Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดวงความรักเปิดรับเต็มที่ 2 ราศี เที่ยวปีใหม่แล้วมีเกณฑ์ได้ “คนรู้ใจ”

    ดวงความรักเปิดรับเต็มที่ 2 ราศี เที่ยวปีใหม่แล้วมีเกณฑ์ได้ “คนรู้ใจ”

    ท่องเที่ยวได้พบรัก! 2 ราศี ทริปปีใหม่ มีเกณฑ์สละโสด

    เช็กดวงความรักช่วงนี้ จาก อาจารย์ธนกร ศานติพรนพเก้า นักพยากรณ์ด้วยวิชาโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนขั้นสูงทำนายทายทักถึง 2 ราศีที่เที่ยวปีใหม่แล้วมีโอกาสได้พบรัก โดยมีคำทำนาย ดังนี้

    ด้วยอิทธิพลของดาวศุกร์ และดาวอาพอลลอน ส่งผลต่อชาวราศีตุลย์ (ผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย.- 21 ต.ค.) และชาวราศีธนู (ผู้ที่เกิด 22 พ.ย. – 21 ธ.ค.) ทำให้ช่วงนี้ดวงความรักโดดเด่นมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวธรรมชาติในช่วงปีใหม่นี้ และมีโอกาสที่จะเป็นความรักที่ดีและลงตัวตามอย่างที่ปรารถนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/319059/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GYEgZQontdxax0fD2PR5-

  • ไทย-กัมพูชา: ทร.ยกเลิกเคอร์ฟิวส์จ.ตราด หลังคุมสถานการณ์ได้ เหตุขัดแย้งยังไม่กระทบการค้า-ท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ (ภาพ: thaigov.go.th)

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวจากศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

    สรุปสถานการณ์

    – เวลา 06:47 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีเข้ามายังดินแดนอธิปไตยของไทยตลอดแนวชายแดน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องป้องกันตนเอง

    – เวลา 07:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้าใส่เนิน 677 ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    – เวลา 11:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 และอาวุธหนักเข้าใส่เนิน 350 อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    – เวลา 12:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้าใส่ปราสาทตาควายอย่างหนัก ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    ทั้งนี้ ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติล่าสุดให้มีการควบคุมการขนส่งน้ำมัน และยุทธปัจจัยทางทะเล สำหรับเรือพาณิชย์ ที่ขึ้นทะเบียนสัญชาติไทย อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้มีการบังคับใช้เป็นเพียงมติเท่านั้น

    ข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุข ล่าสุดของวันที่ 16 ธ.ค. 68

    – ประชาชนเสียชีวิต (ผลกระทบทางอ้อมจากเหตุการณ์) 15 คน

    – ประชาชนเสียชีวิต (จากการโจมตีของกัมพูชา) 1 คน

    – ประชาชนบาดเจ็บ (จากการโจมตีของกัมพูชา) 6 คน

    – ศูนย์พักพิงชั่วคราว มีจำนวน 996 แห่ง

    – ประชาชนในศูนย์พักพิง จำนวน 263,285 คน

    – โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ 20 แห่ง

    – รพ.สต. ที่ได้รับผลกระทบ 214 แห่ง

    การปฎิบัติการทางทหาร

    ร.ท.หญิง นภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวถึงกรณีที่ล่าสุดมีประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวส์ที่จ.ตราด โดยให้เหตุผลว่ามีความเสี่ยงลดลง ปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ ในส่วนของประชาชนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

    พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาปล่อยข่าวว่าฝ่ายไทยใช้ระเบิดพวงโจมตีกัมพูชาว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาปล่อยข่าวเช่นนี้ มีการปล่อยข่าวแบบนี้มาสักระยะแล้ว ทั้งนี้ ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการใช้ระเบิดพวง ซึ่งทำให้การปล่อยข่าวไม่มีประโยชน์ และทุกการปฎิบัติการทางทหาร การใช้อาวุธทุกชนิดของกองทัพไทย มุ่งไปที่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไม่มีกระทบต่อพลเรือน

