Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • TQM โชว์ผลประกอบการ 9 เดือน ท่ามกลางเศรษฐกิจท้าทาย

    TQM โชว์ผลประกอบการ 9 เดือน ท่ามกลางเศรษฐกิจท้าทาย

    บมจ. ทีคิวเอ็ม อัลฟา หรือ TQM รายงานผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2568 ด้วยรายได้รวม 2,967 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 587 ล้านบาท แม้ต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทายในภาพรวม

    ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธานบริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “แม้ไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่กำลังซื้อในตลาดค่อนข้างชะลอตัว แต่บริษัทยังดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรักษาอัตราการต่ออายุในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์และบริการของเรา นอกจากนี้ ลูกค้าใหม่ใน Segment ใหม่ ที่เราเข้าถึงผ่านช่องทางดิจิทัล ยังมีสัญญาณเติบโตที่แข็งแกร่ง

    ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวเสริมว่า “หัวใจสำคัญของเราคือการมุ่งเน้นการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management) เพื่อรักษาฐานลูกค้าและยกระดับการบริการให้เหนือความคาดหวัง ในส่วนของธุรกิจสินเชื่อ Easy Lending ยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ Selective Lending เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ขณะที่ธุรกิจประกันชีวิตรายเดี่ยวซึ่งเป็นกลไกใหม่ในการเติบโตของกลุ่ม ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (Ramp Up) และบริษัทกำลังเร่งขยายฐานลูกค้าอย่างเป็นระบบ โดยคาดหวังว่าจะเห็นผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในอนาคต โดยบริษัทฯ มั่นใจว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยี AI และ Data Analytics จะเป็นกลไกสำคัญในการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในเชิงลึก ทำให้เราสามารถออกผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจคนไทยและตอบโจทย์ตลาดได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น”

    บริษัทอยู่ในระหว่างการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการขาย ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้นและด้วยฐานข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก บริษัทคาดว่าหากมีการนำมาปรับใช้อย่างเต็มรูปแบบจะสามารถสร้างการเติบโตของรายได้ได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

    สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4 คาดว่าจะเป็น High Season ของธุรกิจประกัน ทั้งประกันรถยนต์ และประกันชีวิตและสุขภาพเพื่อลดหย่อนภาษี จะเป็นช่วงที่ดีสำหรับการเร่งขยายตลาดประกัน พร้อมสร้าง Synergy กับพันธมิตรในเครือเพื่อขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้บริษัทได้รับ 2 รางวัลเกียรติยศ คือ “รางวัลนายหน้าประกันภัยนิติบุคคลคุณภาพดีเด่น” และ “รางวัลนายหน้าประกันชีวิตนิติบุคคลคุณภาพดีเด่น” จากงาน Prime Minister’s Insurance Awards 2025 มอบโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และได้รับคะแนนประเมินการกำกับดูแลกิจการอยู่ในระดับ “ดีเลิศ” (Excellent CG Scoring) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินงานที่มีมาตรฐานและธรรมาภิบาลที่ดีอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/257833&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26trqtLVhqM8jx5pogRAFb

  • ภาครัฐ-ธปท. จะสนับสนุนเกษตรกร ผลิตสินค้ามูลค่าสูงที่ใคร ๆ ต้องการได้อย่างไร

    ภาครัฐ-ธปท. จะสนับสนุนเกษตรกร ผลิตสินค้ามูลค่าสูงที่ใคร ๆ ต้องการได้อย่างไร

    ตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ลูกหนี้กลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่า SMEs ครัวเรือน หรือเกษตรกร ต่างประสบปัญหารุนแรงและยืดเยื้อ โดย ธปท.ได้ออกมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้หลายระลอก ตั้งแต่แบบปูพรมที่ให้ทุกราย แบบมุ่งเป้าที่ตรงกับปัญหาแต่ละราย จนถึงล่าสุดที่ให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) เข้าไปซื้อหนี้รายย่อยมาบริหารต่อแบบผ่อนปรน เพื่อให้ลูกหนี้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

    rn

     

    rn

    แต่การแก้หนี้อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะแม้จะแก้ได้สำเร็จ ก็อาจกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้งหากรายได้ยังไม่เพียงพอจากการแข่งขันที่เข้มข้นและเศรษฐกิจที่ผันผวน

    rn

     

    rn

     

    rn

    ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้สำหรับ “เกษตรกร” คือ การผลิตสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมที่คุณภาพดี ราคาสูง เช่น ข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะที่ปลูกในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ที่ขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 45-70 บาท หรือมันเทศญี่ปุ่นที่ขายได้ราคาสูงกว่ามันเทศไทย 2-3 เท่า คงเป็นสิ่งที่เกษตรกรและผู้วางนโยบายทั้งหลายต้องการ

    rn

     

    rn

    บทความนี้จึงขอชวนหาคำตอบว่า ความพรีเมี่ยมของสินค้าเกษตรคืออะไร สร้างขึ้นได้อย่างไร แล้วภาครัฐและ ธปท. รวมถึงภาคการเงิน จะมีส่วนสนับสนุนการสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรไทยได้อย่างไร

    rn”}}” id=”text-0d29ea6d7b”>

    ตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ลูกหนี้กลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่า SMEs ครัวเรือน หรือเกษตรกร ต่างประสบปัญหารุนแรงและยืดเยื้อ โดย ธปท.ได้ออกมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้หลายระลอก ตั้งแต่แบบปูพรมที่ให้ทุกราย แบบมุ่งเป้าที่ตรงกับปัญหาแต่ละราย จนถึงล่าสุดที่ให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) เข้าไปซื้อหนี้รายย่อยมาบริหารต่อแบบผ่อนปรน เพื่อให้ลูกหนี้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

    แต่การแก้หนี้อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะแม้จะแก้ได้สำเร็จ ก็อาจกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้งหากรายได้ยังไม่เพียงพอจากการแข่งขันที่เข้มข้นและเศรษฐกิจที่ผันผวน

    ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้สำหรับ “เกษตรกร” คือ การผลิตสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมที่คุณภาพดี ราคาสูง เช่น ข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะที่ปลูกในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ที่ขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 45-70 บาท หรือมันเทศญี่ปุ่นที่ขายได้ราคาสูงกว่ามันเทศไทย 2-3 เท่า คงเป็นสิ่งที่เกษตรกรและผู้วางนโยบายทั้งหลายต้องการ

    บทความนี้จึงขอชวนหาคำตอบว่า ความพรีเมี่ยมของสินค้าเกษตรคืออะไร สร้างขึ้นได้อย่างไร แล้วภาครัฐและ ธปท. รวมถึงภาคการเงิน จะมีส่วนสนับสนุนการสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรไทยได้อย่างไร

