Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทำได้แค่ไหน? เมื่อไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ต้องปฏิรูปใหญ่-แก้ปัญหาสินบน

    ทำได้แค่ไหน? เมื่อไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ต้องปฏิรูปใหญ่-แก้ปัญหาสินบน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-sR5bOn0AT9jYys6oYtFf

  • บสย. เร่งเครื่องยกระดับ “กลไกค้ำประกันสินเชื่อ” พลิกโฉมการช่วยเหลือ SMEs  ชูมาตรการค้ำประกัน Quick Big Win 50,000 ล้านบาท ปลุกเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บสย. เร่งเครื่องยกระดับ “กลไกค้ำประกันสินเชื่อ” พลิกโฉมการช่วยเหลือ SMEs  ชูมาตรการค้ำประกัน Quick Big Win 50,000 ล้านบาท ปลุกเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บสย. เดินหน้ายกระดับ “กลไกค้ำประกันสินเชื่อ” สู่กลไกค้ำประกันหลักเชื่อมโยงเงินทุนและโอกาสให้ SMEs เปิดยอดค้ำประกัน 11 เดือน 35,781 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ 45,337 ราย ชูมาตรการใหม่ “ค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win” 5 หมื่นล้านบาท เติมสภาพคล่องเร่งด่วน พร้อมประกาศทิศทางปี 2569 มุ่งพลิกโฉมการช่วยเหลือ SMEs ทุกมิติ

    ผลงาน 11 เดือน ประสบความสำเร็จ “ค้ำประกัน-แก้หนี้”

    นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน 11 เดือน ปี 2568 (ม.ค. – พ.ย.) บสย. มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 35,781 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อ ดำเนินการโดย บสย. 51% และ โครงการตามมาตรการรัฐ 49% ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 46,635 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น 45,337 ราย สามารถรักษาการจ้างงาน 467,249 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันได้มากกว่า 147,776 ล้านบาท

    ปีนี้ บสย. ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ ที่มีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อ ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น พบว่า 85% เป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SMEs) และสามารถช่วยกลุ่มที่ไม่เคยใช้บริการ บสย. (ลูกค้าใหม่) เข้าถึงสินเชื่อ เป็นสัดส่วนถึง 70% ของจำนวน SMEs ที่ บสย. ค้ำประกันตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา

    สำหรับโครงการตามมาตรการรัฐ PGS 11 “บสย. SMEs ยั่งยืน” ตั้งแต่เปิดโครงการ (กรกฎาคม 2567) ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 มียอดค้ำประกัน 46,147 ล้านบาท ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 66,821 ราย เฉพาะโครงการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ ภายใต้มาตรการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” และ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” มียอดค้ำประกัน 1,106 ล้านบาท สามารถช่วย SMEs เข้าถึงรถกระบะเชิงพาณิชย์ 1,662 คัน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปีที่ บสย. ขยายการค้ำประกันไปยังกลุ่มรถกระบะ เพื่อช่วย SMEs รายย่อย กลุ่มอาชีพอิสระ เกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก ซื้อรถกระบะเป็นเครื่องมือทำมาหากินได้ง่ายขึ้น โดยตลอดปี 2569 บสย. จัดเตรียมวงเงินประมาณ 3,700 ล้านบาท สิ้นสุดรับคำขอค้ำประกันในวันที่ 30 ธันวาคม 2569

    โดยประเภทธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. การบริการ 33.2% 2. อาหารและเครื่องดื่ม 10.3% และ 3. เกษตรกรรม 7.9% ซึ่งทั้ง 3 อุตสาหกรรมมีสัดส่วนค้ำประกัน 51% สะท้อนถึงทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมหลักในประเทศ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนที่ขยายตัวช่วงไฮซีซั่น

    บสย. ยังประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือ SMEs ลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ผ่านมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” หรือ มาตรการ 3 สี (ม่วง เหลือง เขียว) โดยตั้งแต่ออกมาตรการในปี 2565 ถึงปัจจุบัน สามารถช่วยลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมไปแล้วถึง 23,664 ราย คิดเป็นมูลหนี้สะสม 15,439 ล้านบาท (เฉพาะ ม.ค. – พ.ย. 2568 ปรับโครงสร้างหนี้ 5,250 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 3,588 ล้านบาท) และสามารถช่วยลูกหนี้ “ปลดหนี้” 882 ราย เกือบ 50% เป็นกลุ่มเปราะบาง เงินต้นไม่เกิน 2 แสนบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 34 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง บสย.

    สินเชื่อหดตัว บสย. ชู Quick Big Win 5 หมื่นล้าน เติมสภาพคล่อง SMEs

    จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ และปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นตลอดปีนี้ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะปัญหาสภาพคล่องและการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ สะท้อนจากสภาพสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่อง ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ยังหดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ -1% จากระยะเดียวกันของปีก่อน และนับเป็นการติดลบ 5 ไตรมาสติดต่อกัน โดยการหดตัวดังกล่าวมาจากสินเชื่อธุรกิจ SMEs ที่หดตัวหนักขึ้นจาก -3.3% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ มาอยู่ที่ -4% ในไตรมาสล่าสุด เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตสูงและมีประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องปรับเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

    จากสภาพดังกล่าวเป็นที่มาของนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง เปิดตัว มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” วงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs อย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ตามประเภทของ SMEs ได้แก่

    โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Quick LG วงเงินค้ำประกัน 5,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 แสนบาท – 100 ล้านบาท ตอบโจทย์ SMEs ที่ต้องใช้หนังสือค้ำประกัน เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ

    โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Go Big วงเงินค้ำประกัน 35,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 2 แสนบาท – 40 ล้านบาท ตอบโจทย์ SMEs ทั่วไป และ SMEs ขนาดเล็ก ธุรกิจซัพพลายเชนที่ต้องการสินเชื่อเกิน 1 ล้านบาท

    โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Smart Win วงเงินค้ำประกัน 10,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 หมื่นบาท – 1 ล้านบาท ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อย Micro SMEs กลุ่มอาชีพอิสระที่ต้องการสินเชื่อไม่เกิน 1 ล้านบาท เฉพาะโครงการนี้ บสย. ได้นำ Credit Scoring Model และ Risk-based Pricing (RBP) มาใช้ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มอัตราการอนุมัติสินเชื่อของ SMEs ที่มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้มากขึ้น

    พร้อม 4 จุดเด่น ประกอบด้วย

    1. ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก มุ่งลดภาระทางการเงินให้ SMEs

    2. ชำระค่าธรรมเนียมต่ำ เริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ตามวงเงินคงเหลือในปีที่ 4

    3. คิดค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง (RBP) โดยใช้ บสย. Credit Scoring

    4. ชดเชย NPL ในอัตราสูง (Max Claim) เพื่อกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” ถือเป็น “มาตรการพิเศษ” เพื่อช่วยเหลือ SMEs ในภาวะเศรษฐกิจที่มีปัจจัยลบรอบด้าน มีเป้าหมายสำคัญเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ ด้วยการจ่ายเคลม (จ่ายค่าประกันชดเชย) ในอัตราสูง (Max Claim) เมื่อเทียบกับโครงการค้ำประกันสินเชื่อโครงการอื่นๆ ซึ่งถือเป็นการดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต (Credit Enhancement) ให้กับทั้ง SMEs และสถาบันการเงิน เพื่อลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) และทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นในการพิจารณาสินเชื่อเพิ่มให้กับ SMEs มากยิ่งขึ้น

    ทิศทาง บสย. ก้าวสู่ปีที่ 35 เร่งยกระดับ “กลไกค้ำประกันสินเชื่อ”

    ตลอดเวลาที่ผ่านมา บสย. ได้ยกระดับองค์กรในด้านต่างๆ ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือ SMEs และเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ โดยทิศทางในปี 2569 ชู 3 กลยุทธ์หลัก เพื่อพลิกโฉมการช่วยเหลือ SMEs ในประเทศไทย ที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

    1. บูรณาการข้อมูล TCG Score ของ บสย. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามนโยบายกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs รายย่อย คนตัวเล็ก ที่มีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อ สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น และมีต้นทุนทางการเงินสอดคล้องกับระดับความเสี่ยง

    2. ยกระดับสำนักงานเขต บสย. 11 แห่งทั่วประเทศ ก้าวสู่ “ศูนย์กลางทางการเงิน” (Digital Branch in Branch) เชื่อมต่อกับสถาบันการเงินต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่น นำข้อมูลของ SMEs ที่มารับคำปรึกษาหรือใช้บริการ บสย. ผ่านสำนักงานเขต และ LINE OA : @tcgfirst คัดกรองผ่าน บสย. Credit Scoring และส่งต่อข้อมูลให้สถาบันการเงินที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสของ SMEs ในการเข้าถึงสินเชื่อได้มากยิ่งขึ้น

    3. พัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อ (Specific Segment Guarantee) จากปัจจุบัน บสย. มีผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นตามกลุ่มลูกค้า (Product by Segment) 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจต่างๆ, กลุ่มที่ต้องการเงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ, กลุ่มเปราะบาง พ่อค้า แม่ค้า Startup, ธุรกิจที่ปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และกลุ่มที่ต้องการเช่าซื้อรถกระบะเป็นเครื่องมือทำมาหากิน จากนี้จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อที่ตอบโจทย์ความต้องการ SMEs ในกลุ่มต่างๆ อย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งจะทำให้ บสย. เป็นกลไกค้ำประกันหลัก ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของ SMEs ได้อย่างแท้จริง

    4. เดินหน้าแก้หนี้ “กลุ่มเปราะบาง” สำหรับลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม เงินต้นไม่เกิน 2 แสนบาท ผ่านมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” หรือ มาตรการ 3 สี “ม่วง เหลือง เขียว” เน้นยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ ตัดเงินต้นเพิ่มขึ้น พร้อมลดต้นสูงถึง 30% เพื่อช่วยกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ สามารถปลดหนี้ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ในโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่มุ่งช่วยเหลือ ลูกหนี้รายย่อย ปลดหนี้ แก้หนี้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/13/602679/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ejZBYUckypN_-nrH7Da91

  • ผู้ประกอบการเชียงใหม่เฮ! หลังปลดล็อกทดลอง 180 วัน ขยับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เชื่อมั่นกระตุ้นยอดขายปลายปี

    หลังรัฐบาลประกาศใช้บังคับแล้ว มาตรการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ที่ปลดล็อกให้ขายได้ช่วง 14.00-17.00 น. เป็นระยะเวลา 180 วัน ก่อนประเมินผล พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

    ทีมข่าว Spacebar Big City ลงพื้นที่ สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีร้านอาหารให้บริการมากกว่า 10,000 ร้าน ที่อยู่ในกลุ่มสามารถเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. 

