Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีฯ  ร.10-ราชินีเสด็จฯ  หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์

    ทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีฯ ร.10-ราชินีเสด็จฯ หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์

    วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีฯ

    ร.10-ราชินีเสด็จฯ

    หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์

    สาธิตการเรียนอัจฉริยะ

    “ในหลวง-พระบรมราชินี” เสด็จฯทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา (Center for Educational Technology and Resource Development)

    เมื่อเวลา 11.06 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา (Center for Educational Technology and Resource Development) ณ ที่นั้น นายหวาย จิ้นเผิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวหลี่ ผิง อธิบดีศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ
    จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรวีดิทัศน์และทรงรับฟังการบรรยายภาพรวมการพัฒนาระบบการศึกษาอัจฉริยะของสาธารณรัฐประชาชนจีน และทอดพระเนตรอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้ด้านการศึกษาอัจฉริยะ ประกอบด้วย การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ห้องทดลองเสมือนจริง หลักสูตรการเรียนการสอนปัญญาประดิษฐ์ เครื่องตรวจข้อสอบ เครื่องสอนการเขียนพู่กันจีน และเครื่องเลเซอร์แกะสลักสื่อการสอน เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องทำงานของแผนกข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทอดพระเนตรข้อมูลและสถิติด้านการศึกษาอัจฉริยะของสาธารณรัฐประชาชนจีน และการสาธิต การเรียนแบบอัจฉริยะ ผ่านระบบทางไกล ระหว่างนักเรียนชั้นประถมศึกษา ในกรุงปักกิ่ง กับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาในมณฑลไห่หนาน สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับโรงแรมที่ประทับ

    ในเวลาบ่าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสถานที่สำคัญต่างๆในกรุงปักกิ่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีด้านอวกาศจีน ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมวิทยาศาสตร์นักบินอวกาศจีน ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศกรุงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ภายในเมืองอวกาศกรุงปักกิ่ง (Beijing Aerospace City)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/928250&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3goILN0yxUX5_OHSGtLZky

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D553747&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nhNZND3uijWFGIeBfdLOI

  • สรพ. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุขศรีลังกา เข้าศึกษาดูงานระบบรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของประเทศไทย

    สรพ. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุขศรีลังกา เข้าศึกษาดูงานระบบรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของประเทศไทย

    สรพ. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุขศรีลังกา เข้าศึกษาดูงานระบบรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของประเทศไทย

    พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุข ประเทศศรีลังกา จำนวน 6 ท่าน ในโอกาสเดินทางมาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านระบบรับรองคุณภาพโรงพยาบาลและบริการสุขภาพของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก นพ.ดนุภัทร รัตนวราห หัวหน้ากลุ่มงานมาตรฐานวิชาการและภาครัฐกองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเป็นวิทยากร ระหว่างวันที่ 17–21 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้หัวข้อ “Thailand – Sri Lanka Collaboration on Healthcare Quality:A Study Visit to Private Hospital and Primary Care Accreditation” ณ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ชั้น 5 อาคารสุขภาพแห่งชาติ จ.นนทบุรี

    การศึกษาดูงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนากรอบมาตรฐานการรับรองคุณภาพของประเทศศรีลังกา ซึ่งกำลังจัดทำระบบรับรองคุณภาพสถานพยาบาลเอกชนกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ โดยคณะผู้ศึกษาดูงานจะได้เรียนรู้ระบบการรับรองกระบวนการคุณภาพสถานพยาบาล ภายใต้มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ Hospital Accreditation (หรือมาตรฐาน HA) ของไทย รวมถึงกระบวนการการประเมินและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ตลอดจนเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณะสุข (3P Safety) และลงพื้นที่เรียนรู้ระบบการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของประเทศไทยในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะการนำมาตรฐาน HA ไปใช้ในสถานพยาบาลเอกชนที่เป็นแบบอย่างที่ดีของไทย เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบกรอบระบบการรับรองคุณภาพระดับชาติของประเทศศรีลังกา และเสริมสร้างความร่วมมือด้านเทคนิคระหว่างกระทรวงสาธารณสุขประเทศศรีลังกาและสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของระบบบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/972733&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jGKx7IZltdygI1WvYU-LK

  • เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ ? – BBC News ไทย

    เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ ? – BBC News ไทย

    เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์ หรือปล่อยไว้ไม่ต้องศึกษา ?

    A colour treated photo of Hitler speaking into a big microphone. He's wearing a light brown jacket and red tie.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ทิฟฟานี เวอร์ไทม์เมอร์
      • Role,

    การวิเคราะห์ดีเอ็นเอของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากตัวอย่างเลือดเผยข้อมูลใหม่ทั้งด้านเชื้อสายต้นตระกูลและสุขภาพของอดีตผู้นำนาซี

    ทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติทำการทดสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดจากผ้าที่มีคราบเลือดเก่าของฮิตเลอร์ ผลการทดสอบยืนยันว่า ฮิตเลอร์ไม่มีเชื้อสายยิว และยังตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อพัฒนาการของอวัยวะเพศด้วย

