Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันลุยกระตุ้นตลาดไทย นักท่องเที่ยวในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเกือบ 20%

    สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันลุยกระตุ้นตลาดไทย นักท่องเที่ยวในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเกือบ 20%

    บันเทิง

    สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันลุยกระตุ้นตลาดไทย นักท่องเที่ยวในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเกือบ 20%

    วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.54 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประสบความสำเร็จอย่างมากในการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดไทยประจำปี พ.ศ. 2568 จากการเชิญ “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” นักแสดงชื่อดังจากช่อง 3 มารับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน พร้อมผสานแนวคิดและกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดที่หลากหลาย ซึ่งช่วยกระตุ้นให้การท่องเที่ยวไต้หวันกลับมาคึกคักอีกครั้ง สถิติล่าสุดระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปไต้หวันในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 19.12% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นสถิติรายเดือนที่สูงที่สุดของปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง และมีแนวโน้มว่าจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ได้เชิญ “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” นักแสดงชื่อดังและขวัญใจมหาชนของชาวไทย มารับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน และเดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์สั้นเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไต้หวันใน 6 เมืองสำคัญ โดยหลังจากภาพยนตร์สั้นเรื่องดังกล่าวเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ที่โรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนไทยเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการนำคำยอดฮิตในหมู่คนไทยอย่างคำว่า “ไต้หวันมะ” (Taiwan ma?) มาใช้เป็นสโลแกนประชาสัมพันธ์ประจำปี ซึ่งปลุกกระแสการพูดถึงการท่องเที่ยวไต้หวันบนสื่อสังคมออนไลน์ในตลาดไทยได้เป็นอย่างดี

    อาเล็ก-ธีรเดช เคยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไต้หวันหลายครั้ง ไว่ว่าจะเป็นเมืองเกาสง เกาะหมาจู่ และเมืองสำคัญอื่น ๆ ทั้งยังเป็นนักแสดงที่มีฐานแฟนคลับไทยจำนวนมาก สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันจึงผนวกเอาเสน่ห์เฉพาะตัวของอาเล็กเข้ากับการสร้างความร่วมมือกับบริษัททัวร์ สายการบิน และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ต่าง ๆ เปิดตัวแพ็กเกจ “ทริปแฟนมีต อาเล็ก มหัศจรรย์แดนไต้หวัน” ณ กรุงไทเป ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นับเป็นกิจกรรมแฟนมีตในต่างประเทศครั้งแรกของอาเล็ก โดยมีแฟนคลับชาวไทยเข้าร่วมกว่า 300 คน

    นอกจากนี้ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันยังได้เชิญสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ของไทย 4 คณะไปสำรวจเส้นทางลับที่ฮัวเหลียนและไถตง รวมไปถึงการจัดงานอีเวนต์ในกรุงเทพฯ 3 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการรับรู้และความต้องการไปท่องเที่ยวที่ไต้หวันแก่นักท่องเที่ยวชาวไทย

    สถิตินักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปเยือนไต้หวันในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นถึง 19.12% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา นับเป็นอัตราการเติบโตประจำเดือนที่สูงที่สุดของปีนี้ ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของปีนี้อย่างประจักษ์ชัด โดย ซินดี้ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า “ในปีนี้สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันได้นำความนิยมของนักแสดงชื่อดัง การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ มาผสานกับแผนส่งเสริมท่องเที่ยว ผลักดันการประชาสัมพันธ์ให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวจริง ซึ่งอัตราการเติบโตในเดือนสิงหาคมนี้พิสูจน์ได้ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวประสบผลสำเร็จ และคาดว่าจะยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในอนาคตสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันยังวางแผนร่วมมือกับสายการบิน บริษัททัวร์ และผู้ให้บริการบัตรเครดิต เพื่อมอบสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวไทย ควบคู่ไปกับการใช้ความนิยมของอินฟลูเอนเซอร์ในการประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวที่หลากหลาย เช่น การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การลิ้มรสอาหารระดับมิชลิน บิบ กูร์มองด์ การท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับทุกเพศสภาพ เพื่อยกระดับความหลากหลายของการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ”

    นอกจากนี้สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันยังผลักดันไปถึงกลุ่มผู้โดยสารที่มาแวะต่อเครื่องบินที่ไต้หวัน โดยล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญ Taiwan the Lucky Land สำหรับผู้ที่ไม่ได้ถือหนังสือเดินทางไต้หวันซึ่งมาต่อเครื่องบินที่ท่าอากาศยานเถาหยวนโดยพำนักในไต้หวันไม่เกิน 24 ชั่วโมง จะได้รับคูปองใช้จ่ายภายในสนามบิน มูลค่า 600 ดอลลาร์ไต้หวัน สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคมปีหน้าซึ่งสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นักท่องเที่ยวไทยจะได้ใช้โอกาสในการแวะต่อเครื่องบินนี้ มาลิ้มรสอาหารและสัมผัสวัฒนธรรมไต้หวัน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการอันน่าประทับใจภายในสนามบิน และยกระดับเป้าหมายในการเดินทางไปไต้หวันจาก “จุดเปลี่ยนเครื่องบิน” ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยว”


     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/entertain/454502&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-HHxa4X-xmUdsNDceHJpL

  • ‘เงินเฟ้อต่ำ’ สัญญาณเตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ ชะลอ โจทย์ใหญ่รัฐต้องเร่งพาประเทศเลี่ยงเงินฝืด

    ‘เงินเฟ้อต่ำ’ สัญญาณเตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ ชะลอ โจทย์ใหญ่รัฐต้องเร่งพาประเทศเลี่ยงเงินฝืด

    เศรษฐกิจ

    ‘เงินเฟ้อต่ำ’ สัญญาณเตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ ชะลอ โจทย์ใหญ่รัฐต้องเร่งพาประเทศเลี่ยงเงินฝืด

    15 พ.ย. 2025 เวลา 8:00 น.

