Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “นฤมล” กระชับความร่วมมือภาษาจีน-อาชีวศึกษา เพิ่มห้องเรียนขงจื่อ พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล

    “นฤมล” กระชับความร่วมมือภาษาจีน-อาชีวศึกษา เพิ่มห้องเรียนขงจื่อ พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล

    “นฤมล” กระชับความร่วมมือภาษาจีน-อาชีวศึกษา เพิ่มห้องเรียนขงจื่อ พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล

    “นฤมล” รมว.ศึกษาธิการ หารือ CLEC จีน กระชับความร่วมมือด้านภาษาจีน-อาชีวศึกษา ดันทุนครูไทย เพิ่มห้องเรียนขงจื่อ พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล

    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน น.ส.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และนางสาวจิตรลดา จันทร์แหยม ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ เข้าพบหารือกับ Mr.Yu Yunfeng ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (Center for Language Education and Cooperation: CLEC) ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างการประชุมภาษาจีนโลก ประจำปี 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติจีน สาธารณรัฐประชาชนจีน

    โดยนางนฤมล ได้นำเสนอนโยบายและทิศทางการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-จีน และความสำคัญของการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ภาษาจีนให้ทันสมัยและตอบโจทย์อนาคต โดยเฉพาะการผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษาที่มีทักษะภาษาจีนรองรับตลาดแรงงานยุคใหม่ พร้อมเสนอให้ฝ่ายจีนสนับสนุนทุนการศึกษาแก่ครูไทยเพื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน ตลอดจนส่งผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรมให้แก่ครูไทยเพื่อยกระดับทักษะการสอนภาษาจีนอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ไทยยังขอรับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในห้องเรียนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงการร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มการสอนภาษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ง่าย หลากหลาย และทันสมัยยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายจีนได้เสนอแนวทางขยายความร่วมมือ เช่น การยกระดับหลักสูตรภาษาจีนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ระบบการสอบ HSK การแลกเปลี่ยนครูและผู้เชี่ยวชาญชาวจีน รวมถึงการร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจรสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย

    นางนฤมล ยังได้กล่าวต่อถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะภาษาจีนเพื่อตอบโจทย์การจ้างงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีนักลงทุนชาวจีนจำนวนมาก พร้อมเสนอให้เพิ่มครูอาสาสมัครจีนในศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศเพื่อเสริมศักยภาพแรงงานไทย ขณะเดียวกัน ไทยยังขอรับการสนับสนุนการจัดตั้ง “ห้องเรียนขงจื่อ” เพิ่มเติม รวมถึงส่งเสริมรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ 3+1 ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และทักษะภาษาดิจิทัล (AI)

    อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของไทยและจีนในการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาให้ก้าวหน้าและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คุณภาพสูงให้คนไทยทุกช่วงวัย และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2895860&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jTkRurgDyxvX2P7_fYClY

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

    ต่างประเทศ

    By วิชิต ใจตรง17 พ.ย. 2025 เวลา 7:26 น.

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ในไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดเดือนกันยายนของปี 2568 ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

    ซีเอ็นบีซี รายงานด่วนวันนี้ (17 พ.ย.68)ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่น หดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.4% ในไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนกันยายน เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อันเนื่องมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น

    ผลสำรวจของนักเศรษฐศาสตร์โดยสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะหดตัว 0.6%

    เมื่อคิดเป็นอัตราการเติบโตรายปี GDP ของญี่ปุ่น ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 หดตัว 1.8% ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.5%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1207916&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GHBzZT7NOKWfeJ4Y_llO7

  • อ่านกลยุทธ์

    อ่านกลยุทธ์

    อ่านกลยุทธ์’อนุทิน’ ใช้’ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์’ ผูกมัดกัมพูชา/สร้างแรงกดดันผ่านสหรัฐฯ-มาเลเซีย

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.29 น.

