Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ซือหลื่อส่า” เมนูสุดยอดสมุนไพร โรงเรียนบ้านแม่สวรรค์น้อย

    “ซือหลื่อส่า” เมนูสุดยอดสมุนไพร โรงเรียนบ้านแม่สวรรค์น้อย

    ศูนย์การศึกษาแม่เหาะ ส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนได้แสดงออกถึงความสามารถในทางวิชาการ ศิลปะการแสดง และทักษะด้านวิชาชีพเป็นตัวแทนระดับศูนย์การศึกษาแม่เหาะ เข้าชิงชัยระดับเขต การแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 73

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ณ หอประชุมศรีสังวาลย์ โรงเรียนสังวาลย์วิทยา บ้านแม่เหาะ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ได้มีการดำเนินการจัดแข่งขันศิลปหัตถกรรมครั้งที่ 73 ระดับศูนย์บริการการจัดการศึกษาแม่เหาะ เพื่อทำการคัดเลือกตัวแทนเข้าแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อคัดเลือกตัวแทนนักเรียนของศูนย์เครือข่ายบริหารการจัดการศึกษาแม่เหาะ เข้าร่วมแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษา โดยมีกิจกรรมทั้งหมด 16 กลุ่มสาระ

    ในระดับศูนย์การศึกษาแม่เหาะ มีนักเรียนจากโรงเรียนในศูนย์บริหารการจัดการศึกษาแม่เหาะ จำนวน 12 โรงเรียน 1 สาขา ประกอบด้วย โรงเรียนสังวาลย์วิทยา โรงเรียนบ้านแม่ลิด โรงเรียนบ้านแม่สวรรค์น้อย โรงเรียนบ้านแม่สวรรค์หลวง โรงเรียนบ้านสุดห้วยนา โรงเรียนบ้านดอยเลี่ยม โรงเรียนบ้านแม่กะไน โรงเรียนบ้านแม่จ๊าง โรงเรียนบ้านขุนวงเหนือ โรงเรียนบ้านดงกู่ โรงเรียนบ้านห้วยปลากั้ง โรงเรียนบ้านขุนวง และ โรงเรียนบ้านแม่จ๊าง สาขาบ้านดงน้อย – ดงหลวง เข้าร่วมการแข่งขัน

    ทั้งนี้ โรงเรียนบ้านแม่สวรรค์น้อย ได้จัดทำโครงการ การแปรรูปอาหาร ต่อยอดสมุนไพรท้องถิ่น”ซือหลื่อส่า” ประกอบไปด้วย ไส้อั่วสมุนไพรซื่อหลื่อส่า และ น้ำพริกเผาซือหลื่อส่า เข้าร่วมการแข่งขัน โดยคว้ารางวัลชนะเลิศเพื่อเป็นตัวแทนของ ศูนย์การศึกษาแม่เหาะ ชิงความเป็นเลิศในระดับเขตฯ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนได้แสดงออกถึงความสามารถในทางวิชาการ ศิลปะการแสดง และทักษะด้านวิชาชีพ สนับสนุนผู้บริหาร ครู นักเรียน และบุคลากรในสังกัด เข้าร่วมการดำเนินงานกิจกรรมต่าง ๆ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับศูนย์เครือข่ายบริหารการการจัดการศึกษา และ คัดเลือกตัวแทนนักเรียนของศูนย์เครือข่ายบริหารการจัดการศึกษาแม่เหาะ เข้าร่วมแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษาต่อไป

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3823703/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw238liEEijc09F3aMTRItmB

  • เมื่อ ‘มารยาทในการดูบอล’ กลายเป็นประเด็นร้อน: เจาะลึกพฤติกรรมปัญหาของแฟนบอล

    เมื่อ ‘มารยาทในการดูบอล’ กลายเป็นประเด็นร้อน: เจาะลึกพฤติกรรมปัญหาของแฟนบอล

    ในช่วงเวลาที่การแข่งขันฟุตบอลไทยระดับนักเรียนกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งกระแสที่กำลังฮ็อตฮิตอยู่ในสังคมไทย ณ เวลานี้ โดยในตอนนี้เรามีฟุตบอลนักเรียนอีกหนึ่งรายการคือการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 31 ที่กำลังฟาดแข้งอยู่โดย 4 สถาบันการศึกษาที่เปรียบเสมือนเป็นไอคอนของโรงเรียนชายล้วนในตำนานของประเทศไทย  

    โดยบรรยากาศของการแข่งขันศึกนี้มักดุเดือดทุกคู่ทุกนัด ยามที่ทั้ง 4 โรงเรียนลงเล่นได้พาให้เหล่าแฟนบอลแสดงพฤติกรรมที่ต่างจากชีวิตประจำวันอย่างสิ้นเชิง ทั้งการตะโกนด่า การแซวทีมคู่แข่ง และการใช้ถ้อยคำหยาบคายแบบดัดแปลงเช่นคำว่า ‘กล้วย’ ซึ่งกลายเป็นสัญญะเฉพาะของแฟนบอลนักเรียนที่ต้องการระบายอารมณ์แต่ไม่อยากถูกผู้ปกครองหรือครูตักเตือนว่ากล่าวเอาผิด 

    แม้โรงเรียนหรือตัวแทนศิษย์เก่าจะพยายามรณรงค์เรื่องน้ำใจนักกีฬาแต่เมื่ออยู่ท่ามกลางเสียงกองเชียร์ ธงสีสถาบัน และเพื่อนร่วมรุ่นที่พร้อมใจกันส่งเสียงเชียร์ไม่ยั้ง เมื่อนั้นความรู้สึกของการเป็นฝูงชนจะเข้าครอบงำอย่างรวดเร็วจนทำให้หลายคนควบคุมพฤติกรรมหรือท่าทีได้ยากกว่าปกติ 

    จิตวิทยาในศึกฟุตบอลนักเรียนอัน่เป็นตำนานกับตัวตนที่ถูกกลืนไปพร้อมสีสถาบัน 

    ในศึกฟุตบอลจตุรมิตรฯ แฟนบอลมักไม่เพียงรู้สึกว่าตนกำลังเชียร์ฟุตบอลหากแต่รู้สึกว่ากำลัง ปกป้องสถาบันของตัวเอง การสวมชุดนักเรียนหรือเสื้อเชียร์สีประจำโรงเรียนร่วมกับเพื่อนหลายพันคนทำให้เกิดการรวมตัวตนแบบเข้มข้นจนคำล้อเลียนแรงๆ หรือคำผวนอย่าง ‘กล้วย’ ถูกปล่อยออกมาอย่างไม่ลังเล เพราะดูเหมือนไม่มีใครถูกตำหนิรายตัว ทุกคนเป็นตัวแทนสีเดียวกันหมด คำเหล่านี้จึงถูกสบถออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันตามอารมณ์ในสนามการแข่งขัน  

