Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจและการเงิน ประจำสัปดาห์ โดย : วิจัยกรุงศรี

    การจ้างงานในสหรัฐฯ ยังอ่อนแอ ขณะที่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ส่วนจีนถูกฉุดรั้งจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอและวิกฤตภาคอสังหาฯ

    •สหรัฐ
    ความคาดเคลื่อนจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 119,000 ตำแหน่ง ในเดือนกันยายน แต่ตัวเลขเดือนสิงหาคมแย่ลงจากรายงานเดิมซึ่งเพิ่มขึ้น 22,000 ตำแหน่ง ปรับเป็นลดลง 4,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน อยู่ที่ 51 ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นเติบโตในอัตราต่ำสุดในรอบ 4 เดือน แม้ดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้นขยายตัวมากสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

    ตลาดแรงงานและภาคการผลิตที่มีสัญญาณอ่อนแอลง รวมถึงความเชื่อมั่นที่อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนภาพการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง ขณะเดียวกันการประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 2,000 รายการ และราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำ คาดว่าจะช่วยลดทอนแรงกดดันต่อเงินเฟ้ออันเป็นผลมาจากนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม การยกเลิกรายงานตัวเลขการจ้างงานเดือนตุลาคมและการเลื่อนออกตัวเลขเดือนพฤศจิกายนอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดขาดข้อมูลที่เพียงพอในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้

    •ญี่ปุ่น
    แม้มีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น GDP ของญี่ปุ่นในไตรมาส 3 หดตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ที่ -1.8% YoY และ -0.4% QoQ โดยการส่งออกลดลง -1.2% QoQ ขณะที่ PMI ภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ 48.8 ในเดือนพฤศจิกายน ส่วน PMI ภาคบริการขยายตัวต่อเนื่องที่ 53.1 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยน เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ
    เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอเนื่องจากการบริโภคถูกกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง และการส่งออกที่ถูกกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของญี่ปุ่น ภายหลังจีนประกาศให้ประชาชนงดเดินทางไปญี่ปุ่น รวมถึงหยุดซื้ออาหารทะเลและหยุดการอนุมัติฉายภาพยนต์เรื่องใหม่จากญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลลบต่อภาคท่องเที่ยวและการส่งออก อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นที่มีมูลค่ามากสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 อาจช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวได้บางส่วน ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 0.75% ภายในไตรมาสแรกปีหน้า เพื่อตอบสนองต่อเงินเยนที่อ่อนค่าแรงและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

    •จีน
    ความอ่อนแอในตลาดแรงงานและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน อัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาว (16-24 ปีไม่รวมนักเรียน) ในเดือนตุลาคมยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 17.3% ขณะที่ยอดขายบ้านใหม่ของผู้พัฒนาอสังหาฯ 100 อันดับแรกหดตัวแรงที่สุดในรอบหนึ่งปีที่ -41.9% YoY ส่วนราคาบ้านใหม่และบ้านมือสองเฉลี่ยใน 70 เมืองหดตัวต่อเนื่องนานเกือบ 4 ปีในเดือนตุลาคมที่ -2.6% และ -5.4% ตามลำดับ ล่าสุด รัฐบาลกำลังพิจารณาออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเร่งแก้ไขวิกฤตในภาคอสังหาฯ เช่น เงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อบ้านใหม่ การเพิ่มเงินคืนภาษีสำหรับผู้กู้ซื้อบ้าน และการลดต้นทุนในการทำธุรกรรมการซื้อบ้าน

    การส่งออกที่อ่อนแรงลงอาจทำให้จีนต้องหันมาพึ่งพาการบริโภคในประเทศมากขึ้น หากการเติบโตของยอดค้าปลีกสูงขึ้นจาก 3.5% YoY ในปี 2567 เป็น 5.5% ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะชดเชยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้ถึง 26% อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นการบริโภคยังเผชิญอุปสรรคและข้อจำกัด อาทิ
    (i) การว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่สูง
    (ii) ความเชื่อมั่นต่อการจ้างงานในระยะข้างหน้าที่ต่ำกว่าก่อนโควิดถึง 45% และ
    (iii) ความมั่งคั่งที่สูญเสียไปจากวิกฤตในภาคอสังหาฯ ปัจจุบัน ภาคอสังหาฯ ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวแต่อย่างใดแม้จีนเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุปสงค์บ้านใหม่มีแนวโน้มชะลอลงในระยะยาวตามโครงสร้างประชากรที่หดตัวลง

    •เศรษฐกิจไทย
    กรอบแผนการคลังระยะปานกลางชี้ไทยเร่งลดความเสี่ยงทางการคลัง ท่ามกลางแรงกดดันด้านอันดับเครดิต

    รัฐบาลเร่งคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลการคลังต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572 การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570–2573 โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณเหลือไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 ลดลงจากขาดดุล 4.4% ในปี 2569 พร้อมยืนยันคงเพดานหนี้สาธารณะไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP นอกจากนี้ ได้มีการปรับหลักเกณฑ์การกำหนดกรอบการคลังให้เข้มงวดชัดเจนขึ้น เช่น (i) การตั้งงบกลางไม่เกิน 3% ของงบประมาณรายจ่าย (ii) การตั้งงบใช้คืนหนี้ไม่ต่ำกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่าย และ (iii) การตั้งงบประมาณผูกพันสูงสุดไม่เกิน 5% ของงบประมาณรายจ่าย เป็นต้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเริ่มเร่งรัดพิจารณากระบวนการจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วางกรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากปีงบฯก่อน และเป็นงบขาดดุล 3.9% ของ GDP

    การกำหนดกรอบวินัยการคลังที่เข้มงวดขึ้นสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการปรับสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่สถาบันจัดอันดับเครดิตสำคัญ 2 แห่งได้ปรับแนวโน้มเครดิต (Outlook) ของไทยลงสู่เชิงลบ (Negative) (เดือนเมษายนและกันยายนที่ผ่านมา) การกำหนดเป้าหมายลดขาดดุลทางการคลังให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 เร็วขึ้นจากการแผนครั้งก่อน รวมถึงการจำกัดงบกลาง งบใช้คืนหนี้ และงบผูกพัน จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการจัดทำงบประมาณ ตลอดจนแสดงความมุ่งมั่นที่จำกัดการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะไม่ให้สูงเกินเพดาน 70% ของ GDP ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดการเงินให้ความสำคัญ นอกจากนี้ การเดินหน้าปรับโครงสร้างรายได้รัฐ ควบคู่กับการควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น จะช่วยเสริมความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติและลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐในระยะกลาง หากสามารถดำเนินนโยบายตามกรอบที่กำหนดได้จริง จะเป็นปัจจัยบวกต่อเสถียรภาพการคลังและอันดับเครดิตของประเทศในอนาคต ล่าสุด กลางเดือนพฤศจิกายน S&P ประกาศยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ และคงแนวโน้มที่ มีเสถียรภาพ (Stable)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/264457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06GeWlXD0oHahPbIvHQ-Qe

  • เศรษฐกิจและการเงิน ประจำสัปดาห์ โดย : วิจัยกรุงศรี

    การจ้างงานในสหรัฐฯ ยังอ่อนแอ ขณะที่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ส่วนจีนถูกฉุดรั้งจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอและวิกฤตภาคอสังหาฯ

    •สหรัฐ
    ความคาดเคลื่อนจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 119,000 ตำแหน่ง ในเดือนกันยายน แต่ตัวเลขเดือนสิงหาคมแย่ลงจากรายงานเดิมซึ่งเพิ่มขึ้น 22,000 ตำแหน่ง ปรับเป็นลดลง 4,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน อยู่ที่ 51 ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นเติบโตในอัตราต่ำสุดในรอบ 4 เดือน แม้ดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้นขยายตัวมากสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

    ตลาดแรงงานและภาคการผลิตที่มีสัญญาณอ่อนแอลง รวมถึงความเชื่อมั่นที่อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนภาพการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง ขณะเดียวกันการประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 2,000 รายการ และราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำ คาดว่าจะช่วยลดทอนแรงกดดันต่อเงินเฟ้ออันเป็นผลมาจากนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม การยกเลิกรายงานตัวเลขการจ้างงานเดือนตุลาคมและการเลื่อนออกตัวเลขเดือนพฤศจิกายนอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดขาดข้อมูลที่เพียงพอในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้

    •ญี่ปุ่น
    แม้มีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น GDP ของญี่ปุ่นในไตรมาส 3 หดตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ที่ -1.8% YoY และ -0.4% QoQ โดยการส่งออกลดลง -1.2% QoQ ขณะที่ PMI ภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ 48.8 ในเดือนพฤศจิกายน ส่วน PMI ภาคบริการขยายตัวต่อเนื่องที่ 53.1 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยน เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ
    เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอเนื่องจากการบริโภคถูกกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง และการส่งออกที่ถูกกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของญี่ปุ่น ภายหลังจีนประกาศให้ประชาชนงดเดินทางไปญี่ปุ่น รวมถึงหยุดซื้ออาหารทะเลและหยุดการอนุมัติฉายภาพยนต์เรื่องใหม่จากญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลลบต่อภาคท่องเที่ยวและการส่งออก อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นที่มีมูลค่ามากสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 อาจช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวได้บางส่วน ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 0.75% ภายในไตรมาสแรกปีหน้า เพื่อตอบสนองต่อเงินเยนที่อ่อนค่าแรงและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

    •จีน
    ความอ่อนแอในตลาดแรงงานและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน อัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาว (16-24 ปีไม่รวมนักเรียน) ในเดือนตุลาคมยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 17.3% ขณะที่ยอดขายบ้านใหม่ของผู้พัฒนาอสังหาฯ 100 อันดับแรกหดตัวแรงที่สุดในรอบหนึ่งปีที่ -41.9% YoY ส่วนราคาบ้านใหม่และบ้านมือสองเฉลี่ยใน 70 เมืองหดตัวต่อเนื่องนานเกือบ 4 ปีในเดือนตุลาคมที่ -2.6% และ -5.4% ตามลำดับ ล่าสุด รัฐบาลกำลังพิจารณาออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเร่งแก้ไขวิกฤตในภาคอสังหาฯ เช่น เงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อบ้านใหม่ การเพิ่มเงินคืนภาษีสำหรับผู้กู้ซื้อบ้าน และการลดต้นทุนในการทำธุรกรรมการซื้อบ้าน

    การส่งออกที่อ่อนแรงลงอาจทำให้จีนต้องหันมาพึ่งพาการบริโภคในประเทศมากขึ้น หากการเติบโตของยอดค้าปลีกสูงขึ้นจาก 3.5% YoY ในปี 2567 เป็น 5.5% ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะชดเชยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้ถึง 26% อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นการบริโภคยังเผชิญอุปสรรคและข้อจำกัด อาทิ
    (i) การว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่สูง
    (ii) ความเชื่อมั่นต่อการจ้างงานในระยะข้างหน้าที่ต่ำกว่าก่อนโควิดถึง 45% และ
    (iii) ความมั่งคั่งที่สูญเสียไปจากวิกฤตในภาคอสังหาฯ ปัจจุบัน ภาคอสังหาฯ ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวแต่อย่างใดแม้จีนเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุปสงค์บ้านใหม่มีแนวโน้มชะลอลงในระยะยาวตามโครงสร้างประชากรที่หดตัวลง

    •เศรษฐกิจไทย
    กรอบแผนการคลังระยะปานกลางชี้ไทยเร่งลดความเสี่ยงทางการคลัง ท่ามกลางแรงกดดันด้านอันดับเครดิต

    รัฐบาลเร่งคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลการคลังต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572 การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570–2573 โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณเหลือไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 ลดลงจากขาดดุล 4.4% ในปี 2569 พร้อมยืนยันคงเพดานหนี้สาธารณะไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP นอกจากนี้ ได้มีการปรับหลักเกณฑ์การกำหนดกรอบการคลังให้เข้มงวดชัดเจนขึ้น เช่น (i) การตั้งงบกลางไม่เกิน 3% ของงบประมาณรายจ่าย (ii) การตั้งงบใช้คืนหนี้ไม่ต่ำกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่าย และ (iii) การตั้งงบประมาณผูกพันสูงสุดไม่เกิน 5% ของงบประมาณรายจ่าย เป็นต้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเริ่มเร่งรัดพิจารณากระบวนการจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วางกรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากปีงบฯก่อน และเป็นงบขาดดุล 3.9% ของ GDP

    การกำหนดกรอบวินัยการคลังที่เข้มงวดขึ้นสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการปรับสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่สถาบันจัดอันดับเครดิตสำคัญ 2 แห่งได้ปรับแนวโน้มเครดิต (Outlook) ของไทยลงสู่เชิงลบ (Negative) (เดือนเมษายนและกันยายนที่ผ่านมา) การกำหนดเป้าหมายลดขาดดุลทางการคลังให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 เร็วขึ้นจากการแผนครั้งก่อน รวมถึงการจำกัดงบกลาง งบใช้คืนหนี้ และงบผูกพัน จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการจัดทำงบประมาณ ตลอดจนแสดงความมุ่งมั่นที่จำกัดการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะไม่ให้สูงเกินเพดาน 70% ของ GDP ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดการเงินให้ความสำคัญ นอกจากนี้ การเดินหน้าปรับโครงสร้างรายได้รัฐ ควบคู่กับการควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น จะช่วยเสริมความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติและลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐในระยะกลาง หากสามารถดำเนินนโยบายตามกรอบที่กำหนดได้จริง จะเป็นปัจจัยบวกต่อเสถียรภาพการคลังและอันดับเครดิตของประเทศในอนาคต ล่าสุด กลางเดือนพฤศจิกายน S&P ประกาศยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ และคงแนวโน้มที่ มีเสถียรภาพ (Stable)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/264457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06GeWlXD0oHahPbIvHQ-Qe

  • โมเดลสร้างเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ‘นิลมังกร’ แปลงร่างคนตัวเล็กให้กลายเป็นฮีโร่ของเศรษฐกิจท้องถิ่นไทย

    โมเดลสร้างเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ‘นิลมังกร’ แปลงร่างคนตัวเล็กให้กลายเป็นฮีโร่ของเศรษฐกิจท้องถิ่นไทย

