Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ภราดร’ เร่งเครื่อง! เบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ปชช.

    ‘ภราดร’ เร่งเครื่อง! เบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ปชช.

    ‘ภราดร’ เร่งเครื่อง เบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าระบบให้ประชาชนเห็นผลเร็วที่สุด

    17 พ.ย. 2568 – นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้าเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เม็ดเงินจากภาครัฐไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะงบรายจ่ายลงทุนที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างการจ้างงานและกระตุ้นรายได้ให้กับประชาชนในวงกว้าง

    นายภราดร เปิดเผยด้วยว่า ได้ติดตามความก้าวหน้าของการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้สำนักงบประมาณแจ้งส่วนราชการทุกหน่วยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 โดยเน้นให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า

    สำหรับงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 วงเงิน 157,000 ล้านบาท ซึ่งปรับเปลี่ยนจากงบเดิมของโครงการ Digital Wallet ได้รับการจัดสรรจริง 131,141 ล้านบาท และได้มีการเบิกจ่ายแล้ว 57,166 ล้านบาท คงเหลือ 73,974 ล้านบาท โดยมีการลงนามในสัญญาแล้วกว่า 52,000 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้ ยังมีเม็ดเงินอีกหลายหมื่นล้านบาทของงบลงทุนภาครัฐที่กำลังจะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญต่อการฟื้นตัว การสร้างงาน และการสร้างรายได้ของประชาชน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าเร่งรัดการเบิกจ่ายควบคู่กับการรักษามาตรฐานความโปร่งใส เพื่อให้ประโยชน์ตกถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/897253/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BP9s9zhFT62o9p5SVcKoE

  • ‘สภาพัฒน์’ คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    ‘สภาพัฒน์’ คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    เศรษฐกิจ

    17 พ.ย. 2025 เวลา 9:15 น.

    'สภาพัฒน์' คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    ‘สภาพัฒน์’ แถลงGDP ไตรมาส 3/2568 ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 2 (ปรับฤดูกาล) -0.6% จากปีก่อน แต่ 9 เดือนเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4 คงประมาณการ GDP ปี 2568 ทั้งปีขยายตัวที่ 2% คาดผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลชัดเจนปีหน้า

    วันนี้ (17 พ.ย.68) นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงาน ภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2568-2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่สองของปี 2568

    และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ลดลงจากไตรมาสที่สองของปี 2568 0.6%  รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 2.4%

    ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ สาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.9%  สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 1.6% สาขาการก่อสร้างลดลง 4% สาขาการขายส่ง และการขายปลีกขยายตัว 6.5% สาขาการขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้าขยายตัว 3% และสาขาที่พักแรม และบริการด้านอาหารขยายตัว 0.8% เป็นต้น 

    ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.76% ต่ำกว่า 0.88% ในไตรมาสก่อน และต่ำกว่า 1.02% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (88.3 พันล้านบาท)

    เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น  64.8% ของ GDP

    'สภาพัฒน์' คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ (-0.2) และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.8% ของ GDP

    จากเดิมที่เราคาดการณ์ว่าการส่งออกของโลกจะหดตัวลง แต่การส่งออกในปีนี้ยังมีการเติบโตอยู่ทำให้มีการปรับขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จากเดิม 2.7% มาอยู่ที่ 3.4% แต่ในปี 2569 คาดว่าจะได้รับผลกระทบจนปริมาณการค้าโลกลดลงเหลือ 2.3% 

    โดยไทยมีสินค้าที่จะถูกผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐกว่า 82% ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่สินค้าที่มีการสวมสิทธิเพื่อส่งออกมีสินค้าจากจีนที่สวมสิทธิเพื่อส่งออกของไทยก็มีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง 

    ขณะที่โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐก็เพิ่มขึ้น และสินค้าที่เรานำเข้าจากจีนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องมีการพิจารณากันต่อไป 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207934&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw382jyuOjpLxipk6LSrgpoU

  • GDP ไทยขยายตัว 1.2% ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 3 ปี 2568 ติดลบ QoQ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส จับตาภาวะถดถอย

    GDP ไทยขยายตัว 1.2% ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 3 ปี 2568 ติดลบ QoQ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส จับตาภาวะถดถอย

    เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัว 1.2% YoY ต่ำกว่าคาด และยังติดลบ QoQ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยขาหนึ่งเข้าไปอยู่ในภาวะถดถอยแล้ว ด้านสภาพัฒน์ คาดว่า GDP ทั้งปีนี้ จะขยายตัว 2.0% YoY (ใกล้เคียงกับค่ากลางของประมาณการก่อน) ก่อนจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.7% (ค่ากลาง) ในปี 2569

    วันนี้ (17 พฤศจิกายน) อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ขยายตัว 1.2% YoY แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า GDP ไทยกลับติดลบ 0.6% QoQ นับเป็นการติดลบ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยตัวเลขดังกล่าวนับว่า แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.6% YoY และติดลบ 0.3% QoQ

    อ้อนฟ้ากล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวลงคือ ความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากในช่วงไตรมาส 3 มีประเด็นความไม่แน่นอนและความผันผวนทางการเมืองค่อนข้างมาก รวมถึงมีปัจจัยภายนอกจากความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ท่ามกลางสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และสาขาการก่อสร้างปรับตัวลดลง

    สำหรับเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่นๆ ในไตรมาสที่ 3 พบว่า การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว 2.6% การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวถึง 6.9% (โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่ขยายตัว 10.8%) ขณะที่การลงทุนขยายตัวต่ำเพียง 1.1% แม้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.2% แต่การลงทุนภาครัฐที่ติดลบ 5.3% ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ Technical Recession มากแค่ไหน?