    ขณะที่พาดหัวข่าวคลิกเบทมุ่งไปที่ข้อสงสัยว่าฮิตเลอร์อาจมีอวัยวะเพศเล็กและมีลูกอัณฑะเพียงข้างเดียวหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่จริงจังกว่าระบุว่า ดีเอ็นเอของเขา “มีแต้มสูงมาก ในอันดับ 1% แรก” ว่ามีความโน้มเอียงต่อการเป็นออทิสติก โรคจิตเภท และโรคไบโพลาร์

    นี่หมายความว่าฮิตเลอร์มีภาวะทางระบบประสาทเหล่านี้หรือไม่ ? ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจากข้อมูลนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค

    กระนั้นก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวได้สร้างความกังวลเรื่องการตีตราและจริยธรรม โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า งานวิจัยนี้ควรถูกทำตั้งแต่แรกหรือไม่

    ศ.ทูรี คิง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอ กล่าวในช่วงแรกของสารคดีจากสถานีโทรทัศน์แชนแนลโฟร์ (Channel 4) ของอังกฤษ เรื่อง Hitler’s DNA: Blueprint of a Dictator (ดีเอ็นเอของฮิตเเลอร์: พิมพ์เขียวของเผด็จการ) ว่า “ฉันคิดหนักกับเรื่องนี้”

    เธอบอกกับบีบีซีว่า ตอนที่ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมโครงการวิจัยนี้เมื่อหลายปีก่อน เธอรู้ดีว่าการศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์อาจสร้างผลกระทบ เธอย้ำว่า “ฉันไม่ได้สนใจทำให้เรื่องนี้เป็นข่าวหวือหวา”

    กระนั้นเธอก็กล่าวว่า อย่างไรเสียงานวิจัยนี้ย่อมมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในสักวัน และเธอมั่นใจว่าอย่างน้อยการศึกษานี้จะสามารถดำเนินไปอย่างเข้มงวดตามหลักวิชาการภายใต้การดูแลของเธอ ด้วย การมี “ข้อจำกัดและมาตรการกำกับที่เหมาะสม”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A gloved hand holds a glass slide with drops of blood being tested, showing samples with different colours and reactions

    • .

    • Geoffrey Jenkins Longfellow/BBC THAI

    • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 23 ก.พ.- 8 มี.ค. 2530

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ศ.ทูรี คิง ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับโครงการที่มีชื่อเสียงโด่งดังและอ่อนไหว ก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นผู้นำการตรวจสอบทางพันธุกรรมเพื่อยืนยันตัวตนของโครงกระดูกพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 หลังพบโครงกระดูกดังกล่าวถูกฝังใต้ลานจอดรถในเมืองเลสเตอร์เมื่อปี 2012

    A brown and blue ripped swatch of fabric that looks quite dirty.

    ที่มาของภาพ, Gettysburg Museum of History

    คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างผ้าถูกตัดมาจากโซฟาในบังเกอร์ของฮิตเลอร์ โดยสามารถเห็นคราบเลือดได้ที่มุมล่างซ้าย

    ตัวอย่างผ้าที่มีคราบเลือดของฮิตเลอร์ถูกนำมาตรวจดีเอ็นเอหลังผ่านไปกว่า 80 ปี ผ้าชิ้นนี้ถูกตัดออกจากโซฟาในบังเกอร์ใต้ดินของฮิตเลอร์ สถานที่ซึ่งเขาฆ่าตัวตายเมื่อกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรบุกถึงกรุงเบอร์ลินในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่สอง

    พันเอกรอสเวลล์ พี โรเซนเกรน แห่งกองทัพสหรัฐฯ เห็นโอกาสในการเก็บของที่ระลึกจากสงครามสุดพิเศษ เขาจึงเก็บผ้าชิ้นนี้ไว้ และปัจจุบันมันถูกใส่กรอบจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เกตตีสเบิร์กในสหรัฐฯ

    นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าเลือดนี้เป็นของฮิตเลอร์ เพราะสามารถจับคู่โครโมโซม Y ของมันได้อย่างสมบูรณ์กับตัวอย่างดีเอ็นเอจากญาติชายที่เก็บไว้เมื่อสิบปีก่อนหน้านั้น

    ผลการวิจัยซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง

    นี่เป็นครั้งแรกที่มีการระบุดีเอ็นเอของฮิตเลอร์ และตลอดระยะเวลา 4 ปี นักวิทยาศาสตร์สามารถถอดรหัสเพื่อดูองค์ประกอบทางพันธุกรรมของหนึ่งในเผด็จการที่โหดร้ายที่สุดในโลกได้

    สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันได้แล้วคือ ฮิตเลอร์ไม่มีเชื้อสายยิว นี่หักล้างข่าวลือที่แพร่สะพัดมาตั้งแต่ทศวรรษ 1920

    อีกหนึ่งข้อค้นพบสำคัญคือ เขามีภาวะคัลมันน์ซินโดรม (Kallmann syndrome) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และการพัฒนาอวัยวะเพศ ภาวะนี้อาจทำให้มีอวัยวะเพศเล็กและลูกอัณฑะไม่ห้อยลงมา ซึ่งสอดคล้องกับข่าวลือที่เคยแพร่สะพัดผ่านเพลงของอังกฤษสมัยสงคราม

