Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สหรัฐตั้งป้อมกดไทยสงบศึกกัมพูชา ระงับเจรจาภาษี ชี้หาตลาดส่งออกใหม่ไม่ง่าย ปล่อยไว้นานกระทบเศรษฐกิจ

    สหรัฐตั้งป้อมกดไทยสงบศึกกัมพูชา ระงับเจรจาภาษี ชี้หาตลาดส่งออกใหม่ไม่ง่าย ปล่อยไว้นานกระทบเศรษฐกิจ

    “สหรัฐ” ตั้งป้อมกด “ไทย” สงบศึก “กัมพูชา” ระงับเจรจาภาษี นักวิชาการประเมิน นายกฯ ต้องเลือกระหว่างความมั่นคงริมชายแดน กับผลกระทบเศรษฐกิจ ชี้หาตลาดส่งออกใหม่แทนไม่ง่าย แต่ยังมีระยะเวลาในการเจรจาใหม่อีกรอบถึงปลายปีนี้

    วันนี้ (15 พ.ย.68) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า รองผู้แทนการค้าของสหรัฐอเมริกา แจ้งว่าขอระงับการเจรจากรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว ซึ่งจะกลับมาเจรจาข้อตกลงอีกครั้ง เมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่าจะกลับเข้าสู่ Joint Declaration ไทย-กัมพูชา ปฏิบัติตาม ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา หวังว่าจะสามารถหาทางออกในเรื่องนี้ได้โดยเร็ว

    หลังไทยได้ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 โดยมีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริการ่วมเป็นพยาน โดยหลังจากนั้นมีข้อตกลงถอนอาวุธหนักตามแนวชายแดนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ แต่ทางฝ่ายกัมพูชา ยังไม่มีท่าทีที่จะร่วมมือในการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดนตามสัญญา จนล่าสุดทหารไทยได้เหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2568 บริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

    หลังจากนั้นนายกฯ อนุทิน ได้ลงพื้นที่และประกาศระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่ลงนามไว้ทั้งหมด แต่หลังจากนั้นก็มีการยิงยั่วยุมาจากฝั่งกัมพูชา ซึ่งล่าสุดสหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศสั่งระงับการเจรจาภาษี ในการนำสินค้าไทยส่งออกไปอเมริกาทั้งหมด จนคาดว่าอาจจะได้รับผลกระทบกับเศรษฐกิจการส่งออกของไทยหลังจากนี้

    กำแพงภาษีของสหรัฐที่ตั้งไว้สูง ถือเป็นกับดักที่ไทยต้องเผชิญ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส TDRI วิเคราะห์ให้ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ฟังว่า การระงับการเจรจาภาษีของสหรัฐอเมริกาต่อไทยเป็นอะไรที่ทำได้ยาก สัญญาณที่ส่งมาแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาต้องการให้ไทยสงบศึกกับกัมพูชา สะท้อนให้เห็นว่า ไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายด้านความมั่นคง ได้โดยง่าย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

     กรณีนี้ไทยต้องบาลานซ์ให้ดี และต้องเลือกระหว่างว่าจะเลือกความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ ถ้าเลือกเรื่องความมั่นคงก็จะทำให้การเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกาล่าช้าไปอีก แต่ในทางกลับกัน ถ้าเรื่องเศรษฐกิจก่อนจะกระทบกับความมั่นคงริมชายแดน

    เมื่อถามว่าการถูกระงับจากสหรัฐอเมริกาจะกระทบต่ออุตสาหกรรมส่งออกใดบ้าง ได้รับคำตอบว่า ตอนนี้ยังไม่เห็นผล เพราะว่ากรอบการเจรจายังอยู่ในเงื่อนไข ซึ่งยังมีระยะเวลาตามที่ประกาศมาอยู่ในช่วงปลายปี

    แต่ในทางกลับกัน การชะลอเรื่องภาษี และลากยาวไปถึงปลายปี จะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ซึ่งสหรัฐอาจจะมองว่าไทยไม่จริงใจในการเจรจาเรื่องภาษี และเป็นผลร้าย หากสหรัฐเริ่มเพิ่มการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทย ตัวอย่างเช่น แคนาดา ที่เมื่อทำไม่ถูกใจทรัมป์ สหรัฐก็ประกาศว่าจะขึ้นภาษีทันที

    สิ่งนี้คือความยากลำบากเพราะว่าที่ผ่านมารัฐบาลก็ไม่อยากจะแตะเรื่องความมั่นคง ซึ่งพยายามให้ทหารนำก่อน โดยเฉพาะโมเดลการโยนทุกอย่างให้ทหารตัดสินใจก็ต้องระวังว่า จะกระทบกับเศรษฐกิจได้

    แต่เวลานี้เรายังมีเวลาในการที่จะเจรจาใหม่ ดังนั้นยังไม่ต้องรีบ แต่ก็ต้องพิจารณาความเสี่ยงที่ทรัมป์ จะอารมณ์เสียแล้วก็ขึ้นภาษีไทยได้

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าควรจะกลับไปเจรจากับสหรัฐเรื่องภาษีใหม่อีกครั้งเมื่อไหร่ ได้รับคำตอบว่า ไม่สามารถบอกได้ เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นคนที่มีความแปรปรวนด้านอารมณ์สูง บางครั้งนึกอยากจะมาเร่งเรื่องนี้โดยเร็วหรือช้าก็ได้

    ก่อนหน้านั้นคุณอนุทิน นายกรัฐมนตรีไทย ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าว และประกาศว่าสันติภาพได้จบแล้ว แต่หลังจากมีการประกาศขึ้นภาษี ในเชิงเศรษฐกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการส่งออกไทยต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐค่อนข้างมาก ทั้งสินค้าต่างๆ ที่เราผลิตส่งออกไปเอง กับสินค้าอีกหลายอย่างที่เราผลิตในไทย แล้วส่งไปยังสหรัฐอเมริกา

    การหาตลาดส่งออกใหม่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นรัฐบาลควรต้องพิจารณาว่าจะทำยังไงให้สามารถเคลื่อนต่อไปได้ในเชิงของเศรษฐกิจและความมั่นคงริมชายแดน

    ไทม์ไลน์ระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา

    ไทม์ไลน์การระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา และคำประกาศของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีดังนี้

    1. การลงนามปฏิญญาสันติภาพ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568

    เหตุการณ์: ประเทศไทยและกัมพูชา (นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต) ลงนามใน ปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพและความมั่นคง 4 ข้อ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในช่วงการประชุมอาเซียน

    สักขีพยาน: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (สหรัฐฯ) และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม (มาเลเซีย/ประธานอาเซียน)

    2. ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง

     วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ จนได้รับบาดเจ็บ โดยมี 1 นายต้องสูญเสียขา การตรวจสอบของไทย: ผู้ร่วมสังเกตการณ์หลายประเทศยืนยันว่า ทุ่นระเบิดทั้ง 4 ทุ่น เป็นทุ่นระเบิดใหม่ ที่มีการลักลอบเข้ามาวางในเขตพื้นที่ของไทย หลังวันที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามในปฏิญญาฯ

    3. นายกฯ อนุทิน ประกาศ “สันติภาพมันจบลงแล้ว”

    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการอินทุมาน (ภูมะเขือ) เพื่อให้กำลังใจกำลังพล และประกาศท่าทีของรัฐบาลอย่างชัดเจน นายกฯ อนุทิน ประกาศว่า “สิ่งที่เราได้มีข้อตกลงกันไว้ เพื่อจะเดินไปสู่การมีสันติภาพ มันจบลงแล้ว” และ “ณ ขณะนี้ 4 ข้อในปฏิญญาประเทศไทยไม่ปฏิบัติแล้ว”

    การดำเนินการ: รัฐบาลไทยจะระงับการดำเนินการภายใต้เนื้อหาที่ระบุไว้ในปฏิญญาทั้ง 4 ข้อ และจะดำเนินการในสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทย โดยไม่จำเป็นต้องไปหารือหรือปรึกษาใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่สนใจการขอรื้อฟื้นจากมาเลเซีย และเมินการรายงานต่อประธานาธิบดีทรัมป์ โดยอ้างว่าไทยเป็นประเทศอธิปไตย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2895803&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z8Q6hLwLwz-kGOjBo5av6

  • UOB เผยอินไซต์คนไทย ยอมกู้เงิน เพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์-ซื้อประสบการณ์ ดันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงสุดในอาเซียน!