    การที่เศรษฐกิจไทย QoQ ติดลบครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส ทำให้หลายฝ่ายกังวลใจว่า ไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หรือภาวะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ติดลบ QoQ ติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส

    อย่างไรก็ตาม อ้อนฟ้า กล่าวต่อว่า ในการพิจารณาว่าจะมี Technical Recession เกิดขึ้นหรือไม่นั้น ยังต้องดูข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งข้อมูลทางการเงินและการคลังพร้อมๆ กัน โดยมองว่าข้อมูลเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ได้

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 สภาพัฒน์ คาดว่า GDP จะขยายตัว 2.0% YoY (ใกล้เคียงกับค่ากลางของประมาณการเมื่อเดือนสิงหาคม) ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569 สภาพัฒน์ คาดว่า GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.2 – 2.2% (ค่ากลางการประมาณการ 1.7%)

    อ้อนฟ้ากล่าวต่อว่า จากตัวเลขประมาณการ GDP ไทยทั้งปี 2568 นี้ที่ 2.0% YoY สะท้อนว่า GDP ไตรมาส 4 จะต้องขยายตัวไม่ถึง 1% โดยประมาณการคร่าวๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.6% YoY

    โดยประมาณการปัจจุบันนี้ อ้อนฟ้าระบุว่า ได้นำมาตรการเศรษฐกิจที่ออกมาแล้วเข้ามาในสมมติฐานแล้ว โดยวันที่ตัดข้อมูลคือ ณ ไตรมาสที่ 3

    เปิดปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569

    • การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน: โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายในสินค้าคงทนและภาคบริการ ตามการฟื้นตัวของยอดการจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและจักรยานยนต์ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เช่นเดียวกับการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
    • การขยายตัวต่อเนื่องของแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล: สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปีประจำปีงบประมาณ 2569
    • การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง: สอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง
    • การเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร: โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำที่มากเพียงพอและแนวโน้มการปรับเข้าสู่สภาวะเป็นกลาง (Neutral) ของสถานการณ์เอนโซตั้งแต่ในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2569

    เปิดข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง เศรษฐกิจไทยปี 2569

    • การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าโดยการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บต่อประเทศไทย: ผ่านผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าของไทย ผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่เร่งตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะจากการถ่ายลำ (Transshipment) และผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศเนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าทั้งจากสหรัฐฯ
    • แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก: โดยมีความเสี่ยงจากความยืดเยื้อและความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้า ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ ความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฏจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดทุนอันเนื่องจากแนวโน้มการปรับฐานราคาหลักทรัพย์ของบริษัทเทคโนโลยี
    • ระดับหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับสูงที่จะเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ: สัดส่วนหนี้ครัวเรือนแม้จะลดลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อภาคธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง
    • บรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน: โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจที่อาจมีความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การชะลอการลงทุนใหม่หรือขยายการผลิต นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจจะส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณมีความล่าช้า

    เปิดข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล

    อ้อนฟ้า ยังระบุว่า การเร่งทำงบประมาณเป็นสิ่งที่สำคัญมากและเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำมาถูกทางแล้ว เนื่องจากหากงบประมาณล่าช้าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน

    “ความล่าช้าจะทำให้ต้องใช้งบไปพลาง และงบลงทุนจะไม่สามารถออกได้ ทำให้เงินที่จะไหลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจ (เช่น ภาคก่อสร้างและการลงทุนของเอกชน) ไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การเร่งทำงบประมาณจะช่วยได้ เพื่อเพิ่มการลงทุนภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น”

    นอกจากนี้ การเจรจาทางการค้าและภาษีก็มีความสำคัญมากและจะมีผลต่อเศรษฐกิจในปีหน้า โดยรัฐบาลควรทำควบคู่กับการเร่งหาตลาดใหม่ โดยควรมุ่งเน้นตลาดที่มีศักยภาพ เช่น เอเชียใต้อย่าง อินเดีย และปากีสถาน รวมถึงประเทศในทวีปแอฟริกา

    รัฐบาลยังควรให้ความสำคัญกับการเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การดูแลภาคการเกษตร การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน และการรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง ไปพร้อมๆ กัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economy-eyes-recession/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YXFpbnAM8VjQKRqDmp_lt

  • ‘เอกนิติ’ ลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ‘ก้าวข้ามโลกเก่า’ วางโมเดลประเทศใน 4 เดือน

    ‘เอกนิติ’ ลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ‘ก้าวข้ามโลกเก่า’ วางโมเดลประเทศใน 4 เดือน

    เศรษฐกิจ

    17 พ.ย. 2025 เวลา 12:19 น.

