Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธอส. จัดกิจกรรม “บ้านดีมีสุข สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน” สร้างความแข็งแกร่งด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา และศาสนาให้แก่ประชาชน

    ธอส. จัดกิจกรรม “บ้านดีมีสุข สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน” สร้างความแข็งแกร่งด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา และศาสนาให้แก่ประชาชน

    การเงิน หุ้น

    ธอส. จัดกิจกรรม “บ้านดีมีสุข สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน” สร้างความแข็งแกร่งด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา และศาสนาให้แก่ประชาชน

    วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ธอส. จัดกิจกรรม “บ้านดีมีสุข สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน” สร้างความแข็งแกร่งด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา และศาสนาให้แก่ประชาชน

    ธอส. จัดกิจกรรม “บ้านดีมีสุข สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน” ร่วมเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา และศาสนา มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเปราะบางในจังหวัดลำพูนให้เข้มแข็งและสร้างสังคมที่ยั่งยืน ตามแนวทางแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร

    นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. เดินหน้าสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม พร้อมช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเปราะบางให้เข้มแข็งและสร้างสังคมที่ยั่งยืนจัดกิจกรรม “บ้านดีมีสุข สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน” นำโดย นายอัครุตม์ สนธยานนท์ ประธานกรรมการธนาคาร พร้อมด้วยคณะกรรมการธนาคาร ประกอบด้วย นายชุมพล สุวรรณกิจบริหาร นายกฤษณ์ เสสะเวช นายธะเรศ โปษยานนท์

    นายดรุฒ คำวิชิตธนาภา ตลอดจนคณะผู้บริหารและพนักงานธนาคาร ร่วมกันลงพื้นที่สนับสนุนประชาชนจังหวัดลำพูนให้มีที่อยู่อาศัย การศึกษา และร่วมทำนุบำรุงศาสนา ประกอบด้วย

    1.มอบบ้านซ่อมแซมภายใต้ “โครงการสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ปี 2568” จำนวน 3 หลัง พร้อมสนับสนุนไฟส่องสว่างโซล่าเซลล์และเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อให้ผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ได้มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม เพื่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    2.มอบทุนสนับสนุนการศึกษาให้โรงเรียนเทศบาลสันป่ายางหลวง จังหวัดลำพูน เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและสร้างขวัญและกำลังใจให้เยาวชนในการมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียน

    3.ถวายปัจจัยสนับสนุนบูรณปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญวัดสวนดอก ที่ชำรุดทรุดโทรมและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แผ่นดินไหว เพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีให้คงอยู่คู่กับสังคมไทย

    สำหรับกิจกรรม “บ้านดีมีสุข สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน” เป็นการสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งด้านครอบครัว การศึกษาและศาสนา ที่เป็นสายใยยึดเหนี่ยวชุมชนมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลสนับสนุนซึ่งกันและกันช่วยให้สังคมไทยดำรงคงอยู่อย่างสันติสุข ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของ ธอส. ควบคู่กับการดำเนินภารกิจหลักในการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้สามารถมีบ้านเป็นของตนเองตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ทั้งนี้ กิจกรรม “บ้านดีมีสุข สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน” จัดขึ้น ณ วัดสวนดอก ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/finance/454655&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dgxjb5AOfirSf2MLp8xSN

  • ผู้ว่าฯเพชรบูรณ์ลุย! จัดระเบียบจราจร ‘งานประเพณี-ท่องเที่ยว’ สั่งเร่งแก้จุดเสี่ยงด่วน

    ผู้ว่าฯเพชรบูรณ์ลุย! จัดระเบียบจราจร ‘งานประเพณี-ท่องเที่ยว’ สั่งเร่งแก้จุดเสี่ยงด่วน

    ผู้ว่าฯเพชรบูรณ์ลุย! จัดระเบียบจราจร ‘งานประเพณี-ท่องเที่ยว’ สั่งเร่งแก้จุดเสี่ยงด่วน

    วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.49 น.

    ผู้ว่าฯเพชรบูรณ์ลุย! ประชุม อจร.จัดระเบียบจราจร ‘งานประเพณี-ท่องเที่ยว’ สั่งเร่งแก้จุดเสี่ยงด่วน

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัดเพชรบูรณ์ (อจร.จังหวัดเพชรบูรณ์) ณ ห้องมหาธาตุ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์

    ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ แจ้งว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพิจารณาการจัดระเบียบการจราจรในช่วงเทศกาลประเพณีประจำปีของจังหวัด ซึ่งมักมีการจัดขบวนแห่ การปิดถนนเพื่อจำหน่ายสินค้า และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัยตามมาตรฐาน

    ที่ประชุมได้มีการพิจารณาและกำหนดแนวทางการจัดระเบียบการจราจรในช่วงเทศกาลประเพณีประจำปี โดยมอบหมายให้ สำนักทางหลวงที่ 6 เพชรบูรณ์ ดำเนินการเสนอต่ออธิบดีกรมทางหลวง เพื่อพิจารณาอนุญาตหรือกำหนดกรอบแนวทางที่ชัดเจน โดยหวังให้แนวทางนี้เป็นต้นแบบในการจัดกิจกรรมงานประเพณีสำคัญของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบเนื่องต่อไปอย่างมีระบบ

    นอกจากนี้ อจร. ยังได้พิจารณาการจัดระเบียบและบริหารการจราจรในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด ซึ่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับมอบหมายให้เร่งจัดบริการในเส้นทางที่ยังไม่มีผู้ประกอบการโดยเร็ว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