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที เปิดเผยว่า เปิดร้านอาหารที่ให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นห้องอาหารที่ติดแอร์ เพื่อให้ความสะดวกสบาย แก่ลูกค้า โดย เฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ที่ลูกค้าจะเลือกจองใช้บริการเป็นหมู่คณะ และจัดเลี้ยงสังสรรค์ แต่ที่ผ่านมากฎหมายงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ส่งผลกระทบกับร้านอาหารโดยตรง เนื่องจากร้านเริ่มเปิด 11.00 น. ถึง 22.00 น. โดยลูกค้าจะเริ่มเข้าร้านอาหารตั้งแต่ร้านเปิด ด้วยเวลาที่จำกัด ก็ส่งผลทำให้ลูกค้าหายไป นอกจากนี้ยังส่งผลกับนักท่องที่ต่างชาติ ไม่เข้าใจในกฎหมาย ก็ทำให้ร้านเสียลูกค้าไปจำนวนมาก 

    “หลังจากที่มีการปลดล็อค เชื่อว่าจะมีลูกค้าจองเข้ามา เป็นหมู่คณะและช่วงนี้ช่วงใกล้สิ้นปี ก็จะมีงานเลี้ยงปีใหม่ภายในร้าน ของลูกค้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราสามารถบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดข้อกฎหมาฎหมาย และเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหลายหลายที่ มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น”

    “กรณีที่รัฐบาลเล็งเห็นเรื่องของการขยายเวลานั่งดื่มต่อได้อีก 1 ชั่วโมง ก็ส่งผลดีกับผู้ประกอบการเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถปิดร้าน แล้วให้ลูกค้าออกได้ทันที เพราะจะต้องมีเวลาช่วงหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะสามารถแจ้งลูกค้า หลังจากหมดเวลาขายก็จะมีเวลาในการเคลียร์ลูกค้าออกจากร้านได้เช่นกัน”

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที

    ด้าน ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่  เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 1 หมื่นร้าน ได้ร่วมกันเรียกร้องให้รัฐแก้ไขนโยบาย ที่เป็นอุปสรรคด้านการท่องเที่ยว 

    ล่าสุดได้มีการปลดล็อค ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. แล้ว ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันสามารถกระตุ้นยอดขายให้กับร้านอาหารที่เปิดช่วงเวลากลางวันได้ 

    “ถือว่าการปลดล็อกนั้นเป็นการช่วยเหลือภาพลักษณ์ของประเทศด้านการท่องเที่ยว ที่จะทำให้น้องเที่ยวเองมีความรู้สึกว่าได้มาท่องเที่ยว ก็มีความอิสระที่จะใช้ชีวิตในช่วงวันหยุด ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ที่เข้ามาพักผ่อน เพราะจะไม่มีระยะเวลาฟันหลอ ในการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้เอง จะกระตุ้นรายได้ให้กับการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารได้มากขึ้น”

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่

    ขณะเดียวกันที่ผู้ประกอบการพยายามคัดค้านก่อนหน้านี้คือ กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568) ที่เริ่มใช้เมื่อ 8 พ.ย.68 กำหนดให้ห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านค้าหรือสถานที่ขาย เพื่อการค้า นอกเวลาที่กำหนด (ช่วง 00:00-11:00 น. และ 14:00-17:00 น.) หากฝ่าฝืน ผู้ดื่มที่ “นั่งต่อ” หรือ “นั่งแช่” จะมีความผิด ปรับไม่เกิน 10,000 บาท 

    “โดยกฎหมายเน้นย้ำเรื่องการห้ามดื่ม “หลังเที่ยงคืน” ในร้านทั่วไป แต่ปัจจุบันปรับให้นั่งดื่มได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง หลังจากหมดเวลาขาย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกับผู้ประกอบการเช่นกันเพราะจะได้มีเวลาเคลียร์ลูกค้าออกจากร้าน หากหมดเวลาขายเที่ยงคืน แล้วนั่งดื่มต่อจะปรับเลยนั้น ก็ส่งผลกระทบเพราะไม่สามารถเคลียร์ลูกค้าออกร้านได้ทัน”

    สำหรับที่มาของกฎหมาย ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในเวลา 14.00 น.- 17.00 น. เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาข้าราชการมักนิยมไปนั่งดื่มสุราสังสรรค์และส่งผลกระทบถึงบริการประชาชน แต่กฎหมายนี้ ส่งผลผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในยุคปัจจุบัน 

    ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐบาลของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในการแก้กฎหมายนี้ หลังชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในภาระกิจประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2568 จนนำมาสู่การปลดล็อก ได้ในรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่เป็นการทดลองใช้ไปก่อน 180 วัน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00 – 17.00 น. ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะหนุนเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 1,000 -3,000 ล้านบาท และมูลค่ากว่า 10,000 – 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว สถานบันเทิง และธุรกิจกลางคืน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย เช่น วิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสุราชุมชน เป็นต้น

    ขณะที่ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ประเมินว่า การปลดล็อกเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบันเทิง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่นิยมกินข้าวกลางวันในช่วงบ่าย และนิยมดื่มเบียร์หรือไวน์คู่กับมื้ออาหาร โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือธุรกิจกลางคืนจะได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างมาก เพราะมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านเครื่องดื่มกว่า 80% ของรายจ่ายรวมของมื้ออาหาร

