3 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 2,028.6 ล้านบาท ลดลง 2.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 61.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% ส่วนรายได้จากการขาย 9 เดือน อยู่ที่ 5,852.8 ล้านบาท ลดลง 9.3% และมีกำไรสุทธิ 239.3 ล้านบาท ลดลง 15.8%  

    ทั้งนี้ ยอดขายที่ลดมาจากผลกระทบผลิตภัณฑ์นมในต่างประเทศเผชิญปัญหาค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนกำไรที่ลดลง เพราะมีการตั้งค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพ 

    เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    ด้าน บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด(มหาชน) มีรายได้จากการขายและบริการไตรมาส 3 ที่ 1,770 ล้านบาท ลดลง 8.17% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 69.4 ล้านบาท ลดลง 59.69% ขณะที่ 9 เดือน มีรายได้จากการขายและบริการ 5,117 ล้านบาท เพื่มขึ้น 4.73% และกำไรสุทธิ 211.6 ล้านบาท ลดลง 64.9%  

    โดยยอดขายที่ลดลงมาจากสินค้ากลุ่มน้ำมะพร้าว จากคำสั่งซื้อตลาดส่งออกบางประเทศ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว 

    โอสถสภา-คาราบาว รับตลาดต่างประเทศอ่อนตัว 

    ด้าน บริษัท โอสถสภา จำกัด(มหาชน) ที่มีทั้งเครื่องดื่มชูกำลัง และสินค้าอุปโภคบริโภค ฯ ภาพรวมไตรมาส 3 สร้างรายได้จากการขาย 5,604 ล้านบาท ลดลง 7.3%  จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วน “กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 293.8% และกำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% ส่วนงวด 9 เดือน บริษัทมีรายได้จากการขาย 19,242 ล้านบาท ลดลง 6.8% และมีกำไรสุทธิ 2,975 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 177.7% แต่กำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 2,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6% 

    ในฐานะ “ผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง” โอสถสภายังครองเบอร์ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดรวม 44.4% อยู่ในภาวะ “ทรงตัว” โดยแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอมีหลากหลาย เช่น M-150 ลิโพ โสมอิน-ซัม ฉลามฯ ส่วนเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ(ฟังชันนอลดริ้งค์) มีส่วนแบ่งตลาด 47.8% แบ่งตามแบรนด์อย่าง ซี-วิท ส่วนแบ่งตลาด 77.6%  

    อย่างไรก็ตาม ด้านตลาดต่างประเทศ โอสถสภารายงานสถานการณ์ยอดขาย “อ่อนตัว” ทั้งตลาดอินโดนีเซีย กัมพูชา และเมียนมา 

    เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    ด้าน บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) รายได้ไตรมาส 3 อยู่ที่ 5,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 616 ล้านบาท “ลดลง 20%” 

    ที่น่าสนใจคือ ตลาดต่างประเทศไตรมาส 3 ยอดขายคือ 727 ล้านบาท ลดลง 42% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเป็นการหดตัวทุกตลาดสำคัญอย่างกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม(CLMV) เพราะผลกระทบจากเหตุการณ์ขัดแย้งบริเวณชายแดนทางบกของไทย-กัมพูชา รวมถึงตลาดอังกฤษ

    ไตรมาส 3 อิชิตัน-หาดทิพย์ กำไรโต

    บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) มีรายได้จากการขายไตรมาส 3 อยู่ที่ 2,135 ล้านบาท ลดลง 0.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 358.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3%  ส่วนงวด 9 เดือน มีรายได้จากการขาย 6,144.2 ล้านบาท ลดลง 6.7% และ “กำไรสุทธิ” 1,010.7 ล้านบาท ลดลง 8.1% 

    ผลกระทบยอดขายที่ลดลง เกิดจากตลาดในประเทศหดตัว 3.7% เพราะมีแรงกดันจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ และฤดูร้อนที่สั้นกว่าปกติ 

    เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    ด้าน บริษัท หาดทิพย์ จำกัด(มหาชน) หรือผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโค้ก มินิเมด น้ำทิพย์ ฯ ใน 14 จังหวัดภาคใต้  ไตรมาส 3 บริษัทสร้างรายได้จากการขาย 2,041.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทำกำไรสุทธิ 131 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13%  ส่วน 9 เดือน รายได้จากการขาย 6,080 ล้านบาท ลดลง 2.3% กำไรสุทธิ 455.5 ล้านบาท “ลดลง” 3.3% 

    ทั้งนี้ ยอดขายเชิงปริมาณไตรมาส 3 เติบโต 7.9% ขายเครื่องดื่มได้ 18 ล้านลัง แม้ตลาดอ่อนตัว หรือภาพรวมตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มไม่มีแอลกอฮอล์(NARTD)โตต่ำเพียง 0.2% เท่านั้น   

    อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทมียอดขายไตรมาส 3 โตเพราะวางแผนทำตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนกำไรที่ลดลง เพราะมีการตั้งสำรองค่าเผื่อการด้อยค่าเครื่องจักร ฯ  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1207889&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mhf8mxRAm1PZrdX5Brqbr

  • ‘ภท.’ สวน ‘พท.’ ปมภาษีสหรัฐฯ อย่ารีบโจมตี ย้ำพร้อมถูกซักฟอก แนะใจเย็นๆ อย่าเป็นฝ่ายแค้น

    ‘ภท.’ สวน ‘พท.’ ปมภาษีสหรัฐฯ อย่ารีบโจมตี ย้ำพร้อมถูกซักฟอก แนะใจเย็นๆ อย่าเป็นฝ่ายแค้น

    แนน บุญธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี โฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลวันนี้ (16 พฤศจิกายน 2568) ว่า เป็นการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมเปิดประชุมสภาฯสมัยสามัญ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทย (พท.) จะเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคภูมิใจไทยเองก็มีความพร้อม รวมถึงตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยด้วย ซึ่งจากการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีข้อกังวลใด และมองว่าเป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทยที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนจะยื่นหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    “แต่หากถามกลับว่าเป็นประเด็นอะไรในมุมของนายกรัฐมนตรีมองว่าตนเพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้เพียงหนึ่งเดือนครึ่ง ซึ่งในการบริหารงานที่ผ่านมาไม่ได้สร้างความเสียหาย กลับกันกลับมีทิศทางดีโดยเฉพาะในมุมเศรษฐกิจ ที่ได้รับการชื่นชมจากผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจ มียอดเงินเข้ามาหมุนเวียนพอสมควร จนมีกระแสเรียกร้องอยากให้ทำเฟส 2 ซึ่งจะออกมาเร็วๆ นี้”

    “และสิ่งที่นายกรัฐมนตรีรับปากไว้ก็ยังทำได้อย่างเต็มที่ จึงมองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็เป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย เราไปห้ามไม่ได้ซึ่งเราก็เตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูล รวมถึงตัวรัฐมนตรีที่จะตอบคำถามและชี้แจง”

    โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องภาษีสหรัฐอเมริกา ที่น่าจะถูกหยิบยกมาโจมตีในศึกซักฟอกนั้น ได้มีการส่งข้อมูลอัพเดตสถานการณ์แทบจะรายชั่วโมง ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร ซึ่งในบางครั้ง มีเรื่องของเอกสารออกมาก่อนที่จะมีการเจรจากัน ระหว่างผู้นำของ 2 ประเทศ คือนายอนุทิน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จึงอยากฝากถึงพรรคเพื่อไทยที่เห็นข่าวออกมาหนึ่งข่าว และออกมาโจมตีเลย อยากให้รอดูระยะเวลาด้วย

    “ต้องยอมรับว่าไทยกับสหรัฐอเมริกาอยู่คนละไทม์โซน การสื่อสารพูดคุย การส่งเอกสาร และการให้ข้อมูลอาจต้องรอเวลา แต่นายกรัฐมนตรียังมั่นใจในการทำงาน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องอธิปไตย” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมารุมถล่ม นายอนุทิน เรื่องภาษีสหรัฐฯ ว่าบริหารสถานการณ์บ้านเมืองผิดพลาดไร้เดียงสา โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ช่วงนี้ใช้คำค่อนข้างแรงกับการทำงานของนายกฯที่ทำงานมา 1 เดือนครึ่ง เวลาที่ผ่านมาผลงานที่ท่านรับปาก ก็ออกดอกออกผล ไม่ว่าจะเรื่อง สแกมเมอร์ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเบื้องต้น