    ในโลกธุรกิจระดับสากล องค์กรที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดมักถูกขนานนามว่า “ยูนิคอร์น” ซึ่งเน้นการเติบโตแบบทวีคูณ แต่สำหรับเมืองไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้สร้างนิยามใหม่ที่แข็งแกร่งไม่แพ้กันให้กับเศรษฐกิจภูมิภาค นั่นคือ “นิลมังกร” ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจนวัตกรรมที่มุ่งเน้นสร้างผลกระทบเชิงพื้นที่และสังคมในวงกว้าง โดยนำวัตถุดิบท้องถิ่น อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความเชี่ยวชาญ มาผนวกกับเทคโนโลยีเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม โมเดลนี้จึงเป็นกลไกที่ช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากสามารถเติบโตได้อย่างมีเอกลักษณ์ มั่นคง และยั่งยืน

    ซึ่งเบื้องหลังของหลายนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในไทยไม่ได้เริ่มจากห้องแล็บใหญ่ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีสุดล้ำเสมอไป แต่บางครั้งเริ่มจาก “ไอเดียหรือภูมิปัญญาในท้องถิ่น” ที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ จึงเป็นที่มาของ “นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้” โมเดลอัปมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ NIA ตั้งใจบ่มเพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปจากทุกภูมิภาคให้มีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่า “นวัตกรรมไทย” สามารถช่วยเปลี่ยนวิถีเศรษฐกิจและการสร้างแบรนด์ของท้องถิ่นให้มีชื่อเสียงได้มากขึ้น ซึ่งโมเดลนี้นอกจากจะสร้างโอกาสการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตได้อย่างเท่าเทียมแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจสำหรับนวัตกรผู้อยากเริ่มต้นสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรม

    กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า โครงการสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย หรือ “นิลมังกร” เป็นภาพสะท้อนภารกิจของ NIA ที่ต้องการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงในทุกภูมิภาคของไทย ซึ่งเชื่อว่าความเชี่ยวชาญในบริบทท้องถิ่นคือจุดแข็งที่มีศักยภาพในการเติบโต และนวัตกรรมคือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการภูมิภาคสามารถสร้างต้นแบบธุรกิจที่เติบโตจากถิ่นฐานของตนเองได้อย่างยั่งยืน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่การบ่มเพาะและพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมทั้งสตาร์ทอัปและเอสเอ็มอีจากหลากหลายภูมิภาคของประเทศไทย ผ่านกระบวนการที่ครอบคลุม ทั้งประเด็นการออกแบบ การสื่อสารแบรนด์ และการขยายตลาด จนกลายเป็นสินค้านวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพและพร้อมเติบโตไปสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ความสำเร็จของโครงการ “นิลมังกร” ทั้ง 3 รุ่น สามารถพัฒนาแบรนด์นวัตกรรมไทยแล้วกว่า 60 แบรนด์ กระจายทั่ว 4 ภูมิภาค สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มให้กับนวัตกรรมไทยเฉลี่ยกว่า 4.9 เท่า หรือกว่า 765 ล้านบาท ทั้งนี้ตลอดการเดินทางของโครงการ “นิลมังกร” มีผู้ประกอบการนวัตกรรมระดับภูมิภาคสามารถต่อยอดธุรกิจได้จริงในตลาดทั้งในและต่างประเทศ บางรายมีรายได้ที่แตะระดับสิบล้านถึงหลักร้อยล้านบาทในระยะเวลา 3 ปี สะท้อนว่าพลังนวัตกรรมไม่ได้เพียงเปลี่ยนธุรกิจ แต่ยังได้เปลี่ยนชีวิตผู้คนในพื้นที่จนกลายเป็นฮีโร่ของท้องถิ่น ที่ทำให้เห็นว่าการรวยด้วยนวัตกรรมคือเรื่องจริงที่จับต้องได้ และเป็นกลไกสำคัญที่ต่อยอดได้อีกหลากหลายรูปแบบในอนาคต

    “เมื่อผู้ประกอบการท้องถิ่นมีรายได้สูงขึ้น ไม่ได้หมายถึงแค่รายได้ทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น แต่หมายถึงโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นในชุมชน มีการจ้างงานเพิ่ม มีเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น ครอบครัวอยู่ได้โดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน และกลุ่มคนรุ่นใหม่สามารถเห็นต้นแบบของความสำเร็จที่เริ่มต้นได้จากบ้านเกิดของตัวเอง ความรวยในแบบของนิลมังกรจึงไม่ใช่การเติบโตแบบโดดเดี่ยว แต่เป็นความมั่งคั่งที่เชื่อมโยงผู้คนทั้งชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกัน” กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการนิลมังกรที่ผ่านมาการันตีได้ว่า “นวัตกรรมที่แตกต่างคือเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งที่จับต้องได้จริง รวมถึงสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม ถือเป็นกลไกสำคัญที่ NIA ใช้ในการผลักดันแบรนด์ธุรกิจนวัตกรรมไทยที่มีศักยภาพให้สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนได้จากผลการดำเนินงานของนิลมังกรรุ่นที่ 1 และ 2 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการแบรนด์นวัตกรรมไทยกว่า 40 ราย เฉลี่ย 3.4 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 530 ล้านบาท และสามารถต่อยอดการสร้างแบรนด์ให้กับผู้ประกอบการด้วยการคว้า 3 รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ และ 15 รางวัลจากการประกวด 7 Innovation Awards รวมถึงได้รับการต่อยอดการลงทุนร่วมอีกมากมาย โดยมีตัวอย่างของความสำเร็จ ได้แก่

    ผลิตภัณฑ์ทรายแมวจากมันสำปะหลัง Hide & Seek โดยบริษัท เวลตี้ ม็อกกี้ อินโนเวชั่น จำกัด แชมป์นิลมังกรรุ่นที่ 1 มีมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้น 50 เท่าภายในระยะเวลา 2.5 ปี ได้รับการร่วมทุนจากกลุ่มนักลงทุนอิสระและสามารถนำผลิตภัณฑ์ส่งออกไปยัง 16 ประเทศทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ชุดหุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก โดยบริษัท อีซี่คิดส์ โรโบติกส์ จำกัด แชมป์นิลมังกรรุ่นที่ 2 มีรายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 8.82 เท่าภายในระยะเวลา 1 ปี สามารถสร้างบุคลากรที่มีทักษะด้านการเขียน/พัฒนาโปรแกรมรวมแล้วกว่า 12,500 ราย รวมถึงมีการต่อยอดร่วมงานกับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศ

    อย่างไรก็ตาม พรวิไล พันธ์แดง กรรมการผู้จัดการบริษัท ละมุลอินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด เจ้าของแบรนด์น้ำปลาร้า “แม่ละมุล” จากจังหวัดมหาสารคาม และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากโครงการ “นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้ ซีซั่น 1” มองว่า NIA เป็นเสมือนสปอตไลต์ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้ขยายตลาดไปสู่ภูมิภาคอื่นทั่วประเทศ ทั้งยังช่วยประกอบร่างให้น้ำปลาร้าแม่ละมุลมีตัวตนแบรนด์ชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่องการจัดการหลังบ้านและการวางกลยุทธ์ ดึงเสน่ห์ชีวิตประจำวันของแบรนด์มาขยายเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ เช่น การใช้ฟืนต้มปลาร้า หรือการผสมใบหม่อน ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันและเชื่อมั่นในคุณภาพ จากความกังวลว่าจะขายได้หรือไม่ วันนี้กำลังการผลิต 4,000-6,000 ขวดต่อวันถูกขายหมดอย่างต่อเนื่อง มีฐานลูกค้าประจำที่มั่นคง และรายได้เติบโตกว่าตอนเริ่มต้น

