Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รองสน ประธานเปิดการแข่งขันตอบคำถามสารานุกรมไทย

    รองสน ประธานเปิดการแข่งขันตอบคำถามสารานุกรมไทย

    เมื่อวันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 สโมสรไลออนส์แพร่ ได้จัดดำเนินการสอบแข่งขันตอบคำถามจากหนังสือสารานุกรไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ครั้งที่ 29 พื้นที่แพร่ จังหวัดแพร่

    พร้อมได้อัญเชิญพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไลออนทั่วหน้า จักสนองพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สนับสนุนกิจการมูลนิธิโครงการสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชนโดย พระราชประสงค์ให้บังเกิดสัมฤทธิ์ผลสถาพรสืบไปตลอดกาลนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

    โดยมี นายสน ลือวัฒนานนท์ รองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ เป็นประธานในพิธี และ ไลออน จิตกัญจน์ ธีระไพรพฤกษ์ ประธานจัดการแข่งขัน กล่าวรายงาน

    โดยมีนักเรียนร่วมเข้าสอบในครั้งนี้ ระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 23 ทีม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 10 ทีม ทีมละ 3 คน ทั่งหมด 99 คน

    ในนามประธานจัดการแข่งขันฯ และ นายกสโมสรไลออนส์แพร่ ขอขอบคุณทุกๆ โรงเรียนที่ส่งนักเรียนเข้าร่วมสอบแข่งขันในครั้งนี้

    สโมสรไลออนส์แพร่ขอบพระคุณ ดร.เกียรติสุดา กาศเกษม ผอ.โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านเชตวัน ที่อนุเคราะห์ให้ใช้สถานที่ในการสอบแข่งขันในวันนี้

    ขอบพระคุณคณะกรรมการ, สมาชิก สโมสรไลออนส์แพร่ทุกท่านที่เสียสละ เวลามาช่วยงาน

    ขอบพระคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ทำให้การดำเนินการจัดการสอบแข่งขันเสร็จเรียบร้อยบรรลุตามวัตถุประสงค์

    ขอแสดงความยินดีกับทุกๆ โรงเรียนที่เข้ารอบและเป็นตัวแทนจังหวัดแพร่ ไปแข่งระดับภาคในวันที่ 13 ธันวาคม 2568 และให้กำลังใจทุกโรงเรียนที่มาเข้าร่วมกิจกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3822978/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k5PTQ5DrubbtmQHXraBt3

  • อ่างทองกางปฏิทินท่องเที่ยวปี ’69  ททท.ปลื้มเม็ดเงินอุตฯท่องเที่ยว ปี’68 สะพัดกว่า 1.34 พันล้านบาท

    อ่างทองกางปฏิทินท่องเที่ยวปี ’69 ททท.ปลื้มเม็ดเงินอุตฯท่องเที่ยว ปี’68 สะพัดกว่า 1.34 พันล้านบาท

    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18.30 น. ณ เวทีโรงสีแคมป์ โรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง นายนที มนตริวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานในงานแถลงข่าวปฏิทินกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าจังหวัดอ่างทอง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ปลัดจังหวัดอ่างทอง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอ่างทอง ผู้อำนยการ ททท.สำนักงานสุพรรณบุรี หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอ่างทอง นายอำเภอ และประชาชนชาวอ่างทอง เข้าร่วม

    นายนที มนตริวัติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า งานแถลงข่าวปฏิทินกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าจังหวัดอ่างทอง ฯ ปี 2569 ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของจังหวัดอ่างทองที่ได้ประกาศความพร้อมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 จนถึงเดือนตุลาคม 2569 มีไม่น้อยกว่า 30 กิจกรรม งบประมาณที่ใช้ในการจัดงานดังกล่าวจะกระจายไปทุกอำเภอและทุกหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เป็นไปตามแนวทางการขับเคลื่อนจังหวัดอ่างทอง “ONE PLUS ANGTHONG : อ่างทองหนึ่งเดียว รวมพลังสร้างสรรค์เพื่อคนอ่างทอง” ทำให้จังหวัดอ่างทองเป็นที่รู้จักและประทับใจผู้มาเยือนต่อไป

    ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จังหวัดอ่างทองได้วางแผนปฏิทินการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ครบและครอบคลุมต้นทุนของจังหวัดอ่างที่มีศักยภาพในทุก ๆ ด้าน ทั้งวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร อุปโภคบริโภค การเกษตร อาหาร กีฬาสุขภาพ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ความรักชาติของวีรชนคนอ่างทอง

    นางดวงใจ กาญธีรานนท์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสุพรรณบุรี กล่าวถึงการเติบโตด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องของจังหวัดอ่างทอง โดยระบุว่า ข้อมูลจาก ททท.พบช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2568 จังหวัดอ่างทองมีเม็ดเงินจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตมากถึง 7.9% หรือ 1,342 ล้านบาท มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นถึง 4.3% หรือกว่า 900,000 คน ททท.สุพรรณบุรีพร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ ตามแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวอ่างทอง” จัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวแบบพักค้าง 2 วัน 1 คืน รวมถึงสร้างเครือข่ายนอกอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อเปิดตลาดแบบใหม่ ๆ ให้กับจังหวัดอ่างทองต่อไป