    “ประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันนี้ อยากจะบอกฝ่ายแค้นว่า ใจเย็นๆ ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบแบบฝ่ายค้านไม่ใช่แบบฝ่ายค้าน ให้ดูดีๆ ว่าสิ่งที่นายกฯ พยายามจะสื่อและทำอยู่ อย่างแรก คือ อธิปไตยของชาติ ประเทศไทย คือหัวใจหลักที่นายกฯ ต้องปกป้องให้มากที่สุด เห็นได้ชัดว่านายกฯ และทีมคณะรัฐมนตรี พยายามอย่างที่สุด ในการเจรจาปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา คุยระดับทวิภาคีอยู่แล้ว ในส่วนอื่นเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับทราบและทำงานไปก่อน”

    “ไม่ใช่เห็นข่าวอะไรแค่ 1 นาที ก็ออกมาตอบโต้กล่าวหา เกินไปนิด อย่าให้ถึงขั้นเป็นฝ่ายแค้น เราเข้าใจบริบทว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ของตน แต่ก็ควรจะอยู่ในกรอบที่คำนึงถึงว่า บทบาทของนายกฯ ในการทำเพื่ออธิปไตยของชาติ” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

    เมื่อถามว่า การที่พรรคเพื่อไทย บอกว่า นายกฯ พูดไม่สนใจสหรัฐ เหมือนไม่มีความรู้หรือความสามารถทางการโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ถ้าให้ตอบแบบแรงๆ ก็คงไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าการมี ‘อังเคิล’ในบริบทของการเมืองไทยที่ผ่านมา

    “ที่นายกฯได้ปฏิบัติ ให้ดูที่บริบท ไม่ใช่แค่ยกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา ที่ผ่านมานายกฯ ได้ลงไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุนระเบิดล่าสุด คนไทยด้วยกันไม่เห็นข่าวนี้ควรจะมีใจเป็นหนึ่งเดียวกันใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งบริหารประเทศก็มีความห่วงประเทศอยู่แล้ว สิ่งที่นายกฯได้ทำ ไม่ใช่เพียงประโยชน์ของประเทศและอธิปไตยของประเทศอย่างเดียว แต่ยังมีความเป็นห่วงความปลอดภัยของชีวิตทหารแนวหน้า”

    ส่วนที่พรรคเพื่อไทยออกมาโจมตีว่าการรักษาอธิปไตยต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับเศรษฐกิจด้วยนั้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ก็เจรจาการค้า ไม่ใช่แค่เฉพาะภาษีสหรัฐ แต่มีการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นด้วย เราเดินหน้าในทุกด้านและพูดคุยทุกประเทศ

    โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวด้วยว่า ขณะที่การยุติ Joint Declaration ไทย–กัมพูชา ไม่ได้กระทบกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจไทยหรือทั่วโลก ก็ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ส่วนตัวยังมั่นใจว่า การเดินหน้าเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าการค้าในประเทศหรือระหว่างประเทศ เมื่อวานที่นายกฯ ได้โพสต์ Facebook ก็ชัดเจนว่า Joint Declaration ยังมีความชัดเจนในเรื่องการทหารและเขตแดน แต่ประเด็นการค้าและเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ยังทำหน้าที่อยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/bhumjaithai-party-hits-back-at-pheu-thai-party-urging-them-not-to-rush-to-attack-us-tariffs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MHFNosGLog7FSsjED9buh