    พรีเมี่ยมคืออะไร

    rn

     

    rn

    พรีเมี่ยม (Premium) คือ “ราคาที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับคุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับมากกว่าสินค้าปกติ” กล่าวคือ สินค้าพรีเมี่ยมให้ความพึงพอใจบางอย่างจนผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินแพงกว่าปกติ เช่น ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อกลิ่นหอมและความนุ่มนวลของข้าวหอมมะลิที่หาไม่ได้จากข้าวสายพันธุ์อื่น ยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับสารต้านมะเร็งในข้าวไรซ์เบอรี่ หรือยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความอิ่มเอิบใจและภาคภูมิใจจากการสนับสนุนชาวบ้านที่ช่วยอนุรักษ์ป่า เช่น รองเท้าลำลอง Veja ที่มีชื่อเสียงด้านความยั่งยืนและจริยธรรม เนื่องจากบริษัทรับซื้อน้ำยางจากชาวบ้านที่ช่วยดูแลป่าแอมะซอนและกรีดยางในป่าแบบอนุรักษ์ทำให้ขายได้ในราคาพรีเมี่ยมสูงถึง 3-4 เท่าของราคาตลาด

    rn

     

    rn

    เราจะสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรได้อย่างไร

    rn

     

    rn

    ผู้เขียนลองใช้ ChatGPT ช่วยสืบค้นงานวิจัยเกี่ยวกับสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมทั่วโลก พบตัวอย่างการสร้างความพรีเมี่ยมที่หลากหลาย เช่น

    rn

    (1) คุณภาพสินค้า จากการพัฒนาสายพันธุ์หรือกระบวนการเพาะปลูกข้าวหรือผลไม้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 5-100% (2) กระบวนการเพาะปลูกที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงเกษตรกรและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 0.5-100% (3) ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือลักษณะพิเศษเฉพาะถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 1.5-10 เท่า (4) การค้าโดยตรง (ไม่ผ่านคนกลาง) หรือการสร้างแบรนด์ของตนเอง สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 9-40% (5) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้มีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ 10-200 ดอลลาร์สหรัฐ/เฮกตาร์/ปี เป็นต้น… 

    rn”}}” id=”text-0506eaa254″>

    พรีเมี่ยมคืออะไร

    พรีเมี่ยม (Premium) คือ “ราคาที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับคุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับมากกว่าสินค้าปกติ” กล่าวคือ สินค้าพรีเมี่ยมให้ความพึงพอใจบางอย่างจนผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินแพงกว่าปกติ เช่น ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อกลิ่นหอมและความนุ่มนวลของข้าวหอมมะลิที่หาไม่ได้จากข้าวสายพันธุ์อื่น ยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับสารต้านมะเร็งในข้าวไรซ์เบอรี่ หรือยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความอิ่มเอิบใจและภาคภูมิใจจากการสนับสนุนชาวบ้านที่ช่วยอนุรักษ์ป่า เช่น รองเท้าลำลอง Veja ที่มีชื่อเสียงด้านความยั่งยืนและจริยธรรม เนื่องจากบริษัทรับซื้อน้ำยางจากชาวบ้านที่ช่วยดูแลป่าแอมะซอนและกรีดยางในป่าแบบอนุรักษ์ทำให้ขายได้ในราคาพรีเมี่ยมสูงถึง 3-4 เท่าของราคาตลาด

     

    เราจะสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรได้อย่างไร

    ผู้เขียนลองใช้ ChatGPT ช่วยสืบค้นงานวิจัยเกี่ยวกับสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมทั่วโลก พบตัวอย่างการสร้างความพรีเมี่ยมที่หลากหลาย เช่น

    (1) คุณภาพสินค้า จากการพัฒนาสายพันธุ์หรือกระบวนการเพาะปลูกข้าวหรือผลไม้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 5-100% (2) กระบวนการเพาะปลูกที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงเกษตรกรและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 0.5-100% (3) ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือลักษณะพิเศษเฉพาะถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 1.5-10 เท่า (4) การค้าโดยตรง (ไม่ผ่านคนกลาง) หรือการสร้างแบรนด์ของตนเอง สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 9-40% (5) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้มีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ 10-200 ดอลลาร์สหรัฐ/เฮกตาร์/ปี เป็นต้น… 

    agriculture

    เกษตรกรจะมีส่วนในการสร้างพรีเมี่ยมได้อย่างไร

    rn

     

    rn

    จะเห็นได้ว่าเราสามารถสร้างพรีเมี่ยมได้ในหลายขั้นตอนการผลิต แต่บางขั้นตอนอยู่นอกเหนือการควบคุมของเกษตรกร เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ให้มีคุณภาพหรือคุณสมบัติทางยาที่ผู้บริโภคต้องการ ก็ต้องอาศัยการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ ส่วนการสร้างภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือขยายลักษณะพิเศษเฉพาะถิ่น ก็ต้องอาศัยวัฒนธรรมที่ยึดโยงกับพื้นที่ การสร้างแบรนด์และช่องทางการตลาดก็ดูเป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีประสบการณ์ แล้วเกษตรกรจะสร้างพรีเมี่ยมได้อย่างไร เรื่องนี้มี 2 ข้อต่อสำคัญ

    rn

     

    rn

    ข้อต่อแรก คือ “กระบวนการเพาะปลูก” เกษตรกรสามารถปรับกระบวนการเพาะปลูกเพื่อสร้าง

    rn

     

    rn

    พรีเมี่ยมจากคุณภาพสินค้าและปัจจัยด้านความยั่งยืนได้ เช่น การจัดรูปแปลงและเว้นระยะการปลูกให้เหมาะสม การใส่ปุ๋ยตามความต้องการของพืชและดิน (ลดการใส่ปุ๋ยเกินขนาดซึ่งก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก) การบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด การให้น้ำและปุ๋ยในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนการดูแลป้องกันโรคและศัตรูพืช ฯลฯ เหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มราคาจากพรีเมี่ยมด้านคุณภาพและความยั่งยืนแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรอีกด้วย ซึ่งจะเกิดผลดีกับเกษตรกรตั้งแต่ที่เริ่มทำ

    rn

     

    rn

    แม้ปรับการเพาะปลูกแล้ว เกษตรกรอาจยังขายสินค้าในราคาพรีเมี่ยมไม่ได้ทันที เพราะผู้บริโภคไม่ทราบหรือไม่มั่นใจว่าสินค้าผ่านกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพจริง จึงต้องมีข้อต่อที่ 2 คือ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ตรวจสอบภายนอก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่กิจกรรมดังกล่าว หากทำเป็นโครงการขนาดใหญ่ ครอบคลุมหลายพื้นที่ ก็จะลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้

    rn”}}” id=”text-3e4dea5030″>

    เกษตรกรจะมีส่วนในการสร้างพรีเมี่ยมได้อย่างไร

    จะเห็นได้ว่าเราสามารถสร้างพรีเมี่ยมได้ในหลายขั้นตอนการผลิต แต่บางขั้นตอนอยู่นอกเหนือการควบคุมของเกษตรกร เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ให้มีคุณภาพหรือคุณสมบัติทางยาที่ผู้บริโภคต้องการ ก็ต้องอาศัยการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ ส่วนการสร้างภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือขยายลักษณะพิเศษเฉพาะถิ่น ก็ต้องอาศัยวัฒนธรรมที่ยึดโยงกับพื้นที่ การสร้างแบรนด์และช่องทางการตลาดก็ดูเป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีประสบการณ์ แล้วเกษตรกรจะสร้างพรีเมี่ยมได้อย่างไร เรื่องนี้มี 2 ข้อต่อสำคัญ

    ข้อต่อแรก คือ “กระบวนการเพาะปลูก” เกษตรกรสามารถปรับกระบวนการเพาะปลูกเพื่อสร้าง

    พรีเมี่ยมจากคุณภาพสินค้าและปัจจัยด้านความยั่งยืนได้ เช่น การจัดรูปแปลงและเว้นระยะการปลูกให้เหมาะสม การใส่ปุ๋ยตามความต้องการของพืชและดิน (ลดการใส่ปุ๋ยเกินขนาดซึ่งก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก) การบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด การให้น้ำและปุ๋ยในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนการดูแลป้องกันโรคและศัตรูพืช ฯลฯ เหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มราคาจากพรีเมี่ยมด้านคุณภาพและความยั่งยืนแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรอีกด้วย ซึ่งจะเกิดผลดีกับเกษตรกรตั้งแต่ที่เริ่มทำ