    นอกจากนี้ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอ่างทอง นายอำเภอวิเศษชัยชาญ ป่าโมก ไชโย โพธิ์ทอง ผู้แทนสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอ่างทอง และนายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอ่างทอง ได้แนะนำกิจกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดตลอด 12 เดือน ที่ครอบคลุมศักยภาพและต้นทุนของจังหวัดอ่างทองในทุก ๆ ด้าน อาทิ การแสดงแสงสีเสียงพระตำหนักคำหยาด 23 -25 ม.ค. 69, งานรำลึกวีรชนคนวิเศษชัยชาญปู่ดอกปู่ทองแก้ว 24-26 มี.ค. 69, งานเกษตรและของดีเมืองอ่างทอง 13-19 ก.พ. 69, งานเทศกาลมหาสงกรานต์ ถนนข้าวสุก อ.วิเศษชัยชาญ ช่วงเดือนเมษายน, งานเทศกาลกินผัดไทย ไหว้พระสมเด็จเกษไชโย, งานเคานต์ดาวน์ปีใหม่ที่สวนน้ำเฉลิมพระเกียรติช่วงปลายปี เป็นต้น

    ภูมิภาค-45

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/110799&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZeapvOv-KYXNf7KYM92pp

  • ‘ธนจิรา-แม็คกรุ๊ป’ รายงานผลประกอบการ กลุ่มแฟชั่นโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

    ‘ธนจิรา-แม็คกรุ๊ป’ รายงานผลประกอบการ กลุ่มแฟชั่นโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

    ‘ธนจิรา-แม็คกรุ๊ป’ รายงานผลประกอบการ กลุ่มแฟชั่นโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

    บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAN รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – กันยายน) โดยมีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,347 ล้านบาท เติบโต 7.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนศักยภาพการบริหารเชิงรุกท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังมีความท้าทาย

    ธนจิราฯ ชูโมเดลกระจายความเสี่ยง รายได้ 9 เดือนทะลุ 1.3 พันล้าน

    นายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TAN เปิดเผยว่า การเติบโตหลักมาจากการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในไตรมาส 3/68 (ก.ค.-ก.ย.) ที่ทำรายได้รวม 452 ล้านบาท เติบโต 10.3% โดยมีธุรกิจ HARNN Greater China เป็นแรงหนุนสำคัญที่ เติบโตโดดเด่นถึง 281% ทำรายได้ 40 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นไตรมาสที่สร้างยอดขายสูงสุดนับตั้งแต่เปิดดำเนินงานครบ 1 ปีในตลาดจีน

    ปัจจุบัน รายได้จากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วน 13% ของรายได้รวมทั้งหมด (เพิ่มขึ้นจาก 6% ในปีก่อน) โดยเฉพาะแบรนด์ HARNN ในจีนที่ขยายช่องทางจำหน่ายครอบคลุมร้านค้ากว่า 480 จุดขาย ใน 12 มณฑล และยังคงสร้างยอดขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หลัก อาทิ T-Mall และ Douyin

    ด้านผลกำไรสุทธิ ในไตรมาส 3/68 กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 13 ล้านบาท และสำหรับ 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิรวม 41 ล้านบาท โดยบริษัทยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ ‘Value-for-Money’ ในประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างฐานธุรกิจต่างประเทศในระยะยาว โดยพบว่า กลุ่ม Fashion (Marimekko และ GANNI) และกลุ่ม Beauty & Wellness เป็นกลุ่มธุรกิจที่ยังคงเติบโตได้ตามแผน

    MC โชว์ฐานะการเงินสุดแกร่ง Q1/69 ยอดออนไลน์โตเกิน 100%

    ขณะที่ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นแบรนด์ “แม็คยีนส์” รายงานผลดำเนินงานในงวดไตรมาส 1 ปีบัญชี 2569 (1 ก.ค. – 30 ก.ย. 2568) ที่ทำ รายได้จากการขายสินค้ารวม 901 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนที่ชัดเจนจากช่องทางออนไลน์

    นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MC เปิดเผยว่า บริษัทสามารถทำรายได้จากช่องทางออนไลน์รวม 252 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากออนไลน์ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28% ของยอดขายรวมทั้งหมด (จากเดิม 15%) ในขณะที่ช่องทางออฟไลน์มีรายได้ลดลงจากสภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค

    สำหรับกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปีบัญชี 2569 อยู่ที่ 123 ล้านบาท ลดลง 7.6% เนื่องจากมีรายได้อื่นที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและบันทึกบัญชีในปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษา อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ไว้ในระดับสูงที่ 64.4% แม้จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย

    ปัจจุบัน MC มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ด้วย เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 2,073 ล้านบาท และไม่มีหนี้สิน โดยบริษัทยืนยันความพร้อมที่จะต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตในทุกช่องทาง รวมถึงการศึกษาแผนงานสำหรับการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการในอนาคต

    นอกจากนี้ ในมิติความยั่งยืน MC มีแผนที่จะนำวัสดุรักษ์โลกมาใช้ในการผลิตกางเกงยีนส์ทุกรุ่นในปี 2569 และเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สินค้าเป็นพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดได้รับผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการ (CGR) ในระดับ “ดีเลิศ” เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/644167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32xslzNQED54L2myYpWgJD

  • “สุชัชวีร์” แนะ การทูตไทยต้องเฉียบคม อย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ

    “สุชัชวีร์” แนะ การทูตไทยต้องเฉียบคม อย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ

    “ดร.เอ้ สุชัชวีร์” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ แนะ การทูตไทยต้องเฉียบคม ปมสหรัฐฯ สั่งระงับเจรจาภาษี เตือนอย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ ยึดผลประโยชน์ชาติ-ปากท้องของประชาชนเป็นหลัก

    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาว่าจะขอระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว และจะกลับมาเจรจาอีกครั้ง เมื่อฝ่ายไทยได้ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ว่า หากวันนี้เราคิดแค่จะเล่นการเมือง สุดท้ายผลกระทบถึงประเทศไทยในทุกด้าน

    นายสุชัชวีร์ เผยต่อไป ต้องยอมรับว่าประเทศไทยอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งพามหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ หรือจีน ดังนั้นวิธีการดำเนินนโยบายหรือการสื่อสารทางการทูต ประเทศไทยต้องเฉียบคม หลายประเทศทำได้ดีแม้เขาจะอยู่ในภาวะที่ลำบากกว่าเรา เช่น เวียดนามที่ถ่วงดุลทั้งสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย สามชาติมหาอำนาจ หรือประเทศตุรกีที่อยู่ระหว่างอาหรับ รัสเซีย และสหรัฐฯ ซึ่งเศรษฐกิจของเขาได้รับการเกื้อหนุน ทั้งที่ทั้งสามกลุ่มที่ว่าไม่ถูกกัน จึงต้องเป็นเรื่องของความเฉียบคมทางการทูต

    “วันนี้ประเทศไทยต้องระมัดระวังเรื่องประเด็นทางการเมืองที่อาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการทูตและเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้คนไทยยากจนกว่านี้ หากเราจำเป็นจะต้องประสานกับทุกฝ่ายก็จะต้องทำให้สำเร็จ เพื่อยึดถือผลประโยชน์ของชาติและปากท้องของประชาชนเป็นหลัก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2895939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lz3c0QueD_vmy7OU80sa1

  • ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    ทั่วไป

    16 พ.ย. 2025 เวลา 9:01 น.

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    ล่าสุด “ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2” ได้เงินเข้าระบบ G-Wallet รัฐจ่ายคนละ 4,000 บาท เฟสแรกรับเพิ่มอีก 2,000 บาท ใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง พร้อมจ่ายเฟส 1.5 ให้ร้านค้าที่เข้าอบรมดิจิทัล สูงสุด 2,000 บาท

    “ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2” ล่าสุด ได้เงินเข้าระบบ G-Wallet รัฐจ่ายคนละ 4,000 บาท เฟสแรกรับเพิ่มอีก 2,000 บาท ใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง พร้อมจ่ายเฟส 1.5 ให้ร้านค้าที่เข้าอบรมดิจิทัล สูงสุด 2,000 บาท

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี “คนละครึ่ง เฟส 2” โดยเพิ่มวงเงินให้ประชาชน 4,000 บาทต่อคน สำหรับใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ขณะเดียวกัน ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับโบนัส 2,000 บาท โอนเข้าถุงเงินทันทีในวันที่ 25 ธ.ค. 68

    ผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนเฟส 2 รวมถึงกลุ่มที่ตกหล่นจากรอบแรก สามารถตรวจสอบสิทธิ์และเตรียมเติมเงินเข้าระบบ G-Wallet เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านการสแกนเป๋าตังได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
     

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    “คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5” รัฐจ่ายร้านค้าสูงสุด 2,000 บาท หลังเข้าอบรมดิจิทัล

    ครม.เศรษฐกิจมีมติอนุมัติ “คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5” มุ่งยกระดับร้านค้ารายย่อยให้พร้อมปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยรัฐเตรียมสนับสนุนเงินให้ร้านค้าที่ผ่านการอบรมสูงสุด 2,000 บาทต่อร้าน ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 400,000 ร้าน ใช้งบประมาณเดิมไม่เกิน 800 ล้านบาท

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยว่า โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มทักษะดิจิทัล (Upskill/Reskill) ให้ร้านค้าที่เข้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าลงทะเบียนกว่า 858,991 ร้าน โดยในจำนวนนี้มีร้านอาหารที่ร่วมกับ Food Delivery Platform อยู่แล้วราว 6.86%

    สิทธิที่ร้านค้าจะได้รับ

    • ร้านค้าที่เข้าร่วมอบรมและผ่านเกณฑ์ จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 20% ของยอดขายในโครงการคนละครึ่งพลัส (เฉพาะส่วนที่รัฐร่วมจ่าย) แต่ไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้าน
    • ช่วงอบรม : 19 พ.ย. – 19 ธ.ค. 2568
    • ประกาศผลบนแอป “ถุงเงิน” : 23 ธ.ค. 2568
    • เริ่มโอนเงิน : 25 ธ.ค. 2568

    รูปแบบการอบรมให้เลือก 4 แบบ ร้านค้าต้องเลือกอบรมวิธีใดวิธีหนึ่ง และผ่านการประเมินผล

    1. อบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน

    • เน้นความรู้ทางการเงินและการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล

    2. อบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD Academy)

    • เสริมทักษะเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และความรู้ด้านเทคโนโลยี

    3. ทดลองใช้สินค้าดิจิทัลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)