    UOB เผยอินไซต์คนไทย ยอมกู้เงิน เพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์-ซื้อประสบการณ์ ดันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงสุดในอาเซียน!

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025

    ถึงวันนี้คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะโตต่ำ เมื่อเทียบกับหลายประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งคนไทยยังต้องแบกรับค่าครองชีพสูงขึ้น และต้องการยกระดับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้ดีขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ หนี้ครัวเรือนไทยปัจจุบันพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตามท่ามกลางโจทย์ใหญ่มากมาย พบว่าคนไทยให้ความสำคัญกับการออม-การลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะ Gen Z ที่แม้วันนี้คนกลุ่มนี้ยังมีรายได้ หรือเงินในกระเป๋าไม่มาก เมื่อเทียบกับ Gen Y, Gen X แต่ก็สะท้อนได้ว่าคนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB) ร่วมกับ บริษัท Boston Consulting Group (BCG) จัดทำรายงาน ผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน หรือ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) ประจำปี 2025 ครอบคลุมใน 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์, ไทย, มาเลเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทย พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

    UOB ACSS 2025

    จับทิศเศรษฐกิจไทย คาด GDP โต 2% – ความมั่งคั่งกระจุกอยู่ในกลุ่มคนเพียง 10% ของประเทศ

    ด้านเศรษฐกิจ ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา GDP ไทยเติบโตค่อนข้างต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยคาดว่าในปี 2025 GDP ประเทศไทยจะเติบโต 3% แต่ ณ ปัจจุบันยังอยู่ในระดับ 2%

    ขณะที่การถือครองความมั่งคั่ง (Wealth) พบว่า 67% ของความมั่งคั่งในไทย กระจุกอยู่แค่คนเพียง 10% ของประชากรไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราที่มากสุดในอาเซียน และใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา

    อย่างไรก็ตามแม้ประเทศไทยจะมี GDP โตต่ำ และมีการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองบ่อย แต่ BCG มองว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงของเศรษฐกิจน้อยกว่าประเทศอื่นในอาเซียน เนื่องจากมีลักษณะเฉพาะ นั่นคือ ยังคงมีเสถียรภาพและความยืดหยุ่นด้านเศรษฐกิจ (Stability & Resilience) จึงได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

    3 ความกังวลใหญ่ของคนไทย และการรับมือต่อค่าครองชีพสูง

    เมื่อเจาะลึกถึงเรื่องที่คนไทยกังวลมากที่สุด พบ 3 อันดับแรกคือ

    อันดับ 1 ภาวะเงินเฟ้อ

    • อาเซียน 59%
    • ไทย 61%

    อันดับ 2 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติและมลพิษ

    • อาเซียน 56%
    • ไทย 57%

    อันดับ 3 พบว่ามีความแตกต่างกันระหว่างคนในอาเซียน กับคนไทย

    • คนในอาเซียน กังวลนโยบายภาษีทรัมป์ 55%
    • คนไทยกังวลค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 55%

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    นอกจากนี้ยังพบว่าค่าใช้จ่ายของคนไทยโดยรวมเพิ่มขึ้น 10% คือ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มาจาก 3 หมวดหลัก

    • อาหาร +7%
    • การเดินทาง +3%
    • ซูเปอร์มาร์เก็ต +21%

    ส่วนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    • ผู้บริโภคทั่วไป (รายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน): ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 8,900 บาทต่อเดือน
    • ผู้บริโภคกำลังซื้อสูง หรือ กลุ่ม Affluent (รายได้เกิน 200,000 บาทต่อเดือน): ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 41,000 บาทต่อเดือน

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    ขณะที่การตอบสนองของผู้บริโภคต่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ

    ผู้บริโภคทั่วไป (รายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท)

    • 48% ติดตามการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด
    • 45% มองหาส่วนลดก่อนซื้อสินค้า หรือบริการ

    ผู้บริโภคกำลังซื้อสูง หรือ Affluent (รายได้เกิน 200,000 บาท)

    • 30% บริหารจัดการด้วยการลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย (กังวลน้อยกว่ากลุ่มคนทั่วไป)
    • 27% มองหาแหล่งรายได้เสริม เช่น รายได้จากการลงทุน หรือรายได้จากปล่อยเช่าคอนโด/อพาร์ทเมนท์ ซึ่งเป็น Passive income

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    อินไซต์พฤติกรรมการใช้จ่าย แม้เศรษฐกิจโตต่ำ แต่คนไทยยอมกู้ยืมเงิน เพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์และซื้อประสบการณ์

    ขณะที่ผลกระทบจากเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น BCG ฉายภาพว่าแม้ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำ แต่ในด้านความต้องการ หรือความอยากได้ (Want) ไม่ได้ลดลงมาก พบว่า

    • 66% ของกลุ่มตัวอย่างคนไทย หยิบยืม หรือกู้ยืมเงิน เพื่อไปถึงเป้าหมาย นั่นคือ ยกระดับไลฟ์สไตล์ที่ดีขึ้น ยิ่งกลุ่มคนที่มีฐานรายได้สูง หรือ Affluent ยิ่งมีความต้องการใช้จ่าย เพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์มากขึ้น

    นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ ถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น

    • 3 ใน 4 ของผู้บริโภคทั้งกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูง, ผู้บริโภคที่มีฐานปานกลาง และกลุ่ม Gen Y, Gen Z พร้อมจ่ายมากขึ้น เพื่อซื้อประสบการณ์

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    อย่างพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้ากำลังซื้อสูง พบว่ามี 3 หมวดที่โต ซึ่งเป็นการใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์หรือไลฟ์สไตล์ ได้แก่

    • ความสามารถในการใช้จ่ายสินค้าเพื่อความบันเทิงสูง +23%
    • การรับประทานอาหารนอกบ้าน +17%
    • การเดินทางท่องเที่ยว +13%

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    สอดคล้องกับข้อมูลประเภทการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคทั่วไป นอกจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว การใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน 

    • 46% ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
    • 44% ด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิต
    • 38% ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์ และสินค้าหรูหรา
    • 32% การรับประทานอาหาร
    • 26% เสื้อห้าและสินค้าเพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล

    นอกจากนี้ผู้บริโภคทั่วไปมีการปรับพฤติกรรมการซื้อสินค้าเช่นกัน

    • 49% ก่อนซื้อสินค้าอะไรก็ตาม จะมองหาส่วนลด ก่อนซื้อ/ก่อนจ่ายเงิน
    • 47% ใช้เวลานานในการตัดสินใจซื้อสินค้า
    • 45% ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการซื้อสินค้า

