Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้ประกอบการเชียงใหม่เฮ! หลังปลดล็อกทดลอง 180 วัน ขยับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เชื่อมั่นกระตุ้นยอดขายปลายปี

    หลังรัฐบาลประกาศใช้บังคับแล้ว มาตรการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ที่ปลดล็อกให้ขายได้ช่วง 14.00-17.00 น. เป็นระยะเวลา 180 วัน ก่อนประเมินผล พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

    ทีมข่าว Spacebar Big City ลงพื้นที่ สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีร้านอาหารให้บริการมากกว่า 10,000 ร้าน ที่อยู่ในกลุ่มสามารถเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. 

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที เปิดเผยว่า เปิดร้านอาหารที่ให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นห้องอาหารที่ติดแอร์ เพื่อให้ความสะดวกสบาย แก่ลูกค้า โดย เฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ที่ลูกค้าจะเลือกจองใช้บริการเป็นหมู่คณะ และจัดเลี้ยงสังสรรค์ แต่ที่ผ่านมากฎหมายงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ส่งผลกระทบกับร้านอาหารโดยตรง เนื่องจากร้านเริ่มเปิด 11.00 น. ถึง 22.00 น. โดยลูกค้าจะเริ่มเข้าร้านอาหารตั้งแต่ร้านเปิด ด้วยเวลาที่จำกัด ก็ส่งผลทำให้ลูกค้าหายไป นอกจากนี้ยังส่งผลกับนักท่องที่ต่างชาติ ไม่เข้าใจในกฎหมาย ก็ทำให้ร้านเสียลูกค้าไปจำนวนมาก 

    “หลังจากที่มีการปลดล็อค เชื่อว่าจะมีลูกค้าจองเข้ามา เป็นหมู่คณะและช่วงนี้ช่วงใกล้สิ้นปี ก็จะมีงานเลี้ยงปีใหม่ภายในร้าน ของลูกค้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราสามารถบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดข้อกฎหมาฎหมาย และเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหลายหลายที่ มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น”

    “กรณีที่รัฐบาลเล็งเห็นเรื่องของการขยายเวลานั่งดื่มต่อได้อีก 1 ชั่วโมง ก็ส่งผลดีกับผู้ประกอบการเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถปิดร้าน แล้วให้ลูกค้าออกได้ทันที เพราะจะต้องมีเวลาช่วงหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะสามารถแจ้งลูกค้า หลังจากหมดเวลาขายก็จะมีเวลาในการเคลียร์ลูกค้าออกจากร้านได้เช่นกัน”

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ด้าน ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่  เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 1 หมื่นร้าน ได้ร่วมกันเรียกร้องให้รัฐแก้ไขนโยบาย ที่เป็นอุปสรรคด้านการท่องเที่ยว 

    ล่าสุดได้มีการปลดล็อค ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. แล้ว ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันสามารถกระตุ้นยอดขายให้กับร้านอาหารที่เปิดช่วงเวลากลางวันได้ 

    “ถือว่าการปลดล็อกนั้นเป็นการช่วยเหลือภาพลักษณ์ของประเทศด้านการท่องเที่ยว ที่จะทำให้น้องเที่ยวเองมีความรู้สึกว่าได้มาท่องเที่ยว ก็มีความอิสระที่จะใช้ชีวิตในช่วงวันหยุด ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ที่เข้ามาพักผ่อน เพราะจะไม่มีระยะเวลาฟันหลอ ในการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้เอง จะกระตุ้นรายได้ให้กับการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารได้มากขึ้น”

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ขณะเดียวกันที่ผู้ประกอบการพยายามคัดค้านก่อนหน้านี้คือ กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568) ที่เริ่มใช้เมื่อ 8 พ.ย.68 กำหนดให้ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านค้าหรือสถานที่ขาย เพื่อการค้า นอกเวลาที่กำหนด (ช่วง 00:00-11:00 น. และ 14:00-17:00 น.) หากฝ่าฝืน ผู้ดื่มที่ “นั่งต่อ” หรือ “นั่งแช่” จะมีความผิด ปรับไม่เกิน 10,000 บาท 

    “โดยกฎหมายเน้นย้ำเรื่องการห้ามดื่ม “หลังเที่ยงคืน” ในร้านทั่วไป แต่ปัจจุบันปรับให้นั่งดื่มได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง หลังจากหมดเวลาขาย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกับผู้ประกอบการเช่นกันเพราะจะได้มีเวลาเคลียร์ลูกค้าออกจากร้าน หากหมดเวลาขายเที่ยงคืน แล้วนั่งดื่มต่อจะปรับเลยนั้น ก็ส่งผลกระทบเพราะไม่สามารถเคลียร์ลูกค้าออกร้านได้ทัน”

    สำหรับที่มาของกฎหมาย ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในเวลา 14.00 น.- 17.00 น. เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาข้าราชการมักนิยมไปนั่งดื่มสุราสังสรรค์และส่งผลกระทบถึงบริการประชาชน แต่กฎหมายนี้ ส่งผลผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในยุคปัจจุบัน 

    ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐบาลของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในการแก้กฎหมายนี้ หลังชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในภาระกิจประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2568 จนนำมาสู่การปลดล็อก ได้ในรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่เป็นการทดลองใช้ไปก่อน 180 วัน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00 – 17.00 น. ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะหนุนเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 1,000 -3,000 ล้านบาท และมูลค่ากว่า 10,000 – 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว สถานบันเทิง และธุรกิจกลางคืน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย เช่น วิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสุราชุมชน เป็นต้น

    ขณะที่ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ประเมินว่า การปลดล็อกเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบันเทิง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่นิยมกินข้าวกลางวันในช่วงบ่าย และนิยมดื่มเบียร์หรือไวน์คู่กับมื้ออาหาร โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือธุรกิจกลางคืนจะได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างมาก เพราะมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านเครื่องดื่มกว่า 80% ของรายจ่ายรวมของมื้ออาหาร

    ด้าน ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เปิดเผยผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00 –14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo03.jpg

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/spirits-chiangmai-entrepreneur&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ucyiwJMM26hm8NUX0BAug

  • “ยุบสภา” ป่วนเชื่อมั่น ทุนต่างชาติเบรกลงทุน ธุรกิจ-เศรษฐกิจชะงัก

    “ยุบสภา” ป่วนเชื่อมั่น ทุนต่างชาติเบรกลงทุน ธุรกิจ-เศรษฐกิจชะงัก

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 13 ธ.ค. 2568, 10:52 1

    วันนี้ (13 ธ.ค.68) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่า นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศ ยุบสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ เปิดทางสู่การจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่แบบเร่งด่วน ซึ่งการเลือกตั้งใหม่ต้องจัดขึ้นภายใน 45-60 วัน นับจากวันที่ยุบสภา ซึ่งคาดว่าจะอยู่ระหว่างวันที่ 26 ม.ค.-10 ก.พ. 2569 การยุบสภาเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียดจากประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และความเสี่ยงที่รัฐบาลอาจเผชิญญัตติไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน

    การยุบสภาส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน และรัฐบาลรักษาการมีอำนาจจำกัด โดยไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่หรือที่มีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดถัดไปได้ ยกเว้นรายการที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ขณะที่การอนุมัติการใช้งบกลางฉุกเฉิน ไม่สามารถทำได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน 

