Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดร.วิรไทชี้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน เมื่อเทียบคู่แข่ง

    ดร.วิรไทชี้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน เมื่อเทียบคู่แข่ง

    ดร.วิรไทชี้ ตัวชี้วัดพัฒนาการเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน สะท้อนเศรษฐกิจไทยติดหล่ม เตือนยิ่งติดหล่มนาน ไทยจะมีโอกาสดิ่งเหวเร็วขึ้น-ลึกขึ้น และจะขึ้นจากเหวได้ยากขึ้นด้วย จากทรัพยากรที่ร่อยหรอลงเรื่อยๆ ย้ำไทยต้อง ‘คิดเรื่องใหญ่ มองให้ไกล ใส่เลนส์ใหม่ และทำให้จริง’

    ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ในหัวข้อ ‘Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ’

    โดยระบุว่า ตัวชี้วัดพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยแทบทุกด้าน จะบ่งชี้ไปในทิศเดียวกันว่า พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยด้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่เทียบ โดยในบางเรื่อง คะแนนดิบของตัวชี้วัดของไทยถดถอยลงเองโดยไม่ต้องเทียบกับใคร

    “ตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยติดหล่ม และชะงักงัน ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ คุณภาพการศึกษา ผลิตภาพของภาคเกษตร ประสิทธิภาพของระบบราชการ ฐานะการคลัง หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ การใช้อำนาจเหนือตลาดของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ กฎหมายที่ล้าสมัย ตลอดจนสถานการณ์คอรัปชั่น ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีสีเทามากขึ้นเรื่อยๆ” ดร.วิรไทกล่าว

    พร้อมทั้งเตือนต่อว่า “ยิ่งถ้าเรา ติดหล่ม หรือชะงักงัน นานขึ้นเท่าไหร่ เราจะมีโอกาสดิ่งเหวเร็วขึ้น ลึกขึ้น และจะขึ้นจากเหวได้ยากขึ้นด้วย ทรัพยากรที่เรามีเหลือก็จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับการลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อก้าวขึ้นจากเหว”

    ดร.วิรไท ชำแหละสาเหตุปัญหาฉุดไทย ‘ติดหล่ม’

    ดร.วิรไท กล่าวอีกว่า มีหลายสาเหตุที่ทำให้พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ อยู่ในสภาวะติดหล่มหรือชะงักงัน ได้แก่

    • สังคมโดยรวมขาดการตระหนักรู้ถึงความรุนแรงของปัญหาที่สะสมมาต่อเนื่อง และไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนอกประเทศ
    • การเมืองที่สนใจแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง มากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ
    • การมุ่งทำแต่นโยบาย quick win ระยะสั้น ขาดความมุ่งมั่นทางการเมือง (political will) ที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
    • ธุรกิจขนาดใหญ่ ใช้อำนาจเหนือตลาด ในขณะที่การกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมไม่เกิดขึ้นจริง
    • การไม่ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักคิดนำทาง (guiding principles) ที่จะช่วยกำหนดทิศทางของนโยบายสาธารณะ และการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง โดยไม่ถูกบิดเบือน หรือเบี่ยงเบนระหว่างทาง
    • การขาดกลไกที่ส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูป (transformation) ได้อย่างแท้จริง ขาดกลไกที่ส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ สามารถ ทำงานร่วมกันแบบประสานพลัง มีเป้าหมายร่วมกัน มากกว่าที่จะแยกกันคิด และแยกกันทำ
    • การขาดระบบแรงจูงใจที่เหมาะสมกับโลกใหม่ในอนาคต ที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
    • การให้ผลตอบแทนเพื่ออำนวยความสะดวก หรือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน มาเป็นสิ่งที่เรียกว่าการยึดรัฐ (State Capture) ใช้กลไกภาครัฐกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกของตนเอง
    • หน่วยงานภาครัฐเลือกที่จะอยู่ใน comfort zone หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่เปิดใจ รับแนวคิดใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิดการปฏิรูป โดยมักจะมีวิธีการทำงานที่เน้นกระบวนการ พิธีกรรมมากกว่าเอาสารัตถะและเป้าหมายของงานที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

    ดร.วิรไท ชี้ทางออกจากภาวะติดหล่ม

    เพื่อออกจากภาวะติดหล่ม ดร.วิรไท ย้ำว่า ‘ไทยต้องออกแบบโมเดลใหม่ของการพัฒนา’ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ นโยบายการค้าและการลงทุนใหม่ นโยบายด้านนวัตกรรมและการพัฒนาทักษะของคนไทยที่ จะต้องเกิดผลลัพธ์ได้จริง และที่สำคัญ เราต้องการบทบาทของภาครัฐใหม่ ที่จะไม่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยชะงักงัน แต่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