    ด้าน ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เปิดเผยผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00 –14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo03.jpg

    spirits-chiangmai-entrepreneur-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/spirits-chiangmai-entrepreneur&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ucyiwJMM26hm8NUX0BAug

  • KTC คาดไม่เกิดสุญญากาศการเมือง เกาะติดเศรษฐกิจใกล้ชิด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บัตรกรุงไทย หรือ KTC เปิดเผยภายหลังนายกฯประกาศยุบสภา ว่า คาดหวังว่าจะไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง โดยรัฐบาลรักษาการยังบริหารจัดการเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป และดำเนินการจัดการเลือกตั้ง

    ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมือง เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนเผชิญมาโดยตลอด ทำให้สามารถรับมือ มีความยืดหนุ่นพร้อมปรับตัวรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ยืนยัน ไม่ทบทวนเป้าหมายสินเชื่อปี 68-69 โต 2% คุม NPL ไม่กิน 2%

    สำหรับหน้าตารัฐบาลที่ภาคเอกชนต้องการ ควรจะเข้าใจปัญหา เศรษฐกิจอย่างแท้จริง และปัญหาที่หยั่งรากลึกมานาน มีวิสัยทัศน์ กำหนดแผนงานระยะสั้นและระยะยาว ชัดเจนและผลักดันแผนงานทำให้เกิดขึ้นได้จริง ก่อให้ให้เกิดการพัฒนาในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/12/602611/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cmRE2S-zV0RzQybWhTFlQ

  • ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ ‘ติดหล่ม’ ถก ‘ไทยสร้างไทย’ ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ ‘ติดหล่ม’ ถก ‘ไทยสร้างไทย’ ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    Economics

    ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ ‘ติดหล่ม’ ถก ‘ไทยสร้างไทย’ ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    13 ธ.ค. 2025 เวลา 11:22 น.

    ส.อ.ท. ผนึก ไทยสร้างไทย! “เกรียงไกร” ชี้เศรษฐกิจไทย “รถติดหล่ม” เร่งเครื่อง 4GO สู่ Net Zero 2050 – “โภคิน” รับลูก ย้ำปฏิรูปการศึกษา-สวัสดิการ-3 กองทุน SMEs/Startup/ท่องเที่ยว แก้รากฐานประเทศ

    เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทย นำโดย ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคฯ เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ณ ห้อง Passion (802) ชั้น 8 ส.อ.ท.

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งต้องใช้พลังอย่างมากในการดึงให้หลุดพ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนนโยบายจากภาครัฐ รัฐบาลจึงประกาศนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และฟื้นภาคท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง

    พร้อมกันนี้ นายเกรียงไกร ได้ฝากถึงความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็น 1) มาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2) ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก 3) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ 4) ข้อพิพาทตามแนวชายแดน 5) หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6) การแข็งค่าของเงินบาท 7) ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ 8) ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณที่ไม่สมดุล การทุจริต และกฎหมายล้าสมัย

    ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ 'ติดหล่ม' ถก 'ไทยสร้างไทย' ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    ในขณะเดียวกัน นายเกรียงไกร ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านแนวทาง 4GO ได้แก่ 1) Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI 2) Go Innovation สร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม 3) Go Global พัฒนาสินค้าและบริการไทยสู่ตลาดต่างประเทศ และ 4) Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนและเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

    แนวทาง 4GO อยู่ภายใต้นโยบาย ONE FTI ของ ส.อ.ท. ซึ่งมุ่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้ประเทศไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ 'ติดหล่ม' ถก 'ไทยสร้างไทย' ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    สำหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย นายเกรียงไกร ได้ระบุเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

    • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้คะแนนประเมิน IMD ขยับสู่อันดับ TOP 20 จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับ 30 

    • ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระดับ 5%

    • บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 จากเดิมปี 2065

    ทั้งนี้ ข้อเสนอเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยถูกแบ่งออกเป็น 8 ด้าน ได้แก่

    1) ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ผ่าน Omnibus Laws, Regulatory Guillotine และผลักดันร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก

    2) พัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำตามอำนาจคณะกรรมการไตรภาคี และส่งเสริมค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

    3) บริหารจัดการพลังงาน รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยทบทวนแผนพลังงานชาติ โครงสร้างพลังงาน และลดต้นทุนด้านพลังงาน

    ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ 'ติดหล่ม' ถก 'ไทยสร้างไทย' ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    4) ส่งเสริมการส่งออก การค้า และการลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้สินค้า Made in Thailand (MiT) 

    5) ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล สนับสนุน Digital Transformation และโจทย์นวัตกรรมเชิงอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ

    6) พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนตามแนวคิด BCG & ESG บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เตรียมรับมือมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่

    7) ส่งเสริมศักยภาพ SME ผลักดันให้เข้าถึงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขยายสิทธิประโยชน์สู่ SME กลุ่ม M พร้อมทั้งมาตรการ Soft Loan และการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ

    8) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม ปรับเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์เพื่อสนับสนุนการค้าและการส่งออก

    ด้าน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคฯ ว่า ตนและทีมพรรคไทยสร้างไทยต้องขอขอบคุณคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทุกท่านที่ให้เกียรติพรรคไทยสร้างไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ซึ่งข้อเสนอและแนวทางที่สะท้อนกลับมานั้น สอดคล้องและใกล้เคียงกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศของพรรคฯ ที่จะมาตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศในปัจจุบันและอนาคต โดยขอแยกเป็นประเด็น ได้แก่ 1) การเมืองและระบบราชการทุจริต 2) โครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอทั้งระบบ ไม่ว่าเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการ ประกอบกับกฎหมายที่ไม่ได้อำนวยความสะดวก 3) การศึกษาที่ล้าหลัง ที่ยังเป็นระบบท่องจำ 4) ระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน อาทิ สงครามการค้า 5) ภาวะโลกร้อน และโรคระบาด

