Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “คนละครึ่งพลัส” พลิกชีวิต SME ปลุกเศรษฐกิจฐานราก เงินสะพัดหลายหมื่นล้าน

    “คนละครึ่งพลัส” พลิกชีวิต SME ปลุกเศรษฐกิจฐานราก เงินสะพัดหลายหมื่นล้าน

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยข้อมูลกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” (คนละครึ่งพาส) เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยการออกแบบที่มุ่งเป้าไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่มาตรการลดภาระค่าครองชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการจุดประกายกำลังซื้อและการลงทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจุลภาค

    หัวใจสำคัญของโครงการคนละครึ่งพลัสคือการมุ่งเน้นความช่วยเหลือไปยังเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน โดยกระทรวงการคลังได้ดำเนินการคัดกรอง ผู้ประกอบการอย่างเข้มงวดเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการเป็น “ฐานราก” จริง ๆ หรือเป็นกลุ่มไมโคร SME ที่ต้องการความช่วยเหลือ

    การคัดกรองที่เข้มงวดนี้ส่งผลให้จำนวนร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ “ถุงเงิน” ในรอบนี้มีประมาณ 5-6 แสนราย ซึ่งแม้จะน้อยกว่าโครงการรอบแรก ๆ แต่ก็สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้เงินอุดหนุนกระจายตัวไปยังผู้ประกอบการรายเล็กที่สุดอย่างตรงจุด

    แม้จะเป็นโครงการที่เน้นการลดค่าครองชีพ แต่คนละครึ่งพลัสก็มีขอบเขตการใช้จ่ายที่กว้างขวางเพื่อให้เงินอุดหนุนสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือ “คนตัวเล็ก ๆ” ได้ในหลายมิติ โดยการใช้จ่ายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านอาหาร แต่ยังครอบคลุมในหลายหมวดหมู่ เช่น ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์เพื่อซื้ออาหารสัตว์เลี้ยง เช่น อาหารแมว หรืออาหารสัตว์ได้ รวมถึงการใช้จ่ายกับระบบขนส่งสาธารณะและรถแท็กซี่ ซึ่งช่วยลดภาระการเดินทางในชีวิตประจำวันของประชาชนได้เป็นอย่างดี

    โครงการนี้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในเชิงลึกต่อทั้งผู้ใช้งานและผู้ประกอบการ โดยมีประชาชนที่ได้ใช้สิทธิ์ประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งโครงการช่วยลดภาระค่าครองชีพและเปรียบเสมือนการ “เติมเงินในกระเป๋า” ให้กับผู้ใช้งาน สิ่งที่พิเศษคือการสร้าง “ความสุขในการใช้จ่าย” โดยประชาชนมีความสุขที่ได้ใช้สิทธิ์ ตัวอย่าง การซื้ออาหาร 200 บาท แต่ได้รับปริมาณอาหารเทียบเท่า 400 บาท

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล

    สำหรับผู้ประกอบการในระบบถุงเงิน 5-6 แสนราย โครงการนี้ส่งผลให้พวกเขามีรายได้เยอะขึ้น นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บางรายถึงกับกล่าวว่าโครงการนี้ได้ “เปลี่ยนชีวิต” ของพวกเขาไปเลย หากนับรวมสมาชิกในครอบครัวของผู้ประกอบการแต่ละราย ผู้ที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตจะมีจำนวนเป็นหลักล้านคน

    โครงการคนละครึ่งพลัสยังเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีและ “เงินสะพัด” อย่างแท้จริง เมื่อเงินจากกระเป๋าประชาชนถูกโอนไปยังผู้ประกอบการรายเล็ก ก็จะเกิดกลไกการลงทุนต่อทันที กล่าวคือ ผู้ประกอบการเมื่อมีรายได้ก็จะนำเงินไปซื้อของมาลงทุนต่อ ทำให้เกิดการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ณ ช่วงเวลาดังกล่าว มีมูลค่าการใช้จ่ายไปแล้วหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่ามีเงินหมุนเวียนในระบบเยอะมาก โครงการนี้จึงเปรียบเสมือน “เครื่องยนต์ขนาดเล็กหลายล้านตัวที่ทำงานพร้อมกัน” ในระบบเศรษฐกิจฐานราก ก่อให้เกิดการจุดติดของกำลังซื้อและการลงทุนหมุนเวียนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

    โครงการในรอบนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการจัดการที่ดีมาก โดยกระทรวงการคลังได้นำเอาปัญหาเดิม ๆ มาแก้ไขได้เกือบทุกจุด ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานและผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก แม้ว่าโครงการเฟส 1 จะหมดลงในช่วงสิ้นปี รัฐบาลก็มีความต้องการที่จะต่อโครงการนี้ไปจนถึงเดือนมกราคม

    โดยทราบดีว่าช่วงปีใหม่เป็นช่วงที่คนไทยใช้เงินและเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการใช้มาตรการนี้เพื่อสร้างความสุขและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โครงการคนละครึ่งพลัสจึงนับเป็นกรณีศึกษาความสำเร็จของการใช้จ่ายภาครัฐที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ทั้งในด้านการลดภาระค่าครองชีพ การยกระดับคุณภาพชีวิต และการเร่งการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/644052&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PApf1EKAu91tCzrAfd-Yo

  • เศรษฐกิจไทยในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อ 3 ผู้บริหารสะท้อนภาพประสบการณ์ตรงในสนาม

    เศรษฐกิจไทยในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อ 3 ผู้บริหารสะท้อนภาพประสบการณ์ตรงในสนาม

    รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งอัดมาตรการเศรษฐกิจชุดใหญ่ในช่วงบริหารประเทศสั้นๆในช่วงเวลา 4 เดือน หวังเป็นแรงส่งสุดท้ายก่อนการยุบสภา ทั้งมาตรการลดภาระหนี้ อุดหนุนสวัสดิการ และโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ถูกปลุกขึ้นมาเดินเครื่องเต็มกำลังอีกครั้ง หวังพยุงการบริโภคปลายปี กระจายเม็ดเงินลงสู่ฐานรากอย่างรวดเร็ว

    ขณะเดียวกันตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 กลับถูกประเมินให้ขยับตัวเพียง 1.3% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยอาจกำลังฟื้นตัวอย่างเปราะบางกว่าที่สังคมอยากเห็น กระนั้น ปัญหาที่แท้จริงไม่เคยอยู่แค่ในตัวเลข หากอยู่ในความรู้สึกของผู้คน ความเชื่อมั่นที่หายไปจากครัวเรือนและภาคธุรกิจหลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความลังเลที่จะใช้จ่ายของประชาชน และความไม่แน่ใจของผู้ประกอบการที่จะเดินหน้าลงทุนใหม่ในสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนสูงและความเสี่ยงรอบด้านยังไม่คลาย

    มาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถจุดประกายความมั่นใจกลับคืนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้จริง