    'เงินเฟ้อต่ำ' สัญญาณเตือน 'เศรษฐกิจไทย' ชะลอ โจทย์ใหญ่รัฐต้องเร่งพาประเทศเลี่ยงเงินฝืด

    สนค. ชี้ งินเฟ้อไทยติดลบต่อเนื่องเดือนที่ 7 “พาณิชย์” ยืนยันยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เหตุแรงกดดันราคามาจากต้นทุนพลังงาน–อาหารลดลง

    • อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบต่อเนื่อง 7 เดือน โดยมีสาเหตุหลักจากมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาล ราคาพลังงานและสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลง
    • กระทรวงพาณิชย์ชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเพียง “ภาวะเงินเฟ้อระดับต่ำต่อเนื่อง” ยังไม่เข้าสู่ “ภาวะเงินฝืด” เพราะเกิดจากปัจจัยด้านต้นทุน ไม่ใช่การหดตัวของอุปสงค์
    • ภาวะเงินเฟ้อต่ำถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว เนื่องจากอาจนำไปสู่วงจร “ราคาลด-รายได้ลด-การใช้จ่ายลด”
    • บทวิเคราะห์เสนอให้ภาครัฐใช้สถานการณ์เงินเฟ้อต่ำเป็นโอกาสในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพราคาเพื่อเลี่ยงภาวะเงินฝืดในอนาคต

    อัตราเงินเฟ้อของไทย ติดลบมาต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยเดือนต.ค.ติดลบ 0.76  %  นับจากเดือน เม.ย.2568 ที่ลดลง 0.22% พ.ค.2568 ลดลง 0.57% มิ.ย.2568 ลดลง 0.25% ก.ค.2568 ลดลง 0.70% ส.ค.2568 ลดลง 0.79% และ ก.ย.2568 ลดลง 0.72%

    ปัจจัยหลักมาจากการดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลผ่านโครงการ Quick Big Win และราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง นอกจากนี้ ราคาอาหารสดบางรายการ เช่น ผักสด ผลไม้สด และเนื้อสัตว์ ก็มีแนวโน้มลดลงด้วย

    การลดลงต่อเนื่องของเงินเฟ้อที่ติดต่อกันมาเป็นเดือนที่ 7 ทำให้ถูกตั้งคำถามว่า  ไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดแล้วหรือไม่  ? สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์เงินเฟ้อที่ปรับลดลงต่อเนื่อง

    โดยยืนยันว่า “ภาวะเงินเฟ้อต่ำในปัจจุบันยังไม่ใช่เงินฝืด (Deflation)” เนื่องจากแรงกดดันราคาที่ลดลงมาจากต้นทุนพลังงานและอาหาร มากกว่าการหดตัวของอุปสงค์ แต่สถานการณ์ที่ “ราคาลด–รายได้ลด–การใช้จ่ายลด” กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ โดยมีเหตุผลประกอบด้วย

    1.ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่กลุ่มประเทศ OPEC+ เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันนำเข้าของไทยลดลงในเชิงมูลค่า ส่งผลให้แรงกดดันจากเงินเฟ้อนำเข้า (imported inflation) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผ่านผลโดยตรงต่อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ผ่านต้นทุนที่ต่ำลง เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงมีน้ำหนักราว 7.6 % ของตะกร้าเงินเฟ้อ

     2 .ราคาสินค้าเกษตรลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น หมวดผักและผลไม้ ซึ่งมีน้ำหนักรวมประมาณร้อยละ 4.8 ของตะกร้า CPI เป็นหมวดที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ และฤดูกาลผลิต ปี 2568 ถือเป็นปีที่ปัจจัยด้านอุปทานเอื้ออำนวยต่อผลผลิตอย่างชัดเจน ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาผักและผลไม้สดหลายชนิดปรับลดลง และช่วยชะลอแรงกดดันด้านราคาในหมวดอาหารสดโดยรวม

    3.มาตรการภาครัฐลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีปัญหาเชิงโครงสร้าง รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าผ่านกลไก “ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ” (Fuel Adjustment Charge : Ft) ซึ่งส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation)

    ผ่านสองช่องทางสำคัญ ได้แก่  ผลโดยตรง เนื่องจากค่าไฟฟ้ามีน้ำหนักประมาณ 4.0 % ของตะกร้าเงินเฟ้อ การลดค่าไฟฟ้าจึงลดแรงกดดันเงินเฟ้อในหมวดพลังงานโดยตรง และ ผลทางอ้อม การลดต้นทุนพลังงานช่วยลดต้นทุนการผลิตของภาคเอกชน ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการในหมวดอื่น ๆ ชะลอตัวตามไปด้วย