    นักวิชาการอ่านกลยุทธ์”อนุทิน” ใช้”ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” ผูกมัดกัมพูชา/วางหมากทูตสร้างแรงกดดันผ่านสหรัฐฯ-มาเลเซีย พร้อมควบโยงผลประโยชน์เศรษฐกิจจากข้อเสนอของ”ทรัมป์”

    เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารและจัดการการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้สัมภาษณ์กรณีการหารือทางโทรศัพท์ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน โดยชี้ให้เห็นถึงการวางยุทธศาสตร์เชิงการทูตและความมั่นคงของไทยในสถานการณ์ความตึงเครียดกับกัมพูชาในหลายมิติ

    1) นายกรัฐมนตรีกำลังใช้ประโยชน์จากกรอบปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ให้เป็นหลักฐานทางการทูตผูกมัดกัมพูชาที่ละเมิดข้อตกลงก่อน เพื่อสร้างความชอบธรรมระหว่างประเทศให้กับไทย โดยยืนยันต่อผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียว่า กัมพูชาละเมิดปฏิญญาฯ ย้ำหลักฐานระบุว่ามีผู้สังเกตการณ์ต่างชาติยืนยันว่า “ทุ่นระเบิดถูกวางหลังลงนามปฏิญญาฯ” ซึ่งเป็นการสร้างฐานความชอบธรรมต่อสายตานานาชาติให้กับไทย สื่อนัยยะว่าไทยกำลังวางตำแหน่งเป็น “ผู้รักษากติกา” มาโดยตลอด และชี้ภาพให้กัมพูชาคือ “ผู้ละเมิดข้อตกลง” ครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งจะส่งผลให้ไทยได้เปรียบคือ ไทยกำลังผูกเรื่องนี้เข้ากับกติการะหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดแรงกดดันต่อกัมพูชาจากหลายฝ่ายพร้อมกัน โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาที่กัมพูชาหวังจะพึ่งพิง

    2) ไทยกำลังพยายามส่งเงื่อนไขที่กัมพูชาต้องยอมรับผิด และทำตามข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อไทย ประเทศไทยประกาศชัดว่าจะระงับการดำเนินการตามปฏิญญาฯ หากกัมพูชาไม่ยอมรับผิด แจ้งให้ประธานาธิบดีทรัมป์รับทราบอย่างชัดเจนว่าไทยตั้งเงื่อนไขให้กัมพูชาต้องขอโทษอย่างเป็นทางการต่อประชาชนไทย มิเช่นนั้น การดำเนินความสัมพันธ์ใดๆ ที่เดินหน้าต่อกับเพื่อนบ้านที่ไม่จริงใจอย่างกัมพูชา จะขับเคลื่อนต่อไปอย่างยากเย็น ซึ่งจะกระทบต่อสันติภาพที่จะเกิดขึ้นบริเวณชายแดน ในทางหนึ่งถือเป็นการยืนยันความเข้มแข็งของประเทศที่มีอธิปไตยเป็นของตัวเองอย่างประเทศไทย ให้ทั้งสหรัฐฯและมาเลเซียต้องเคารพในความเป็นอธิปไตยของไทยด้วย

    3) ไทยใช้โอกาสนำ “ความมั่นคงชายแดน” กระทบชิ่งต่อ “เศรษฐกิจระหว่างประเทศ” โดยใช้สหรัฐฯ เป็นคานงัด เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย กรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์รับข้อเสนอของไทยและระบุว่า หากไทยสามารถเร่งถอนทุ่นระเบิดได้ จะพิจารณาลดภาษีให้ไทยเพิ่ม แสดงให้เห็นว่านายกฯอนุทินกำลังใช้โอกาสที่ทรัมป์เปิดบทสนทนานี้ก่อน นำมาพลิกผันเป็นประเด็นเข้ากับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยได้ประโยชน์ โดยหยิบยกเรื่องที่เป็นความต้องการของไทยในการเร่งถอนทุนระเบิดที่จะนำไปสู่การรับประกันสันติภาพระหว่างสองประเทศจนทำให้สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะสนับสนุนแรงจูงใจเพิ่มเติมโดยการเจรจาลดภาษีให้ เท่ากับว่าไทยยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว กล่าวคือได้ทั้งการถอดถอนทุนระเบิดที่ชายแดน และการลดภาษีนำเข้าสินค้าไทยจากสหรัฐฯเพิ่มเติมในคราวเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการใช้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวค้ำยันความมั่นคงแบบมีชั้นเชิง