    เพื่อมองข้ามตัวเลขและเข้าถึง “อุณหภูมิจริง” ของเศรษฐกิจปีหน้า “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ได้พูดคุยกับผู้บริหารองค์กรชั้นนำ รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ด้านเศรษฐกิจและการตลาด สะท้อนภาพเศรษฐกิจของปีนี้ (2568) และปีหน้า (2569) จากประสบการณ์ตรงในสนาม ว่าความหวังและมาตรการกระตุ้นต่างๆมีน้ำหนักมากพอที่จะเปลี่ยนทิศเศรษฐกิจไทย หรือเป็นได้แค่ประกายเล็กๆท่ามกลางความไม่แน่นอนที่กำลังห้อมล้อมอยู่ทุกด้าน

    “ไทยเบฟ” มองหนักกว่าโควิด “คนไม่กล้าใช้เงิน”

    ไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้คร่ำหวอดในสมรภูมิธุรกิจอาหารไทยมายาวนาน กำกับเครือข่ายร้านอาหารใกล้แตะ 900 สาขาทั่วประเทศ สะท้อนภาพปี 2568 อย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นปีที่ไม่ง่ายสำหรับผู้ประกอบการอาหารทุกราย

    เขาเปรียบเทียบสถานการณ์ปี 2568 กับช่วงวิกฤติโควิดอย่างน่าคิด ช่วงนั้นผู้คน “มีเงินแต่ไม่มีที่ใช้” หรือใช้จ่ายได้ยาก เพราะมาตรการจำกัดการเดินทาง แต่ปีนี้กลับเป็นอีกแบบ คนจำนวนมาก “ไม่มีเงินจะใช้” หรือแม้จะมีรายได้อยู่บ้างก็ไม่กล้าใช้จ่าย เหตุผลสำคัญคือความไม่มั่นใจต่ออนาคต ทั้งด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และรายได้ที่ไม่แน่นอน

    “ความยากจึงไม่ใช่แค่ยอดขายเท่านั้น แต่คือความเชื่อมั่นที่หายไปจากผู้บริโภค”

    ปัญหาที่หนักที่สุดของเศรษฐกิจไทยวันนี้คือ “หนี้ครัวเรือน” ซึ่งกระจายทั้งในระบบราว 70% และนอกระบบอีกประมาณ 30% หนี้ในระบบแบ่งเป็นหลายกลุ่มที่สะท้อนปัญหาเชิงพฤติกรรมชัดเจน ตั้งแต่หนี้บัตรเครดิตที่คนจำนวนมากสมัคร

    กันง่ายในช่วง 5-6 ปีก่อน ใช้จ่ายเกินตัว ผ่อนขั้นต่ำจน “วงเต็มทุกใบ” ไปจนถึงหนี้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยค่านิยม “ต้องมีรถ” ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากมีรถหลายคัน ขณะที่หนี้ส่วนบุคคลและเอสเอ็มอี ก็เร่งขยายเพราะผู้คนกู้เสริมสภาพคล่อง แต่รายได้ไม่โตตามต้นทุนดอกเบี้ย ภาระจึงสะสมเร็วกำลังซื้อที่อ่อนลงต่อเนื่อง กระทบต่อผลลัพธ์เชิงธุรกิจชัดเจน หากทำธุรกิจเท่าเดิม ผลลัพธ์จะลดลงทันที ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพ “ทำมากกว่าเดิมเพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม”

    การขาดดุลการค้ากับจีนอยู่ในระดับน่ากังวล โดยส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคยุคดิจิทัลที่ทำให้ “เงินไหลออก” เป็นสัดส่วนสูง ไม่ว่าจะเป็นการจองตั๋วและที่พักผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ การสมัครบริการสตรีมมิงและดิจิทัลจากบริษัทนอกประเทศ หรือการซื้อสินค้าออนไลน์ที่สินค้าจีนครองส่วนแบ่งส่วนใหญ่ ผลรวมคือเงินสะพัดภายในประเทศลดลง ขณะที่รายได้ส่วนหนึ่งไหลออกไปต่างประเทศ ทั้งจากค่านำเข้า ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และยอดขายผู้ประกอบการต่างชาติ

    ภาคการผลิตอาหารและโภคภัณฑ์ของไทย ยังพึ่งพาการค้าชายแดนมาก โดยเฉพาะวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา แต่ในอีกฟากหนึ่ง ภาคเกษตรไทยกลับหดตัวลงเพราะ “ทำแล้วไม่คุ้ม” การที่ทุนต่างชาติ

    เข้าถือครองกิจกรรมเกษตร เช่น สวนผลไม้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ก่อความกังวลด้านความมั่นคงอาหารและที่ดินในระยะยาว ทำให้ภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานของหลายอุตสาหกรรมไทย อยู่ในภาวะ “เสี่ยงเงียบ” มากกว่าที่ตัวเลขระบุ

    ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดความเชื่อมั่น แม้จะมีมาตรการพยุงระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส หรือมาตรการหักลดหย่อนภาษี 30,000 บาท แต่ให้ผลเพียงชั่วคราว โดยมองว่าด้วยการบริหารในเวลาสั้นๆ ยังทำให้ภาคเศรษฐกิจ “ตั้งหลักไม่ทัน” และหากมีการเลือกตั้งใหม่ วัฏจักรความไม่แน่นอนอาจลากยาวอีก 6-8 เดือน

    โดยจากนี้ทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล เทคโนโลยี และความยืดหยุ่นของนโยบาย สรุปคือ เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าไม่น่าทรุดหนัก แต่ยังไม่ฟื้นจริง จนกว่าเสถียรภาพทางนโยบายจะกลับคืนมา

    “เดอะมอลล์” มองลูกค้ายังอยู่แต่ใช้เงินระวัง

    วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำธุรกิจรีเทลที่ประยุกต์ศูนย์การค้าแบบดั้งเดิมให้กลายเป็น “แหล่งการใช้ชีวิต-ไลฟ์สไตล์” ที่ไม่หยุดอยู่แค่การขายสินค้า เชื่อว่าปี 2569 จะเป็น “หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ” ของธุรกิจค้าปลีกไทย แม้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มแรง แต่พอมองเห็นความหวัง หากภาครัฐและเอกชนเดินไปด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ปล่อยมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อสำคัญ อย่างคนละครึ่ง เที่ยวด้วยกัน และอยากให้สานต่อช็อปดีมีคืน ซึ่งส่งผลโดยตรงกับฐานลูกค้ากลุ่ม B ถึง B+ ของเครือ

    ยกตัวอย่างจากพื้นที่จริงในศูนย์ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสทำยอดขายสูงขึ้นกว่าร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม ลูกค้าต่อคิวยาวแน่นในทุกกิจกรรม นี่เป็นหลักฐานว่ามาตรการรัฐยังมีพลังมาก และเมื่อผสานกับเครื่องมือฝั่งเอกชน ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ กิจกรรม หรือโปรโมชัน ก็ยิ่งช่วยกระตุ้นความรู้สึกคุ้มค่าและดึงคนกลับเข้าศูนย์การค้าได้ทันที

    อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าความหวังนี้ยังมีความเปราะบาง เพราะบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่เอื้อให้คนกล้าใช้เงินเต็มที่ ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ “ไม่มีเงิน” แต่เพียง “ยังไม่มั่นใจ” จึงเลือกชะลอการใช้จ่ายและรอดูทิศทางก่อน ส่งผลให้การสร้างบรรยากาศเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยสำคัญพอๆกับตัวมาตรการเอง

    ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ วันนี้ผู้คนไม่ได้ตั้งใจมาซื้อของเป็นหลักอีกต่อไป แต่มาใช้เวลา พวกเขาตื่นขึ้นมาด้วยคำถามว่า “จะไปกินข้าวที่ไหนดี จะนัดเพื่อนที่ไหนสะดวก” ไม่ใช่ว่าจะซื้ออะไร ทำให้ศูนย์การค้ากลายเป็นจุดนัดพบของครอบครัวและเพื่อนฝูง ร้านอาหารจึงกลายเป็นแรงดึงดูดสำคัญ

    ขณะที่การช็อปปิ้งกลายเป็นผลพลอยได้จากประสบการณ์นั้น เธอเสริมว่า Gourmet Market ยังเป็น “จุดแวะสำคัญ” ก่อนกลับบ้าน สะท้อนว่าศูนย์การค้าถูกใช้ในฐานะพื้นที่ของความสะดวกและไลฟ์สไตล์ มากกว่าพื้นที่ซื้อสินค้าโดยตรง “ในโลกออนไลน์ ลูกค้าตัดสินใจจากราคา แต่ในโลกออฟไลน์ ชนะกันด้วยการบริการและประสบการณ์ ซึ่งเป็นแกนกลางที่ศูนย์การค้าต้องยกระดับให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ความบันเทิงไม่ใช่แค่โรงภาพยนตร์ ทุกอย่างเป็น Entertainment ได้หมด ขึ้นอยู่กับว่าเราทำให้มันสนุกพอหรือไม่”

    แม้ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนจะทรงตัวจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่อัตราการใช้งาน M Card ยังคงเติบโต แสดงว่าลูกค้ายังมาเดินศูนย์ เพียงแต่ระมัดระวังการใช้เงิน

    “ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนวิธีใช้จ่าย  เปลี่ยนเหตุผลในการมาศูนย์และเปลี่ยนสิ่งที่มองหา”

    “วู้ดดี้” มองเปลี่ยนประเทศเริ่มจาก 3 เสา

    วู้ดดี้–วุฒิธร มิลินทจินดา อินฟลูเอนเซอร์และนักธุรกิจสื่อบันเทิงรุ่นใหม่ จากทอล์กโชว์ไปจนถึงความสำเร็จของเทศกาลดนตรี S2O Songkran Music Festival ที่ยกระดับสู่เวทีระดับโลก เขามองว่าการเปลี่ยนประเทศต้องเริ่มจาก “3 เสาหลัก”  ได้แก่ 1.ความคิดสร้างสรรค์และความแตกต่าง  (Creativity & Differentiation) ถ้าไม่คิดนอกกรอบ ไม่กล้าแตกต่างจากเดิม จะไม่มีวันก้าวกระโดดเหมือนชาติอื่น เช่น สิงคโปร์ หรือดูไบ ที่เริ่มจากศูนย์ แต่กล้าคิดต่างทั้งประเทศ  2.การบริหารจัดการโดยคนที่เก่งที่สุด (Management by the Best) ต้องมีคนเก่งจริงๆจากหลายด้าน มารวมตัวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเก่ง แต่ไม่ไปด้วยกัน ประเทศไทยยังติดกับดักนี้อยู่มาก ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเดินไปทางไหน 3.การเข้าใจร่วมกันและการพัฒนาองค์ความรู้ทั้งประเทศ (National Mindset & Education Upgrade)

    ระบบการศึกษาคือซอฟต์แวร์ของประเทศ ต้องอัปเกรด “ทั้งระบบ” คนไทยต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่จบมหาวิทยาลัยแล้วหยุดเรียนเขาเสริมด้วยว่า ประเทศยังมองข้ามศักยภาพของผู้สูงวัยจำนวนมาก คนอายุ 60 ปีขึ้นไป ยังสร้างคุณค่าได้อีกหลายสิบปี แต่กลับถูกผลักออกจากระบบ ทั้งที่พวกเขาคือทุนมนุษย์สำคัญที่ไม่ควรถูกละเลย  “โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของความร่วมมือ“Colla boration” ระหว่างเจเนอเรชัน ซึ่งจะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในองค์กรยุคใหม่ หลังจากหลายทศวรรษที่คนแต่ละวัย ตั้งแต่เบบี้บูม, เจนซี และเจนอัลฟ่า เคยแยกกันคิด แยกกันทำ อนาคตจะเป็นยุคของการผสาน “ความเร็วและเทคโนโลยี” ของคนรุ่นใหม่ เข้ากับ “ความละเอียดและประสบการณ์” ของรุ่นเก่า”

    องค์กรที่สามารถจับสองพลังนี้มาทำงานร่วมกันได้จริง จะเป็นองค์กรที่แข็งแกร่งที่สุด นี่คือสูตรของความมั่งคั่งในอนาคต “ไทยยังมีความหวังไม่ใช่เพราะภาครัฐ แต่เพราะผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่กำลังลุกขึ้นทำเอง ข้ามพรมแดนออกไปสู่โลก เพราะวันนี้คุณสามารถขายของจากหมู่บ้านในไทยไปถึงนิวยอร์กได้ภายในไม่กี่คลิก”

    เครื่องมือที่เร่งพลังนี้ให้ชัดขึ้นคือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ได้กลายเป็น “ที่ปรึกษาและเลขานุการระดับโลก” ที่ทุกคนเข้าถึงได้ “วันนี้ใครอยากมีรายได้ 1 ล้านบาทต่อเดือน ถาม ChatGPT ได้ทันทีว่าต้องเริ่มอย่างไร ยกตัวอย่างทุกวันนี้ วู้ดดี้ใช้แอป Sora สร้างวิดีโออัจฉริยะในการทำแคมเปญธุรกิจ ด้วยคุณภาพใกล้เคียงความจริงจนไม่อาจแยกออก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทุกคนต้องกระโดดเข้าเรียนรู้ AI เหมือนที่คอมพิวเตอร์เคยเปลี่ยนโลกเมื่อ 30 ปีก่อน”

    ท้ายที่สุด เมื่อถูกถามว่าไทยต้องการอะไรเพื่อก้าวไปข้างหน้า วู้ดดี้สรุป สั้นๆว่า ต้องการคนเก่งจริง คนที่ไม่ใช่แค่คิดได้ แต่ต้องลงมือทำ คนที่สร้างคุณค่าใหม่ให้สังคม ไม่นั่งรอรัฐ ไม่รอโอกาส แต่สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง และนั่นคือหัวใจของประเทศไทยที่ยังพอมีความหวัง.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2895869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qwxzEGOGy8iy5m6-jWw44

  • “เพื่อไทย” ซัดคำพูด “อนุทิน” ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านล้านต่อปี