    อารมณ์ร่วมของแฟนฟุตบอลกับบรรยากาศทัวร์นาเมนต์ 

    การแข่งขันฟุตบอลระดับนักเรียนีก่อให้เกิดอารมณ์เฉพาะตัว มีทั้งความภูมิใจ ความกดดันจากรุ่นพี่ และความรู้สึกว่าต้องไม่เสียหน้าให้โรงเรียนคู่แข่ง หากทีมกำลังอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบเด็กหลายคนจะระบายความหงุดหงิดผ่านเสียงตะโกนมากกว่าผู้ใหญ่ และคำว่า ‘กล้วย’ กลายเป็นคำที่ถูกปล่อยออกมารัวๆ เพราะมันเป็นทั้งการประชด การด่า และมุกขำขันในเวลาเดียวกัน 

    มุกสนามนักเรียนและความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘กล้วย’ 

    ในฟุตบอลนักเรียนไทยคำว่า ‘กล้วย’ มักเป็นมุกหยอกแรงๆ มากกว่าเป็นการเหยียด แต่ในฟุตบอลระดับนานาชาติถ้อยคำและการกระทำเดียวกันเช่นเหตุการณ์โยนกล้วยใส่นักเตะผิวดำถือเป็นความรุุนแรงเพราะเกี่ยวข้องกับการลดทอนความเป็นมนุษย์ ความเหลื่อมล้ำนี้เตือนให้เห็นว่าคำที่ดูเล่นๆ ในสนามฟุตบอลไทยอาจมีความหมายอื่นในบริบทที่ต่างออกไป ฉะนั้นแล้วการจะด่าทออะไรออกมาควรผ่านการคิดให้ดีให้รอบคอบก่อนเพราะผลที่ตามมาย่อมมีความเสี่ยงและผลกระทบสูงเสมอ   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/culture/fan-behavior-football-stadium-ethics-psychology&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zeSeyoM8eaovvH0-yAHSB

  • สมการร่วมทุน “ซีอาร์จี-ลัคกี้ สุกี้”  ศักยภาพแบรนด์ต้องโตต่อใน 5 ปี

    สมการร่วมทุน “ซีอาร์จี-ลัคกี้ สุกี้” ศักยภาพแบรนด์ต้องโตต่อใน 5 ปี

    ธุรกิจ

    16 พ.ย. 2025 เวลา 19:19 น.

    “ลัคกี้ สุกี้” เติมเต็มบันไดอีกขั้นของการเสริมแกร่งพอร์ตโฟลิโอร้านอาหารประเภทหม้อร้อนให้กับ “ซีอาร์จี” หลังควานหามานาน กรุงเทพธุรกิจ ชวนเจาะสมการ 1+1 ต้องโตอีก 5 ปีของการทำ M&A สไตล์ซีอาร์จี

    บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG หนึ่งในยักษ์ใหญ่ธุรกิจร้านอาหาร และอยู่ใต้เงาอาณาจักรค้าปลีกเบอร์ 1 ของเมืองไทยอย่างกลุ่มเซ็นทรัล การมุ่งเติบโตของบริษัทนอกจากเดินหน้าเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่องเป็น Organic

    ทว่าอีกมรรควิธี “ทางลัด” ที่ “ซีอาร์จี” ลุยคือการ “ซื้อและควบรวมกิจการ” หรือทำ M&A (Mergers and Acquisitions) ซึ่งหลายแบรนด์ได้มาเป็นพันธมิตร และเสริมแกร่งพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น “สลัดแฟคทอรี่” จากที่มีขนาดกิจการหรือรายได้อยู่ระดับ 200 ล้านบาท เติบโตสู่หลายร้อยล้าน เฉพาะปี 2567 ทำเงินราว 800 ล้านบาท 

    อีกแบรนด์มีศักยภาพคือ บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด ที่มีแบรนด์ดังอย่าง  ชินคันเซ็น ซูชิ นักล่าหมูกระทะ” ยังมีคัตสึ มิโดริ ซูชิ นามะ ร้านอาหารญี่ปุ่นและซีฟู้ด ฯ ซึ่งก่อนจะมาเป็นพันธมิตร ทำรายได้กว่า 700 ล้านบาท ปี 2568 ทั้งอาณาจักรมองใหญ่ทะยานสู่ 2,800 ล้านบาท และ 5 ปี จะไปให้ถึง 5,000 ล้านบาท 

    สมการร่วมทุน “ซีอาร์จี-ลัคกี้ สุกี้”  ศักยภาพแบรนด์ต้องโตต่อใน 5 ปี ชินคันเซ็น ซูชิ หนึ่งในแบรนด์ที่ซีอาร์จีเข้าไปลงทุน ต่อจิ๊กซอซ์โต

    ล่าสุด ซีอาร์จี ปิดดีลเข้าซื้อหุ้น 40% มูลค่า 940 ล้านบาท เพื่อเป็นพันธมิตรกับบริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด (MP)เจ้าของร้าน “ลัคกี้ สุกี้”  

    ไม่ต้องถอดรหัส เพราะแนวทางการเติบโตของ “ซีอาร์จี” ภายใต้การนำทัพโดย “ณัฐ วงศ์พานิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ แห่งซีอาร์จี บอกทุกปีว่า ในการขยายธุรกิจร้านอาหารบริษัท “โฟกัสการทำกำไร” มากขึ้น ไม่เน้นเปิดร้านแหลกลาญ ทำให้ช่วง 1-2 ปีมานี้บริษัท “ทำกำไรโตโดดเด่น” แม้ยอดขายอาจจะตึงตัวไปบ้าง ยังมีการปิดร้านที่ไม่ทำกำไรด้วย 

    นอกจากนี้ การใช้เงินลงทุนเพื่อเปิดร้านแต่ละปีไม่น้อย บริษัทยังมี “เงินในกระเป๋า” เพื่อทำ M&A ทุกปี อย่างปี 2568 บริษัทวางงบลงทุน 1,200 ล้านบาท เพื่อขยายสาขา แต่ไม่รวมงบเพื่อทำ M&A  

    สำหรับการ M&A หา “แบรนด์ใหม่” เสริมแกร่งพอร์ตโฟลิโอ “คุณสมบัติสำคัญ” คือ 5 ปีแบรนด์เหล่านั้นต้องทำเงินแตะ “พันล้านบาท”ได้ ขณะที่กิจการร้านอาหารได้หมายตาไว้จะเป็น “เอสเอ็มอี” ขนาดราว 200 ล้านบาทขึ้นไป 

    สมการร่วมทุน “ซีอาร์จี-ลัคกี้ สุกี้”  ศักยภาพแบรนด์ต้องโตต่อใน 5 ปี

    “กิจการที่สนใจคือขนาดราว 200 ล้านบาท ที่สำคัญเรามองศักยภาพในการทำรายได้ของแต่ละแบรนด์วิ่งสู่ 1,000 ล้านบาท ใน 5 ปีหลังจากมาอยู่กับเรา” ณัฐ เคยให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจ และตัวอย่างมีให้เห็นคือ สลัดแฟคทอรี่ และชินคันเซ็น ซูชิ ฯ 

    ท่ามกลางเศรษฐกิจท้าทาย กำลังซื้อเปราะบาง อาจทำให้มีกิจการอ่อนแรง น่าจะเป็น “โอกาส” ในการทำ M&A ทว่า “แม่ทัพณัฐ” มองต่าง ไม่คิดอย่างนั้น ศักยภาพแบรนด์แกร่งต่างหากคือกุญแจสู่การเติบโต   