    ส่งผลให้หลายมาตรการ เช่น คนละครึ่งพลัส เฟส 2 และ โครงการส่งเสริมการออมผ่าน Thailand Individual Saving Account (TISA) ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ขณะที่การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ยังดำเนินต่อเนื่อง แต่การให้สัตยาบันสนธิสัญญาใหม่ต้องชะลอออกไปก่อน

    สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ การยุบสภาเกิดเร็วกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ราวครึ่งเดือน ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.6% การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถดำเนินต่อได้ ขณะที่งบกลางที่เหลือราว 5 หมื่นล้านบาท ได้ถูกนำไปรวมในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว 

    อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายอาจล่าช้าออกไป และลักษณะการใช้จ่ายอาจเปลี่ยนแปลงตามแนวทางของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารต่อไป ส่งผลให้คาดว่า GDP ไทยในไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากที่ประเมินไว้เดิม เนื่องจากขาดแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ซึ่งเดิมรัฐบาลตั้งใจจะเริ่มในช่วงต้นปีหน้า 

    ขณะเดียวกัน คาดว่างบค้างใช้จะถูกนำมาใช้หลังจากมีรัฐบาลใหม่ในช่วงไตรมาส 3/2569 ส่งผลให้เศรษฐกิจในไตรมาส 3/2569 อาจขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์เดิม ขณะที่ภาพรวมทั้งปี 2569 ยังคงประมาณการการเติบโตของ GDP ไว้ที่ 1.6% ตามเดิม 

    อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงช่วงหลังการเลือกตั้ง อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย การเบิกจ่ายงบประมาณ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีแนวโน้มเข้าสู่โหมดรอดูทิศทาง (wait-and-see) 

    นอกจากนี้ หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าหรือเกิดความไม่แน่นอนจากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม อาจทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ชะลอตัว และอาจกระทบต่อการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนอาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ซึ่งอาจมีผลต่อมุมมองด้านความน่าเชื่อถือของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ความเสี่ยงเหล่านี้ได้ถูกสะท้อนไว้ในประมาณการเศรษฐกิจแล้วในระดับหนึ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/79ahdwyg3ea3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wEPRS2bx5akXqQbpyXecD

  • เอกชน ห่วงเศรษฐกิจ หวัง รบ.ใหม่ ฟื้นเชื่อมั่น เร่งดึงนักลงทุนเข้า “ไทย”

    เอกชน ห่วงเศรษฐกิจ หวัง รบ.ใหม่ ฟื้นเชื่อมั่น เร่งดึงนักลงทุนเข้า “ไทย”

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 13 ธ.ค. 2568, 14:29 1

    วันนี้ (12 ธ.ค.68) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยมุมมองเศรษฐกิจต่อการยุบสภา โดย​การยุบสภา​ได้สลายความไม่ชัดเจนด้านเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีเวลาจำกัดและมองว่าการยุบสภาก่อนข้อตกลงเดิมเพียงเดือนเศษๆ ไม่น่ากระทบเศรษฐกิจมากนัก​

    อย่างไรก็ดี ช่วงจังหวะนี้เป็นจังหวะทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังน้ำท่วมปัญหาความขัดแย้งทางชายแดนกับกัมพูชา และปัญหากำลังซื้อที่อ่อนแอ ซึ่งต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง รวมทั้งข้อตกลงการค้า​ระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่ยังเจรจาไม่สำเร็จ ล้วนเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 และอาจต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1 ปีหน้า

    ​ทั้งนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจมีอยู่ด้วยกันหลักๆ 3 ด้าน ดังนี้

    1.​ด้านการลงทุนจากต่างประเทศหรือ FDI​ โดยนักลงทุนต่างชาติอาจจะรีรอก่อนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อรอมาตรการของภาครัฐ หรือนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้ง ​แต่เชื่อว่ากระทบไม่มาก เพราะนักลงทุนที่เลือกที่จะ​ WAIT AND​ SEE อาจจะเป็นกลุ่มที่ยังไม่คุ้นเคยกับประเทศไทย แต่นักลงทุนที่คุ้นเคยและตั้งใจลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้วน่าที่จะเข้ามาลงทุนและหาโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยไม่จำเป็นต้องรอการเลือกตั้ง​

    2.คือกำลังซื้อ​ เมื่อรัฐบาลยุบสภาอาจมีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ​ เช่น​ มาตรการคนละครึ่งเฟส 2 มาตรการลดหย่อนภาษีอื่นๆ​ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว​อีกทั้งการอนุมัติโครงการลงทุนใหม่​อาจจะไม่สามารถทำได้​ อย่างไรก็ดี มาตรการที่ดำเนินการอยู่แล้วยังสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้​ เช่นรถไฟฟ้าสายสีส้ม​ สีม่วงใต้​ รถไฟความเร็วสูงไทยจีน​

    3.คือความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน​จากการยุบสภาก่อนข้อกำหนดเดิม​เล็กน้อยก็ไม่น่ากระทบกับความเชื่อมั่นนักลงทุนมากนัก​ ซึ่งไม่น่าทำให้เงินบาทหรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรเปลี่ยนแปลงมากนัก​ อย่างไรก็ดีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่สูงขึ้น​น่าทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย​เลือกที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ จากระดับ 1.50% เหลือ 1.25%​

    อย่างไรก็ดี ต่อให้ไม่มีการยุบสภา​ เชื่อว่าทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าที่จะลดอัตราดอกเบี้ยอยู่แล้ว​ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวในช่วงต้นปีหน้า​ และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ต่ำ​ ซึ่งสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ​ปีหน้า​

    นอกจากปัจจัยเสี่ยงแล้ว​ การยุบสภาที่เร็วกว่าข้อกำหนดเดิม​มีปัจจัยบวกด้วยกันอยู่ 3 ด้าน​

    1. งบประมาณปี 2570​ น่าจะผ่านรัฐสภาชุดใหม่​ทัน​กำหนดวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ​ซึ่งแน่ที่จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่มีงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนและอื่นๆ ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งในครั้งก่อนหน้า​ ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่าเดิมเดือนเศษๆน่าที่จะทำให้การนับคะแนน​การจัดตั้งรัฐบาลทันในช่วงการไตรมาส 2​และมีรัฐบาลใหม่ในช่วงต้นไตรมาส 3​

    2.หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่​น่าจะสามารถเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐรวมทั้งการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในจุดนี้น่าจะสนับสนุนทำให้​ต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้นและมีการลงทุนมากขึ้นและสนับสนุนการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี​

    3.หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่​น่าที่จะมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้นหลังจากที่รัฐบาลรักษาการอาจจะไม่สามารถมีอำนาจเต็มในการออกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ​ แต่รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถออกมาตรการให้งบกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวดเร็ว​ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ ​

    “เรายังไม่ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจของไทย​แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่แล้วที่ปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่าปีนี้​ ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนดเดิมเล็กน้อยก็ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่จุดนี้ แต่น่าที่จะมีความหวังให้เศรษฐกิจปีหน้ามีแรงส่งมีความชัดเจนให้สามารถขยายตัวได้ดีขึ้น”

    สุดท้ายต้องหาความหวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะยังสามารถสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพ การเบิกจ่าย​ ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนดเดิมเล็กน้อย ก็ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่จุดนี้ แต่น่าที่จะมีความหวังให้เศรษฐกิจปีหน้ามีแรงส่งมีความชัดเจนให้สามารถขยายตัวได้ดีขึ้น ทั้งสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพ การเบิกจ่าย ​รวมทั้งดึงดูดการท่องเที่ยวจากต่างชาติให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ในช่วงที่เหลือจากนี้ไป​

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/3xht47pzvop5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GisKST7FT3rXRWOAj1Utm

  • ผู้ประกอบการเชียงใหม่เฮ! หลังปลดล็อกทดลอง 180 วัน ขยับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เชื่อมั่นกระตุ้นยอดขายปลายปี

    หลังรัฐบาลประกาศใช้บังคับแล้ว มาตรการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ที่ปลดล็อกให้ขายได้ช่วง 14.00-17.00 น. เป็นระยะเวลา 180 วัน ก่อนประเมินผล พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

    ทีมข่าว Spacebar Big City ลงพื้นที่ สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีร้านอาหารให้บริการมากกว่า 10,000 ร้าน ที่อยู่ในกลุ่มสามารถเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. 