    ในส่วนของการติดตามผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหา “จุดเสี่ยงจุดอันตราย” ในจังหวัดเพชรบูรณ์ และแผนงานโครงการด้านคมนาคมและขนส่งประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หน่วยงานที่รับผิดชอบจะเร่งดำเนินการแก้ไขและผลักดันโครงการต่อไป

    ////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/928497&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MZ9uRmQL2s5kILSgISsKK

  • ไทย-เกาหลีใต้ บูมลงทุน 3 อุตสาหกรรม อาหาร เกษตร-อุตฯสมัยใหม่-Wellness

    ไทย-เกาหลีใต้ บูมลงทุน 3 อุตสาหกรรม อาหาร เกษตร-อุตฯสมัยใหม่-Wellness

     2. อุตสาหกรรมสมัยใหม่

    ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบออโตเมชัน หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในผู้นำของโลก ขณะที่ไทยตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมชิปเป็นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industry) ตามแผน New S-Curve

     3. บริการ เวลเนส เมดิคัล และท่องเที่ยว

    ไทยมีความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ เวลเนส และสปา ส่วนเกาหลีใต้โดดเด่นด้านคอสเมติกส์และศัลยกรรมความงาม การจับมือกันช่วยสร้างแพ็กเกจท่องเที่ยว-รักษาพยาบาลร่วมกัน เพิ่มรายได้ทั้งสองประเทศ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะต่อยอดโอกาสให้ทั้งสองประเทศสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วขึ้น ขณะเดียวกันวัฒนธรรมร่วมสมัยก็ช่วยเชื่อมโยงกันอย่างดี ทั้งกระแส K-Pop และ T-Pop รวมถึงศิลปินระดับโลกอย่าง “แบล็กพิงก์” ที่มีสมาชิกชาวไทย สะท้อนการผสาน Soft Power ที่ทั้งสองประเทศสามารถต่อยอดไปด้วยกันได้

    ไทย-เกาหลีใต้ บูมลงทุน 3 อุตสาหกรรม อาหาร เกษตร-อุตฯสมัยใหม่-Wellness

    ไทย–เกาหลีใต้ เผชิญโจทย์เศรษฐกิจคล้ายกัน

    รองนายกรัฐมนตรี ชี้ว่า ทั้งสองประเทศเจอความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) และปัญหามาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้า (Trade Remedies) จากประเทศคู่ค้า จึงต้องพึ่งพาตลาดภายในภูมิภาคมากขึ้น พร้อมเสริมความสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ร่วมกัน

    เกาหลีใต้มีมาตรการรองรับความผันผวนของการส่งออก ขณะที่ไทยใช้นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” เพื่อลดค่าครองชีพ และยังช่วยยกระดับทักษะดิจิทัลให้ประชาชนผ่านการเทรน อัพสกิล–รีสกิล เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

    นายเอกนิติกล่าวว่า SMEs มากกว่า 80–90% ของไทยยังขาดสภาพคล่องและต้องการการเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การร่วมมือไทย–เกาหลีจะช่วยให้ซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมใหม่สามารถ “หยั่งรากลงไปถึง SMEs” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    ทั้งไทยและเกาหลี มีปัญหาหนี้ครัวเรือนลักษณะใกล้เคียงกัน

    ทั้งสองประเทศเผชิญความท้าทายเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลที่ง่ายขึ้น ทำให้ประชาชนเป็นหนี้เร็วขึ้น ไทยกำลังแก้ผ่านการผลักดัน AMC แก้หนี้, การเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และการส่งเสริมการออม–ลงทุนเพื่ออนาคต ขณะที่เกาหลีใต้ก็ดำเนินมาตรการด้านวินัยการเงินในลักษณะคล้ายกัน

    นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศมีแนวนโยบายการคลังใกล้เคียงกัน ผ่านวิกฤติคล้ายกัน เช่น วิกฤติการเงินเอเชีย 2540 (ไทย) และ “กิมจิ ไครซิส” (เกาหลี) โดยเกาหลีใต้ฟื้นตัวได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยต้องศึกษา

    ไทยและเกาหลีใต้ต่างใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น

     • กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Funds)

     • การร่วมลงทุนแบบ PPP

     • โครงสร้างลิสต์ในตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมอนาคต

    ทั้งหมดสะท้อนยุทธศาสตร์การคลังที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก

    ทัศนะตัวแทนเกาหลีใต้: เดินหน้า CEPa–ดิจิทัล–ครีเอทีฟอุตสาหกรรม

    ต่อจากนั้น Mr. Lee Hack Young รองประธานสภาแห่งชาติเกาหลีใต้ (Deputy Speaker of the National Assembly) กล่าวว่า เกาหลีใต้ให้ความสำคัญต่อความร่วมมือทวิภาคีอย่างยิ่ง และการหารือระหว่างสองประเทศในช่วงที่ผ่านมา “มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าอย่างชัดเจน”

    เขาระบุว่า ไทยและเกาหลีใต้เป็น “แกนนำสำคัญของภูมิภาค” ที่สามารถผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เกิดผลจริงจัง โดยเฉพาะความตกลง CEPa – Comprehensive Economic Partnership Agreement ที่คาดว่าจะเป็นความร่วมมือเศรษฐกิจยุคใหม่ ครอบคลุมสินค้า บริการ การลงทุน ดิจิทัลคอมเมิร์ซ และครีเอทีฟอินดัสทรี ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจทั้งสองประเทศยืนบนเวทีโลกได้อย่างมั่นคง