    คัลมันน์ซินโดรมยังส่งผลต่อความต้องการทางเพศด้วย ดร.อเล็กซ์ เคย์ นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโพทสดัมซึ่งปรากฏตัวในสารคดีดังกล่าวด้วยกล่าวว่า ประเด็นนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ

    “มันบอกเราได้มากเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขา หรือพูดให้ถูกคือ เขาแทบไม่มีชีวิตส่วนตัวเลย” เขาอธิบาย

    นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันมานานว่าทำไมฮิตเลอร์จึงทุ่มเทให้กับการเมืองอย่างสิ้นเชิง “จนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับชีวิตส่วนตัว” และข้อค้นพบนี้อาจช่วยอธิบายได้

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การค้นพบเช่นนี้นี้ทำให้งานวิจัยทั้งน่าสนใจและมีประโยชน์ โดย ศ.ทูรี คิง กล่าวว่า “นี่คือการผสานกันระหว่างประวัติศาสตร์และพันธุศาสตร์”

    Turi King, wearing a blue long-sleeved blouse, and Alex Kay, wearing a black shirt, standing at a desk.

    ที่มาของภาพ, Tom Barnes/Channel 4

    คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ ทูรี คิง และนักประวัติศาสตร์ ดร.อเล็กซ์ เคย์

    ผลการวิจัยที่ซับซ้อนและเป็นที่ถกเถียงมากกว่า คือข้อบ่งชี้ว่าฮิตเลอร์อาจมีภาวะทางระบบประสาทหรือสุขภาพจิตหนึ่งอย่างหรือมากกว่า

    เมื่อวิเคราะห์จีโนมและเปรียบเทียบกับคะแนนโพลีเจนิก (polygenic score) พบว่าฮิตเลอร์มีความโน้มเอียงสูงต่อการเป็นออทิสติก สมาธิสั้น โรคจิตเภท และโรคไบโพลาร์

    นี่คือจุดที่วิทยาศาสตร์ซับซ้อนขึ้น

    การให้คะแนนโพลีเจนิกจะตรวจสอบดีเอ็นเอของบุคคลและคำนวณความเป็นไปได้ที่จะเกิดโรคหนึ่ง ๆ ซึ่งมีประโยชน์ในการตรวจหาความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและมะเร็งที่พบได้บ่อย แต่การวิเคราะห์นี้เปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างประชากรขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อใช้ในระดับบุคคล ผลลัพธ์อาจไม่แน่นอนได้

    ตลอดทั้งสารคดีซึ่งบีบีซีได้รับชม ผู้เชี่ยวชาญในสารคดีย้ำแล้วย้ำอีกว่าการวิเคราะห์ดีเอ็นเอไม่ใช่การวินิจฉัยโรค แต่เป็นเพียงการบ่งชี้ความโน้มเอียง และไม่ได้หมายความว่าฮิตเลอร์มีภาวะเหล่านี้

    อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์พันธุกรรมบางคนแสดงความกังวลว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นการด่วนสรุปที่ง่ายเกินไป

    ศาสตราจารย์เดนิส ไซเดอร์คอมบ์ คอร์ต จากคิงส์คอลเลจลอนดอน ซึ่งเคยทดสอบตัวอย่างเลือดเดียวกันในปี 2018 กล่าวว่า ทีมวิจัย “ตั้งสมมติฐานไกลเกินไป”

    เธอบอกกับบีบีซีว่า “ในแง่ของบุคลิกหรือพฤติกรรม ฉันคิดว่ามันแทบไม่มีประโยชน์” และเสริมว่าเธอคงไม่อยากคาดการณ์ว่าบุคคลหนึ่ง ๆ มีภาวะทางการแพทย์ใดหรือไม่จากผลลัพธ์ที่ได้ เพราะมีปัญหาเรื่อง “การมีพันธุกรรม แต่ไม่เป็นโรคและไม่มีอาการของโรค” (incomplete penetrance)

    ดร.สุนธยา รามาน นักวิทยาศาสตร์พันธุกรรมอีกคนอธิบายว่า “แค่เพราะบางสิ่งถูกเข้ารหัสในดีเอ็นเอ ไม่ได้หมายความว่าอาการของโรคจะแสดงออก”

    สารคดียังสะท้อนมุมมองนี้ผ่านศาสตราจารย์ไซมอน บารอน-โคเฮน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยออทิสติก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่กล่าวว่า “การเชื่อมโยงจากชีววิทยาไปสู่พฤติกรรมเป็นการก้าวกระโดดที่ใหญ่เกินไป”

    “การดูผลลัพธ์ทางพันธุกรรมแบบนี้มีความเสี่ยงต่อการตีตรา ผู้คนที่ถูกวินิจฉัยว่ามีโรคเหล่านี้อาจคิดว่า ‘การวินิจฉัยโรคของฉันถูกเชื่อมโยงกับคนที่ทำสิ่งเลวร้ายขนาดนั้นหรือ ?’”