    • ผ่านโครงการ AI Transformation พร้อมสิทธิใช้งานดิจิทัลฟรี (d-voucher)

    4. เข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform

    • ต้องเป็นร้านใหม่ที่ยังไม่เคยอยู่ในแพลตฟอร์ม และมีคำสั่งซื้อผ่านคนละครึ่งพลัสอย่างน้อย 5 รายการ ภายใน 19 ธ.ค. 2568

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    “ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เฟส 2”

    กระทรวงการคลังเผยความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายใน เดือนธันวาคม 2568 และคาดว่าจะเปิดให้ใช้สิทธิได้ใน เดือนมกราคม 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงต้นปีหน้า

    ผลการใช้สิทธิของคนละครึ่งพลัสเฟสแรก

    • ข้อมูลล่าสุดวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น. พบว่า
    • มีผู้ใช้สิทธิแล้ว กว่า 19 ล้านคน จากทั้งหมด 20.19 ล้านคน
    • ผู้ที่ยังไม่ใช้จ่ายครั้งแรกจำนวน 239,731 คน จะถูก ตัดสิทธิทันที
    • ร้านค้าที่เข้าร่วมทั่วประเทศมี 922,491 ราย
    • มีผู้ใช้สิทธิครบ 2,000–2,400 บาทแล้ว 626,036 ราย
    • ยอดใช้จ่ายสะสมรวม กว่า 35,857 ล้านบาท
    • สำหรับผู้ที่เริ่มใช้สิทธิแล้ว สามารถใช้ได้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ใครได้สิทธิบ้าง?

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า เฟส 2 จะออกแบบให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการและผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิ โดยแนวคิดเบื้องต้นคือ

    ผู้ที่ใช้สิทธิครบ 2,000 บาทในเฟสแรก มีสิทธิร่วมต่อในเฟส 2 โดยอัตโนมัติ
    ผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จแต่ถูกตัดสิทธิ (ไม่ใช้จ่ายครั้งแรก) อาจได้สิทธิใหม่ หากงบประมาณเพียงพอ
    ผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อน จะสามารถลงทะเบียนใหม่ และคาดว่าจะได้รับวงเงิน 4,000 บาท/คน เพื่อให้เท่ากับกลุ่มเดิม

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการดำเนินการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดเตรียมโครงการนี้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือน มกราคม 2569 โดยเน้นเป้าหมายไปที่ กลุ่มผู้ตกสำรวจ ที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในเฟสแรก หรือรับสิทธิ 2,000 บาท ไม่ทัน

    “ถ้าใครตกสำรวจ คนละครึ่ง พลัส เฟสแรก ก็ให้รอคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ไปสมัครใหม่ เดิมทีให้คนละ 2,000 บาท ก็ให้เป็นคนละ 4,000 บาท” นายอนุทินกล่าว ย้ำชัดเจนว่าการเพิ่มวงเงินเป็น 4,000 บาท ต่อคน เพื่อไม่ให้ใครตกหล่น และเป็นงบประมาณที่รัฐบาลได้เตรียมสำรองไว้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1207839&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q_iz_u1ZjcReHiTeidTBu

  • “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ ดันอาชีพเสริม สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ ดันอาชีพเสริม สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ ดันอาชีพเสริม สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน

    รมว.อุตฯ “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ปลุกเศรษฐกิจฐานรากภายใต้โมเดล “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน” เลือกดอนสัก “นำร่อง” สร้างอาชีพ ก่อนขยายสู่ทุกอำเภอของสุราษฎร์ฯ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ดันอาชีพเสริม  สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน ” ภายใต้โครงการยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมในส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นหลักสูตรการสอนทำกะปิหวานทรงเครื่องและหมี่กรอบทรงเครื่องให้แก่ประชาชนในอำเภอดอนสัก จำนวน 300 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค และผลักดันเศรษฐกิจฐานรากตามยุทธศาสตร์ “ฝ่า–ฟัน–ดึง–ดัน” รวมทั้งแก้ปัญหารายได้และค่าครองชีพสูงของประชาชน ตามนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ทุกกระทรวง “ช่วยประชาชนให้ได้ผลจริง เห็นผลเร็ว และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม” โดยตั้งเป้าให้ดอนสักเป็น “พื้นที่นำร่อง” ในการสร้างอาชีพ–สร้างรายได้ ก่อนขยายไปยังทุกอำเภอของสุราษฎร์ฯ และเชื่อมสินค้าอาหารท้องถิ่นเข้ากับภาคท่องเที่ยวและเครือข่ายตลาดจังหวัดในระยะต่อไป 

    นายธนกร กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจชุมชน ด้วยเหตุนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจึงจัดกิจกรรมในวันนี้ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกปฏิบัติจริง และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปต่อยอดอาชีพก่อให้เกิดรายได้สู่ท้องถิ่น เป็นการสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน 

    นอกจากนี้ นายธนกร ยังได้เปิดรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้นำชุมชนพื้นที่ตำบลดอนสัก ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ได้รับทราบถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงในระดับพื้นที่โดยตรง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างภาครัฐและชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินการของกระทรวงอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ธนกร วังบุญคงชนะ