    'เอกนิติ' ลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 'ก้าวข้ามโลกเก่า' วางโมเดลประเทศใน 4 เดือน

    “เอกนิติ” เผยโรดแมป 4 เดือน วางรากฐานโมเดลใหม่พัฒนาไทย เร่งรีสกิลคน-คุมวินัยการคลัง-ดัน BOI Fast Pass-ปล่อยกู้ SME แบบแปลงธุรกิจ”

    • “เอกนิติ” ตั้งเป้าใช้เวลา 4 เดือนในการวางรากฐาน และสร้างโมเดลการพัฒนาประเทศใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ และก้าวข้ามโครงสร้างแบบเดิมๆ ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลัง และเวลา
    • ส่งสัญญาณรักษาวินัยการคลังอย่างจริงจังตั้งแต่วันแรก โดยสั่งคืนเงินให้ ธ.ก.ส. กว่า 30,000 ล้านบาท และจำกัดการใช้งบประมาณผ่าน มาตรา 28
    • ผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ ผ่านเครื่องมือใหม่คือ “Infrastructure Fund” ให้รัฐวิสาหกิจใช้รายได้ในอนาคตระดมทุนแทนการกู้ยืม โดยยกตัวอย่างการขยายโครงการพลังงานสะอาด
    • ยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Plus” โดยใช้งบกว่า 40,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดสู่การรีสกิลพ่อค้าแม่ค้าในด้านเทคนิคการขาย การจัดการต้นทุน และการใช้เทคโนโลยี
    • ย้ำว่าทุกมาตรการในช่วง 4 เดือนนี้เป็นไปตามแนวทาง “แก้สั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” เพื่อสร้างรากฐานให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่โมเดลใหม่ที่แข็งแรง

    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดสัมมนาประจำปีภายใต้หัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” 

    โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “รัฐบาลกับการขับเคลื่อนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ซึ่งสะท้อนบทบาทของรัฐบาลในการวางฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ภายใต้ข้อจำกัดทั้งด้านการคลัง และเวลา

    ดร. เอกนิติ กล่าวว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง รมว.คลัง ได้มุ่งหาคำตอบสำคัญว่าไทยจะ “ก้าวข้ามโมเดลเก่า” ที่ฉุดรั้งการเติบโตมาอย่างยาวนานได้อย่างไร ท่ามกลางความท้าทายอย่างการเติบโตต่ำ การอาศัยอุตสาหกรรมเดิม ขาดการลงทุน และสังคมสูงวัย ขณะที่ “พลังของรัฐ” ทั้งงบประมาณ และฐานะการคลังลดลงต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์วันนี้ยากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เราไม่มีโมเดลใหม่ แต่พลังของเราก็น้อยลงด้วย โดยต่างชาติ และ Rating Agency จับตาอย่างใกล้ชิด และหนึ่งในผลงานสำคัญคือ S&P ยังไม่ปรับลด Outlook หลังรัฐบาลส่งสัญญาณรักษาวินัยการคลังผ่านมาตรการเชิงปฏิบัติ (Action)

    ดร. เอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ เวลา มีเวลาเพียง 4 เดือน เท่านั้นถ้าจะวางรากฐานใหม่ให้ประเทศ ทำให้ทุกมาตรการต้อง “ทำจริง” มากกว่าคิด ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน ได้สั่งคืนเงินให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทันทีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อแสดงสัญญาณวินัยการคลังอย่างชัดเจน

    ในส่วนของ Medium Term Fiscal Framework (MTFF) ฉบับใหม่ รัฐบาลเตรียมนำเสนอเพื่อกำหนด “กรอบวินัยการคลังที่เข้มงวดกว่าเดิม” โดยมีเป้าหมายสำคัญ เช่น ลดการขาดดุลจาก 4.4% สู่ระดับ 3% ภายในปี 2572, ควบคุมงบกลางไม่ให้เกิน 3% และกำหนดให้ชำระคืนหนี้ในงบประมาณไม่น้อยกว่า 4%

    จำกัดการใช้มาตรา 28 โดยกำหนดหลักว่า Bank Check จะไม่ใช่ Bank อีกต่อไป โดยทุกกระทรวงต้องจัดลำดับความสำคัญอย่างชัดเจนก่อนขอใช้เงินผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พร้อมระดมทุนใหม่แบบไม่ก่อหนี้ผ่านโครงสร้าง Infrastructure Fund เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณ รัฐบาลจะเดินหน้าการลงทุนผ่านเครื่องมือใหม่คือ Infrastructure Fund โดยกำหนดให้รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานราชการที่มีรายได้ในอนาคต (Future Income) ต้องใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐานแทนการกู้เงิน ซึ่งจะช่วยป้องกันการเพิ่มหนี้สาธารณะ และยังสร้างธรรมาภิบาลผ่านการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน

    ตัวอย่างสำคัญคือ การผลักดัน พลังงานสะอาด เช่น Solar Farm, Floating Solar และ Solar Roof โดยจะใช้รายได้จากโครงการพลังงานในอนาคตเข้ากองทุนแทนการกู้ ซึ่งทำให้สามารถขยายการลงทุนจาก 2 เขื่อนเป็น 7-8 เขื่อนได้โดยไม่เพิ่มหนี้รัฐ

    ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ขณะนี้มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่จำนวนมาก โดยจากการวิเคราะห์พบว่า มีโครงการที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ทันทีมูลค่าสูงถึง 470,000 ล้านบาท และในนั้นมี 74 โครงการมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท รวมกว่า 300,000 ล้านบาท ที่ติดอุปสรรคซ้ำซ้อน