    การใช้เวลานานในการตัดสินใจซื้อ และซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นพฤติกรรมที่ไปด้วยกัน เนื่องจากตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา คนชื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น แต่ใช้เวลานานขึ้น เพื่อเปรียบเทียบสินค้า และดูรีวิว

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    เมื่อเจาะลึกทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงิน ระหว่างคน 2 กลุ่ม คือ Gen Y – Gen Z กับ ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ต่อคำถามที่ว่าใช้เงินตอนนี้ กังวลเรื่องอนาคตไหม ? พบว่า

    • 73.5% ของ Gen Y, Gen Z ชอบที่จะใช้เงินตอนนี้เลย มากกว่ากังวลเรื่องอนาคต
    • 85% ของ Affluent ชอบที่จะใช้เงินตอนนี้เลย ไม่ได้มีความกังวลเรื่องอนาคต

    รวมทั้งต่อคำถามที่ว่าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย กังวลไหม ? พบว่า

    • 72.5% ของ Gen Y, Gen Z บอกว่าไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย
    • 82% ของ Affluent ไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย

    นอกจากนี้กับคำถามที่ว่ามีความคาดหวังจากสังคม หรือแรงกดดันจากการออมเงินไหม ? พบว่า

    • 79% ของ Gen Y, Gen Z รู้สึกกังวลต่อความคาดหวังทางสังคม หรือแรงกดดันจากคนรอบข้าง ทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก
    • ใกล้เคียงกับกลุ่ม Affluent ที่มีมากถึง 80% รู้สึกกังวลต่อความคาดหวัง หรือแรงกดดันจากสังคม-คนรอบข้าง ทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

    ASEAN Consumer Sentiment Study 2025 by UOB x BCG

    “ความต้องการยกระดับไลฟ์สไตล์ สะท้อนไปถึงตัวเลข “หนี้ครัวเรือนไทย” ที่พุ่งสูงขึ้นตามมา ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มากกว่า 80% ถือว่าเป็นความเสี่ยงและมากที่สุดในอาเซียน” คุณจอหน์ วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ BCG ประเทศไทย ขยายความเพิ่มเติม

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand
    คุณจอหน์ วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ BCG ประเทศไทย

    คนไทยเป็นหนี้บัตรเครดิตลดลง หันไปกู้เงินจากครอบครัว-เพื่อนเพิ่มขึ้น  

    ผลสำรวจพบว่า 3 ใน 4 ของผู้บริโภค หรือประมาณ 75% ของผู้บริโภค มีสินเชื่อเฉลี่ย 2.3 รายการ แบ่งเป็นสินเชื่อหลัก

    • 39% สินเชื่อบุคคล
    • 38% สินเชื่อบัตรเครดิต
    • 31% สินเชื่อรถยนต์
    • 21% สินเชื่อบ้าน

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    ส่วนแนวโน้มการกู้ยืม พบว่าคนไทยเป็นหนี้บัตรเครดิตลดลง และหันไปกู้ยืมจากครอบครัว หรือเพื่อนมากขึ้น

    • การกู้ยืมเงินผ่านบัตรเครดิตลดลงจาก 49% ในปี 2024 เป็น 38% ในปี 2025 เนื่องจากรายได้ไม่ได้โตขึ้นมาก เห็นได้จากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะองค์กร และผู้บริโภคเริ่มรัดเข็มขัด เพราะฉะนั้นจึงบริหารจัดการรายจ่ายให้ลดลงจากปีที่แล้ว
    • ตรงกันข้ามกับการกู้ยืมจากครอบครัว และเพื่อนฝูงเพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2024 เป็น 12% ในปี 2025 เนื่องจากปีที่แล้วเป็นปีที่ตัวเลขหนี้เสียเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งไม่สามารถมีเครดิตไปกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ จึงไปกู้เงินจากเพื่อน หรือคนในครอบครัวมากขึ้น

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    ส่วนการชำระหนี้ พบว่า เมื่อถึงเวลาชำระหนี้ 80% ของผู้กู้สามารถชำระเงินคืนตรงตามเวลาอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่อีก 20% มีแนวโน้มจ่ายเงินคืนล่าช้า

    • จากการสำรวจพฤติกรรม Gen Z มีแนวโน้มจ่ายเงินล่าช้า และยอมจ่ายดอกเบี้ย แม้จะทราบว่าการจ่ายล่าช้า มีดอกเบี้ย หรือต้องจ่ายค่าปรับก็ตาม
    • สาเหตุของการชำระเงินล่าช้า หรือไม่ตรงต่อเวลาการชำระเงิน มาจาก 2 ปัจจัยหลัก: 1. ขาดความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการเงิน และ 2. มีรูปแบบรายได้ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ จึงไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    คนไทยให้ความสำคัญด้านการเงินมากขึ้น

    ในผลสำรวจนี้ ได้ถามถึงความมั่นใจในสถานะทางการเงินของคนไทย พบว่า

    • 39% มั่นใจในสถานะการเงิน
    • 69% ไม่มั่นใจในสถานะการเงิน

    เมื่อเจาะลึกความรู้ด้านการเงินในกลุ่มคนไทย ประกอบด้วยการออม, การลงทุน, ประกัน, แผนเกษียณ พบว่า

    การออม

    คนไทยทั่วไป

    • 7 ใน 10 หรือ 74% มีการออม
    • ออมอย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน

    คนไทยกำลังซื้อสูง

    • 9 ใน 10 หรือ 88% มีการออม
    • ออมอย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน

    ลูกค้า Affluent โตทั้งจำนวนลูกค้าที่มาฝากเงิน และยอดเงินฝาก อย่างกลุ่มลูกค้า UOB กำลังซื้อสูง รายได้ 200,000 บาทต่อเดือน พบว่าเซ็กเมนต์นี้มีจำนวนลูกค้าฝากเงินเพิ่มขึ้น 28% ในปีที่ผ่านมา และยอดเงินฝากรวมของลูกค้าเซ็กเมนต์นี้ โตขึ้น 21%

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    ขณะที่ลูกค้า Gen Y, Gen Z เป็นกลุ่มนี้มีการใช้งานดิจิทัลแบงก์กิ้งสูง พบว่า

    • Gen Y เปิดบัญชีเงินฝากเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ยอดเงินฝากเพิ่มขึ้น 4%
    • Gen Z เปิดบัญชีเงินฝากเพิ่มขึ้น 48% เทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนยอดเงินฝากเพิ่มขึ้น 19%

    แต่เมื่อดูเงินฝากโดยเฉลี่ยแล้ว พบว่า Gen Y สูงกว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 78,000 บาทต่อบัญชี ขณะที่ Gen Z มีเงินฝากเฉลี่ย 41,000 บาทต่อบัญชี แสดงให้เห็นว่ากลุ่ม Gen Z อายุยังน้อย อยู่ในวัยเริ่มทำงาน แต่มีความเข้าใจดิจิทัล และเปิดรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนและบริหารการเงิน

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    การลงทุน

    ผู้บริโภคกำลังซื้อสูง มีความกระตือรือร้นในการลงทุนมากขึ้น สะท้อนถึงความรู้ทางการเงินที่มากว่า