    ไทย-เกาหลีใต้ บูมลงทุน 3 อุตสาหกรรม อาหาร เกษตร-อุตฯสมัยใหม่-Wellness

    เขาย้ำว่า ไทยและเกาหลีต้องเดินหน้าสร้างความร่วมมือโดยมี “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ทั้งด้านวัฒนธรรม ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภูมิภาคและสร้างโอกาสใหม่แก่คนรุ่นต่อไป

    ด้าน ‘ธานี แสงรัตน์’ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ความร่วมมือล่าสุดนี้เป็นการต่อยอดจากกิจกรรมที่จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยนายกรัฐมนตรีได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้จากปัจจุบัน 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้เติบโตถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ทั้งสองประเทศกำลังเร่งเจรจา Comprehensive Economic Partnership Agreement (CEPA) ซึ่งเปรียบเสมือน FTA คาดว่าจะสามารถลงนามได้สำเร็จภายในปลายปีนี้ ข้อตกลงนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าได้อีก 1,000–2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

    สำหรับการส่งเสริมการลงทุนร่วมกับ Care Hero Media Group และ Daewoo ENC พาคณะนักลงทุนเกาหลีกว่า 100 คน เยือนประเทศไทย ซึ่งลงทุนให้ความสนใจโอกาสการลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC (ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) คณะได้เข้าพบท่านนายกรัฐมนตรี และเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง โดยสาขาที่นักลงทุนเกาหลีให้ความสนใจ ได้แก่ ดิจิทัล ชิ้นส่วนยานยนต์ พลังงาน และการก่อสร้าง รวมถึงอุตสาหกรรม S-Curve และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น คอนเทนต์ ภาพยนตร์ ดิจิทัล

    อย่างไรก็ตามไทยได้ชี้โอกาสในการกระจายความเสี่ยงการลงทุนของเกาหลี โดยปัจจุบันมีบริษัทเกาหลีในไทยเพียง 400 แห่ง เทียบกับกว่า 10,000 แห่งในเวียดนาม โดยไทยยืนยันกับนักลงทุนว่าแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่ นโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก และยังคงมุ่งเน้นในอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ไทยถือเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ขณะที่เกาหลีใต้เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย การร่วมมือกันจะช่วยดึงศักยภาพของทั้งสองประเทศออกมา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860743&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HyTIBXakRppcNSbJNgzjn

  • T

    T

    ในยุคที่ข้อมูลคือพลังสำคัญของการแข่งขัน TRAVEL LINK แพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะจากสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้าเสริมศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวไทยเปิดฟีเจอร์ “แดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์” ให้ผู้ประกอบการเมืองรองเข้าถึงข้อมูลสำคัญเพื่อวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างแม่นยำ เทียบชั้นเมืองท่องเที่ยวหลัก

    TRAVEL LINK เปิดฟีเจอร์ตัวช่วยใหม่ หนุนผู้ประกอบการเมืองรองใช้ 'ข้อมูล' สร้างแต้มต่อธุรกิจท่องเที่ยว

    ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล (รักษาการ) ผู้อำนวยการโครงการพิเศษ TRAVEL LINK กล่าวว่า ในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังฟื้นตัว เมืองหลักยังคงเป็นเป้าหมายยอดนิยมของนักเดินทาง ขณะที่ในเมืองรองยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูลและโอกาสทางการตลาด TRAVEL LINK จึงพัฒนาแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เหล่านี้เห็นแนวโน้มทางตลาดและสามารถวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทียบเท่าเมืองท่องเที่ยวหลัก

    ฟีเจอร์ “ภาพรวมสถิติผู้เยี่ยมเยือนรายภาคและรายจังหวัด” ของ TRAVEL LINK จะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมการเดินทางของนักท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ทั้งจำนวนผู้เยี่ยมเยือน การเปรียบเทียบความนิยมระหว่างจังหวัด และแนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนบริการหรือโปรโมชั่นให้ตรงกับความต้องการจริงของนักท่องเที่ยว โดยทาง TRAVEL LINK ได้เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพฤติกรรมจากแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ข้อมูลมีความรอบด้าน ทันสมัย และเป็นปัจจุบันมากที่สุด โดยผ่านการประมวลผลเชิงสถิติที่ไม่ระบุตัวตน เป็นไปตามหลักความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคล

    ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า ” TRAVEL LINK ไม่ได้แค่มาเปิดข้อมูลให้ดู และแดชบอร์ดดังกล่าวก็ไม่ใช่แค่ระบบข้อมูล แต่เครื่องมือนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการในเมืองรองเข้าใจนักท่องเที่ยวมากขึ้น เห็นศักยภาพและโอกาสใหม่ ๆ ในของพื้นที่ตัวเองชัดเจนขึ้น เราอยากให้ผู้ประกอบการในเมืองรองมีแต้มต่อในการแข่งขัน เห็นภาพตลาดชัดขึ้น และใช้ข้อมูลขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง ไม่ต่างจากเมืองหลัก

    ทั้งนี้ TRAVEL LINK จะยังคงเดินหน้าพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยในทุกระดับ โดยมุ่งให้ข้อมูลคุณภาพที่เข้าถึงง่ายและนำไปใช้ได้จริง เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของเมืองรอง พร้อมเดินหน้าไปในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ

    ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่สนใจสามารถทดลองใช้งานได้ฟรี และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TRAVEL LINK ได้ที่ www.travellink.go.th หรือทาง Facebook Page: Travel Link และ Line Official Account : @travellink.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietgryklh9749vf9jzlz1bu7pecnm1je&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UBzsRUC9HBYnpsdGFLmP8