    “เราไม่มองโอกาสจากแบรนด์อ่อนแรง ไม่คิดอย่างนั้ แต่มองศักยภาพแบรนด์ที่แกร่ง มีการเติบโต ยิ่งแกร่งในตลาดที่เปราะบางได้ กลับกันเมื่อตลาดดี แบรนด์นั้นจะยิ่งไปได้ หากซื้อกิจการหรือแบรนด์ที่อ่อนแรงตอนนี้ ซื้อแล้วอาจเละทั้งคู่” 

    สำหรับการทำธุรกิจ การศึกษาความเป็นไปได้เพื่อซื้อกิจการ หรือร่วมทุนกับพันธมิตรของซีอาร์จี มีอยู่ต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเคยเผยถึงการพยายาม “หารือกับแบรนด์ชาบู” บริษัทต้องการมาเสริมทัพอยู่ตลอด กระทั่งเข้าเส้นชัยได้ “ลัคกี้ สุกี้” เป็นพันธมิตร ช่วยต่อจิ๊กซอว์แล้ว และเป็นการเจาะตลาดทั่วไป(Mass) จากก่อนหน้าได้พยายามปั้นแบรนด์หม้อร้อนล่าสุดอย่าง “โอโตยะ โอกิ” (OOTOYA OKI) มีจุดเด่นคือ “ชาบูมันปู” เป็นร้านชาบูมันปูเจ้าแรกในไทย เจาะตลาดพรีเมียม เป็นเวลาเสิร์ฟความอร่อยตลาดบนและแมสอย่างลงตัว

    ณัฐ เคยเล่าว่า  ที่เน้นเอสเอ็มอี บริษัทจะทำให้สมการ 1+1 ได้ผลลัพธ์มากกว่า 2 ด้วย  อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาที่เอสเอ็มอีบางรายที่แกร่งตอนนี้ยังไม่สนใจซีอาร์จี เพราะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต่อกรกับผู้เล่นในสมรภูมิร้านอาการได้  และไม่คิดจะขยายสาขาจำนวนาก 

    “เอสเอ็มอีบางรายแฮปปี้ในสิ่งที่ทำอยู่ หากมาเป็นพันธมิตรกับเรา ต้องมาพร้อมแผนธุรกิจ ต้องเติบโตค่อนข้างมาก”  

    “ลัคกี้ สุกี้” มีหุ้นส่วน 4 คน และแม่ทัพคนสำคัญอย่าง “รสรินทร์ ติยะวราพรรณ” และ “วิรัตน์ โรจยารุณ” ผู้ร่วมปลุกปั้นธุรกิจ ทั้ง 2 มีวิสัยทัศน์การทำร้านอาหาร การมองฉากทัศน์ที่ไม่มุ่งแข่งขันกับใคร แต่จะทำแบรนด์ ร้านอาหารของตัวเองให้แข็งแรง นั่นเป็น Passion ความมุ่งมั่นที่มี ยังมองว่าการทำบุฟเฟต์ให้ “ราคาถูก” ไม่แฟร์หรือเป็นธรรมกับลูกค้าที่จ่ายเงินมาทาน เพราะสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆคือ “ความคุ้มค่า” ดังนั้น ในการบริหารจัดการจึงมอง 2 อย่างคือ 1.ทำให้ลูกค้ารู้สึก “ชนะ” เมื่อมาใช้บริการ คุ้มมาก 2.บริหารต้นทุนแล้ว “ร้านเหลือกำไร” อาจจะบางหน่อยก็ตาม 

    สมการร่วมทุน “ซีอาร์จี-ลัคกี้ สุกี้”  ศักยภาพแบรนด์ต้องโตต่อใน 5 ปี

    “ลูกค้าคุ้ม คือชนะ อีกแง่เราบริหารยังพอเหลือกำไร เป็นผลประกอบการของเรา เพราะตลาดสุกี้แข่งขันเดือด ผู้เล่นมีความแข็งแรง เราต้องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจ”  วิรัตน์ โรจยารุณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด เคยกล่าวไว้

    สำหรับซีอาร์จี มีร้านอาหารกว่า 20 แบรนด์ เช่น เคเอฟซี มิสเตอร์ โดนัท อานตี้ แอนส์ ชินคันเซ็น ซูชิ ฯ จำนวนร้าน ณ 9 เดือน มีทั้งสิ้น1,414 สาขา(รวมแบรนด์ร่วมทุนทั้งในและต่างประเทศ) และมีรายได้ 9,623 ล้านบาท เติบโตทรงตัว หรือเพิ่มราว 2 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ “กำไรสุทธิ” 575 ล้านบาท เติบโต 36% และปี 2568 ตั้งเป้ารายได้ 17,900 ล้านบาท ขณะที่มิราเคล แพลนเนทมีร้าน ลัคกี้ สุกี้ และ ลัคกี้ บีบีคิว รวม 38 สาขา ปีนี้ตั้งเป้ารายได้แตะ 2,000 ล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1207893&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19ypB8A7qh1JWMgIk1Rx8B

  • ซีพี ออลล์จัดโครงการอบรมหลักสูตรฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ ร.ร.โสตศึกษา นนทบุรี – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ซีพี ออลล์จัดโครงการอบรมหลักสูตรฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ ร.ร.โสตศึกษา นนทบุรี – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    อัคคีภัยถือเป็นภัยร้ายแรงที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ล่าสุด บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย จัดโครงการอบรมฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟให้กับโรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดนนทบุรี เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการป้องกัน ระงับเหตุอัคคีภัย และซ้อมแผนอพยพหนีไฟให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและบุคลากรของโรงเรียนโสตศึกษา โดยมี นายสมชาย บ้านไร่ ผู้อำนวยการโรงเรียนโสตศึกษา เป็นประธานเปิดโครงการ และมี นายสมภพ ตะราษี ผู้จัดการทั่วไปด้านชุมชนสัมพันธ์และวิทยากรจากหน่วยอบรมและฝึกซ้อมอัคคีภัย ซีพี ออลล์ เป็นผู้ให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โดยมีการจำลองเหตุอัคคีภัยในอาคารโรงเรียน การควบคุมและระงับเหตุเบื้องต้น ตลอดจนฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟ และช่วยเหลือนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ

    CP-ALL-ดับเพลิงชุมชน

    ที่ผ่านมา ซีพี ออลล์ได้ร่วมกับภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการดับเพลิง และการอพยพหนีไฟให้กับบุคลากรในหน่วยงานราชการ สถานศึกษา โรงพยาบาล สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน ชุมชน ฯลฯ มาตลอด 20ปี รวมแล้ว 185 ครั้ง มีผู้ร่วมรับการอบรมกว่า 5.6 หมื่นคน

    “ไม่ว่าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จะไปตั้งที่ไหนเราถือเป็นหน้าที่ที่จะเข้าไปช่วยดูแลชุมชนนั้นๆ เพราะชุมชนเป็นทั้งเพื่อนบ้าน ลูกค้า คู่ค้าที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนควบคู่กับการยกระดับสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าร่วมกับชุมชน สังคมอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/csr/fire-extinguishing/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw146y5yrHTWkeTLV1XYTbzr