    • 70% ขอบผู้บริโภคกำลังซื้อสูง มีการลงทุนเกิน 10% ของรายได้ต่อเดือน โดยจำนวนธุรกรรมและมูลค่าการลงทุนเฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ประมาณ 4.6 รายการ
    • ขณะที่ลูกค้าทั่วไป จำนวนธุรกรรมและมูลค่าการลงทุนเฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ประมาณ 3.3 รายการ

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    ประกันภัย
    • ปี 2025 ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง มีแนวโน้มจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะรักษาระดับการจ่ายเบี้ยประกันภัยไว้เท่าเดิม
    • เมื่อเจาะลึกประกันประเภทต่างๆ เทียบ 2024-2025 พบว่าเติบโตทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นประเภทประกันภัยต่างๆ ประกันชีวิตและทุพพลภาพถาวร (TPD) รวมถึงประกันโรคร้ายแรง มีการเพิ่มขึ้น รวมถึงประกันสุขภาพ (Health Insurance) ถือว่าโตมากสุดที่ 43%
    • การเติบโตของประกัน สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยตระหนักรู้ถึงการมีความคุ้มครอง ทั้งประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพ

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    แผนการเกษียณ

    70% ของคนไทยมีแผนการเกษียณ ขณะที่อีกกว่า 30 % ยังไม่มีแผนการเกษียณที่ชัดเจน เนื่องจากผัดวันประกันพรุ่ง, ยังมีเงินออมไม่เพียงพอ, มองว่าการเกษียณยังอยู่อีกไกล 

    อย่างไรก็ตามมากกว่า 50% ของคนไทยบอกว่าอยากเกษียณหลังอายุ 60 ปี นั่นหมายความว่าผู้บริโภคเริ่มกังวลเรื่องรายได้หลังเกษียณ จึงพร้อมทำงานนานขึ้น เพื่อรองรับการเกษียณ

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    ส่วนจำนวนเงินที่คนไทยโดยเฉลี่ยต้องการสำหรับการเกษียณ เพื่อรักษาระดับการใช้ชีวิตหลังเกษียณได้เหมือนเดิม พบว่า

    • ผู้บริโภคทั่วไปต้องการเงินสำหรับการเกษียณ 9 ล้านบาท
    • กลุ่มกำลังซื้อสูง ต้องการเงินสำหรับการเกษียณอย่างน้อย 10 ล้านบาท

    Mr John Wagner, Head of BCG Thailand

    สรุปอินไซต์ผู้บริโภคไทยจากรายงานผลสำรวจครั้งนี้ ปี 2025 เป็นปีที่ผู้บริโภคไทยใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งในชีวิตประจำวัน และให้ความสำคัญกับหมวดการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต สอดคล้องกับเทรนด์ Longevity ที่เน้นการมีสุขภาพกายและใจที่ดีในระยะยาว

    1. ผู้บริโภคเตรียมความพร้อมการทำงานนานขึ้น
    2. ต้องเตรียมตัววางแผนการเงิน เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายและรักษาคุณภาพชีวิตแบบเดิมไว้
    3. ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น จึงวางแผนเผื่อค่าใช้จ่ายด้านนี้ เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี อาหารเสริม ฟิตเนส รวมทั้งเพิ่มประกันความคุ้มครองความเสี่ยงจากโรคร้ายแรง
    4. เน้นการลงทุนที่มั่นคง และกระจายความเสี่ยง สำหรับกลุ่มกำลังซื้อสูงจะลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ มีความรู้ความเข้าใจการลงทุน และวางแผนทางการเงินมากขึ้น
    UOB Thailand
    คุณยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย

    “ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังรักษาความสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้จ่ายเพื่อพัฒนาตนเอง และดูแลสุขภาพ สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวันนี้ พร้อมกับการเตรียมความพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้

    แต่ขณะเดียวกันยังพบว่าคนไทยหลายคนยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น ช่องว่างด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติต่อการใช้จ่าย และความไม่มั่นคงของรายได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งเป้าหมายของธนาคาร คือ การช่วยลดช่องว่างเหล่านี้ ผ่านเครื่อมือและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้พวกเขามีอิสระในการใช้ชีวิต โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของตนเอง”คุณยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สรุปทิ้งท้ายถึงผลสำรวจ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) 2025

    BCG & UOB

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.marketingoops.com/reports/uob-x-bcg-asean-consumer-sentiment-study-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20tHBCA8gfzIWYb9xcDLzd

  • –

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2025 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/928136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DL5mgykbmJhuSatLQ-Obk

  • จับตา กู้เงินนอก “สร้างเขื่อนเจ้าพระยา” คุ้มค่าไหม? ท่ามกลางวิกฤตหนี้ไทย

    จับตา กู้เงินนอก “สร้างเขื่อนเจ้าพระยา” คุ้มค่าไหม? ท่ามกลางวิกฤตหนี้ไทย

    จับตา กู้เงินนอก “สร้างเขื่อนเจ้าพระยา” คุ้มค่าไหม? ท่ามกลางวิกฤตหนี้ไทย

    นาทีนี้ การตัดสินใจด้านการคลังของรัฐบาลกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ออกมาเปิดเผยถึงแผนการศึกษาการ “กู้เงินจากต่างประเทศเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ” เพื่อ สร้างเขื่อนเจ้าพระยาตอนล่าง ที่เป็นหมุดหมายสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและการใช้งบประมาณในการเยียวยาซ้ำซากในพื้นที่ภาคกลางอย่างยั่งยืน

    ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยมุมมองกับ โพสต์ทูเดย์ ว่า การบริหารจัดการน้ำและป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางเป็น “ความจำเป็นอย่างยิ่ง” และถือเป็นการลงทุนที่ “คุ้มค่าในระยะยาว” ต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย

    เนื่องจาก การลงทุนในโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเท่านั้น แต่ ยัง “ถือเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศต้องการ” และ “มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน” เนื่องจาก ถ้าหากไม่เริ่มต้นทำตอนนี้ โครงการก็จะไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า “อีก 30 ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ อาจเผชิญความเสี่ยงที่จะจมน้ำทะเลได้”

    เมื่อความจำเป็นในการสร้างมีสูง สิ่งที่ตามมาคือ “เราจะเอาเงินมาจากไหน?” ดร.อนุสรณ์ ชี้ว่า หากรัฐบาลเลือกที่จะ “ลงทุนเอง” ในโครงการขนาดใหญ่นี้ ก็อาจจำเป็นต้องกู้เงิน โดยมีทางเลือกหลักที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

    1. กู้เงินภายในประเทศ แม้ว่าสภาพคล่องในไทยยังเหลืออยู่ แต่หากรัฐบาลดึงสภาพคล่องนี้มาใช้ อาจเกิด “แรงดันให้อัตราดอกเบี้ย” ในระบบเพิ่มขึ้นได้
    2. กู้เงินต่างประเทศ ทางเลือกนี้ถูกมองว่ามีจุดแข็งสำคัญคือ จะนำ “เม็ดเงินใหม่” เข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทย และยังสามารถทำได้ เนื่องจาก สัดส่วนหนี้ต่างประเทศของไทยโดย รวมยังอยู่ในระดับที่ยังไม่สูง ทำให้ยังมี “room” ที่จะกู้ได้อยู่

    “สิ่งที่เป็นข้อดีสำคัญประการหนึ่ง ของการกู้เงินจากต่างประเทศ คือ หากรัฐบาลเลือกที่จะกู้ผ่าน “สถาบันการเงินระหว่างประเทศ” เช่น “ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) หรือ ธนาคารโลก (World Bank) องค์กรเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นผู้ปล่อยกู้ และมีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส เข้ามาดูแลโครงการด้วยตนเอง”