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที เปิดเผยว่า เปิดร้านอาหารที่ให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นห้องอาหารที่ติดแอร์ เพื่อให้ความสะดวกสบาย แก่ลูกค้า โดย เฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ที่ลูกค้าจะเลือกจองใช้บริการเป็นหมู่คณะ และจัดเลี้ยงสังสรรค์ แต่ที่ผ่านมากฎหมายงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ส่งผลกระทบกับร้านอาหารโดยตรง เนื่องจากร้านเริ่มเปิด 11.00 น. ถึง 22.00 น. โดยลูกค้าจะเริ่มเข้าร้านอาหารตั้งแต่ร้านเปิด ด้วยเวลาที่จำกัด ก็ส่งผลทำให้ลูกค้าหายไป นอกจากนี้ยังส่งผลกับนักท่องที่ต่างชาติ ไม่เข้าใจในกฎหมาย ก็ทำให้ร้านเสียลูกค้าไปจำนวนมาก 

    “หลังจากที่มีการปลดล็อค เชื่อว่าจะมีลูกค้าจองเข้ามา เป็นหมู่คณะและช่วงนี้ช่วงใกล้สิ้นปี ก็จะมีงานเลี้ยงปีใหม่ภายในร้าน ของลูกค้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราสามารถบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดข้อกฎหมาฎหมาย และเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหลายหลายที่ มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น”

    “กรณีที่รัฐบาลเล็งเห็นเรื่องของการขยายเวลานั่งดื่มต่อได้อีก 1 ชั่วโมง ก็ส่งผลดีกับผู้ประกอบการเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถปิดร้าน แล้วให้ลูกค้าออกได้ทันที เพราะจะต้องมีเวลาช่วงหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะสามารถแจ้งลูกค้า หลังจากหมดเวลาขายก็จะมีเวลาในการเคลียร์ลูกค้าออกจากร้านได้เช่นกัน”

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ด้าน ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่  เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 1 หมื่นร้าน ได้ร่วมกันเรียกร้องให้รัฐแก้ไขนโยบาย ที่เป็นอุปสรรคด้านการท่องเที่ยว 

    ล่าสุดได้มีการปลดล็อค ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. แล้ว ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันสามารถกระตุ้นยอดขายให้กับร้านอาหารที่เปิดช่วงเวลากลางวันได้ 

    “ถือว่าการปลดล็อกนั้นเป็นการช่วยเหลือภาพลักษณ์ของประเทศด้านการท่องเที่ยว ที่จะทำให้น้องเที่ยวเองมีความรู้สึกว่าได้มาท่องเที่ยว ก็มีความอิสระที่จะใช้ชีวิตในช่วงวันหยุด ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ที่เข้ามาพักผ่อน เพราะจะไม่มีระยะเวลาฟันหลอ ในการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้เอง จะกระตุ้นรายได้ให้กับการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารได้มากขึ้น”

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ขณะเดียวกันที่ผู้ประกอบการพยายามคัดค้านก่อนหน้านี้คือ กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568) ที่เริ่มใช้เมื่อ 8 พ.ย.68 กำหนดให้ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านค้าหรือสถานที่ขาย เพื่อการค้า นอกเวลาที่กำหนด (ช่วง 00:00-11:00 น. และ 14:00-17:00 น.) หากฝ่าฝืน ผู้ดื่มที่ “นั่งต่อ” หรือ “นั่งแช่” จะมีความผิด ปรับไม่เกิน 10,000 บาท 

    “โดยกฎหมายเน้นย้ำเรื่องการห้ามดื่ม “หลังเที่ยงคืน” ในร้านทั่วไป แต่ปัจจุบันปรับให้นั่งดื่มได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง หลังจากหมดเวลาขาย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกับผู้ประกอบการเช่นกันเพราะจะได้มีเวลาเคลียร์ลูกค้าออกจากร้าน หากหมดเวลาขายเที่ยงคืน แล้วนั่งดื่มต่อจะปรับเลยนั้น ก็ส่งผลกระทบเพราะไม่สามารถเคลียร์ลูกค้าออกร้านได้ทัน”

    สำหรับที่มาของกฎหมาย ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในเวลา 14.00 น.- 17.00 น. เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาข้าราชการมักนิยมไปนั่งดื่มสุราสังสรรค์และส่งผลกระทบถึงบริการประชาชน แต่กฎหมายนี้ ส่งผลผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในยุคปัจจุบัน 

    ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐบาลของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในการแก้กฎหมายนี้ หลังชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในภาระกิจประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2568 จนนำมาสู่การปลดล็อก ได้ในรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่เป็นการทดลองใช้ไปก่อน 180 วัน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00 – 17.00 น. ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะหนุนเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 1,000 -3,000 ล้านบาท และมูลค่ากว่า 10,000 – 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว สถานบันเทิง และธุรกิจกลางคืน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย เช่น วิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสุราชุมชน เป็นต้น

    ขณะที่ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ประเมินว่า การปลดล็อกเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบันเทิง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่นิยมกินข้าวกลางวันในช่วงบ่าย และนิยมดื่มเบียร์หรือไวน์คู่กับมื้ออาหาร โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือธุรกิจกลางคืนจะได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างมาก เพราะมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านเครื่องดื่มกว่า 80% ของรายจ่ายรวมของมื้ออาหาร

    ด้าน ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เปิดเผยผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00 –14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo03.jpg

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/spirits-chiangmai-entrepreneur&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ucyiwJMM26hm8NUX0BAug

  • ผู้ประกอบการเชียงใหม่เฮ! หลังปลดล็อกทดลอง 180 วัน ขยับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เชื่อมั่นกระตุ้นยอดขายปลายปี

    หลังรัฐบาลประกาศใช้บังคับแล้ว มาตรการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ที่ปลดล็อกให้ขายได้ช่วง 14.00-17.00 น. เป็นระยะเวลา 180 วัน ก่อนประเมินผล พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

    ทีมข่าว Spacebar Big City ลงพื้นที่ สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีร้านอาหารให้บริการมากกว่า 10,000 ร้าน ที่อยู่ในกลุ่มสามารถเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. 