  • ด่วน!!! (มิติหุ้น-หุ้นเจาะ) 🔥BEYOND🔥 ยิ้มรับขัดแย้ง“จีน-ญี่ปุ่น” หนุนท่องเที่ยวโตระเบิด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ด่วน!!! (มิติหุ้น-หุ้นเจาะ) 🔥BEYOND🔥 ยิ้มรับขัดแย้ง“จีน-ญี่ปุ่น” หนุนท่องเที่ยวโตระเบิด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    🔥BEYOND🔥 ส้มหล่น “จีน – ญี่ปุ่น” ฮึ่มฮั่ม มีโอกาสนักท่องเที่ยวจากจีน เบนเข็มไปเที่ยวประเทศอื่นแทน น่าจะเป็นช่องทางของประเทศไทยเร่งทำการตลาดเคลียร์ใจจีนด่วน หลังตัวเลขวูบกังวลเรื่องความปลอดภัย

    หุ้นโรงแรมได้ประโยชน์ ยก BEYOND และ Q4/68 เข้าไฮซีซั่นธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมเดินคุมเข้มค่าใช้จ่าย ยืนยันจัดการหนี้ได้แน่นอน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/17/595136/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XissUQoYtoy-G0PFGNqih

  • การโต้เถียงประเด็นไต้หวันระหว่างญี่ปุ่นและจีน กระทบท่องเที่ยว การค้าหดตัว

    การโต้เถียงประเด็นไต้หวันระหว่างญี่ปุ่นและจีน กระทบท่องเที่ยว การค้าหดตัว

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2568 กล่าวว่า ประเด็นคำพูดของนายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่นที่ว่าจะช่วยไต้หวันรบหากโดนจีนบุก ยังคงเป็นกระแสร้อนแรงต่อเนื่องที่ฝ่ายจีนกดดันให้หัวหน้ารัฐบาลโตเกียวถอนคำพูด ขณะที่ต่างฝ่ายต่างตอบโต้ทางการทูตระหว่างกัน จนลุกลามกระทบการค้าและการท่องเที่ยว

    รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของญี่ปุ่นเดินทางถึงจีนแล้ว เพื่อพยายามคลี่คลายข้อพิพาทที่เกิดจากคำพูดของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิที่ว่ารัฐบาลโตเกียวอาจเข้าแทรกแซงทางทหารหากเกิดการโจมตีเกาะไต้หวัน

    สองประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของเอเชียมีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด โดยจีนเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาญี่ปุ่นมากที่สุดเกือบ 7.5 ล้านคนในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2025

    ด้วยแรงหนุนจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง ทำให้การช้อปปิ้งมีราคาถูกลง จนเกิดค่าใช้จ่ายรวมกันมากกว่าพันล้านดอลลาร์ต่อเดือนในไตรมาสที่สาม หรือคิดเป็นเกือบ 30% ของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

    ญี่ปุ่นยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 4 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนในปีที่แล้ว ช่วยให้ดินแดนแห่งภูเขาไฟฟูจิ, ซูชิ และเกอิชา สร้างสถิติใหม่สำหรับผู้มาเยือนต่างชาติ

    แต่ด้วยความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ นักลงทุนจึงได้ลดมูลค่าตลาดของชิเซโด้ บริษัทเครื่องสำอางญี่ปุ่นลง 9% ในวันจันทร์

    กลุ่มห้างสรรพสินค้ามิตสึโคชิ ร่วงลง 11.3% และแพนแปซิฟิก ซึ่งตามหลังเครือร้านค้าปลีกราคาประหยัดและแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างดองกิโฮเต้ ร่วงลง 5.3%

    ขณะที่สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ซึ่งราคาหุ้นร่วงลง 3.4% ยังไม่มีการยกเลิกเที่ยวบินสำคัญทั้งไปและกลับจากจีน

    ก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว ทาคาอิจิเคยวิพากษ์วิจารณ์จีนและการสร้างกำลังทหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างเปิดเผย

    ทาคาอิจิ วัย 64 ปี กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า หากสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันเกี่ยวข้องกับเรือรบและการใช้กำลัง นั่นอาจถือเป็นสถานการณ์ที่คุกคามความอยู่รอดของญี่ปุ่น

    ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ญี่ปุ่นกำหนดขึ้นเอง ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่เป็นหนึ่งในไม่กี่กรณีที่ญี่ปุ่นสามารถดำเนินการทางทหารได้ โดยไต้หวันตั้งอยู่ห่างจากเกาะที่ใกล้ที่สุดของญี่ปุ่นประมาณ 100 กิโลเมตร

    รัฐบาลปักกิ่งยืนยันว่าไต้หวันซึ่งญี่ปุ่นเคยยึดครองมานานหลายทศวรรษจนถึงปี 1945 เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน

    ความคิดเห็นดังกล่าวของผู้นำญี่ปุ่นได้ก่อให้เกิดความโกลาหล ซึ่งรวมถึงนักการทูตจีนที่ประจำการอยู่ในญี่ปุ่นได้ขู่ว่าจะตัดคออันสกปรกซึ่งดูเหมือนจะหมายถึงทาคาอิจิ จนทั้งจีนและญี่ปุ่นได้เรียกเอกอัครราชทูตมาประท้วง

    รัฐบาลปักกิ่งยังแนะนำพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังญี่ปุ่น และเตือนนักศึกษาจีนประมาณ 100,000 คนในญี่ปุ่นว่ามีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของพวกเขา

    มิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ประกาศเตือนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับทิศทางที่ผู้นำของทั้งสองประเทศตกลงกันไว้

    คิฮาระเสริมว่า เมื่อวันอาทิตย์ เรือยามฝั่งจีนใช้เวลาหลายชั่วโมงในน่านน้ำอาณาเขตของญี่ปุ่นรอบหมู่เกาะเซนกากุที่เป็นข้อพิพาท (ซึ่งจีนเรียกว่าเตียวหยู) และเป็นจุดปะทะกันบ่อยครั้ง

    รายงานข่าวจากสื่อญี่ปุ่นระบุว่า มาซาอากิ คานาอิ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการเอเชีย-แปซิฟิก เดินทางถึงจีนแล้ว และมีกำหนดหารือกับหลิว จินซง เจ้าหน้าที่ต่างประเทศจีน

    ข้อมูลทางการเมื่อวันจันทร์ระบุว่า ความขัดแย้งทางการทูตครั้งนี้อาจเป็นข่าวร้ายต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งหดตัวลง 0.4% ในไตรมาสที่สาม

    นักวิเคราะห์เตือนว่าความตึงเครียดอาจทวีความรุนแรงขึ้นกลายเป็นข้อพิพาททางการค้าเต็มรูปแบบ คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ซึ่งอาจรวมถึงการที่จีนจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก หรือการกำหนดข้อจำกัดต่อการส่งออกของญี่ปุ่น