    จากนั้นนายธนกร และคณะได้เดินทางไปยัง บริษัท เอ็นเอสซี ซีฟู้ด จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสำคัญในอำเภอดอนสัก ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการค้าและผลิตผลิตภัณฑ์อาหารทะเล โดยเฉพาะการแปรรูปสัตว์น้ำด้วยวิธีการบรรจุกระป๋อง การอบแห้ง การรมควัน หรือการทำเค็ม เพื่อจำหน่ายและส่งออก และมีจุดเด่นคือผลิตภัณฑ์จากเนื้อปูม้า

    อีกทั้งยังเคยเข้าร่วมโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 10  และได้รับการรับรองว่าเป็นโรงงาน อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 2 โดยมีนายสมศักดิ์ เชยกลิ่น นางนันทนี เชยกลิ่น ประธานกรรมการบริษัท และ นางสาวบุญญาพร เรืองเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท ให้การต้อนรับและแนะนำบริษัท โดยการเยี่ยมชมครั้งนี้สามารถนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการพิจารณาแนวทางในการสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยี รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่นต่อไปได้อีกด้วย

    ต่อมา นายธนกร และคณะ เดินทางต่อไปยังอำเภอพุนพิน เพื่อเยี่ยมชมกลุ่มโรงทอผ้าศรีวิชัย ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่ผลิตสินค้าหัตถกรรมสิ่งทอที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) หลายรายการ อาทิ ผ้าขาวม้า ผ้ายก และผ้ายกดอก โดยมี นายเชวง ช่วยบำรุง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพุนพิน ให้การต้อนรับ และกล่าวรายงาน

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ทางกลุ่มฯ ได้แจ้งถึงความต้องการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อแก้ไขปัญหาด้านระบบไฟฟ้าและความต้องการเตาชีวมวลเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานภายในกลุ่มฯ  เพื่อหารือและพิจารณาแนวทางการสนับสนุนและการแก้ไขปัญหาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733528&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J6QfWh6TDIvzPL3e0o5AY

  • “อนุสรณ์” กาง “5 ฉากทัศน์” คำตัดสินศาลสหรัฐฯ คดีภาษีทรัมป์ต่อการค้า-การเงินโลก : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” กาง “5 ฉากทัศน์” คำตัดสินศาลสหรัฐฯ คดีภาษีทรัมป์ต่อการค้า-การเงินโลก : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศาลสูงสหรัฐอเมริกา กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า รัฐบาลทรัมป์เก็บภาษีนำเข้าโดยใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) นั้น ทำเกินกว่าอำนาจกฎหมายหรือไม่ โดยคาดว่าคำตัดสินของศาล จะออกมาในช่วงก่อนเดือนมิถุนายน ปีหน้า

    ขณะนี้จึงยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และผู้ส่งออกประเทศต่าง ๆ รวมทั้งผู้นำเข้าจากสหรัฐฯ ยังคงต้องเสียภาษีตามอัตรารัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บต่อไป จนกว่าศาลสูงจะมีคำตัดสินออกมา

    อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ถึง 5 ฉากทัศน์ ดังนี้

    • ฉากทัศน์แรก ศาลสูงตัดสินว่า ภาษีทรัมป์ทำเกินอำนาจของกฎหมาย สถานการณ์การค้าโลกดีขึ้น สงครามการค้าเบาลง ตลาดการเงินตอบสนองทางบวก สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณเพิ่ม ขาดดุลการค้าเพิ่ม ดอลลาร์อ่อนค่า
    • ฉากทัศน์ที่สอง ศาลสูงตัดสินภาษีทรัมป์ทำเกินอำนาจของกฎหมาย โดยรัฐบาลทรัมป์หาช่องทางอื่น ๆ ทางกฎหมายในเก็บภาษีนำเข้าแทน ผลกระทบต่อการค้าโลกและตลาดการเงินยังไม่ชัดเจน
    • ฉากทัศน์ที่สาม ศาลสูงตัดสินภาษีทรัมป์สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่อระบบการค้าโลกและตลาดการเงินโลกดำรงอยู่ต่อไปอีก 3 ปี ตลาดการเงินและนักลงทุนอาจตื่นตระหนก ตลาดหุ้นอาจปรับฐานลงแรงได้
    • ฉากทัศน์ที่สี่ ศาลสูงตัดสินภาษีทรัมป์สามารถดำเนินการได้อย่างมีเงื่อนไข ความตึงเครียดทางการค้าอาจคลายตัวลงระดับหนึ่ง และต้องประเมินว่า เงื่อนไขต่าง ๆ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้า แตกต่างไปจากข้อตกลงภาษีเดิมอย่างไรบ้าง
    • ฉากทัศน์ที่ห้า ศาลสูงตัดสินภาษีทรัมป์ไม่สามารถดำเนินการได้ และให้คืนภาษีให้กับผู้เสียนำเข้าก่อนหน้านี้ในทันที กระทบต่อค่าเงินดอลลาร์แรง เกิดปัญหาการบริหารงบประมาณของรัฐ

    โดยก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์กลางแห่งสหรัฐ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยผู้พิพากษาเสียงข้างมาก 7 คนจากองค์คณะ 11 คน มีคำตัดสินว่า การออกคำสั่งขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายให้ไว้ และไม่ชอบด้วยหลักการแบ่งแยกอำนาจ เท่ากับฝ่ายบริหารไปก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติในการตรากฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร

    ทั้งนี้ ถ้าศาลสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ผลที่ตามมา คือ คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ในการตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ทางการค้าในอัตราสูงต่อสินค้านำเข้าจากประเทศต่าง ๆ จะถูกยกเลิกหมด

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การอ้างอำนาจจากกฎหมาย International Emergency Economic Power Act of 1977 ทุกมาตรการตามคำสั่งประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีจะถูกยกเลิกทั้งหมด ผู้นำเข้าที่เสียภาษีตามมาตรการขึ้นภาษีก่อนหน้านี้ สามารถเรียกคืนภาษีจากรัฐบาลได้ มาตรการกีดกันการค้าผ่านการตั้งกำแพงภาษีสหรัฐฯ เมื่อถูกยกเลิกไป จะส่งผลดีต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก การค้าโลก ส่งผลบวกต่อภาคส่งออกและเศรษฐกิจไทย

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลทรัมป์ยืนยันเดินหน้านโยบายกีดกันการค้า และขึ้นกำแพงภาษีด้วยกลไกกฎหมายอื่น ๆ การดำเนินการก็จะสร้างความไม่แน่นอนต่อการเจรจาต่อรองทางด้านการค้า และภาษีที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่กับประเทศต่าง ๆ ความไม่แน่นอนและไม่ชัดเจนเหล่านี้ ย่อมส่งผลต่อธุรกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่า มาตรการกีดกันการค้า การขึ้นกำแพงภาษี จะยังไปต่อผ่านกลไกรัฐสภาสหรัฐอเมริกา เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า และฐานะการคลังของสหรัฐฯ แต่การขึ้นกำแพงภาษีอาจไม่ง่ายเหมือนเดิม เพราะเป็นไปได้มากขึ้นที่พรรครีพับรีกันจะแพ้เลือกตั้งกลางเทอม

    โดยประเมินว่า อัตราภาษีในการจัดเก็บอาจจะไม่สูงมาก และกระบวนการในรัฐสภาต้องใช้เวลา ความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการเปลี่ยนแปลงระบบการค้าเสรีของโลกจากระบบ Rule-Based เป็น Deal-based อาจมีอุปสรรค ระบบการค้าเสรีแบบพหุภาคีอาจฟื้นตัวขึ้นจากกลไกการถ่วงดุลของศาลต่อฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกา ภาวะดังกล่าว ย่อมส่งผลดีต่อระบบการค้าโลกและการแตกขั้วของโลกาภิวัตน์จะเบาลง

    • แนะรัฐบาลโต้กลับกัมพูชาด้วยวิธีอื่น ดีกว่าระงัปฏิญญา

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อถึงปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นออกมาอีกรอบหนึ่ง จากการไม่ปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพของกัมพูชา ที่ลับลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ นำมาสู่การระงับข้อตกลงเรื่องสันติภาพของรัฐบาลไทย สหรัฐฯ จึงกดดันโดยใช้การเจรจาทางการค้าไทยสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือในการกดดันไทย สร้างความเสี่ยงต่อภาคส่งออกไทย และสร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทย

    หากเกิดการปะทะกันและสงครามชายแดน จะสร้างความเสียหายต่อชีวิตทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเสียหายอย่างหนักได้ จึงมีความจำเป็นต้องแก้ปัญหาโดยใช้แนวทางทางการทูตและการเมืองเป็นหลัก ตอบโต้กัมพูชาด้วยวิธีอื่น ไม่ใช่ระงับปฏิญญาน่าจะเป็นผลดีมากกว่า

    นอกจากนี้ ปฏิญญามีเรื่องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ หรือสแกมเมอร์ในกัมพูชา ทำให้เสียโอกาสในการแก้ปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    • หนุนรัฐบาลอนุทิน ประกาศใช้บำนาญสูตร CARE ก่อนยุบสภา

    นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรเร่งประกาศใช้บำนาญสูตร Care ก่อนยุบสภาโดยไม่ชักช้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคมสูตรใหม่ เมื่อมีการประกาศใช้ จะมีผู้ที่อยู่ในระบบบำนาญของสำนักงานประกันสังคมประมาณ 5.7 แสนคนได้บำนาญเพิ่มทันที ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

    สูตรบำนาญ Care ไม่ใช่เป็นการเพิ่มบำนาญ แต่เป็นการคำนวณให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น สูตรคำนวณบำนาญแบบใหม่ Care คือ คำนวณจากค่าเฉลี่ยของเงินสมทบตลาดอายุการทำงาน ทำให้ได้รับเงินบำนาญสอดคล้องกับเงินสมทบ หลังเกษียณแล้วได้รับบำนาญ 5 ปีก็คืนทุน การคำนวณบำนาญชราภาพตามสูตร Care ยังเป็นไปตามมาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rPHNluH6mM93ha6D9He3L

  • ชัยภูมิหนาวสุด! ตามรอย

    ชัยภูมิหนาวสุด! ตามรอย

    ชัยภูมิหนาวสุด! ตามรอย ‘พระพันปีหลวง’ ทุ่งกระมังอวดโฉม

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.50 น.