    “ด้วยปัญหาที่สะสมมานาน และความท้าทายหลากหลายด้านที่กำลังรอเราอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องคิดเรื่องใหญ่ ให้ความสำคัญกับโมเดลใหม่ ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โมเดลการพัฒนาต้อง ได้รับการออกแบบใหม่ ไม่สามารถทำเพียงแค่ต่อยอดจากโมเดลเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย” ดร.วิรไทกล่าว

    พร้อมทิ้งท้ายว่า ถ้าเราร่วมกัน ‘คิดเรื่องใหญ่ มองให้ไกล ใส่เลนส์ใหม่ และทำให้จริง’ เราจะสามารถฉุดเศรษฐกิจไทยให้หลุดออกจาก สภาวะติดหล่ม และชะงักงัน และลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวในอนาคตได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-falls-deeper/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Y9s4lTbKFtHluAKOcxaE

  • เงินบาทสัปดาห์นี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐทยอยประกาศ-ลุ้นส่งออกไทย ต.ค.

    เงินบาทสัปดาห์นี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐทยอยประกาศ-ลุ้นส่งออกไทย ต.ค.

    กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.80 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา  เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.38 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายกรอบแคบระหว่าง 32.26-32.53 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ ยกเว้นเยนและปอนด์

    ขณะที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้กฎหมายงบประมาณชั่วคราวยุติ Government Shutdown ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

    Tradingview
    ทิศทางเงินบาทสัปดาห์นี้ เฟดส่งสัญญาณเข้มงวด ตลาดรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่จะทยอยประกาศออกมา รวมถึงในประเทศรอตัวเลขการส่งออก ต.ค.68

    โดยกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลให้หน่วยงานรัฐบาลมีงบประมาณใช้จ่ายไปจนถึงวันที่ 30 มกราคม 2569 

    ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ)ระบุว่ามีเป้าหมายที่จะรักษาอัตราเงินเฟ้อในระดับปานกลางควบคู่ไปกับการขึ้นค่าจ้าง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขณะที่ รมต.คลังญี่ปุ่นกล่าวว่าเงินเฟ้อยังไม่สามารถยืนระยะที่ 2% ได้อย่างยั่งยืน สะท้อนมุมมองของรัฐบาลที่เห็นว่ายังเร็วเกินไปสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งของบีโอเจ

    ส่วนอังกฤษเปิดเผยตัวเลขจีดีพีที่น่าผิดหวังขณะที่ทิศทางด้านการคลังมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย 6,589 ล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 2,613 ล้านบาท
     
    สำหรับในสัปดาห์นี้ ผู้ร่วมตลาดจะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่จะทยอยประกาศออกมาซึ่งรวมถึงรายงานจ้างงานนอกภาคเกษตรและค่าจ้างที่แท้จริงเดือนกันยายน โดยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)เห็นภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น

    กรุงศรีอยุธยา ตั้งข้อสังเกตว่าในระยะนี้ดูเหมือนเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายจงใจแสดงท่าทีที่เป็นอิสระต่อกันทั้งในแง่การประเมินภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อทั้งๆที่ระหว่าง Shutdown ไม่มีประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการ ทำให้ตลาดไม่มั่นใจว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมหรือไม่

    นอกจากนี้ การเปิดเผยรายงานการประชุมเฟดรอบล่าสุด อาจช่วยให้ตลาดเข้าใจมากขึ้นว่าคณะกรรมการมีความเห็นแตกแยกเพียงใดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในระยะข้างหน้า ส่วนปัจจัยในประเทศตลาดจะให้ความสนใจกับตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ซึ่งมีแนวโน้มชะลอลง
     
    สำหรับค่าเงินเยน นักลงทุนมองว่าโอกาสการเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโดยทางการญี่ปุ่นในเวลานี้มีน้อยยกเว้น USD/JPY จะพุ่งทดสอบระดับ 160

    ทั้งนี้ ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ระมัดระวังของบีโอเจและนโยบายการคลังของนายกฯทาคาอิจิ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรฝั่งสหรัฐฯอาจต้องลดลงอย่างมากเพื่อเป็นเงื่อนไขให้ค่าเงินเยนฟื้นตัว

    ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้แกว่งในกรอบ 32.10–32.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังเฟดส่งสัญญาณเข้มงวด

    ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2568 จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 32.10–32.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

    ในด้านสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามบังคับใช้ร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว เพื่อยุติการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลกลางที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

    ขณะเดียวกัน การสื่อสารของสมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีลักษณะโน้มเอียงไปในเชิงเข้มงวด (hawkish) มากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนธันวาคมลงต่ำกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการประชุม FOMC เดือนพฤศจิกายน ซึ่งตลาดเคยคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบสุดท้ายของปีอย่างแน่นอน

    นอกจากนี้ สถาบัน ADP ได้เปิดเผยข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ โดยระบุว่ามีการลดการจ้างงานเฉลี่ยประมาณ 11,250 ตำแหน่งในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานเดือนตุลาคมที่เพิ่มขึ้น 42,000 ตำแหน่งนั้น เป็นข้อมูลที่ครอบคลุมเฉพาะช่วงก่อนกลางเดือนตุลาคมเท่านั้น

    ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 และการส่งออกเดือนต.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศอื่น ๆ ที่ต้องติดตาม ประกอบด้วย ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนพ.ย.