    4) การพูดคุยอย่างมีชั้นเชิงทั้งกับสหรัฐฯ และมาเลเซีย ยังเป็นการยืนยันภาพลักษณ์ไทยด้วยว่าไทยยังให้ความสำคัญกับเวทีอาเซียนและสหรัฐฯ ไม่ได้ละเลย แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้มแข็งในการรักษาประโยชน์ของแผ่นดินไทยในขณะเดียวกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นความสมดุลที่ไม่เสียเชิงในการเจรจากับประเทศที่ทรงอิทธิพล แต่ยังชูภาพความเข้มแข็งของไทยไปพร้อมๆกัน เป็นการวางภาพลักษณ์ใหม่ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยไทยยังได้รับประโยชน์จากการที่สหรัฐฯและมาเลเซียพยักหน้าตอบรับไทย เป็นสัญญาณว่าไทยกำลังจัดระเบียบแรงสนับสนุนจากสองชาตินี้ได้สำเร็จในระดับหนึ่งเพื่อส่งความกดดันต่อกัมพูชา

    กล่าวโดยสรุป ยังถือว่าในการพูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ในครั้งนี้ ไทยยังสามารถวางจุดยืนที่เข้มแข็ง แต่ใช้กรอบสันติภาพที่ทั้งสองประเทศปลายสายต้องการ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับข้อเรียกร้องที่ชัดเจนของไทยบนพื้นฐานผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้งได้เป็นอย่างดี เพราะต้องอย่าลืมว่าการชนะโดยไม่ต้องรบ ย่อมเป็นชัยชนะที่หอมหวานเสมอ มากกว่าชัยชนะที่ต้องแลกมาจากการสูญเสียชีวิตของทหารลูกหลานคนไทย เราควรวางยุทธศาสตร์หลีกเลี่ยงสนามรบไว้ก่อน จนกว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วจริงๆ ถึงให้การรบพุ่งเสียเลือดเนื้อเป็นทางเลือกสุดท้าย ดังนั้น สติ ปัญญา ความรอบคอบ ความอดทนอดกลั้น การเจรจาอย่างมีชั้นเชิง และการคิดเชิงยุทธศาสตร์ ที่ต้องคิดก้าวหน้ากว่าศัตรูอย่างน้อยสามชั้น จะทำให้เรามีชัยชนะอย่างแท้จริง

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/928233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f_sjFHT185FVfaxCtC-R1

  • ผ่าปัญหาตลาดแรงงาน น่าห่วง! ซมวิกฤตโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน

    ผ่าปัญหาตลาดแรงงาน น่าห่วง! ซมวิกฤตโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน

    ผ่าปัญหาตลาดแรงงาน น่าห่วง! ซมวิกฤตโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน

    นายธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือวี-เซิร์ฟ กรุ๊ป และประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีการกล่าวถึงสถานประกอบการต่าง ๆ เลิกจ้างและลดการจ้างแรงงานจนทำให้อัตราการว่างงานของประเทศพุ่งสูงกว่าปกติ แต่จากการพิจารณาข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องพบว่า อัตราการว่างงานทั้งแรงงานของประเทศและแรงงานในระบบประกันสังคมไม่ได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย และเมื่อเปรียบเทียบ 4 ปี อัตราการว่างงานก็ไม่ได้ส่งสัญญาณผิดปกติ

    นายธนิต กล่าวว่า ประเด็นที่น่าจะมีการศึกษาคือประเทศไทยมีปรากฎการณ์ที่ต่างไปจากประเทศอื่นๆ เนื่องจากอัตราการว่างงาน โดยเฉพาะของสำนักงานสถิติแห่งชาติไม่แปรผันไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือ GDP ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจของไทยขยายตัวเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.59 (หักปี 2563 GDP ติดลบ 6.2%) 

    โดยอัตราการว่างงานของไทยต่ำกว่าศักยภาพและต่ำกว่าประเทศในเอเชียแปซิฟิก แต่ไม่มีผลต่อการจ้างงาน แม้แต่ในปีนี้มีปัจจัยตัวแปรทั้งภายนอกและภายในรวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองกลับไม่มีผลกระทบต่อตลาดแรงงานและไม่มีปัญหาการว่างงานอย่างเป็นนัย