    แม้ปรับการเพาะปลูกแล้ว เกษตรกรอาจยังขายสินค้าในราคาพรีเมี่ยมไม่ได้ทันที เพราะผู้บริโภคไม่ทราบหรือไม่มั่นใจว่าสินค้าผ่านกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพจริง จึงต้องมีข้อต่อที่ 2 คือ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ตรวจสอบภายนอก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่กิจกรรมดังกล่าว หากทำเป็นโครงการขนาดใหญ่ ครอบคลุมหลายพื้นที่ ก็จะลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้

    agriculture

    ภาครัฐและภาคการเงินจะช่วยสนับสนุนการสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรได้อย่างไร

    rn

     

    rn

    เกษตรกรต้องการการสนับสนุน 2 ด้าน ได้แก่ (1) เงินทุนเพื่อปรับกระบวนการเพาะปลูก และ (2) ระบบตรวจสอบย้อนกลับและการตรวจสอบคุณภาพจากบุคคลภายนอก โดยระบบตรวจสอบย้อนกลับเป็นแกนของเรื่องที่จะสร้างความมั่นใจ เพื่อให้ทั้งผู้ให้ทุนและผู้บริโภคมั่นใจว่าเงินทุนที่ได้ไป ถูกนำไปปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูกและผลิตสินค้าพรีเมี่ยมที่รักษ์โลกจริง เมื่อแหล่งทุนมั่นใจ การจัดสรรเงินทุนหรือการกู้ยืมก็จะคล่องตัวขึ้น

    rn

     

    rn

    ขออนุญาตคิดดัง ๆ ถึงวิธีการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงว่าต้องร่วมมือกับหน่วยงานใดบ้าง ตั้งแต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานด้านบุ๋นที่ทำเรื่องวิชาการ (สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมวิชาการเกษตร ฯลฯ) และหน่วยงานด้านบู๊ที่ลงภาคสนามในพื้นที่ (กรมส่งเสริมการเกษตร กรมข้าว ฯลฯ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ต้องเป็นหน่วยพลาธิการในการ “จัดสรรเงินทุน” ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบกระบวนการเพาะปลูกและคุณภาพสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาพรีเมี่ยมอย่างมั่นใจ

    rn

     

    rn

    ขณะเดียวกัน ธปท.ก็มีส่วนขับเคลื่อนด้วยการร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการจำแนกว่า การเพาะปลูกแบบใดเป็นกิจกรรมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน นำเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้สนับสนุนเงินทุนหรือด้านอื่นแก่เกษตรกรได้

    rn

     

    rn

    นอกจากนั้น ธปท.ยังร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ดำเนินโครงการ Financing the Transition เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ในการปรับกระบวนการผลิตสู่ความยั่งยืน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่สนับสนุนการปรับตัวในภาคเกษตรรวมอยู่ด้วย

    rn

     

    rn

    ผู้เขียนเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน ตั้งแต่เกษตรกร ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคสถาบันการเงิน ไปจนถึงผู้บริโภคอย่างพวกเราทุกคน จะสามารถยกระดับรายได้ของพี่น้องเกษตรกรด้วยสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมได้อย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ

    rn”}}” id=”text-b3469fdaf4″>

    ภาครัฐและภาคการเงินจะช่วยสนับสนุนการสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรได้อย่างไร

    เกษตรกรต้องการการสนับสนุน 2 ด้าน ได้แก่ (1) เงินทุนเพื่อปรับกระบวนการเพาะปลูก และ (2) ระบบตรวจสอบย้อนกลับและการตรวจสอบคุณภาพจากบุคคลภายนอก โดยระบบตรวจสอบย้อนกลับเป็นแกนของเรื่องที่จะสร้างความมั่นใจ เพื่อให้ทั้งผู้ให้ทุนและผู้บริโภคมั่นใจว่าเงินทุนที่ได้ไป ถูกนำไปปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูกและผลิตสินค้าพรีเมี่ยมที่รักษ์โลกจริง เมื่อแหล่งทุนมั่นใจ การจัดสรรเงินทุนหรือการกู้ยืมก็จะคล่องตัวขึ้น

    ขออนุญาตคิดดัง ๆ ถึงวิธีการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงว่าต้องร่วมมือกับหน่วยงานใดบ้าง ตั้งแต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานด้านบุ๋นที่ทำเรื่องวิชาการ (สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมวิชาการเกษตร ฯลฯ) และหน่วยงานด้านบู๊ที่ลงภาคสนามในพื้นที่ (กรมส่งเสริมการเกษตร กรมข้าว ฯลฯ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ต้องเป็นหน่วยพลาธิการในการ “จัดสรรเงินทุน” ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบกระบวนการเพาะปลูกและคุณภาพสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาพรีเมี่ยมอย่างมั่นใจ

    ขณะเดียวกัน ธปท.ก็มีส่วนขับเคลื่อนด้วยการร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการจำแนกว่า การเพาะปลูกแบบใดเป็นกิจกรรมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน นำเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้สนับสนุนเงินทุนหรือด้านอื่นแก่เกษตรกรได้

    นอกจากนั้น ธปท.ยังร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ดำเนินโครงการ Financing the Transition เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ในการปรับกระบวนการผลิตสู่ความยั่งยืน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่สนับสนุนการปรับตัวในภาคเกษตรรวมอยู่ด้วย

    ผู้เขียนเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน ตั้งแต่เกษตรกร ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคสถาบันการเงิน ไปจนถึงผู้บริโภคอย่างพวกเราทุกคน จะสามารถยกระดับรายได้ของพี่น้องเกษตรกรด้วยสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมได้อย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ

    agriculture

    ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์/สุเมธ พฤกษ์ฤดี ฝ่ายเศรษฐกิจการเงินภูมิภาค

    rn


    rnคอลัมน์
    แบงก์ชาติชวนคุย ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568

    rn”}}” id=”text-aa3f510304″>

    ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์/สุเมธ พฤกษ์ฤดี ฝ่ายเศรษฐกิจการเงินภูมิภาค


    คอลัมน์
    แบงก์ชาติชวนคุย ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/prachachat-chayawadee-Nov25.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JktyLei4fPzxXlmBllAWn

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทรงตัว นักลงทุนรอดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทรงตัว นักลงทุนรอดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดการซื้อขายในวันนี้ (17 พ.ย.) ด้วยทิศทางทรงตัว ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เนื่องจากสะท้อนภาพรวมสุขภาพเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

    ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 เปิดตลาดที่ระดับ 574.94 จุด ขยับขึ้น 0.13 จุด หรือ +0.02%

    ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดที่ระดับ 8,155.93 จุด ลดลง 14.16 จุด หรือ -0.17% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดที่ระดับ 23,890.48 จุด บวก 13.93 จุด หรือ +0.06%

    ความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจยังไม่เร่งปรับลดดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ประกอบกับการประเมินว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีมูลค่าสูงเกินไป ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงขายแรงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือนเมื่อวันศุกร์ (14 พ.ย.)

    ภาวะการซื้อขายสัปดาห์นี้ยังอาจถูกทดสอบเพิ่มเติม จากรายงานการจ้างงานประจำเดือนก.ย. ของสหรัฐฯ และผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม AI

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546545&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LrAOvOAL-vE6xBW8AIq4X

  • ITD ปั้นนักเจรจาเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ให้ไทยชนะเร็วทันใจตอบโจทย์ Quick Big Win สร้างคน สร้างโอกาส เพื่อสร้างอนาคตการค้าประเทศไทย

    ITD ปั้นนักเจรจาเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ให้ไทยชนะเร็วทันใจตอบโจทย์ Quick Big Win สร้างคน สร้างโอกาส เพื่อสร้างอนาคตการค้าประเทศไทย

    วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

    Tag :

    สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เดินหน้าพัฒนากำลังคนด้านเศรษฐกิจและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเสริมความสามารถของไทยในการรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ผ่านการสร้างนักเจรจา นักวิเคราะห์ และผู้นำเชิงนโยบายรุ่นใหม่ ที่เข้าใจกติกาโลกและสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในสถานการณ์การของโลกการค้าในปัจจุบัน ที่เปลี่ยนแปลงจาสงครามการค้า–ภาษี, มาตรการคาร์บอน (CBAM), การค้าในโลกดิจิทัล ไปจนถึงแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ต่างกำหนดทิศทางการค้าโลกใหม่

