Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อบจ.อุบลฯ ชวนร่วมกิจกรรมดู ฝนดาวตกเจมินิดส์ ลอดอุโมงค์ข้ามกาลเวลา สัมผัสมนต์เสน่ห์ท้องฟ้าผาแต้มยามค่ำคืน

    อบจ.อุบลฯ ชวนร่วมกิจกรรมดู ฝนดาวตกเจมินิดส์ ลอดอุโมงค์ข้ามกาลเวลา สัมผัสมนต์เสน่ห์ท้องฟ้าผาแต้มยามค่ำคืน

    ภูมิภาค

    อบจ.อุบลฯ ชวนร่วมกิจกรรมดู ฝนดาวตกเจมินิดส์ ลอดอุโมงค์ข้ามกาลเวลา สัมผัสมนต์เสน่ห์ท้องฟ้าผาแต้มยามค่ำคืน

    วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของ ปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” ประจำปี 2568 ในวันที่ 14–15 ธันวาคม 2568 ณ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม หนึ่งในเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดของไทย จุดชมดูปรากฏการณ์ฝนดาวตกที่สวยที่สุด 
         
    นายกานต์ กัลป์ตินันท์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า อบจ.อุบลราชธานี ร่วมกับอุทยานแห่งชาติผาแต้ม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอุบลราชธานี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และอุทยานธรณีอุบลราชธานี ได้ร่วมกันจัด โครงการส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้กิจกรรม “ดูปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ ประจำปี 2568” เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ของจังหวัด สร้างการเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ที่เข้าถึงง่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมในพื้นที่

    กิจกรรมภายในงานจัดเต็มทั้งความสนุกและความรู้ อาทิ ท้องฟ้าจำลอง  เพ้นท์หน้าสีเรืองแสง  วาดภาพด้วยแสง (Light Painting) การบรรยายเรื่องดาวและเทคนิคการถ่ายภาพท้องฟ้า  คาราวานกล้องโทรทัศน์  กิจกรรม “โต้ลมห่มหนาว ชมดาวเจมินิดส์” ลอดอุโมงค์ข้ามกาลเวลา ชมภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ยามค่ำคืนที่ผาแต้ม

    ถือเป็นโอกาสพิเศษที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมแสงระยิบระยับของฝนดาวตกพักผ่อนท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและดื่มด่ำกับบรรยากาศริมผาแห่งหนึ่งในแลนด์มาร์กที่งดงามที่สุดของอีสานใต้
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/458470&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hI-4v9jQkiD1XyQcB-NE4

  • หมู่บ้านรักไทย ยังเป็นแม่เหล็กดึง นทท.ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    หมู่บ้านรักไทย ยังเป็นแม่เหล็กดึง นทท.ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    หมู่บ้านรักไทยจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังเป็นแม่เหล็กใหญ่เนื้อหอมแน่น ไปด้วยนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    หมู่บ้านรักไทย หมู่ที่ 6 ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังเนื้อหอมเป็นแม่เหล็กใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวชมสัมผัสบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติก และดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงามในรูปแบบของชนชาติพันธ์ุแบบจีนยูนนานในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประเทศไทย

    เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายภานุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า หมู่บ้านรักไทย ยังเป็นแม่เหล็กใหญ่ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวได้เป็นอย่างดี และบางคณะก็นอนพักที่หมู่บ้านรักไทยนี้ถึงสองคืน ซึ่งทางสมาคม ได้มอบใบประกาศนียบัตรผู้พิชิต 4088 โค้งให้

    จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเรามีสถานที่ท่องเที่ยวทุกอำเภอ เช่น อำเภอสบเมยแหล่งท่องเที่ยวดังก็คือ ทะเลหมอกสองแผ่นดินหรือ กลอเซโล และทะเลหมอกดอยพุ่ยโค ที่ขึ้นชื่อและดังมา 3-4 ปีนี้ แม่สะเรียงสายใต้ก็มีที่พัก เกิดขึ้นเยอะใกล้แม่น้ำยวม และแหล่งบันเทิงนั่งชิวๆ อำเภอแม่ลาน้อย มีแหล่งท่องเที่ยวเป็นถ้ำแก้วโกมล และชุมชนท่องเที่ยวบ้าน ละอุป หมู่บ้านเครื่องเงิน และกาแฟ ที่ขึ้นชื่อ อำเภอขุนยวม ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ทหารญี่ปุ่น อำเภปางมะผ้า มีชุมชนท่องเที่ยวเผ่ามูเซอร์หรือ ลาหู่ บ้านจ่าโบ่ และถ้ำ ลอด ถ้ำแม่ละนา หมู่บ้านห้วยเหี๊ยะ อำเภอปาย ก็มีทะเลหมอกหยุนไหลยามเช้า และ ปายแคนย่อนยามพระอาทิตย์ตกดิน ถนนคนเดินปาย