    สำหรับฉากทัศน์ตลาดแรงงานในทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ พบว่า มีความต้องการหรือดีมานด์จากนายจ้างในเชิงปริมาณยังไม่พอกับความต้องการ โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะเฉพาะด้านในทุกสาขา ข้อมูลเชิงประจักษ์ตลาดเป็นของแรงงานซึ่งมีการเลือกงานที่มีรายได้สูงและพฤติกรรมเปลี่ยนงานบ่อยรวมถึงมีอัตราสูงชอบงานสบาย สวัสดิการดี โดยเฉพาะกลุ่มเจน Z 

    โดยในช่วง 1 – 2 ปีแรก ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ทำงานประจำ ชอบงานอิสระ หรืองานฟรีแลนซ์ หรืออาชีพทำธุรกิจส่วนตัว ทั้งที่ยังไม่มีขีดความสามารถขาดทักษะและประสบการณ์ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาระดับปริญญา ซึ่งมีอัตราการว่างงานเกือบครึ่งของจำนวนคนว่างงาน

    นายธนิต กล่าวว่า ดังที่กล่าวมาเป็นปัญหาทางโครงสร้าง มีผลต่อปัจเจกบุคคล-ครัวเรือน-ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันปัญหาในอีกด้านของไทยคือ การเร่งตัวของแรงงานสูงอายุ ซึ่งค่าเฉลี่ยหรือมัธยฐานอายุแรงงานไทยประมาณ 42 – 45 ปี เทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย กำลังแรงงานอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว 

    ทั้งนี้มองว่า วิกฤตประชากรของไทยกำลังก่อตัว เป็นผลจากอัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิต โดยอัตราคนเกิดน้อยกว่าคนตายเป็นปีที่ 5 จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงในช่วง 9 เดือนของปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่ 309,644 คน ลดลงถึงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 

    โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต ทำให้เผชิญกับความเสี่ยงการขาดแคลนแรงงาน การบริโภคที่ลดลง และภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น

    ดังนั้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือการนำเข้าแรงงานต่างชาติเข้ามาทดแทนการขาดแรงงาน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสูงถึง 4.005 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ช่วงไตรมาส 3/2568 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 6.464 แสนคนหรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19.25 

    ขณะเดียวกันการที่รัฐบาลคิกออฟแนวคิดขยายเกษียณราชการจาก 60 ปีไปเป็น 65 ปี จำเป็นต้องครอบคลุมทั้งแรงงานภาครัฐและเอกชน การขยายอายุเกษียณแรงงานเกี่ยวข้องกับมาตรการรองรับการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญและจะเพิ่มดีกรี กลายเป็นปัญหาของประเทศในอนาคตอันใกล้ มีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพตลาดแรงงาน การส่งออก การลงทุน การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของครัวเรือนเป็นปัญหาทางโครงสร้างแก้ยากด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RFRVzUD5niOuzcScka8VP

  • ‘เพื่อไทย’ ชี้คำพูดนายกฯอนุทิน ‘ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร’ ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจ กว่า 3 ล้านล้านต่อปี

    ‘เพื่อไทย’ ชี้คำพูดนายกฯอนุทิน ‘ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร’ ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจ กว่า 3 ล้านล้านต่อปี

    ‘เพื่อไทย’ ชี้คำพูดนายกฯอนุทิน ‘ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร’ ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจ กว่า 3 ล้านล้านต่อปี ที่ประชาชนหลายสิบล้านคนจะได้รับผลกระทบ รวมทั้งปัญหาคอลเซนเตอร์

    วันนี้ (16 พฤศจิกายน 2568) นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีสหรัฐอเมริกาแจ้งขอ “ระงับ” การเจรจาภาษีการค้ากับไทยชั่วคราว หลังรอคำยืนยันว่าฝ่ายไทยจะกลับเข้าสู่ Joint Declaration (MOU ร่วมไทย-กัมพูชา) อีกครั้ง โดยระบุว่า การบริหารของรัฐบาลปัจจุบันทำให้ประเทศเสียหายจนประเมินไม่ได้