    “เพื่อไทย” ซัดคำพูด “อนุทิน” ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านล้านต่อปี

    “เพื่อไทย” ซัดคำพูด “อนุทิน” ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจ กว่า 3 ล้านล้านต่อปี จี้เร่งถก “สหรัฐฯ-จีน-มาเลย์” ใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมกดดันกัมพูชา ถาม “ประชาชน-ฝ่ายค้าน” การบริหารผิดพลาดยีงไว้วางใจรัฐบาลบริหารประเทศต่อหรือไม่

    นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีสหรัฐอเมริกาแจ้งขอระงับการเจรจาภาษีการค้ากับไทยชั่วคราว หลังรอคำยืนยันว่าฝ่ายไทยจะกลับเข้าสู่ Joint Declaration (MOU ร่วม) ไทย-กัมพูชาอีกครั้ง ว่า การบริหารของรัฐบาลปัจจุบันทำให้ประเทศเสียหายจนประเมินไม่ได้ เราทุกคนมีความรักชาติเหมือนกัน แต่วิธีการบริหารที่ต่างกัน จะสร้างความเสียหายแบบที่ประเมินไม่ได้

    โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวย้ำว่า ไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย รวมถึงสิทธิในการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนเมื่อถูกรุกล้ำ และเราก็ได้ดำเนินการบนรากฐานความคิดนั้นมาตลอด โดยที่ผ่านมารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยได้ทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ได้ตอบโต้ผู้ที่รุกล้ำอธิปไตยและสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนไทย โดยได้แสดงแสนยานุภาพในการตอบโต้จนเป็นที่ประจักษ์ ข่าวลือข่าวปลอมต่างๆ ที่ว่าเราสั่งให้หยุดก็พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง

    นายศึกษิษฏ์ ระบุว่า ในช่วงเดียวกัน พรรคเพื่อไทยยังเดินหน้าการทูตเชิงรุกผ่านทั้งกลไกทวิภาคี และพหุภาคีเพื่อรักษาสมดุลระหว่างอธิปไตยและเศรษฐกิจ จนนานาประเทศทั่วโลกหันมาฟังและพร้อมที่จะสนับสนุนเรา เอาโลกมาล้อมคู่กรณี แต่การบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่คำพูดที่สับสน ไม่มีวุฒิภาวะ ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย หรือบางคำอาจจะนำไปสู่การเสียดินแดน ผลักพันธมิตรออกห่าง ไม่เดินการทูตเชิงรุกจนเราเสียพันธมิตรทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ปล่อยให้กัมพูชาติดต่อมาเลเซียกับสหรัฐอเมริกาได้ก่อนเรา ส่วนฝ่ายเรานั่งรอให้เค้าติดต่อมา

    พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ให้นายกรัฐมนตรีเร่งพูดคุยกับอเมริกาและจีน ประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ผลักดันและสักขีพยานในปฏิญญาสันติภาพ และให้กรอบกลไกนานาชาติต่างๆ เพื่อนำข้อมูลของประเทศเราออกไปก่อน แสดงให้โลกรู้ว่าเราไม่ได้เริ่มก่อนแต่กัมพูชาเป็นคนฉีกกติกา และใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมกดดันกัมพูชา เหมือนที่เราเคยทำ

    นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า ผลลัพธ์จากการบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศอยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก นอกจากเผชิญหน้ากัมพูชาแล้ว ยังเจอกับแรงกดดันจากอเมริกาอีกด้วย ทั้งที่สามารถรับมือสถานการณ์ได้ดีกว่านี้โดยไม่ขยายประเด็นเปิดช่องให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถึงแม้ว่าเราจะไม่พอใจกับท่าทีของสหรัฐอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคือมูลค่าการค้าขายกว่า 3 ล้านล้านบาท ภายใต้ตัวเลขเหล่านี้คือพี่น้องประชาชนจำนวนหลายสิบล้านคนที่จะได้รับผลกระทบ เสียหายทั้งในด้านอธิปไตยและด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบถึงความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องก็ต้องติดค้างอยู่ด้วย

    นายศึกษิษฏ์ ยังตั้งคำถามต่อพรรคฝ่ายค้านว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้ได้กระทำ นับเป็นความผิดพลาดเพียงพอที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปหรือไม่

    รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/W5N51Z34_DQ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/451634&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NY5lp_UAnrtDfVdIc6_Zi

  • ตึงเครียดพุ่ง! จีนแนะประชาชนงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง

    ตึงเครียดพุ่ง! จีนแนะประชาชนงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง

    ตึงเครียดพุ่ง! จีนแนะประชาชนงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง’ทาคาอิจิ’พูดปมไต้หวัน

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.01 น.

    จีนประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่นโดยอ้างว่า มีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย ในช่วงที่ความสัมพันธ์ของสองประเทศทวีความตึงเครียดจากคำกล่าวของผู้นำญี่ปุ่นเรื่องไต้หวัน

    16 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ เตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้โดยระบุว่า เมื่อไม่นานมานี้ ผู้นำญี่ปุ่นได้แสดงความเห็นยั่วยุเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ส่งผลให้บรรยากาศการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนเสื่อมถอยลงอย่างมาก และสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของชาวจีนในญี่ปุ่นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงขอแนะนำอย่างยิ่งให้ประชาชนชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงอนาคตอันใกล้ ส่วนผู้ที่อยู่ในญี่ปุ่นอยู่แล้วขอให้ติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและเพิ่มการดูแลตนเอง หากเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบแจ้งตำรวจและขอความช่วยเหลือจากสถานทูตและสถานกงสุลจีน

    ความตึงเครียดล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่นเกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำหญิงของญี่ปุ่น กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การโจมตีทางทหารต่อไต้หวันอาจสร้างสถานการณ์เสี่ยงที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น และอาจทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจใช้กำลังทหารได้ ส่งผลให้ทางการจีนไม่พอใจ เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงปักกิ่งเข้าพบ เพื่อประท้วงคำกล่าวดังกล่าวและเรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นถอนคำพูด พร้อมทั้งเตือนให้ญี่ปุ่นหยุดเล่นกับไฟ และเสริมว่าหากญี่ปุ่นกล้าแทรกแซงสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน จะถือเป็นการรุกรานและต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่น เรียกเอกอัครราชทูตจีนเข้าพบเพื่อประท้วงเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้นำหญิงของญี่ปุ่นยืนยันว่าจะไม่ถอนคำพูด พร้อมทั้งชี้ว่าสอดคล้องกับนโยบายเดิมของญี่ปุ่น แต่จะเพิ่มความระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เฉพาะหลังจากนี้

    ข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากถึงเกือบ 7.5 ล้านคน ซึ่งสูงที่สุดในบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 31.65 ล้านคนที่ไปญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าว สายการบินใหญ่ 6 แห่งของจีนประกอบด้วยแอร์ไชนา, ไชนาเซาเทิร์นแอร์ไลน์, ไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์, ไห่หนานแอร์ไลน์, เสฉวนแอร์ไลน์ และเซี่ยเหมินแอร์ ออกประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า ผู้โดยสารสามารถขอเงินคืนหรือเปลี่ยนตั๋วโดยสารที่เดินทางไปญี่ปุ่นก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/928246&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SdPykaXEI0i1XLJhtLVgr