    ส่วนอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ก็มีแหล่งจุดชมทะเลหมอก บนวัดพระธาตุดอยกองมู และดอยสันฟ้า ถนนคนเดินที่บริเวณหนองจองคำ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร 089-262-8545

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/maehongson/3844630/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kYYi0eKjr-WItYt2ZLTMX

  • เทศบาลเมืองน่าน เมืองแห่งการอยู่อาศัย การท่อ

    เทศบาลเมืองน่าน เมืองแห่งการอยู่อาศัย การท่อ

    วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร
    นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน นำคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองน่าน พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาลเมืองน่าน และผู้นำชุมชน เข้าร่วมงาน มหกรรมอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 9 ภายในงาน Thailand Friendly Design & Tourism for All Expo 2025
    ในการนี้ เทศบาลเมืองน่านได้ร่วมกิจกรรมประกาศเจตนารมณ์และเวทีเสวนา ร่วมกับผู้แทนจากเทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลเมืองยโสธร เทศบาลตำบลเชียงกลาง และ รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ หัวหน้าหน่วยวิจัยและออกแบบเพื่อคนทั้งมวล คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    โดยร่วมเสวนาในหัวข้อ
    “บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์ ขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม รองรับสังคมผู้สูงวัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล”
    การเข้าร่วมงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเทศบาลเมืองน่านในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี รองรับสังคมผู้สูงวัย และยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นเมืองอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวลอย่างแท้จริง

    #

    กัลยา สองเมืองแก่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.talknewsonline.com/15791/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_s4WSg-ZBMxPlEfi5dPH1

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ-เปิดงาน! ‘เทศกาลกินปลาทู’ ชูความอร่อยเมนูเด็ดเมืองแม่กลอง

    รมว.ท่องเที่ยวฯ-เปิดงาน! ‘เทศกาลกินปลาทู’ ชูความอร่อยเมนูเด็ดเมืองแม่กลอง

    รมว.ท่องเที่ยวฯ-เปิดงาน! ‘เทศกาลกินปลาทู’ ชูความอร่อยเมนูเด็ดเมืองแม่กลอง

    วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

    ปลาทูแม่กลองครองเมือง!  รมว.ท่องเที่ยวฯ เปิดงาน ‘เทศกาลกินปลาทู ครั้งที่ 27’ ชูความอร่อยกว่า 50 เมนูเด็ด ภายใต้แนวคิด ‘กินปลาทูแล้วอายุยืนหมื่นปี’

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน ‘เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง’ ครั้งที่ 27 ที่จัดขึ้นโดยหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม โดยมี นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และ นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม ให้การต้อนรับ

    งานเทศกาลปลาทูและของดีเมืองแม่กลองในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-21 ธันวาคม 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม โดยใช้ชื่อตอนที่น่าสนใจว่า ‘กินปลาทูแล้วอายุยืนหมื่นปี’

    ภายในงานได้รวบรวมแม่ครัวฝีมือดีจากร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดสมุทรสงครามจำนวน 7 ร้าน มาปรุงเมนูจากปลาทูกว่า 50 เมนู ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลองความอร่อย เช่น ปลาทูต้มมะดัน, ปลาทูนึ่งมะนาว, ผัดฉ่าปลาทู, ปลาทูฉู่ฉี่, ปลาทูตาเตี๊ยะ, ขนมจีบปลาทู, แฮ่กึ้นปลาทู, แหนมเนืองปลาทูแม่กลอง, เบอร์เกอร์ปลาทู, และเมนูที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง ห่อหมกปลาทูใส่ลูกมะพร้าวน้ำหอม จากวัดอินทาราม

    ทางหอการค้าฯ ได้คัดปลาทูตัวโตๆ คุณภาพดี ขนาด 10-12 ตัวต่อกิโลกรัม จำนวนประมาณ 8 หมื่นตัว มาจำหน่ายในราคาปรุงสำเร็จตัวละ 25 บาท โดยเปิดครัวให้บริการตั้งแต่ 07.00 ถึง 21.00 น.