    นายศึกษิษฏ์กล่าวว่า เราทุกคนมีความรักชาติเหมือนกัน แต่วิธีการบริหารที่ต่างกัน จะสร้างความเสียหายแบบที่ประเมินไม่ได้ 

    โฆษกพรรคเพื่อไทยย้ำว่า พรรคเชื่อมั่นว่าไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย รวมถึงสิทธิในการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนเมื่อถูกรุกล้ำ และเราก็ได้ดำเนินการบนรากฐานความคิดนั้นมาตลอด โดยที่ผ่านมารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยได้ทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ได้ตอบโต้ผู้ที่รุกล้ำอธิปไตยและสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนไทย โดยได้แสดงแสนยานุภาพในการตอบโต้จนเป็นที่ประจักษ์ ข่าวลือข่าวปลอมต่างๆ ที่ว่าเราสั่งให้หยุดก็พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง

    นายศึกษิษฏ์ ระบุว่า ในช่วงเดียวกัน พรรคเพื่อไทยยังเดินหน้า “การทูตเชิงรุก” ผ่านทั้งกลไกทวิภาคี (สองฝ่าย) และพหุภาคี (หลายฝ่าย) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอธิปไตยและเศรษฐกิจ จนนานาประเทศทั่วโลกหันมาฟังและพร้อมที่จะสนับสนุนเรา เอาโลกมาล้อมคู่กรณี

    นายศึกษิษฏ์เปรียบเทียบกับการบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่คำพูดที่สับสน ไม่มีวุฒิภาวะ ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย หรือบางคำอาจจะนำไปสู่การเสียดินแดน ผลักพันธมิตรออกห่าง ไม่เดินการทูตเชิงรุกจนเราเสียพันธมิตรทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี

    โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนะรัฐบาลตั้งแต่แรกให้รีบทำงานเชิงรุกผ่านประเทศมหาอำนาจ

    “พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางมาตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ให้นายกรัฐมนตรีเร่งพูดคุยกับอเมริกาและจีน ประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ผลักดันและสักขีพยานในปฏิญญาสันติภาพ และให้กรอบกลไกนานาชาติต่างๆ เพื่อนำข้อมูลของประเทศเราออกไปก่อน แสดงให้โลกรู้ว่าเราไม่ได้เริ่มก่อนแต่กัมพูชาเป็นคนฉีกกติกา และใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมกดดันกัมพูชา เหมือนที่เราเคยทำ”

    โฆษกพรรคเพื่อไทยระบุว่า ผลลัพธ์จากการบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศอยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก นอกจากเผชิญหน้ากัมพูชาแล้ว ยังเจอกับแรงกดดันจากอเมริกาอีกด้วย ทั้งที่สามารถรับมือสถานการณ์ได้ดีกว่านี้โดยไม่ขยายประเด็นเปิดช่องให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ  ถึงแม้ว่าเราจะไม่พอใจกับท่าทีของสหรัฐอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคือมูลค่าการค้าขายกว่า 3 ล้านล้านบาท ภายใต้ตัวเลขเหล่านี้คือพี่น้องประชาชนจำนวนหลายสิบล้านคนที่จะได้รับผลกระทบ เสียหายทั้งในด้านอธิปไตยและด้านเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบถึงความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องก็ต้องติดค้างอยู่ด้วย 

    ท้ายที่สุด นายศึกษิษฏ์ตั้งคำถามต่อพรรคฝ่ายค้านว่า “สิ่งที่รัฐบาลนี้ได้กระทำ นับเป็นความผิดพลาดเพียงพอที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปหรือไม่” โฆษกพรรค กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/p8NFOt2tO&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25dsFEa6WY3CB6TkhMDP3v

  • ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ จ่อเข้า ครม. ขอใช้งบคงเหลือ 500 ล้านจาก ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ คาดเริ่ม ก.พ. 69

    ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ จ่อเข้า ครม. ขอใช้งบคงเหลือ 500 ล้านจาก ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ คาดเริ่ม ก.พ. 69

    ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ จ่อเข้า ครม. ขอใช้งบคงเหลือ 500 ล้านจาก ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ คาดเริ่ม ก.พ. 69