    นอกจากนี้ การใช้ “ระบบ PPP (Public-Private Partnership)” หรือความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ควรศึกษา ซึ่งอาจช่วย “ลดภาระทางการคลังของภาค รัฐลงได้”

    แม้การลงทุนจะมีความจำเป็น แต่ ดร.อนุสรณ์ ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงสถานการณ์ทางการคลังที่ตึงเครียดของไทย โดยระบุว่า “หนี้สาธารณะ” ของไทย ซึ่งปัจจุบันตัวเลขล่าสุดเกิน 64% ต่อ GDP ไป แล้ว มีความน่าเป็นห่วง

    ความน่าเป็นห่วงนี้มาจากผลการประเมินที่ชี้ว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย “อาจขึ้นไปแตะหรือทะลุ 70% ได้ในอีกไม่นานนัก” หากตัวเลขนี้เพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน จะส่งผลร้ายแรงถึงขั้นที่ประเทศไทย “ถูกลดอันดับเครดิต” ได้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวมสูงขึ้นตามไปด้วย

    ดังนั้น บทสรุปของการตัดสินใจนี้ ดร.อนุสรณ์ เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะต้อง “ศึกษาให้ดีก่อน อย่างรอบคอบ” ว่าจะใช้วิธีการอย่าง ไรในการกู้ เงิน และที่สำคัญที่สุดรัฐบาลควร “ดำเนิน การควบคู่กันไปกับการหาวิธีในการหารายได้ด้วย” นอกเหนือจากการกู้เงิน เพื่อให้การลงทุนที่จำเป็นนี้ไม่นำพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงทางการคลังที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะยาว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733502&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15GrlI82h1QibOlj8upS2h

  • กรมการแพทย์แผนไทยฯ เผย ฝรั่งเศส สนใจ

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ เผย ฝรั่งเศส สนใจ

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ เผย ฝรั่งเศส สนใจ ‘ยาเสริมสมรรถภาพทางเพศ’ ไทย

    วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.24 น.

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ เผย บริษัทฝรั่งเศส สนใจตำรับยาไทยเสริมสมรรถภาพทางเพศ พร้อมผลักดัน 18 ยาบำรุง ยาอายุวัฒนะ ตำรับชาติฯ เปิดเวทีจับคู่ R&D ต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก

    กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผย บริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากประเทศฝรั่งเศส แสดงความสนใจในตำรับยาแผนไทยที่มีสรรพคุณเสริมสมรรถภาพ เตรียมเดินหน้าผลักดัน 18 กลุ่มยาบำรุงและยาอายุวัฒนะ ที่มีศักยภาพในการบำรุงร่างกายและเสริมสมรรถภาพทางเพศเพื่อส่งเสริมภูมิปัญญา และสร้างมูลค่าเพิ่มในเศรษฐกิจสุขภาพ

    พญ.กัญญาภัค ศิลารักษ์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่ากรมฯ ได้ผลักดันการใช้ภูมิปัญญาไทยในการดูแลผู้มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) โดยเฉพาะการนำ “ตำรับยาแก้องคชาตตาย” มาใช้ในการรักษาและวิจัย พบว่ามีผลดีในการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเสริมสมรรถภาพทางเพศในบุรุษ และยังมี “นารีพลีชีพ” ที่อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย สำหรับรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศสตรี ขณะนี้ มีบริษัท จัดหาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจากธรรมชาติ ประเทศฝรั่งเศส ได้แสดงความสนใจในตำรับยาไทยรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันพิจารณาเพื่อสร้างโอกาสในการส่งเสริมภูมิปัญญาและต่อยอดเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ปัจจุบันกรมฯ ยังมี “ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ”ซึ่งมีที่มาจากตำรับยาแผนไทยของชาติที่มีเจตนาคุ้มครองและส่งเสริมนำไปใช้ประโยชน์ในระบบสุขภาพและเศรษฐกิจ ในกลุ่มยาบำรุงและยาอายุวัฒนะกว่า 18 ตำรับ ที่มีศักยภาพในการบำรุงร่างกายและเสริมสมรรถภาพทางเพศ เช่น ยาบำรุงสำหรับบุรุษ สูตร 1 ซึ่งประกอบด้วยสมุนไพรสำคัญอย่าง บัวขม ขิง ดีปลี ชะพลู ผักเสี้ยนผี พริกไทย มะเขือขื่น และไม้เท้ายายม่อม รวมถึงตำรับยา “แก้องคชาตตาย” ที่มีส่วนผสมของดีปลี ชะพลู พริกชี้ฟ้า ขิง ลูกจันทน์ กระวาน สะแก และกัญชา ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางวิชาการและต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

    ด้าน ดร.ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และผู้อำนวยการกองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร เปิดเผยว่า เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน กรมการแพทย์แผนไทยฯ เตรียมจัดกิจกรรม “Open House ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ” พร้อมทั้งจับคู่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนร่วมพัฒนาโครงการวิจัย พัฒนา (R&D) และนวัตกรรมสมุนไพร เพื่อมุ่งเน้นการต่อยอดภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศเข้าสู่ New S-Curve และเพิ่มขีดความสามารถ การแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

    ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม Open House และโอกาสในการเข้าร่วมความร่วมมือด้านการพัฒนาตำรับยาไทย ได้ทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

    “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดเศรษฐกิจสุขภาพของไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทยอย่างยั่งยืน พร้อมปูทางให้ตำรับยาไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลกต่อไป”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/928058&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GffVgWm6bPnEGJfq4wNgP

  • กยศ. แนะลูกหนี้ถูกฟ้องกว่าแสนราย เร่งแก้หนี้ก่อนถูกยึดทรัพย์

    กยศ. แนะลูกหนี้ถูกฟ้องกว่าแสนราย เร่งแก้หนี้ก่อนถูกยึดทรัพย์

    กยศ. แนะลูกหนี้กว่า 100,000 ราย ที่ถูกฟ้อง เร่งแก้หนี้ภายในเดือน ธ.ค. 68 ก่อนถูกยึดทรัพย์

    ดร.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “จากการที่ กยศ. ได้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ในปี 2559 และศาลได้พิพากษาให้ชำระหนี้แล้วจำนวนกว่า 100,000 ราย โดยขณะนี้ผู้กู้ยืมเงินกลุ่มดังกล่าวยังไม่ได้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นตามคำพิพากษา

    ซึ่งก่อนหน้านี้ กยศ. ได้มีการแจ้งให้ผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกันทราบทั้งทางจดหมาย ทางโทรศัพท์ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนการติดตามหนี้มาโดยตลอด แต่ผู้กู้ยืมเงินก็ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลหรือไม่ได้มีการติดต่อกลับมายัง กยศ. และระยะเวลาได้ล่วงเลยมา 9 ปีแล้ว จนในที่สุด กยศ. มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยเตรียมออกหมายบังคับคดีผู้กู้ยืมเงินกลุ่มดังกล่าว