    นอกจากปลาทูแล้ว ภายในงานยังมีการแสดงบนเวทีมากมาย และการจำหน่ายสินค้าของดีเมืองแม่กลอง ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป, มะพร้าวน้ำหอม, น้ำตาลมะพร้าว, ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่, และสินค้าโอทอปอื่นๆ อีกด้วย ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมงานได้ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม งานมีไปจนถึงวันที่ 21 ธันวาคมนี้

    //////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    เตรียมจัดใหญ่ ‘งานของดีเมืองแม่กลอง-ตะวันรอน-ที่ดอนหอยหลอด’

    เอาใจสายกินผลไม้! ‘บุพเฟต์ลิ้นจี่’ พร้อมอาหารคาวหวานเกือบ 10 เมนู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/934435&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gLHCHhfbp5mkw-JpYXHoY

  • BC ชี้ Q4/68 ทิศทางดี รับดีมานด์ท่องเที่ยวพุ่ง

    BC ชี้ Q4/68 ทิศทางดี รับดีมานด์ท่องเที่ยวพุ่ง

    วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.19 น.

    Tag :

    นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC เผยถึงทิศทางการเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 4/2568 ยังคงสดใส มองเห็นการเติบโตต่อเนื่องจากดีมานด์การท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยโรงแรมที่อยู่ในพอร์ตของ BC ยังคงมีอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) และรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) อยู่ในระดับแข็งแกร่ง สะท้อนความต้องการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวมาทุกเซกเมนต์

    ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ยังเคลื่อนไหวในเชิงบวก โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัว หนุนดีมานด์โรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลัก 

    โดยเฉพาะโรงแรมโนโวเทล เชียงใหม่ นิมมาน เจอร์นี่ย์ฮับ และ โรงแรมไอบิส เชียงใหม่ นิมมาน เจอร์นี่ย์ฮับ ซึ่งมีรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) โดยรวมดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)  รับช่วงพีคไฮซีซั่นของภาคเหนือ โดยยอดจองห้องพักในไตรมาส 4 คึกคักยาวต่อเนื่องถึงปี 2569 

    สำหรับโครงสร้างธุรกิจ BC ยังคงขับเคลื่อนด้วยโมเดล “Build–Operate–Sale” (BOS) ซึ่งเป็นแกนสำคัญในการสร้างการเติบโตผ่านความเชี่ยวชาญของทีมบริหารตั้งแต่การวางแผนพัฒนาโครงการ การบริหารโรงแรมแบบมืออาชีพ ไปจนถึงการบริหารสินทรัพย์ ทำให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และโรงแรมได้ต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้ายกระดับบทบาทในฐานะ TPO มากขึ้น ด้วยการรับบริหารโรงแรมจากพันธมิตรภายนอก ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนรายได้บริหารที่มีความสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยลดความผันผวนของรายได้ตามฤดูกาล และสอดรับกลยุทธ์ Asset-Light 

    ไตรมาส 4 ถือเป็นช่วงที่ผลลัพธ์จากการวางรากฐานธุรกิจตลอดปีเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งในส่วนของการขยายบทบาทการเป็น TPO และความร่วมมือกับเครือโรงแรมระดับสากลที่ช่วยเสริมศักยภาพด้านการบริหารโรงแรมให้เติบโตตามโมเดล Asset-Light เรามั่นใจว่าพอร์ตโรงแรมที่อยู่ภายใต้การบริหาร รวมถึงโครงการใหม่ในไตรมาสนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีแข็งแกร่ง และเป็นฐานการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว” นายปรับชะรันซิงห์กล่าวปิดท้าย

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/934433&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jatroyS5f-pbE4cIR_dJJ

  • ผู้ประกอบการเชียงใหม่เฮ! หลังปลดล็อกทดลอง 180 วัน ขยับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เชื่อมั่นกระตุ้นยอดขายปลายปี

    หลังรัฐบาลประกาศใช้บังคับแล้ว มาตรการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ที่ปลดล็อกให้ขายได้ช่วง 14.00-17.00 น. เป็นระยะเวลา 180 วัน ก่อนประเมินผล พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

    ทีมข่าว Spacebar Big City ลงพื้นที่ สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีร้านอาหารให้บริการมากกว่า 10,000 ร้าน ที่อยู่ในกลุ่มสามารถเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. 