  • “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา

    “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา

    “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา (Center for Educational Technology and Resource Development)

    เวลา 11.06 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา (Center for Educational Technology and Resource Development) ณ ที่นั้น นายหวาย จิ้นเผิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวหลี่ ผิง อธิบดีศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

    จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรวีดิทัศน์และทรงรับฟังการบรรยายภาพรวมการพัฒนาระบบการศึกษาอัจฉริยะของสาธารณรัฐประชาชนจีน และทอดพระเนตรอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้ด้านการศึกษาอัจฉริยะ ประกอบด้วย การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ห้องทดลองเสมือนจริง 

    หลักสูตรการเรียนการสอนปัญญาประดิษฐ์ เครื่องตรวจข้อสอบ เครื่องสอนการเขียนพู่กันจีน และเครื่องเลเซอร์แกะสลักสื่อการสอน เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องทำงานของแผนกข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทอดพระเนตรข้อมูลและสถิติด้านการศึกษาอัจฉริยะของสาธารณรัฐประชาชนจีน และการสาธิตการเรียนแบบอัจฉริยะ ผ่านระบบทางไกล ระหว่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาในกรุงปักกิ่ง กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในมณฑลไห่หนาน สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับโรงแรมที่ประทับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/royal/2895956&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pVpEC5o6NGe6nZnqCCDxS

  • นิด้าโพล เผย “ภาคกลาง” หนุน “ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน” นั่งนายกฯ ตามด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์” : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผย “ภาคกลาง” หนุน “ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน” นั่งนายกฯ ตามด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์” : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคกลาง”

    1. วันนี้ท่านสนับสนุนให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี

    อันดับ บุคคลที่คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ร้อยละ
    1 ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ 35.65
    2 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) 19.60
    3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) 12.75
    4 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) 9.15
    5 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) 4.55
    6 พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) 3.85
    7 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) 3.50
    8 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 3.40
    9 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) 2.20
    10 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) 1.65
    11 นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) 1.55

    2. วันนี้ท่านสนับสนุนพรรคการเมืองใด

    อันดับ พรรคการเมืองที่คนภาคกลางจะสนับสนุนในวันนี้ ร้อยละ
    1 ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ 28.95
    2 พรรคประชาชน 28.85
    3 พรรคภูมิใจไทย 9.70
    4 พรรคประชาธิปัตย์ 9.60
    5 พรรคเพื่อไทย 8.45
    6 พรรครวมไทยสร้างชาติ 5.45
    7 พรรคเศรษฐกิจ 2.60
    8 พรรคไทยสร้างไทย 2.05
    9 พรรคชาติไทยพัฒนา 1.55
    10 พรรคพลังประชารัฐ 1.00

    ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว มาจากความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งใน ภาคกลาง (จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และ สมุทรสาคร) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง และเก็บข้อมูล ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2568

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546212&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28OqXPtIyXkANeBp1shZRs

  • กระชับความสัมพันธ์ เชียงใหม่ ชิงไห่ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ

    กระชับความสัมพันธ์ เชียงใหม่ ชิงไห่ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ

    กระชับความสัมพันธ์ เชียงใหม่ ชิงไห่ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ


    16/11/2568 | 37 |

    คณะผู้แทนจากมณฑลชิงไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เยือนจังหวัดเชียงใหม่ กระความสัมพันธ์ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ
             นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า นายหยาง จื้อเหวิน รองผู้ว่าการมณฑลชิงไห่ และคณะผู้แทนจากมณฑลชิงไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงใหม่เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือระหว่างทั้งสองพื้นที่ในมิติต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรม รวมถึงการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน การมาเยือนของคณะผู้แทนมณฑลชิงไห่ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย–จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
             พร้อมกันนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ กับมณฑลชิงไห่ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินงานมาถึงขั้นตอนการหารือด้านเนื้อหาและการเตรียมความพร้อมก่อนการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent : LOI) เพื่อเป็นกรอบสำคัญของความร่วมมือในอนาคต

    พิมลกัลย์  เดชะชัย สวท. เชียงใหม่ ///// 16 พ.ย. 68
     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2479/iid/443131&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x8sQ0FKhx8LbT2a2nlaaT

  • “จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน

    “จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน

    “จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดประเทศไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน เสี่ยงเสียเปรียบทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ โฆษกเพื่อไทยตั้งคำถามประชาชน-ฝ่ายค้าน ควรให้รัฐบาลทำงานต่อหรือไม่

    เมื่อเวลา 10.33 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การบริหารประเทศต้องตั้งอยู่บนหลักคิดและการประเมินสถานการณ์รอบด้าน ไม่ใช่ตอบสนองด้วยอารมณ์หรือคำพูดที่ขาดการชั่งน้ำหนัก ถ้อยคำของผู้นำไม่ได้สะท้อนแค่ความคิดเห็นส่วนตัว แต่สะท้อนท่าทีประเทศไทยต่อประชาคมโลก

    นายจุลพันธ์ ระบุต่อไปว่า เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เห็นการสื่อสารที่ขาดความรอบคอบ การใช้ถ้อยคำที่อาจตีความได้หลากหลาย ส่งผลกระทบในระดับการทูตและเศรษฐกิจได้ทันที ทั้งที่ประเทศไทยควรอยู่ในจุดที่มีหลักฐานรองรับ สามารถยืนยันต่อเวทีนานาชาติว่าเหตุการณ์ละเมิดเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา แต่การส่งสัญญาณที่คลาดเคลื่อนทำให้ประเทศต้องเผชิญความกดดันจากหลายทิศทาง เรามีพื้นฐานที่น่าจะใช้สร้างความได้เปรียบได้ดีกว่านี้ ประเทศไทยมีมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ 3 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงรายได้ ความเป็นอยู่ของประชาชนหลายสิบล้านคน การสื่อสารทางการเมืองที่เชื่อมโยงประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง โดยไม่ประเมินผลกระทบให้รอบด้าน อาจทำให้ความร่วมมือสำคัญหลายด้านชะงัก รวมถึงมาตรการปราบเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์