    ผลกระทบการค้าและการท่องเที่ยว

    นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตั้งแต่ปิดด่านเมื่อเดือนก.ค. 68 เป็นต้นมา การค้าของประเทศไทยโดยเฉพาะการส่งออกในช่วง 10 (ม.ค.-ต.ค. 68) เดือนแรกโต 13% คิดเป็นมูลค่า 9.3 ล้านล้านบาท ในส่วนของการค้าชายแดน 10 เดือนแรกโต 4.7% คิดเป็นมูลค่า 913 พันล้านบาท

    นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในภาพรวมไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อการค้า โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก สำหรับผู้ประกอบการเชื่อว่าได้รับผลกระทบอยู่บ้าง กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำโครงการหลายโครงการเพื่อให้ค่าครองชีพคงที่ และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วถึง เช่น โครงการธงฟ้า

    ส่วนสถานการณ์ชายแดนที่มีรถบรรทุกน้ำมันค้างคาอยู่ที่ด่านช่องเม็ก มีการตรวจสอบหรือประสานงานกับพาณิชย์ของสปป.ลาว แล้วหรือไม่นั้น นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาบอกแล้วว่า ตรวจสอบแล้วว่าเป็นการค้าปกติ ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับการนำเข้าน้ำมัน

    ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ตรววจสอบกับสำนักงานที่สปป.ลาว แล้วเช่นกัน พบว่า เป็นการค้าปกติ โดยน้ำมันทั้งหมดที่ค้างคาอยู่ที่ด่าน จะเป็นการขนส่งไปที่สปป.ลาว ที่เดียว โดยสำนักงานพาณิชย์ต่างประเทศ ในกรุงเวียงจันทน์ ได้ตรวจสอบแล้วว่า โดยทางสปป.ลาวยืนยันว่าน้ำมันทั้งหมดเป็นการนำเข้าเพื่อใช้ในประเทศสปป.ลาว ส่วนที่เห็นค้างคาอยู่ที่ด่านช่องเม็ก เพราะเขากังวลการจราจรที่จะแออัดในช่วงปีใหม่ ดังนั้น ยืนยันว่าการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดเป็นการใช้ในประเทศสปป.ลาว โดยไม่มีการส่งไปประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด

    ด้านนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า ปัจจุบันยังสถานการณ์ท่องเที่ยวยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยตามปกติ ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ รวมถึงฝั่งทะเลฝั่งอันดามัน และชลบุรี ซึ่งยังไม่มีการยกเลิกท่องเที่ยวแต่อย่างใด โดยล่าสุด ณ วันที่ 15 ธ.ค. 68 มีทักท่องเที่ยวเข้ามา 102,000 คน รวมยอดนักท่องเที่ยวปัจจุบันอยู่ที่ 31.1 ล้านคน โดยมีเป้าหมายปลายปีอยู่ที่ 32.8 ล้านคน

    ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทย ยังเดินทางเที่ยวตามปกติเช่นกัน ส่วนใหญ่จะเน้นเที่ยวภาคเหนือและอีสาน หรือเขาใหญ่ และภาคกลางและกรุงเทพ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวแล้ว 200 ล้านคน-ครั้ง คาดเป้าหมายปลายปีอยู่ที่ 206 ล้านคน-ครั้ง

    อย่างไรก็ตาม หลายประเทศอาจมีความห่วงใยพลเมืองของตนเอง ก็อาจมีการแจ้งเตือนถึงสถานการณ์ และพื้นที่ที่ยังสามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ จึงอาจทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปสู่ภูมิภาคอื่น โดยพื้นที่จังหวัดตราดมีการยกเลิกจองที่พักล่วงหน้าไปบ้าง แต่นักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ก็เข้าใจสถานการณ์และเดินทางท่องเที่ยวต่อ ในส่วนของเที่ยวบินก็ยังให้บริการตามปกติ แต่อาจมีการปรับเวลาให้สอดคล้องกับมาตรการเคอร์ฟิวส์