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที เปิดเผยว่า เปิดร้านอาหารที่ให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นห้องอาหารที่ติดแอร์ เพื่อให้ความสะดวกสบาย แก่ลูกค้า โดย เฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ที่ลูกค้าจะเลือกจองใช้บริการเป็นหมู่คณะ และจัดเลี้ยงสังสรรค์ แต่ที่ผ่านมากฎหมายงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ส่งผลกระทบกับร้านอาหารโดยตรง เนื่องจากร้านเริ่มเปิด 11.00 น. ถึง 22.00 น. โดยลูกค้าจะเริ่มเข้าร้านอาหารตั้งแต่ร้านเปิด ด้วยเวลาที่จำกัด ก็ส่งผลทำให้ลูกค้าหายไป นอกจากนี้ยังส่งผลกับนักท่องที่ต่างชาติ ไม่เข้าใจในกฎหมาย ก็ทำให้ร้านเสียลูกค้าไปจำนวนมาก 

    “หลังจากที่มีการปลดล็อค เชื่อว่าจะมีลูกค้าจองเข้ามา เป็นหมู่คณะและช่วงนี้ช่วงใกล้สิ้นปี ก็จะมีงานเลี้ยงปีใหม่ภายในร้าน ของลูกค้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราสามารถบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดข้อกฎหมาฎหมาย และเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหลายหลายที่ มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น”

    “กรณีที่รัฐบาลเล็งเห็นเรื่องของการขยายเวลานั่งดื่มต่อได้อีก 1 ชั่วโมง ก็ส่งผลดีกับผู้ประกอบการเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถปิดร้าน แล้วให้ลูกค้าออกได้ทันที เพราะจะต้องมีเวลาช่วงหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะสามารถแจ้งลูกค้า หลังจากหมดเวลาขายก็จะมีเวลาในการเคลียร์ลูกค้าออกจากร้านได้เช่นกัน”

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ด้าน ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่  เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 1 หมื่นร้าน ได้ร่วมกันเรียกร้องให้รัฐแก้ไขนโยบาย ที่เป็นอุปสรรคด้านการท่องเที่ยว 

    ล่าสุดได้มีการปลดล็อค ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. แล้ว ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันสามารถกระตุ้นยอดขายให้กับร้านอาหารที่เปิดช่วงเวลากลางวันได้ 

    “ถือว่าการปลดล็อกนั้นเป็นการช่วยเหลือภาพลักษณ์ของประเทศด้านการท่องเที่ยว ที่จะทำให้น้องเที่ยวเองมีความรู้สึกว่าได้มาท่องเที่ยว ก็มีความอิสระที่จะใช้ชีวิตในช่วงวันหยุด ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ที่เข้ามาพักผ่อน เพราะจะไม่มีระยะเวลาฟันหลอ ในการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้เอง จะกระตุ้นรายได้ให้กับการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารได้มากขึ้น”

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ขณะเดียวกันที่ผู้ประกอบการพยายามคัดค้านก่อนหน้านี้คือ กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568) ที่เริ่มใช้เมื่อ 8 พ.ย.68 กำหนดให้ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านค้าหรือสถานที่ขาย เพื่อการค้า นอกเวลาที่กำหนด (ช่วง 00:00-11:00 น. และ 14:00-17:00 น.) หากฝ่าฝืน ผู้ดื่มที่ “นั่งต่อ” หรือ “นั่งแช่” จะมีความผิด ปรับไม่เกิน 10,000 บาท 

    “โดยกฎหมายเน้นย้ำเรื่องการห้ามดื่ม “หลังเที่ยงคืน” ในร้านทั่วไป แต่ปัจจุบันปรับให้นั่งดื่มได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง หลังจากหมดเวลาขาย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกับผู้ประกอบการเช่นกันเพราะจะได้มีเวลาเคลียร์ลูกค้าออกจากร้าน หากหมดเวลาขายเที่ยงคืน แล้วนั่งดื่มต่อจะปรับเลยนั้น ก็ส่งผลกระทบเพราะไม่สามารถเคลียร์ลูกค้าออกร้านได้ทัน”