    ทั้งนี้ ในอดีตประเทศไทยเคยใช้ความร่วมมือทวิภาคี พหุภาคี การทูตเชิงรุก สร้างความเข้าใจกับนานาประเทศ บนพื้นฐานข้อมูลหลักฐาน ทำให้รักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ครั้งนี้กลับไม่ใช้กลไกเหล่านั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้อมูลไทยถูกสื่อสารไม่ทันกับการตีความของนานาชาติ ทำให้ตกอยู่ในสถานะประนีประนอมได้ยากกว่าเดิม วันนี้ไทยอยู่ในจุดถูกกดดันทั้งสองด้าน จากประเทศคู่กรณี และประเทศที่เป็นคู่ความร่วมมือสำคัญ เราสามารถบริหารจัดการให้ดีกว่านี้ได้ หากการประสานงาน การสื่อสาร และการดำเนินกลยุทธ์ทางการทูตถูกวางอย่างเป็นระบบ แม่นยำมากกว่านี้ อยากชวนสังคมไทยร่วมพิจารณาอย่างใจเย็นว่า เมื่อผลลัพธ์การบริหารครั้งนี้นำพาให้สูญเสียความได้เปรียบ ต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก ประเทศไทยควรเดินอย่างไรต่อไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติและประชาชนให้มากที่สุด

    ทางด้าน นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาจนส่งผลกระทบต่อเวทีโลก ว่า รัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและมีสิทธิตอบโต้อย่างมีสัดส่วนเมื่อประเทศถูกรุกล้ำ แต่การบริหารจัดการของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไม่มีวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรี บางคำอาจเป็นเหตุสุ่มเสี่ยงให้เสียดินแดน ผลักพันธมิตรออกห่าง ไม่สนใจหาแนวร่วมทางการทูต จนประเทศเสียเปรียบในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ปล่อยให้กัมพูชาติดต่อมาเลเซียกับสหรัฐฯ ได้ก่อน ผลการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพทำให้ไทยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นอกจากเผชิญหน้ากับกัมพูชาแล้ว ยังเจอแรงกดดันจากอเมริกา ทั้งที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ โดยไม่เปิดช่องให้ไทยเสียเปรียบ “ขอตั้งคำถามไปยังประชาชน และพรรคการเมืองฝ่ายค้านว่า สิ่งที่รัฐบาลกระทำเป็นความผิดพลาดเพียงพอที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปได้หรือไม่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2895882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IP5gRd8946LjsIcgD-FKf

  • มอง “ไม้” มุม ใหม่ กรณีศึกษา ไทย-สวีเดน

    มอง “ไม้” มุม ใหม่ กรณีศึกษา ไทย-สวีเดน

    ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : เรื่อง
    ธันยพร วงศ์ธิติโรจน์ : ภาพ

    มอง “ไม้” มุม ใหม่ กรณีศึกษา ไทย-สวีเดน
    อพาร์ตเมนต์ไม้ 4 หลัง สูง 13 ชั้น รวม 234 ห้อง ตั้งอยู่ย่าน Hagastaden ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เป็นต้นแบบ Climate-Smart Living และย่านที่อยู่อาศัยสร้างด้วยไม้

    “การก่อสร้างอาคารด้วยไม้เป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรสวีเดน ที่สวีเดน รายได้ส่วนใหญ่ของเกษตรกรมาจากการขายไม้สำหรับก่อสร้างมากกว่าการทำเยื่อกระดาษหรือพลังงานชีวภาพ การบริหารจัดการป่าอย่างเหมาะสมช่วยทำให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนยั่งยืน”

    Klas Bengtsson ผู้ร่วมก่อตั้ง Eco-innovation foundation(EFI)ประเทศสวีเดน กล่าวในงานเสวนา ปลูกการศึกษา : ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้ด้วยงานวิจัย ไทย-สวีเดน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่สถาบันนวัตกรรมป่าไม้ จังหวัดแพร่ ส่วนหนึ่งของกิจกรรม ไม้-เปลี่ยน-เมือง ? สานพลัง ไทย-สวีเดน สู่เมืองไม้ยั่งยืนจังหวัดแพร่ จัดโดยศูนย์ Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU) ภายใต้สถานเอกอัครราชทูตไทยในกลุ่มประเทศนอร์ดิก อันประกอบด้วยสวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์

    mongmai02
    อพาร์ตเมนต์ไม้ทั้ง 4 หลังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Cederhusen พัฒนาโดยบริษัท Folkhem ความท้าทายในการก่อสร้างเนื่องจากภายใต้อาคารเป็นอุโมงค์ทางด่วน E4 จึงใช้คอนกรีตบริเวณฐาน 3 ชั้นล่าง ส่วนชั้นเหนือขึ้นไปทั้งหมด รวมถึงหลังคาสร้างด้วยไม้วิศวกรรม CLT (Prefabricared) ที่มีน้ำหนักเบา (ภาพ : ธันยพร วงศ์ธิติโรจน์) 
    mongmai03
    ภายนอกเรียงด้วยไม้ Wood Façades ภายในออกแบบด้วยวัสดุไม้ ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 2 ปี ระหว่าง ค.ศ.2020-2022 หลังสร้างเสร็จโครงการ Cederhusen ได้รับการโหวตเป็น Building of the Year สาขาที่อยู่อาศัย (housing)

    จากประสบการณ์ของ Klas แนวทางวิจัย ฝึกอบรม ตลอดจนพัฒนาทักษะการก่อสร้างด้วยไม้ต้องทำงานประสานกัน 2 ระดับ ได้แก่ ระดับท้องถิ่น เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถของชุมชน จัดฝึกอบรมตามจุดแข็ง-จุดอ่อน โดยมีรัฐบาลท้องถิ่นสนับสนุน และ ระดับวิชาการ เพื่อศึกษาและพัฒนาตัวอย่างจากห่วงโซ่คุณค่าที่ชุมชนมี โดยทำงานร่วมกับชุมชน

    “การฝึกอบรมและโครงการนำร่องต้องเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างระดับท้องถิ่นกับระดับวิชาการ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาพร้อมกัน บทเรียนจากสวีเดนเรื่องการรวมกลุ่มกันของเจ้าของที่ดินหรือพื้นที่ป่าไม้ช่วยทำให้เกษตรกรเกิดความภูมิใจร่วม สามารถรวมตัวกันต่อรอง เมื่อเกษตรกรได้รับผลตอบแทนจริงจะเกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมไม้ ที่สวีเดน การจัดทริปดูสวนป่าตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จทำให้เกษตรกรได้รับแรงจูงใจ สร้างเครือข่ายและเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ด้านงานไม้ของชุมชนเมืองและชุมชนท้องถิ่น ช่วยขับเคลื่อนแหล่งไม้ในท้องถิ่นและสร้างตลาดภายใน

    “ผมคิดว่าโมเดล Forest Owner Association ที่กล่าวมาสามารถปรับใช้กับประเทศไทย เช่นเดียวกับพื้นที่ทางตอนใต้ของสวีเดนที่มีอุตสาหกรรมไม้ขนาดใหญ่มาก”