    ทั้งนี้ อุปสรรคหลัก 3 เรื่อง ได้แก่ 1. พลังงานสะอาดและปัญหาใบอนุญาตไฟฟ้า 2. ใบอนุญาตทำงานแรงงานผู้เชี่ยวชาญ และ 3. ปัญหาที่ดิน

    นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมออกแพ็กเกจเพื่อปฏิรูป SME ครั้งสำคัญ โดยไม่ใช่แค่ Soft Loan ทั่วไป แต่เป็นสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้ SME เข้าสู่ Supply Chain ได้จริง โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ ใช้การค้ำประกันร่วมระหว่างรัฐ เอกชน และธนาคาร, อ้างอิงออร์เดอร์ใน Supply Chain เพื่อลดความเสี่ยงธนาคาร, ปรับกองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯ ให้ SME มีเงินทำงานก่อน โดยใช้แนวคิดพี่ช่วยน้องให้ธุรกิจใหญ่ช่วยสนับสนุนรายย่อย โดยแพ็กเกจนี้เตรียมออกภายใน 2–3 สัปดาห์

    สำหรับโครงการคนละครึ่งปีนี้ได้เพิ่มองค์ประกอบสำคัญคือ “Plus” ซึ่งหมายถึงการรีสกิลผู้ขาย โดยงบกว่า 40,000 ล้านบาท ที่กระจายออกไปเกือบทั่วประเทศ (กรุงเทพฯ ใช้เพียง 10–14%) จะถูกต่อยอดสู่การยกระดับทักษะพ่อค้าแม่ค้า โดยเน้นการรีสกิล 3 ด้านหลัก คือ เทคนิคการขาย, การรู้ต้นทุน และการลดต้นทุน และการใช้เทคโนโลยีขายสินค้า

    ดร.เอกนิติ กล่าวย้ำว่า ช่วง 4 เดือนนี้คือ การสร้าง Foundation ให้ประเทศก้าวสู่โมเดลใหม่ของการพัฒนา โดยใช้แนวทาง “แก้สั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ทั้งด้านการคลัง การลงทุน ทักษะแรงงาน และการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย

    “รัฐบาลมุ่งหวังให้มาตรการเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง และก้าวสู่โมเดลใหม่ที่แข็งแรงในระยะยาว”
     

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207967&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d4y22SoYcIT2l4P5euxLh

  • ท่องเที่ยวเลยคึกคักรับลมหนาว ยอดจองที่พักเที่ยวปลายปีถึงปีใหม่ 85-95 เปอร์เซนต์แล้ว

    ท่องเที่ยวเลยคึกคักรับลมหนาว ยอดจองที่พักเที่ยวปลายปีถึงปีใหม่ 85-95 เปอร์เซนต์แล้ว

    ภูมิภาค

    ท่องเที่ยวเลยคึกคักรับลมหนาว ยอดจองที่พักเที่ยวปลายปีถึงปีใหม่ 85-95 เปอร์เซนต์แล้ว

    วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ร้อยตรี กฤษณ์ชาณัฏฐ์ กุลรัชชหิรัญ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเลย ได้เปิดเผยว่า ในช่วงตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา จังหวัดเลยอุณหภูมิได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง มีอากาศหนาวเย็นในช่วงเช้า อุณหภูมิลดลงต่ำสุดอยู่ระหว่าง 11 – 12 องศา โดยเฉพาะตามยอดภูต่างๆ และเช้านี้อุณหภูมิต่ำสุดที่อุทยานแห่งชาติภูเรือ 12 องศาเซลเซียส จึงทำให้นักท่องเที่ยวเตรียมตัววางแผนที่จะเดินทาง เข้ามาท่องเที่ยวที่จังหวัดเลยอย่างต่อเนื่อง เพื่อมาสัมผัสหนาว ทำให้ให้แหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ สายแคมป์ปิ้ง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ต่างถูกจับจองที่พัก บางแห่งถูกจองไปแล้วยาวถึงต้นเดือนมกราคม ปี 2569 

    โดยสถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเลย วันช่วงของวันหยุดในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ ในช่วงนี้ จะเห็นได้ว่าบรรยากาศด้านการท่องเที่ยว ในจังหวัดเลยกลับมาคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง อ.เชียงคาน อ.ภูกระดึง อ.ภูเรือ อ.นาแห้ว และ อ.ด่านซ้าย ตลอดจนพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ และวนอุทยานต่างๆ และที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ของกลุ่มแค้มปิ้งจำนวนมาก ที่จะมาสัมผัสหนาว ดูทะเลหมอกรับแสงแรกของวันใหม่ ตามกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หมู่บ้านต่างๆ ทั้งในเขตอำเภอนาแห้ว อำเภอด่านซ้าย อ.ภูเรือ ที่ได้รวมกลุ่มต้อนรับนักท่องเที่ยว เที่ยวตามภูต่างๆ ดูทะเลหมอกที่เกิดขึ้นเกือบตลอดทั้งปี เช่นภูค้อ ภูหมอก ภูทอก อำเภอนาแห้ว และที่กำลังได้รับความสนใจของนักท่องเที่ยว โป่งพาน อำเภอด่านซ้าย และอีกหลายแห่งในอำเภอภูเรือ อย่างไฮตาก แต่ละแห่งมักจะมีทะเลหมอกสวยสุดอลังการ 

    และโดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน นักท่องเที่ยวได้จองที่พัก รีสอร์ตกันไว้แล้ว ซึ่งทางจังหวัดเลยได้จัดงานเทศกาลต้นคริสมาส ครั้งที่ 14 ที่หน้าอำเภอภูเรือ โดยปีนี้ทางอำเภอภูเรือ พร้อมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันเนรมิตสนามหน้าที่ว่าการอำเภอภูเรือ จำนวน 5 ไร่ เป็นลานต้นคริสต์มาสที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยการนำต้นคริสต์มาสหลากหลายสายพันธุ์ประมาณ 5,000 ต้น มาประดับประดาให้มีสีสันสดใสสวยงามตระการตา เพื่อรับนักท่องเที่ยวในช่วงเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวของอำเภอภูเรือ

    ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเลย ตลอดจน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพราะอำเภอภูเรือ เป็นแหล่งปลูกและจำหน่ายต้นคริสต์มาส และไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ประกอบกับในช่วงปลายปี ที่จังหวัดเลยมีการจัดมหกรรมคอนเสิร์ตขนาดใหญ่อำเภอเชียงคาน ซึ่งคาดว่านักท่องเที่ยว จะได้วางแผนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยาวไป จนกระทั่งถึงในช่วงของเทศกาลปีใหม่อีกด้วย

    ทั้งนี้ เมื่อมีการสอบถามสมาชิกธุรกิจโรงแรมที่พัก รีสอร์ท ร้านอาหาร ทุกพื้นที่ในจังหวัดเลย  147 โรงแรม ทราบว่า มียอดจองที่พักเข้ามาช่วง ต้นเดือนธันวาคม 2568-ต้นปี มกราคม 2569 นั้น จองเต็ม 80-95 เปอร์เซ็นต์แล้ว คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนด้านการท่องเที่ยว ในพื้นที่จังหวัดเลย ประมาณ 110-130 ล้านบาท 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454634&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MKLAcY89tHqThii-jhJMu

  • จีนเตือนปชช.ทบทวนการเรียนต่อในญี่ปุ่น หลังสัมพันธ์การทูตร้าว : อินโฟเควสท์

    จีนเตือนปชช.ทบทวนการเรียนต่อในญี่ปุ่น หลังสัมพันธ์การทูตร้าว : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลจีนเรียกร้องพลเมืองของตนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับการศึกษาต่อในญี่ปุ่น โดยอ้างถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ท่ามกลางข้อพิพาททางการทูตระหว่างสองประเทศที่มีชนวนเหตุมาจากการแสดงความเห็นเมื่อไม่นานมานี้ของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ เกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า จีนระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ย.) ว่า ความปลอดภัยสาธารณะในญี่ปุ่นย่ำแย่ลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยอ้างว่า การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมที่มุ่งเป้ามายังชาวจีนบ่งชี้ว่า พลเมืองจีนมีความปลอดภัยน้อยลงในญี่ปุ่น แต่ไม่ได้นำเสนอข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง

    นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการของจีนยังเรียกร้องให้นักศึกษาจีนที่กำลังศึกษาในญี่ปุ่น รวมทั้งผู้ที่วางแผนจะไปศึกษาต่อในอนาคต เฝ้าติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ยกระดับการประเมินความเสี่ยง และใส่ใจความปลอดภัยส่วนบุคคลให้มากขึ้น

    ผลสำรวจขององค์การบริการนักศึกษาญี่ปุ่นระบุว่า ณ เดือนพ.ค. 2567 มีนักศึกษาจีนรวมทั้งสิ้น 123,485 คนลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ในญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดของจีนมีขึ้นหลังจากเมื่อวันศุกร์ (14 พ.ย.) จีนเพิ่งเรียกร้องให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น โดยเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้ของจีนต่อถ้อยแถลงของทาคาอิจิในรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ซึ่งจีนวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า แสดงนัยถึงความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงด้วยกำลังอาวุธในสถานการณ์ฉุกเฉินของไต้หวัน

    รัฐบาลฮ่องกงออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันเมื่อวันเสาร์ (15 พ.ย.) ด้วยการประกาศเตือนผู้ที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น โดยอ้างถึง “แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของเหตุการณ์โจมตีพลเมืองจีนในญี่ปุ่น” นับตั้งแต่กลางปี 2568

    ฮ่องกงเตือนประชาชนที่ตั้งใจจะไปเยือนญี่ปุ่นหรือกำลังอยู่ในญี่ปุ่นว่า “ควรใช้ความระมัดระวัง ใส่ใจในความปลอดภัยส่วนบุคคล และให้ความสนใจกับการประกาศในท้องถิ่นเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด”

    ตามข้อมูลขององค์การการท่องเที่ยวญี่ปุ่น นักเดินทางจากฮ่องกงมีจำนวนประมาณ 2.68 ล้านคนในปี 2567 ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 5

    สำหรับชนวนเหตุความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นนั้นมาจากถ้อยแถลงของนายกฯ ญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนนี้ โดยทาคาอิจิได้กล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่า การโจมตีทางทหารของจีนต่อไต้หวันอาจเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามความอยู่รอด” สำหรับญี่ปุ่น ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้สิทธิป้องกันตนเองร่วม (collective self-defense) ภายใต้กฎหมายความมั่นคงของประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546299&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HDtKUcrkexGcNIyvb_UTN