    ‘อรรถกร’ เผยเตรียมเสนอโครงการ ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ เข้า ครม. พิจารณา ใช้งบคงเหลือ 500 ล้านบาทจากโครงการ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ ที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อสิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา หวังเริ่มให้ประชาชนใช้สิทธิเที่ยวกับบริษัททัวร์ได้ในตั้งแต่เดือน ก.พ. 2569

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมนำโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณานำเงินที่เหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 คาดมีงบเหลือทั้งสิ้นราว 500 ล้านบาท เบื้องต้นถือว่าโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งประสบความสำเร็จ ช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็กและชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ในระดับท้องถิ่น เป็นแรงผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ปิดจบไปเมื่อสิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เหลือเงินประมาณ 500 ล้านบาท หลังมีการใช้งบเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไปประมาณ 1,250 ล้านบาท จากงบประมาณที่ ครม.อนุมัติ 1,750 ล้านบาท โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำงบที่เหลือดังกล่าวมาผลักดันโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง ให้เข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาเร็วที่สุด เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว เมื่อครม.อนุมัติแล้ว คาดว่าประมาณ เดือน ก.พ. 2569 จะเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิเที่ยวได้”

    นายอรรถกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง จะมีเฟส 2 หรือไม่นั้น ต้องขอพิจารณาก่อน เพราะรัฐบาลต้องเร่งดำเนินนโยบาย Quick Big Win ก่อน จึงสั่งการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปพิจารณาหรือหาโครงการที่กระตุ้นการท่องเที่ยวในระยะสั้นๆ ที่สามารถดำเนินการได้เลยมาก่อน เพื่อเสนอ ครม. พิจารณา โดยโครงการที่ทำได้เร็ว ไม่ต้องใช้งบ ไม่ต้องขอมติ ครม. ก็ให้เร่งดำเนินการ หรือถ้าต้องขอมติ ครม. ก็ขอให้เร่งจัดทำโครงการเสนอ เพื่อมีโอกาสจะได้อนุมัติทำก่อน

    สำหรับนโยบาย Quick Big Win ที่ได้มีโอกาสหารือกับภาคเอกชนท่องเที่ยว มี 3-4 เรื่อง นอกเหนือจากแผนดำเนินโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่งแล้ว ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการแก่สายการบิน โรงแรม และอื่นๆ ทางผู้ประกอบการก็จะมีช่องทางลดต้นทุนและทำธุรกิจได้ดีขึ้น สามารถทำโปรโมชันแก่นักท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะในช่วงโลว์ซีซันปีหน้า รวมถึงโครงการแจกตั๋วเครื่องบินภายในประเทศฟรี 2 แสนที่นั่ง แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศมายังไทย ก็จะนำมาผลักดันเข้าที่ประชุม ครม.ด้วยเช่นกัน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในปี 2568 เห็นการเติบโตอย่างชัดเจนของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลทั้งจากภูมิภาคยุโรปและอเมริกา สามารถชดเชยนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ที่หายไปได้ ดังนั้นในปี 2569 คาดว่าแนวโน้มรายได้ท่องเที่ยวไทยจะเติบโตถึง 2.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2568 ที่มีรายได้รวม 2.6 ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 33.4 ล้านคน และนักท่องเที่ยวคนไทยประมาณ 205 ล้านคน-ครั้ง

    “ส่วนปลายปี 2568 การเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซัน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเฉลี่ย 90,000-100,000 คนต่อวัน และเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 จะมีกระแสการเดินทางเพิ่มขึ้น 20-30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1207910&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11P3JGnqBJlCalgshKT0Ox

  • เขมรขอเลื่อนเจรจาวางแผนปักหมุดชั่วคราววันนี้ บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว

    เขมรขอเลื่อนเจรจาวางแผนปักหมุดชั่วคราววันนี้ บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว

    เขมรขอเลื่อนเจรจาวางแผนปักหมุดชั่วคราววันนี้ บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว

    วันนี้, 06:59น.