    ชัยภูมิหนาวแล้ว! บรรยากาศการท่องเที่ยวรับลมหนาวในจังหวัดชัยภูมิเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว-ทุ่งกระมัง อำเภอคอนสาร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    16 พฤศจิกายน 2568 อุณหภูมิบริเวณ ทุ่งกระมัง ลดต่ำลงถึง 19 องศาเซลเซียส สร้างความสดชื่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้เดินทางมาสัมผัสลมหนาวและชมทิวทัศน์ ทะเลหมอก ยามเช้าตรู่ ที่มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่กว่า 5,000 ไร่แห่งนี้ เปรียบเสมือน “ซาฟารีเมืองไทย” มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง และเป็นพื้นที่ที่พระพันปีหลวงเคยเสด็จฯ มาปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติเมื่อปี พ.ศ. 2526 และ พ.ศ. 2535

    ซึ่งจะมีเก้ง กวาง เนื้อทราย ออกอวดโฉมรับแสงแรกความน่าตื่นตาตื่นใจในช่วงเช้าคือ การปรากฏตัวของ สัตว์ป่าหายาก ที่ออกมาหากินและอาบแดดคลายหนาวได้อย่างใกล้ชิด บริเวณทุ่งหญ้าหน้าพระตำหนักที่ประทับฯ พบเห็นทั้ง เก้ง กวาง และ เนื้อทราย นอนเคี้ยวเอื้องอย่างสบายอารมณ์อยู่บนยอดหญ้าที่ขาวโพลนด้วยน้ำค้าง ถือเป็นภาพที่หาชมได้ยากและถูกใจผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพสัตว์ป่าอย่างมาก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว-ทุ่งกระมัง มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ไม่เพียงแต่มีสัตว์ป่าประเภทกีบจำนวนมาก แต่ยังเป็นแหล่งอาศัยของ ช้างนับร้อยเชือก กระทิง และนกนานาชนิด เช่น นกยูง ไก่ฟ้า นกขุนแผน และนกหัวขวาน ซึ่งบ่งชี้ถึงความสำเร็จของการอนุรักษ์

    โดยแนะนักท่องเที่ยวขออนุญาตเข้าพื้นที่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวได้แนะนำว่า นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าชมแบบไป-กลับในวันเดียว สามารถขออนุญาตได้ที่ด่านตรวจปางม่วง แต่หากต้องการพักค้างแรมเพื่อสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนและส่องสัตว์ในยามเช้าตรู่ ต้องได้รับอนุญาตจากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ โดยตรง เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นไปตามมาตรการอนุรักษ์อย่างเคร่งครัดอีกด้วย.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/928203&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qmxJqIJQ-z9UucXxzBxKi

  • จับรัสเซียขายโคเคนออนไลน์ พกบัตร ‘ที่ปรึกษา สตช.’

    จับรัสเซียขายโคเคนออนไลน์ พกบัตร ‘ที่ปรึกษา สตช.’

    ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตจับกุมนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย วีซ่านักเรียน จำหน่ายโคเคนทางออนไลน์ เทเลแกรม พร้อมพกบัตรที่ปรึกษาคณะกรรมการขับเคลื่อนงานป้องกันปราบปราบ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

    16 พ.ย.2568 – ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เปิดเผยว่า จากกรณีมีข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ลงภาพมีสติกเกอร์เเปะไว้ตามเสาไฟฟ้าในเเหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต โดยเเปลความสื่อถึงการโฆษณาเกี่ยวกับยาเสพติด นั้น

    พ.ต.ท.พิทยา เทพเมือง สว.งานสืบสวน กก.2 บก.ทท.3 พร้อมชุดสืบสวน จึงได้ทำการขยายผลโดยให้สายลับเข้าทำการเเฝงตัวเข้าไปในกลุ่ม เทเลเเกรม ซึ่งเป็นกลุ่มมีสมาชิกจำนวนมาก มีการติดต่อซื้อขายยาเสพติด

    ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พ.ย.68 เวลาประมาณ 22.00 น. สายลับได้ทำการนัดเเนะกับชายชาวรัสเซียชื่อ Anton มาเพื่อส่งยาเสพติดยังที่หมายที่นัดไว้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานาย Anton ได้มาส่งยาเสพติด ตามนัดจริง

    เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งซุ่มอยู่จึงได้เข้าเเสดงตัวเข้าทำการจับกุม เเละได้ทำการตรวจค้นตัวพบยาเสพติด  และ ได้พบยาเสพติดแบบเดียวกันตกหล่นอยู่ในที่เกิดเหตุ รวมยาเสพติด   ประมาณ  6 ซอง

    เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดของกลางนำมาตรวจพิสูจน์พร้อมขยายผล ณ กก.2 บก.ปส.4(นปส.ภูเก็ต) ผลปรากฎว่าเป็นโคเคน จึงได้ทำการจับกุมตัว  Mr.Anton Tiutiaev อายุ 31 ปี สัญชาติรัสเซีย  

    ในการตรวจสอบเอกสารประจำตัว   พบว่ามีวีซ่านักเรียนของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต และยังได้พบบัตรของที่ปรึกษาคณะกรรมการขับเคลื่อนงานป้องกันปราบปราบ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ด้วย   

    โดยกล่าวหาว่า “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยไม่ได้รับอนุญาตเเละพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยไม่ได้รับอนุญาต” จากนั้น นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง ดำเนินการตามกฏหมายต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/criminality-news/896917/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DJDZbxlbozEX5Ry6Hmmcv

  • ททท.สำนักงานตราด ปิดฉากกิจกรรม ปั่นชมพระอาทิตย์ขึ้นสุดขอบประเทศไทยภาคตะวันออก | TOPNEWS