    สำหรับที่มาของกฎหมาย ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในเวลา 14.00 น.- 17.00 น. เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาข้าราชการมักนิยมไปนั่งดื่มสุราสังสรรค์และส่งผลกระทบถึงบริการประชาชน แต่กฎหมายนี้ ส่งผลผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในยุคปัจจุบัน 

    ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐบาลของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในการแก้กฎหมายนี้ หลังชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในภาระกิจประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2568 จนนำมาสู่การปลดล็อก ได้ในรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่เป็นการทดลองใช้ไปก่อน 180 วัน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00 – 17.00 น. ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะหนุนเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 1,000 -3,000 ล้านบาท และมูลค่ากว่า 10,000 – 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว สถานบันเทิง และธุรกิจกลางคืน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย เช่น วิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสุราชุมชน เป็นต้น

    ขณะที่ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ประเมินว่า การปลดล็อกเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบันเทิง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่นิยมกินข้าวกลางวันในช่วงบ่าย และนิยมดื่มเบียร์หรือไวน์คู่กับมื้ออาหาร โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือธุรกิจกลางคืนจะได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างมาก เพราะมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านเครื่องดื่มกว่า 80% ของรายจ่ายรวมของมื้ออาหาร

    ด้าน ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เปิดเผยผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00 –14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo03.jpg

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/spirits-chiangmai-entrepreneur&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ucyiwJMM26hm8NUX0BAug

  • NT เปิดตัวบริการ NT nexConnect อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ OneWeb

    NT เปิดตัวบริการ NT nexConnect อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ OneWeb

    วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.38 น.

    NT เปิดตัวบริการ NT nexConnect อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ OneWeb

    ตั้งเป้าดัน NT Satellite Solutions ก้าวทันอุตสาหกรรมดาวเทียมและอวกาศ

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT จัดงาน “NT SATCOM…Connect to the NEXT” เปิดตัวบริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ “NT nexConnect” มิติใหม่สำหรับบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำด้วยโครงข่าย OneWeb หวังเปิดทางขยายธุรกิจอวกาศ ย้ำศักยภาพดาวเทียม LEO เสริมความแข็งแกร่งโครงข่ายโทรคมนาคมพื้นฐานของประเทศไทย พร้อมเปิดให้เยี่ยมชมสถานีเชื่อมโยมโครงข่าย Satellite Network Portal (SNP) Gateway ณ สถานีดาวเทียมสิรินธร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568   

    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่   บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยถึงการขยายธุรกิจด้านดาวเทียมของ NT ว่า  ปัจจุบัน NT เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญของผู้ให้บริการดาวเทียมระดับโลกอย่าง Eutelsat OneWeb จากการให้บริการสถานีเชื่อมโยงโครงข่ายหรือ Satellite Network Portal (SNP) Gateway สำหรับดาวเทียมวงโคจรต่ำ LEO (Low Earth Orbit) ของ OneWeb ณ สถานีดาวเทียมสิรินธร จ.อุบลราชธานี โดยรองรับการเชื่อมโยงสัญญาณจากโครงข่ายดาวเทียมกว่า 600 ดวง มายังผู้ใช้บริการในประเทศไทย กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และบางส่วนของประเทศอินโดนีเซีย รวมทั้งเป็นผู้แทนจัดจำหน่ายรายเดียวอย่างเป็นทางการจาก Eutelsat OneWeb สำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำในประเทศไทย

    ล่าสุด NT เปิดให้บริการ “NT nexConnect” อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมครั้งแรกของ EUTELSAT OneWeb ในประเทศไทย ซึ่งจะยกระดับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของประเทศไทยได้อย่างครอบคลุมและมีเสถียรภาพทั่วประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกลและน่านน้ำมหาสมุทร ที่ไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการของโครงข่ายภาคพื้นดิน อีกทั้งเป็นการต่อยอดธุรกิจสำหรับกลุ่มธุรกิจดาวเทียมหรือ NT Satellite Solutions  