    เขากล่าวว่า “ความเสี่ยงคือการลดทอนทุกอย่างเหลือแค่พันธุกรรม” และเสริมว่าที่จริงแล้วยังมีปัจจัยอื่นอีกมากที่ต้องพิจารณา

    Black and white photo of a baby.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในวัยทารก คาดว่าถ่ายในปี 1889

    สมาคมออทิสติกแห่งชาติของสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที โดยเรียกผลการวิจัยนี้ว่าเป็น “การสร้างกระแสราคาถูก”

    ทิม นิโคลส์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสมาคมฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ที่ไร้มาตรฐาน คือความไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของบุคคลผู้เป็นออทิสติก”

    “ผู้คนที่เป็นออทิสติกสมควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้” เขากล่าว

    บีบีซีสอบถามไปยังแชลแนลโฟร์ และบริษัท Blink Films ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตสารคดี โดยในแถลงการณ์ชี้ว่า ผู้เชี่ยวชาญอย่างศาสตราจารย์บารอน-โคเฮน “อธิบายว่าพฤติกรรมของบุคคลเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่พันธุกรรม แต่รวมถึงสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ชีวิต การเลี้ยงดู การเข้าถึงการศึกษาและทรัพยากร รวมถึงปัจจัยทางวัฒนธรรม”

    “รายการนี้เน้นย้ำว่าข้อมูลทางพันธุกรรมที่เปิดเผยในสารคดีช่วยให้เข้าใจฮิตเลอร์มากขึ้น แต่ไม่ได้บ่งบอกว่าเขาถูกกำหนดทางชีววิทยาให้มีพฤติกรรมแบบใดแบบหนึ่ง”

    Weber has short browny-grey hair and wears black rimmed glasses. It's a studio shot and he's wearing a blue suit

    ที่มาของภาพ, Stephanie Bonnas

    คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์โธมัส เวเบอร์ กล่าวว่า เขารู้สึก “ทั้งตื่นเต้นและกังวลพอ ๆ กัน” เมื่อได้เห็นผลการวิจัย

    ชื่อสารคดีเองก็สร้างข้อถกเถียง โดยเฉพาะส่วนที่สองที่ใช้คำว่า “Blueprint of a Dictator” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า พิมพ์เขียวของเผด็จการ

    ศาสตราจารย์คิงกล่าวว่า นี่ไม่ใช่ชื่อที่เธอจะเลือก และศาสตราจารย์โธมัส เวเบอร์ นักประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในรายการ บอกกับบีบีซีว่า เขารู้สึกแปลกใจกับชื่อเรื่อง เพราะทีมงานเน้นย้ำว่า “ไม่มียีนเผด็จการ”

    ศาสตราจารย์เวเบอร์ ซึ่งยังไม่ได้ชมสารคดีก่อนให้สัมภาษณ์ กล่าวว่า เขามองว่าการวิเคราะห์ดีเอ็นเอครั้งนี้ทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากังวล

    “น่าตื่นเต้นเพราะมันยืนยันหลายสิ่งที่ผมสงสัยเกี่ยวกับฮิตเลอร์… แต่ผมกังวลว่าผู้คนจะตีความเกินไป เช่น พยายามหายีนแห่งความชั่วร้าย” เขากล่าว พร้อมแสดงความกังวลต่อการรับรู้ของสาธารณะ โดยเฉพาะต่อบุคคลผู้เป็นออทิสติกและกลุ่มที่ถูกกล่าวถึงในรายการ

    ศาสตราจารย์คิงเสริมว่า การทำสารคดีวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจนั้นมีความท้าทาย

    “นี่คือโทรทัศน์ ซึ่งบางครั้งต้องทำให้เรียบง่ายขึ้น” เธอกล่าว พร้อมย้ำว่าทีมงานพยายามรักษาสมดุลระหว่างความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์กับข้อจำกัดของสื่อ

    “พวกเขาอาจเลือกแนวทางที่หวือหวากว่านี้ แต่ไม่ได้ทำ พวกเขาพยายามรักษาความละเอียดอ่อน… และเราได้วางแนวป้องกันไว้แล้ว”

    แชนแนลโฟร์ยังให้เหตุผลสนับสนุนชื่อสารคดี โดยระบุว่า “ดีเอ็นเอมักถูกเรียกในเชิงภาษาว่า ‘พิมพ์เขียวแห่งชีวิต’” และหน้าที่ของช่องคือ “สร้างรายการที่เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง โดยทำให้แนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนและงานวิจัยทางประวัติศาสตร์เข้าใจง่ายสำหรับทุกคน”

    Black and white image of a man inspecting the couch

    ที่มาของภาพ, Alamy

    คำบรรยายภาพ, นักข่าวสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรตรวจสอบโซฟาภายในบังเกอร์ของฮิตเลอร์ในปี 1945 โดยมีการกล่าวว่าคราบบนที่วางแขนคือคราบเลือด

    โครงการวิจัยนี้ทำให้เกิดคำถามด้านจริยธรรมมากมาย

    หนึ่งในนั้นคือคำถามที่ว่า เราควรตรวจสอบดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ หากไม่ได้รับอนุญาตจากตัวเขาเองหรือทายาทโดยตรง ?

    และความจริงที่ว่าเขาเป็นผู้ก่อให้เกิดหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จะทำให้สิทธิความเป็นส่วนตัวหมดไปหรือไม่ ?