    ททท.สำนักงานตราด ปิดฉากกิจกรรม ปั่นชมพระอาทิตย์ขึ้นสุดขอบประเทศไทยภาคตะวันออก | TOPNEWS

    ททท.สำนักงานตราด ปิดฉากกิจกรรม “ปั่นชมพระอาทิตย์ขึ้นสุดขอบประเทศไทยภาคตะวันออก” และ “แหลมงอบใจเกินร้อย” ดึงนักปั่นจาก 25 จังหวัด ร่วมสร้างปรากฏการณ์สุดคึกคัก พร้อมประกาศแผนต่อยอดสู่ “ตราด 100” และไตรกีฬา ที่หาดราชการุณย์

    อ.แหลมงอบ จ.ตราด/เวลา 06.29 น.-12.00 น.วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่บริเวณลานประภาคารแหลมงอบ อ.แหลมงอบ จ.ตราด นายมนตรี ปรีดา นายอำเภอเเหลมงอบ เป็นประธานกล่าวเปิดการแข่งขันจักรยานทางเรียบรายการ “แหลมงอบใจเกินร้อย” และกิจกรรม “ปั่นชมพระอาทิตย์ขึ้นสุดขอบประเทศไทยภาคตะวันออก” ประจำปี 2568 ที่ทางสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจ.ตราด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด ร่วมจัดขึ้น โดยมีภาคเอกชนของจังหวัดตราด ประกอบด้วยหอการค้าจังหวัดตราด และผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมทั้งเทศบาลตำแหลมงอบ ตำรวจท่องเที่ยวตราด ,กู้ภัยหลักเกาะ ร่วมและบริษัท นิธิกานต์ จำกัด ให้การสนับสนุน ที่มีนักปั่นจักรยานทั้งปั่นเพื่อสุขภาพ ปั่นและเพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 131 คน และเพื่อการแข่งขัน 163 คน รวมทั้งหมด 194 คน และอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมด้วย ทั้งหมดรวมกว่า 288 คัน สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่คึกคักและส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดตราดในฐานะ “สวรรค์ของนักปั่น”

    โดยกิจกรรมนี้มีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เพื่อดึงดูดนักปั่นทั่วประเทศในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอินฟลูเอนเซอร์สายกีฬาชื่อดังอย่าง คุณเจฟฟรี่ และ คุณเอนลิน (เอ-นลิน) แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ BMC Thailand ที่มีผู้ติดตามนับแสน การปรากฏตัวของทั้งสองท่านไม่เพียงแต่สร้างสีสันและความตื่นเต้น แต่ยังช่วยดึงดูดนักปั่นให้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมจาก 25 จังหวัด ทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี

    ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย ทั้งในแง่ของจำนวนผู้เข้าร่วม และการสร้างการรับรู้ถึงเสน่ห์ของจังหวัดตราดในฐานะ ‘เมืองปั่น’ การที่นักปั่น 288 คน จาก 25 จังหวัดทั่วประเทศ ได้มารวมตัวกันที่แหลมงอบ ซึ่งเป็น ‘สุดขอบประเทศไทยภาคตะวันออก’ ถือเป็นการตอกย้ำความพร้อมของเราในการเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมระดับชาติ และยังสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ททท.สำนักงานตราด จะยังคงเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพต่อไป

    ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวอีกว่า จากความสำเร็จที่จัดในอำเภอแหลมงอบได้ทำให้อำเภอแหลมงอบไม่เงียบอีกต่อไป ซี่งนับเป็นความสำเร็จที่ดี ซึ่งจากนี้ไป ทางททท.สำนักงานตราดมีแผนที่จะจัด Sport tourism: หรือ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา ในรายการ TRAT 100 ซึ่งจะเป็นเส้นทางไปทางอำเภอคลองใหญ่ถึงชายแดนไทยกัมพูชา เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของอำเภอคลองใหญ่ ซี่งได้รับผลกระทบจากการสู้รบไทยกัมพูชาและฝ่ายความมั่นคงปิดด่านทั้งหมด นอกจากนี้ จะยังจัดกิจกรรมอีก 1 กิจกรรมคือ การจัดไตรกีฬา ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ที่หาดราชการุณย์ (เขาล้าน) อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ทั้งหมดจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดด้วย

    ขณะนายเจฟฟรี่ และ นางสาวเอนลิน (เอ-นลิน) กล่าวว่า พื้นที่แหลมงอบเป็นพื้นที่สวยงาม ทั้งธรรมชาติและบรรยากาศ บ้านเมืองที่สงบ ซี่งยอมรับว่า พื้นทีทท่องเที่ยวทางกีฬาของจังหวัดติดอันดับต้นๆของเอเซีย ซึ่งอยากเชิญชวนนักกีฬาปั่นจักรยานเข้ามาแข่งขันในจังหวัดตราดที่จะมีทัวร์นาเมนต์ระดับชาติ
    มาจัดในปีหน้า และการจัดการแข่งขันแหลมงอบครั้งนี้ จะเห็นถึงเกาะช้าง และน้ำทะเล แสงอาทิตย์ในเวลาเช้าที่สวยงามและมีเสน่ห์

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ – ญาณี แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1392827&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2elK7Qbpd1-4E0LtisNiBY