    ยอดขายบ้านมือสองเดือนต.ค. บันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 28-29 ต.ค. และอาจจะมีเครื่องชี้เศรษฐกิจอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ที่กลับมาประกาศหลังภาวะชัตดาวน์ของสหรัฐฯ สิ้นสุดลง ซึ่งการที่ขาดข้อมูลสำคัญโดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงาน ทำให้เฟดไม่สามารถประเมินภาวะเศรษฐกิจเพื่อตัดสินใจลดดอกเบี้ยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/261659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g-q2EcCbTvV3GGI34IdNH

  • สภาพัฒน์ คาด GDP ปีนี้โต 2.0% มองปี 2569 โต 1.7%

    สภาพัฒน์ คาด GDP ปีนี้โต 2.0% มองปี 2569 โต 1.7%

    สภาพัฒน์ คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.0% มองปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.7% มองการลงทุนจากภาครัฐจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 โดยประเมินว่าจะขยายตัวได้ 2.0% ส่วนในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.7% (กรอบ 1.2-2.2%) โดยมองว่า ในปีหน้าการลงทุนจากภาครัฐจะมีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการที่รัฐบาลเร่งจัดงบประมาณปี 70 ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากงบประมาณมีความล่าช้า จะส่งผลต่อการเบิกจ่ายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะงบลงทุน ซึ่งจะเป็นเม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง

    “การเร่งจัดทำงบประมาณจะช่วยได้ และจากการที่กรอบงบลงทุนปีหน้าปรับสูงขึ้น จะมีผลอย่างมีนัยสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น ดังนั้นปีหน้า จะยังมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนของภาครัฐ” น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าว

    ในขณะที่การส่งออกปีหน้า เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น การเจรจาทางการค้าก็จะมีบทบาทที่สำคัญมากต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าเช่นกัน

    “การเจรจา จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ถ้าการเจรจาได้ผล ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้น นอกจากนี้ จะต้องเร่งหาตลาดใหม่ โดยตลาดที่ยังมีศักยภาพสูง เช่น เอเชียใต้ และแอฟริกา” น.ส.อ้อนฟ้า ระบุ
    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 นั้น เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุว่า จากการที่สภาพัฒน์ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้ไว้ที่ 2% และเศรษฐกิจไทยช่วง 3 ไตรมาส (ม.ค.-ก.ย.68) ขยายตัวได้เฉลี่ย 2.4% แล้วนั้น ในไตรมาสสุดท้ายที่เหลือของปีนี้ (ต.ค.-ธ.ค.68) เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ไม่ถึง 1% หรืออาจอยู่ที่ราว 0.6% ซึ่งประมาณการดังกล่าว ได้รวมผลบางส่วนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไว้แล้ว

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ยังมีโอกาสจะขยายตัวได้มากกว่า 0.6% ซึ่งต้องรอดูผลจากอีกหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะทยอยออกมาเพิ่มเติมด้วย อันจะเป็นแรงส่งที่สำคัญไปยังเศรษฐกิจไทยในปีหน้าด้วยเช่นกัน

    “ตอนนี้ยังไม่สิ้นสุดไตรมาส 4 และมาตรการต่าง ๆ ยังไม่ได้ออกมามาก เรื่องเศรษฐกิจจะขึ้นกับ performance และอีกส่วนขึ้นกับ sentiment ที่จะนำไปสู่การสร้าง performance ในระบบเศรษฐกิจได้ ขึ้นกับความเชื่อมั่น มาตรการต่าง ๆ เช่น คนละครึ่งพลัส ได้รับการตอบสนองดี ถือว่ามีแรงส่งในเชิงบวกเรื่องการใช้จ่าย มีความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ดังนั้นหากรัฐบาลทำนโยบายเพิ่มเติมในไตรมาสที่ 4 นี้ ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในปีหน้าได้ เรายังไม่ได้ปิดประตูตายว่า ไตรมาส 4 ปีนี้ GDP จะโตได้แค่ 0.6% เพราะยังต้องขึ้นกับอีกหลายตัวแปร เช่น การเจรจาการค้า มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่กำลังจะออกมา ซึ่งจะช่วยในเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจได้” เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัจจัยหนุน-ปัจจัยเสี่ยง

    สภาพัฒน์ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% (ค่ากลาง 1.7%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ดังนี้

    1. การขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้จ่ายในสินค้าคงทนและภาคบริการ ตามการฟื้นตัวของยอดการจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว เช่นเดียวกับการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร ที่ขยายตัวต่อเนื่องสอดคล้องกับมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    2. การขยายตัวต่อเนื่องของแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล

    สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปี ประจำปีงบประมาณ 2569

    3. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง

    สอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวน และรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง

    4. การเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร

    โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำที่มากเพียงพอ และแนวโน้มการปรับเข้าสู่สภาวะเป็นกลาง (Neutral) ของสถานการณ์เอนโซ นับตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569

    อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ดังนี้

    1. การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า โดยการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บต่อประเทศไทย

    ผ่านผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าของไทย ผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่เร่งตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะจากการถ่ายลำ (Transshipment) และผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศ เนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ

    2. แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก

    โดยมีความเสี่ยงจากความยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้า ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ และความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฎจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดทุน อันเนื่องมาจากแนวโน้มการปรับฐานราคาหลักทรัพย์ของบริษัทเทคโนโลยี

    3. ภาระหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง เป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

    สัดส่วนหนี้ครัวเรือนแม้จะลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่คุณภาพสินเชื่อครัวเรือน และสินเชื่อภาคธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงด้านเครดิต

    4. ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ และการเงินโลก

    5. บรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมือง ในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคธุรกิจที่อาจมีความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การชะลอการลงทุนใหม่ หรือขยายการผลิต นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจจะส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณมีความล่าช้า

    ทั้งนี้ สภาพัฒน์ ได้นำเสนอประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569 ที่ควรให้ความสำคัญ ดังนี้

    1. การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบลงทุน ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 75% ของกรอบงบรายจ่ายลงทุน และเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ปี 2570 เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่ล่าช้า ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูง

    2. เร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความปลอดภัยและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว แก้ปัญหาอาชญากรรม และเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติที่แฝงตัวกับภาคการท่องเที่ยว เร่งเจรจากับพันธมิตรสายการบิน เพื่อเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน และเปิดเส้นทางบินใหม่ รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง

    3. การดูแลภาคเกษตร โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ให้สามารถฟื้นตัวและมีความพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลเพาะปลูก ปี 2569/2570 ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่มีปริมาณผลผลิตสูง และเร่งรัดโครงการสำคัญภายใต้แผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดความเสียหายจากปัญหาภัยพิบัติ

    4. การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญการลดต้นทุนการผลิตของภาคการผลิตและการส่งออก เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเร่งกระบวนการเจรจาที่จะนำไปสู่ข้อตกลงกับสหรัฐฯ รวมทั้งเร่งขยายตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยง และลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ

    5. การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดนักลงทุนที่ได้รับการอนุมัติ และการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2567-2569 ให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว รวมทั้งเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

    6. การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ได้แก่ การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่อง รวมทั้งเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืน

    7. การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมือง ในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง เป็นประเด็นสำคัญมากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งคนไทย และต่างประเทศ

    “รัฐบาลต้องรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองให้มีความ Smooth ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายทั้ง 7 ข้อได้อย่างจริงจังและชัดเจน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้า สามารถไปต่อได้โดยดี” เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945139/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IvqEFUh-PadtmvKJ2NCIU

  • เตือนฐานะการคลังเสี่ยง รัฐซุกหนี้“นอกงบประมาณ”กว่า 8.9 แสนล้าน

    เตือนฐานะการคลังเสี่ยง รัฐซุกหนี้“นอกงบประมาณ”กว่า 8.9 แสนล้าน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-50&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZNEIYvHbff9EJv81vpvj4

  • “พิชัย”ห่วงทิศทางเศรษฐกิจไทย หลังจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.2%

    “พิชัย”ห่วงทิศทางเศรษฐกิจไทย หลังจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.2%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงความเป็นห่วงต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย หลังจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.2% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกที่โต 3% โดยมองว่าสาเหตุหลักมาจากความผันผวนทางการเมืองที่กระทบความเชื่อมั่น และคาดว่าไตรมาส 4 อาจยังไม่ดีขึ้น แต่ทั้งปี 2568 น่าจะยังโตได้เกิน 2% ตามที่เคยประเมินไว้

    ประเด็นสำคัญที่นายพิชัย กังวลคือความไม่ชัดเจน กรณีสหรัฐหยุดเจรจาการค้ากับไทย ซึ่งสหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษี (Tariff) กดดันจากปัญหาความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา หากสหรัฐตัดสินใจขึ้นภาษีกับไทย จะกระทบหนักทันทีเพราะไทยส่งออกไปสหรัฐสูงถึง 1.92 ล้านล้านบาทในปี 67 คิดเป็น 18% ของการส่งออกทั้งหมด และไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศ หากถูกเก็บภาษีกลับไปเป็น 36% จะทำให้การส่งออกและการลงทุนหดตัว เศรษฐกิจซบหนักกว่าเดิม และหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐแทบเป็นไปไม่ได้