    ขณะที่ จุฬาวรรณ สำราญกิจ CEO & Co-Founder และขจรศักดิ์ จันทร์แจ่ม CTO & Founder บริษัท อีซี่คิดส์ โรโบติกส์ จำกัด สตาร์ทอัปด้านการศึกษาจากจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของแชมป์สุดยอดนวัตกรรมจาก “นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้ ซีซั่น 2” เล่าว่า NIA ทำให้ผู้ประกอบการภูมิภาคมีโอกาสเท่าเทียมกับผู้ประกอบการในเมืองใหญ่ เพราะผู้ประกอบการในต่างจังหวัดมักมีข้อจำกัดเรื่องทุน ความรู้ และเครือข่าย ซึ่งโครงการนิลมังกรเข้ามาเติมเต็มให้ครบทุกด้าน ไม่ได้ให้แค่เงินทุน แต่ยังมอบองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และเชื่อมโยงเราเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรม นิลมังกรคือโครงการที่ช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นสามารถก้าวสู่ระดับประเทศและระดับโลกได้ด้วยนวัตกรรม เป็นแรงผลักสำคัญให้ธุรกิจขนาดเล็กอย่าง EasyKids สามารถสร้างนวัตกรรมของตัวเอง เรียนรู้ พัฒนา และเติบโตอย่างมั่นคง

    สำหรับ “นิลมังกร ตัวที่ 3” ของประเทศไทย ได้แก่ ทีม PetgeneX ผู้พัฒนานวัตกรรม “ธนาคารสเต็มเซลล์สำหรับสัตว์เลี้ยง” เทคโนโลยีที่ช่วยเก็บเซลล์ต้นกำเนิดไว้ใช้รักษา ฟื้นฟู และชะลอวัยในอนาคตให้กับสุนัขและแมว โดยบริษัท ไซเอนซ์ อินโนเวทีฟ โปรดักส์ จำกัด ตัวแทนจากภาคอีสาน โดยสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและบททดสอบจากเหล่าคณะกรรมการ พร้อมทำให้ธุรกิจเติบโตเกินกว่า 20 เท่าตามโจทย์ชาลเลนจ์ที่กรรมการท้าทายไว้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581-news/914392/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_SmKigkyLKM1d10oj6R_j

  • เศรษฐกิจและการเงิน ประจำสัปดาห์ โดย : วิจัยกรุงศรี

    การจ้างงานในสหรัฐฯ ยังอ่อนแอ ขณะที่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ส่วนจีนถูกฉุดรั้งจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอและวิกฤตภาคอสังหาฯ

    •สหรัฐ
    ความคาดเคลื่อนจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 119,000 ตำแหน่ง ในเดือนกันยายน แต่ตัวเลขเดือนสิงหาคมแย่ลงจากรายงานเดิมซึ่งเพิ่มขึ้น 22,000 ตำแหน่ง ปรับเป็นลดลง 4,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน อยู่ที่ 51 ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นเติบโตในอัตราต่ำสุดในรอบ 4 เดือน แม้ดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้นขยายตัวมากสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

    ตลาดแรงงานและภาคการผลิตที่มีสัญญาณอ่อนแอลง รวมถึงความเชื่อมั่นที่อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนภาพการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง ขณะเดียวกันการประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 2,000 รายการ และราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำ คาดว่าจะช่วยลดทอนแรงกดดันต่อเงินเฟ้ออันเป็นผลมาจากนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม การยกเลิกรายงานตัวเลขการจ้างงานเดือนตุลาคมและการเลื่อนออกตัวเลขเดือนพฤศจิกายนอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดขาดข้อมูลที่เพียงพอในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้

    •ญี่ปุ่น
    แม้มีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น GDP ของญี่ปุ่นในไตรมาส 3 หดตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ที่ -1.8% YoY และ -0.4% QoQ โดยการส่งออกลดลง -1.2% QoQ ขณะที่ PMI ภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ 48.8 ในเดือนพฤศจิกายน ส่วน PMI ภาคบริการขยายตัวต่อเนื่องที่ 53.1 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยน เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ
    เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอเนื่องจากการบริโภคถูกกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง และการส่งออกที่ถูกกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของญี่ปุ่น ภายหลังจีนประกาศให้ประชาชนงดเดินทางไปญี่ปุ่น รวมถึงหยุดซื้ออาหารทะเลและหยุดการอนุมัติฉายภาพยนต์เรื่องใหม่จากญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลลบต่อภาคท่องเที่ยวและการส่งออก อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นที่มีมูลค่ามากสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 อาจช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวได้บางส่วน ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 0.75% ภายในไตรมาสแรกปีหน้า เพื่อตอบสนองต่อเงินเยนที่อ่อนค่าแรงและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

    •จีน
    ความอ่อนแอในตลาดแรงงานและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน อัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาว (16-24 ปีไม่รวมนักเรียน) ในเดือนตุลาคมยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 17.3% ขณะที่ยอดขายบ้านใหม่ของผู้พัฒนาอสังหาฯ 100 อันดับแรกหดตัวแรงที่สุดในรอบหนึ่งปีที่ -41.9% YoY ส่วนราคาบ้านใหม่และบ้านมือสองเฉลี่ยใน 70 เมืองหดตัวต่อเนื่องนานเกือบ 4 ปีในเดือนตุลาคมที่ -2.6% และ -5.4% ตามลำดับ ล่าสุด รัฐบาลกำลังพิจารณาออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเร่งแก้ไขวิกฤตในภาคอสังหาฯ เช่น เงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อบ้านใหม่ การเพิ่มเงินคืนภาษีสำหรับผู้กู้ซื้อบ้าน และการลดต้นทุนในการทำธุรกรรมการซื้อบ้าน

    การส่งออกที่อ่อนแรงลงอาจทำให้จีนต้องหันมาพึ่งพาการบริโภคในประเทศมากขึ้น หากการเติบโตของยอดค้าปลีกสูงขึ้นจาก 3.5% YoY ในปี 2567 เป็น 5.5% ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะชดเชยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้ถึง 26% อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นการบริโภคยังเผชิญอุปสรรคและข้อจำกัด อาทิ
    (i) การว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่สูง
    (ii) ความเชื่อมั่นต่อการจ้างงานในระยะข้างหน้าที่ต่ำกว่าก่อนโควิดถึง 45% และ
    (iii) ความมั่งคั่งที่สูญเสียไปจากวิกฤตในภาคอสังหาฯ ปัจจุบัน ภาคอสังหาฯ ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวแต่อย่างใดแม้จีนเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุปสงค์บ้านใหม่มีแนวโน้มชะลอลงในระยะยาวตามโครงสร้างประชากรที่หดตัวลง

    •เศรษฐกิจไทย
    กรอบแผนการคลังระยะปานกลางชี้ไทยเร่งลดความเสี่ยงทางการคลัง ท่ามกลางแรงกดดันด้านอันดับเครดิต

    รัฐบาลเร่งคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลการคลังต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572 การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570–2573 โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณเหลือไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 ลดลงจากขาดดุล 4.4% ในปี 2569 พร้อมยืนยันคงเพดานหนี้สาธารณะไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP นอกจากนี้ ได้มีการปรับหลักเกณฑ์การกำหนดกรอบการคลังให้เข้มงวดชัดเจนขึ้น เช่น (i) การตั้งงบกลางไม่เกิน 3% ของงบประมาณรายจ่าย (ii) การตั้งงบใช้คืนหนี้ไม่ต่ำกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่าย และ (iii) การตั้งงบประมาณผูกพันสูงสุดไม่เกิน 5% ของงบประมาณรายจ่าย เป็นต้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเริ่มเร่งรัดพิจารณากระบวนการจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วางกรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากปีงบฯก่อน และเป็นงบขาดดุล 3.9% ของ GDP