    จากทั้งสามปัจจัยข้างต้นจะเห็นได้ว่าการชะลอตัวของเงินเฟ้อไทยในระยะหลังไม่ได้สะท้อนการหดตัวของอุปสงค์อย่างแท้จริง หากแต่เกิดจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลงจากปัจจัยภายนอก และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐหากแต่เกิดจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลงจากปัจจัยภายนอก และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ

    “ภาวะปัจจุบันเป็นเพียง “ช่วงเวลาของเงินเฟ้อ ระดับต่ำ ต่อเนื่อง (Sustained Low Inflation)” มากกว่าการเข้าสู่ “ภาวะเงินฝืด (Deflation)” ในเชิง อุปสงค์”  

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง สินค้านำเข้ามีความหลากหลายมากขึ้น

    โดยเฉพาะหมวดของใช้ส่วนบุคคลและเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดภายในประเทศรุนแรงขึ้นจนผู้ผลิตในประเทศไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ เป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยกดระดับราคาสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำ

    บทวิเคราะห์สนค.ยังระบุว่า ภาพรวมทั้งหมดชี้ชัดว่า “เงินเฟ้อต่ำ…แต่ไม่ใช่เงินฝืด” โดยแรงหลักมาจากฝั่งต้นทุนและนโยบายพลังงานมากกว่าการหดตัวของอุปสงค์ฝ่ายเดียว ราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันทางการค้าที่ยังรุนแรง ทำให้ระดับราคาทั่วไปทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างไม่ทั่วถึง และยังถูกกดทับด้วยโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุและหนี้ครัวเรือนในระดับสูงถึง  87.4 % ของ GDP

     อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) ที่ตัดหมวดอาหารสดและพลังงานยังคงเป็นบวก สะท้อนว่าราคาสินค้าและบริการในภาพรวมยังคงขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดในเชิงระบบทั้งนี้ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ทำหน้าที่เป็นมาตรการการคลังที่กระตุ้นเศรษฐกิจโดย ไม่เร่งเงินเฟ้อช่วยพยุงการบริโภคและความเชื่อมั่นได้อย่างเหมาะสม

    บทวิเคราะห์ยังมีข้อเสนอว่า  ภาวะเงินเฟ้อต่ำควรถูกใช้เป็น “โอกาสเชิงนโยบาย” เพื่อขับเคลื่อนมาตรการด้านอุปทาน ทั้งการผลักดันโครงการสินค้าราคาย่อมเยา กลไกราคาที่เป็นธรรม และการดูแลบริการอ่อนไหวควบคู่กับวินัยทางการคลัง รวมถึงการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนด้านพลังงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “เสถียรภาพด้านราคา” และ“การเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว” ของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TJX7f8vU1wp-fputRNaHa

  • สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

    สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

    สหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจาก 39% เหลือ 15% ขณะที่สวิสจะลงทุนในสหรัฐฯ 2 แสนล้านดอลลาร์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 14 พ.ย. 2568 ว่า สหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีศุลกากรที่พวกเขาเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ลงจาก 39% เหลือ 15% ในขณะที่แดนนาฬิกาสัญญาจะลงทุนในสหรัฐฯ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “นี่เป็นความโล่งใจอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจของเรา” นายกาย ปาร์เมลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์กล่าว พร้อมระบุด้วยว่า เศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

    นายปาร์เมลินกล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวของเหล่าผู้นำธุรกิจชาวสวิส ที่เข้าพบนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “ปัจจัยชี้ขาด” ในการบรรลุข้อตกลงนี้

    อนึ่ง เมื่อสัปดาห์ก่อน บรรดาผู้บริหารระดับสูงของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องทำงานรูปไข่ พร้อมนำของขวัญอย่าง นาฬิกาโรเล็กซ์ทองคำ และทองคำแท่งสลักพิเศษจากบริษัทผลิตทองคำ MKS ซึ่งมีฐานอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ไปให้นายทรัมป์ด้วย

    ทั้งนี้ การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์ติดขัดมาตลอด โดยเมื่อหลายเดือนก่อน ประธานาธิบดี คารีน เคลเลอร์-ซุทเทอร์ แห่งสวิตเซอร์แลนด์ พยายามเปลี่ยนใจนายทรัมป์เรื่องภาษีแต่ไม่เป็นผล โดยนายทรัมป์กล่าวว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ดี แต่เธอไม่ต้องการฟัง

    แต่หลังจากการพบปะกับผู้นำธุรกิจชาวสวิสเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ทรัมป์ได้เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่ากำลังมีการดำเนินการเรื่องข้อตกลงอยู่

    นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีการบรรลุข้อตกลงเกิดขึ้นแล้ว และว่า “ความสามารถในการทำข้อตกลงที่ไม่มีใครเทียบของประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมอบผลประโยชน์ให้กับชาวอเมริกันต่อไป”

    ด้านนาง เอเลเน บุดลิเกอร์ อาร์เตียดา หัวหน้าผู้เจรจาการค้าของสวิตเซอร์แลนด์กล่าวว่า ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อบรรลุข้อตกลงนี้ โดยที่นายปาร์เมลินกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีอัตราภาษีอยู่ที่ 15% เช่นเดียวกับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ

    นายปาร์เมลินบอกอีกว่า ภายใต้ข้อตกลงนี้ สวิตเซอร์แลนด์จะลงทุนทางเศรษฐกิจมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่สหรัฐฯ โดยตรงภายในปี 2571 โดยที่ 1 ใน 3 ของเงินจำนวนดังกล่าว จะลงทุนเข้าสู่สหรัฐฯ ในปี 2569 สวิตเซอร์แลนด์ยังตกลงยกเลิกภาษีสำหรับโควตาเนื้อนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเนื้อวัว, เนื้อไบซัน และเนื้อสัตว์ปีก

    นายเกรียร์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ได้ทำลายอุปสรรคทางการค้าที่มีมายาวนาน และการลงทุนของสวิตเซอร์แลนด์จะนำมาซึ่งตำแหน่งงานใหม่หลายพันตำแหน่ง

    สำหรับอุตสาหกรรมสวิส ข้อตกลงนี้ถือว่ามาได้ทันเวลาอย่างยิ่ง เพราะสถิติล่าสุดชี้ว่า สวิตเซอร์แลนด์ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปยังสหรัฐฯ ลดลง 14.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมากนับตั้งแต่มีการปรับขึ้นภาษีในเดือนสิงหาคม

    บทบาทของนักอุตสาหกรรมชาวสวิสดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางรายที่ค้าขายสินค้าแบรนด์หรู, ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์อยู่ในแวดวงของทรัมป์อยู่แล้ว

    ในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้มาเยี่ยมเยียนห้องทำงานรูปไข่จะนำของขวัญติดมือมาด้วย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับของขวัญหลายพันชิ้นในแต่ละปี และของเหล่านั้นจะกลายเป็นทรัพย์สินของสหรัฐฯ โดยถูกนำไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติและยื่นเรื่องประจำปีโดยกระทรวงการต่างประเทศ

    ในท้ายที่สุด ของขวัญเหล่านี้จะถูกโอนไปยังห้องสมุดประธานาธิบดี โดยที่ประธานาธิบดีสามารถเก็บของขวัญบางชิ้นเอาไว้ได้ แต่ต้องชำระภาษีของรัฐบาลกลาง หากของเหล่านั้นไม่ได้มาจากญาติสนิท

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2895681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K2zUJdXG0LkyOOHkU_2XW

  • ‘ฝรั่งเศส’ สนใจ ‘ตำรับยาไทยเสริมสมรรถภาพทางเพศ’

    ‘ฝรั่งเศส’ สนใจ ‘ตำรับยาไทยเสริมสมรรถภาพทางเพศ’

    ‘ฝรั่งเศส’ สนใจ ‘ตำรับยาไทยเสริมสมรรถภาพทางเพศ’

    พญ.กัญญาภัค ศิลารักษ์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่ากรมฯ ได้ผลักดันการใช้ภูมิปัญญาไทยในการดูแลผู้มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) โดยเฉพาะการนำ “ตำรับยาแก้องคชาตตาย”  มาใช้ในการรักษาและวิจัย พบว่ามีผลดีในการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเสริมสมรรถภาพทางเพศในบุรุษ และยังมี “นารีพลีชีพ” ที่อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย สำหรับรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศสตรี

    ณะนี้ มีบริษัทจัดหาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจากธรรมชาติ ประเทศฝรั่งเศส ได้แสดงความสนใจในตำรับยาไทยรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันพิจารณา เพื่อสร้างโอกาสในการส่งเสริมภูมิปัญญาและต่อยอดเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ปัจจุบันกรมฯ ยังมี “ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ” ซึ่งมีที่มาจากตำรับยาแผนไทยของชาติที่มีเจตนาคุ้มครองและส่งเสริมนำไปใช้ประโยชน์ในระบบสุขภาพและเศรษฐกิจ ในกลุ่มยาบำรุงและยาอายุวัฒนะกว่า 18 ตำรับ ที่มีศักยภาพในการบำรุงร่างกายและเสริมสมรรถภาพทางเพศ เช่น ยาบำรุงสำหรับบุรุษ สูตร 1 ซึ่งประกอบด้วยสมุนไพรสำคัญอย่าง บัวขม ขิง ดีปลี ชะพลู ผักเสี้ยนผี พริกไทย มะเขือขื่น และไม้เท้ายายม่อม รวมถึงตำรับยา “แก้องคชาตตาย” ที่มีส่วนผสมของดีปลี ชะพลู พริกชี้ฟ้า ขิง ลูกจันทน์ กระวาน สะแก และกัญชา ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางวิชาการและต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

    ด้าน ดร.ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และผู้อำนวยการกองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร เปิดเผยว่า เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน กรมการแพทย์แผนไทยฯ เตรียมจัดกิจกรรม “Open House ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ” พร้อมทั้งจับคู่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนร่วมพัฒนาโครงการวิจัย   พัฒนา (R&D) และนวัตกรรมสมุนไพร เพื่อมุ่งเน้นการต่อยอดภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศเข้าสู่ New S-Curve และเพิ่มขีดความสามารถ การแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

    สมุนไพร – ตัวชูโรง ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’

    ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ภายใต้แผนนโยบาย ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ผลักดันให้ความสามารถทางสาธารณสุขขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้เป็น New Engine of Growth ของประเทศไทย  โดยมี ‘การยกระดับสมุนไพรไทย’ เป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญ โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ราว 4.8 หมื่นล้านบาท จากคำแถลงผลงานการขับเคลื่อนในระยะเวลา 6 เดือน (ก.พ.-ส.ค.) ของกระทรวงสาธารณสุขในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา 

    นอกจากการขับเคลื่อนประเด็นด้านสมุนไพรไทยแล้วยังมีอีก 5 ประเด็นสำคัญที่มีการขับเคลื่อนได้แก่

    1. การยกระดับภูมิปัญญาไทย

    2. การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    3. ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์

    5. ศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง (ATMPs)

    6. การดูแลสุขภาพบุคคลและความงาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/733499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SDJI66uXV6jRFRHYbE4Fs

  • เทียบฟอร์ม บิ๊กร้านอาหาร  เศรษฐกิจ กำลังซื้อไม่ดี ใครโต-กำไรร่วง!

    เทียบฟอร์ม บิ๊กร้านอาหาร เศรษฐกิจ กำลังซื้อไม่ดี ใครโต-กำไรร่วง!

    ธุรกิจ

    เทียบฟอร์ม บิ๊กร้านอาหาร เศรษฐกิจ กำลังซื้อไม่ดี ใครโต-กำไรร่วง!

    15 พ.ย. 2025 เวลา 13:40 น.

    ไม่ทิ้งกัน! ‘เอ็มเค-เอสแอนด์พี-เซ็นฯ-โอ้กะจู๋-อาฟเตอร์ ยู’ กอดคอ “กำไรร่วง” รับเศรษฐกิจ กำลังซื้อชะลอตัว “ซีอาร์จี” โฟกัสกำไร สร้างการเติบโตเด่น แถมมี “ลัคกี้ สุกี้” เติมพอร์ตโต

    ประเดิมที่พี่ใหญ่อย่าง บริษัท เอ็มเคเรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ทำผลงานไตรมาส3รายได้ทะลุ3,884ล้านบาทเติบโต 5.5%เพราะมี “บุฟเฟต์ 299 บาท” คืออาวุธหลัก ทำให้ยอดขายสาขาเดิม(Same store)ขยายตัว 5.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่การห้ำหั่นสงครามราคาด้วยบุฟเฟต์ทำให้ “กำไรสุทธิ” ไตรมาส 3 อยู่ที่ 226 ล้านบาท ลดลงถึง 34% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

    ส่วน 9 เดือน บริษัทยังเผชิยยอดขายและกำไรที่ลดลงโดยยอดขายรวมอยู่ที่ 11,218 ล้านบาท ลดลง 4% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนและยอดขายสาขาเดิมลดลง 4.1% และ“กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 735 ล้านบาท ลดลง 32% จากช่วงเดียวกันปีก่อนปัจจัยกระทบยังมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกำลังซื้อผู้บริโภคอ่อนตัวลงและช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมบริษัทยังไม่ได้ทำโปรโมชันบุฟเฟต์

    อีกค่ายใหญ่ที่เพิ่งปิดดีลซื้อหุ้น “ลัคกี้ สุกี้ 40%” มูลค่า 940 ล้านบาท อย่าง บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป(จำกัด)หรือซีอาร์จี ผลงานไตรมาส 3 มีรายได้จากการขาย 3,207 ล้านบาท เติบโต 1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิ 226 ล้านบาท เติบโต 37% ขณะที่

    มีร้านอาหารทั้งสิ้น 1,414 สาขา(รวมแบรนด์ร่วมทุนทั้งในและต่างประเทศ) ถือเป็นการเปิดร้านเพิ่มขึ้น 18 สาขา จำนวนร้าน เช่น มิสเตอร์ โดนัทมี 448 สาขา เคเอฟซี 341 สาขา อานตี้ แอนส์ 247 สาขา ชินคันเซ็น ซูชิ 83 สาขา เป็นต้น ในจำนวนนี้ที่เปิดเพิ่มค่อนข้างมาก เช่น ชินคันเซ็น ซูชิ 16 สาขา อานตี้ แอนส์ 6 สาขา เคเอฟซี 5 สาขา อีกภารกิจ ปี 2568 บริษัทโฟกัส “การทำกำไร” ทำให้มีการ “ปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร” เช่น โยชิโนยะปิด 9 สาขา มิสเตอร์ โดนัทปิด 7 สาขา ชาบูตงปิด 6 สาขา และ “ปิดสาขาทั้งหมดของร้านเทนยะ” เนื่องจาก “สิ้นสุดสัญญาการดำเนินการ”

    สำหรับ 9 เดือน ซีอาร์จีมีรายได้ 9,623 ล้านบาท เติบโตทรงตัว หรือเพิ่มราว 2 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันปีก่อน และมี “กำไรสุทธิ” 575 ล้านบาท เติบโต 36%

    ส่วนบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ทำรายได้ไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,422 ล้านบาท ลดลง 12% มีกำไรสุทธิ 80 ล้านบาท ลดลง 33% ขณะที่ผลงาน 9 เดือน มีรายได้ 4,123 ล้านบาท ลดลง 9% ส่วนกำไร 9 เดือน อยู่ที่ 164 ล้านบาท ลดลง 46%