  • จีนเตือนนักศึกษาทบทวนโครงการเรียนต่อญี่ปุ่น | TOPNEWS

    จีนเตือนนักศึกษาทบทวนโครงการเรียนต่อญี่ปุ่น | TOPNEWS

    สำนักข่าวเกียวโดและโกลเบิล ไทม์สรายงานว่ากระทรวงศึกษาธิการจีนได้ออกแถลงการณ์ในวันนี้ (อาทิตย์ที่ 16 พย.) สำหรับผู้ที่ต้องการจะไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าสถานการณ์ความปลอดภัยในที่สาธารณะของญี่ปุ่นในขณะนี้มีความไม่มั่นคง โดยมีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องและมุ่งเป้าโจมตีคนจีนในญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้สภาพแวดล้อมในการศึกษาที่ญี่ปุ่นไม่เอื้ออำนวย และเพิ่มความเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยของชาวจีนในญี่ปุ่น

    กระทรวงศึกษาธิการจีนจึงขอเตือนชาวจีนที่กำลังศึกษาอยู่ในญี่ปุ่น รวมถึงผู้ที่มีแผนจะศึกษาต่อในญี่ปุ่นในอนาคตอันใกล้ ให้ติดตามสถานการณ์ด้านความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ประเมินความเสี่ยง และหามาตรการป้องกัน โดยแนะนำให้ทบทวนและคิดในรอบคอบ ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของจีนเพื่อตอบโต้คำพูดของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่นที่กล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า “หากจีนใช้กำลังทหารโจมตีไต้หวันจะถือเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้ญี่ปุ่นต้องตอบโต้ด้วยกำลังทหาร”

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 พย.) กระทรวงต่างประเทศจีนได้ออกประกาศเตือนพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น โดยให้เหตุผลว่าคำพูดที่ยั่วยุของผู้นำญี่ปุ่นทำให้ “บรรยากาศการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนของจีนและญี่ปุ่นเสื่อมถอยลงอย่างรุนแรง”

    คำพูดของนายกฯหญิงทำให้จีนไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยกระทรวงต่างประเทศจีนได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงปักกิ่งเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือประท้วงและเรียกร้องให้ทาคาอิจิถอนคำพูด แต่ทาคาอิจิยืนยันว่านโยบายญี่ปุ่นต่อไต้หวันจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนญี่ปุ่นก็เรียกเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโตเกียวเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือประท้วงกรณีที่นายเสว เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนประจำนครโอซากาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียโดยขู่ตัดหัวทาคาอิจิ เพื่อตอบโต้คำพูดของผู้นำญี่ปุ่น

    นอกจากนี้ก็มีรายงานว่าจีนได้ส่งฝูงเรือยามฝั่งออกลาดตระเวนใกล้กับหมู่เกาะพิพาทเซนกากุหรือที่จีนเรียกว่าหมู่เกาะเตี้ยวหยูเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างอ้างความเป็นเจ้าของ ซึ่งหน่วยยามฝั่งจีนแถลงว่าเป็นการลาดตระเวนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของจีน

    ขณะที่กระทรวงกลาโหมไต้หวันก็ออกมาเปิดเผยในวันนี้ว่าได้ตรวจพบเครื่องบินของกองทัพจีน 30 ลำ เรือรบ 7 ลำ และเรือ “ประจำการ” 1 ลำ คาดว่าน่าจะเป็นของหน่วยยามฝั่ง ลาดตระเวนรอบเกาะไต้หวันในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบโดรน 3 ลำ
    บินระหว่างไต้หวันและหมู่เกาะของญี่ปุ่นที่นอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ โดยดูเหมือนจะบินเข้าใกล้เกาะโยนากุนิ ของญี่ปุ่นเป็นพิเศษ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1392645&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00o0bt_iG8q4cQ6FHaK-oM

  • นิด้าโพลเผยคนภาคกลางหนุน ‘เท้ง’ นั่งนายกฯเหนือ ‘อนุทิน’

    นิด้าโพลเผยคนภาคกลางหนุน ‘เท้ง’ นั่งนายกฯเหนือ ‘อนุทิน’