    การกำหนดกรอบวินัยการคลังที่เข้มงวดขึ้นสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการปรับสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่สถาบันจัดอันดับเครดิตสำคัญ 2 แห่งได้ปรับแนวโน้มเครดิต (Outlook) ของไทยลงสู่เชิงลบ (Negative) (เดือนเมษายนและกันยายนที่ผ่านมา) การกำหนดเป้าหมายลดขาดดุลทางการคลังให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 เร็วขึ้นจากการแผนครั้งก่อน รวมถึงการจำกัดงบกลาง งบใช้คืนหนี้ และงบผูกพัน จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการจัดทำงบประมาณ ตลอดจนแสดงความมุ่งมั่นที่จำกัดการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะไม่ให้สูงเกินเพดาน 70% ของ GDP ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดการเงินให้ความสำคัญ นอกจากนี้ การเดินหน้าปรับโครงสร้างรายได้รัฐ ควบคู่กับการควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น จะช่วยเสริมความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติและลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐในระยะกลาง หากสามารถดำเนินนโยบายตามกรอบที่กำหนดได้จริง จะเป็นปัจจัยบวกต่อเสถียรภาพการคลังและอันดับเครดิตของประเทศในอนาคต ล่าสุด กลางเดือนพฤศจิกายน S&P ประกาศยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ และคงแนวโน้มที่ มีเสถียรภาพ (Stable)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/264457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06GeWlXD0oHahPbIvHQ-Qe

  • กาญจนบุรี///สวนไทรโยครีสอร์ท ส่งสุข! จัดใหญ่เทศกาลไฟฤดูหนาว ชวนสัมผัสบรรยากาศโรแมนติกกลางขุนเขาริมแคว | TOPNEWS

    กาญจนบุรีเนรมิตเป็นดินแดนแห่งแสง! สวนไทรโยครีสอร์ท เปิดเทศกาลไฟประจำปีครั้งที่ 4 ให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 มกราคม 2569  ชวนนักท่องเที่ยวชมดาว ฟังดนตรี ชมไฟประดับหมู่บ้านชิราคาวาโกะยามค่ำคืน และดินเนอร์สุดชิลล์ ริมแม่น้ำแคว เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

    วันที่ 13 ธันวาคม 2568 สวนไทรโยครีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี จัดกิจกรรมนำสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมและสัมผัสบรรยากาศภายในงาน “เทศกาลไฟฤดูหนาว สวนไทรโยค ครั้งที่ 4” ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อมอบความสุขและเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีถึงต้นปีใหม่

    คุณเอกฉัตร สุนทรหัทยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนไทรโยค รีสอร์ท จำกัด เผยว่า เทศกาลไฟในครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางความหนาวเย็นของขุนเขาและทัศนียภาพอันงดงามริมแม่น้ำแคว โดยเนรมิตพื้นที่รอบรีสอร์ทให้เต็มไปด้วยสีสันของไฟประดับที่สว่างไสว พร้อมมุมถ่ายภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ

    ซึ่งปีนี้เน้นความอลังการของไฟประดับในธีมที่หลากหลาย อาทิ:ต้นคริสต์มาสยักษ์  เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสอย่างยิ่งใหญ่ ซุ้มไฟเทพนิยาย  ที่สร้างบรรยากาศราวกับหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ ไฟประดับหมู่บ้านชิราคาวาโกะเมืองไทย  ที่จำลองความสวยงามของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นมาไว้ริมแม่น้ำ ไฟประดับสะพานถ้ำกระแซที่เพิ่มมนต์เสน่ห์ให้กับจุดชมวิวประวัติศาสตร์ยามค่ำคืน

    กิจกรรมเทศกาลไฟนี้ไม่เพียงแต่เน้นความสวยงามทางสายตา แต่ยังเติมเต็มประสบการณ์ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย นักท่องเที่ยวสามารถ เดินชมทางรถไฟยามค่ำคืน จิบเครื่องดื่ม พร้อมดินเนอร์ ในบรรยากาศสุดชิลล์ และพิเศษสำหรับทุกวันเสาร์และวันหยุดยาว จะมีการจัดแสดงดนตรีสดเพื่อสร้างความเพลิดเพลินภายใต้แสงดาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1422750&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KiaW_bEcF9wBJsLwMcsbo

  • กาญจนบุรี///สวนไทรโยครีสอร์ท ส่งสุข! จัดใหญ่เทศกาลไฟฤดูหนาว ชวนสัมผัสบรรยากาศโรแมนติกกลางขุนเขาริมแคว | TOPNEWS

    กาญจนบุรีเนรมิตเป็นดินแดนแห่งแสง! สวนไทรโยครีสอร์ท เปิดเทศกาลไฟประจำปีครั้งที่ 4 ให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 มกราคม 2569  ชวนนักท่องเที่ยวชมดาว ฟังดนตรี ชมไฟประดับหมู่บ้านชิราคาวาโกะยามค่ำคืน และดินเนอร์สุดชิลล์ ริมแม่น้ำแคว เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

    วันที่ 13 ธันวาคม 2568 สวนไทรโยครีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี จัดกิจกรรมนำสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมและสัมผัสบรรยากาศภายในงาน “เทศกาลไฟฤดูหนาว สวนไทรโยค ครั้งที่ 4” ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อมอบความสุขและเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีถึงต้นปีใหม่

    คุณเอกฉัตร สุนทรหัทยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนไทรโยค รีสอร์ท จำกัด เผยว่า เทศกาลไฟในครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางความหนาวเย็นของขุนเขาและทัศนียภาพอันงดงามริมแม่น้ำแคว โดยเนรมิตพื้นที่รอบรีสอร์ทให้เต็มไปด้วยสีสันของไฟประดับที่สว่างไสว พร้อมมุมถ่ายภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ

    ซึ่งปีนี้เน้นความอลังการของไฟประดับในธีมที่หลากหลาย อาทิ:ต้นคริสต์มาสยักษ์  เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสอย่างยิ่งใหญ่ ซุ้มไฟเทพนิยาย  ที่สร้างบรรยากาศราวกับหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ ไฟประดับหมู่บ้านชิราคาวาโกะเมืองไทย  ที่จำลองความสวยงามของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นมาไว้ริมแม่น้ำ ไฟประดับสะพานถ้ำกระแซที่เพิ่มมนต์เสน่ห์ให้กับจุดชมวิวประวัติศาสตร์ยามค่ำคืน

    กิจกรรมเทศกาลไฟนี้ไม่เพียงแต่เน้นความสวยงามทางสายตา แต่ยังเติมเต็มประสบการณ์ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย นักท่องเที่ยวสามารถ เดินชมทางรถไฟยามค่ำคืน จิบเครื่องดื่ม พร้อมดินเนอร์ ในบรรยากาศสุดชิลล์ และพิเศษสำหรับทุกวันเสาร์และวันหยุดยาว จะมีการจัดแสดงดนตรีสดเพื่อสร้างความเพลิดเพลินภายใต้แสงดาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1422750&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KiaW_bEcF9wBJsLwMcsbo