    สำหรับสาเหตุหลักที่กระทบยอดขายซึ่ง “ลดลงในทุกช่องทาง” เพราะ “ลูกค้าเข้าร้านน้อยลง” โดยเฉพาะร้านที่เปิดให้บริการในห้างค้าปลีก สนามบิน ร้านอาหารในกัมพูชา รวมถึงการ “ปิดร้าน Maisen 4 สาขา” เพราะหมดสัญญาเช่าพื้นที่

    ด้านบริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ไตรมาส 3 รายได้อยู่ที่ 971 ล้านบาท ลดลง 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วน “กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 17 ล้านบาท ลดลง 43% ด้านภาพรวม 9 เดือน มีรายได้ 2,989 ล้านบาท ลดลง 2% และ “กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 54 ล้านบาท ลดลง 7%

    ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ยอดขายร้านอาหารลดลง เพราะเผชิญกับสถานการณ์ที่ลูกค้าใช้จ่ายระมัดระวังในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว อีกทั้งร้านอาหารแข่งขันรุนแรงในไตรมาส 3 และ 9 เดือน ยอดขายร้านเดิมหรือ same store หดตัว 6% ปัจจุบัน เซ็น มีร้านอาหารเสิร์ฟลูกค้า 300 สาขา ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 300 สาขา บางร้านปิดเพราะศูนย์การค้าปรับปรุงพื้นที่ บางร้านหมดสัญญาเช่า และผลประกอบการไม่คุ้มค่ากับการต่อสัญญา และมีร้านที่ “ขาดทุน” ไม่คุ้มที่จะดำเนินกิจการต่อ

    ฟากน้องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) ไตรมาส 3 มีรายได้จากการขาย 711.4 ล้านบาท เติบโต 12.3% มีกำไรสุทธิ 17.3 ล้านบาท ลดลง 71.3% ส่วน 9 เดือน มีรายได้จากการขาย 2,104.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.6% และมีกำไรสุทธิ 104.7 ล้านบาท ลดลง 35.5% โดยปัจจุบันบริษัทมีร้านอาหารทั้งแบรนด์ โอ้กะจู๋ โอ้ จูซ โจวิงส์ และโอ้กะจู๋ แรปแอนด์โรล รวมทั้งสิ้น 72 สาขา

    สำหรับสาเหตุสำคัญที่มีผลต่อรายได้และกำไร คือ ยอดขายสาขาเดิมลดลง 23% โดยเฉพาะสาขาในเมือง ยังเผชิญการแข่งขันสูง ฤดูฝนมีผล ที่สำคัญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กระทบกำลังซื้อผู้บริโภคอ่อนตัวลง

    อาณาจักรขนมหวานที่สร้างผลงานโดดเด่นต่อเนื่อง มาไตรมาส 3 บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด(มหาชน) ทำผลงานยอดขาย 398 ล้านบาท หดตัว 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน กำไรสุทธิ 52 ล้านบาท ลดลง 37%

    ส่วน 9 เดือน กวาดยอดขาย 1,202 ล้านบาท เติบโต 5% ทว่า กำไรสุทธิ 170 ล้านบาท ลดลง 19% โดยยอดขายร้านเดิม(same store)ปรับตัวลดลง ซึ่งภาพใหญ่รายได้จากหน้าร้านอาฟเตอร์ ยูหดตัว แต่ไปเติบโตในช่องทางห้างค้าปลีกสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเทรด

    อย่างไรก็ตาม หนึ่งในรายงานจากบรรดายักษ์ใหญ่ร้านอาหาร ประสานเสียงกันคือ “การแข่งขันในสังเวียนเดือด!” ท่ามกลางกำลังซื้อและเศรษฐกิจชะลอตัว นั่นหมายถึงต่างฝ่ายต่างมีอาวุธการตลาด โปรโมชัน ซัดกันด้วยกลยุทธ์ราคา มีเท่าไหร่ใส่เต็มที่เพื่อแย่งชิงลูกค้ามาทานอาหารที่ร้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1207790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w07_y0JX6mGiwJtAe-Fms

  • สหรัฐฯ เตรียมเผยตัวเลขจ้างงาน 20 พ.ย.นี้ หลังชัตดาวน์ 43 วัน : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ เตรียมเผยตัวเลขจ้างงาน 20 พ.ย.นี้ หลังชัตดาวน์ 43 วัน : อินโฟเควสท์

    กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เตรียมเผยแพร่ตัวเลขการจ้างงานและการว่างงานของเดือนก.ย. ในวันพฤหัสบดีหน้า (20 พ.ย.) ล่าช้าไปประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการสิ้นสุดช่วงขาดข้อมูลเศรษฐกิจอันเกิดจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางหรือชัตดาวน์เป็นเวลา 43 วัน

    ช่วงที่ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลสถิติส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และนักลงทุน ไม่สามารถประเมินภาวะเงินเฟ้อ การสร้างงาน การเติบโตของ GDP และตัวชี้วัดอื่น ๆ ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายฤดูร้อน

    นักวิเคราะห์จากบริษัทการเงินเจฟเฟอรีส์ (Jefferies) ระบุในบทความเมื่อวันศุกร์ (14 พ.ย.) ว่า รายงานมากกว่า 30 ฉบับจากสำนักงานสถิติแรงงานของกระทรวงแรงงาน และสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจและสำมะโนของกระทรวงพาณิชย์ ถูกเลื่อนการเผยแพร่เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง

    ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ไม่ได้เผยแพร่รายงานประจำสัปดาห์เกี่ยวกับจำนวนชาวอเมริกันที่ลงทะเบียนขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องกันเป็นเวลา 7 สัปดาห์แล้ว โดยรายงานดังกล่าวถือเป็นตัวบ่งชี้เบื้องต้นที่สำคัญสำหรับแนวโน้มของตลาดแรงงาน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wjWFKwsl8RxKa7xDAAalz

  • โฆษกรัฐบาลยืนยัน คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ยังไม่เริ่ม อยู่ระหว่างออกแบบระบบ…

    โฆษกรัฐบาลยืนยัน คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ยังไม่เริ่ม อยู่ระหว่างออกแบบระบบ…

    วานนี้ (14 พฤศจิกายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยันและชี้แจงต่อกระแสข่าวออนไลน์ที่ระบุว่า รัฐบาลได้ประกาศเริ่มโครงการ คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 แล้ว โดยโฆษกประจำสำนักนายกฯ ยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง

    สิริพงศ์กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ในปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการในเฟส 1 และยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดของการดำเนินโครงการในเฟส 2 แต่อย่างใด

    ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบระบบและแนวทางจัดสรรสิทธิเท่านั้น โดยเน้นย้ำว่า หากมีข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นทางการเกี่ยวกับการดำเนินงานในเฟส 2 รัฐบาลจะประกาศให้ประชาชนทราบผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น เช่น เว็บไซต์กระทรวงการคลัง (mof.go.th) หรือเว็บไซต์โครงการคนละครึ่ง พลัส (www.คนละครึ่งพลัส.com)

    โฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้เตือนประชาชนให้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการที่เชื่อถือได้ เนื่องจากปัจจุบันมีข่าวปลอมเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการของรัฐบาลจำนวนมาก ซึ่งสร้างความสับสนเป็นวงกว้าง

    ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง พลัส ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนตุลาคม 2568 ดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน เนื่องจากประชาชนมีความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวจากนโยบายดังกล่าว

    สำหรับผลการดำเนินงานของ เฟส 1 ข้อมูล ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23:00 น. พบว่า:

    • มียอดการใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้นกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท
    • มีประชาชนใช้สิทธิครบเต็มจำนวนแล้ว 626,036 ราย

    ประชาชนที่ได้รับสิทธิเฟส 1 ยังคงสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ผ่าน G Wallet ในแอปพลิเคชันเป๋าตัง ทั้งกับร้านค้าปกติและผ่าน Food Delivery Platform โดยในแต่ละวันไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายให้เต็มสิทธิ 200 บาท

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/klk-plus-phase-2-not-started/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J37YC5XsNIIQNsOiNr7JU

  • ดัชนีเชื่อมั่นเดือนต.ค.ฟื้น รับคนละครึ่ง เลือกตั้งสะพัดเงินค้ำศก.ปีหน้า

    ดัชนีเชื่อมั่นเดือนต.ค.ฟื้น รับคนละครึ่ง เลือกตั้งสะพัดเงินค้ำศก.ปีหน้า

    v.prd:0.0.146

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th/news/list/132187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02Hyh4CE5lMAWBrYdFudeW

  • ‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    ‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    ‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.34 น.

    ‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจยั่งยืน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการวิจัย ‘การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง’ โดย ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และคณะ มทร.ศรีวิชัย ภายใต้การสนับสนุนของ บพท. ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเปลี่ยนพื้นที่บ่อกุ้งทิ้งร้างกว่า 44,000 ไร่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง (อ.หัวไทร, อ.ปากพนัง, อ.เมือง) จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้กลายเป็นแหล่งผลิตปูขาวที่มีคุณภาพ

    โดยโครงการนี้เป็นการต่อยอดจากงานวิจัยเดิมที่ชื่อว่า ‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างชุดความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาการเลี้ยงปูทะเลแบบเดิมที่มีอัตรารอดต่ำเพียง 15-20% ให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน

    ซึ่งโครงการได้พัฒนาชุดความรู้ที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดผลลัพธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน เห็นได้จาก 1.)อัตราการรอดตาย (ปูไซส์ตลาด) จากเดิมอยู่ที่ 15–20% กลายเป็น 60–80% และ 2.)รายได้ผู้ประกอบการจากเดิมที่ไม่แน่นอน เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 100%

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากโดยรวมของกระบวนการโครงการวิจัยดังกล่าว จะพบว่าในส่วนของผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดอัตราผลตอบแทนการลงทุน (ROI) จะอยู่ในระดับที่สูงถึง 522.15% ขณะที่ผลกระทบทางสังคม (SROI) ก็อยู่ในระดับสูงถึง 4.1

    ในปี 2568 โครงการได้เข้าสู่ระยะขยายผล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบเครือข่ายแม่ข่าย-ลูกข่าย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบชุมชนขับเคลื่อน (Community-Driven Technology Transfer) ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ และมีกลุ่มเป้าหมายรวม 120 ครัวเรือน (แม่ข่าย 16 ครัวเรือน และลูกข่าย 104 ครัวเรือน)