  • หมดยุค Computer Science? อดีตเป็นอาชีพแห่งอนาคต ตอนนี้เรียนจบท็อปรุ่น ‘ก็ไม่รอด’

    หมดยุค Computer Science? อดีตเป็นอาชีพแห่งอนาคต ตอนนี้เรียนจบท็อปรุ่น ‘ก็ไม่รอด’

    Computer Science หรือ ‘วิทยาการคอมพิวเตอร์’ ที่เคยถูกยกให้เป็นอาชีพการันตีอนาคต กำลังเผชิญความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี 

    อาชีพที่เคยถูกมองว่า เป็นบันไดสู่ความสำเร็จ เงินเดือนสูงๆ และข้อเสนองานมากมาย กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลายคนที่จบจากสถาบันชั้นนำยังต้องดิ้นรนกับการหางานเพียงหนึ่งตำแหน่ง

    นี่ไม่ใช่เรื่องของ AI เพียงอย่างเดียว แต่คือการสั่นคลอนทั้งอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้ปกครอง นักศึกษา และสถาบันการศึกษาต่างตั้งคำถามกับอนาคตของสายอาชีพนี้

    ‘Hany Farid’ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ อธิบายผ่านพอดแคสต์ Particles of Thought ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ “น่าตกใจ” เพราะแม้ AI เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ รวมกันจนทำให้อุตสาหกรรมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

    ที่เบิร์กลีย์เอง จากเดิมนักศึกษามักได้ข้อเสนอฝึกงานถึงห้าแห่งระหว่างสี่ปีการเรียน และเมื่อเรียนจบก็มีงานเงินเดือนสูงให้เลือกมากมาย แต่วันนี้พวกเขายินดีแล้ว หากได้ข้อเสนอเพียงหนึ่งงาน

    ‘Farid’ มองว่า โอกาสใหม่สำหรับบัณฑิต Computer Science อาจไม่ได้อยู่ในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Silicon Valley อีกต่อไป แต่คือการประยุกต์กับสาขาอื่น

    เช่น การค้นพบยาด้วยคอมพิวเตอร์ การแพทย์ด้านภาพถ่าย ประสาทวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณ การเงินเชิงคำนวณ มนุษยศาสตร์ดิจิทัล ศิลปะ ดนตรี รวมถึงสังคมศาสตร์เชิงคำนวณและนโยบาย

    เขาย้ำว่า ปริญญา Computer Science ไม่ใช่แค่การเรียนเขียนโค้ดเท่านั้น แต่คือการเรียนรู้เครื่องมือเพื่อสร้างนวัตกรรมในทุกแขนงของสังคม

    คำแนะนำของเขาต่อนักศึกษาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เดิมที ‘Farid’ แนะนำให้เรียนรู้อย่างกว้าง แล้วลงลึกเฉพาะด้านหนึ่งเพื่อให้เชี่ยวชาญ แต่ทุกวันนี้เขากลับบอกให้นักศึกษาพัฒนาทักษะให้หลากหลาย เพราะไม่มีใครรู้ได้เลยว่า ตลาดแรงงานในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร

    แรงกดดันนี้สะท้อนผ่านข้อมูลจริงในอุตสาหกรรม เพียงครึ่งแรกของปีนี้  สหรัฐอเมริกาสูญเสียตำแหน่งงานสายเทคไปแล้วกว่า 78,000 ตำแหน่ง จากการนำ AI มาแทน โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้นอย่างโคดดิ้ง และนักวิเคราะห์ที่ถูกแทนที่ได้ง่าย 

    ขณะเดียวกัน ผลสำรวจาก Google พบว่า 90% ของแรงงานสายเทคในตอนนี้ใช้ AI มาช่วยเขียนโค้ด แม้หลายคนยังเห็นต่างกันว่า มันทำให้ผลงานดีขึ้นจริงหรือไม่

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ยังคาดว่า การจ้างงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะเติบโตเกือบ 18% ภายในปี 2033 สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาชีพอื่นๆ ขณะเดียวกัน งานในสหรัฐฯ ถูกแทนด้วยระบบอัตโนมัติถึง 30% และทั่วโลกอาจสูงถึง 300 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030 

    ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI ก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดยประกาศรับสมัครงานที่ระบุว่า ต้องการทักษะ AI เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน

    ‘Farid’ ทิ้งท้ายว่า อนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า AI จะมาแทนคนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าใครจะใช้ AI ได้หรือเปล่า

    “ผมไม่คิดว่า AI จะทำให้ทนายความตกงาน แต่ทนายความที่ใช้ AI จะทำให้ทนายที่ไม่ใช้ AI ตกงาน และสิ่งนี้ใช้ได้กับทุกวิชาชีพ”

    ที่มา: Business Insider, New York Post

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/leading-computer-science-professor-says-everybody-is-struggling-to-get-jobs/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07IvciEQhhoobhfiJhUuJY

  • กลาโหม เปิดสัมมนานานาชาติ “ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ” ยกระดับความพร้อมกองทัพ

    กลาโหม เปิดสัมมนานานาชาติ “ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ” ยกระดับความพร้อมกองทัพ