    16 พ.ย. 2568- ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคกลาง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคกลาง (จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร อ้างอิงตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเรื่อง การจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด (ฉบับที่ 3) (2560, 17 พฤศจิกายน) ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 134 [ตอนพิเศษ 281 ง]. หน้า [14]) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมือง ภาคกลาง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 35.65 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 19.60 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 12.75 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4ร้อยละ 9.15 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 4.55 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 3.85 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 3.50 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 9 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 10 ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) อันดับ 11 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) ร้อยละ 1.50 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) พลโทบุญสิน พาดกลาง

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.65 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนภาคกลางจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 28.95 ระบุว่ายังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 28.85 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 9.70
    ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 8.45 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 5.45 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 7 ร้อยละ 2.60 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 8 ร้อยละ 2.05 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น พรรคชาติไทยพัฒนา อันดับ 10 ร้อยละ 1.00 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.40 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยภักดี และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.40 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/896735/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aO8jEJ9VSfabZr2J8YCPE

  • ชาวหาดใหญ่ ต้อนรับแน่น “จูรี” ควง “อภิสิทธิ์” บุกตลาดนัด สุดคึกคัก ปชช. แห่ต่อคิวถ่ายรูป เรียก “นายกฯ หาดใหญ่”

    ชาวหาดใหญ่ ต้อนรับแน่น “จูรี” ควง “อภิสิทธิ์” บุกตลาดนัด สุดคึกคัก ปชช. แห่ต่อคิวถ่ายรูป เรียก “นายกฯ หาดใหญ่”

    เมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 พ.ย. 2568 ที่ตลาดนัดวันอาทิตย์ พ่อพรหม ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาเยี่ยมเยียนและรับฟังปัญหาจากชาวบ้าน ตามคำเชิญของ นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรค

    ทันทีที่คณะของนายอภิสิทธิ์เดินทางถึง พี่น้องชาวหาดใหญ่จำนวนมากที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดได้เข้ามารอต้อนรับและทักทายอย่างล้นหลาม ประชาชนบางส่วนได้มารอพบตั้งแต่เวลา 07.30 น. บรรยากาศเต็มไปด้วยการมอบดอกไม้ การขอถ่ายรูปอย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทาง สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความผูกพันที่ยังมีต่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน

    สิ่งที่น่าสนใจและตอกย้ำถึงฐานเสียงอันมั่นคงของพรรคในพื้นที่คือ มีประชาชนในพื้นที่ยังคงเรียกขานนายอภิสิทธิ์ด้วยความคุ้นเคยว่า “นายก” หลายรายแสดงความรู้สึกถึงความผูกพันในอดีต โดยมีข้อความจากชาวบ้านที่ระลึกถึงช่วงเวลาในอดีต บางรายถึงกับเรียกร้องว่า “ต้องเป็นนายก” นอกจากนี้ ยังมีการสอบถามและรายงานปัญหาในพื้นที่ เช่น การช่วยเหลือจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีต ในช่วงหนึ่งมีสุภาพสตรีนำการ์ดอวยพร สมัยที่นายอภิสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาโชว์ว่าตนยังเก็บรักษาไว้อย่างดี

    สีสันในการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการที่ชาวบ้านได้แสดงออกถึงการสนับสนุนด้วยการชูป้ายข้อความที่สร้างความฮือฮา อาทิ “ให้กำลังใจนายชวน นายอภิสิทธิ์ นายจูรี” “สีเทาเต็มเมือง ต้องให้อภิสิทธิ์มาเป็นนายก ได้หม้าย” และข้อความภาษาใต้ที่กินใจอย่าง “คิดถึงอย่างแรง อภิสิทธิ์เห้อ” นอกจากนี้ ชาวบ้านยังสอบถามถึงนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการแสดงถึงความผูกพันในบุคลากรทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังคงเหนียวแน่น

    การลงพื้นที่ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายจูรี นุ่มแก้ว ในครั้งนี้ นอกจากเป็นการรับฟังปัญหาจากคนในพื้นที่แล้ว ยังเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ความผูกพันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับประชาชนชาวหาดใหญ่ยังมีความมั่นคง แข็งแกร่ง อย่างไม่เสื่อมคลาย แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/257480&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vNwEOjTuSR3TVOe5nrNQF