    “ผู้ผลิตรถยนต์ดูมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากพวกเขาอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากการเติบโตของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนอยู่แล้ว” นักวิเคราะห์กล่าวเสริม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/897514/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nOZ7jkN8H9iotYNL6iWx7

  • หุ้นท่องเที่ยว-ค้าปลีกญี่ปุ่นร่วงหนัก จีนเตือนนักศึกษา-คืนตั๋วเครื่องบิน

    หุ้นท่องเที่ยว-ค้าปลีกญี่ปุ่นร่วงหนัก จีนเตือนนักศึกษา-คืนตั๋วเครื่องบิน

    จีนเตือนพลเมืองงดเดินทางไปญี่ปุ่น ท่ามกลางข้อขัดแย้งเรื่องไต้หวันที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้หุ้นห้างสรรพสินค้าและแบรนด์ดังร่วงหนัก จีนยังเตือนนักศึกษาและคืนเงินตั๋วเครื่องบิน ขณะที่ทั้ง 2 ฝ่ายเตรียมเจรจา 18 พ.ย.เพื่อคลายสถานการณ์

    วันนี้ (17 พ.ย.2568) BBC รายงาน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันในวันจันทร์ เมื่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีกปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากจีนออกคำเตือนให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น ชั่วคราว ท่ามกลางความตึงเครียดจากข้อพิพาทเรื่องไต้หวันที่ยังไม่คลี่คลาย นักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของญี่ปุ่น มักมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าประเทศญี่ปุ่นทุกปี สถานการณ์นี้จึงกระทบโดยตรงต่อธุรกิจที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีน เช่น ห้างสรรพสินค้า รีสอร์ต สถานบันเทิง

    ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หุ้นของบริษัทแม่ห้างมิตสึโกชิและอิเซตัน ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ร่วงลงเกือบร้อยละ 12 ขณะที่แบรนด์เครื่องสำอางชิเซโด และเจ้าของยูนิโคล ปรับตัวลดลงกว่าร้อยละ 5 เช่นกัน

    สายการบินญี่ปุ่นอย่าง Japan Airlines และ ANA Holdings ก็ไม่รอดจากแรงขาย หุ้นลดลงตามไปด้วย ห้างทาคาชิมายะ และบริษัทโอเรียนทัลแลนด์ ซึ่งดูแลรีสอร์ตโตเกียวดิสนีย์ หุ้นปิดวันลดลงที่ร้อยละ 5.8 สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากข้อพิพาทระหว่างปักกิ่งและโตเกียวรุนแรงขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    นายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิชิ ของญี่ปุ่น ได้กล่าวในสภาฯ เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ว่า หากเกิดการโจมตีด้วยเรือรบหรือกำลังทหารต่อไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจเผชิญ “สถานการณ์คุกคามการอยู่รอด” ซึ่งเป็นวลีทางกฎหมายจากกฎหมายความมั่นคงปี 2558 ที่อนุญาตให้กองกำลังป้องกันตัวของญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องพันธมิตร

    ไต้หวันอยู่ห่างจากเกาะญี่ปุ่นใกล้ที่สุดเพียง 110 กิโลเมตรเท่านั้น จีนมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนและไม่ปฏิเสธการใช้กำลังเพื่อรวมชาติ ขณะที่ชาวไต้หวันส่วนใหญ่ต้องการรักษาสถานะเดิม โดยไม่ประกาศเอกราชหรือรวมกับจีน

    ในฝั่งจีน เมื่อวันอาทิตย์ที่16 พ.ย. รัฐบาลจีนแนะนำให้พลเมืองทบทวนแผนการศึกษาต่อในญี่ปุ่น เนื่องจากเสี่ยงต่อความปลอดภัยและอาชญากรรมชาวจีนเพิ่มขึ้น กระทรวงศึกษาจีนยังเตือนนักศึกษาจีนกว่า 100,000 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในญี่ปุ่น ให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

    สายการบินจีนอย่าง China Southern Airlines, China Eastern Airlines และ Air China ก็ประกาศคืนเงินตั๋วโดยสารไปญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากโพลของสำนักข่าวคีโดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย. ชี้ว่าประชาชนญี่ปุ่นมีความเห็นแบ่งแยกระหว่างช่วยไต้หวันด้วยสิทธิป้องกันตัวหรือไม่

    อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังในการคลี่คลาย เมื่อเจ้าหน้าที่จีนและญี่ปุ่นมีกำหนดเจรจาในวันอังคารนี้ (18 พ.ย.) เลขานุการคณะรัฐมนตรีมิโนะรุ คิฮาระ ของญี่ปุ่น กล่าวว่าการเคลื่อนไหวของจีนไม่สอดคล้องกับทิศทางที่ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายยืนยันไว้ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและมั่นคง สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ที่อาจกระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ฝ่าย หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

    อ่านข่าวอื่น :

    ครบ 1 ปีชนะเลือกตั้ง ของกินแพงขึ้น “ทรัมป์” กลับลำลดภาษีซื้อใจฐานเสียง

    จนท.จีนจับกุมอดีตเจ้าอาวาส “วัดเส้าหลิน” ข้อหายักยอก-รับสินบน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358606&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JR7r0Nc-E4PMv80nmb7vB

  • หุ้นญี่ปุ่นร่วงหนัก จีนตอบโต้ญี่ปุ่น หลังปมไต้หวัน สั่งห้ามประชาชนท่องเที่ยว

    หุ้นญี่ปุ่นร่วงหนัก จีนตอบโต้ญี่ปุ่น หลังปมไต้หวัน สั่งห้ามประชาชนท่องเที่ยว

    วันนี้ (17 พฤศจิกายน 2025) หุ้นการท่องเที่ยวและการค้าของญี่ปุ่นร่วงหนัก หลังรัฐบาลจีนออกคำเตือนไม่ให้ประชาชนเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศ หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น หนุนไต้หวันในการใช้กองกำลัง

    รายงานการซื้อขายหุ้นในช่วงเช้านี้พบว่า หุ้นของกลุ่มบริษัทเครื่องสำอางชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Shiseido ร่วงลง 9% และกลุ่มห้างสรรพสินค้า Takashimaya ร่วงลงมากกว่า 5% รวมไปถึง Fast Retailing ซึ่งเป็นเจ้าของ Uniqlo ร่วงลงมากกว่า 4%

    สำหรับการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นพบว่า จีนติดอันดับประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมามากที่สุดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน

    ทั้งนี้สถานการณ์ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นหลังจากนายกฯ ญี่ปุ่น ตอบคำถามในรัฐสภาเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

    “หากจีนใช้กองกำลังทางทหารกับไต้หวันจริง นี่ถือเป็น ‘สถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอด’ ของญี่ปุ่น” ทาคาอิจิกล่าวในรัฐสภา

    สถานการณ์คุกคามการอยู่รอด (Survival-threatening Situation) เป็นคำบัญญัติภายใต้กฎหมายความมั่นคงของญี่ปุ่นในปี 2015 ซึ่งหมายความว่า หากเกิดการโจมตีหรือใช้กำลังด้วยอาวุธต่อพันธมิตรซึ่งก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น (self-defence Forces) สามารถถูกเรียกรวมตัวกันเพื่อรับมือกับภัยคุกคามได้