    บริการบรอดแบนด์ NT nexConnect คือทางเลือกของการใช้งานอินเทอร์เน็ตประสิทธิภาพสูง ผ่านโครงข่ายเทคโนโลยีที่ทันสมัยของดาวเทียมวงโคจรต่ำ Eutelsat OneWeb ซึ่งมีความเร็วการเชื่อมต่อสูงกว่าดาวเทียมวงโคจรประจำที่ (GEO)   ปัจจุบัน NT nexConnect เริ่มเปิดให้บริการแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตความเร็วตั้งแต่ 10/2 Mbps จนถึง 100/20 Mbps รองรับการเชื่อมต่อกับระบบที่ต้องการความเร็วสูงแบบ Real-time ในการรับ-ส่งข้อมูล อาทิเช่น โครงข่าย IoT และอุปกรณ์ปลายทางที่มีความต้องการใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลาย   ด้วยรูปแบบการเชื่อมต่อทั้งบนภาคพื้นดินทั้งแบบประจำที่ (Fixed Land) แบบเคลื่อนที่ (Land Mobility) และแบบการใช้งานในภาคพื้นมหาสมุทร (Maritime) สามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายอุตสาหกรรมเฉพาะทาง เช่น ภาคพลังงาน ภาคการผลิต อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการเดินเรือ การขนส่ง การเกษตร รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ฯลฯ ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบนภาคพื้นดิน หรือการสื่อสารในช่วงเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ 

    ทั้งนี้ NT nexConnect ให้บริการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม LEO ครอบคลุมในทุกพื้นที่ที่ระบบสื่อสารพื้นฐานเข้าไม่ถึงและพื้นที่จุดอับสัญญาณ  จึงช่วยเสริมศักยภาพการให้บริการอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย โดยขยายการเข้าถึงบริการ 5G และบรอดแบนด์เพิ่มเติมจากบริการผ่านสายไฟเบอร์ออปติก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ช่วยเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล  พร้อมทั้งเสริมสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของประเทศให้สามารถครอบคลุมการติดต่อสื่อสารทั้งภาคพื้นดินและมหาสมุทรได้อย่างไร้รอยต่อ รองรับความต้องการผู้ใช้งานทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    พันเอก สรรพชัยย์ กล่าวต่อไปว่า บริการ NT nexConnect นับเป็นก้าวใหม่ในธุรกิจบรอดแบนด์ความเร็วสูงของไทย ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในกลุ่มเป้าหมายผู้นำด้านเทคโนโลยี (Early Adopter) ทั้งกลุ่มประชาชนและธุรกิจ  โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูงต้องการเสถียรภาพการเชื่อมโยงเครือข่ายภายในองค์กร และการให้บริการแบบ End to End Service ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง NT มีความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับบริการอย่างครบวงจร  โดยคาดว่าตลาดปัจจุบันอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ผลิตภัณฑ์และจะเข้าสู่ช่วงการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว  ทั้งนี้ รายงานจาก Gartner,Inc. ได้คาดการณ์ความต้องการใช้งานบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียม LEO  ในปี 2569 จะสร้างมูลค่ารวมทั่วโลกสูงถึง 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 24.5% จากปี 2568 และจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ารวดเร็วคาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีผู้ให้บริการดาวเทียม LEO เพิ่มมากกว่า 20 ราย และดาวเทียมจำนวนมากกว่า 40,000 ดวง  ซึ่งเป็นแนวโน้มทิศทางสำหรับการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจ NT Satellite Solutions 

    นอกจากนี้ NT เชื่อมั่นในความสามารถของเทคโนโลยีดาวเทียมวงโคจรต่ำในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในภูมิภาคสำคัญทั่วโลกอย่างไร้รอยต่อ จะเกิดประโยชน์ต่อภาพรวมในการเสริมความมั่นคงให้โครงสร้างโทรคมนาคมพื้นฐานของไทยให้สามารถครอบคลุมอย่างมีเสถียรภาพในทุกพื้นที่รวมถึงภูมิภาคอาเซียน  อันเป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนยุทธศาสตร์รัฐบาลในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล  รวมถึงเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการสื่อสารผ่านดาวเทียมในภูมิภาคในอนาคต 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/458480&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b597mlTanVPFmfxDxGXQY