    กระทรวงกลาโหมจัดสัมมนานานาชาติพิเศษ “เรื่องอาวุธสังหารอัตโนมัติ (LAWS)” แลกเปลี่ยนความรู้เอไอและโดรนทางทหาร ระดมผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศหารือเชิงลึก วางแผนพัฒนากำลังพลของกองทัพไทย เผย “นิด้าโพล” ชี้ประชาชนหนุนความสำคัญการใช้โดรนต่อภารกิจทางการทหารและความมั่นคงของไทย

    วันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนานานาชาติพิเศษ หัวข้อ “อาวุธสังหารอัตโนมัติ” หรือ Lethal Autonomous Weapons Systems (LAWS) ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

    โดยมี ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ รองปลัดกระทรวงกลาโหม หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรโอมาน ผู้ช่วยฑูตทหารต่างประเทศ สมาคม ตัวแทนจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วม เวทีหารือกฎหมายระหว่างประเทศและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระดับสากล พร้อมทั้งเปิดเผยผลสำรวจ “นิด้าโพล” เรื่องโดรนทางการทหารและความมั่นคงการสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) และระบบอากาศยานไร้คนขับ (Drone) รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นการใช้เอไอและโดรนทางทหารอย่างมีความรับผิดชอบ ประเด็นด้านกฎหมายมนุษยธรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ รวมถึงผลกระทบในด้านต่าง ๆ และแนวโน้มการใช้ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติในอนาคต โดยมีวิทยากรระดับนานาชาติ ได้แก่ ดร.ออสติน ไวแอตต์ (Dr. Austin Wyatt) นักวิจัยผู้มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการทหารในระบบระยะไกลและอัตโนมัติ การประยุกต์ใช้เอไอทางการทหารและความมั่นคงในภูมิภาค เป็นผู้บรรยายหลัก พร้อมด้วยวิทยากรและผู้ร่วมอภิปรายจากสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมของไทย ได้แก่ ผศ.ดร.ปภาวดี ธโนดมเดช ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” (NIDA Poll) การเสวนาฯ ดำเนินรายการโดย พล.ร.ต.สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม

    สำหรับหัวข้อสำคัญในการเสวนา “อาวุธสังหารอัตโนมัติ” หรือ Lethal Autonomous Weapons Systems (LAWS) ประกอบด้วย ผลกระทบของระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติต่อสงครามสมัยใหม่ แนวโน้มและโอกาสของภัยคุกคามและการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ข้อพิจารณาด้านจริยธรรม มนุษยธรรม กฎหมายระหว่างประเทศ และการกำกับดูแลผลกระทบทางเทคโนโลยีต่อสงครามในอนาคต ด้าน ผศ.ดร.สุวิชา เปิดเผยผลสำรวจนิด้าโพลถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 91.08 เห็นด้วยกับการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย นอกจากนี้ ร้อยละ 57.25 ระบุว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์ ขณะที่ร้อยละ 51.50 ระบุว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในภารกิจการป้องกันภัย

    “ถือเป็นช่วงเวลาทองของกองทัพที่ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการจัดซื้ออาวุธ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับสงครามในอนาคต แต่ยังช่วยให้ฝ่ายบริหารสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังพล นโยบาย และการลงทุนด้านเทคโนโลยีความมั่นคง การผสมผสานความรู้ด้านเทคนิค จริยธรรม และกฎหมายที่ได้จากการสัมมนาจะช่วยให้ประเทศไทยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสงครามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีหลักการและคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ภูมิภาค และประชาคมโลก อย่างไรก็ตามการใช้งานอาวุธดังกล่าวยังคงต้องมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการตัดสินใจโจมตีอย่างรับผิดชอบ” ผศ.ดร.สุวิชา กล่าว

    ขณะที่ ดร.ออสติน เสนอว่าประเทศไทยควรใช้โอกาสที่ภาคประชาสังคมสนับสนุนการใช้งานโดรนและอาวุธอัตโนมัติที่จะสามารถสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงได้เอง รวมถึงเริ่มทดลองใช้งานระบบดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อให้กองทัพพร้อมเท่ากันการเปลี่ยนแปลงของสากล

    นอกจากนี้ ไทยสามารถมีบทบาทนำในการหารือแนวทางการพัฒนา การใช้งาน และกฎหมายระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในประเด็นเดียวกันนี้ ผศ.ดร.ปภาวดี เน้นย้ำให้กองทัพสำรวจและทบทวนกฎหมายภายในรองรับการใช้งานอาวุธอัตโนมัติ โดยคำนึงถึงภาพลักษณ์ในประชาคมระหว่างประเทศในการใช้งานอาวุธดังกล่าวอย่างรับผิดชอบ และเป็น “Legitimate Armed Forces” ที่เป็นแบบอย่างในภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/257578&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e1Nic0n8vILkSNBsojC7G