  • ทกจ.พร้อมสนับสนุนบิทคอยน์ดึงนักวิ่งชาวไทย และต่างชาติวิ่งเทรลเชียงใหม่

    ทกจ.พร้อมสนับสนุนบิทคอยน์ดึงนักวิ่งชาวไทย และต่างชาติวิ่งเทรลเชียงใหม่

    ทกจ.พร้อมสนับสนุนบิทคอยน์ดึงนักวิ่งชาวไทย และต่างชาติ วิ่งเทรลเชียงใหม่ หวังสร้างมูลค่าด้านการท่องเที่ยวเม็ดเงินมหาศาล

    จังหวัดเชียงใหม่ เตรียมก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติด้วยการเปิดตัวซีรีส์กิจกรรมวิ่งปี 2026 ภายใต้ชื่อ “Run for Freedom – Bitcoin Running Series” นำโดยการแข่งขันหลัก Bitcoin Trail Run 2026 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมกราคม พร้อมเสริมด้วยอีกสองรายการใหญ่ตลอดปี เพื่อผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่น และยกระดับเชียงใหม่ให้เป็นเมืองกีฬา (Sports Destination) ที่โดดเด่นของภูมิภาค
     
    ด้านนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “เชียงใหม่มีศักยภาพสูงมากด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และเรายินดีอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนซีรีส์ Run for Freedom ที่ผสานกีฬา ธรรมชาติ และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว รายการนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มการท่องเที่ยวคุณภาพ แต่ยังช่วยนำเสนอเสน่ห์ของเชียงใหม่สู่สายตาคนทั่วโลก”

    ด้านคุณนภัสนันท์ ฉัตรชยาลดาสิริ Bitcoin Chiang Mai กล่าวว่า “งาน Bitcoin Trail Run 2026 และซีรีส์ Run for Freedom ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันวิ่ง แต่คือการรวมพลังของผู้คนจากทุกมุมโลก นักวิ่ง คนรักธรรมชาติ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และคอมมูนิตี้ Bitcoin เราเชื่อว่ากิจกรรมชุดนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงใหม่ และผลักดันเมืองของเราให้เป็นจุดหมายสำคัญของ Sports Tourism และนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจในอนาคต”

    ภายใต้แนวคิด “Run for Freedom” สื่อถึงอิสรภาพในหลายมิต อิสรภาพในการเคลื่อนไหว อิสรภาพในการใช้ชีวิต และอิสรภาพทางเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ โดยมี Bitcoin เป็นสัญลักษณ์สำคัญของความเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรม

    โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนโครงการ “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้ผู้รักธรรมชาติและการออกกำลังกายได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่บนเส้นทางธรรมชาติ เพื่อเชิญชวนนักลงทุนและคอมมูนิตี้ Bitcoin จากทั่วโลกเดินทางมาร่วมกิจกรรมและท่องเที่ยวเชียงใหม่ เพื่อประชาสัมพันธ์พื้นที่สีเขียว แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และภูมิทัศน์อันโดดเด่นของจังหวัดเชียงใหม่

    โครงการ Run for Freedom – Bitcoin Running Series 2026 มุ่งหมายให้ทั้ง 3 รายการกลายเป็น Signature Event ประจำปีของจังหวัดเชียงใหม่ ช่วยดึงดูดนักวิ่งระดับนานาชาติ ส่งเสริมรายได้สู่ชุมชน และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาวระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และคอมมูนิตี้ด้านเทคโนโลยีการเงินยุคใหม่อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3823449/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HpEp1JGEGnfI9SbSeJDxb

  • เอกชนชี้ผ่อนปรนเวลาขายแอลกอฮอล์ อาจช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว

    เอกชนชี้ผ่อนปรนเวลาขายแอลกอฮอล์ อาจช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว

    เอกชนชี้ผ่อนปรนเวลาขายแอลกอฮอล์อาจช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนรายได้ภาคบริการ เน้นจับตามาตรการด้านความปลอดภัยเพิ่ม จี่องค์กรต่าง ๆ กำหนดกฎระเบียบภายในที่ชัดเจนเพื่อสร้างวินัยและความรับผิดชอบ

    17 พ.ย. 2568 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงประเด็นที่บอร์ดแอลกอฮอล์ปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ตั้งแต่เวลา 14.00-17.00 น. ว่า มาตรการผ่อนปรนช่วงเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์อาจช่วยกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซันปลายปี ผู้ประกอบการสามารถให้บริการได้คล่องตัวขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกและความพึงพอใจมากขึ้น ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยสนับสนุนรายได้ของภาคบริการ ภาคท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    ทั้งนี้ ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. เป็นเวลาทำงานของหลายภาคส่วน การเปิดจำหน่ายในระหว่างนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านวินัยการทำงาน หากพนักงานบางส่วนใช้เวลาไม่เหมาะสมจนกระทบต่อประสิทธิภาพ ประเด็นเหล่านี้จึงควรถูกประเมินและจัดการอย่างรอบคอบ ดังนั้น องค์กรต่างๆ อาจกำหนดกฎระเบียบภายในที่ชัดเจนเพื่อสร้างวินัยและความรับผิดชอบ เช่น การสื่อสารนโยบายให้เข้าใจตรงกัน การกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการตรวจสอบที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละองค์กร 

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐและผู้ประกอบการ ควรให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น การป้องกันการดื่มแล้วขับ และการส่งเสริมการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเติบโตควบคู่กับความปลอดภัยของสังคม

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/897569/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x6n54_84yxWRYV3tKYdms

  • สยบอิเหนา!