    นายพิชัย กล่าวย้ำว่า การเจรจาภาษีจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง โดยที่ผ่านมาได้ร่วมเดินทางไปพบ USTR สองครั้ง จนนำไปสู่การเจรจาลดภาษีทรัมป์เหลือ 19% ทำให้การส่งออกไทยเดือนกันยายน 68 ยังเติบโตถึง 19% ส่งผลให้ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 68 การส่งออกโต 13.9% ซึ่งยังเป็น “พระเอกของเศรษฐกิจไทย” ในปีนี้

    อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีพาณิชย์คนปัจจุบันยังไม่สามารถเร่งผลักดัน “4 งานสำคัญ” ที่ตั้งไว้เป็น KPI ได้ตามความคาดหวัง ได้แก่

    1) การดูแลราคาสินค้าเกษตร

    ราคาข้าวเปลือกตกต่ำที่สุดในรอบ 18 ปี เหลือเพียงกก.ละ 5.40 บาท ขณะที่สินค้าสำคัญอื่น เช่น มะพร้าว มันสำปะหลัง และไข่ไก่ ก็ราคาตกต่ำต่อเนื่อง กระทบชาวนาอย่างรุนแรง ประกอบกับปัญหาน้ำท่วมที่เกิดจากการบริหารจัดการน้ำผิดพลาด ยิ่งซ้ำเติมเกษตรกร

    2) การรักษาระดับการส่งออก

    ต้องติดตามว่าหลังจากนี้ตัวเลขจะยังแข็งแรงเหมือนช่วงก่อนเปลี่ยน รมว. พาณิชย์หรือไม่ โดยทั้งปี 68 คาดว่าการส่งออกน่าจะโตเกิน 10% ตามที่ประเมินไว้ตั้งแต่กลางปี

    3) การเร่งเจรจา FTA สำคัญ

    โดยเฉพาะ FTA กับ EU ที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และควรปิดดีลได้ภายในสิ้นปี รวมถึง FTA กับเกาหลีใต้ แคนาดา และยูเออี ที่ค้างอยู่ และต้องระวังการปรับแก้ FTA กับอินเดีย ซึ่งอาจลดรายการสินค้านำเข้าเพราะไทยได้ดุลการค้าจากอินเดียอยู่แล้ว

    4) การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพและนอมินี

    นายพิชัยระบุว่ายังไม่เห็นความคืบหน้าเพิ่มเติม ทั้งที่สินค้าคุณภาพต่ำยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหานอมินีที่เกี่ยวข้องกับทุนเทาและระบบฟอกเงิน ซึ่งหลายประเทศยึดเงินได้จำนวนมหาศาล แต่ไทยยังดำเนินการล่าช้า

    “เหลือเวลาอีกไม่นานก่อนการยุบสภา จึงอยากให้ รมว. พาณิชย์เร่งทำ 4 เรื่องสำคัญนี้ โดยเฉพาะการแก้ราคาข้าวที่กำลังสร้างความเดือดร้อนรุนแรง พร้อมส่งกำลังใจและย้ำว่า งานกระทรวงพาณิชย์ยากกว่าที่คิดมาก ตามที่เคยเตือนไว้แล้ว” อดีต รมต.พาณิชย์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000109736&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mLypAWREc6gPlImCH8SZV

  • ‘สภาพัฒน์’ คาดGDPไตรมาส 4 ปีนี้ โต 0.6% ไม่ฟันธงเศรษฐกิจไทยเสี่ยง ‘ถดถอยทางเทคนิค’

    ‘สภาพัฒน์’ คาดGDPไตรมาส 4 ปีนี้ โต 0.6% ไม่ฟันธงเศรษฐกิจไทยเสี่ยง ‘ถดถอยทางเทคนิค’

    เศรษฐกิจ

    17 พ.ย. 2025 เวลา 12:02 น.

    'สภาพัฒน์' คาดGDPไตรมาส 4 ปีนี้ โต 0.6% ไม่ฟันธงเศรษฐกิจไทยเสี่ยง 'ถดถอยทางเทคนิค'

    “สภาพัฒน์” คาดจีดีพีไตรมาส 4 ปีนี้ ขยายตัวได้ 0.6%  เผยตัวเลขไตรมาส3 QoQ  ที่-0.6% ติดลบไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส เหตุส่งออกเริ่มชะลอตัว ชี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าไทยจะเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค Technical Recession หวังมาตรการกระตุ้นทำงานเต็มที่ในไตรมาส 4 ปีนี้ 

    • สภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 จะขยายตัวที่ 0.6% คงGDP ทั้งปีเติบโต 2%
    • การประเมินของสภาพัฒน์ฯ แตกต่างจากกระทรวงการคลังที่คาดว่าไตรมาส 4 จะโต 1.1% 
    • มองเศรษฐกิจไตมาสสุดท้ายยังขยายตัวได้จากมาตรการกระตุ้นที่กระทรวงการคลังเดินหน้าต่อเนื่อง 
    • สภาพัฒน์ฯ ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “ถดถอยทางเทคนิค” โดยต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณา

    นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3 ปี 2568 ว่าเศรษฐกิจขยายตัว 1.2% ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อปรับฤดูกาลพบว่า เศรษฐกิจหดตัว 0.6% QoQ ถือเป็นการหดตัวลงไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนแรงส่งที่อ่อนลงในหลายด้าน แม้รวม 9 เดือนแรกยังขยายตัวได้ 2.4% ก็ตาม  

    อย่างไรก็ตาม สศช.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจในปี 2568 ไว้ที่ 2% โดยมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนเอกชนจะทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยังคงขยายตัวได้ โดยคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 0.6% ส่วนกระทรวงการคลังมีการประเมินว่าจีดีพีจะโตได้ 1.1% ในไตรมาสสุดท้ายเนื่องจากใกล้ข้อมูลมากกว่า เพราะกระทรวงการคลังอยู่ใกล้ข้อมูลภาษี รายได้รัฐ และผลของมาตรการแบบวันต่อวัน จึงอาจเห็นแรงส่งบางอย่างเร็วกว่าฝั่งเรา

    “คลังประเมิน Q4 ไว้ว่าจีดีพีจะโต 1.1% อาจจะเพราะอยู่ใกล้ข้อมูลกว่า แต่เรายืนกรอบ 0.6% บนความระมัดระวัง ส่วนมาตรการทางการคลัง รองนายกฯและรมว.คลังเอกนิติก็คงมีการเดินหน้าเต็มที่ โดยผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องดูในการแถลงข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 อีกครั้ง” นางสาวอ้อนฟ้า กล่าว 

    ทั้งนี้การที่ สศช.ประเมินจีดีพีไตรมาสที่ 4 ที่ 0.6% ไม่ใช่เพราะมองเศรษฐกิจแย่กว่า แต่เพราะเราต้องอิงข้อมูลที่มีหลักฐานครบถ้วน ณ วันที่ตัดยอด และหลายมาตรการของรัฐเพิ่งเริ่มเดินงานจริง หรือยังไม่เริ่ม จึงยังไม่สะท้อนในแบบจำลอง แต่ถ้ามาตรการเร่งตัวและเบิกจ่ายได้เร็ว เศรษฐกิจจริงมีสิทธิออกมาดีกว่ากรณีฐานของเรา และมีโอกาสเข้าใกล้ตัวเลข 1.1% เช่นที่คลังประเมินไว้

    “ไตรมาส 4 ของปีนี้จะต้องขยายตัวไม่ถึง 1% หากต้องการให้จีดีพี ทั้งปีโตที่ 2% ตามสมมติฐานที่ประเมินไว้กลไกแบบจำลองคำนวณว่าไตรมาส4 น่าจะอยู่ราว 0.6% แต่ย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ามาตรการรัฐบาลไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ เพราะหลายมาตรการที่รัฐบาลประกาศยังไม่เริ่มดำเนินการจริง และยังมีมาตรการใหม่ทยอยออกมาอีกในช่วงปลายปี”นางสาวอ่อนฟ้า กล่าว

    เมื่อถามว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคหรือไม่ เลขาธิการ สศช.กล่าวว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค เพราะข้อมูลเพียง 1 ไตรมาสยังไม่เพียงพอ ต้องดูร่วมกันทั้งด้านการคลัง การเงิน และกิจกรรมเศรษฐกิจจริง ซึ่งตัวเลขสุดท้ายทั้งปีจะประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ และจะบอกเราชัดเจนที่สุด

    'สภาพัฒน์' คาดGDPไตรมาส 4 ปีนี้ โต 0.6% ไม่ฟันธงเศรษฐกิจไทยเสี่ยง 'ถดถอยทางเทคนิค'

    “ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าไทยเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค เพราะข้อมูลเพียง 1 ไตรมาสยังไม่เพียงพอ ต้องดูร่วมทั้งด้านการคลัง การเงิน และกิจกรรมเศรษฐกิจจริงก่อนว่าข้อมูลและตัวเลขจะออกมาอย่างไร” 

    คาดปี 69 จีดีพีโต 1.7% 

    สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 สศช.คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในกรอบ 1.2–2.2% (ค่ากลาง 1.7%) แต่ยอมรับความเสี่ยงสำคัญ คือผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของการค้าโลก ภาระหนี้ภาคเอกชนสูง และความไม่แน่นอนทางการเมืองช่วงก่อน–หลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าสำคัญ เดินหน้าและได้ผล จะช่วยลดแรงกระแทกต่อการส่งออกปีหน้าได้มาก

    “การเจรจาการค้ากับสหรัฐถือว่ามีความสำคัญมาก และจะมีผลต่อเศรษฐกิจในปีหน้าอย่างชัดเจน การที่รัฐบาลเดินหน้าเรื่องนี้ต่อเนื่องถือว่ามีความสำคัญมาก และต้องมีการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องในเรื่องของการป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์ และการระบุถิ่นกำเนิดสินค้าให้มีความชัดเจน” นางสาวอ้อนฟ้า กล่าว  