    Klas เน้นย้ำว่าสิ่งที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กในสวีเดนไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ไม้ เยื่อกระดาษ หรือการขายไม้เพื่อนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ แต่เป็นการขายไม้เพื่อใช้เป็นวัสดุก่อสร้างอาคารหรือการก่อสร้างอาคารด้วยไม้ (Wood Building) อย่างไรก็ตามความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ เพียงชั่วข้ามคืน

    mongmai04
    โดมแห่งความรู้ (Wisdome) อาคารไม้ภายนอกสร้างด้วยเทคนิค Laminated-Veneer Lumber (LVL) ทำให้หลังคาเกิดความโค้งแบบอิสระ ตัวโดมประกอบด้วยสามเหลี่ยม 277 ชิ้นประกบกันด้วยเทคนิค Cross Laminated Timber (CLT) นับเป็นสถาปัตยกรรม-วิศวกรรมไม้ที่ล้ำสุดในสวีเดนตอนนี้
    mongmai05
    คาเฟ่ไม้สูงโปร่ง เปิดกว้าง บรรยากาศดี ไม้สนให้กลิ่นหอมสงบ สามารถใช้เป็นสถานที่นัดพบและจัดกิจกรรมต่าง
    mongmai06
    ภายใน Wisdome เป็นจอภาพยนตร์ยักษ์ 3 มิติ แบบรอบ 360 องศา โครงการสร้างเสร็จเมื่อปลายปี ค.ศ. 2023

    เมื่อราวสองปีก่อน ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเดินทางไปสวีเดนเพื่อสานต่อโครงการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาห้องสำเร็จรูปไม้สำหรับอาคารชุดพักอาศัย หาทางเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาอาคารไม้ของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถานทูตไทย-สวีเดน ผ่านการร่วมทุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมทดลองโครงการห้องชุดชั้นลอยจริงของบริษัท Nirvana Development

    “เราเคยมีหลักสูตรการก่อสร้างอาคารไม้ แต่หายไปหลังการปิดป่า หลังจากนั้นมาเราก็หันหน้าไปใช้คอนกรีต” อาจารย์สรายุทธกล่าวถึงเรื่องราวในอดีต

    “แต่ปัจจุบันเรายังหลงเหลือความชำนาญเฉพาะด้าน หรือ know how ที่พร้อมฟื้นคืนกลับมาใช้ใหม่ ความท้าทายสำคัญคือจะพิสูจน์อย่างไรว่า ‘ไม้’ สามารถแข่งขันกับ ‘ซีเมนต์บอร์ด’ ได้ และไม่ได้มีราคาแพงอย่างที่หลายคนเชื่อ ข้อดีคือเมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างไม้กับโครงสร้างคอนกรีตแล้ว ลูกค้ามักชอบไม้เพราะให้ความรู้สึกผ่อนคลายและพักผ่อนกว่า”

    อาจารย์สรายุทธให้ข้อมูลว่า “ทุกวันนี้ไม้เนื้อแข็งหรือไม้แท้ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการอัดหรือแปรรูปใหม่ (solid wood) ยังแข่งกับตลาดคอนกรีตไม่ได้ ทางออกคือใช้วัสดุไม้แปรรูปสมัยใหม่ เช่น ไม้อัดแปรรูปประสานหลายชั้น (LVL-Laminated Veneer Lumber) ไม้ที่ผ่านเทคนิคการต่อไม้เข้าด้วยกัน (Joint) ไม้ผสม ไผ่อัด เพื่อลดราคาและทำให้เกิดการแข่งขัน เราต้องสร้างระบบปลูกไม้เนื้อแข็งผสมผสาน เก็บเป็นทุนระยะยาว ร่วมกับการใช้ไม้โตเร็วเป็นทางเลือกในตลาด ต้องเปลี่ยนความคิดของประเทศไทยว่าไม้ไม่ใช่ของแพง แต่เป็นวัสดุทางเลือกที่ยั่งยืน แข่งขันได้ และช่วยสร้างตลาดใหม่”

    บทบาทด้านการศึกษาเพื่อให้ความรู้แก่สังคมเกี่ยวกับไม้ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาทิ ผลการทดลองและวิจัยที่พบว่าไม้อัดแปรรูปมีราคาถูกกว่าเหล็กและซีเมนต์บอร์ด ไม้สักท่อนยังมีราคาแพงสำหรับการก่อสร้างชั้นลอย ไม้สะเดาเทียมซึ่งเป็นไม้โตเร็วในภาคใต้มีคุณสมบัติบางด้านใกล้เคียงกับไม้สัก เช่น มอดไม่กิน มีกลิ่นคล้ายไม้สัก ราคาถูกกว่าประมาณร้อยละ 20 สิ่งที่ท้าทายคือคำว่า “สะเดา” อาจไม่ถูกใจผู้บริโภค อาจต้องรีแบรนด์ไปใช้ชื่ออื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น “สักอภินิหาร”

    ทั้งนี้ อาจารย์สรายุทธชี้ว่าการผลักดันให้เกิดความต้องการใช้ไม้ต้องอาศัยทักษะของภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนา

    mongmai07
    อพาร์ตเมนต์ไม้ในเมือง Växjö ประเทศสวีเดน
    mongmai08
    mongmai09
    เมือง Växjö ตั้งอยู่ทางใต้ของสวีเดน มีชื่อเสียงด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และการก่อสร้างไม้ ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองไม้แห่งยุโรป” (Wood City of Europe) เน้นก่อสร้างอาคารสาธารณะและสำนักงานต่าง ๆ ด้วยไม้เพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างอาคารบางส่วนในศูนย์นวัตกรรมและคลัสเตอร์ธุรกิจ Linnaeus Science Park (ภาพบน) หรือสถานีรถไฟหลักของเมือง Växjö Station (ภาพล่าง) ใช้ไม้เป็นวัสดุก่อสร้างหลักหรือโครงสร้างบางส่วน

    รัชนีกร รวมทวี ผู้จัดการ Innovation Management and Incubation, SCG Cement-Building Materials ในฐานะตัวแทนจากภาคธุรกิจ ให้ความเห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ต้องครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ต้องพิสูจน์ด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อถือ

    “คำถามหลักทางธุรกิจ คือ มีไม้พอไหม ? มีตลาดหรือเปล่า ? ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะตลาดคือหัวใจที่ช่วยทำให้การจัดหาซัพพลายเป็นไปอย่างมั่นคง และทำให้ระบบนิเวศอยู่รอด”

    สำหรับการก่อสร้างด้วยไม้ เบื้องต้นเอสซีจีสนใจไม้โตเร็ว เช่น ไผ่ ยูคาลิปตัส และสนใจศึกษาไม้สัก สะเดา เพื่อพัฒนาคุณภาพ ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์หลักที่มีมูลค่าสูง (value product) ถึงผลิตภัณฑ์พลอยได้ (by product) ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ ถึงชีวมวล

    “ไทยมีข้อได้เปรียบเรื่องรอบตัดสั้นเมื่อเทียบกับสวีเดนที่ต้องใช้เวลา 90 ปี เป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่และเจาะตลาดเอเชีย ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์ตัวต้นแบบแล้วเช่น LVL แต่ยังต้องต่อยอดสู่ตลาดจริง ต้องแก้ช่องว่างทางความรู้ด้านการออกแบบ การก่อสร้าง การติดตั้ง เพื่อให้ใช้งานได้ทั้งแนวราบและตึกสูง”

    รัชนีกรเน้นย้ำว่าหากต้นทุนการก่อสร้างด้วยไม้ยังสูง จะไม่สามารถเข้าตลาดได้ ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อแข่งขัน