    ดร.โภคิน กล่าวต่อไปอีกว่า ประเทศไทยมีประชาธิปไตยมาแล้ว 93 ปี สิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยจะมุ่งหน้าขับเคลื่อนประเทศบนโจทย์ความท้าทายที่เผชิญอยู่ในข้างต้น โดยมีเป้าหมายหลักคือ ประชาชนมีความมั่นคง มีคุณภาพ และไม่จน ซึ่งสิ่งที่ตนและคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้วิเคราะห์และเล็งเห็นถึงแนวทางแก้ไขปัญหามาโดยตลอด อาทิ 

    • จัดทำรัฐสวัสดิการ ที่ไม่ใช่ประชานิยม

    • ปฏิรูปการศึกษา ลดปัญหากู้ยืมเพื่อการศึกษา จบแล้วมีงานทำ ทักษะและประสบการณ์กลายเป็นเรื่องหลัก

    สำหรับทิศทางในการยกระดับการสร้างคนตัวเล็กและเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ ที่ยังคงประสบปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การขาดความรู้ และการขาดช่องทางการตลาด ควรจะต้องมีกองทุนเข้ามาช่วยพัฒนามีด้วยกัน 3 กองทุน ได้แก่ 1) กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี (SME) 2) กองทุนพัฒนาสตาร์ตอัป (Startup) และ 3) กองทุนพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยว

    “ส่วนการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่อยากจะขอการสนับสนุนจากทุกคน ตนเห็นว่าควรจะมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติภาคประชาชน ที่มาจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพทั้งหมด เสมือนเป็นสภาปราบคอร์รัปชันภาคประชาชน รวมถึงการให้คะแนนการให้บริการประชาชนจากทุกหน่วยงานรัฐ เพราะตนมองว่าหน่วยงานรัฐเป็นจุดศูนย์รวมประชาชน” ดร.โภคิน กล่าวต่อ

    ดร.โภคิน กล่าวทิ้งท้ายที่แสดงถึงจุดยืนของพรรคฯ ว่า “เราขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยมาร่วมกันใช้พลังของทุกท่าน เป็นเทียนคนละเล่มให้เป็นแสงเจิดจ้าทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อขับไล่ความมืดมิดของระบบการเมืองทุจริต ระบบราชการทุจริต และกระบวนการโกหก หลอกลวงทั้งหลายที่ปล้นเงิน ความสุข และพรากความมั่นคงในชีวิตของพวกท่านไป อย่ายอมให้บุคคลใดเอาเงินที่ปล้นไปจากท่านกลับมาซื้อท่านได้ พวกเราต้องตื่นจากการยอมจำนน มาร่วมสร้างสังคมสุจริตเพื่อครอบครัวพี่น้องและส่งต่อสังคมที่งดงามนี้ให้ลูกหลานต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1211925&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U68XcL6GGK7zNddE74R5I

  • ภาวะตลาดอนุพันธ์: ย่อรับยุบสภาทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด จับตา กนง.สัปดาห์หน้า ทองกลับมาพุ่งขึ้น

    ภาวะตลาดอนุพันธ์: ย่อรับยุบสภาทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด จับตา กนง.สัปดาห์หน้า ทองกลับมาพุ่งขึ้น

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ธ.ค. 68)

              น.ส.ชุติกาญจน์ สันติเมธวิรุฬ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การซื้อขาย   SET50 Index Futures วันนี้ดัชนีปรับลง จากรัฐบาลประกาศยุบสภาทำให้ภาพรวมตลาดไม่ค่อยดี เห็นว่าการยุบสภาในช่วงนี้ในขณะที่ยังมี  ประเด็นปัญหาหลายเรื่อง ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายสะดุด อาทิ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการ TISA โครงการคนละครึ่งพลัส   เฟส 2 ขณะที่ ตลาดโฟกัสการประชุม กนง.สัปดาห์หน้า ที่คาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25%ส่งท้ายปี             การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นใน 60 วัน ตลาดมีลักษณะไม่รีบซื้อ และภาพรัฐบาลรักษาการไม่น่าจะผลักดันอะไรได้มาก ตฃาดร  อจังหวะเข้าสะสมมากกว่า ขณะที่วานนี้ ต่างชาติ Short สุทธิ ราว 10,000 สัญญา ต้องติดตามว่าวันนี้จะ short ต่อหรือไม่             สำหรับ S50Z25 แนะให้เปิด short หากยังไม่มีให้รอเปิดบริเวณแนวต้าน 836 จุดหากไม่ผ่าน และให้แนวรับ 820 จุด   มองภาพเทคนิคพักฐานต่อ            ส่วนราคาทองคำปรับขึ้นมาหลังทะลุ 4,260-4,265 เหรียญ/ออนซ์ เป็นเพราะเงินดอลลาร์อ่อน และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  เมื่อคืนอ่อนแอ แย่กว่าคาด  ส่วน Fed Watch tool ลุ้นโอกาสธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 69 แม้ Dot   Plot คาดลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง เพราะมองว่าในปี 69 จะมีการเปลี่ยนตัวประธานเฟด ซึ่งเป็นสาย Dovish ดังนั้น ราคาทองคำจึงเด้งไป  ต่อ  แนะอยู่ฝั่ง long ให้แนวต้านแรกที่ 4,330 , แนวต้านถัดไปที่ 4,355 เหรียญ/ออนซ์ (จุดสูงสุดเดิม 4,386 ) ส่วนแนวรับที่   4,300, 4,280 เหรียญ/ออนซ์             ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าให้ติดตามการเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือน พ.  ย.68                      ดัชนี SET50 ปิดวันนี้ที่ระดับ 827.81 จุด ลดลง 0.61 จุด, -0.07%