    สยบอิเหนา!

    สยบอิเหนา! ‘ศรร์วิศา’ฉลุยเมนดรอว์หวดไอทีเอฟ

    วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.34 น.

     การแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 สัปดาห์ที่ 4 ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 508,800 บาท ที่อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 เป็นรอบคัดเลือกวันสุดท้าย

     คู่ไฮไลท์ต้องยกให้ “พิณเพลง” ศรร์วิศา กุลพิศาลรัศม์ นักหวดชาวไทย วัย 16 ปี ที่ระเบิดฟอร์มเก่งออกมาปราบ อันจาลี คีรานา จูนาร์โต นักหวดวัย 17 ปี ชาวอินโดนีเซีย ในการแข่งขันประเภทหญิงเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย โดย ศรร์วิศา เอาชนะด้วยสกอร์ 6-3 และ 6-4 พร้อมทะยานสู่รอบเมนดรอว์ทันที

     ประเภทหญิงเดี่ยวอีกคู่ที่น่าสนใจ “น้องเบียร์” โชติรินทร์ แก้วก่า ดาวรุ่งทีมชาติไทย และมือวาง 12 พกความสดลงสนามสู้กับประสบการณ์ของรุ่นพี่ “พลอย” ธนัชพร ยังโหมด มือวาง 2 ของรอบคัดเลือก และปรากฏว่า ผลของคู่นี้ต้องชี้ชะตาด้วยซูเปอร์ไทเบรก ซึ่งขับเคี่ยวกันอย่างสนุก ก่อนที่ โชติรินทร์ จะเป็นฝ่ายเฉือนชนะไปอย่างฉิวเฉียด

     สรุป โชติรินทร์ ชนะ ธนัชพร 2-1 เซต 7-6 ไทเบรก 7-3, 3-6 และซูเปอร์ไทเบรก 12-10 พร้อมคว้าโควตาเข้ารอบเมนดรอว์ต่อไป
     นอกจากนี้ “ฟีฟ่า” ลัลดา กำหอม นักเทนนิสไทย มือวาง 15 ก็สามารถคว้าสิทธิ์เข้ารอบเมนดรอว์ได้เช่นกัน หลังจากโชว์ฟอร์มได้ดี เอาชนะ สมฤตา จากัตเดโอ เวอร์มา มือวาง 5 จากอินเดีย 2-0 เซต 6-2, 6-1

     ในส่วนผลการแข่งขันคู่อื่น ๆ มีดังนี้ หญิงเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย พิชญาภัค ศรีมุกข์ (วาง 14) แพ้ อุลยานา ฮราบาเวตส์ (วาง 7) 2-6, 0-6 มิชก้า ซินแคลร์ โกเอนาดี (อินโดนีเซีย) ชนะ ฮา ซุน มิน (1-เกาหลีใต้) 6-0, 4-6 และซูเปอร์ไทเบรก 10-7

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/928442&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D547VhbEilZuOWFfNWYlD

  • การบรรยายสร้างความร่วมมือระหว่างเกาหลีและไทยด้านการทูตสาธารณะ

    การบรรยายสร้างความร่วมมือระหว่างเกาหลีและไทยด้านการทูตสาธารณะ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    หลักสูตร KSIM จุฬาฯ จัดบรรยายพิเศษ “การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเกาหลีและไทยในด้านการทูตสาธารณะ”

    หลักสูตรสหสาขาวิชาเกาหลีศึกษาเพื่อการจัดการระหว่างประเทศ (KSIM) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาบรรยายพิเศษ KSIM Special Lecture Seminar ในหัวข้อ “การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเกาหลีและไทยในด้านการทูตสาธารณะ (Strengthening Korea–Thailand Cooperation in Public Diplomacy)” เมื่อวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องเรียน 701 ชั้น 7 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การบรรยายครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายยงมิน พัค (H.E. Mr. Yongmin Park) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านการทูต ความร่วมมือระหว่างประเทศ และบทบาทของเกาหลีใต้ในบริบทอาเซียน โดยมี รศ.ดร.เกรียงไกร บุญเลิศอุทัย รองอธิการบดี กล่าวเปิดงานและให้การต้อนรับ

    การสัมมนาบรรยายพิเศษนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 2024655 ธุรกิจและการบริหารในเกาหลี (Business and Management in Korea) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เชิงลึกด้านความสัมพันธ์ทางการทูต เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และอิทธิพลของซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของสาธารณรัฐเกาหลีในบริบทไทยและอาเซียนแก่นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ปริญญาตรี และผู้สนใจทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้ได้รับประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านการทูต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจและองค์กรในเวทีโลก พร้อมทั้งเสริมสร้างมุมมองใหม่และสนับสนุนการวิจัยด้านเกาหลีศึกษา อันเป็นโอกาสเรียนรู้ที่หาไม่ได้จากการเรียนการสอนทั่วไป

    หลักสูตร KSIM ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและความเข้าใจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การบรรยายในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน จะได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับสูงซึ่งหาได้ยากจากการเรียนการสอนทั่วไป อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการวิจัยด้านเกาหลีศึกษา และสนับสนุนการประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางวิชาการของหลักสูตร KSIM ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/271801/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g4KrLOI8gLyRV6PE1utA2

  • กทม. เผยข่าวดีดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้กว่า 6 หมื่นคน

    กทม. เผยข่าวดีดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้กว่า 6 หมื่นคน