    “จังหวัดแพร่เป็นจุดร่วมสำคัญในการต่อจิ๊กซอว์ หากทุกฝ่ายประยุกต์ใช้แนวทางร่วมกัน ช่วยกันสร้างต้นแบบจะเกิดภาพชัด เร็ว นำไปสู่เมืองไม้ยั่งยืนได้จริง”

    จังหวัดแพร่มีความสำคัญด้านป่าไม้หลายมิติ ทั้งในแง่สังคม ทรัพยากร เศรษฐกิจ การอนุรักษ์ วัฒนธรรมเกี่ยวกับไม้ ในอดีตเคยได้รับฉายาว่า “เมืองไม้สัก” เนื่องจากมีการทำไม้สักอย่างแพร่หลาย เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมไม้ที่นิยมใช้ไม้ในงานก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ ไม้สักจากจังหวัดแพร่ถือเป็นไม้คุณภาพสูง

    ทุกวันนี้แพร่เป็นหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือที่มีพื้นที่ป่าไม้มาก ประชาชนหลายกลุ่มยังพึ่งพาทรัพยากรป่าไม้ในชีวิตประจำวัน เช่น เก็บหาของป่า เห็ด สมุนไพร ใช้ประโยชน์ทรัพยากรไม้ในการสร้างบ้านแบบล้านนา

    mongmai10
    โครงการนำร่องก่อสร้างอาคารสูงด้วยคอนกรีตและไม้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การก่อสร้างเป็นไปตามแนวคิด “อาคารต้นไม้แห่งความรู้” พื้นที่ชั้นล่างเป็นคอนกรีตเพื่อความแข็งแรง โครงสร้างด้านในใช้ไม้แปรรูปที่ถูกผลิตขึ้นโดยกระบวนการทางวิศวกรรม
    mongmai11
    พื้นที่นำร่องก่อสร้างอาคารสูงด้วยไม้ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจอยู่ริมถนนงามวงศ์วาน หรือถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและผลเชิงบวกในหมู่ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไม้

    ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก ผู้ทรงคุณวุฒิ และรองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับบริบททางประวัติศาสตร์ของจังหวัดแพร่ว่า “ประวัติศาสตร์ คือ รากเหง้า และต้นทุนของอนาคตที่ไหนไม่มีประวัติศาสตร์ ที่นั่นไม่มีอนาคต จังหวัดแพร่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ด้านไม้ชัดเจน จึงเป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้แพร่มีอนาคตในการขับเคลื่อนสู่เมืองไม้ยั่งยืน” และกล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้านนี้ว่า

    “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีพื้นที่นำร่องก่อสร้างอาคารไม้สูงภายในมหาวิทยาลัยด้านที่อยู่ติดถนนงามวงศ์วาน การก่อสร้างเป็นไปตามแนวคิด ‘อาคารต้นไม้แห่งความรู้’ พื้นที่ชั้นล่างเป็นคอนกรีตเพื่อความแข็งแรง โครงสร้างด้านในใช้ไม้แปรรูปที่ถูกผลิตขึ้นโดยกระบวนการทางวิศวกรรม ได้แก่ Glulam, CLT และ LVL เพื่อเสริมส่งผลเชิงบวกในกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไม้ เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการยกระดับสถาปนิกช่างไม้ของประเทศไทย

    “จังหวัดแพร่และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่เพียงสืบต่อประวัติศาสตร์ไม้ แต่กำลังสร้างอนาคตเมืองไม้ยกระดับทั้งอุตสาหกรรม การศึกษา และงานวิจัย ถ้าจะทำไม้สักสู่เวทีโลก ต้องจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่า การศึกษา งานวิจัยทางวิชาการ และการสื่อสาร”

    วิทยาลัยชุมชนแพร่เป็นอีกหนึ่งสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทสอดรับสนับสนุนแนวทางเมืองไม้ยั่งยืนแพร่

    วิทยาลัยชุมชนเป็นหลักสูตรอนุปริญญาภายใต้สถาบันวิทยาลัยชุมชน มีบทบาทและหน้าที่ดูแลประชากรฐานล่างประมาณร้อยละ 10 ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เปิดสอนเนื้อหาตามจุดเด่นของแต่ละจังหวัด

    สุมามาลย์ วิวรรธนดิฐกุล ประธานสภาวิทยาลัยชุมชนแพร่ อธิบายว่าพันธกิจของวิทยาลัยชุมชนแพร่ คือ มุ่งเน้นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชน ทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานราก บริการวิชาการด้านอาชีพและคุณภาพชีวิต ทำนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งรักษาสิ่งแวดล้อม

    “หลักสูตรและการเรียนการสอนของสภาวิทยาลัยชุมชนแพร่จะควบคู่ไปกับการปฏิบัติจริง เน้นเรื่องไม้สัก เช่น การทำเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงหลักสูตรรุกขกร ป่าชุมชน การจัดการทรัพยากรป่าไม้ การประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ การฝึกอบรมทักษะที่จําเป็น เช่น การตัดไม้อย่างถูกวิธี และการแปรรูปไม้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมนวัตกรรมป่าไม้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายจังหวัด

    “ปัจจุบันเราเปิดหลักสูตรอนุปริญญาด้านป่าไม้และทรัพยากรป่าไม้ ออกประกาศณียบัตร โดยทำบันทึกความเข้าใจกับสถาบันนวัตกรรมป่าไม้ รุ่นแรก 68 คน รวมเจ้าหน้าที่ป่าไม้เพื่อ upskills, reskills และผู้สนใจทั่วไป เปิดโอกาสเรียนต่อระดับปริญญากับมหาวิทยาลัยที่ทำบันทึกความเข้าใจ รูปแบบการเรียนการสอนมีความยืดหยุ่น เรียนได้ตั้งแต่อายุ 20 ไปจนถึง 80 ปี รับสอนในพื้นที่ห่างไกลหากรวมตัวกันได้ 20 คน เรายินดีทำหน้าที่เป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเรียนรู้แบบยั่งยืน เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเมืองไม้ยั่งยืนแพร่”

    ขอขอบคุณ

    • ศูนย์ Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU) ภายใต้สถานเอกอัครราชทูตไทยในกลุ่มประเทศนอร์ดิก
    • คุณธันยพร วงศ์ธิติโรจน์

    อีกภาคหนึ่งของ “เจ้าชายหัวตะเข้” นักเขียนสารคดีที่เรียนจบมาด้านวิทยาศาสตร์ สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และกีฬาเป็นพิเศษ

    เรื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sarakadee.com/2025/11/17/wood-thai-sweden/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K6RPAyi80ERAiDxwo-qqa

  • “พิพัฒน์” เปิดตัว “บาฮารุดดีน-พ.ต.อ.พิทักษ์” ว่าที่ผู้สมัคร สส. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “พิพัฒน์” เปิดตัว “บาฮารุดดีน-พ.ต.อ.พิทักษ์” ว่าที่ผู้สมัคร สส. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110687&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ObBhiawSaXKXRmqEpyFvl