  • รัฐบาลโอน เงินเยียวยา น้ำท่วมใต้แล้วกว่า 1 ล้านครัวเรือน เร่งแก้ปัญหากลุ่มโอนไม่สำเร็จ พร้อมย้ำหลักเกณฑ์จ่ายเหมา 9,000 บาท

    รัฐบาลโอน เงินเยียวยา น้ำท่วมใต้แล้วกว่า 1 ล้านครัวเรือน เร่งแก้ปัญหากลุ่มโอนไม่สำเร็จ พร้อมย้ำหลักเกณฑ์จ่ายเหมา 9,000 บาท

    วันนี้ (13 ธันวาคม) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ในพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่า ล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และธนาคารออมสิน ได้ดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนไปแล้วรวม 11 ครั้ง

    ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา, ตรัง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, พัทลุง, ยะลา, สตูล และสุราษฎร์ธานี โดยมียอดรวมผู้ได้รับการช่วยเหลือแล้วจำนวน 1,071,755 ครัวเรือน คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 9,645,795,000 บาท

    สำหรับรายละเอียดการกระจายความช่วยเหลือในรายจังหวัด พบว่าจังหวัดสงขลามีผู้ได้รับเงินเยียวยาสูงสุดจำนวน 334,671 ครัวเรือน โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่มีจำนวนถึง 160,694 ครัวเรือน รองลงมาคือจังหวัดนครศรีธรรมราช 215,055 ครัวเรือน จังหวัดพัทลุง 92,375 ครัวเรือน จังหวัดปัตตานี 86,275 ครัวเรือน จังหวัดนราธิวาส 74,642 ครัวเรือน จังหวัดยะลา 65,918 ครัวเรือน จังหวัดสตูล 25,625 ครัวเรือน จังหวัดตรัง 8,540 ครัวเรือน และจังหวัดสุราษฎร์ธานี 7,960 ครัวเรือน

    อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีกลุ่มเป้าหมายที่โอนเงินไม่สำเร็จอีกจำนวน 17,019 ครัวเรือน เนื่องจากบัญชีธนาคารมีความไม่ปกติและบางส่วนอยู่ระหว่างรอการปรับปรุงข้อมูล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการแก้ไขเพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

    สิริพงศ์ ยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาในครั้งนี้ว่า เป็นการจ่ายแบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยครอบคลุมผู้ประสบภัยใน 4 รูปแบบ ได้แก่

    1. กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วันแต่ทรัพย์สินเสียหาย
    2. กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป
    3. กรณีที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมรอบจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติเกิน 7 วัน
    4. กรณีที่พักอาศัยในอาคารสูงซึ่งน้ำท่วมไม่ถึงห้องพัก แต่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

    ทั้งนี้ เพื่อความรวดเร็วในการรับเงินช่วยเหลือ รัฐบาลขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ให้เร่งติดต่อธนาคารใดก็ได้เพื่อผูกบัญชีพร้อมเพย์ กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน

    โดยประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะและสิทธิการรับเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2568 ได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ https://flood68.disaster.go.th/Dashboard/BoardHelpRegister เพียงระบุหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/government-flood-relief-transfers-9000/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H-rEPWPBMOymgF6Agk22t

  • ผู้ประกอบการเชียงใหม่เฮ! หลังปลดล็อกทดลอง 180 วัน ขยับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เชื่อมั่นกระตุ้นยอดขายปลายปี

    หลังรัฐบาลประกาศใช้บังคับแล้ว มาตรการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ที่ปลดล็อกให้ขายได้ช่วง 14.00-17.00 น. เป็นระยะเวลา 180 วัน ก่อนประเมินผล พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

    ทีมข่าว Spacebar Big City ลงพื้นที่ สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีร้านอาหารให้บริการมากกว่า 10,000 ร้าน ที่อยู่ในกลุ่มสามารถเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. 

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที เปิดเผยว่า เปิดร้านอาหารที่ให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นห้องอาหารที่ติดแอร์ เพื่อให้ความสะดวกสบาย แก่ลูกค้า โดย เฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ที่ลูกค้าจะเลือกจองใช้บริการเป็นหมู่คณะ และจัดเลี้ยงสังสรรค์ แต่ที่ผ่านมากฎหมายงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ส่งผลกระทบกับร้านอาหารโดยตรง เนื่องจากร้านเริ่มเปิด 11.00 น. ถึง 22.00 น. โดยลูกค้าจะเริ่มเข้าร้านอาหารตั้งแต่ร้านเปิด ด้วยเวลาที่จำกัด ก็ส่งผลทำให้ลูกค้าหายไป นอกจากนี้ยังส่งผลกับนักท่องที่ต่างชาติ ไม่เข้าใจในกฎหมาย ก็ทำให้ร้านเสียลูกค้าไปจำนวนมาก 

    “หลังจากที่มีการปลดล็อค เชื่อว่าจะมีลูกค้าจองเข้ามา เป็นหมู่คณะและช่วงนี้ช่วงใกล้สิ้นปี ก็จะมีงานเลี้ยงปีใหม่ภายในร้าน ของลูกค้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราสามารถบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดข้อกฎหมาฎหมาย และเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหลายหลายที่ มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น”

    “กรณีที่รัฐบาลเล็งเห็นเรื่องของการขยายเวลานั่งดื่มต่อได้อีก 1 ชั่วโมง ก็ส่งผลดีกับผู้ประกอบการเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถปิดร้าน แล้วให้ลูกค้าออกได้ทันที เพราะจะต้องมีเวลาช่วงหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะสามารถแจ้งลูกค้า หลังจากหมดเวลาขายก็จะมีเวลาในการเคลียร์ลูกค้าออกจากร้านได้เช่นกัน”

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ด้าน ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่  เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 1 หมื่นร้าน ได้ร่วมกันเรียกร้องให้รัฐแก้ไขนโยบาย ที่เป็นอุปสรรคด้านการท่องเที่ยว 

    ล่าสุดได้มีการปลดล็อค ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. แล้ว ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันสามารถกระตุ้นยอดขายให้กับร้านอาหารที่เปิดช่วงเวลากลางวันได้ 

    “ถือว่าการปลดล็อกนั้นเป็นการช่วยเหลือภาพลักษณ์ของประเทศด้านการท่องเที่ยว ที่จะทำให้น้องเที่ยวเองมีความรู้สึกว่าได้มาท่องเที่ยว ก็มีความอิสระที่จะใช้ชีวิตในช่วงวันหยุด ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ที่เข้ามาพักผ่อน เพราะจะไม่มีระยะเวลาฟันหลอ ในการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้เอง จะกระตุ้นรายได้ให้กับการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารได้มากขึ้น”

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ขณะเดียวกันที่ผู้ประกอบการพยายามคัดค้านก่อนหน้านี้คือ กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568) ที่เริ่มใช้เมื่อ 8 พ.ย.68 กำหนดให้ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านค้าหรือสถานที่ขาย เพื่อการค้า นอกเวลาที่กำหนด (ช่วง 00:00-11:00 น. และ 14:00-17:00 น.) หากฝ่าฝืน ผู้ดื่มที่ “นั่งต่อ” หรือ “นั่งแช่” จะมีความผิด ปรับไม่เกิน 10,000 บาท 