  • วอนรัฐบาลสานต่อ “คนละครึ่งพลัส” อย่าหยุดชะงัก อย่ามองเป็นเกมการเมือง

    วอนรัฐบาลสานต่อ “คนละครึ่งพลัส” อย่าหยุดชะงัก อย่ามองเป็นเกมการเมือง

    วอนรัฐบาลสานต่อ

    วอนรัฐบาลสานต่อ “คนละครึ่งพลัส” อย่าหยุดชะงัก อย่ามองเป็นเกมการเมือง

    13 ธ.ค. 2568 นายสรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮเทล ประเทศไทย เปิดเผยว่า อยากให้โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ออกมาตามกำหนด เพราะจากสถานการณ์สภาพเศรษฐกิจและบ้านเมือง ณ เวลานี้ยังอยู่ในห้วงเวลาเปราะปางอยู่ 
     

    จากเฟสที่หนึ่งได้พิสูจน์และยอมรับจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจากหน่วยงานรัฐภาครัฐและศูนย์วิจัยต่างๆว่า สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี รวมถึงช่วยประคองค่าใช้จ่ายครัวเรือนของประชาชนทั่วไปได้อีกทาง ที่สำคัญสามารถกระตุ้นยอดขายร้านอาหารและประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดได้ดีกว่าเมืองหลักด้วยซ้ำ จากผลลัพธ์และสถิติของแอปพลิเคชั่นดิลิเวอร์รี่ที่ออกมาเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ระบุชัดเจนว่า ร้านอาหารในต่างจังหวัดและตามตลาดสามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 4 เท่า 

    นายสรเทพ เรียกร้องพรรคการเมืองต่างๆ อย่ามองเป็นเรื่องการเมือง แต่ขอให้มองเป็นภาคเศรษฐกิจรวมของประเทศ รวมถึงภาคประชาชนเป็นหลักมากว่า เพราะในระหว่างรอการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีช่วงเวลา 2 เดือนของต้นปี 2569 ซึ่งยังจำเป็นต้องเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน รวมไปถึงการกระตุ้นดูแลเศรษฐกิจรากหญ้าที่เป็นหนึ่งในกลไกหลักของการหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจของประเทศ และยังสามารถช่วยหนุนส่งไปยังภาคเกษตรและภาคแรงงานในห่วงโซ่ของร้านอาหารได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่อยากให้เกิดภาวะเครื่องยนต์กระตุกหยุดกระทันหันในไตรมาสแรกของปี

    วอนรัฐบาลสานต่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/611073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mTaeD9xlHLWmFlD0VAsZ0

  • นกปรอดหัวโขน หลุดจากสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เพาะเลี้ยงได้แต่มีเงื่อนไข

    นกปรอดหัวโขน หลุดจากสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เพาะเลี้ยงได้แต่มีเงื่อนไข

    12 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามีมติ เห็นชอบให้ถอดชื่อ “นกปรอดหัวโขน” หรือ “นกกรงหัวจุก” ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนาประเทศ

    การปลดครั้งนี้ มีวาระสำคัญคือสถานภาพทางกฎหมายของนกปรอดหัวโขน เน้นสร้างสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกต่อประชาชนและการสงวนและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

    นกปรอดหัวโขน หลุดจากสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เพาะเลี้ยงได้แต่มีเงื่อนไข

    นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ เผยว่า ผลการสำรวจประชากรนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติมีการกระจายตัวสูงทั่วประเทศ โดยประเมินจำนวนประชากรในธรรมชาติมากกว่า 44,421 ตัว และพบการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติสูงถึง ร้อยละ 51 ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าสถานภาพนกมีปริมาณเพียงพอต่อการดำรงเผ่าพันธุ์ธรรมชาติ

    นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

    การถอนชื่อนกปรอดหัวโขนออกจากสัตว์ป่าคุ้มครองครั้งนี้ มุ่งหวังว่าจะช่วยลดแรงจูงใจในการล่านกจากธรรมชาติ ส่งเสริมให้การเพาะเลี้ยงมีความคล่องตัว อีกทั้งยังสนับสนุนให้เกิดรายได้แก่ผู้เพาะเลี้ยง พัฒนาไปสู่สัตว์เศรษฐกิจในอนาคต