    “นี่คือฮิตเลอร์ เขาไม่ใช่ตัวละครลึกลับที่ไม่มีใครทำวิจัยดีเอ็นเอได้ ว่าแต่ใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ ?” ศ.ทูรี คิง กล่าว

    นักประวัติศาสตร์อย่าง ซูภัทรา ดาส เห็นด้วยว่า “นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำ มีคนที่เสียชีวิตไปนานแล้วหลายร้อยคนที่ถูกตรวจดีเอ็นเอ เป็นเรื่องปกติในแวดวงวิทยาศาสตร์และโบราณคดี แต่สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาคือวิธีที่เราตีความผลการศึกษาต่างหาก”

    ดร.อเล็กซ์ เคย์ นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า เขาไม่กังวลเรื่องจริยธรรม “ตราบใดที่ข้อเท็จจริงถูกต้องและเราตรวจสอบทุกอย่างอย่างรอบคอบ”

    สำหรับคำถามว่าควรตรวจดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ เขากล่าวว่า “ฮิตเลอร์ตายมา 80 ปีแล้ว เขาไม่มีทายาทโดยตรงและไม่มีลูก เขาทำให้เกิดความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนมหาศาล เราต้องชั่งน้ำหนักสิ่งนี้กับปัญหาจริยธรรมในการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของเขา”

    ที่น่าสนใจคือ ห้องแล็บหลายแห่งในยุโรปปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโครงการ และสุดท้ายสถาบันที่ทำการทดสอบเป็นสถาบันในสหรัฐฯ

    ผู้สร้างสารคดีกล่าวกับบีบีซีว่า งานวิจัยนี้ “ผ่านกระบวนการตรวจสอบจริยธรรมมาตรฐานสำหรับงานวิชาการ” ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบผลการวิจัยในสองประเทศด้วย

    Black and white image of Hitler walking along with uniformed men behind him

    ที่มาของภาพ, General Photographic Agency/Hulton Archive/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ฮิตเลอร์ในปี 1933

    แล้วงานวิจัยนี้ควรถูกทำตั้งแต่แรกหรือไม่ ? บีบีซีได้พูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมและนักประวัติศาสตร์หลายคน ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับว่าถามใคร

    ผู้ที่อยู่ในสารคดี แน่นอนว่าตอบว่า “ควรทำ” เพราะช่วยสร้างภาพที่ครบถ้วนมากขึ้นเกี่ยวกับฮิตเลอร์ บุคคลที่ยังคงทั้งดึงดูดความสนใจและสร้างความหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน

    “เราควรทำทุกอย่างเพื่อทำความเข้าใจกับความสุดโต่งในอดีต” ศาสตราจารย์เวเบอร์กล่าว

    “กล่าวตามตรง” ดร.เคย์ กล่าว “ประเด็นเหล่านี้มีการพูดถึงอยู่แล้ว… เราไม่ได้เป็นคนปลูกความคิดนี้ขึ้นมาในหัวของผู้คน ผู้คนคาดเดากันมานานแล้วว่าฮิตเลอร์อาจมีความผิดปกติบางอย่าง”

    แต่ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ทุกคนที่เห็นด้วย

    “ฉันคิดว่านี่เป็นวิธีที่น่าสงสัยในการพยายามอธิบายว่าอะไรผลักดันการกระทำของฮิตเลอร์” อิวา วูคูซิช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยยูเทรคต์ กล่าว

    ดร.วูคูซิช ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการก่อความรุนแรงในวงกว้าง บอกกับบีบีซีว่าเธอเข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงให้ความสนใจ แต่ “คำตอบที่เราตามหา จะไม่พบจากการตรวจดีเอ็นเอ”

    และแม้งานวิจัยนี้จะน่าสนใจ แต่มันเสี่ยงที่จะบดบังบทเรียนสำคัญของประวัติศาสตร์ แอนน์ ฟาน มูริก นักประวัติศาสตร์จากสถาบัน NIOD ในอัมสเตอร์ดัมกล่าว

    บทเรียนสำคัญคือ “คนธรรมดาในบางบริบทสามารถก่อ ยุยง หรือยอมรับความรุนแรงที่เลวร้ายได้”

    เธอกล่าวว่า การไปโฟกัสที่เรื่อง (ที่อาจจะจริง) ว่าอวัยวะเพศของฮิตเลอร์เล็กนั้น ไม่ได้สอนอะไรเราเกี่ยวกับกลไกของความรุนแรงและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

    Hitler and a woman, each holding a dog on a leash.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ฮิตเลอร์กับเอวา เบราน์ ซึ่งเขาแต่งงานด้วยไม่นานก่อนที่ทั้งคู่จะฆ่าตัวตายในบังเกอร์

    ตอนนี้การศึกษาเสร็จสิ้นแล้วและงานวิจัยอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้นผลลัพธ์ทั้งหมดจะถูกเผยแพร่ในอนาคตอันใกล้

    ศาสตราจารย์เวเบอร์กล่าวว่า พวกเขาควรใช้ข้อมูลเหล่านี้ “ด้วยความระมัดระวังและอย่างมีสติ” แต่เขาหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ในบางแง่

    “นี่คือข้อดีของผลการวิจัย คือมันอาจถูกนำไปใช้ในอีก 5 ปี 150 ปี หรือ 500 ปีข้างหน้า งานวิจัยนี้ถูกทำไว้เพื่อคนรุ่นหลัง และผมมั่นใจว่าคนฉลาดจะใช้มันในอนาคต”