    กทม. เอาจริง ติดตามเด็กหลุดระบบการศึกษาในพื้นที่ 92,775 คน ให้เข้าสู่ระบบการศึกษาหรือฝึกอาชีพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    กทม. เผยข่าวดี ดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ได้กว่า 9 หมื่นคน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เขตพระนคร 

    กทม. เผยข่าวดีดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้กว่า 6 หมื่นคน

    ในที่ประชุม นางสมฤดี ลันสุชีพ รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา รายงานผลการติดตามเด็กหลุดระบบการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (Thailand Zero Drop Out) โดยดำเนินการติดตามแล้ว จำนวน 66,327 คน หรือร้อยละ 71.49 จากจำนวนเด็กสัญชาติไทย จำนวน 92,775 คน หรือร้อยละ 100 ทำให้เด็กนอกระบบที่ยังไม่ได้ติดตาม คงเหลือ 26,448 หรือ ร้อยละ 28.51 

    กทม. เผยข่าวดีดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้กว่า 6 หมื่นคน

    สำหรับกระบวนการติดตาม มีดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบข้อมูลสถานะการศึกษาของเด็กและเยาวชนเพื่อค้นหาเด็กหลุดระบบการศึกษาในพื้นที่

    ขั้นตอนที่ 2 สำรวจ บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานหรืออาสาสมัครในพื้นที่ค้นหาเด็กหลุดระบบการศึกษา โดยแบ่งพื้นแขวง/หมู่บ้านในการดำเนินการ ผู้สำรวจจะดำเนินการค้นหาและคัดกรอง โดยใช้แอปพลิเคชันยืนยันการด้วย GPS

    ขั้นตอนที่ 3 การช่วยเหลือ และติดตาม โดยผู้จัดการรายกรณี (CM : Case Manager) จะดำเนินการรับเคส ดำเนินการคัดกรอง จากนั้น ส่งต่อเข้าระบบการศึกษาในระบบ สถานศึกษาสังกัด สกร. บ้านเรียน เป็นต้น หรือพัฒนาอาชีพ (รร.ฝึกอาชีพ) หรือหลักสูตรระยะสั้น

    และสุดท้ายคือการติดตาม โดยผู้จัดการรายกรณี (CM) จะติดตาม รอบ 3 เดือนหรือรอบ 6 เดือน

    ขอบคุณที่มาจาก : กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/social/social-news/638936&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HQJRt9vEy41cg8OBWOJdu

  • ภารกิจนักข่าวสายวัง ความพร้อมทุกด้าน…คือหัวใจสำคัญ – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    ภารกิจนักข่าวสายวัง ความพร้อมทุกด้าน…คือหัวใจสำคัญ – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    รายงานพิเศษ

    สนามข่าวนั้นมีข่าวที่เเยกกันหลายสายตามภารกิจ หมวดหมู่หลักๆที่กองบรรณาธิการข่าวของสื่อเเต่ละสำนักจัดหมวดหมู่ไว้หลักๆคือ การเมือง /เศรษฐกิจ /สังคม /กีฬา /อาชญากรรม/ ต่างประเทศ /รายงานพิเศษ

    สื่อมวลชนสายข่าวในพระราชสำนัก เป็นหนึ่งในหมวดโต๊ะข่าวสายสังคม ซึ่งมีนักข่าวราว 15–20 คน และแทบไม่ได้โยกย้ายไปสายอื่น หน้าที่หลักคือการนำเสนอภารกิจที่มุ่งสนองงานพระบรมวงศานุวงศ์ และองคมนตรี เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและงานที่เกี่ยวเนื่องให้ประชาชนได้รับทราบ

    ความพร้อมด้านร่างกาย บุคลิกภาพ การแต่งกาย รวมถึงความถูกต้องของการใช้คำราชาศัพท์ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักข่าวสายนี้ เพราะหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะสื่อมวลชนผู้รายงานข่าวในพระราชสำนัก ถือเป็นงานที่ต้องปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ความเคารพ และความภาคภูมิใจ

    “จุลสารราชดำเนิน” ได้พูดคุยกับสื่อมวลชนสายนี้ เพื่อเผยเเพร่บางมุมในการทำงานให้เพื่อนสื่อมวลชน รับรู้ว่าพวกเขามีวิถีการทำงาน และภารกิจอย่างไร 

    ไพลิน อินต๊ะสืบ  หรือ บุ๋มบิ๋ม สาวจากอ.เถิน จ.ลำปาง  จบการศึกษาปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์  เอกภาษาไทย โทภาษาเกาหลี มหาวิทยาลัยนเรศวร  เธอบอกว่า แรกเริ่มมีความฝันอยากเป็นนักเเปลหนังสือ-คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายงานบันเทิงจากเกาหลีใต้มากกว่าเป็นผู้สื่อข่าว

    ปี 2565 เธอมุ่งหน้าไปที่สำนักพิมพ์มติชน ขอฝึกงานด้านนี้ เเต่ฝ่ายบุคคลเเนะนำว่า งานนี้อาจน่าเบื่อ ให้เวลา 2-3 วัน ไปศึกษาหน้าเว็บไซต์เครือมติชนว่า สนใจฝึกงานโต๊ะข่าวไหนแทนที่น่าจะสนุกกว่า เธอตัดสินใจฝึกโต๊ะข่าวบันเทิง เละเมื่อจบการศึกษา นสพ.มติชนบรรจุเข้าทำงานทันที เริ่มที่โต๊ะข่าวเฉพาะกิจ ตระเวนข่าวช่วงหาเสียงเลือกตั้งสส.ปี 2566  ก่อนจะย้ายมาโต๊ะข่าวสตรี สังคม ที่ทำมาต่อเนื่องทุกวันนี้  