    ต่อมาจีนออกมาตอบโต้กับคำกล่าวของนายกฯ ญี่ปุ่น โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนถือว่า คำพูดของนายกฯ ญี่ปุ่นเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีน นอกจากนี้ เสวี่ย เจี้ยน (Xue Jian) ผู้แทนกงสุลจีนในโอซาก้า ยังออกมาโพสต์ข้อความบน X ผ่านบัญชีส่วนตัวว่า “หัวที่สกปรกนั้นต้องถูกตัดออก” ซึ่งอาจหมายถึงนายกฯ ของญี่ปุ่น ก่อนที่ในเวลาต่อมาข้อความดังกล่าวจะถูกลบ เมื่อได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนของญี่ปุ่นว่าไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง 

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 พฤศจิกายน 2025) รัฐบาลจีนประกาศเตือนไม่ให้ประชาชนเดินทางเข้าญี่ปุ่น เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่อาจมุ่งเป้ามาที่พลเมืองชาวจีนมากขึ้น ด้านสายการบินของจีนยังเสนอคืนเงินเต็มจำนวนให้กับผู้โดยสารที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นในสิ้นปีนี้ ท่าทีข้างต้นของรัฐบาลจีนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น

    นอกจากนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (16 พฤศจิกายน 2025) สถานการณ์ระหว่าง 2 ประเทศได้ตึงเครียดมากขึ้น เมื่อหน่วยยามชายฝั่งของจีนได้ส่งเรือรบเข้าลาดตระเวนบริเวณหมู่เกาะเซ็งกากุ (Senkaku Islands) หรือหมู่เกาะเตียวหยู (Diaoyu Islands) ซึ่งเป็นพื้นที่ข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการของจีนยังประกาศเตือนให้นักศึกษาวางแผน ‘อย่างรอบคอบ’ สำหรับการเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น

    มิโนรุ คิฮาระ (Minoru Kihara) เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เรียกร้องให้จีนใช้ ‘มาตรการที่เหมาะสม’ ต่อการดำเนินการทางการทูตมากกว่านี้ แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นยังคงยืนยันที่จะไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนในประเด็นไต้หวัน

    สื่อญี่ปุ่นยังรายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเตรียมเดินทางเยือนจีนในวันนี้ เพื่อเตรียมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ครั้งนี้

    ทั้งนี้จีนกับญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าที่สำคัญของกันและกัน โดยเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทาคาอิจิพบกับ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีน ในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก (APEC) ซึ่งผู้นำทั้งสองตกลงที่จะสร้าง ‘ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน’ 

    อย่างไรก็ตามความไม่ไว้ใจกันซึ่งมีผลมาจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ทั้ง 2 ประเทศมักมีเรื่องบาดหมางต่อกันเรื่อยมา ในขณะเดียวกันนายกฯ ญี่ปุ่นยังมีแนวคิดอนุรักษนิยม ซึ่งเธอพยายามผลักดันความสามารถด้านการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนที่พยายามแผ่ขยายกองกำลังในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้นทุกปี

    ที่มา:

    https://www.bbc.com/news/articles/c5y9n25r0qyo

    https://www.theguardian.com/world/2025/nov/17/china-travel-warning-for-japan-sends-shares-in-tourism-and-retail-companies-plunging

    https://www.nytimes.com/2025/11/16/world/asia/china-japan-relations-coast-guard.html

    https://www.cnbc.com/2025/11/17/japan-travel-retail-exposed-stocks-china-japan-spat-deepens-beijing-tokyo-taiwan-takaichi.html

    Tags: , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-japan-china-sanae-takaichi/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zg6m9KAors29QBah9PO-Q

  • “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล

    “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล

    “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล

    พัทยา แบ่งโซน การท่องเที่ยวออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน คือ พัทยาเหนือ —พัทยากลาง —พัทยาใต้ —หาดจอมเทียน 

    “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล

    ซึ่งครั้งนี้เราได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ นายกเมืองพัทยา ถึงแนวคิดการเตรียมความพร้อมให้กับเมืองพัทยา ที่ไม่ใช่แค่เมื่องท่องเที่ยว แต่ให้กลายเป็นที่น่าลงทุน แต่ขณะเดียวกันก็จะต้องรักษาความเป็นเอกลักษณ์และคุณภาพวิถีชีวิตคนท้องถึงไว้อย่างกลมกลืน

    พัทยาเมืองใหม่ กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่หยุดนิ่ง

    นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคเป็นเรื่องสำคัญที่เมืองพัทยาให้ความใส่ใจและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีสองโครงการหลักที่ถือเป็นก้าวสำคัญของเมือง

    นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา

    เมืองพัทยาได้ดำเนินโครงการ นำสายไฟฟ้าลงดิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ปัจจุบันแล้วเสร็จ 7 เส้นทางจากทั้งหมด 9 เส้นทาง พร้อมทั้งปรับปรุงพื้นที่ชายหาดพัทยาและหาดจอมเทียนให้กว้างขึ้น เพิ่มทางเท้า แสงไฟส่องสว่างยามค่ำคืน และขยายพื้นที่จอดรถให้เพียงพอ ซึ่งขณะนี้คืบหน้าไปกว่า 90% แล้ว

    “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล

    อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม

    เมืองพัทยาได้เพิ่มขนาดท่อระบายน้ำเพื่อยกระดับศักยภาพระบบระบายน้ำทั่วทั้งเมืองและในพื้นที่หาดจอมเทียน แม้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ก็ได้รับการจัดสรรอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยโครงการที่ดำเนินมาเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่มีจุดน้ำท่วมซ้ำกว่า 20 จุด ปัจจุบันเหลือเพียง 5–7 จุดเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีแผน วางท่อระบายน้ำเลียบทางรถไฟ ระยะทางรวมกว่า 10 กิโลเมตร (2 เฟส) เพื่อผันน้ำออกสู่ทะเลโดยไม่กระทบพื้นที่ในเมือง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน

    “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล

    “ภายใน 5 ปีข้างหน้า ชาวพัทยาและนักท่องเที่ยวจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทั้งในด้านความสะดวกสบาย ภูมิทัศน์ที่สวยงาม และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่เพียงเรื่องน้ำท่วม แต่ยังรวมถึงสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย และขยะด้วย” การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญในการผลักดันให้พัทยาเป็น เมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก ที่นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนซ้ำ สร้างรายได้มากกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี และยังเป็นแรงดึงดูดให้นักลงทุนจากทั่วโลกสนใจเข้ามาร่วมพัฒนาในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) อีกด้วย

    “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล

    พัทยาเมืองใหม่ กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่หยุดนิ่ง

    เมืองพัทยาให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค” อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองและนักท่องเที่ยว พร้อมเดินหน้าสองภารกิจใหญ่ที่จะพลิกภาพเมืองให้ทันสมัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