  • ตร.ดอกคำใต้สนธิกำลังปิดล้อมรวบ 2 หนุ่มจีนอยู่เกินวีซ่า ซุกในบ้านกลางชุมชน

    ตร.ดอกคำใต้สนธิกำลังปิดล้อมรวบ 2 หนุ่มจีนอยู่เกินวีซ่า ซุกในบ้านกลางชุมชน

    ภูมิภาค

    ตร.ดอกคำใต้สนธิกำลังปิดล้อมรวบ 2 หนุ่มจีนอยู่เกินวีซ่า ซุกในบ้านกลางชุมชน

    วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.51 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอกคำใต้ จว.พะเยา ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.บวร ไชยคำ ผกก.สภ.ดอกคำใต้, พ.ต.ท.สุบิน สีเหลือง รอง ผกก.ป.สภ.แม่ใจ รรท.รอง ผกก.ป.สภ.ดอกคำใต้, และ พ.ต.ท.สุภาพ ค่ายศ สวป.สภ.ดอกคำใต้ ได้สนธิกำลังกับตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพะเยา เข้าตรวจสอบเหตุคนต่างชาติหลบหนีเข้าไปในบ้านของชาวบ้านในพื้นที่ ต.ดอนศรีชุม อ.ดอกคำใต้ หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดี
     
    ปิดล้อมตรวจค้นบ้านหลังชาวบ้านแจ้ง คนจีนวิ่งหนีเข้าบ้าน เหตุเกิดภายในบ้าน ต.ดอนศรีชุม เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบตามเบาะแส พบชายต่างชาติ 2 คนลักษณะตรงตามที่ชาวบ้านแจ้ง จึงขอทำการตรวจสอบเอกสารผ่านล่ามแปลภาษาจีน พบว่าเป็นชาวจีนทั้งคู่ ผู้ถูกจับ ได้แก่ 1. MR. ZHUANG HONGJIAN (นายจาง หงเจียน) อายุ 36 ปี วีซ่าประเภท ผ.60 (ท่องเที่ยว) สิ้นสุดอนุญาตตั้งแต่ 16 ก.ย. 2567 อยู่เกินกำหนด 426 วัน 2. นายจี้ ไปคุน (JI PAIKUN) อายุ 23 ปี วีซ่าประเภท ผ.60 (ท่องเที่ยว) สิ้นสุดอนุญาตตั้งแต่ 10 ส.ค. 2567อยู่เกินกำหนด 463 วัน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้งสองว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด

    ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้รายงานการจับกุมต่อสำนักงานอัยการจังหวัดพะเยา ผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์นายอำเภอดอกคำใต้ ตามระเบียบปฏิบัติ ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ เนื่องจากเห็นชายต่างชาติวิ่งหลบหนีเข้าบ้านก่อนมีตำรวจหลายหน่วยเข้าปิดล้อมพื้นที่อย่างเข้มข้น
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454622&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gdsBA4iye3SjjZP1jB4IC

  • งบ 500 ล้าน เที่ยวไทยคนละครึ่ง สู่ ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ เริ่ม ก.พ. 69

    งบ 500 ล้าน เที่ยวไทยคนละครึ่ง สู่ ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ เริ่ม ก.พ. 69

    ครม. จ่อปัดฝุ่นงบ 500 ล้านบาทที่เหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ผลักดันต่อ ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” หวังกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศช่วง ก.พ. 69 ดึงต่างชาติ 33.4 ล้านคน

    ภายหลังโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลเตรียมเดินหน้ามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนนำงบประมาณคงเหลือกว่า 500 ล้านบาท จากโครงการเดิม มาผลักดันโครงการใหม่ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” คาดเริ่มใช้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569
     

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ยังมีงบประมาณคงเหลือประมาณ 500 ล้านบาท จากวงเงินงบประมาณรวมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ 1,750 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนที่เหลือนี้จะเร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาใช้ในโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง และเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคท่องเที่ยวโดยเร็วที่สุด

    “เงินที่เหลือดังกล่าวจะเร่งผลักดันมาใช้ในโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง ซึ่งจะต้องนำเสนอ ครม. อนุมัติอีกครั้งอย่างเร็วที่สุด คาดว่าจะออกมาใช้ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569” นายอรรถกรกล่าว

    เร่งมาตรการ Quick Big Win และดึงต่างชาติ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีนโยบาย Quick Big Win เพื่อกระตุ้นและเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงไฮซีซั่นปลายปี 2568 ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งเป็นมาตรการลดต้นทุนและลดหย่อนภาษีให้กับผู้ประกอบการ เช่น สายการบินและโรงแรม

    สำหรับตลาดต่างประเทศ รัฐบาลยังคงเดินหน้าทำตลาดเพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาให้ได้ 70-80% ของจำนวน 40 ล้านคนในปี 2562 โดยเน้นโครงการตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงการทำโปรโมชั่นร่วมกับสายการบิน
     

    ททท. คาดรายได้ปี 69 โต 7%

    ด้าน นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ตัวเลขการท่องเที่ยวในปี 2568 ว่าจะสามารถสร้างรายได้รวม 2.6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน และนักท่องเที่ยวไทย 205 ล้านคน-ครั้ง

    ส่วนในปี 2569 คาดการณ์ว่ารายได้รวมจากการท่องเที่ยวจะเติบโตถึง 2.8 ล้านล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 7% จากปีนี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล (เดินทาง 6 ชั่วโมงขึ้นไป) ที่มีการเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    น.ส.ฐาปนีย์ ระบุว่า นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล เช่น ยุโรปและสหรัฐฯ มีส่วนเพิ่มขึ้นประมาณ 11% ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในตลาดระยะไกลเพิ่มขึ้นเป็น 31% (จากเดิม 20%) ขณะที่ตลาดระยะใกล้มีสัดส่วน 69% (จากเดิม 80%) ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/733563&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SyP5kp4z4IsEUxWf8CgMh