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที เปิดเผยว่า เปิดร้านอาหารที่ให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นห้องอาหารที่ติดแอร์ เพื่อให้ความสะดวกสบาย แก่ลูกค้า โดย เฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ที่ลูกค้าจะเลือกจองใช้บริการเป็นหมู่คณะ และจัดเลี้ยงสังสรรค์ แต่ที่ผ่านมากฎหมายงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ส่งผลกระทบกับร้านอาหารโดยตรง เนื่องจากร้านเริ่มเปิด 11.00 น. ถึง 22.00 น. โดยลูกค้าจะเริ่มเข้าร้านอาหารตั้งแต่ร้านเปิด ด้วยเวลาที่จำกัด ก็ส่งผลทำให้ลูกค้าหายไป นอกจากนี้ยังส่งผลกับนักท่องที่ต่างชาติ ไม่เข้าใจในกฎหมาย ก็ทำให้ร้านเสียลูกค้าไปจำนวนมาก 

    “หลังจากที่มีการปลดล็อค เชื่อว่าจะมีลูกค้าจองเข้ามา เป็นหมู่คณะและช่วงนี้ช่วงใกล้สิ้นปี ก็จะมีงานเลี้ยงปีใหม่ภายในร้าน ของลูกค้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราสามารถบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดข้อกฎหมาฎหมาย และเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหลายหลายที่ มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น”

    “กรณีที่รัฐบาลเล็งเห็นเรื่องของการขยายเวลานั่งดื่มต่อได้อีก 1 ชั่วโมง ก็ส่งผลดีกับผู้ประกอบการเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถปิดร้าน แล้วให้ลูกค้าออกได้ทันที เพราะจะต้องมีเวลาช่วงหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะสามารถแจ้งลูกค้า หลังจากหมดเวลาขายก็จะมีเวลาในการเคลียร์ลูกค้าออกจากร้านได้เช่นกัน”

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ด้าน ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่  เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 1 หมื่นร้าน ได้ร่วมกันเรียกร้องให้รัฐแก้ไขนโยบาย ที่เป็นอุปสรรคด้านการท่องเที่ยว 

    ล่าสุดได้มีการปลดล็อค ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. แล้ว ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันสามารถกระตุ้นยอดขายให้กับร้านอาหารที่เปิดช่วงเวลากลางวันได้ 

    “ถือว่าการปลดล็อกนั้นเป็นการช่วยเหลือภาพลักษณ์ของประเทศด้านการท่องเที่ยว ที่จะทำให้น้องเที่ยวเองมีความรู้สึกว่าได้มาท่องเที่ยว ก็มีความอิสระที่จะใช้ชีวิตในช่วงวันหยุด ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ที่เข้ามาพักผ่อน เพราะจะไม่มีระยะเวลาฟันหลอ ในการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้เอง จะกระตุ้นรายได้ให้กับการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารได้มากขึ้น”

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ขณะเดียวกันที่ผู้ประกอบการพยายามคัดค้านก่อนหน้านี้คือ กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568) ที่เริ่มใช้เมื่อ 8 พ.ย.68 กำหนดให้ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านค้าหรือสถานที่ขาย เพื่อการค้า นอกเวลาที่กำหนด (ช่วง 00:00-11:00 น. และ 14:00-17:00 น.) หากฝ่าฝืน ผู้ดื่มที่ “นั่งต่อ” หรือ “นั่งแช่” จะมีความผิด ปรับไม่เกิน 10,000 บาท 

    “โดยกฎหมายเน้นย้ำเรื่องการห้ามดื่ม “หลังเที่ยงคืน” ในร้านทั่วไป แต่ปัจจุบันปรับให้นั่งดื่มได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง หลังจากหมดเวลาขาย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกับผู้ประกอบการเช่นกันเพราะจะได้มีเวลาเคลียร์ลูกค้าออกจากร้าน หากหมดเวลาขายเที่ยงคืน แล้วนั่งดื่มต่อจะปรับเลยนั้น ก็ส่งผลกระทบเพราะไม่สามารถเคลียร์ลูกค้าออกร้านได้ทัน”

    สำหรับที่มาของกฎหมาย ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในเวลา 14.00 น.- 17.00 น. เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาข้าราชการมักนิยมไปนั่งดื่มสุราสังสรรค์และส่งผลกระทบถึงบริการประชาชน แต่กฎหมายนี้ ส่งผลผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในยุคปัจจุบัน 

    ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐบาลของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในการแก้กฎหมายนี้ หลังชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในภาระกิจประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2568 จนนำมาสู่การปลดล็อก ได้ในรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่เป็นการทดลองใช้ไปก่อน 180 วัน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00 – 17.00 น. ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะหนุนเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 1,000 -3,000 ล้านบาท และมูลค่ากว่า 10,000 – 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว สถานบันเทิง และธุรกิจกลางคืน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย เช่น วิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสุราชุมชน เป็นต้น

    ขณะที่ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ประเมินว่า การปลดล็อกเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบันเทิง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่นิยมกินข้าวกลางวันในช่วงบ่าย และนิยมดื่มเบียร์หรือไวน์คู่กับมื้ออาหาร โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือธุรกิจกลางคืนจะได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างมาก เพราะมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านเครื่องดื่มกว่า 80% ของรายจ่ายรวมของมื้ออาหาร

    ด้าน ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เปิดเผยผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00 –14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo03.jpg

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/spirits-chiangmai-entrepreneur&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ucyiwJMM26hm8NUX0BAug

  • ความสัมพันธ์ไทยจีนภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

    ความสัมพันธ์ไทยจีนภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

    เศรษฐกิจ

    ความสัมพันธ์ไทยจีนภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

    ความสัมพันธ์ไทยจีนภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

    ปี 2568 เป็นวาระสำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อไทยและจีนร่วมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปี ในวาระสำคัญนี้ การกำหนดกรอบวิสัยทัศน์สำหรับ 50 ปีข้างหน้า เป็นสิ่งจำเป็น

    เพื่อให้ความสัมพันธ์ไทย – จีนสามารถดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพและสอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

    ผมมีข้อเสนอ 6 ประเด็น เชิงนโยบายต่อไทยในการวางนโยบายความสัมพันธ์กับจีนในยุคต่อไป

    1.ไทยต้องรักษาสมดุลให้ได้ระหว่างมหาอำนาจทั้งจีนและสหรัฐ

    บริบทภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัยสะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน ทั้งด้านอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การทหาร เทคโนโลยี และการทูต ความท้าทายสำคัญคือ การกำหนดท่าทีของไทยว่าจะรักษาความสัมพันธ์กับจีนอย่างไรโดยไม่ถูกกดดันจากสหรัฐ และไม่ถูกบีบให้ “เลือกข้าง”

    ในบริบทที่มหาอำนาจทั้งสองต่างพยายามขยายอำนาจต่อรองในภูมิภาค การรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ (strategic equilibrium) จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญเพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยในระยะยาว

    2.การจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านนักท่องเที่ยว การลงทุน และสินค้าจีน

    ไทยจะรับมือกับการลดลงอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวจีนจากหลายปัจจัยทั้งด้านเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และบริบทภายในจีนได้อย่างไร ในขณะเดียวกัน คลื่นการลงทุนของทุนจีนและคลื่นการทะลักของสินค้าจีนก็เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ต่อไทย 

    การออกมาที่เพิ่มขึ้นของทุนจีน มีทั้งการมาของทุนจีนสีขาวที่มีเทคโนโลยีก้าวล้ำ ขณะเดียวกัน ก็มีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นทุนจีนสีเทา ทุนจีนกินรวบ หรือทุนจีนที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

    3.กลไกการสื่อสารเชิงโครงสร้างและการทูตเชิงป้องกัน

    การสื่อสารความกังวลระหว่างกันต้องมีกลไกระดับสูงระหว่างผู้นำ ตัวอย่างเช่น กลไกการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน (Joint Committee on Trade, Investment and Economic Cooperation) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจทั้งสองฝ่ายนั่งหัวโต๊ะ ควรจัดเป็นประจำต่อเนื่องและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งสองฝ่าย