    นางสาวอ้อนฟ้า ยังตอบคำถามเรื่องแรงส่งเศรษฐกิจ โดยยอมรับว่าแรงส่งจากการส่งออกปีนี้ อาจไม่ต่อเนื่องถึงปีหน้า แต่ยังมีตลาดใหม่ที่ไทยสามารถขยายได้ เช่น เอเชียใต้ แอฟริกา อินเดีย ซึ่งยังมีศักยภาพสูง และภาคเอกชนไทยเริ่มเข้าไปลงทุนและขยายการส่งออกมากขึ้น เธอย้ำว่า ต้องเร่งตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักที่มีความเสี่ยงสูง 

    เลขาธิการ สศชซในด้านนโยบายการคลังการเร่งจัดทำงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการล่าช้างบประมาณที่ผ่านมา ทำให้การเบิกจ่ายลงทุนหายไปเกือบทั้งปี การเร่งทำงบปีหน้าและกรอบงบที่สูงขึ้น จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น โดยเฉพาะภาครัฐที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญต่อการก่อสร้าง การลงทุน และการจ้างงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207965&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36AC-R2x3xcSs4cQX4Prcs

  • ‘สภาพัฒน์’ เผย 9 เดือนเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4%คาด GDP ปี 68 ขยายตัว 2 %

    ‘สภาพัฒน์’ เผย 9 เดือนเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4%คาด GDP ปี 68 ขยายตัว 2 %

    วันนี้, 13:28น.

              นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2568-2569 ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่สองของปี 2568

               และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ลดลงจากไตรมาสที่สองของปี 2568 0.6%  รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว2.4%

              ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ สาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.9%  สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 1.6% สาขาการก่อสร้างลดลง 4% สาขาการขายส่งและการขายปลีกขยายตัว 6.5% สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัว 3% และสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 0.8% เป็นต้น

              ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.76% ต่ำกว่า 0.88% ในไตรมาสก่อน และต่ำกว่า 1.02% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้าน ดอลลาร์ สรอ. (88.3 พันล้านบาท)  /เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น  64.8% ของ GDP

               แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ (-0.2) และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.8% ของ GDP

               จากเดิมที่คาดการณ์ว่าการส่งออกของโลกจะหดตัวลง แต่การส่งออกในปีนี้ยังมีการเติบโตอยู่ทำให้มีการปรับขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จากเดิม 2.7% มาอยู่ที่ 3.4% แต่ในปี 2569 คาดว่าจะได้รับผลกระทบจนปริมาณการค้าโลกลดลงเหลือ 2.3%  โดยไทยมีสินค้าที่จะถูกผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐกว่า 82% ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่สินค้าที่มีการสวมสิทธิ์เพื่อส่งออกมีสินค้าจากจีนที่สวมสิทธิ์เพื่อส่งออกของไทยก็มีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ขณะที่โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐก็เพิ่มขึ้น และสินค้าที่เรานำเข้าจากจีนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องมีการพิจารณากันต่อไป

     

    #สภาพัฒน์

    #คาดการณ์เศรษฐกิจ68

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156514&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ShdsAifg_L2fMFLO4ijI4

  • นิวซีแลนด์เผยประชากรโตต่ำสุดในรอบ 13 ปี กดดันเศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    นิวซีแลนด์เผยประชากรโตต่ำสุดในรอบ 13 ปี กดดันเศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิตินิวซีแลนด์รายงานในวันนี้ (17 พ.ย.) ว่า จำนวนประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนก.ย. แตะ 5.33 ล้านคน นับเป็นการขยายตัวรายปีที่ต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2555 โดยไม่นับรวมช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 ในปี 2564-2565

    รายงานระบุว่า การเติบโตของประชากรในช่วงเวลาดังกล่าวแตะ 32,900 คน โดยมาจากการย้ายถิ่นฐานสุทธิ 12,400 คน และจำนวนการเกิดที่สูงกว่าการตายอยู่ 20,500 คน

    เศรษฐกิจนิวซีแลนด์พึ่งพาการเติบโตของประชากรในการกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ เนื่องจากผลิตภาพแรงงานต่อหัวต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง โดยแรงงานต่างชาติยังเป็นกำลังสำคัญในการอุดช่องว่างด้านทักษะในหลายอุตสาหกรรม และเป็นกำลังหลักในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

    อย่างไรก็ตาม อุปสงค์แรงงานต่างชาติเริ่มลดลง หลังเศรษฐกิจหยุดชะงักและอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หดตัว 3 จาก 5 ไตรมาสล่าสุด (นับถึงเดือนมิ.ย.) ขณะที่ประชากรบางส่วนเลือกที่จะมองหาโอกาสในต่างแดน