    ททท. จะชี้แจงข้อเท็จจริง และมาตรการต่าง ๆ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก็จะมีการเร่งประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ กระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงออกมาตรการเยียวยาดูแลผู้ประกอบการให้กลับมามีความพร้อมต่อไป ขอยืนยันว่าอยากให้นักท่องเทียวชาวไทยและต่างประเทศ มีความมั่นใจที่จะเดินทางท่องเที่ยวในไทย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/554142&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1geVIslWCvQmN4p0Y69RBJ

  • เอวัง!‘คนละครึ่ง พลัส เฟส2’ไปต่อไม่ได้ขัดข้อกฎหมาย

    เอวัง!‘คนละครึ่ง พลัส เฟส2’ไปต่อไม่ได้ขัดข้อกฎหมาย

    เอวัง! ‘เอกนิติ’ แจงถก กกต. แล้วยืนยันเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส2 ไม่ได้ ชี้ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็ทำไม่ได้เช่นกัน ระบุ ครม.รักษาการผูกพันงบไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ

     16 ธ.ค. 68 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ยอมรับว่าคงไม่สามารถดำเนินโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ได้แล้ว ภายหลังจากได้มีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยืนยันว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย เช่นเดียวกับมาตรการหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็ไม่น่าจะทำได้เช่นกัน เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้

     “ก็ดูแล้วมันน่าจะทำไม่ได้ หารือคุยกัน กกต. แล้ว ได้รับการยืนยันว่าติดขัดเรื่องข้อกฎหมายจึงไม่น่าจะทำได้ ส่วนมาตการอื่น ๆ ก็ไม่น่าจะทำได้เช่นกัน เพราะ ครม.รักษาการไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้ตามรัฐธรรมนูญ” นายเอกนิติ ระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/916217/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LtwEU6q9dqHWw3yxA-LNN

  • SCB EIC คาด GDP ไทยปี 69 โตเพียง 1.5% ชี้เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจาก 2.0% ในปี 2568 และถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ หากไม่รวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนแรงกดดันรอบด้านทั้งจากปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุน รวมถึงข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง

    สำหรับเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มอ่อนแรงลง โดยเฉพาะการส่งออกที่ชะลอตัวจากฐานสูงในปีนี้ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง และการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่ถูกกดดันจากปัญหารายได้ หนี้สิน และเม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐที่ลดลง แม้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ยังเป็นความหวัง แต่ผลเชิงบวกในระยะสั้นยังจำกัดจากข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    ภายใต้ข้อจำกัดของนโยบายการคลังที่ต้องระมัดระวังระดับหนี้สาธารณะ SCB EIC มองว่านโยบายการเงินจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% และอีก 1 ครั้งภายในครึ่งแรกของปี 2569 เหลือ 1% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและช่วยลดภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ มากกว่าการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อโดยตรง

    ด้านเศรษฐกิจโลก คาดว่าในปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.7% ในปีนี้ โดยมีแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังจากเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า (Front-loading) อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายการเงินและการคลังที่ยังผ่อนคลาย

    สำหรับแนวโน้มนโยบายการเงินโลก ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมรวม 0.50% ในปี 2569 ก่อนจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2% ตลอดปี ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1–1.25% ภายในปีหน้า หลังการปรับเพิ่มค่าจ้างมีความชัดเจนมากขึ้น

    โดยยังชี้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยขยายวงกว้างไปยังทุกกลุ่มรายได้ แม้แต่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 50,000–100,000 บาทต่อเดือน ก็เริ่มเผชิญภาระหนี้ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อในระบบการเงินยังน่าเป็นห่วง

    ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว SCB EIC เน้นย้ำว่า การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจังเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การเติบโตต่ำกว่า 2% กลายเป็น “New Normal” โดยความสำเร็จของการปฏิรูปต้องอาศัยความมุ่งมั่นทางการเมืองที่ชัดเจนและต่อเนื่อง กลไกการทำงานที่โปร่งใส การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รวมถึงมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบในระยะสั้น เพื่อสร้างฉันทามติและแรงสนับสนุนจากสังคม