    4.การเจรจาการค้าและความเท่าเทียมของโอกาสทางเศรษฐกิจ

    การเจรจาการค้ากับจีนย่อมมีความสำคัญ ปัจจุบันมีข้อกังวลว่าสินค้าจากจีนทะลักเข้ามาในตลาดแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทย แต่คำถามคือ สินค้าไทยบุกตลาดแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนได้มากน้อยเพียงใด เราควรมากางดูอุปสรรคกันเป็นข้อๆ

    และก็ต้องเปิดการเจรจากับฝั่งจีนให้การค้าทั้งสองฝ่ายเกิดความเท่าเทียม ด้วยจุดหมายเพื่อให้ความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์กับจีนด้วยที่จะหลีกเลี่ยงกระแสการต่อต้านหรือกีดกันสินค้าจีนในไทย

    ความสัมพันธ์ไทยจีนภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

    5.ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

    อีกบริบทหนึ่งที่เป็นโอกาสใหม่และแตกต่างจาก 50 ปีที่ผ่านมา คือ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยีของจีน และในช่วง 50 ปี ต่อจากนี้ จะเป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทั้งในด้านพลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ ไบโอเทค ดังนั้น ความร่วมมือและการทูตวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีระหว่างไทยจีนจะกลายมาเป็นมิติที่สำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

    ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีฯ ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนหลายแห่ง 

    ได้แก่ ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กรุงปักกิ่ง ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีด้านอวกาศจีน ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมวิทยาศาสตร์นักบินจีน และศูนย์ควบคุมการบินอวกาศกรุงปักกิ่ง นับว่าทรงเป็นผู้นำในการปูทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างไทยและจีนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

    6.การทูตเชิงรุกร่วมกับจีนในเวทีพหุภาคีและอนุภูมิภาค

    จีนกับไทยต้องมองการทูตเชิงรุกที่ไปมากกว่าความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ต้องตั้งคำถามร่วมกันว่าในบริบทโลกใหม่ที่ผันผวน จีนและไทยจะมีบทบาทเชิงรุกร่วมกันอย่างไรในการขับเคลื่อนการทูตกลุ่มใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ความร่วมมือระหว่างเอเชียและยุโรป ความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียน

    ความร่วมมือระหว่างเอเชียด้วยกันเอง ความร่วมมือกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ตลอดจนความร่วมมือระหว่างกันในกลุ่มประเทศขั้วใต้ (Global South)

    ทั้งหมดนี้เพื่อขยายโอกาสตลาดใหม่และหุ้นส่วนใหม่ ท่ามกลางบริบทตลาดโลกที่หดตัวลงจากการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ของมหาอำนาจเดี่ยวแต่เดิมอย่างสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1211663&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35EQPCF4H5pbilLDzmlCj5

  • ผู้ประกอบการเชียงใหม่เฮ! หลังปลดล็อกทดลอง 180 วัน ขยับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เชื่อมั่นกระตุ้นยอดขายปลายปี

    หลังรัฐบาลประกาศใช้บังคับแล้ว มาตรการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ที่ปลดล็อกให้ขายได้ช่วง 14.00-17.00 น. เป็นระยะเวลา 180 วัน ก่อนประเมินผล พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

    ทีมข่าว Spacebar Big City ลงพื้นที่ สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีร้านอาหารให้บริการมากกว่า 10,000 ร้าน ที่อยู่ในกลุ่มสามารถเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. 

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที เปิดเผยว่า เปิดร้านอาหารที่ให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นห้องอาหารที่ติดแอร์ เพื่อให้ความสะดวกสบาย แก่ลูกค้า โดย เฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ที่ลูกค้าจะเลือกจองใช้บริการเป็นหมู่คณะ และจัดเลี้ยงสังสรรค์ แต่ที่ผ่านมากฎหมายงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ส่งผลกระทบกับร้านอาหารโดยตรง เนื่องจากร้านเริ่มเปิด 11.00 น. ถึง 22.00 น. โดยลูกค้าจะเริ่มเข้าร้านอาหารตั้งแต่ร้านเปิด ด้วยเวลาที่จำกัด ก็ส่งผลทำให้ลูกค้าหายไป นอกจากนี้ยังส่งผลกับนักท่องที่ต่างชาติ ไม่เข้าใจในกฎหมาย ก็ทำให้ร้านเสียลูกค้าไปจำนวนมาก 

    “หลังจากที่มีการปลดล็อค เชื่อว่าจะมีลูกค้าจองเข้ามา เป็นหมู่คณะและช่วงนี้ช่วงใกล้สิ้นปี ก็จะมีงานเลี้ยงปีใหม่ภายในร้าน ของลูกค้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราสามารถบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดข้อกฎหมาฎหมาย และเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหลายหลายที่ มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น”

    “กรณีที่รัฐบาลเล็งเห็นเรื่องของการขยายเวลานั่งดื่มต่อได้อีก 1 ชั่วโมง ก็ส่งผลดีกับผู้ประกอบการเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถปิดร้าน แล้วให้ลูกค้าออกได้ทันที เพราะจะต้องมีเวลาช่วงหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะสามารถแจ้งลูกค้า หลังจากหมดเวลาขายก็จะมีเวลาในการเคลียร์ลูกค้าออกจากร้านได้เช่นกัน”

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ด้าน ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่  เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 1 หมื่นร้าน ได้ร่วมกันเรียกร้องให้รัฐแก้ไขนโยบาย ที่เป็นอุปสรรคด้านการท่องเที่ยว 

    ล่าสุดได้มีการปลดล็อค ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. แล้ว ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันสามารถกระตุ้นยอดขายให้กับร้านอาหารที่เปิดช่วงเวลากลางวันได้ 

    “ถือว่าการปลดล็อกนั้นเป็นการช่วยเหลือภาพลักษณ์ของประเทศด้านการท่องเที่ยว ที่จะทำให้น้องเที่ยวเองมีความรู้สึกว่าได้มาท่องเที่ยว ก็มีความอิสระที่จะใช้ชีวิตในช่วงวันหยุด ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ที่เข้ามาพักผ่อน เพราะจะไม่มีระยะเวลาฟันหลอ ในการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้เอง จะกระตุ้นรายได้ให้กับการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารได้มากขึ้น”

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ขณะเดียวกันที่ผู้ประกอบการพยายามคัดค้านก่อนหน้านี้คือ กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568) ที่เริ่มใช้เมื่อ 8 พ.ย.68 กำหนดให้ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านค้าหรือสถานที่ขาย เพื่อการค้า นอกเวลาที่กำหนด (ช่วง 00:00-11:00 น. และ 14:00-17:00 น.) หากฝ่าฝืน ผู้ดื่มที่ “นั่งต่อ” หรือ “นั่งแช่” จะมีความผิด ปรับไม่เกิน 10,000 บาท 

    “โดยกฎหมายเน้นย้ำเรื่องการห้ามดื่ม “หลังเที่ยงคืน” ในร้านทั่วไป แต่ปัจจุบันปรับให้นั่งดื่มได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง หลังจากหมดเวลาขาย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกับผู้ประกอบการเช่นกันเพราะจะได้มีเวลาเคลียร์ลูกค้าออกจากร้าน หากหมดเวลาขายเที่ยงคืน แล้วนั่งดื่มต่อจะปรับเลยนั้น ก็ส่งผลกระทบเพราะไม่สามารถเคลียร์ลูกค้าออกร้านได้ทัน”