    “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล

    ปรับโฉมเมือง สู่ความสวยงามทันสมัย

    หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “การนำสายไฟฟ้าลงดิน” ซึ่งได้รับความร่วมมือจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ปัจจุบันดำเนินการเสร็จแล้ว 7 เส้นทาง จากทั้งหมด 9 เส้นทาง พร้อมปรับปรุงพื้นที่ชายหาดพัทยาและหาดจอมเทียนให้กว้างขวางขึ้น เพิ่มทางเท้า แสงไฟส่องสว่าง และขยายพื้นที่จอดรถให้เพียงพอ ปัจจุบันความคืบหน้าแตะกว่า 90% แล้ว

    “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล

    วิสัยทัศน์พัทยาใหม่

    “ภายใน 5 ปีข้างหน้า ชาวพัทยาและนักท่องเที่ยวจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทั้งความสะดวกสบาย ภูมิทัศน์ที่สวยงาม และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำท่วม แต่รวมถึงสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย และขยะด้วย”

    “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล

    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความสะดวกสบาย แต่ยังปูทางให้พัทยาเป็น “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก” ที่นักเดินทางอยากกลับมาเยือนซ้ำ สร้างรายได้กว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี และยังเป็นจุดหมายสำคัญในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ

    “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล “จากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองน่าอยู่” พัทยากับแผนพัฒนาโครงสร้างยั่งยืน ในมุมมองของผู้นำยุคดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/pr-news/lifestyle/378969504&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wI8XmEICASU7MN2NJuXu7

  • เศรษฐกิจภาคใต้ยังดี ธปท.ชี้ ศก.ยังแข็งแกร่ง จับมือ ‘คลัง’ เปิดโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”

    เศรษฐกิจภาคใต้ยังดี ธปท.ชี้ ศก.ยังแข็งแกร่ง จับมือ ‘คลัง’ เปิดโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”

    ทัดลาภ เผ่าเหลืองทอง ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ในงาน “แบงก์ชาติภาคใต้สานสัมพันธ์สื่อมวลชน จังหวัดตรัง” โดยกล่าวถึง 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” 2.ความคืบหน้ามาตรการจัดการบัญชีม้า ลดผลกระทบผู้สุจริต

    The-Bank-of-Thailand-indicates-that-the-southern-economy-is-still-doing-well-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ทัดลาภ กล่าวว่า กระทรวงการคลัง ธปท. และสถาบันการเงิน ร่วมกันดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) ภายใต้ชื่อ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL (หนี้เสีย ค้างชำระเกิน 90 วัน) ยอดไม่เกิน 1 แสนบาท (ณ 30 ก.ย. 68) ลูกหนี้มี 2 ทางเลือก “จ่ายปิดจบ” หรือ “ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด” ซึ่งจะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนมากกว่าปกติ เพื่อปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น เริ่มเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ 5 มกราคม 2569

    นอกจากนี้ ได้อัปเดตถึงความคืบหน้ามาตรการจัดการบัญชีม้าที่ได้มีการปรับแนวทาง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดย

    1.ลดระยะเวลาการปลดล็อกการระงับจากบัญชีธนาคาร โดยเร็วที่สุดภายใน 1 วัน หลังโทรติดต่อ ศูนย์ AOC 1441

    2.ต่อเส้นเงินเท่าที่จำเป็น หากธุรกรรมสุจริตไม่ติดหมายตำรวจ หรือลักษณะการเดินบัญชีปกติ จะไม่ถูกระงับธุรกรรม

    3.กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์แจ้งผู้ถูกระงับให้ชัดเจนถึงลักษณะการถูกระงับ และสิ่งที่ผู้ถูกระงับนั้นต้องทำต่อ ซึ่งจะส่งผ่านช่องทางการติดต่อของธนาคาร

    สำหรับงาน “แบงก์ชาติภาคใต้สานสัมพันธ์สื่อมวลชน จังหวัดตรัง” ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านงานสื่อสารกับสื่อมวลชน ตลอดจนสื่อสารข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับปชช. ในพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Stakeholder Engagement ที่แบงก์ชาติดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้การสื่อสารไปถึงประชาชนได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์

    ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม ถึงสิ้นปี 2568 และปี 2569 ทิศทางเศรษฐกิจภาคใต้และประเทศจะดีหรือไม่ ทัดลาภ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นไตรมาสที่ 4 ของปีแล้ว ช่วงนี้ภาคใต้ของไทยเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวต่างชาติจะหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวภาคใต้ของไทย เศรษฐกิจไตรมาส 4 จะดีกว่าไตรมาส 3 ที่ผ่านมา สิ้นปี 2568 อัตราการเจริญเติบโตจะอยู่ 2% กว่าๆ ภาคใต้มีท่องเที่ยว มีเกษตรที่เข้มแข็งคือ ยาง และ ปาล์ม

    “ส่วนปี 2569 เศรษฐกิจประเทศไทยน่าจะชะลอตัว รวมทั้งภาคใต้ ปัญหามาจากนโยบายการค้าโลก เรื่องอเมริกาขึ้นภาษีทำให้ประเทศไทยและประเทศต่างๆ พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย อาจจะทำให้เศรษฐกิจประเทศผู้ส่งออกสินค้าไปอเมริกาได้รับผลกระทบ การสั่งซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบจากประเทศไทยลดลง เศรษฐกิจไม่ดี การท่องเที่ยวก็ลดลง”

    “ปัญหาขณะนี้คือโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่ไทยเราเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์ค่ายญี่ปุ่นเพื่อการส่งออกในขณะที่ ทั่วโลกหันมาใช้รถ EV หรือรถไฟฟ้ากันมากขึ้น ผู้ผลิตรถไฟฟ้ารายใหญ่ของโลกคือจีน ไทยอาจจะได้รับผลกระทบเพราะยังผลิตรถญี่ปุ่นซึ่งได้รับความนิยมลดลง”

    ทัดลาบ กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันและอนาคต การทำธุรกิจอุตสาหกรรม หรือการท่องเที่ยว ต้องรักษาสิ่งแวดล้อม สีเขียวหรือ กรีนการันตี โรงแรม รีสอร์ท รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรกับธรรมชาติ จึงจะได้รับความนิยม ภาคใต้มีการท่องเที่ยวที่เข้มแข็งอยู่แล้ว ทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวสามารถต่อยอดไปได้อีก คือ เวลล์เน็ต การรักษาสุขภาพ การให้นักท่องเที่ยว มาเที่ยวเชิงสุขภาพ ขณะนี้กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อ

    The-Bank-of-Thailand-indicates-that-the-southern-economy-is-still-doing-well-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ปี 2569 เศรษฐกิจไทยน่าจะโต 1% กว่าๆ แบงก์ชาติก็จะต้องผ่อนคลายเรื่องของดอกเบี้ยให้ลดต่ำลง เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง เพราะจีนและสหรัฐยังทำสงครามการค้า ปัญหาสงครามระหว่างประเทศคู่ขัดแย้งในภุมิภาคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกกระทบการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยว

    ส่วนการสำรองทองคำของประเทศไทยนั้น ประเทศไทยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจอยู่มาก การสำรองทองคำไว้มากทำให้เศรษฐกิจของไทยเป็นที่น่าเชื่อถือกับประเทศต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจของไทยไปได้ ไทยเรามีปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่สูง แน่นอนคนไทยมีรายได้น้อย รายจ่ายมาก ทำให้รายรับรายจ่ายไม่สมดุล จึงเป็นหนี้ครัวเรือน “พูดตรงๆ รายรับไม่พอรายจ่าย”

    The-Bank-of-Thailand-indicates-that-the-southern-economy-is-still-doing-well-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ด้าน วิรัตน์ อันตรัตน์ ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดตรัง กล่าวว่า ปี 2569 แนวโน้มการประกอบอาชีพชาวสวนยางยังดำเนินไปได้ หากตลาดยุโรป หรือ EU ออกกฎหมายรับซื้อยางพาราหรือน้ำยาง ต้องอยู่ในกฎ EUDR คือ ประเทศผู้ผลิตยางพาราจะต้องไม่บุกรุกทำลายพื้นที่ป่าธรรมชาติ เพื่อปลูกยางพารามาขายให้กับกลุ่มประเทศยุโรป

    “พื้นที่ปลูกยางต้องมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย หาก EU ประกาศใช้กฎหมายนี้ หรือ สหรัฐอเมริกาใช้กฎหมายนี้ตามยุโรป จะส่งผลดีกับประเทศไทยที่จะผลิตยางพาราและขายให้ยุโรปและอเมริกา เพราะไทยที่ดินปลูกยางถูกกฎหมาย ไม่บุกรุกพื้นที่ป่าธรรมชาติ  ประเทศผู้ผลิตยางพาราอื่นๆ ไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ โอกาสไทยขายยางได้จำนวนมากและราคาเพิ่มขึ้นสูง ปัจจุบันพื้นที่ปลูกยางถูกกฎหมาย ปัจจุบันนี้ยุโรปซื้อยางปีละ 4 ล้านตัน”  

    The-Bank-of-Thailand-indicates-that-the-southern-economy-is-still-doing-well-SPACEBAR-Photo06.jpg

    วิรัตน์ กล่าวอีกว่า จีนประเทศผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของโลก มีความต้องการใช้ยางปีละ 4 ล้านตันเช่นกัน ไทยส่งยางพาราไปขายจีนปีละประมาณล้านกว่าตัน ดังนั้นจีนผู้ผลิตสินค้าต้องซื้อยางในที่ดินถูกกฎหมายเพื่อให้สอดรับประเทศยุโรปและอเมริกา ดังนั้นในอนาคตยางพาราไทยยังเป็นที่ต้องการของประเทศผู้ผลิตในยุโรป อเมริกา และจีน

    “ภาคใต้ลดการปลูกยางลงไปประมาณ 20-25% โดยหันไปปลูกปาล์มน้ำมัน และผลไม้ ในส่วน จ.ตรัง ชาวสวนยางที่ปลูกยางพร้อมกรีดจาก 1.3 ล้านไร่ ปัจจุบันเหลือ 9 แสนไร่ ยางในภาคใต้คุณภาพดีกว่าภาคอื่นๆ เพราะความชื้นในอากาศและน้ำอยู่ในขั้นสูง ภาคเหนือ อีสาน ที่ปลูกยางผลผลิตยังไม่ได้คุณภาพเท่าภาคใต้ ผู้ผลิตยาง STR จะต้องเอาจากภาคใต้ผสมเข้าไปเพื่อให้ได้มาตรฐาน”

    วิรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่กระทรวงการคลังไม่เห็นด้วย ที่การยางแห่งประเทศไทยหรือ กยท.จะตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อค้าขายยางไปยังต่างประเทศ นั้น มองว่าหน่วยงานรัฐไปทำการค้าแข่งกับเอกชน ในส่วนชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกรอยากให้ดำเนินการแข่งขัน เพื่อเปิดโอกาสทางการค้า เพราะการที่ภาคเอกชนเข้ามาเขาก็มีช่องทางในการค้าอยู่แล้ว กยท.เพียงเข้าไปเสริมตลาดให้มีการกระจาย หรือจำหน่ายยางไปต่างประเทศอีกช่องทางหนึ่ง อีกทั้งเป็นการพยุงราคายางไม่ให้ตกต่ำ

    The-Bank-of-Thailand-indicates-that-the-southern-economy-is-still-doing-well-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ขณะที่ บุญชู ศัยศักดิ์พงษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้และประธานกรรมบริหารบริษัท ตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจกลุ่มอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ ในปี 2569 เติบโตเล็กน้อย พืชเศรษฐกิจปาล์มน้ำมัน ยังเติบโตไปได้ เนื่องด้วยเกษตรกรที่ปลูกปาล์มยังมีกำไร ปาล์มสามารถนำไปสกัดน้ำมันเพื่อประกอบอาหาร นำไปเป็นพลังงงาน คือผสมในน้ำมันดีเซล ส่วนยางพาราราคายังอยู่ 50-60 บาท ไม่สูงขึ้นกว่านี้ เกษตรกรมีกำไรน้อยอยู่แบบเลี้ยงตัวเองได้ ภาพรวมรายได้จากยางพารายังแข็งแกร่ง ประมงการเลี้ยงกุ้งทะเล ยังไปได้เพราะกุ้งคืออาหารที่ต้องกิน  

    The-Bank-of-Thailand-indicates-that-the-southern-economy-is-still-doing-well-SPACEBAR-Photo05-1.jpg

    “ส่วนอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็งในพื้นที่ภาคใต้ โอกาสที่นักลงทุนจะลงทุนสร้างโรงงานขึ้นค่อนข้างยากเพราะลงทุนหลายพันล้าน เพราะปัจจุบันธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง ก็ต้องปรับปรุงโรงงานเพื่อผลิตสินค้าให้ทันสมัย จริงอยู่อาหารทะเลเป็นปัจจัย 4 ที่มนุษย์ต้องกินเพื่อความอยู่รอด ผู้ผลิตอาหารยังขายได้ตลอด เราต้องแข่งขันกับต่างประเทศ  ดังนั้นธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งกำไรไม่มากแต่ต้องดำเนินธุรกิจนี้ให้ได้” 

    “อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยง เช่นแมว สุนัข ธุรกิจกลุ่มนี้ยังไปได้มีแนวโน้มที่ดี เพราะผู้ผลิตไม่ได้ขายเฉพาะประเทศไทย แต่ส่งขายไปทั่วโลกในเฉพาะตลาดในอเมริกา แนวโน้มโรงงานอาหารสัตว์เลี้ยงอาจจะมีการสร้างโรงงานเพิ่มขึ้นในอนาคต อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องการเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ยังไปได้”

    The-Bank-of-Thailand-indicates-that-the-southern-economy-is-still-doing-well-SPACEBAR-Photo09.jpg

    The-Bank-of-Thailand-indicates-that-the-southern-economy-is-still-doing-well-SPACEBAR-Photo07.jpg

    The-Bank-of-Thailand-indicates-that-the-southern-economy-is-still-doing-well-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/the-bank-of-thailand-indicates-that-the-southern-economy-is-still-doing-well&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cCiwqfM4jBzI1P7229QCF