              กัมพูชาขอเลื่อนประชุมวางแผนปักหมุดชั่วคราวหลักเขตที่ 42-47 บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ในวันนี้ ออกไปเป็น 18 พ.ย.อ้างส่งใบรับรองไอทีไม่ทัน มีรายงานข่าวจากฝ่ายความมั่นคงว่า ตามที่ไทยและกัมพูชามีกำหนดการจะประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนปักหมุดชั่วคราวหลักเขตที่ 42-47 บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ในวันจันทร์ที่ 17 พ.ย.นั้น

              ล่าสุดทางฝ่ายกัมพูชาได้แจ้งขอเลื่อนออกไปเป็นวันอังคารที่ 18 พ.ย. เนื่องจากทางกัมพูชาส่งใบรับรองด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ใบรับรองไอที) ไม่ทัน จึงขอส่งใบรับรองในวันที่ 17 พ.ย.แทน จากนั้นจะจัดประชุมในวันที่ 18 พ.ย. เวลา 09.00 – 12.00 เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลหลักหมุดชั่วคราวให้เรียบร้อย และเริ่มลงมือปักหมุดได้ในวันที่ 19 พ.ย.

    #ปักหมุด

    #เก็บกู้ระเบิดชายแดน 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156504&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KLESM0hLZlGY3q1KwyrWo

  • ยังไม่เริ่มก็เลื่อนแล้ว! กัมพูชาขอเลื่อนประชุมก่อนการสำรวจ-ปักหมุดชั่วคราว อ้างส่งเอกสารไอทีไม่ทัน

    ยังไม่เริ่มก็เลื่อนแล้ว! กัมพูชาขอเลื่อนประชุมก่อนการสำรวจ-ปักหมุดชั่วคราว อ้างส่งเอกสารไอทีไม่ทัน

    เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีผลการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ที่ จ.จันทบุรี ครั้งล่าสุด ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต่อกระบวนการสำรวจและจัดทำหมุดชั่วคราวอย่างเร่งด่วน บริเวณหลักเขตแดนที่ 42-47 ในพื้นที่บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยกำหนดการดีเดย์ในวันที่ 17 พ.ย. 2568

    โดยในตอนแรกฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ยืนยันว่า การสำรวจและปักหมุดชั่วคราวนั้น “ยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากเดิม”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการคือ ทั้ง 2 ฝ่าย คือ ไทยและกัมพูชา จะต้องมาประชุมหารือร่วมกัน เพื่อตกลงกันอีกครั้งถึงแนวทางการสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ซึ่งการประชุมต้องมาประชุมที่ด่านคลองลึก อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ในวันที่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 09.00 น. ก่อนเริ่มกระบวนการ

    เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 16 พ.ย. ทีมข่าวได้รับข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคง ยืนยันว่า การประชุมก่อนการสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ต้องเลื่อนออกไป เป็น

    วันที่ 18 พ.ย. เนื่องจากว่า ทางกัมพูชาส่งใบรับรองด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ใบรับรองไอที) ไม่ทัน จึงขอส่งใบรับรองในวันที่ 17 พ.ย. แทน จากนั้นก็จะประชุมกันต่อในวันที่ 18 พ.ย. เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลหลักหมุดชั่วคราวให้เรียบร้อยก่อน และเริ่มปักหมุดได้ในวันที่ 19 พ.ย.

    โดยฝ่ายความมั่นคง ยืนยันว่า การเลื่อนครั้งนี้ คาดว่าไม่มีนัยยะ เพียงแต่กัมพูชาส่งใบรับรองไอทีไม่ทันเพียงเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/451659&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ug2wzTKfMEI6UkvfkODeM

  • นักเรียน PWS ผงาด!! คว้าเหรียญทองศึกแห่งศักดิ์ศรี การแข่งขันกีฬานักเรียน เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพ กระสาเกมส์ ปี 2569 | TOPNEWS

    นักเรียน PWS ผงาด!! คว้าเหรียญทองศึกแห่งศักดิ์ศรี การแข่งขันกีฬานักเรียน เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพ กระสาเกมส์ ปี 2569 | TOPNEWS

    นักเรียน PWS ผงาด!! คว้าเหรียญทองศึกแห่งศักดิ์ศรี การแข่งขันกีฬานักเรียน เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพ กระสาเกมส์ ปี 2569