    ดังนั้น หากผู้กู้ยืมเงินไม่ต้องการให้ กยศ. ดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย โดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงินและ/หรือผู้ค้ำประกัน ขอให้ผู้กู้ยืมเงินชำระหนี้ปิดบัญชีตามยอดหนี้ที่ปรากฏในแอป กยศ.Connect หรือหากผู้กู้ยืมเงินไม่สามารถชำระหนี้ปิดบัญชีตามคำพิพากษาได้ สามารถเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ที่ www.studentloan.or.th ภายในเดือนธันวาคม 2568

    ทั้งนี้ ขอให้ผู้กู้ยืมเงินกลับมาชำระหนี้เนื่องจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนและจำเป็นต้องนำมาหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945103/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23gwDDCswdcgcqVYl-B_YM

  • ทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนไตรมาส 1/2026 โอกาสและความเสี่ยง

    ทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนไตรมาส 1/2026 โอกาสและความเสี่ยง

    เมื่อเราก้าวเข้าสู่ไตรมาสแรกของปี 2026 เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน InnovestX คาดการณ์ว่า GDP โลกปี 2025 จะเติบโต 2.9% และปี 2026 ที่ 3.0% แต่จะเห็นการชะลอตัวรุนแรงในครึ่งแรกของปี 2026 ก่อนค่อยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง

    สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดว่า GDP ปี 2568-69 จะขยายตัวเพียง 1.8% และ 1.4% ตามลำดับ แม้กระทรวงการคลังจะมีมาตรการกระตุ้น 5 ด้าน อันได้แก่ (1) โครงการ “คนละครึ่ง Plus” (2) มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว (3) การคืนภาษีแบบเร่งรัด (4) นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนและจัดตั้ง AMC และ (5) เติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่แนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลงมากกว่าคาดทำให้เรายังคงประมาณการไว้ที่ระดับเดิม นอกจากนั้น เรามองว่า ในปี 2026 จะมี 5 ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา

    ความเสี่ยงแรก ได้แก่ การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐแบบ K-Shape โดยความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่ากลุ่ม 10% ที่ร่ำรวยที่สุดมีส่วนในการใช้จ่ายเกือบครึ่งหนึ่งของการบริโภคทั้งหมดในสหรัฐฯ ขณะที่กลุ่ม 80% ที่เหลือมีส่วนแบ่งลดลงจาก 42% ก่อนโควิดเหลือเพียง 37% ในปัจจุบัน 

    นอกจากนั้น จากการศึกษาของ InnovestX ตั้งแต่ปี 2012 ถึงปัจจุบัน พบว่ากลุ่มรายได้ระดับบนที่ 100,000-150,000 ดอลลาร์ต่อปีมีการเติบโตของรายได้ในรอบ 12 ปี สูงถึง 5.3 เท่า ขณะที่กลุ่มรายได้ระดับล่าง (ต่ำกว่า 15,000 ดอลลาร์) อยู่ที่เพียง 2.2 เท่า เท่านั้น นั่นแปลว่า ช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนก็จะยิ่งมากขึ้น

    ในขณะที่ปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันว่าเหมือน “ปิระมิดกลับหัว” โดยตลาดหุ้นพุ่งสูงสุดใหม่ แต่การจ้างงานชะงักและการเลิกจ้างเพิ่มขึ้น ทำให้เรากังวลว่า หากตลาดหุ้นปรับตัวลง จะทำลายเสาหลักของความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

    ความเสี่ยงที่สองได้แก่ ฟองสบู่ AI ผลจากการจัดหาเงินทุนแบบวงกลมปิด (Circular Financing) โดยตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เผชิญความกังวลเรื่อง valuation ที่สูงเกินไปและรูปแบบการจัดหาเงินทุน ที่คล้ายยุค Dot-com Bubble โดยกรณีศึกษาที่น่ากังวลคือ Nvidia ลงทุนใน OpenAI 100,000 ล้านดอลลาร์ 

    ขณะที่ OpenAI ซื้อชิปจาก Nvidia หลายพันล้านดอลลาร์และตกลงซื้อพลังประมวลผล 300,000 ล้านดอลลาร์จาก Oracle ในช่วง 5 ปีโดยยังไม่ชัดเจนว่าจะหาเงินจากไหน ขณะที่ CEO ของวานิชธนกิจรายใหญ่ เตือนโอกาสตลาดปรับลง 10-20% ใน 12-24 เดือนข้างหน้า ซึ่งหากเกิดจะกระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกตั้งแต่ผู้ผลิต semiconductor ในไต้หวันและเกาหลีใต้ไปจนถึงไทย

    ความเสี่ยงที่สาม Private Credit และธนาคารเงา ความเสี่ยงธนาคารสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนผ่านจาก Interest Rate Risk ในช่วง 2-3 ปีก่อน สู่ Credit Risk และ Liquidity Risk เห็นได้จาก Zions Bancorp และ Western Alliance Bancorp ที่ต้องตั้งสำรองหนี้สูญ และยื่นฟ้องผู้กู้ในข้อหาฉ้อโกง ทำให้หุ้นธนาคารร่วงกว่า 10% ขณะที่ธนาคารหลายแห่งเริ่มกู้เงินผ่าน overnight repo ของ Fed และเงินสำรองลดลงต่ำกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ 

    โดยเรามองว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ธนาคารโดยตรง แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงที่ซับซ้อนระหว่างธนาคารกับสถาบันการเงินนอกระบบ โดยเฉพาะตลาด private credit ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเสี่ยงระบบใหม่ที่ขาดความโปร่งใสและการกำกับดูแลที่เพียงพอ หรืออาจเรียกได้ว่า Shadow Banking ของสหรัฐฯ

    ความเสี่ยงที่สี่ ได้แก่ Fiscal Risk หรือวิกฤตการคลัง โดยเรามองว่า สหรัฐฯ เป็นจุดศูนย์กลางของความเสี่ยง โดยปัจจุบันขาดดุลงบประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (6.5% ของ GDP) และต้องจ่ายดอกเบี้ย 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (20% ของรายได้รัฐบาล) ซึ่งสูงกว่าหลักเกณฑ์ปกติ 10-15% อย่างมีนัยสำคัญ โดยไตรมาส 2/2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากภาษีศุลกากรและประธาน Fed Jerome Powell ครบวาระ หากเกิด “fiscal dominance” หรือการที่รัฐบาลทรัมป์บังคับให้ประธาน Fed ท่านใหม่ที่ตนแต่งตั้งทำนโยบายผ่อนคลายท่ามกลางเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์และ Fed ได้ 

    ทั้งนี้ กรณี ฝรั่งเศสที่ถูก S&P ปรับลดอันดับเครดิตจาก AA- เป็น A+ สะท้อนว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤติการคลังที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

    ความเสี่ยงที่ห้า ได้แก่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามแร่หายาก ทรัมป์ทำสงครามการค้ากับทุกประเทศโดยเฉพาะกลุ่ม BRICS ขึ้นภาษีอินเดีย 50%, บราซิล 50%, จีน 30% ส่งผลให้ Global South รวมตัวกันมากขึ้น ที่สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านสู่ “สงครามเย็น 2.0” โดยสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้าแร่ธาตุสำคัญ 100% ถึง 15 ชนิดและมากกว่า 50% อีก 28 ชนิด ขณะที่จีนควบคุมการผลิตแร่หายาก 60-80% และครอบงำเทคโนโลยีการแปรรูปมากกว่า 90% ของโลก การพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นเพียงการซื้อเวลาเพื่อเตรียมพร้อมสู่การแข่งขันที่รุนแรงกว่า