    โดยเกษตรกรผู้มีประสบการณ์จากโครงการเดิม (แม่ข่าย/นวัตกร) ทำหน้าที่เป็นผู้นำกลุ่ม ถ่ายทอดชุดความรู้ Standard Operating Procedure (SOP) การผลิตปูขาว และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น (เช่น การเลี้ยงแบบใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง) ให้แก่เกษตรกรรายใหม่ (ลูกข่าย) ซึ่งเกษตรกรลูกข่ายสามารถบรรลุรายได้สุทธิเกิน 60,000 บาทต่อปี ขณะที่แม่ข่ายคาดว่าจะมีรายได้สุทธิสูงถึง 350,000 บาทต่อปี (คำนวณจาก 2 รอบการเลี้ยง)

    ซึ่งข้อมูลชุดความรู้และ SOP การผลิตปูขาวได้รับการยอมรับจาก สำนักงานประมงจังหวัด และกรมประมง เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะการปรับนากุ้งทิ้งร้างมาเป็นบ่อเลี้ยงปูขาว และสอดคล้องกับแนวทางการกำหนดปูขาวเป็นสัตว์เป้าหมายของกรมประมง นอกจากนี้รูปแบบการเลี้ยงเน้นการรักษาสมดุลทางนิเวศ โดยใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็นหลัก ทำให้การผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดสารเคมีและยาปฏิชีวนะ

    นอกจากนี้ ผลจากงานวิจัยได้ก่อให้เกิด ‘นิเวศธุรกิจปูขาว’ ที่ครบวงจรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้ปูขาวกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน และคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมในห่วงโซ่ธุรกิจปูขาวไว้ที่ประมาณ 19-20 ล้านบาทต่อปี

    ////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/928087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zeXazgVvRPpoVJJXg8i1R

  • ม.หอค้าไทย คาดเงินหาเสียง 5 หมื่นล. ปลดล็อกขายเหล้า สะพัด 2 หมื่นล. ต่อปี “คนละครึ่งพลัส” ดึงผู้บริโภค ดีขึ้รอบ 9 ด.

    ม.หอค้าไทย คาดเงินหาเสียง 5 หมื่นล. ปลดล็อกขายเหล้า สะพัด 2 หมื่นล. ต่อปี “คนละครึ่งพลัส” ดึงผู้บริโภค ดีขึ้รอบ 9 ด.

    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สำหรับเศรษฐกิจปี 2569 ยังประเมินได้ยาก เพราะเป็นรอยต่อจากการยุบสภา สุญญากาศช่วงการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คาดใช้เวลา 60 วัน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟสต่อไปก่อนยุบสภา ประกอบกับความกังวลต่อปัจจัยเดิมๆ ทั้งความกังวลสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ผลการเจรจาภาษีทรัมป์ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนอยู่ในขั้นตอนใดและมีกระทบแค่ไหน ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และน้ำท่วมที่คาดกว่ากระทบจีดีพี 0.2% ต่อไตรมาส และมาตรการคนละครึ่งพลัส เฟส2 จะเป็นรูปแบบใด ซึ่งขึ้นกับงบประมาณของรัฐด้วยว่าเฟส2จะได้ 4,000 บาทครบทุกคน หรือให้เฉพาะกลุ่มตกหล่น และเพิ่มอีกจำนวนให้กับกลุ่มเฟสแรก ต้องดูสูตรเฟส2ว่าเป็นอย่างไร แต่เพื่อส่งไม้ต่อให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกปีหน้า 2569 ขยายตัวต่อจากไตรมาส 4 ปีนี้ ควรคงจำนวนเงินไม่ต่ำกว่าเฟสแรก พร้อมกับเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ จ้างงานตามสัญญา

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) อยู่ที่ระดับ 51.9 ปรับตัวดีขึ้นในรอบ 9 เดือน และดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากผู้บริโภคคาดหวังว่าเศรษฐกิจ จะฟื้นตัวได้จากนโยบายคนละครึ่งพลัส รวมกับนโยบายอื่น แต่ค่าดัชนียังต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภค ยังกังวล ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมที่ยังฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    “ที่น่าจับตาคือเงินหาเสียงเลือกตั้งจะเปลี่ยนโครงการพรรคจัดตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศต่างจากเดิม คาดว่าเงินหาเสียงจะสูงมากแตะ 4-5 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปกติใช้จ่าย 3-4 หมื่นล้านบาท และแรงตุนจากมาตรการกระตุ้นปีใหม่ รวมถึงหลังตั้งรัฐบาลใหม่เชื่อว่าจะเร่งเติมเงินกระตุ้นจีดีพี ทางศูนย์พยากรณ์ฯจึงประเมินเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัวเกิน 2% ขณะที่หลายหน่วยงานมองว่าเศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวย่อกว่าปีนี้ แต่แย่สุดก็ขยายตัว 1.6%” นายธนวรรธน์ กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวกรณีการปลดล็อกคำสั่งคณะปฏิวัติห้ามขายแอลกอฮอล์ 14.00-17.00 น. ของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่า เป็นการส่งเสริมภาคท่องเที่ยวและสถานบันเทิง รวมถึงธุรกิจภาคกลางคืน โดยคาดว่าจะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ 1,000-3,000 ล้านบาทในช่วง 2 เดือนสุดท้ายปี 2568 และสะพัดกว่า 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปีม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/110532&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04mGztxRY33nA60pbKpu1N