    “โดยกฎหมายเน้นย้ำเรื่องการห้ามดื่ม “หลังเที่ยงคืน” ในร้านทั่วไป แต่ปัจจุบันปรับให้นั่งดื่มได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง หลังจากหมดเวลาขาย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกับผู้ประกอบการเช่นกันเพราะจะได้มีเวลาเคลียร์ลูกค้าออกจากร้าน หากหมดเวลาขายเที่ยงคืน แล้วนั่งดื่มต่อจะปรับเลยนั้น ก็ส่งผลกระทบเพราะไม่สามารถเคลียร์ลูกค้าออกร้านได้ทัน”

    สำหรับที่มาของกฎหมาย ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในเวลา 14.00 น.- 17.00 น. เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาข้าราชการมักนิยมไปนั่งดื่มสุราสังสรรค์และส่งผลกระทบถึงบริการประชาชน แต่กฎหมายนี้ ส่งผลผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในยุคปัจจุบัน 

    ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐบาลของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในการแก้กฎหมายนี้ หลังชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในภาระกิจประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2568 จนนำมาสู่การปลดล็อก ได้ในรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่เป็นการทดลองใช้ไปก่อน 180 วัน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00 – 17.00 น. ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะหนุนเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 1,000 -3,000 ล้านบาท และมูลค่ากว่า 10,000 – 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว สถานบันเทิง และธุรกิจกลางคืน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย เช่น วิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสุราชุมชน เป็นต้น

    ขณะที่ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ประเมินว่า การปลดล็อกเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบันเทิง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่นิยมกินข้าวกลางวันในช่วงบ่าย และนิยมดื่มเบียร์หรือไวน์คู่กับมื้ออาหาร โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือธุรกิจกลางคืนจะได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างมาก เพราะมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านเครื่องดื่มกว่า 80% ของรายจ่ายรวมของมื้ออาหาร

    ด้าน ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เปิดเผยผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00 –14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo03.jpg

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/spirits-chiangmai-entrepreneur&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ucyiwJMM26hm8NUX0BAug

  • ‘ส.อ.ท.’ถกพรรคไทยสร้างไทย เดินหน้าร่วมฟื้นเศรษฐกิจ

    ‘ส.อ.ท.’ถกพรรคไทยสร้างไทย เดินหน้าร่วมฟื้นเศรษฐกิจ


    ‘โภคิน’นำทีมพรรคไทยสร้างไทยแลกเปลี่ยนมุมมองแก้เศรษฐกิจ เสนอไอเดียรัฐสวัสดิการที่ไม่ใช่ประชานิยม ดึง 3 กองทุนอุ้มเอสเอ็มอี  ตั้งป.ป.ช.ภาคประชาชนร่วมสอบทุจริตภาครัฐ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยหลังหารือหลัง ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทย นำโดย ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคฯ เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งต้องใช้พลังอย่างมากในการดึงให้หลุดพ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนนโยบายจากภาครัฐ รัฐบาลจึงประกาศนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และฟื้นภาคท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง

    นอกจากนี้ได้ฝากถึงความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็น 1.มาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2. ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก 3. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ 4. ข้อพิพาทตามแนวชายแดน 5.หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6. การแข็งค่าของเงินบาท 7. ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ 8. ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณที่ไม่สมดุล การทุจริต และกฎหมายล้าสมัย

    ในขณะเดียวกัน ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านแนวทาง 4GO ได้แก่ 1) Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI 2) Go Innovation สร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม 3) Go Global พัฒนาสินค้าและบริการไทยสู่ตลาดต่างประเทศ และ 4) Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนและเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

    ด้านแนวทาง 4GO อยู่ภายใต้นโยบาย ONE FTI ของ ส.อ.ท. ซึ่งมุ่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้ประเทศไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    สำหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่1. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้คะแนนประเมิน IMD ขยับสู่อันดับ TOP 20 จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับ 30  2.  ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระดับ 5%3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 จากเดิมปี 2065

    ทั้งนี้ข้อเสนอเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยถูกแบ่งออกเป็น 8 ด้าน ได้แก่ 1.ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ผ่าน Omnibus Laws, Regulatory Guillotine และผลักดันร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก  2. พัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำตามอำนาจคณะกรรมการไตรภาคี และส่งเสริมค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

    3.บริหารจัดการพลังงาน รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยทบทวนแผนพลังงานชาติ โครงสร้างพลังงาน และลดต้นทุนด้านพลังงาน  4. ส่งเสริมการส่งออก การค้า และการลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้สินค้า Made in Thailand (MiT)

    5.  ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล สนับสนุน Digital Transformation และโจทย์นวัตกรรมเชิงอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ  6. พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนตามแนวคิด BCG & ESG บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เตรียมรับมือมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่

    7.  ส่งเสริมศักยภาพ SME ผลักดันให้เข้าถึงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขยายสิทธิประโยชน์สู่ SME กลุ่ม M พร้อมทั้งมาตรการ Soft Loan และการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ 8. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม ปรับเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์เพื่อสนับสนุนการค้าและการส่งออก

    ด้าน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคฯ ว่า ตนและทีมพรรคไทยสร้างไทยต้องขอขอบคุณคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทุกท่านที่ให้เกียรติพรรคไทยสร้างไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ซึ่งข้อเสนอและแนวทางที่สะท้อนกลับมานั้น สอดคล้องและใกล้เคียงกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศของพรรคฯ ที่จะมาตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศในปัจจุบันและอนาคต

    ทั้งนี้ขอแยกเป็นประเด็น ได้แก่ 1. การเมืองและระบบราชการทุจริต 2. โครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอทั้งระบบ ไม่ว่าเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการ ประกอบกับกฎหมายที่ไม่ได้อำนวยความสะดวก 3.การศึกษาที่ล้าหลัง ที่ยังเป็นระบบท่องจำ 4. ระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน อาทิ สงครามการค้า 5. ภาวะโลกร้อน และโรคระบาด

    อย่างไรก็ดีประเทศไทยมีประชาธิปไตยมาแล้ว 93 ปี สิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยจะมุ่งหน้าขับเคลื่อนประเทศบนโจทย์ความท้าทายที่เผชิญอยู่ในข้างต้น โดยมีเป้าหมายหลักคือ ประชาชนมีความมั่นคง มีคุณภาพ และไม่จน ซึ่งสิ่งที่ตนและคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้วิเคราะห์และเล็งเห็นถึงแนวทางแก้ไขปัญหามาโดยตลอด อาทิ  จัดทำรัฐสวัสดิการ ที่ไม่ใช่ประชานิยม  ปฏิรูปการศึกษา ลดปัญหากู้ยืมเพื่อการศึกษา จบแล้วมีงานทำ ทักษะและประสบการณ์กลายเป็นเรื่องหลัก

    สำหรับทิศทางในการยกระดับการสร้างคนตัวเล็กและเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ ที่ยังคงประสบปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การขาดความรู้ และการขาดช่องทางการตลาด ควรจะต้องมีกองทุนเข้ามาช่วยพัฒนามีด้วยกัน 3 กองทุน ได้แก่ 1.กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี (SME) 2. กองทุนพัฒนาสตาร์ตอัป (Startup) และ 3. กองทุนพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยว

    ส่วนการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่อยากจะขอการสนับสนุนจากทุกคน ตนเห็นว่าควรจะมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ภาคประชาชน ที่มาจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพทั้งหมด เสมือนเป็นสภาปราบคอร์รัปชันภาคประชาชน รวมถึงการให้คะแนนการให้บริการประชาชนจากทุกหน่วยงานรัฐ เพราะตนมองว่าหน่วยงานรัฐเป็นจุดศูนย์รวมประชาชน

    ดร.โภคิน กล่าวแสดงถึงจุดยืนของพรรคฯ ว่า เราขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยมาร่วมกันใช้พลังของทุกท่าน เป็นเทียนคนละเล่มให้เป็นแสงเจิดจ้าทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อขับไล่ความมืดมิดของระบบการเมืองทุจริต ระบบราชการทุจริต และกระบวนการโกหก หลอกลวงทั้งหลายที่ปล้นเงิน ความสุข และพรากความมั่นคงในชีวิตของพวกท่านไป อย่ายอมให้บุคคลใดเอาเงินที่ปล้นไปจากท่านกลับมาซื้อท่านได้ พวกเราต้องตื่นจากการยอมจำนน มาร่วมสร้างสังคมสุจริตเพื่อครอบครัวพี่น้องและส่งต่อสังคมที่งดงามนี้ให้ลูกหลานต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38453&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IuImpO8pVGIN1WJScFMd7

  • ผู้ประกอบการเชียงใหม่เฮ! หลังปลดล็อกทดลอง 180 วัน ขยับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เชื่อมั่นกระตุ้นยอดขายปลายปี

    หลังรัฐบาลประกาศใช้บังคับแล้ว มาตรการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ที่ปลดล็อกให้ขายได้ช่วง 14.00-17.00 น. เป็นระยะเวลา 180 วัน ก่อนประเมินผล พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

    ทีมข่าว Spacebar Big City ลงพื้นที่ สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีร้านอาหารให้บริการมากกว่า 10,000 ร้าน ที่อยู่ในกลุ่มสามารถเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. 

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที เปิดเผยว่า เปิดร้านอาหารที่ให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นห้องอาหารที่ติดแอร์ เพื่อให้ความสะดวกสบาย แก่ลูกค้า โดย เฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ที่ลูกค้าจะเลือกจองใช้บริการเป็นหมู่คณะ และจัดเลี้ยงสังสรรค์ แต่ที่ผ่านมากฎหมายงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ส่งผลกระทบกับร้านอาหารโดยตรง เนื่องจากร้านเริ่มเปิด 11.00 น. ถึง 22.00 น. โดยลูกค้าจะเริ่มเข้าร้านอาหารตั้งแต่ร้านเปิด ด้วยเวลาที่จำกัด ก็ส่งผลทำให้ลูกค้าหายไป นอกจากนี้ยังส่งผลกับนักท่องที่ต่างชาติ ไม่เข้าใจในกฎหมาย ก็ทำให้ร้านเสียลูกค้าไปจำนวนมาก 

    “หลังจากที่มีการปลดล็อค เชื่อว่าจะมีลูกค้าจองเข้ามา เป็นหมู่คณะและช่วงนี้ช่วงใกล้สิ้นปี ก็จะมีงานเลี้ยงปีใหม่ภายในร้าน ของลูกค้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราสามารถบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดข้อกฎหมาฎหมาย และเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหลายหลายที่ มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น”

    “กรณีที่รัฐบาลเล็งเห็นเรื่องของการขยายเวลานั่งดื่มต่อได้อีก 1 ชั่วโมง ก็ส่งผลดีกับผู้ประกอบการเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถปิดร้าน แล้วให้ลูกค้าออกได้ทันที เพราะจะต้องมีเวลาช่วงหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะสามารถแจ้งลูกค้า หลังจากหมดเวลาขายก็จะมีเวลาในการเคลียร์ลูกค้าออกจากร้านได้เช่นกัน”

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ด้าน ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่  เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 1 หมื่นร้าน ได้ร่วมกันเรียกร้องให้รัฐแก้ไขนโยบาย ที่เป็นอุปสรรคด้านการท่องเที่ยว 

    ล่าสุดได้มีการปลดล็อค ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. แล้ว ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันสามารถกระตุ้นยอดขายให้กับร้านอาหารที่เปิดช่วงเวลากลางวันได้ 

    “ถือว่าการปลดล็อกนั้นเป็นการช่วยเหลือภาพลักษณ์ของประเทศด้านการท่องเที่ยว ที่จะทำให้น้องเที่ยวเองมีความรู้สึกว่าได้มาท่องเที่ยว ก็มีความอิสระที่จะใช้ชีวิตในช่วงวันหยุด ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ที่เข้ามาพักผ่อน เพราะจะไม่มีระยะเวลาฟันหลอ ในการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้เอง จะกระตุ้นรายได้ให้กับการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารได้มากขึ้น”

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ขณะเดียวกันที่ผู้ประกอบการพยายามคัดค้านก่อนหน้านี้คือ กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568) ที่เริ่มใช้เมื่อ 8 พ.ย.68 กำหนดให้ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านค้าหรือสถานที่ขาย เพื่อการค้า นอกเวลาที่กำหนด (ช่วง 00:00-11:00 น. และ 14:00-17:00 น.) หากฝ่าฝืน ผู้ดื่มที่ “นั่งต่อ” หรือ “นั่งแช่” จะมีความผิด ปรับไม่เกิน 10,000 บาท 

    “โดยกฎหมายเน้นย้ำเรื่องการห้ามดื่ม “หลังเที่ยงคืน” ในร้านทั่วไป แต่ปัจจุบันปรับให้นั่งดื่มได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง หลังจากหมดเวลาขาย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกับผู้ประกอบการเช่นกันเพราะจะได้มีเวลาเคลียร์ลูกค้าออกจากร้าน หากหมดเวลาขายเที่ยงคืน แล้วนั่งดื่มต่อจะปรับเลยนั้น ก็ส่งผลกระทบเพราะไม่สามารถเคลียร์ลูกค้าออกร้านได้ทัน”

    สำหรับที่มาของกฎหมาย ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในเวลา 14.00 น.- 17.00 น. เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาข้าราชการมักนิยมไปนั่งดื่มสุราสังสรรค์และส่งผลกระทบถึงบริการประชาชน แต่กฎหมายนี้ ส่งผลผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในยุคปัจจุบัน 

    ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐบาลของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในการแก้กฎหมายนี้ หลังชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในภาระกิจประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2568 จนนำมาสู่การปลดล็อก ได้ในรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่เป็นการทดลองใช้ไปก่อน 180 วัน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00 – 17.00 น. ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะหนุนเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 1,000 -3,000 ล้านบาท และมูลค่ากว่า 10,000 – 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว สถานบันเทิง และธุรกิจกลางคืน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย เช่น วิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสุราชุมชน เป็นต้น

    ขณะที่ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ประเมินว่า การปลดล็อกเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบันเทิง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่นิยมกินข้าวกลางวันในช่วงบ่าย และนิยมดื่มเบียร์หรือไวน์คู่กับมื้ออาหาร โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือธุรกิจกลางคืนจะได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างมาก เพราะมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านเครื่องดื่มกว่า 80% ของรายจ่ายรวมของมื้ออาหาร

    ด้าน ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เปิดเผยผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00 –14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo03.jpg

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/spirits-chiangmai-entrepreneur&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ucyiwJMM26hm8NUX0BAug