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBB0IQDRRTJX1QBHW77AGD67B869N76&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15nA1omxXGo8nqUlUsM7Ba

  • KTC คาดไม่เกิดสุญญากาศการเมือง เกาะติดเศรษฐกิจใกล้ชิด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บัตรกรุงไทย หรือ KTC เปิดเผยภายหลังนายกฯประกาศยุบสภา ว่า คาดหวังว่าจะไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง โดยรัฐบาลรักษาการยังบริหารจัดการเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป และดำเนินการจัดการเลือกตั้ง

    ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมือง เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนเผชิญมาโดยตลอด ทำให้สามารถรับมือ มีความยืดหนุ่นพร้อมปรับตัวรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ยืนยัน ไม่ทบทวนเป้าหมายสินเชื่อปี 68-69 โต 2% คุม NPL ไม่กิน 2%

    สำหรับหน้าตารัฐบาลที่ภาคเอกชนต้องการ ควรจะเข้าใจปัญหา เศรษฐกิจอย่างแท้จริง และปัญหาที่หยั่งรากลึกมานาน มีวิสัยทัศน์ กำหนดแผนงานระยะสั้นและระยะยาว ชัดเจนและผลักดันแผนงานทำให้เกิดขึ้นได้จริง ก่อให้ให้เกิดการพัฒนาในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/12/602611/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cmRE2S-zV0RzQybWhTFlQ

  • กฟผ.ส่งของขวัญปีใหม่ ลดพลังงาน-เที่ยวคุ้มสุดๆ

    กฟผ. เปิด 3 แคมเปญรับปีใหม่ หนุนประหยัดพลังงาน-ท่องเที่ยวธรรมชาติ คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-การเดินทางช่วงไฮซีซัน 2569

    ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่เทศกาลท่องเที่ยวปีใหม่ 2569 ซึ่งเป็นฤดูกาลเดินทางที่คึกคักที่สุดของปี ทั้งภาคท่องเที่ยวและการใช้พลังงานมีแนวโน้มขยายตัวตามจำนวนประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในเมืองรอง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงเดินหน้าเปิดตัว “3 ของขวัญปีใหม่” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังพยายามฟื้นตัวจากต้นทุนครัวเรือนที่ยังสูง 

    นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. แถลงเปิดตัวแคมเปญ “กฟผ. ส่งความสุขปีใหม่ คนไทยใส่ใจรักษ์โลก” รวมมูลค่ากว่า 21.5 ล้านบาท พร้อมลงนามความร่วมมือโครงการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 กับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า 9 ราย ณ อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี 

    แคมเปญครอบคลุม 3 มาตรการหลัก ได้แก่ ลดรายจ่ายครัวเรือน, สนับสนุนการเดินทางไร้คาร์บอน, และ กระตุ้นท่องเที่ยวบ้านพักเขื่อน-ชุมชน ดังนี้ 

    egat-newyear-2025-campaign-energy-travel-SPACEBAR-Photo02.jpg

    1) ส่วนลดผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ช่วยลดค่าไฟระยะยาว 
    • แจก วันละ 1,000 สิทธิ์ รวม 30,000 สิทธิ์ 
    • ลด 300 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ตั้งแต่ 1,200 บาทขึ้นไป (วันละ 800 สิทธิ์) 
    • ลด 1,000 บาท เมื่อซื้อเบอร์ 5 ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป (วันละ 200 สิทธิ์) 
    • ลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ กฟผ. และยืนยันตัวตนด้วย Thai ID 
    • ใช้สิทธิ์ได้ในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าออนไลน์ที่ร่วมรายการ 
    • ระยะเวลา 15 ธันวาคม 2568 – 15 มกราคม 2569 
    มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าครัวเรือนในระยะยาว จากการหันมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานมากขึ้นในช่วงต้นปีใหม่ที่ค่าใช้จ่ายสูงเป็นพิเศษ 

    egat-newyear-2025-campaign-energy-travel-SPACEBAR-Photo03.jpg

    2) ค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าคนละครึ่ง หนุนการเดินทางปลอดคาร์บอน 
    • แจกคูปองส่วนลดสูงสุด 150 บาท จำกัด 1 สิทธิ์/คน รวม 30,000 สิทธิ์ 
    • กดรับสิทธิ์ผ่านแอป EleXA ได้ตั้งแต่ 15-31 ธันวาคม 2568 
    • ใช้ได้ทุกสถานี EleX by EGAT ทั่วประเทศ 
    • คูปองมีอายุ 180 วัน 