    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า “ผู้เจรจา หรือ Negotiators มีบทบาทผลักดันสินค้าและบริการของประเทศออกสู่ตลาดโลก สร้างรายได้ และการจ้างงาน เปรียบได้กับด่านหน้าของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลก รวมถึงต้องรักษาความสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างประเทศคู่ค้า เพื่อสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การเจรจาการค้ามีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องภาษีหรือราคา แต่ต้องเผชิญกับกติกาการค้าใหม่ เทคโนโลยี และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ITD ในฐานะองค์กรชั้นนำ จึงมุ่งพัฒนาขีดความสามารถของนักการค้าไทยให้สามารถเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเข้ากับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยหลักสูตรขั้นสูงด้านการทูตเชิงพาณิชย์และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (Advanced Program on Commercial Diplomacy and International Trade Negotiations) ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อเสริมศักยภาพนักเจรจารุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต”

    ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งประกอบด้วยการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา การผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการบุกตลาดใหม่ การดูแลค่าครองชีพประชาชน การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการ SME และการเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย รวมถึงการปรับกฎระเบียบและการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้า

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/928428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qun_guFMv8Pb88w0YVVEK

  • สว. พร้อมจัดเวที MOU43-44 เริ่มเร็วสุด พ.ย.-ธ.ค.นี้ ประสาน จ.ชายแดนไทย-กัมพูชา

    สว. พร้อมจัดเวที MOU43-44 เริ่มเร็วสุด พ.ย.-ธ.ค.นี้ ประสาน จ.ชายแดนไทย-กัมพูชา

    นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดเวทีทำความเข้าใจกับประชาชนถึงการยกเลิก MOU ว่า หลังจากที่ได้พูดคุยกับ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านได้ประสานมา มีเรื่องการเตรียมความพร้อมจัดสัมมนาข้อดีข้อเสียของ MOU 2543-2544 ที่จังหวัดต่างๆ ตามแนวชายแดน เพราะได้รับผลกระทบ ซึ่งตนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะตอนที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตนได้อภิปรายว่าหากจะทำประชามติ คงต้องให้ความรู้กับประชาชน กมธ. รู้อะไร ประชาชนควรรู้สิ่งนั้นด้วย เราจึงวางแผนว่าจะต้องจัดสัมมนาเป็นการเร่งด่วน ซึ่งจะใช้สถานที่ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาในจังหวัดนั้นๆ หรือศาลากลางที่สามารถบรรจุคนได้จำนวนมาก

    ส่วนวางกรอบเวลาไว้เมื่อไหร่ และจังหวัดใดก่อน นพดล กล่าวว่า เร็วที่สุด ถ้าสถานที่พร้อม เราก็พร้อมอยู่แล้ว เพราะข้อมูลที่เรามีอยู่ในขณะนี้เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจ คาดว่าน่าเริ่มเดือนนี้ได้ทันที หรือไม่ก็ต้นเดือนหน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานไปยังจังหวัดที่ติดกับชายแดน

    นพดล กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการพูดคุยกับ กมธ. ฟังสภาผู้แทนราษฎร คาดว่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีน่าจะประสานงานกันอยู่แล้ว ส่วนฝั่ง สว.เราคงเชิญ บุคคลสองฝ่ายมาพูดคุยกันด้วยเหตุและผลที่มีอยู่

    นพดล ยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา ล่าสุด ว่า ณ ขณะนี้เป็นการชิงความได้เปรียบต่อการหาพันธมิตรในเวทีโลก ตนยังคิดในแง่บวกว่า ในสายตาของนานาชาติ ประเทศไทยเราเป็นพระเอก จากที่ได้สำรวจในเวทีประชุมสหภาพรัฐสภาโลก การที่กัมพูชาพยายามที่จะดิ้นรนในการให้ข้อมูลเชิงลบกับประเทศไทยในหลายด้าน เลยต้องพยายามตีตื้นขึ้นมา แต่ไม่ใช่ง่าย การทำความเข้าใจไปพร้อมๆกัน เป็นเรื่องยาก ดังนั้นตนมองว่าการที่ประเทศไทยพยายามเอาผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน หรือ AOT เข้ามาตรวจสอบ ถือเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะจะทำให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกระจายไปยังเวทีโลกได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senate-17nov25&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jxj6JjfXedubfaxsbga4r

  • 17 พฤศจิกายน 2568: ฮานอยติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก

    17 พฤศจิกายน 2568: ฮานอยติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก

    November 17, 2025: Hanoi among top 10 most polluted cities in the world

    คุณภาพอากาศในฮานอยดีหรือเปล่า?

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 02.00 น. ตามเวลาแปซิฟิก ฮานอยเวียดนามบันทึกคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่ โดยมีค่า AQI อยู่ที่ 162 จัดอยู่ในประเภท ไม่ดีต่อสุขภาพ.

    ภาวะเหล่านี้อาจทำให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจ ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจแย่ลง และทำให้การทำงานของปอดลดลง โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอ

    คุณภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเช่นเดียวกับสภาพอากาศ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้บ่อยครั้ง ฮานอยอยู่ในอันดับที่ 4 เมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก ในเช้าวันจันทร์

    คลิกที่นี่เพื่อดูแผนที่คุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ของฮานอย

    แม้ว่าคุณภาพอากาศในฮานอยในปัจจุบันจะย่ำแย่ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ ความเข้มข้นเฉลี่ย PM2.5 ของกรุงฮานอยในปี 2567 อยู่ที่ 45 µg/m³ ซึ่งสอดคล้องกับ AQI ที่ 125 (“ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มเสี่ยง”) และสูงกว่าเกณฑ์ประจำปีของ WHO ถึง 8 เท่า ซึ่งกำหนดไว้ที่ 5 µg/m³

    ฮานอย ประเทศเวียดนาม เป็นเมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดเป็นอันดับ 4 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน เวลา 02.00 น. ตามเวลาแปซิฟิก ที่มา: IQAir.

    คุณภาพอากาศในฮานอยจะดีขึ้นเมื่อใด?

    คาดว่าคุณภาพอากาศจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงบ่าย เนื่องจากสภาพอุตุนิยมวิทยาเปลี่ยนแปลงและลมแรงขึ้น

    พยากรณ์คุณภาพอากาศรายชั่วโมงสำหรับกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วันที่ 17 พฤศจิกายน ที่มา: IQAir.

    แผนที่คุณภาพอากาศของกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วันที่ 17 พฤศจิกายน ที่มา: IQAir.

    อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณภาพอากาศในฮานอยไม่ดี?

    มีหลายสาเหตุที่ทำให้ระดับ PM2.5 ในฮานอยสูงขึ้น

    • แหล่งกำเนิดมลพิษในเขตเมือง ได้แก่ มลพิษจากการจราจรและกิจกรรมก่อสร้าง ซึ่งเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูแล้ง (1)
    • การปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมและครัวเรือนจากการเผาถ่านหินและแหล่งเผาไหม้อื่น ๆ ในเมืองและใกล้เมือง
    • แหล่งกำเนิดมลพิษทั้งในระดับภูมิภาคและตามฤดูกาลนอกเมือง เช่น การเผาฟางข้าวในที่โล่งในภาคเกษตรกรรม และการปล่อยมลพิษจากหมู่บ้านรีไซเคิลที่ไม่เป็นทางการซึ่งไหลเข้าสู่เขตเมือง การศึกษาประเมินว่า PM2.5 ในฮานอยส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดจากนอกเขตเมือง (2)
    • รูปแบบสภาพอากาศที่คงที่และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ดักจับมลพิษไว้ใกล้พื้นดินและป้องกันการแพร่กระจาย (3)

    ฉันจะป้องกันตัวเองจากคุณภาพอากาศที่ไม่ดีได้อย่างไร?

    About IQAir

    ABOUT IQAIRIQAir is a Swiss technology company that empowers individuals, organizations and governments to improve air quality through information and collaboration.