    “นสพ.มติชนนั้น โต๊ะข่าวสตรี สังคม รับผิดชอบข่าวในพระราชสำนักด้วย  บิ๋มจึงได้รับมอบหน้าที่ข่าวในพระราชสำนักไปในตัว แรกๆ ไม่อยากทำสายนี้ เพราะคุ้นการทำข่าวสายสังคม สตรี บันเทิงมากกว่า และรู้สึกว่าเกร็ง อายุยังน้อย ในเรื่องประสบการณ์งานพระราชพิธี การใช้คำราชาศัพท์ที่ต้องเขียนข่าว อีกอย่างเพิ่งจบ และอายุงานก็น้อยกว่าพี่ๆนักข่าวสำนักอื่นๆในสายข่าวนี้ที่ทำงานมานับสิบปี พูดตรงๆกลัวเเละเกร็งจนไม่อยากทำ” 

    แต่เมื่อรับหน้าที่ เธอต้องปรับบุคลิกภาพและการแต่งกายให้สุภาพเหมาะสมกับภารกิจ นำวิชาที่เรียนมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมทุกวัน เพราะเนื้อหาลึกกว่าที่เคยเรียนในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเรื่อง ลำดับชั้นการใช้คำราชาศัพท์ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ผู้แทนพระองค์ และองคมนตรี ที่มีวิธีใช้แตกต่างกันอย่างละเอียด

    ถามว่า พี่ๆนักข่าวรุ่นใหญ่ เเนะนำอะไรบ้าง? ….  “หัวหน้าข่าว พี่ๆนักข่าวในสนาม เจ้าหน้าที่กองงานในพระองค์ คอยช่วยคัดกรองการใช้คำราชาศัพท์ในเนื้อข่าว ก่อนเผยเเพร่ เเรกๆก็ใช้ผิดใช้ถูก บางครั้งบิ๋มยิงข่าวขึ้นเว็บไซต์ไปเเล้วเมื่อมาอ่านข่าวที่ตัวเองเขียนใหม่ในสิบนาทีต่อมาพบว่าเขียนผิด บิ๋มรีบลบเเละเเก้ไขเลย” เธอ หัวเราะเขินเล็กน้อย

    งานของนักข่าวหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ หากเทียบกับสายโทรทัศน์นั้นแตกต่างอย่างไร เธอบอกว่า เดิมภารกิจของนักข่าวสื่อสิ่งพิมพ์ในสายนี้อาจไม่ต้องใกล้ชิดหรือเกาะติดเเบบสายโทรทัศน์  เเต่ปัจจุบัน นสพ.มีสื่อออนไลน์กันทุกสำนักเเล้ว ตรงนี้ก็สำคัญเพราะต้องเสนอข่าวเเบบเรียลไทม์ มีความรอบคอบในการเลือกภาพ คำราชาศัพท์ การไล่เรียงไทม์ไลน์ในเเต่ละช่วงของพระราชกรณียกิจในวันนั้นๆนับว่าสำคัญเพราะเราคือผู้รับผิดชอบจากสนามข่าวที่ออกไปทำข่าวเเละนำเสนอข่าวนั้นๆผ่านระบบออนไลน์ขึ้นเเพลทฟอร์มทันที“

    ศราวุฒิ จอกลม หรือ สตีฟ  ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ททบ.5  จบการศึกษาปริญญาตรีคณะรัฐประศาสนศาตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา  เส้นทางเขาไม่ได้เดินเข้าสู่วิชาชีพสื่อแต่แรก ก่อนเป็นนักข่าวปี 2553  รับราชการในกองทัพบกจนติดยศสิบเอก ปี 2559 ได้รับโอกาสจากผู้บังคับบัญชาให้มาเรียนรู้และทดลองทำงานด้านสื่อโทรทัศน์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่ลึกๆแล้วเขายอมรับ ชอบสายอาชีพข่าวนี้อยู่ 

    “วันเเรกที่มาทำงานในช่อง 5 เริ่มงานตำเเหน่งผู้ช่วยช่างภาพ (พนักงานขับรถ) ก็งงกับตำเเหน่งหน้าที่นี้คืออะไร ต้องทำงานเเบบใด เมื่อรู้เเละทำงานไป7วัน ขอผู้บังคับบัญชาย้ายกลับ เพราะไม่ค่อยตรงกับที่ตั้งใจ ด้วยงานที่รับผิดชอบในตอนนั้น ไม่มีโอกาสได้นำศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เเต่เจ้านายบอกว่า ลองทำไปก่อน อย่างเอ็งมีความสามารถ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ …เเปลว่าเจ้านายอาจเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา จึงยังไม่ให้ย้ายกลับ จากนั้นก็มีกำลังใจอดทนทำงานนี้ต่อไปหนึ่งปี” 

    …ตอนนั้นผมชอบอาสาทำงานทุกหน้าที่ เดินเอกสาร เป็นช่างภาพ ช่วยสัมภาษณ์ และหาข้อมูลจากแหล่งข่าว รวมถึงคอยถ่ายรูปสวยๆ ให้พวกพี่ๆ ผู้สื่อข่าว ส่วนหน้าที่หลักก็คือคนขับรถและเริ่มทำข่าวสายกีฬา ต่อมาก็ย้ายมาขับรถให้กับสายข่าวในพระราชสำนัก ”