    แต่เราทุกคนมีความรับผิดชอบต่อวิธีการใช้ผลการวิจัยเหล่านี้

    ดร.เคย์กล่าวว่า ทุกคนต้อง “ยึดตามหลักวิทยาศาสตร์” และทำให้ชัดเจนว่าเรารู้อะไรและไม่รู้อะไร

    รวมถึงสื่อและวิธีการรายงานผลการศึกษาด้วย

    “ใครก็ตามที่ชมสารคดีนี้มีหน้าที่ต้องเขียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดการตีตรา”

    “สารคดีแบบนี้ไม่ได้ดำรงอยู่ในสุญญากาศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cm2e3l0j1n5o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0svKY-Q7lBh30SJNcDom-u

  • (หุ้นเจาะ) BEYOND ยิ้มรับขัดแย้ง“จีน-ญี่ปุ่น” หนุนท่องเที่ยวโตระเบิด  – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    (หุ้นเจาะ) BEYOND ยิ้มรับขัดแย้ง“จีน-ญี่ปุ่น” หนุนท่องเที่ยวโตระเบิด  – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    BEYOND หรือ บมจ.เบาด์ แอนด์ บียอนด์ โดยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า จากกรณีกระทรวงต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ เตือนพลเมืองหลีกเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น ภายหลังผู้นำญี่ปุ่นแสดงความเห็นกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน  ภายใต้กระแสดังกล่าว มีโอกาสนักท่องเที่ยวจีนพิจารณาหมุดหมายปลายทางอื่น ซึ่งไทยยังมีประเด็นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยจากนักท่องเที่ยวจีน แต่มองว่าภาครัฐสามารถใช้โอกาสนี้ทำการตลาดกับนักท่องเที่ยวจีน  เพื่อจูงใจให้เดินทางมาไทยได้ และมองว่ากลุ่มโรงแรมน่าจะได้ประโยชน์

    รับบวกเข้าไฮซีซั่น

    นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า BEYOND  เป็นหนึ่งในหุ้นโรงแรมน่าจะได้ประโยชน์ โดยมีรายได้หลักจากโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ  แม้ว่างบ Q3/68 จะยังมีผลขาดทุนรับผลลบจากท่องเที่ยวชะลอตัว แต่ใน Q4/68 แนวโน้มเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นเพราะเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจท่องเที่ยว

    เดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้

    ทางด้านนางกมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการ BEYOND กล่าวว่า บริษัทมีเงินกู้ระยะยาวจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี จำนวน 2 พันลบ. และบริษัทได้เบิกใช้วงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินจำนวน 1 พันลบ. เพื่อจ่ายชำระคืนเงินกู้ระยะยาวจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันก่อนครบกำหนด และบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณากระบวนการปรับโครงสร้างเงินกู้และขอสินเชื่อสถาบันการเงินสำหรับยอดที่เหลือต่อไป โดยฝ่ายบริหารคาดว่าเงินกู้ดังกล่าวจะถูกจัดประเภทเป็นหนี้สินระยะยาวเมื่อกระบวนการดังกล่าวเสร็จสิ้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/17/595159/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PUqDzve1BzUUJavVC1urc

  • นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.แม่ฮ่องสอน ต้อนรับ คาราวานเมืองฮานอย

    นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.แม่ฮ่องสอน ต้อนรับ คาราวานเมืองฮานอย

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา อัญเชิญไฟพระฤกษ์ เปิดกิจกรรมวิ่งคบเพลิง SEA Games–ASEAN Para Games 2025 อย่างยิ่งใหญ่ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีอัญเชิญไฟพระฤกษ์ไปร่วมกิจกรรมวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์ (Torch Relay SEA Games and ASEAN Para Games Thailand 2025) โดยมี คณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน, นายนรพล ตันติมนตรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.),นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, คณะผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, คณะกรรมการ กกท., คณะผู้บริหาร กกท., นักกีฬา และสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรม ณ […]

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/maehongson/3823702/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LiI4fdKYGliYMReXCjVC5

  • คลายล็อกเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บทบาทใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    คลายล็อกเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บทบาทใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    คลายล็อกเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บทบาทใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว


    17/11/2568 | 143 |

    เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 และตามมาด้วยประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ซึ่งระบุช่วงเวลาห้ามจำหน่ายและบริโภคที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว คณะรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหารือเพื่อแก้ไขปัญหา

    มติสำคัญจากการประชุม คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ (13 พ.ย. 68)

    นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุม โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเข้าร่วม โดยมีมติสำคัญดังนี้:

    1. ยกเลิกการห้ามขายช่วง 14.00-17.00 น. (ทดลอง 6 เดือน): ที่ประชุมเห็นชอบให้ปลดล็อกการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่งในอดีตมีเหตุผลเพื่อป้องกันข้าราชการดื่มในเวลาราชการ นายโสภณระบุว่า “สมัยนี้มันหมดยุคแล้ว ข้าราชการไม่ไปดื่มเหล้าในช่วงบ่ายแล้ว” การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะมีการ ประเมินผลดีทางเศรษฐกิจและข้อกังวลเรื่องสุขภาพเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่