    สำหรับที่มาของกฎหมาย ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในเวลา 14.00 น.- 17.00 น. เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาข้าราชการมักนิยมไปนั่งดื่มสุราสังสรรค์และส่งผลกระทบถึงบริการประชาชน แต่กฎหมายนี้ ส่งผลผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในยุคปัจจุบัน 

    ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐบาลของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในการแก้กฎหมายนี้ หลังชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในภาระกิจประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2568 จนนำมาสู่การปลดล็อก ได้ในรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่เป็นการทดลองใช้ไปก่อน 180 วัน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00 – 17.00 น. ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะหนุนเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 1,000 -3,000 ล้านบาท และมูลค่ากว่า 10,000 – 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว สถานบันเทิง และธุรกิจกลางคืน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย เช่น วิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสุราชุมชน เป็นต้น

    ขณะที่ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ประเมินว่า การปลดล็อกเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบันเทิง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่นิยมกินข้าวกลางวันในช่วงบ่าย และนิยมดื่มเบียร์หรือไวน์คู่กับมื้ออาหาร โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือธุรกิจกลางคืนจะได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างมาก เพราะมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านเครื่องดื่มกว่า 80% ของรายจ่ายรวมของมื้ออาหาร

    ด้าน ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เปิดเผยผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00 –14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo03.jpg

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/spirits-chiangmai-entrepreneur&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ucyiwJMM26hm8NUX0BAug

  • โพลชี้ คนหวังนายกฯ คนต่อไปแก้เศรษฐกิจปากท้องได้จริง อยากฟัง “เท้ง-หนู-มาร์ค” ดีเบต

    โพลชี้ คนหวังนายกฯ คนต่อไปแก้เศรษฐกิจปากท้องได้จริง อยากฟัง “เท้ง-หนู-มาร์ค” ดีเบต

    โพลชี้ คนหวังนายกฯ คนต่อไปแก้เศรษฐกิจปากท้องได้จริง อยากฟัง “เท้ง-หนู-มาร์ค” ดีเบต

    ผลโพลสถาบันพระปกเกล้า มองการเมืองไทยกำลังแย่ลง หวัง “นายกฯ คนต่อไป” แก้เศรษฐกิจปากท้องได้จริง อยากฟังดีเบต “เท้ง” อันดับ 1 รองลงมา “อนุทิน-อภิสิทธิ์” เปิดแคนดิเดตล่วงหน้า มีผลต่อการลงคะแนน

    วันที่ 13 ธันวาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เสียงประชาชนต่อ การเมืองและการเลือกตั้งใหม่” ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,016 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า และการสอบถามทางออนไลน์

    ในคำถาม “ท่านเห็นการเมืองไทยในภาพรวมตอนนี้เป็นอย่างไร” พบว่า

    • ร้อยละ 45.7 ระบุว่า “กำลังแย่ลง”
    • ร้อยละ 41.5 ระบุว่า “เหมือนๆ เดิม”
    • ร้อยละ 9.3 ระบุว่า “กำลังดีขึ้น”
    • ร้อยละ 3.5 ระบุว่า “ไม่มีความคิดเห็น”

    ทางด้านคำถาม “คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” พบว่า

    • ร้อยละ 36.2 ระบุว่า “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง”
    • ร้อยละ 17.8 ระบุว่า “มีความซื่อตรง”
    • ร้อยละ 9.2 ระบุว่า “รับฟังเสียงประชาชน”
    • ร้อยละ 9.0 ระบุว่า “มีวิสัยทัศน์”
    • ร้อยละ 8.5 ระบุว่า “ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย”
    • ร้อยละ 7.6 ระบุว่า “แก้ปัญหาระดับประเทศได้ดี”
    • ร้อยละ 5.9 ระบุว่า “คิดไว ตัดสินใจรวดเร็ว”
    • ร้อยละ 4.2 ระบุว่า “มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน”
    • ร้อยละ 1.6 ระบุว่า “สื่อสารชัดเจน”

    ส่วนคำถามว่า “ท่านอยากฟังการดีเบต (อภิปราย/ปราศรัย) ของหัวหน้าพรรคคนใดมากที่สุด (ระบุได้ไม่เกิน 3 ข้อ)” พบว่า

    • ร้อยละ 16.2 ระบุว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
    • ร้อยละ 15.7 ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
    • ร้อยละ 14.2 ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
    • ร้อยละ 10.9 ระบุว่า ไม่มีความคิดเห็น
    • ร้อยละ 10.8 ระบุว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
    • ร้อยละ 6.9 ระบุว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
    • ร้อยละ 6.1 ระบุว่า ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)
    • ร้อยละ 6.0 ระบุว่า พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
    • ร้อยละ 5.5 ระบุว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
    • ร้อยละ 4.5 ระบุว่า พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย)
    • ร้อยละ 2.2 ระบุว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ)
    • ร้อยละ 0.9 ระบุว่า บุคคลอื่น (เช่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) เป็นต้น

    เมื่อถามถึง “นโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่อยากให้นายกฯ คนใหม่ดำเนินการ” พบว่า

    • ร้อยละ 19.4 ระบุว่า “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน”
    • ร้อยละ 16.7 ระบุว่า “แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน”
    • ร้อยละ 16.4 ระบุว่า “ลดค่าครองชีพ”
    • ร้อยละ 13.1 ระบุว่า “แก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้-กัมพูชา”
    • ร้อยละ 11.7 ระบุว่า “ปฏิรูปการเมืองทุกระดับ”
    • ร้อยละ 9.9 ระบุว่า “ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์/อาชญากรรมออนไลน์”
    • ร้อยละ 5.7 ระบุว่า “แก้ไขปัญหายาเสพติด/ความปลอดภัยในสังคม”
    • ร้อยละ 2.5 ระบุว่า “ปฏิรูประบบสุขภาพ”
    • ร้อยละ 1.9 ระบุว่า “แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม”
    • ร้อยละ 2.7 ระบุว่า “ไม่มีความคิดเห็น”

    ขณะที่คำถามต่อไป “การประกาศชื่อแคนดิเดตนายกฯ ล่วงหน้ามีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนของท่านหรือไม่” พบว่า

    • ร้อยละ 38.9 ระบุว่า “ค่อนข้างมีผล”
    • ร้อยละ 29.8 ระบุว่า “มีผลอย่างมาก”
    • ร้อยละ 20.4 ระบุว่า “ไม่มีอิทธิพล”
    • ร้อยละ 7.6 ระบุว่า “ไม่มีผลเลย”
    • ร้อยละ 3.3 ระบุว่า “ไม่มีความคิดเห็น”

    ท้ายที่สุดเมื่อถามว่า “ถ้าพรรคที่ท่านชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ท่านไม่ชอบ จะเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นหรือไม่” พบว่า

    • ร้อยละ 41.6 ระบุว่า “อาจจะเปลี่ยน”
    • ร้อยละ 25.2 ระบุว่า “ไม่น่าจะเปลี่ยน”
    • ร้อยละ 17.6 ระบุว่า “เปลี่ยนแน่นอน”
    • ร้อยละ 8.7 ระบุว่า “ไม่เปลี่ยนแน่นอน”
    • ร้อยละ 6.9 ระบุว่า “ไม่มีความคิดเห็น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2901640&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FOQUIAkJz3-NBfRANp6ma