    แคมเปญนี้ตอบรับกระแส EV ที่เติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าเดินทางในเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงพีคของการเดินทางไกล และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในเส้นทางท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ 

    egat-newyear-2025-campaign-energy-travel-SPACEBAR-Photo04.jpg

    egat-newyear-2025-campaign-energy-travel-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    3) ส่วนลดบ้านพักเขื่อน–ของดีชุมชน ดึงนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง
    กฟผ. มอบส่วนลดและสิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวธรรมชาติที่บ้านพักเขื่อนทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล (ตาก), เขื่อนสิริกิติ์ (อุตรดิตถ์), เขื่อนศรีนครินทร์–วชิราลงกรณ (กาญจนบุรี), เขื่อนสิรินธร (อุบลราชธานี), เขื่อนจุฬาภรณ์ (ชัยภูมิ), เขื่อนอุบลรัตน์ (ขอนแก่น) และเขื่อนรัชชประภา (สุราษฎร์ธานี) 

    ต่อที่ 1 
    • คูปองส่วนลดเครื่องดื่ม ‘คุณสายชล’ 150 บาท 
    • ส่วนลดผลิตภัณฑ์ชุมชนคนละครึ่งสูงสุด 150 บาท 
    • รวม 2,500 สิทธิ์ 
    • ผู้ใช้บริการบ้านพักและร้านอาหารในเขื่อน มูลค่า 1,000 บาทขึ้นไป (15 ธ.ค. 2568 – 15 ม.ค. 2569) มีสิทธิ์ลุ้นส่วนลดค่าที่พักครั้งถัดไป 
    – 500 บาท จำนวน 2,000 สิทธิ์ 
    – 1,000 บาท จำนวน 500 สิทธิ์ 
    -ใช้ได้ 16 ม.ค. – 31 พ.ค. 2569 

    egat-newyear-2025-campaign-energy-travel-SPACEBAR-Photo05.jpg

    egat-newyear-2025-campaign-energy-travel-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ต่อที่ 2 
    • ผู้เข้าพัก “บ้านครินทร์” เขื่อนศรีนครินทร์ รับส่วนลดเพิ่ม 3,000 บาท 
    • จำกัด 100 สิทธิ์ (16 ม.ค. – 31 พ.ค. 2569) 
    มาตรการนี้ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนรอบเขื่อน ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวธรรมชาติยอดนิยมในช่วงฤดูหนาว และยังสอดคล้องกับแนวโน้มท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่มุ่งเน้นเมืองรอง-ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 

    egat-newyear-2025-campaign-energy-travel-SPACEBAR-Photo07.jpg

    กฟผ. ระบุว่า การมอบ “ของขวัญปีใหม่ 2569” ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนในช่วงเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้า สนับสนุนเส้นทางท่องเที่ยวปลอดคาร์บอน และผลักดันการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  

    egat-newyear-2025-campaign-energy-travel-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/egat-newyear-2025-campaign-energy-travel&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05-bydVmTeLBI63Yyqwu70

  • NT เชิญชวนร่วมงานกาชาด ประจำปี 2568 รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ “พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน”

    NT เชิญชวนร่วมงานกาชาด ประจำปี 2568 รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ “พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน”

    ไอที

    NT เชิญชวนร่วมงานกาชาด ประจำปี 2568 รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ “พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน”

    วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT เชิญชวนร่วมงานกาชาด ประจำปี 2568 รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ “พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน”
    พร้อมกิจกรรม “สอยดาว สอยโชค” รับรางวัลใหญ่! ในบูธ NT วันที่ 11-21 ธันวาคมนี้ ณ สวนลุมพินี

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (มหาชน) หรือ NT เชิญชวนชาวไทยร่วมถวายความอาลัยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่ “พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย   ผู้ทรงเปี่ยมสายธารแห่งพระเมตตา สถิตในดวงใจชาวไทย

    นิรันดร์ ในการออกร้านงานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี ร่วมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระผู้เป็นดั่งสายใยแห่งปวงประชา เรียนรู้บริการดิจิทัลสุดล้ำจาก NT และกิจกรรม “สอยดาว สอยโชค” ที่มอบความสุขและรอยยิ้มให้
    ทุกครอบครัวได้พกพาของรางวัลใหญ่กลับบ้านมากมายตลอด 11 วัน

    งานกาชาดประจำปี 2568 จัดขึ้นในวันที่ 11-21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี โดย NT ผู้นำด้านบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมออกร้านกาชาด NT ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิดออกแบบนิทรรศการร้านกาชาด NT  “Connecting with Heart – สายใยแห่งการสื่อสาร สายธารแห่งปวงประชา” โดยจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สอดรับกับวัตถุประสงค์และแนวคิดหลักในการจัดงานกาชาด ประจำปี 2568 “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” โดยสืบสานแนวพระราชดำริสู่วิถีภายใต้แนวคิด “ร้อยรวมดวงใจไทยทั่วหล้า” เผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระปรีชาสามารถผู้ทรงวางรากฐานให้ประชาชนชาวไทย  อันเป็นสื่อสายใยสู่ปวงประชาเพื่อพัฒนาประเทศชาติ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

    ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 5 ด้าน ได้แก่ 1.พระราชินี แห่งการศึกษาผู้ทรงเป็นครูของแผ่นดิน 2.พระราชินีแห่งโขนไทย
    3.พระราชินีแห่งการอนุรักษ์ป่า น้ำ และพันธุ์สัตว์ 4.พระราชินีแห่งการสังคมสงเคราะห์ และ 5.พระราชินีแห่งศิลปาชีพและชุดไทย