    แต่การปลดครั้งนี้ มีเงื่อนไข กรมอุทยานฯได้กำหนดมาตรการรองรับที่เข้มงวด เน้นย้ำว่า การล่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย กรมอุทยานฯจะเพิ่มกำลังพลในการลาดตระเวน เฝ้าระวัง และปราบปรามการลักลอบล่า หากตรวจพบความเสี่ยงต่อการลดลงของจำนวนประชากรนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติ ก็จะมีการนำมาพิจารณาในคณะกรรมการฯ เพื่อบรรจุกลับเข้ามาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอีกครั้ง

    Cr.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

    สำหรับผู้เพาะเลี้ยง ต้องจัดทำมาตรฐานกรงเลี้ยงที่ปลอดภัย มีการขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะพันธุ์แบบสมัครใจ และจัดทำเครื่องหมายประจำตัวนกให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้แยกแยะได้ระหว่างนกเลี้ยงกับนกในธรรมชาติ

    แต่ในทางกลับกัน ด้านองค์กรเครือข่ายนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยระบุว่า มาตรการและกลไกควบคุมปัจจุบันยังมีช่องว่างสำคัญ ซึ่งอาจทำให้ประชากรนกลดลงจนถึงขั้นสูญพันธุ์ได้

    แม้ว่ากรมอุทยานฯจะตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษา ทั้งด้านประชากร การล่า การควบคุมการเพาะเลี้ยง แต่มองว่าข้อมูลที่ได้ยังไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของประชากรนกในธรรมชาติได้ โดยเฉพาะนกปรอดหัวโขนที่ถูกจัดในกลุ่ม สัตว์มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ตามการประเมินของสผ.

    นกปรอดหัวโขน หลุดจากสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เพาะเลี้ยงได้แต่มีเงื่อนไข

    รายงานการสำรวจพบว่า นกส่วนใหญ่ที่กระจายตัวอยู่นอกเขตอนุรักษ์ เช่น ชายป่าและพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ตกเป็นเป้าล่าได้ง่าย อีกทั้งตลากยังต้องการ เพราะ “นกป่าเสียงดี” มากกว่านกเลี้ยง จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกจับจากธรรมชาติมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อไม่สถานะคุ้มครองทางกฎหมาย

    นอกจากนี้ การปลดอาจทำให้ให้ไทยกลายเป็นเส้นทางการค้านกในภูมิภาค เพราะมีข้อมูลลักลอบนำนกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอยู่แล้ว ซึ่งก็ส่งผลให้นกจากต่างประเทศปะปนเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น สร้างภาพลักษณ์ด้านลบ เช่นเดียวกับกรณีงาช้างในอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/environment/861104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gAjxn0CCA-gfkewcCpvGg

  • จีนเผยผลผลิต “ธัญพืช” ทะลุ 714 ล้านตันในปี 2025

    จีนเผยผลผลิต “ธัญพืช” ทะลุ 714 ล้านตันในปี 2025

    ปักกิ่ง, 12 ธ.ค. (ซินหัว) — วันศุกร์ (12 ธ.ค.) สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานปริมาณผลผลิตธัญพืชทั้งหมดของประเทศในปี 2025 สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 714.88 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์นี้เป็นผลจากพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่เพิ่มขึ้น

    พื้นที่เพาะปลูกธัญพืชของจีนขยายตัวติดต่อกันเป็นปีที่ 6 จนสูงเกิน 119 ล้านเฮกตาร์ (ราว 744 ล้านไร่) ในปี 2025 ส่วนผลผลิตธัญพืชต่อหน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 จากปีก่อนหน้า โดยมีมาตรการต่างๆ เช่น เสริมสร้างการคุ้มครองและคุณภาพของที่ดินทำกิน ปรับโครงสร้างการเพาะปลูก และส่งเสริมการฟื้นฟูที่ดินทำกินรกร้างเป็นปัจจัยเกื้อหนุน

    การเก็บเกี่ยวธัญพืชที่อุดมสมบูณ์ของจีนวางรากฐานมั่นคงแก่การเร่งสร้างความทันสมัยทางการเกษตรและชนบท รวมถึงเดินหน้าการฟื้นฟูชนบทอย่างรอบด้าน โดยความสำเร็จเหล่านี้เกื้อหนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจจีนและส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง ตลอดจนมีส่วนส่งเสริมการรักษาเสถียรภาพของตลาดธัญพืชระหว่างประเทศและความมั่นคงทางอาหารของโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/293/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XN-W8c9xu7j2jeGrflvZB