    แม้จะมีความเสี่ยงมากมาย แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีจุดแข็งที่น่าสนใจ การเมืองในประเทศชัดเจนขึ้นหลังคุณอนุทินได้เป็นนายกฯ และเริ่มมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ EPS ของตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงการฟื้นตัว และเริ่มมีสัญญาณประมาณการกำไรที่เริ่มมีเสถียรภาพ 

    ทั้งนี้ InnovestX แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” โดยเน้นหุ้น “Earning Play” ที่คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2025 ยังเติบโตดี เช่น BCPG, BEM, BGRIM, MTC, PTT และหุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง เนื่องจากคาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคมปีนี้ และอีก 2 ครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี 2026

    ขอให้นักลงทุนโชคดี

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2895704&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HVsD7jvvFZrlh6MHr60b3

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 15 พฤศจิกายน 2568

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 15 พฤศจิกายน 2568

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/64588&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bG5zkPx5yrYTya-3xXatv

  • เช็กลิสต์ก่อนให้! เปิดคัมภีร์ “ของขวัญต้องห้าม” สำหรับคนจีน รู้ไว้ไม่เสียมารยาท

    เช็กลิสต์ก่อนให้! เปิดคัมภีร์ “ของขวัญต้องห้าม” สำหรับคนจีน รู้ไว้ไม่เสียมารยาท

    10 ของขวัญต้องห้ามคนจีน พร้อมความหมายแฝงสุดสยอง

    การให้ของขวัญถือเป็นธรรมเนียมสากลที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์และแสดงความปรารถนาดี แต่ในวัฒนธรรมจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีความละเอียดอ่อนสูง การเลือกของขวัญไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของมูลค่า แต่ยังเต็มไปด้วย “ความหมายแฝง” และ “สัญลักษณ์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นคำพ้องเสียงในภาษาจีน ที่อาจเปลี่ยนของขวัญสุดหรูให้กลายเป็นลางร้ายได้ในพริบตา

    หากคุณมีเพื่อน คู่ค้า หรือคนรู้จักเป็นชาวจีน การศึกษาเรื่องนี้ไว้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ของขวัญของคุณสร้างความประทับใจแทนที่จะสร้างความขุ่นเคืองใจครับ นี่คือรายการของขวัญต้องห้ามที่ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด

    10 ของขวัญต้องห้ามคนจีน

    1. นาฬิกา (钟, zhōng)

    นี่คือข้อห้ามที่ร้ายแรงที่สุด! การ “ให้นาฬิกา” ในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า “ซ่งจง” (送钟, sòng zhōng) ซึ่งไปพ้องเสียงกับคำว่า “ซ่งจง” (送终, sòng zhōng) ที่แปลว่า “การไปดูใจครั้งสุดท้าย” หรือ “การไปร่วมงานศพ” การให้นาฬิกาจึงเปรียบเสมือนการแช่งให้ผู้รับเสียชีวิตหรือหมดอายุขัยโดยเร็วที่สุด

    2. รองเท้า (鞋, xié)

    คำว่า “รองเท้า” (鞋, xié) ออกเสียงพ้องกับคำว่า “เสีย” (邪, xié) ที่แปลว่า “สิ่งอัปมงคล” หรือ “โชคร้าย” การให้รองเท้าจึงเหมือนกับการมอบโชคร้ายให้แก่ผู้รับ นอกจากนี้ บางคนยังเชื่อว่าการให้รองเท้าแก่คนรัก อาจหมายถึงการที่อีกฝ่ายจะ “เดินจากไป”

    3. ร่ม (伞, sǎn)

    แม้ว่าร่มจะมีประโยชน์มาก แต่คำว่า “ร่ม” (伞, sǎn) ก็ดันไปพ้องเสียงกับคำว่า “ส่าน” (散, sàn) ที่แปลว่า “การแตกแยก” “การเลิกรา” หรือ “การพลัดพราก” การให้ร่มจึงสื่อความหมายเป็นนัยว่าคุณต้องการยุติความสัมพันธ์หรือขอให้ครอบครัวเขาแตกแยก

    4. ผ้าเช็ดหน้า (手帕, shǒupà)

    ในสมัยก่อน ผ้าเช็ดหน้ามักจะถูกใช้สำหรับ “ซับน้ำตา” และมักจะถูกมอบให้กันในงานศพเพื่อเป็นการอำลาครั้งสุดท้าย การให้ผ้าเช็ดหน้าจึงเชื่อมโยงกับความโศกเศร้าและการจากลาตลอดไป

    5. ของมีคม (เช่น มีด, กรรไกร)

    ของมีคมทุกชนิด สื่อถึง “การตัดขาด” การให้ของมีคมจึงเหมือนการประกาศว่าคุณต้องการ “ตัดสัมพันธ์” หรือ “ตัดขาด” ความผูกพันที่มีต่อกัน (ในภาษาจีนมีสำนวนว่า “อี้ เตา เหลียง ต้วน” 一刀两断 หมายถึง ตัดทีเดียวขาดสองท่อน ใช้กับการตัดความสัมพันธ์)

    6. สาลี่ (梨, lí)

    ผลไม้ชนิดนี้ก็ไม่รอดครับ คำว่า “สาลี่” (梨, lí) ออกเสียงเหมือนกับคำว่า “หลี” (离, lí) ที่แปลว่า “การจากลา” หรือ “การแยกจาก” ดังนั้น คนจีนจึงมักไม่ให้สาลี่เป็นของขวัญ (แม้ว่าการกินสาลี่ด้วยกันจะไม่เป็นไร แต่การ ให้ ถือเป็นเรื่องไม่ดี)

    7. ดอกเบญจมาศ (菊花, júhuā) และดอกไม้สีขาว

    ในวัฒนธรรมจีน ดอกเบญจมาศ (โดยเฉพาะสีขาวและสีเหลือง) และดอกไม้สีขาวส่วนใหญ่ จะถูกใช้สำหรับ “งานศพ” หรือการไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วเท่านั้น การมอบดอกไม้เหล่านี้ในโอกาสมงคลจึงถือเป็นลางร้ายอย่างยิ่ง

    8. หมวกสีเขียว (绿帽子, lǜmàozi)

    ข้อนี้อาจจะดูแปลก แต่สำคัญมากสำหรับผู้ชาย! ในวัฒนธรรมจีน มีคำสแลงว่า “สวมหมวกสีเขียว” (戴绿帽子, dài lǜ màozi) ซึ่งมีความหมายว่า “ภรรยานอกใจ” หรือ “ถูกสวมเขา” การให้หมวกสีเขียวแก่ผู้ชายจีนจึงเป็นการดูถูกและหยาบคายอย่างรุนแรง

    9. กระจก (镜子, jìngzi)

    กระจกมีความเชื่อโยงกับเรื่องไสยศาสตร์ในจีนหลายอย่าง เชื่อกันว่ากระจกสามารถ “ดึงดูดวิญญาณร้าย” ได้ นอกจากนี้ กระจกยัง “แตกหักง่าย” ซึ่งสื่อถึงลางร้ายและความสัมพันธ์ที่เปราะบาง

    10. สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเลข 4 (四, sì)

    ตัวเลขก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เลข “4” (四, sì) ในภาษาจีน ออกเสียงพ้องกับคำว่า “สื่อ” (死, sǐ) ที่แปลว่า “ความตาย” ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการให้ของขวัญเป็นชุด 4 ชิ้น หรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเลข 4 โดยเด็ดขาด