    หัวข้อที่กำลังมาแรง

    จดหมายข่าว

    รับข่าวสารล่าสุด บทความพิเศษ และเคล็ดลับส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณทุกสัปดาห์

    ผลิตภัณฑ์แนะนำ

    HealthPro 250 XE | เครื่องฟอกอากาศในห้อง

    ความสูง: 71 x ความกว้าง: 38 x ความลึก: 41 ซม., ขนาดห้อง: ขนาดกลางถึงใหญ่, สูงสุด 92 ตร.ม.

    ผลิตภัณฑ์แนะนำ

    IQAir FFP2 Face Mask

    High-performance, comfortable mask with tight seal for better protection.

    เชื่อมต่อกับ IQAir

    ลงทะเบียนด้านล่างเพื่อเข้าร่วมชุมชนอากาศสะอาดและรับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับคุณภาพอากาศและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยปรับปรุงอากาศรอบตัวคุณ

    คุณภาพสวิส การสนับสนุนทั่วโลก

    เราให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ของเราและความพึงพอใจของคุณคือเป้าหมายของเรา

    จัดส่งฟรี

    รับการจัดส่งฟรีสำหรับคำสั่งซื้อ 150 ดอลลาร์ขึ้นไป

    จัดส่งทั่วโลก

    จัดส่งรวดเร็วและเชื่อถือได้ถึงกว่า 100 ประเทศ พร้อมการติดตามและประกันภัย

    การชำระเงินทั่วโลกที่ปลอดภัย

    ข้อมูลการชำระเงินของคุณได้รับการประมวลผลอย่างปลอดภัย ชำระเงินอย่างปลอดภัยด้วยตัวเลือกการชำระเงินระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iqair.com/th/newsroom/hanoi-among-top-10-most-polluted-cities-in-the-world-11-17-2025&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sclEY31xMZETSUKMCpvLq

  • เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ ? – BBC News ไทย

    เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ ? – BBC News ไทย

    เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์ หรือปล่อยไว้ไม่ต้องศึกษา ?

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ทิฟฟานี เวอร์ไทม์เมอร์
      • Role,

    การวิเคราะห์ดีเอ็นเอของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากตัวอย่างเลือดเผยข้อมูลใหม่ทั้งด้านเชื้อสายต้นตระกูลและสุขภาพของอดีตผู้นำนาซี

    ทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติทำการทดสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดจากผ้าที่มีคราบเลือดเก่าของฮิตเลอร์ ผลการทดสอบยืนยันว่า ฮิตเลอร์ไม่มีเชื้อสายยิว และยังตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อพัฒนาการของอวัยวะเพศด้วย

    ขณะที่พาดหัวข่าวคลิกเบทมุ่งไปที่ข้อสงสัยว่าฮิตเลอร์อาจมีอวัยวะเพศเล็กและมีลูกอัณฑะเพียงข้างเดียวหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่จริงจังกว่าระบุว่า ดีเอ็นเอของเขา “มีแต้มสูงมาก ในอันดับ 1% แรก” ว่ามีความโน้มเอียงต่อการเป็นออทิสติก โรคจิตเภท และโรคไบโพลาร์

    นี่หมายความว่าฮิตเลอร์มีภาวะทางระบบประสาทเหล่านี้หรือไม่ ? ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจากข้อมูลนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค

    กระนั้นก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวได้สร้างความกังวลเรื่องการตีตราและจริยธรรม โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า งานวิจัยนี้ควรถูกทำตั้งแต่แรกหรือไม่

    ศ.ทูรี คิง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอ กล่าวในช่วงแรกของสารคดีจากสถานีโทรทัศน์แชนแนลโฟร์ (Channel 4) ของอังกฤษ เรื่อง Hitler’s DNA: Blueprint of a Dictator (ดีเอ็นเอของฮิตเเลอร์: พิมพ์เขียวของเผด็จการ) ว่า “ฉันคิดหนักกับเรื่องนี้”

    เธอบอกกับบีบีซีว่า ตอนที่ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมโครงการวิจัยนี้เมื่อหลายปีก่อน เธอรู้ดีว่าการศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์อาจสร้างผลกระทบ เธอย้ำว่า “ฉันไม่ได้สนใจทำให้เรื่องนี้เป็นข่าวหวือหวา”

    กระนั้นเธอก็กล่าวว่า อย่างไรเสียงานวิจัยนี้ย่อมมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในสักวัน และเธอมั่นใจว่าอย่างน้อยการศึกษานี้จะสามารถดำเนินไปอย่างเข้มงวดตามหลักวิชาการภายใต้การดูแลของเธอ ด้วย การมี “ข้อจำกัดและมาตรการกำกับที่เหมาะสม”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ศ.ทูรี คิง ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับโครงการที่มีชื่อเสียงโด่งดังและอ่อนไหว ก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นผู้นำการตรวจสอบทางพันธุกรรมเพื่อยืนยันตัวตนของโครงกระดูกพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 หลังพบโครงกระดูกดังกล่าวถูกฝังใต้ลานจอดรถในเมืองเลสเตอร์เมื่อปี 2012

    ที่มาของภาพ, Gettysburg Museum of History

    คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างผ้าถูกตัดมาจากโซฟาในบังเกอร์ของฮิตเลอร์ โดยสามารถเห็นคราบเลือดได้ที่มุมล่างซ้าย

    ตัวอย่างผ้าที่มีคราบเลือดของฮิตเลอร์ถูกนำมาตรวจดีเอ็นเอหลังผ่านไปกว่า 80 ปี ผ้าชิ้นนี้ถูกตัดออกจากโซฟาในบังเกอร์ใต้ดินของฮิตเลอร์ สถานที่ซึ่งเขาฆ่าตัวตายเมื่อกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรบุกถึงกรุงเบอร์ลินในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่สอง

    พันเอกรอสเวลล์ พี โรเซนเกรน แห่งกองทัพสหรัฐฯ เห็นโอกาสในการเก็บของที่ระลึกจากสงครามสุดพิเศษ เขาจึงเก็บผ้าชิ้นนี้ไว้ และปัจจุบันมันถูกใส่กรอบจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เกตตีสเบิร์กในสหรัฐฯ

    นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าเลือดนี้เป็นของฮิตเลอร์ เพราะสามารถจับคู่โครโมโซม Y ของมันได้อย่างสมบูรณ์กับตัวอย่างดีเอ็นเอจากญาติชายที่เก็บไว้เมื่อสิบปีก่อนหน้านั้น

    ผลการวิจัยซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง

    นี่เป็นครั้งแรกที่มีการระบุดีเอ็นเอของฮิตเลอร์ และตลอดระยะเวลา 4 ปี นักวิทยาศาสตร์สามารถถอดรหัสเพื่อดูองค์ประกอบทางพันธุกรรมของหนึ่งในเผด็จการที่โหดร้ายที่สุดในโลกได้

    สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันได้แล้วคือ ฮิตเลอร์ไม่มีเชื้อสายยิว นี่หักล้างข่าวลือที่แพร่สะพัดมาตั้งแต่ทศวรรษ 1920

    อีกหนึ่งข้อค้นพบสำคัญคือ เขามีภาวะคัลมันน์ซินโดรม (Kallmann syndrome) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และการพัฒนาอวัยวะเพศ ภาวะนี้อาจทำให้มีอวัยวะเพศเล็กและลูกอัณฑะไม่ห้อยลงมา ซึ่งสอดคล้องกับข่าวลือที่เคยแพร่สะพัดผ่านเพลงของอังกฤษสมัยสงคราม

    คัลมันน์ซินโดรมยังส่งผลต่อความต้องการทางเพศด้วย ดร.อเล็กซ์ เคย์ นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโพทสดัมซึ่งปรากฏตัวในสารคดีดังกล่าวด้วยกล่าวว่า ประเด็นนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ

    “มันบอกเราได้มากเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขา หรือพูดให้ถูกคือ เขาแทบไม่มีชีวิตส่วนตัวเลย” เขาอธิบาย

    นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันมานานว่าทำไมฮิตเลอร์จึงทุ่มเทให้กับการเมืองอย่างสิ้นเชิง “จนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับชีวิตส่วนตัว” และข้อค้นพบนี้อาจช่วยอธิบายได้

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การค้นพบเช่นนี้นี้ทำให้งานวิจัยทั้งน่าสนใจและมีประโยชน์ โดย ศ.ทูรี คิง กล่าวว่า “นี่คือการผสานกันระหว่างประวัติศาสตร์และพันธุศาสตร์”

    ที่มาของภาพ, Tom Barnes/Channel 4

    คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ ทูรี คิง และนักประวัติศาสตร์ ดร.อเล็กซ์ เคย์

    ผลการวิจัยที่ซับซ้อนและเป็นที่ถกเถียงมากกว่า คือข้อบ่งชี้ว่าฮิตเลอร์อาจมีภาวะทางระบบประสาทหรือสุขภาพจิตหนึ่งอย่างหรือมากกว่า

    เมื่อวิเคราะห์จีโนมและเปรียบเทียบกับคะแนนโพลีเจนิก (polygenic score) พบว่าฮิตเลอร์มีความโน้มเอียงสูงต่อการเป็นออทิสติก สมาธิสั้น โรคจิตเภท และโรคไบโพลาร์

    นี่คือจุดที่วิทยาศาสตร์ซับซ้อนขึ้น

    การให้คะแนนโพลีเจนิกจะตรวจสอบดีเอ็นเอของบุคคลและคำนวณความเป็นไปได้ที่จะเกิดโรคหนึ่ง ๆ ซึ่งมีประโยชน์ในการตรวจหาความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและมะเร็งที่พบได้บ่อย แต่การวิเคราะห์นี้เปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างประชากรขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อใช้ในระดับบุคคล ผลลัพธ์อาจไม่แน่นอนได้

    ตลอดทั้งสารคดีซึ่งบีบีซีได้รับชม ผู้เชี่ยวชาญในสารคดีย้ำแล้วย้ำอีกว่าการวิเคราะห์ดีเอ็นเอไม่ใช่การวินิจฉัยโรค แต่เป็นเพียงการบ่งชี้ความโน้มเอียง และไม่ได้หมายความว่าฮิตเลอร์มีภาวะเหล่านี้

    อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์พันธุกรรมบางคนแสดงความกังวลว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นการด่วนสรุปที่ง่ายเกินไป

    ศาสตราจารย์เดนิส ไซเดอร์คอมบ์ คอร์ต จากคิงส์คอลเลจลอนดอน ซึ่งเคยทดสอบตัวอย่างเลือดเดียวกันในปี 2018 กล่าวว่า ทีมวิจัย “ตั้งสมมติฐานไกลเกินไป”

    เธอบอกกับบีบีซีว่า “ในแง่ของบุคลิกหรือพฤติกรรม ฉันคิดว่ามันแทบไม่มีประโยชน์” และเสริมว่าเธอคงไม่อยากคาดการณ์ว่าบุคคลหนึ่ง ๆ มีภาวะทางการแพทย์ใดหรือไม่จากผลลัพธ์ที่ได้ เพราะมีปัญหาเรื่อง “การมีพันธุกรรม แต่ไม่เป็นโรคและไม่มีอาการของโรค” (incomplete penetrance)

    ดร.สุนธยา รามาน นักวิทยาศาสตร์พันธุกรรมอีกคนอธิบายว่า “แค่เพราะบางสิ่งถูกเข้ารหัสในดีเอ็นเอ ไม่ได้หมายความว่าอาการของโรคจะแสดงออก”

    สารคดียังสะท้อนมุมมองนี้ผ่านศาสตราจารย์ไซมอน บารอน-โคเฮน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยออทิสติก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่กล่าวว่า “การเชื่อมโยงจากชีววิทยาไปสู่พฤติกรรมเป็นการก้าวกระโดดที่ใหญ่เกินไป”

    “การดูผลลัพธ์ทางพันธุกรรมแบบนี้มีความเสี่ยงต่อการตีตรา ผู้คนที่ถูกวินิจฉัยว่ามีโรคเหล่านี้อาจคิดว่า ‘การวินิจฉัยโรคของฉันถูกเชื่อมโยงกับคนที่ทำสิ่งเลวร้ายขนาดนั้นหรือ ?’”

    เขากล่าวว่า “ความเสี่ยงคือการลดทอนทุกอย่างเหลือแค่พันธุกรรม” และเสริมว่าที่จริงแล้วยังมีปัจจัยอื่นอีกมากที่ต้องพิจารณา

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในวัยทารก คาดว่าถ่ายในปี 1889

    สมาคมออทิสติกแห่งชาติของสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที โดยเรียกผลการวิจัยนี้ว่าเป็น “การสร้างกระแสราคาถูก”

    ทิม นิโคลส์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสมาคมฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ที่ไร้มาตรฐาน คือความไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของบุคคลผู้เป็นออทิสติก”

    “ผู้คนที่เป็นออทิสติกสมควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้” เขากล่าว

    บีบีซีสอบถามไปยังแชลแนลโฟร์ และบริษัท Blink Films ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตสารคดี โดยในแถลงการณ์ชี้ว่า ผู้เชี่ยวชาญอย่างศาสตราจารย์บารอน-โคเฮน “อธิบายว่าพฤติกรรมของบุคคลเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่พันธุกรรม แต่รวมถึงสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ชีวิต การเลี้ยงดู การเข้าถึงการศึกษาและทรัพยากร รวมถึงปัจจัยทางวัฒนธรรม”

    “รายการนี้เน้นย้ำว่าข้อมูลทางพันธุกรรมที่เปิดเผยในสารคดีช่วยให้เข้าใจฮิตเลอร์มากขึ้น แต่ไม่ได้บ่งบอกว่าเขาถูกกำหนดทางชีววิทยาให้มีพฤติกรรมแบบใดแบบหนึ่ง”

    ที่มาของภาพ, Stephanie Bonnas

    คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์โธมัส เวเบอร์ กล่าวว่า เขารู้สึก “ทั้งตื่นเต้นและกังวลพอ ๆ กัน” เมื่อได้เห็นผลการวิจัย

    ชื่อสารคดีเองก็สร้างข้อถกเถียง โดยเฉพาะส่วนที่สองที่ใช้คำว่า “Blueprint of a Dictator” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า พิมพ์เขียวของเผด็จการ

    ศาสตราจารย์คิงกล่าวว่า นี่ไม่ใช่ชื่อที่เธอจะเลือก และศาสตราจารย์โธมัส เวเบอร์ นักประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในรายการ บอกกับบีบีซีว่า เขารู้สึกแปลกใจกับชื่อเรื่อง เพราะทีมงานเน้นย้ำว่า “ไม่มียีนเผด็จการ”

    ศาสตราจารย์เวเบอร์ ซึ่งยังไม่ได้ชมสารคดีก่อนให้สัมภาษณ์ กล่าวว่า เขามองว่าการวิเคราะห์ดีเอ็นเอครั้งนี้ทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากังวล

    “น่าตื่นเต้นเพราะมันยืนยันหลายสิ่งที่ผมสงสัยเกี่ยวกับฮิตเลอร์… แต่ผมกังวลว่าผู้คนจะตีความเกินไป เช่น พยายามหายีนแห่งความชั่วร้าย” เขากล่าว พร้อมแสดงความกังวลต่อการรับรู้ของสาธารณะ โดยเฉพาะต่อบุคคลผู้เป็นออทิสติกและกลุ่มที่ถูกกล่าวถึงในรายการ

    ศาสตราจารย์คิงเสริมว่า การทำสารคดีวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจนั้นมีความท้าทาย