    พร้อมถ่ายทอดสายใยแห่งความผูกพันของ NT ผ่านความรู้และกิจกรรม Next, through Technology สร้างอนาคตด้วยเทคโนโลยี โชว์ความล้ำสมัยของ“องค์กรแห่งชาติที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อคนไทยทุกคน”

    กับ 6 กลุ่มบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และกิจกรรม CSR เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งการส่งเสริม Green ICT การใช้ AI พัฒนาเยาวชนและชุมชน ในโครงการเพาะพันธุ์ดี NT Youth Club  ที่มาแล้วกว่า 85 ชุมชน ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ พิเศษสุด!..ด้วยการมอบเสียงหัวเราะแห่งความสุขในกิจกรรม “สอยดาว สอยโชค” ให้ทุกครอบครัวได้ ร่วมลุ้น! และรับของรางวัลใหญ่! กลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้มกันได้ทุกครอบครัว โดยรายได้จากการจำหน่ายคูปอง NT จะสมทบทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย พบกับ ร้านกาชาด NT ที่ งานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี โซน 6 บูธเลขที่ 6.11

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/458437&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HftjDBku72OXUKatLaHGW

  • คืนอนาคตที่สดใส พาน้องๆ กลับไปเรียนหนังสือกันอีกครั้ง…ทรู คอร์ปอเรชั่น x

    คืนอนาคตที่สดใส พาน้องๆ กลับไปเรียนหนังสือกันอีกครั้ง…ทรู คอร์ปอเรชั่น x

    ไอที

    คืนอนาคตที่สดใส พาน้องๆ กลับไปเรียนหนังสือกันอีกครั้ง…ทรู คอร์ปอเรชั่น x

    วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    คืนอนาคตที่สดใส พาน้องๆ กลับไปเรียนหนังสือกันอีกครั้ง…ทรู คอร์ปอเรชั่น x

    มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ชวนระดมทุนเพื่อการศึกษา ฟื้นฟูโรงเรียน จ.สงขลา จากวิกฤตน้ำท่วมลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

    ”หนูอยากกลับไปเรียนหนังสือ”

    เสียงเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยความหวังของเด็กๆ ใน จ.สงขลา หลังเผชิญเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ยังคงก้องอยู่ในใจของใครหลายคน และเพื่อส่งต่อโอกาสครั้งใหม่ให้การเรียนรู้เด็กไทยได้เดินหน้าต่อ ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา ร่วมกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ขอเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมดีๆ “คืนอนาคตเด็กไทย” ระดมทุนช่วยเหลือนักเรียนกว่า 3,500คน ใน 18 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ภายใต้
    การดูแลของทรู จ.สงขลา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักและครอบครัวนักเรียนได้รับผลกระทบในอุทกภัยครั้งนี้ ด้วยการร่วมสมทบทุนบริจาคเพื่อจัดหาอุปกรณ์ไอซีที สื่อการเรียนรู้ ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการเปิดเรียน เพื่อให้น้องๆ ได้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง เล่นกับเพื่อนๆ และเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข

    วันนี้ หลายโรงเรียนในจ.สงขลา ยังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน…ร่วมส่งต่อพลังแห่ง “การให้” ได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว พร้อมรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2 เท่า โดยเงินบริจาคจะถูกส่งตรงถึงโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีภายใต้การดูแลของทรู ในจ.สงขลาที่ได้รับผลกระทบ อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2568 ผ่านระบบระดมทุนเพื่อการศึกษา (CONNEXT ED Crowdfunding) ได้ที่ https://donate.connexted.org/?openExternalBrowser=1

    เพราะทุกการสนับสนุน คือการต่อเติมโอกาส…มาร่วมคืนรอยยิ้ม เติมพลังใจ และพาเด็กๆ ทั้ง 18 โรงเรียนใน จ.สงขลา ได้กลับสู่ห้องเรียนอย่างมีความหวังอีกครั้ง

    1. โรงเรียนชุมชนบ้านทางควาย อ.จะนะ
    2. โรงเรียนบ้านท่าโพธิ์ อ.สะเดา
    3. โรงเรียนบ้านบางแฟบ อ.หาดใหญ่
    4. โรงเรียนบ้านสะพานหัก อ.จะนะ
    5. โรงเรียนบ้านหาร อ.บางกล่ำ
    6. โรงเรียนวัดคงคาวดี(ศรีสุวรรณโณศึกษา) อ.ควนเนียง
    7. โรงเรียนวัดปรางแก้ว อ.คลองหอยโข่ง
    8. โรงเรียนบ้านตลิ่งชัน อ.จะนะ
    9. โรงเรียนบ้านลำชิง อ.นาทวี
    10. โรงเรียนวัดดีหลวง อ.สทิงพระ
    11. โรงเรียนวัดประเจียก อ.สทิงพระ
    12. โรงเรียนชุมชนบ้านปาดัง อ.สะเดา
    13. โรงเรียนบ้านควนโส อ.ควนเนียง
    14. โรงเรียนบ้านฉลุง อ.หาดใหญ่
    15. โรงเรียนบ้านเกาะหมี อ.หาดใหญ่
    16. โรงเรียนวัดเทพชุมนุม อ.หาดใหญ่
    17. โรงเรียนในเมือง อ.สทิงพระ
    18. โรงเรียนวัดปะโอ อ.สิงหนคร

    #ทรูเพื่อคนไทย #TrueTogether
    #CONNEXTED #ทรูปลูกปัญญา #Crowdfunding 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/458426&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xi5PzcGksIJPUQOE1vrPS