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw035MiXMrtzRtYYd530DhEA

  • ไทย-กัมพูชา: ทร.ยกเลิกเคอร์ฟิวส์จ.ตราด หลังคุมสถานการณ์ได้ เหตุขัดแย้งยังไม่กระทบการค้า-ท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ (ภาพ: thaigov.go.th)

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวจากศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

    สรุปสถานการณ์

    – เวลา 06:47 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีเข้ามายังดินแดนอธิปไตยของไทยตลอดแนวชายแดน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องป้องกันตนเอง

    – เวลา 07:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้าใส่เนิน 677 ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    – เวลา 11:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 และอาวุธหนักเข้าใส่เนิน 350 อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    – เวลา 12:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้าใส่ปราสาทตาควายอย่างหนัก ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    ทั้งนี้ ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติล่าสุดให้มีการควบคุมการขนส่งน้ำมัน และยุทธปัจจัยทางทะเล สำหรับเรือพาณิชย์ ที่ขึ้นทะเบียนสัญชาติไทย อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้มีการบังคับใช้เป็นเพียงมติเท่านั้น

    ข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุข ล่าสุดของวันที่ 16 ธ.ค. 68

    – ประชาชนเสียชีวิต (ผลกระทบทางอ้อมจากเหตุการณ์) 15 คน

    – ประชาชนเสียชีวิต (จากการโจมตีของกัมพูชา) 1 คน

    – ประชาชนบาดเจ็บ (จากการโจมตีของกัมพูชา) 6 คน

    – ศูนย์พักพิงชั่วคราว มีจำนวน 996 แห่ง

    – ประชาชนในศูนย์พักพิง จำนวน 263,285 คน

    – โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ 20 แห่ง

    – รพ.สต. ที่ได้รับผลกระทบ 214 แห่ง

    การปฎิบัติการทางทหาร

    ร.ท.หญิง นภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวถึงกรณีที่ล่าสุดมีประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวส์ที่จ.ตราด โดยให้เหตุผลว่ามีความเสี่ยงลดลง ปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ ในส่วนของประชาชนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

    พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาปล่อยข่าวว่าฝ่ายไทยใช้ระเบิดพวงโจมตีกัมพูชาว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาปล่อยข่าวเช่นนี้ มีการปล่อยข่าวแบบนี้มาสักระยะแล้ว ทั้งนี้ ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการใช้ระเบิดพวง ซึ่งทำให้การปล่อยข่าวไม่มีประโยชน์ และทุกการปฎิบัติการทางทหาร การใช้อาวุธทุกชนิดของกองทัพไทย มุ่งไปที่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไม่มีกระทบต่อพลเรือน

    ผลกระทบการค้าและการท่องเที่ยว

    นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตั้งแต่ปิดด่านเมื่อเดือนก.ค. 68 เป็นต้นมา การค้าของประเทศไทยโดยเฉพาะการส่งออกในช่วง 10 (ม.ค.-ต.ค. 68) เดือนแรกโต 13% คิดเป็นมูลค่า 9.3 ล้านล้านบาท ในส่วนของการค้าชายแดน 10 เดือนแรกโต 4.7% คิดเป็นมูลค่า 913 พันล้านบาท

    นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในภาพรวมไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อการค้า โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก สำหรับผู้ประกอบการเชื่อว่าได้รับผลกระทบอยู่บ้าง กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำโครงการหลายโครงการเพื่อให้ค่าครองชีพคงที่ และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วถึง เช่น โครงการธงฟ้า

    ส่วนสถานการณ์ชายแดนที่มีรถบรรทุกน้ำมันค้างคาอยู่ที่ด่านช่องเม็ก มีการตรวจสอบหรือประสานงานกับพาณิชย์ของสปป.ลาว แล้วหรือไม่นั้น นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาบอกแล้วว่า ตรวจสอบแล้วว่าเป็นการค้าปกติ ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับการนำเข้าน้ำมัน

    ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ตรววจสอบกับสำนักงานที่สปป.ลาว แล้วเช่นกัน พบว่า เป็นการค้าปกติ โดยน้ำมันทั้งหมดที่ค้างคาอยู่ที่ด่าน จะเป็นการขนส่งไปที่สปป.ลาว ที่เดียว โดยสำนักงานพาณิชย์ต่างประเทศ ในกรุงเวียงจันทน์ ได้ตรวจสอบแล้วว่า โดยทางสปป.ลาวยืนยันว่าน้ำมันทั้งหมดเป็นการนำเข้าเพื่อใช้ในประเทศสปป.ลาว ส่วนที่เห็นค้างคาอยู่ที่ด่านช่องเม็ก เพราะเขากังวลการจราจรที่จะแออัดในช่วงปีใหม่ ดังนั้น ยืนยันว่าการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดเป็นการใช้ในประเทศสปป.ลาว โดยไม่มีการส่งไปประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด

    ด้านนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า ปัจจุบันยังสถานการณ์ท่องเที่ยวยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยตามปกติ ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ รวมถึงฝั่งทะเลฝั่งอันดามัน และชลบุรี ซึ่งยังไม่มีการยกเลิกท่องเที่ยวแต่อย่างใด โดยล่าสุด ณ วันที่ 15 ธ.ค. 68 มีทักท่องเที่ยวเข้ามา 102,000 คน รวมยอดนักท่องเที่ยวปัจจุบันอยู่ที่ 31.1 ล้านคน โดยมีเป้าหมายปลายปีอยู่ที่ 32.8 ล้านคน

    ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทย ยังเดินทางเที่ยวตามปกติเช่นกัน ส่วนใหญ่จะเน้นเที่ยวภาคเหนือและอีสาน หรือเขาใหญ่ และภาคกลางและกรุงเทพ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวแล้ว 200 ล้านคน-ครั้ง คาดเป้าหมายปลายปีอยู่ที่ 206 ล้านคน-ครั้ง

    อย่างไรก็ตาม หลายประเทศอาจมีความห่วงใยพลเมืองของตนเอง ก็อาจมีการแจ้งเตือนถึงสถานการณ์ และพื้นที่ที่ยังสามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ จึงอาจทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปสู่ภูมิภาคอื่น โดยพื้นที่จังหวัดตราดมีการยกเลิกจองที่พักล่วงหน้าไปบ้าง แต่นักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ก็เข้าใจสถานการณ์และเดินทางท่องเที่ยวต่อ ในส่วนของเที่ยวบินก็ยังให้บริการตามปกติ แต่อาจมีการปรับเวลาให้สอดคล้องกับมาตรการเคอร์ฟิวส์

    ททท. จะชี้แจงข้อเท็จจริง และมาตรการต่าง ๆ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก็จะมีการเร่งประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ กระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงออกมาตรการเยียวยาดูแลผู้ประกอบการให้กลับมามีความพร้อมต่อไป ขอยืนยันว่าอยากให้นักท่องเทียวชาวไทยและต่างประเทศ มีความมั่นใจที่จะเดินทางท่องเที่ยวในไทย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/554142&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1geVIslWCvQmN4p0Y69RBJ

  • SCB EIC คาด GDP ไทยปี 69 โตเพียง 1.5% ชี้เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจาก 2.0% ในปี 2568 และถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ หากไม่รวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนแรงกดดันรอบด้านทั้งจากปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุน รวมถึงข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง

    สำหรับเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มอ่อนแรงลง โดยเฉพาะการส่งออกที่ชะลอตัวจากฐานสูงในปีนี้ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง และการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่ถูกกดดันจากปัญหารายได้ หนี้สิน และเม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐที่ลดลง แม้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ยังเป็นความหวัง แต่ผลเชิงบวกในระยะสั้นยังจำกัดจากข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    ภายใต้ข้อจำกัดของนโยบายการคลังที่ต้องระมัดระวังระดับหนี้สาธารณะ SCB EIC มองว่านโยบายการเงินจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% และอีก 1 ครั้งภายในครึ่งแรกของปี 2569 เหลือ 1% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและช่วยลดภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ มากกว่าการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อโดยตรง