    2. อนุญาตให้นั่งดื่มต่อ 1 ชั่วโมงหลังเที่ยงคืน: แม้จะไม่มีการขยายเวลาขายออกไปถึง 04.00 น. ตามข้อเรียกร้องของภาคการท่องเที่ยว แต่ที่ประชุมมีมติให้ “ผู้ดื่ม” สามารถนั่งดื่มในสถานที่ขายต่อได้อีก 1 ชั่วโมงหลังเที่ยงคืน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามมีการซื้อเพิ่มเติม ในช่วงเวลาดังกล่าว เหตุผลที่ไม่มีการขยายเวลาขายออกไปมากกว่านี้มาจากการพิจารณาสถิติอุบัติเหตุที่เกิดในช่วงเวลา 02.00-03.00 น. ซึ่งพบว่าเป็นช่วงที่มีอุบัติเหตุสูงสุด

    3. คงมาตรการโซนนิ่ง: เรื่องการกำหนดโซนนิ่งการจำหน่ายสุรากับระยะห่างจากสถานศึกษายังคงมีอยู่ โดยจะมีการกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การนับระยะจากรั้วหรือตัวอาคารเรียน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติจริง

    ผลกระทบและแนวโน้มในอนาคต

    นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสำคัญ การปลดล็อกช่วงเวลาดังกล่าวคาดว่าจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ

    หลังจากนี้ จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นเวลา 15 วัน และคาดการณ์ว่าประกาศฉบับแก้ไขจะมีผลบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาได้ประมาณต้นเดือนธันวาคม 2568

    การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการตอบสนองต่อพลวัตทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลด้านสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม การประเมินผลในระยะ 6 เดือนข้างหน้าจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ามาตรการเหล่านี้จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/443308&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yDXaFMmWb88qz7fyLhoeY

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา อัญเชิญไฟพระฤกษ์ เปิดกิจกรรมวิ่งคบเพลิงซีเกมส์ 33

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา อัญเชิญไฟพระฤกษ์ เปิดกิจกรรมวิ่งคบเพลิงซีเกมส์ 33

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา อัญเชิญไฟพระฤกษ์ เปิดกิจกรรมวิ่งคบเพลิง SEA Games–ASEAN Para Games 2025 อย่างยิ่งใหญ่ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีอัญเชิญไฟพระฤกษ์ไปร่วมกิจกรรมวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์ (Torch Relay SEA Games and ASEAN Para Games Thailand 2025)

    โดยมี คณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน, นายนรพล ตันติมนตรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.),นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, คณะผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, คณะกรรมการ กกท., คณะผู้บริหาร กกท., นักกีฬา และสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรม ณ ลานกิจกรรมหน้าอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวเปิดงาน โดยแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน “ไฟพระฤกษ์” เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เพื่อเป็นสิริมงคล และเป็นขวัญกำลังใจสูงสุดแก่ผู้จัดการแข่งขันและนักกีฬาทุกท่าน ซึ่ง “ไฟพระฤกษ์” ถือ เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ของเกมส์การแข่งขัน และสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมการกีฬาของชาติ ทั้งนี้ พิธีอัญเชิญและการวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์ในวันนี้ เป็นวาระที่เราจะได้ร่วมกันส่งต่อเปลวไฟแห่งมิตรภาพนี้ ไปสู่จังหวัดเจ้าภาพ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา สำหรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และจังหวัดนครราชสีมา สำหรับการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพด้านการกีฬาและมิตรไมตรีของคนไทย และขอให้เปลวไฟที่กำลังจะเคลื่อนขบวนไปนี้ นำพาซึ่งจิตวิญญาณของนักกีฬาอย่างแท้จริง

    สำหรับกิจกรรมวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์ (Torch Relay SEA Games and ASEAN Para Games Thailand 2025) จัดขึ้นพร้อมกันอย่างยิ่งใหญ่ใน 4 จังหวัดภาพ โดยกรุงเทพมหานคร เริ่มพิธีในเวลา 07.15 น. ขบวนอัญเชิญไฟพระฤกษ์ได้เคลื่อนจากห้องเก็บรักษาไฟพระฤกษ์ บริเวณ ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา กกท. มายังจุดเริ่มต้น ก่อนที่ประธานในพิธีจะกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการและทำการต่อไฟพระฤกษ์เพื่อจุดคบเพลิงแรก (ไม้ที่ 1) คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เริ่มวิ่งจากอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก ตามเส้นทางที่กำหนดในกรุงเทพมหานคร โดยมีบุคคลสำคัญ ผู้สนับสนุน