    จากข้อมูลสำหรับปีที่สิ้นสุดในเดือนมี.ค. 2568 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่ พบว่า ในบรรดาชาวนิวซีแลนด์ที่ออกนอกประเทศนั้น 58% ของทั้งหมดเดินทางไปออสเตรเลีย

    ทั้งนี้ กระแสการไหลออกของพลเมืองกลายเป็นแรงกดดันต่อนายกรัฐมนตรีคริสโตเฟอร์ ลักซอน ซึ่งยืนยันว่า รัฐบาลสายกลาง-ขวาของเขาบริหารเศรษฐกิจได้ดีกว่าพรรคฝ่ายค้าน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ โดยพรรคของเขามีคะแนนตามหลังในการสำรวจความคิดเห็นล่าสุด ขณะที่นิวซีแลนด์มีกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงปลายปี 2569

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y55P0p6kIATp6mArxIi7N

  • เศรษฐกิจไทย Q3/68 ขยายตัว 1.2% คงเป้าปี 68 โต 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์

    เศรษฐกิจไทย Q3/68 ขยายตัว 1.2% คงเป้าปี 68 โต 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์

    นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่สองของปี 2568

    เมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ลดลงจากไตรมาสที่สองของปี 2568 0.6% รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 2.4%

    ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ สาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.9%  สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 1.6% สาขาการก่อสร้างลดลง 4% สาขาการขายส่งและการขายปลีกขยายตัว 6.5% สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัว 3% และสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 0.8% เป็นต้น 

    ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.76% ต่ำกว่า 0.88% ในไตรมาสก่อน และต่ำกว่า 1.02% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (88.3 พันล้านบาท)

    เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น  64.8% ของ GDP

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ (-0.2) และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.8% ของ GDP

    จากเดิมที่เราคาดการณ์ว่าการส่งออกของโลกจะหดตัวลง แต่การส่งออกในปีนี้ยังมีการเติบโตอยู่ทำให้มีการปรับขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จากเดิม 2.7% มาอยู่ที่ 3.4% แต่ในปี 2569 คาดว่าจะได้รับผลกระทบจนปริมาณการค้าโลกลดลงเหลือ 2.3%

    โดยไทยมีสินค้าที่จะถูกผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐกว่า 82% ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่สินค้าที่มีการสวมสิทธิ์เพื่อส่งออกมีสินค้าจากจีนที่สวมสิทธิ์เพื่อส่งออกของไทยก็มีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง 

    ขณะที่โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐก็เพิ่มขึ้น และสินค้าที่เรานำเข้าจากจีนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องมีการพิจารณากันต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gAMKy9nKReHRHC_VtBpie

  • ด่วน สศช. ประกาศ GDP ไทยทั้งปี 2568 คาดโต 2% ส่วนไตรมาส 3 บวก 1.2%

    ด่วน สศช. ประกาศ GDP ไทยทั้งปี 2568 คาดโต 2% ส่วนไตรมาส 3 บวก 1.2%

    วันนี้ (17 พฤศจิกายน 2568) เวลา 9.30 น. น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2568-2569 ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในช่วงไตรมาสที่สอง รวม 9 เดือนของปี 2568 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 2.4%

    ทั้งนี้ในด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 2.6% ต่อเนื่องจาก 2.6% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลลดลง 3.9% เทียบกับการ
    ขยายตัว 2.2% ในไตรมาสก่อน ด้านการลงทุนรวม ขยายตัว 1.1% ชะลอลงจาก 5.8% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 4.2% ต่อเนื่องจาก 4.1% ในไตรมาสก่อน

    ส่วนการลงทุนภาครัฐ ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส 5.3% เทียบกับการขยายตัว 10.1% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการลดลงของการลงทุนในหมวดก่อสร้าง 6.6% 
    ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 86,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.5% แต่ชะลอลงจาก 15% ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา

    ด้านการผลิต การขายส่งและการขายปลีกขยายตัวเร่งขึ้น ส่วนสาขาเกษตรกรรม สาขาที่พักแรม และบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และสาขาการก่อสร้างปรับตัวลดลง

    ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.76% ต่ำกว่า 0.88% ในไตรมาสก่อนและต่ำกว่า 1.02% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7%

    ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้านดอลลาร์ หรือ 88.3 พันล้านบาท เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.8% ของ GDP

    สศช. รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2568

    ส่วน แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2568 สศช. คาดว่าจะขยายตัว 2% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 ซึ่งยังคงประมาณการเอาไว้ตามการประเมินในครั้งก่อน อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ (-0.2%) และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.8% ของ GDP

    ขณะที่ แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 สศช.ประเมินว่า มีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2 – 2.2% โดยมีค่ากลางการประมาณการ 1.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร 

    อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก และภาระหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงรวมทั้งความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก และบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง 

    โดยในกรณีฐาน คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.1% และ 0.9% ตามลำดับ ขณะที่มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ ลดลง 0.3% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.0 – 1.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644188&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NY1KjJeSohc6V9zOjjFmI