    เขาเล่าว่า ตอนเป็นคนขับรถ ได้รู้จักพี่สื่อมวลชน เริ่มคุ้นเคยนักข่าวสายนี้ที่มีประมาณ 15-20 คน พี่บางคนทำข่าวสายนี้ 30 ปีเเบบไม่ยอมย้ายสายงาน  “พี่ๆได้สอนวิธีเขียนข่าว ผมยังจำได้เลยว่า ครั้งหนึ่ง พี่ๆบอกว่า พี่ไม่มีอะไรจะให้ เเต่พี่จะสอนวิชาชีพไว้ให้ติดตัว  เช่น สอนการเขียนข่าว  ทำให้ตอนเป็นผู้ช่วยช่างภาพสายนี้ 9 เดือน ซึมซับเเละอยากเป็นนักข่าวสายนี้  เเต่ตอนนั้นบางวันไปช่วยงานสายกีฬาบ้าง”

    จากนั้นขอย้ายไปเป็นฝ่ายเลขานุการ ผอ.ฝ่ายข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ททบ.5 เนื่องจากรู้สึกว่าหน้าที่ผู้ช่วยช่างภาพไม่สอดคล้องกับศักยภาพและความสามารถที่มีอยู่

    “ตอนย้ายไปงานใหม่  ก็ไปทำงานด้านเอกสาร พิมพ์หนังสือ ผอ.ได้เห็นการทำงาน สอบถามว่า อยากเป็นผู้สื่อข่าวไหม เเต่กติกาของสถานี ระบุด้านคุณวุฒิบางประการไว้ที่ผมไม่มี  เเต่ ผอ. ได้นำเรียนผู้บังคับบัญชา เพื่อขออนุมัติหลักการพิจารณาเลื่อนตำเเหน่งผม ตัวผมเองยังคิดว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เนื่องจากหลักเกณฑ์สถานีไม่เคยมีการเลื่อนระดับแบบนี้มาก่อนในช่วง 2560 ปีที่ผ่านมา ก็ใช้เวลาระยะใหญ่ ลุ้นมาก จนได้รับเอกสารอนุมัติช่วงกลางปี2560 ที่ได้ขยับเป็นผู้สื่อข่าวสายนี้”

    ภารกิจในฐานะสื่อมวลชนสายข่าวพระราชสำนัก ทำให้ศราวุฒิได้ติดตามพระกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์อย่างใกล้ชิด ผ่านโครงการพระราชดำริจำนวนมากเกี่ยวข้องกับประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ  ซึมซับความรู้สึกว่า ในฐานะคนไทยคนหนึ่งได้รับโอกาสที่พิเศษกว่าคนทั่วไปที่ได้ทำภารกิจนี้

    การเขียนข่าว สารคดีพระกรณียกิจตลอดจนพระราชกรณียกิจต่างๆ ต้องละเอียดอ่อน ใช้ศิลปะในการนำเสนอเพราะข่าวในพระราชสำนัก นอกจากนำเสนอพระราชกรณียกิจในแต่ละวันแล้ว ยังเป็นการช่วยบันทึกจดหมายเหตุรวมถึง บันทึกพระกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์เพื่อใช้ในการติดตามความก้าวหน้า การดำเนินงานโครงการพระราชดำริต่างๆในเเต่ละปี รวมถึง ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นเป็นอย่างไร

    บทบาทของ สื่อมวลชนสายข่าวพระราชสำนักนั้น โดยทั่วไปจะมีผู้สื่อข่าวทีวีหกช่อง (3-5-7-9-11-ไทยพีบีเอส )จะเเบ่งงานเเละติดตามขบวนเสด็จในการทรงงานพื้นที่ต่างๆ ทั้งในเเละต่างประเทศ เเล้วเขียนข่าว ส่งภาพข่าวในเเต่ละวันให้ทันการออกข่าวในวันนั้นๆ โดยเจ้าหน้าที่กองเผยเเพร่พระราชกรณียกิจ สำนักพระราชวัง จะเเจ้งหมายกำหนดการพระราชกรณียกิจให้ทราบ 

    “การเขียนข่าว บันทึกภาพเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องปฏิบัติละเอียดรอบคอบ ไม่มีใครมาเเทรกเเซงพวกเราเสมือนเป็นผู้ช่วยถวายงานในพระราชสำนักในการถ่ายทอดเเละสื่อความพระกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์ ผู้เเทนพระองค์ องคมนตรีไปให้สังคมรับรู้เเละเข้าใจ”

    หากถามความผิดพลาดในการรายงานข่าวนั้น ยอมรับว่า มีเเละต้องเเก้ไข เขายกตัวอย่าง ครั้งหนึ่ง เคยถูกตัดเงินเดือน 1 เดือนเพราะรายงานรายชื่อองคมนตรีผิดจากภาพที่ปรากฏ  ตรงนี้ทำให้เรายึดว่าการทำงานต้องละเอียดรอบคอบทุกขั้นตอนเพราะข่าว ภาพมีความสำคัญต่อการรับรู้ของสังคม

    เขาทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ได้เล่าถึงเส้นทางก่อนมาเป็นนักข่าวเพราะอยากถ่ายทอดเรื่องราวและอุปสรรคที่สามารถฟันฝ่าสิ่งต่างๆ มาได้ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนที่ท้อแท้ผิดหวังโดยเฉพาะกับสิ่งที่ไม่อาจเลือกได้ แต่อย่าลืมคุณค่าในตัวเอง และเราเลือกที่จะทำหรือแสดงออกเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าในตัวเรามีคุณค่า พร้อมที่จะพัฒนาตนเองเสมอ แล้วโอกาสจะมาถึงไม่ช้าก็เร็ว เพียงแค่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในจุดยืนของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/booklet/1456192&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VSBJhU24GzJ06xGnOIl4g