    และนักกีฬาที่มีชื่อเสียงร่วมเป็นผู้ถือคบเพลิง รวมทั้งสิ้น 73 ไม้ อาทิ ด.ญ.วารีรยา สุขเกษม (เอสที), บัลลังก์ ทับทิมแดง, ร้อยเอก สมบัติ บัญชาเมฆ (บัวขาว), ภูริพล บุญสอน,ปกรณ์ ลัม (โดม), สมชาย เข็มกลัด (เต๋า) และสมจิตร จงจอหอ ซึ่งกิจกรรมวิ่งคบเพลิงดำเนินไปตลอดทั้งวัน และเสร็จสิ้นลงด้วยความเรียบร้อยเมื่อคบเพลิงสุดท้ายเข้าสู่จุด FINISH ณ ลานกิจกรรมหน้าอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก ในเวลา 20.00 น. ถือเป็นการเริ่มต้นการประชาสัมพันธ์การแข่งขันมหกรรมกีฬาในระดับภูมิภาคครั้งนี้ด้วยความสำเร็จ นอกจากนี้ คณะผู้บริหารได้ร่วมปล่อยตัวนักวิ่ง FUN RUN ระยะทาง 3 กิโลเมตร เพื่อร่วมวิ่งฉลองไฟพระฤกษ์ โดยมีนักวิ่งเข้าร่วมกว่า 1000 คน ซึ่งทุกท่านที่วิ่งจบระยะ จะได้รับทั้งเหรียญที่ระลึก และถุง Goodie Bag ฟรีทุกท่านอีกด้วย

    ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ณ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา โดยจะมีพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน และการจัดการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ณ จังหวัดนครราชสีมา โดยสามารถติดตามรายละเอียดการแข่งขันได้ที่ Facebook Fanpage : SEA GAMES Thailand 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3823780/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19qsRJGbkFpL4HfUss5fFA

  • เลื่อนเก่ง! กัมพูชาขอเลื่อนหารือปักหมุดชั่วคราว อ้างส่งใบไอทีไม่ทัน | 16 พ.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    เลื่อนเก่ง! กัมพูชาขอเลื่อนหารือปักหมุดชั่วคราว อ้างส่งใบไอทีไม่ทัน | 16 พ.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    17 พ.ย. 2568 08:10 น.

    วันพรุ่งนี้ไทย-กัมพูชา นัดประชุมหารือ ภารกิจสำรวจและปักหมุดชั่วคราวพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน – หนองหญาแก้ว จ.สระแก้ว ล่าสุด ยังไม่ทันเริ่มก็เลื่อนแล้ว โดยกัมพูชาแจ้งมาว่าขอเลื่อนประชุมปักหมุดชั่วคราวไป 1 วัน เหตุส่งใบรับรองไอทีไม่ทัน #บ้านหนองหญ้าแก้ว #บ้านหนองจาน #ฮุนเซน #ฮุนเซนอาชญากรสงคราม #ฮุนมาเนต #กัมพูชาโจมตีไทย #กัมพูชายิงก่อน #กัมพูชา #สงครามไทยกัมพูชา #ไทยกัมพูชา #ไทยกัมพูชาล่าสุด #ชายแดนไทย #ชายแดนไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยเขมร #ทหารไทยเหยียบกับระเบิด #ทหารไทย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #ไทยรบเขมร #แม่ทัพภาค2 #เขมรยิงก่อน #cambodiaopenedfire #cambodiaopnedfire #ไทยรัฐนิวส์โชว์ —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/thairath-news-show/1172193&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dmrFP139Z9pdS6qM3kW_k

  • สศช.ชี้ ศก.ไทย Q4 โตแค่ 0.6% ทั้งปีคาดโต 2%

    สศช.ชี้ ศก.ไทย Q4 โตแค่ 0.6% ทั้งปีคาดโต 2%

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.6% ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีคาดว่า จะขยายตัวได้ 2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สศช. แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3 ปี 2568 โดยคาดว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัวได้ประมาณ 0.6% โดยเป็นการประเมินเบื้องต้น ที่อ้างอิงจากมาตรการรัฐที่ออกมาแล้ว เช่น คนละครึ่งพลัสเฟสแรก แต่ยังมีมาตรการอื่นที่จะทยอยออกมา ซึ่งจะต้องประเมินผลต่อไป โดยเป้าหมายของรัฐบาลประเมินว่าเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีน่าจะขยายตัวราว 1.1%

    “ตัวเลข 0.6% นี้เป็นการประเมินเบื้องต้น ภายใต้สมมติฐานที่มีอยู่ คาดว่าจะโตประมาณนี้ แต่ต้องติดตามมาตรการและสถานการณ์จริงต่อไป”

    — เลขาฯ สศช. ระบุ

    nesdc-economic-thailand-q4-growth-SPACEBAR-Photo01.jpg

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นการปรับลดสูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะสาขาอุตสาหกรรมที่ลดลง 1.6% เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส เนื่องจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และการย้ายฐานการผลิตยานยนต์จากภาคกลางไปภาคตะวันออก

    เลขาธิการ สศช. กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ไตรมาสที่ 3 จะชะลอตัว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หรือไม่ จึงจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลด้านการเงิน การคลัง และมาตรการรัฐควบคู่กัน

    สำหรับแนวโน้มปี 2569 สศช. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% โดยค่ากลางอยู่ที่ 1.7% การใช้จ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และภาระหนี้ภาคเอกชนสูง

    ทั้งนี้ สศช. เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว การดูแลภาคเกษตร และการสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนและ SMEs เพื่อรักษาแรงส่งเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง

    nesdc-economic-thailand-q4-growth-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/nesdc-economic-thailand-q4-growth&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J0-kD6r86gMEN_l-hXbwz