    แล้วควรให้อะไรดี? ของขวัญมงคลสำหรับคนจีน

    เมื่อรู้ของต้องห้ามแล้ว ก็ควรรู้จักของขวัญที่ “เป็นมงคล” เพื่อสร้างความประทับใจ โดยเน้นความหมายดีๆ และสีมงคล (สีแดงและสีทอง)

    1. ผลไม้ (ยกเว้นสาลี่):
      • ส้ม (橘, jú): พ้องเสียงกับคำว่า “จี๋” (吉) ที่แปลว่า โชคลาภ มงคล
      • แอปเปิ้ล (苹果, píngguǒ): คำว่า “ผิง” (苹) พ้องเสียงกับ “ผิง” (平) ในคำว่า “ผิงอัน” (平安) ที่แปลว่า สันติสุข ปลอดภัย
    2. ชาชั้นดี (茶, chá): ชาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจีน การให้ชาดีๆ หมายถึงการอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง
    3. เหล้าหรือไวน์ (酒, jiǔ): คำว่า “จิ่ว” (酒) พ้องเสียงกับ “จิ่ว” (久) ที่แปลว่า “ยาวนาน” สื่อถึงมิตรภาพที่ยืนยาว หรือการมีอายุยืนยาว
    4. ของที่เป็นคู่ (เลข 6 หรือ 8):
      • เลข 6 (六, liù): พ้องเสียงกับคำที่แปลว่า “ราบรื่น”
      • เลข 8 (八, bā): พ้องเสียงกับคำว่า “ฟา” (发) ที่แปลว่า “ร่ำรวย” “เจริญก้าวหน้า”
    5. อั่งเปา (红包, hóngbāo): หากนึกอะไรไม่ออก การให้เงินสดใส่ซองสีแดง (อั่งเปา) ถือเป็นสิ่งที่ใช้ได้เสมอในทุกโอกาสมงคล เพราะสีแดงคือสีแห่งโชคลาภ และผู้รับสามารถนำเงินไปใช้ในสิ่งที่ต้องการได้

    หัวใจสำคัญของการให้ของขวัญคนจีนคือ “ความปรารถนาดี” และ “ความใส่ใจ” ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ การหลีกเลี่ยงของขวัญต้องห้ามเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณไม่เสียมารยาท แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเคารพและความเข้าใจที่คุณมีต่อวัฒนธรรมของพวกเขา ซึ่งจะสร้างความประทับใจได้มากกว่าของขวัญราคาแพงใดๆ เสียอีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/campus/1431011/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1amlyCADU9Ua1jpGvV3IKp

  • ไฮซีซั่นสั่นคลอน! ผู้ประกอบการหวั่นกฎหมายเหล้าช้า นักท่องเที่ยวเสี่ยงเปลี่ยนใจทิ้งไทย

    ไฮซีซั่นสั่นคลอน! ผู้ประกอบการหวั่นกฎหมายเหล้าช้า นักท่องเที่ยวเสี่ยงเปลี่ยนใจทิ้งไทย

    ไฮซีซั่นสั่นคลอน! ผู้ประกอบการหวั่นกฎหมายเหล้าช้า นักท่องเที่ยวเสี่ยงเปลี่ยนใจทิ้งไทย

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย ได้เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” มีความกังวลอย่างยิ่งต่อความคืบหน้าของกฎหมายปลดล็อกการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความล่าช้าในช่วงเวลาสำคัญนี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศไทยในช่วง “ไฮซีซั่น” ที่กำลังจะมาถึง

    ผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลเล็กน้อยเนื่องจากต้องรอการพิจารณากฎหมายอีก 15 วัน ซึ่งจะตรงกับช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือเป็น “High Season” ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทยเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

    ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย

    ประเทศไทยถูกค้นหาเพื่อจองสำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ (New Year’s Eve) เป็น อันดับ 2 ของโลก อย่างไรก็ตาม นายสรเทพได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย

    • กระแสข่าวลบจากต่างประเทศ: สำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำ อาทิ Trend News, Bloomberg, BBC, และ Hanoi ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับข้อจำกัดทางกฎหมายของไทยอย่างกว้างขวาง
    • ผลต่อการตัดสินใจ: หากนักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวเหล่านี้ และรู้สึกว่าเมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วไม่สามารถเฉลิมฉลองด้วยแชมเปญ หรือไม่สามารถนั่งต่อในร้านหลังเที่ยงคืนได้ พวกเขาก็อาจจะตัดสินใจเปลี่ยนปลายทางไปยังประเทศอื่นได้อย่างรวดเร็ว

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    “ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะธุรกิจร้านอาหารเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบใหญ่ต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยรวม” 

    ส่วนภาคการท่องเที่ยวถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขการท่องเที่ยวของไทยในปีนี้กลับยังไม่ดีนักและเป็นที่น่ากังวล เนื่องจากแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ที่มีตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทั้งหมด ยกเว้นประเทศไทย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องเร่งแก้ไข

    นายสรเทพ ได้ขอให้กลุ่ม NGO ที่คัดค้านกฎหมายพิจารณาภาพรวมทางเศรษฐกิจประกอบด้วย โดยได้ชี้แจงประเด็นที่ถูกคัดค้านเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้

    1. การขยายเวลานั่งหลังเที่ยงคืน กระทรวงการท่องเที่ยว (สท.) ไม่ได้ปรับให้ขยายเวลา ขาย หลังเที่ยงคืน แต่เป็นการปรับขยายเวลาให้ นั่งได้ถึงตี 1 แทน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกค้ามีเวลา “หายมึนเมา” (ให้หายดือให้หายเมา) ก่อนเดินทางกลับ ซึ่งถือเป็นผลดีในด้านความปลอดภัย

    2.การปลดล็อกช่วง 14:00 น. – 17:00 น. (ช่วงบ่าย) จากตัวเลขสถิติของ สท. ชี้ชัดว่า ช่วงที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือ ตี 2 ถึง ตี 4 ในขณะที่ช่วง 14:00 น. ถึง 17:00 น. เป็นช่วงที่มีตัวเลขอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุด ดังนั้น การอนุญาตขายในช่วงดังกล่าวจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุสูง

    3.ความต้องการของนักท่องเที่ยว อากาศในประเทศไทยร้อนจัด (30-40 องศาเซลเซียส) นักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะดื่มเบียร์แทนน้ำ และพวกเขาไม่ได้ดื่มเพื่อเมา แต่ดื่มเพียง 1-2 ขวดเพื่อพักผ่อน หากช่วงบ่าย 14:00 น. เป็นต้นไป พวกเขาไม่สามารถเข้าไปนั่งดื่มพักผ่อนได้ ก็จะเกิดปัญหาในการค้าขายและส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวโดยรวม

    ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว

    การปลดล็อกช่วงเวลา “ฟันหลอ” 3 ชั่วโมงนี้ จะมีส่วนช่วยในการสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมใน ระยะยาว (long term) เนื่องจากลูกค้าที่มานั่งดื่มเบียร์ในช่วงบ่ายจะสามารถสั่งอาหารหรือกับแกล้มเพิ่มได้ ทำให้ร้านมีรายได้เสริม ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาทางสังคมได้ เพราะหากร้านค้าขายไม่ได้ในช่วงนี้ อาจต้อง ลดจำนวนคนงานลง ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะเมื่อปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารหลายแห่งปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก

    จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อคลายความกังวลของผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/644102&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jG0tWbrVs5Wo5XYKxlDgM