    “นี่คือโทรทัศน์ ซึ่งบางครั้งต้องทำให้เรียบง่ายขึ้น” เธอกล่าว พร้อมย้ำว่าทีมงานพยายามรักษาสมดุลระหว่างความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์กับข้อจำกัดของสื่อ

    “พวกเขาอาจเลือกแนวทางที่หวือหวากว่านี้ แต่ไม่ได้ทำ พวกเขาพยายามรักษาความละเอียดอ่อน… และเราได้วางแนวป้องกันไว้แล้ว”

    แชนแนลโฟร์ยังให้เหตุผลสนับสนุนชื่อสารคดี โดยระบุว่า “ดีเอ็นเอมักถูกเรียกในเชิงภาษาว่า ‘พิมพ์เขียวแห่งชีวิต’” และหน้าที่ของช่องคือ “สร้างรายการที่เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง โดยทำให้แนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนและงานวิจัยทางประวัติศาสตร์เข้าใจง่ายสำหรับทุกคน”

    ที่มาของภาพ, Alamy

    คำบรรยายภาพ, นักข่าวสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรตรวจสอบโซฟาภายในบังเกอร์ของฮิตเลอร์ในปี 1945 โดยมีการกล่าวว่าคราบบนที่วางแขนคือคราบเลือด

    โครงการวิจัยนี้ทำให้เกิดคำถามด้านจริยธรรมมากมาย

    หนึ่งในนั้นคือคำถามที่ว่า เราควรตรวจสอบดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ หากไม่ได้รับอนุญาตจากตัวเขาเองหรือทายาทโดยตรง ?

    และความจริงที่ว่าเขาเป็นผู้ก่อให้เกิดหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จะทำให้สิทธิความเป็นส่วนตัวหมดไปหรือไม่ ?

    “นี่คือฮิตเลอร์ เขาไม่ใช่ตัวละครลึกลับที่ไม่มีใครทำวิจัยดีเอ็นเอได้ ว่าแต่ใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ ?” ศ.ทูรี คิง กล่าว

    นักประวัติศาสตร์อย่าง ซูภัทรา ดาส เห็นด้วยว่า “นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำ มีคนที่เสียชีวิตไปนานแล้วหลายร้อยคนที่ถูกตรวจดีเอ็นเอ เป็นเรื่องปกติในแวดวงวิทยาศาสตร์และโบราณคดี แต่สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาคือวิธีที่เราตีความผลการศึกษาต่างหาก”

    ดร.อเล็กซ์ เคย์ นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า เขาไม่กังวลเรื่องจริยธรรม “ตราบใดที่ข้อเท็จจริงถูกต้องและเราตรวจสอบทุกอย่างอย่างรอบคอบ”

    สำหรับคำถามว่าควรตรวจดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ เขากล่าวว่า “ฮิตเลอร์ตายมา 80 ปีแล้ว เขาไม่มีทายาทโดยตรงและไม่มีลูก เขาทำให้เกิดความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนมหาศาล เราต้องชั่งน้ำหนักสิ่งนี้กับปัญหาจริยธรรมในการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของเขา”

    ที่น่าสนใจคือ ห้องแล็บหลายแห่งในยุโรปปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโครงการ และสุดท้ายสถาบันที่ทำการทดสอบเป็นสถาบันในสหรัฐฯ

    ผู้สร้างสารคดีกล่าวกับบีบีซีว่า งานวิจัยนี้ “ผ่านกระบวนการตรวจสอบจริยธรรมมาตรฐานสำหรับงานวิชาการ” ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบผลการวิจัยในสองประเทศด้วย

    ที่มาของภาพ, General Photographic Agency/Hulton Archive/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ฮิตเลอร์ในปี 1933

    แล้วงานวิจัยนี้ควรถูกทำตั้งแต่แรกหรือไม่ ? บีบีซีได้พูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมและนักประวัติศาสตร์หลายคน ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับว่าถามใคร

    ผู้ที่อยู่ในสารคดี แน่นอนว่าตอบว่า “ควรทำ” เพราะช่วยสร้างภาพที่ครบถ้วนมากขึ้นเกี่ยวกับฮิตเลอร์ บุคคลที่ยังคงทั้งดึงดูดความสนใจและสร้างความหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน

    “เราควรทำทุกอย่างเพื่อทำความเข้าใจกับความสุดโต่งในอดีต” ศาสตราจารย์เวเบอร์กล่าว

    “กล่าวตามตรง” ดร.เคย์ กล่าว “ประเด็นเหล่านี้มีการพูดถึงอยู่แล้ว… เราไม่ได้เป็นคนปลูกความคิดนี้ขึ้นมาในหัวของผู้คน ผู้คนคาดเดากันมานานแล้วว่าฮิตเลอร์อาจมีความผิดปกติบางอย่าง”

    แต่ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ทุกคนที่เห็นด้วย

    “ฉันคิดว่านี่เป็นวิธีที่น่าสงสัยในการพยายามอธิบายว่าอะไรผลักดันการกระทำของฮิตเลอร์” อิวา วูคูซิช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยยูเทรคต์ กล่าว

    ดร.วูคูซิช ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการก่อความรุนแรงในวงกว้าง บอกกับบีบีซีว่าเธอเข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงให้ความสนใจ แต่ “คำตอบที่เราตามหา จะไม่พบจากการตรวจดีเอ็นเอ”

    และแม้งานวิจัยนี้จะน่าสนใจ แต่มันเสี่ยงที่จะบดบังบทเรียนสำคัญของประวัติศาสตร์ แอนน์ ฟาน มูริก นักประวัติศาสตร์จากสถาบัน NIOD ในอัมสเตอร์ดัมกล่าว

    บทเรียนสำคัญคือ “คนธรรมดาในบางบริบทสามารถก่อ ยุยง หรือยอมรับความรุนแรงที่เลวร้ายได้”

    เธอกล่าวว่า การไปโฟกัสที่เรื่อง (ที่อาจจะจริง) ว่าอวัยวะเพศของฮิตเลอร์เล็กนั้น ไม่ได้สอนอะไรเราเกี่ยวกับกลไกของความรุนแรงและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ฮิตเลอร์กับเอวา เบราน์ ซึ่งเขาแต่งงานด้วยไม่นานก่อนที่ทั้งคู่จะฆ่าตัวตายในบังเกอร์

    ตอนนี้การศึกษาเสร็จสิ้นแล้วและงานวิจัยอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้นผลลัพธ์ทั้งหมดจะถูกเผยแพร่ในอนาคตอันใกล้

    ศาสตราจารย์เวเบอร์กล่าวว่า พวกเขาควรใช้ข้อมูลเหล่านี้ “ด้วยความระมัดระวังและอย่างมีสติ” แต่เขาหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ในบางแง่

    “นี่คือข้อดีของผลการวิจัย คือมันอาจถูกนำไปใช้ในอีก 5 ปี 150 ปี หรือ 500 ปีข้างหน้า งานวิจัยนี้ถูกทำไว้เพื่อคนรุ่นหลัง และผมมั่นใจว่าคนฉลาดจะใช้มันในอนาคต”

    แต่เราทุกคนมีความรับผิดชอบต่อวิธีการใช้ผลการวิจัยเหล่านี้

    ดร.เคย์กล่าวว่า ทุกคนต้อง “ยึดตามหลักวิทยาศาสตร์” และทำให้ชัดเจนว่าเรารู้อะไรและไม่รู้อะไร

    รวมถึงสื่อและวิธีการรายงานผลการศึกษาด้วย

    “ใครก็ตามที่ชมสารคดีนี้มีหน้าที่ต้องเขียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดการตีตรา”

    “สารคดีแบบนี้ไม่ได้ดำรงอยู่ในสุญญากาศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cm2e3l0j1n5o.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37pHJV-nlEujboMkjgTe3E

  • องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้มีมติประกาศยกย่องและบรรจุรายการของไทย จำนวน ๒ รายการ

    องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้มีมติประกาศยกย่องและบรรจุรายการของไทย จำนวน ๒ รายการ

    องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้มีมติประกาศยกย่องและบรรจุรายการของไทย จำนวน ๒ รายการ


    17/11/2568 | 171 |

    องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้มีมติประกาศยกย่องและบรรจุรายการของไทย จำนวน ๒ รายการ ไว้ในโครงการเฉลิมฉลองวาระสำคัญ (Anniversaries Celebration) ประจำปี ค.ศ. ๒๐๒๖–๒๐๒๗ (พ.ศ. ๒๕๖๙–๒๕๗๐) ในประชุมสมัยสามัญครั้งที่ ๔๓ ของยูเนสโก เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ณ เมืองซามาร์คานด์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน ประกอบด้วย งานฉลองครบ ๑๐๐ ปี วันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และวาระครบ ๑๐๐ ปี พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศ ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

    พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
    ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ ครอบคลุมด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชน อีกทั้งยังพระราชทาน “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นหลักนำทางที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จนทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา”

    สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงมีพระราชกรณียกิจสำคัญด้านการส่งเสริมการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาสตรี การสนับสนุนการจัดตั้งสถานศึกษา และการอุปถัมภ์กิจกรรม ด้านศิลปวัฒนธรรมและงานสาธารณกุศลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎร โดยเฉพาะในยามวิกฤต วาระครบ ๑๐๐ ปี พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จึงเป็นการยกย่องพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ก้าวไกล ที่วางรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาสตรีไทยและสังคมไทยในหลายมิติ และสอดคล้องต่อการจุดเน้นขององค์การยูเนสโกที่มุ่งเน้นส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศทั่วโลก

    ​​การประกาศยกย่องครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการถวายพระเกียรติสูงสุดแด่ทั้งสองพระองค์
    แต่ยังสะท้อนถึงการยอมรับจากประชาคมโลกต่อพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นสร้างสรรค์การศึกษา ความเสมอภาค และสันติภาพของมนุษยชาติ อันเป็นความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทย และเป็นแรงบันดาลใจให้ชนรุ่นหลังสืบสานพระราชปณิธานเพื่อความผาสุกของโลกสืบไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/443614&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YWCTH79P_xCZPgAi10dGh

  • “นฤมล” นำทีมประชุมเตรียมจัดวันเด็กแห่งชาติ 2569 ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” พร้อมนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง” | TOPNEWS

    “นฤมล” นำทีมประชุมเตรียมจัดวันเด็กแห่งชาติ 2569 ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” พร้อมนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง” | TOPNEWS

    ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ซึ่งจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ สนุกสนาน และเสริมคุณธรรมให้กับเยาวชนไทย ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยปีนี้ได้เตรียมจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณด้านการศึกษา รวมถึงพระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินยังพื้นที่ห่างไกลเพื่อดูแลเด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง

    งานในปีนี้แบ่งออกเป็น 4 โซนสำคัญ ได้แก่

    •Light of Wisdom (แสงแห่งปัญญา)

    •Creative Earth Lab (ห้องทดลองโลกสร้างสรรค์)

    •Sufficiency for Happiness (พอเพียงสร้างสุข)

    •Water Wonder Zone (โซนมหัศจรรย์แห่งสายน้ำ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1393416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zkqdCxlPbACBnlpMpUEKo

  • แอดไวซ์ ผนึกกำลัง Viu เปิดตัวแคมเปญเอ็กซ์คลูซีฟ มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าดู Viu PREMIUM ฟรีสูงสุด 1

    แอดไวซ์ ผนึกกำลัง Viu เปิดตัวแคมเปญเอ็กซ์คลูซีฟ มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าดู Viu PREMIUM ฟรีสูงสุด 1

    แอดไวซ์ ผนึกกำลัง Viu เปิดตัวแคมเปญเอ็กซ์คลูซีฟ มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าดู Viu PREMIUM ฟรีสูงสุด 1 ปี

    แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอทีและสมาร์ทดีไวซ์ครบวงจรของประเทศไทย จับมือ Viu ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งยอดนิยมแห่งเอเชีย จัดแคมเปญสุดพิเศษด้วยการมอบสิทธิ์ดู Viu Premium ฟรีสูงสุด 1 ปี สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าไอทีที่ร่วมรายการจากแอดไวซ์ มุ่งเป้าขยายฐานลูกค้าใหม่และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด

    คุณชนัญญา จัยสิน ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Viu ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแอดไวซ์ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกไอทีที่มองหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจอยู่เสมอ เราเห็นว่าไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เราจึงไม่เคยหยุดที่จะศึกษา Customer Insight เพื่อเข้าใจถึงแก่นแท้ถึงสิ่งที่ลูกค้ากำลังสนใจ ซึ่งการผนึกกำลังกับ Viu ที่เป็นผู้นำด้านคอนเทนต์ความบันเทิงระดับโลกในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หลักของเราในการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้งานยุคดิจิทัลที่ชื่นชอบซีรีส์และภาพยนตร์เอเชีย พร้อมทั้งเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัย และมอบสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่าเพื่อสร้างความแตกต่างและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงเสริมไปกับการผลักดันสินค้าที่เป็นแกนหลักของธุรกิจเรา ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และกลุ่มสินค้าโน๊ตบุ๊ค ที่ลูกค้ามักจะใช้เพื่อทั้งการทำงานและความบันเทิง”

    แอดไวซ์ ผนึกกำลัง Viu เปิดตัวแคมเปญเอ็กซ์คลูซีฟ มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าดู Viu PREMIUM ฟรีสูงสุด 1 ปี

    คุณอคิรากร อิกิติสิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Viu กล่าวว่า “ความร่วมมือกับแอดไวซ์ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่สอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของ Viu ในการขยายฐานสมาชิกและขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ เราเล็งเห็นจุดแข็งที่โดดเด่นของแอดไวซ์ ในฐานะผู้นำด้านไอทีที่มีช่องทางการจำหน่ายที่กว้างขวางและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งานสมาร์ทดีไวซ์ทั่วประเทศ การมอบสิทธิ์ดู Viu Premium ฟรีสูงสุด 1 ปี ผ่านการซื้อสินค้าไอทีที่ร่วมรายการนั้น จะยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงแบบไร้รอยต่อให้กับผู้ใช้งาน ทั้งการรับชมแบบไม่มีโฆษณาคั่นและภาพระดับ Full HD ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ไอทีของ แอดไวซ์ เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ Viu จะสามารถขยายฐานผู้ชมในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่แสวงหาความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่ดีที่สุดไปพร้อมกัน”

    Advice x Viu ซื้อสินค้าไอทีกับแอดไวซ์ รับฟรี! Viu Premium

    สิทธิประโยชน์เฉพาะลูกค้า Advice เพลิดเพลินไปกับการรับชมภาพยนตร์ ซีรีส์ และรายการวาไรตี้โชว์แบบเต็มอิ่ม ไม่มีโฆษณาคั่น สูงสุด 1 ปีเต็ม เพียงซื้อสินค้าในกลุ่มสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือสมาร์ทวอทช์ ตามเงื่อนไขราคาที่กำหนด รับสิทธิ์ชม Viu Premium ฟรีทันที

    • รับฟรี Viu Premium 1 ปี เมื่อซื้อสินค้า 20,000 บาทขึ้นไป
    • รับฟรี Viu Premium 90 วัน เมื่อซื้อสินค้า 10,000 – 19,999 บาท
    • รับฟรี Viu Premium 30 วัน เมื่อซื้อสินค้าราคาต่ำกว่า 10,000 บาท

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรโมชั่นได้ที่ https://www.advice.co.th/article/advice_viu_premium


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12766453&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WNGFxWLNfEijSL2QMeteo