    • เผยแพร่ : 16/11/2025 19:43

    นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นำคณะผู้บริหารประธานสภาเทศบาล คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะครู เดินทางไปร่วมพิธีปิดการแข่งขัน “ตากสินระยองเกมส์” หรือการแข่งขันกีฬา อปท. ครั้งที่ 40 รอบคัดเลือกระดับภาคตะวันออก ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง

    โดยทางด้าน นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ (สมัยที่ 25) และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ได้สนับสนุนและให้ความสำคัญด้านการศึกษามาโดยตลอด รวมถึงการสนับสนุนส่งเสริมนักเรียนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลแพรกษาให้มีความรู้ ความสามารถในด้านต่างๆ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้นักเรียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน ตากสินระยองเกมส์ จ.ระยอง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย รอบคัดเลือกระดับภาคตะวันออก ครั้งที่ 40 ตากสินระยองเกมส์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 15 พฤศจิกายน 2568  โดยในปี 2569 เทศบาลตำบลแพรกษา เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41 กระสาเกมส์ 2026

    อย่างไรก็ตาม นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งชั้นอนุบาลแพรกษาวิเทศศึกษา โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา และมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา ก็ได้ประกาศชัยชนะในการแข่งขันระดับภาคตะวันออก นับว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีด้วยการคว้ารางวัลกับมา ประกอบด้วย 7 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง และเตรียมพร้อมการเป็นเจ้าภาพในปี 2569 ต่อไป “กระสาเกมส์”

    นายสัมฤทธิ์ ล้ำเลิศ/นายอัฑฒ์ สุทธารักษ์ คิว ผู้สื่อข่าว Topnews ทั่วไทย จ.สมุทรปราการ

    3

    15

    ตร.ป่าตอง รวบตัวหนุ่มใหญ่ คิวแท็กซี่พกอาวุธปืน พร้อมเครื่องกระสุน

    รวบคาบ้าน โจรย่องงัดลักทรัพย์ปากพูน ถูกจับจากภาพวงจรปิด

    รวบหนุ่มอิสราเอลแก๊งสแกมเมอร์หลบหนีคดีซ่อนตัวซุกสมุย

    ไฟฟ้าลัดวงจรเผาเรือประมงเสียหาย โชคดีไร้เจ็บ

    “ผู้การฯนนท์” นำทีมลุยน้ำมอบถุงยังชีพ 160 ชุด ช่วยเหลือชุมชนวัดตาล เดือดร้อนน้ำท่วมนานกว่า 3 เดือน

    หนุ่มใหญ่เจ้าของร้านตัดผม-พระเอก MV เสี่ยงปีนรั้วช่วยผู้สูงอายุ โซเชียลแห่ชื่นชม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1392782&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LO2a3sEwmh5syTcOPWoFJ

  • ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดลบ 0.76% กังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัว

    ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดลบ 0.76% กังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัว

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (14 พ.ย.) หลังจากจีนซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ทองแดงมากที่สุดในโลกเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งรวมถึงการผลิตภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ราคาทองแดงยังถูกกดดันจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า หลังจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ

    สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 3.90 เซนต์ หรือ -0.76% ปิดที่ 5.0630 ดอลลาร์/ปอนด์

    ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของจีนเป็นปัจจัยฉุดราคาทองแดง โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค.ปรับตัวขึ้น 4.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก.ย.ที่เพิ่มขึ้น 6.5% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.5%

    ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนต.ค. ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก.ย.ที่ปรับตัวขึ้น 3% และเป็นการชะลอตัวติดต่อกันเดือนที่ 5 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564

    ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ลดลง 1.7% ซึ่งชะลอตัวลงอย่างมากจากช่วงเดือนม.ค.-ก.ย. ที่ลดลงเพียง 0.5% และย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจลดลง 0.8%

    นอกจากนี้ ราคาทองแดงยังถูกกดดันจากการที่นักลงทุนลดความคาดหวังว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า โดยล่าสุดเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักไม่ถึง 50% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธ.ค. จากก่อนหน้านี้ที่ระดับ 67%

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAF0IQ7BE0OR90EIN5GJU0W760OK6BG&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IoddnrBqOVoirr6sgG_vL