  • ยุบสภาเป็นเหตุ! ส.อ.ท. กังวล รัฐบาลรักษาการลดพาวเวอร์คุยสหรัฐ – เศรษฐกิจไทยเสี่ยงติดหล่ม

    ยุบสภาเป็นเหตุ! ส.อ.ท. กังวล รัฐบาลรักษาการลดพาวเวอร์คุยสหรัฐ – เศรษฐกิจไทยเสี่ยงติดหล่ม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงความกังวลของภาคเอกชนต่อการประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่า การยุบสภาไม่น่าแปลกใจ เนื่องจากเป็นไปตามกำหนดที่เคยรับทราบมาก่อน หน้านี้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรี เคยระบุว่าหากเปิดสภาฯ ในช่วงวันที่ 11 – 12 ธันวาคม 2568 และต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนเองอาจจะยุบสภาทันที

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลรักษาการจะมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายที่ลดลง ส่งผลให้หน่วยงานราชการชะลอการทำงาน เพื่อรอรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจน

    ส.อ.ท. จึงมองว่า ความท้าทายเร่งด่วนที่สุด คือ ตัวเลข GDP ปี 2568 ที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างมาก โดยคาดว่าไตรมาส 3 จะเหลือเพียง 1.7% และไตรมาส 4 จะเติบโตเพียง 0.3% เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลชุดเดิมเพิ่งเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้าย การยุบสภาก่อนกำหนดจึงอาจทำให้มาตรการต่างๆ ที่วางไว้ถูกลดประสิทธิภาพลง ส่งผลให้ภาคเอกชนกังวลว่าเศรษฐกิจอาจเกือบติดหล่ม ซึ่งจะยากและใช้เวลานานในการดึงกลับคืน

    “รัฐบาลชุดนายอนุทินเข้ามาบริหารประเทศในช่วงไตรมาส 4 และเร่งรีบเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อจะช่วยกระตุ้น GDP ให้ถึง 1% จากที่คาดการณ์จะโต 0.3% เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจติดหล่ม ดังนั้นเมื่อมีการยุบสภาฯ สิ่งที่กังวลคือมาตรการเหล่านี้จะขับเคลื่อนต่อไปได้มากแค่ไหน เนื่องจากรัฐบาลรักษาการ กับรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม จะมีพลังต่างกันการขับเคลื่อนก็อาจจะลดลง และจากประสบการณ์พบว่าข้าราชการจะชะลอเพื่อรอดูว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเป็นใคร เหล่านี้คือสิ่งที่เป็นกังวล ความท้าทายคือจะทำยังไงไม่ให้ GDP ติดหล่ม เพราะต้องใช้พลังมหาศาลในการฉุดขึ้นมาแต่ถ้าหากไม่ติดหล่มปีหน้าเราก็จะเดินหน้าได้เร็วขึ้น” นายเกรียงไกร กล่าว 

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบภายนอกและภายในประเทศที่ซ้ำเติม ได้แก่ การฟื้นฟู 9 จังหวัดภาคใต้จากมหาอุทกภัย ที่ต้องการอำนาจเต็มที่ของรัฐบาลในการสั่งการและบูรณาการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน แต่การเป็นรัฐบาลรักษาการอาจทำให้เกิดความล่าช้า 

    อีกทั้งความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ระลอกใหม่ ที่แม้การค้าชายแดนจะหยุดชะงักไปแล้ว จากการปิดด่านชายแดนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ผลกระทบที่เพิ่มขึ้นคือ การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ จากการอพยพประชาชนจำนวนมาก โรงงาน/นิคมอุตสาหกรรมต้องหยุดผลิต และภาคการท่องเที่ยวซบเซา ซึ่งหากการปะทะยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือนจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ

    “เราลุ้นไม่ให้เศรษฐกิจติดหล่ม เพราะถ้าติดแล้วดึงขึ้นมาจะยาก แต่พอมาเจอทั้งอุทกภัย ความรุนแรงชายแดน และการยุบสภาก่อนเวลา ทำให้ต้องจับตาดูว่ามาตรการที่ออกมาจะสามารถหักล้างปัจจัยลบเหล่านี้ได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสที่จะ เกือบติดหล่มได้” นายเกรียงไกร กล่าว

    สำหรับประเด็นการเจรจาภาษีสหรัฐฯ กับโดนัลด์ ทรัมป์ ส.อ.ท. ยอมรับว่าการใช้รัฐบาลรักษาการเจรจาจะทำให้ น้ำหนักในการเจรจา ลดลง อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปะทะชายแดน และแสดงให้เห็นว่าการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องทำ

    “ยอมรับว่าการใช้รัฐบาลรักษาการไปเจรจาในเรื่องสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ จะทำให้ น้ำหนักในการเจรจาลดลง  ไทยต้องทำการบ้านอย่างดีและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปะทะชายแดนให้ชัดเจนเพื่อปกป้องอธิปไตย โดยส่วนตัวเชื่อว่าสหรัฐ จะเข้าใจ และรับรู้ถึงข้อเท็จจริง”

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการ รักษาไทม์ไลน์การเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามกรอบ 45-60 วัน หรือ ต้องเลือกตั้งประมาณวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะการเมืองที่เป็นไปตามกติกาคือกุญแจสำคัญ

    นายเกรียงไกรระบุว่า หากการเลือกตั้งเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด จะเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ ในระยะยาว  นอกจากนี้ ส.อ.ท. ชี้ว่า GDP ไทยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยย้อนหลังต่ำ และเตือนว่าหากไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยอาจตกชั้น จากอันดับ 2 เป็นอันดับ 5 ในภูมิภาคอาเซียนได้ภายในปี 2030

    พร้อมกับมองว่า หากปีหน้าการเลือกตั้งเป็นไปตามไทม์ไลน์เศรษฐกิจจะฟื้นตัว และเชื่อว่า GDP จะขยายตัวได้ที่ 1.6-2.0% ตามที่ กกร.เคยประมาณการไว้ แต่ถ้าหากมีอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง หรือปัจจัยลบเรื่องอื่นๆเข้ามาซ้ำเติม อาจจะต้องมีการปรับลดประมาณการอีกครั้ง

    “ตามที่ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเหลือ 3.1% ส่งผลกระทบต่อไทยที่พึ่งพาการส่งออกถึง 60% ของ GDP กกร. จึงปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือเพียง 1.6% – 2.0% และการส่งออกอาจติลบ -1.5% ถึง -0.5% หากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือเศรษฐกิจอื่นๆเพิ่มเติม การเติบโตที่คาดไว้อาจยังคงรักษาไว้ได้” นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/263548&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nQ4fbXkv6IlhJAP_DTT7r

  • วาระใหม่ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สนธิสัญญาพลาสติกโลกไร้ผล

    วาระใหม่ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สนธิสัญญาพลาสติกโลกไร้ผล

    Sustainability

    วาระใหม่ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สนธิสัญญาพลาสติกโลกไร้ผล

    วาระใหม่ 'เศรษฐกิจหมุนเวียน' สนธิสัญญาพลาสติกโลกไร้ผล

    ท่ามกลางความล้มเหลวในการเจรจาพลาสติกโลกและความคืบหน้าที่ต้องอาศัย ‘ใจสมัคร’ ในเวที COP30 การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนยุคใหม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายบนกระดาษ แต่เป็นการสร้าง ‘ระบบดิจิทัล’

    • การเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกล้มเหลว ทำให้แนวทางแก้ปัญหาที่พึ่งพากฎหมายจากบนลงล่างอาจไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป
    • วาระใหม่ของเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเปลี่ยนจากการพึ่งพากฎหมาย มาเป็นการสร้าง “ระบบดิจิทัล” ที่เชื่อมโยงข้อมูลให้สามารถทำงานร่วมกันได้ทั่วโลก
    • เป้าหมายของระบบดิจิทัลคือการทำให้ขยะและวัสดุรีไซเคิลสามารถพิสูจน์คุณค่าและแหล่งที่มาได้ เพื่อให้การจัดหามีความน่าเชื่อถือเทียบเท่าวัสดุใหม่

    ท่ามกลางความล้มเหลวในการเจรจาพลาสติกโลกและความคืบหน้าที่ต้องอาศัย ‘ใจสมัคร’ ในเวที COP30 การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนยุคใหม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายบนกระดาษ แต่เป็นการสร้าง ‘ระบบดิจิทัล’ ที่เชื่อมโยงข้อมูลให้พูดภาษาเดียวกัน เพื่อให้ขยะจากประเทศโลกใต้สามารถพิสูจน์คุณค่าสู่ตลาดโลกได้จริง

    เบื้องหลัง ‘เจนีวา’ และ ‘เบเลง’ สองเวทีกับความท้าทายที่แตกต่าง

    หลังจากการประชุม COP30 (การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้เน้นย้ำเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) และการเปลี่ยนผ่านที่ให้ผลบวกต่อธรรมชาติอย่างชัดเจน แต่ความคืบหน้าสำคัญยังคงอยู่บนพื้นฐานของ “ความสมัครใจ” ไม่ใช่การผูกมัดด้วยเงินทุนที่ชัดเจน

    ขณะเดียวกัน การประชุมเจรจา สนธิสัญญาพลาสติกโลก (INC-5.2) ณ กรุงเจนีวา เมื่อเดือน ส.ค. 2568 ได้จบลงด้วยภาวะชะงักงัน นักการทูตไม่สามารถบรรลุฉันทามติในประเด็นสำคัญ เช่น การจำกัดการผลิต การเปิดเผยข้อมูลสารเคมี และกลไกทางการเงิน ซึ่งตอกย้ำว่าความเห็นพ้องในการควบคุมระบบอุตสาหกรรมยังคงเป็นเรื่องยาก

    ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่าง “การไร้ข้อสรุป” ของเจนีวา และ “การอาศัยความสมัครใจ” ของเบเลง เผยให้เห็นความจริงอันเจ็บปวด “สนธิสัญญาปารีสสำหรับพลาสติก” ในรูปแบบการบังคับใช้จากบนลงล่าง อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไร้ประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างในปัจจุบันได้อีกต่อไป

    จากกฎหมายสู่การเชื่อมโยง อนาคตอยู่ที่ ‘ความสามารถในการทำงานร่วมกัน’

    ในยุคหลังสนธิสัญญา (Post-Treaty Era) นี้ สิ่งที่จะกำหนดทิศทางคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการปฏิบัติการ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงนโยบายต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจาก “กฎคืออะไร?” เป็น “ระบบของเราจะสื่อสารภาษาเดียวกันได้อย่างไร?”

    แม้ไม่มีสนธิสัญญาโลก แต่กฎหมายไม่ได้หยุดนิ่ง ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าในระเบียบ Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR) และ Digital Product Passports (DPP) ขณะที่หลายประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ละตินอเมริกา และแอฟริกา กำลังนำกรอบการทำงาน Extended Producer Responsibility (EPR) และยุทธศาสตร์ขยะแห่งชาติมาใช้

    ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการเกิด ‘อินเทอร์เน็ตแห่งความหมุนเวียนแบบแยกส่วน’ ที่ประกอบด้วยระบบข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน มาตรฐานที่ขัดแย้งกัน และต้นทุนการปฏิบัติตามที่สูงขึ้น หากไม่มีรหัสระบุตัวตนร่วมกัน ขยะพลาสติก (PET) รีไซเคิลจากอินโดนีเซีย ก็ยากที่จะพิสูจน์แหล่งที่มาให้ผู้ซื้อในเยอรมนีเชื่อถือได้

    นี่คือเหตุผลที่ “ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability)” กลายเป็นสมรภูมิใหม่ การประสานนโยบายเป็นเรื่องยากทางการเมือง แต่การประสานข้อมูลเป็นสิ่งที่ ทำได้ทางเทคนิค

    ช่องว่างสองขั้ว เหนือ-ใต้กับการก้าวสู่ความหมุนเวียน

    ความขัดแย้งในเจนีวาได้เปิดเผยความแตกแยกเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งระหว่างโลกเหนือและโลกใต้

    • สำหรับโลกเหนือ: เศรษฐกิจหมุนเวียนคือ ความท้าทายในการบูรณาการข้อมูล พวกเขาเผชิญกับข้อมูลซัพพลายเชนที่กระจัดกระจายและกฎการรายงานที่ไม่สอดคล้องกัน
    • สำหรับโลกใต้: เศรษฐกิจหมุนเวียนคือ ความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึง การเก็บกู้ของเสียมักขับเคลื่อนโดยภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งมีแรงงานประมาณ 15-20 ล้านคน ที่เป็นหัวใจสำคัญในการจัดเก็บพลาสติกถึง 60% ในเมืองใหญ่ แต่ผลงานเหล่านี้กลับ “มองไม่เห็น” ในตลาดโลกและไม่ได้รับเงินทุนสนับสนุนเพียงพอ

    ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นหนึ่งเดียวต้องเชื่อมช่องว่างนี้ ด้วยกรอบข้อมูลที่เชื่อถือได้ ซึ่งสามารถตรวจสอบการไหลของวัสดุจากคนเก็บขยะในกรุงไนโรบีได้อย่างน่าเชื่อถือพอๆ กับจากโรงงานรีไซเคิลในเมืองรอตเทอร์ดาม

    กุญแจสู่ความสำเร็จ: มาตรฐานข้อมูลสากล

    เทคโนโลยีที่จำเป็นในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้มีอยู่แล้ว เช่น ISO 59040 (Product Circularity Data Sheet – PCDS) ซึ่งให้รูปแบบที่เครื่องอ่านได้สำหรับการยืนยันข้อมูลโดยไม่ต้องเปิดเผยสูตรลับ และ GS1 Digital Link สำหรับการระบุตัวตนผลิตภัณฑ์ทั่วโลก

    เมื่อข้อมูลสามารถทำงานร่วมกันได้ การปฏิบัติตามกฎหมายจะเปลี่ยนจาก “ต้นทุน” เป็น “ข้อมูลเชิงปฏิบัติการ” ที่มีค่า โรงงานรีไซเคิลรู้ส่วนประกอบเคมีก่อนแปรรูป, ผู้ให้ทุนสามารถตรวจสอบผลลัพธ์การเก็บกู้, และทางการสามารถติดตามความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่คุณค่า

    อนาคตของเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงเดียวในเจนีวา แต่จะเกิดขึ้นเมื่อการจัดหาวัสดุรีไซเคิล ถูกกว่า ง่ายกว่า และเชื่อถือได้พอๆ กับ การจัดหาวัสดุบริสุทธิ์ การแก้ไขปัญหาของเสียต้องอาศัยการพัฒนาจาก “การปฏิบัติตามกฎหมายแบบตั้งรับ” ไปสู่ “ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ” อย่างแท้จริง

    ที่มา : Jord.tech

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1211670&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IU5I6h0DEQyOcDwBfGOuh