    ด้านเศรษฐกิจโลก คาดว่าในปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.7% ในปีนี้ โดยมีแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังจากเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า (Front-loading) อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายการเงินและการคลังที่ยังผ่อนคลาย

    สำหรับแนวโน้มนโยบายการเงินโลก ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมรวม 0.50% ในปี 2569 ก่อนจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2% ตลอดปี ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1–1.25% ภายในปีหน้า หลังการปรับเพิ่มค่าจ้างมีความชัดเจนมากขึ้น

    โดยยังชี้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยขยายวงกว้างไปยังทุกกลุ่มรายได้ แม้แต่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 50,000–100,000 บาทต่อเดือน ก็เริ่มเผชิญภาระหนี้ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อในระบบการเงินยังน่าเป็นห่วง

    ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว SCB EIC เน้นย้ำว่า การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจังเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การเติบโตต่ำกว่า 2% กลายเป็น “New Normal” โดยความสำเร็จของการปฏิรูปต้องอาศัยความมุ่งมั่นทางการเมืองที่ชัดเจนและต่อเนื่อง กลไกการทำงานที่โปร่งใส การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รวมถึงมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบในระยะสั้น เพื่อสร้างฉันทามติและแรงสนับสนุนจากสังคม

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw035MiXMrtzRtYYd530DhEA

  • SCB EIC คาด GDP ไทยปี 69 โตเพียง 1.5% ชี้เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจาก 2.0% ในปี 2568 และถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ หากไม่รวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนแรงกดดันรอบด้านทั้งจากปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุน รวมถึงข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง

    สำหรับเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มอ่อนแรงลง โดยเฉพาะการส่งออกที่ชะลอตัวจากฐานสูงในปีนี้ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง และการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่ถูกกดดันจากปัญหารายได้ หนี้สิน และเม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐที่ลดลง แม้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ยังเป็นความหวัง แต่ผลเชิงบวกในระยะสั้นยังจำกัดจากข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    ภายใต้ข้อจำกัดของนโยบายการคลังที่ต้องระมัดระวังระดับหนี้สาธารณะ SCB EIC มองว่านโยบายการเงินจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% และอีก 1 ครั้งภายในครึ่งแรกของปี 2569 เหลือ 1% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและช่วยลดภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ มากกว่าการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อโดยตรง

    ด้านเศรษฐกิจโลก คาดว่าในปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.7% ในปีนี้ โดยมีแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังจากเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า (Front-loading) อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายการเงินและการคลังที่ยังผ่อนคลาย

    สำหรับแนวโน้มนโยบายการเงินโลก ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมรวม 0.50% ในปี 2569 ก่อนจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2% ตลอดปี ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1–1.25% ภายในปีหน้า หลังการปรับเพิ่มค่าจ้างมีความชัดเจนมากขึ้น

    โดยยังชี้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยขยายวงกว้างไปยังทุกกลุ่มรายได้ แม้แต่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 50,000–100,000 บาทต่อเดือน ก็เริ่มเผชิญภาระหนี้ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อในระบบการเงินยังน่าเป็นห่วง

    ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว SCB EIC เน้นย้ำว่า การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจังเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การเติบโตต่ำกว่า 2% กลายเป็น “New Normal” โดยความสำเร็จของการปฏิรูปต้องอาศัยความมุ่งมั่นทางการเมืองที่ชัดเจนและต่อเนื่อง กลไกการทำงานที่โปร่งใส การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รวมถึงมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบในระยะสั้น เพื่อสร้างฉันทามติและแรงสนับสนุนจากสังคม

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw035MiXMrtzRtYYd530DhEA

  • นครพนมจัดงานโต้ลมหนาว เคาท์ดาวน์ปีม้ายาว 8 วัน เนรมิตจุดเช็คอินริมโขงเป็นกาแล็กซี

    นครพนมจัดงานโต้ลมหนาว เคาท์ดาวน์ปีม้ายาว 8 วัน เนรมิตจุดเช็คอินริมโขงเป็นกาแล็กซี

    วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

    บริเวณลานกินลมชมวิว ถนนคนเดิน ริมฝั่งแม่น้ำโขง เขตเทศบาลมืองนครพนม ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานงาน Nakhonphanom Winter Festival 2026 ตอน เคียงดาว หนาวลม ชมโขง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมรับฟังการแถลงข่าว

    โดยนางสาวนงนุช สีทาน้อย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม ในฐานะเป็นแม่งานหลัก กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ ว่า เป็นการกระจายกลุ่มเป้าหมายสู่การเข้าถึงการท่องเที่ยวได้สะดวกขึ้น เพื่อการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในหลายมิติ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการท่องเที่ยว เป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และเพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ปักหมุดเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ จ.นครพนมมากยิ่งขึ้น

    กิจกรรมนี้ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาด และประชาสัมพันธ์กลุ่มจังหวัดสนุก (นครพนม,สกลนคร,มุกดาหาร) เที่ยวสนุก สุขสบาย ระหว่างวันที่ 24- 31 ธันวาคม 2568 รวม 8 วัน 8 คืน ณ บริเวณพื้นที่เทศบาลเมืองนครพนม เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ สร้างรายได้ให้กับชุมชน

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยว และประชาชน ฟิตร่างกายเตรียมความพร้อมโต้ลมหนาว เพื่อเผชิญกับความตระการตาที่หลากหลาย รวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร สถานที่สำคัญชื่อดังตลอดริมแม่น้ำโขง เนรมิตสถานที่เหมือนกาแล็กซี (Galaxy) หรือ ดาราจักร ประดับไฟเรืองแสงสวยงามบนถนนริมโขง

    เริ่มจากงานนครพนม DNA 5 MUST “แสงพระเมตตา ส่องฟ้านครพนม” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมของ จ.นครพนม ชู 5 กลยุทธ์ Marketing ภายใต้ 5 must (must to visit, must to eat, must to shop, must to mu, must to rest) จุดพลังท่องเที่ยวนครพนมสู่ Tourism Hub หรือศูนย์กลางการท่องเที่ยว ในช่วงวันที่ 24-26 ธันวาคม 68 รวม 3 วัน บริเวณลานพญาศรีสัตตนาคราช

    ต่อจากนั้นวันที่ 26-28 ธันวาคม 68 รวม 3 วัน เป็นงานประเพณีแห่ดาวชาวศาสนาคริสต์ เริ่มขบวนที่โบสถ์นักบุญอันนา ชุมชนหนองแสง ที่ประดับไฟไลท์ติ้ง เฟสติวัล (Lighting Festival) รวมทั้งขบวนรถแห่ดาวขอพรสุดอลังการ และ ชิม ช้อป ชิว ที่ตลาดคริสสต์มาส

    วันที่ 29-31 ธันวาคม 68 ร่วมเคาท์ดาวน์นับถอยหลังสู่ศักราชใหม่ปี 2569 ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช พร้อมเพลิดเพลินกับอุโมงค์ไฟดาวล้านดวงที่ทอดยาวเลียบลำน้ำโขงระยะทาง 500 เมตร ถือว่าเป็นอุโมงค์ไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย  พร้อมนำพาทุกท่านได้ถ่ายรูปเช็คอิน ใต้แสงไฟระยิบระยับ ประหนึ่งดาวล้านดวง บริเวณริมเขื่อนถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม

    ส่วนวันที่ 1 มกราคม 2569 เชิญร่วมชมแสงแรกปีใหม่ โดยดวงอาทิตย์ริมโขงนครพนม ขึ้นช้ากว่าผาชะนะได จ.อุบลฯ เพียง 5 วินาทีเท่านั้น จึงเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นเป็นอันดับสองของประเทศไทย และพิธีตักบาตรพระรับสิ่งดีๆตลอดปี 2569 บริเวณริมเขื่อนแม่น้ำโขง

    นอกจากนี้ จ.นครพนม ขอนำเสนอจุดเช็คอินแห่งใหม่คือ ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ริมแม่น้ำโขง หรือ Mekhong River Eyes  ขนาดความสูง 49.5 เมตร เทียบเท่าตึก 16 ชั้น ภายในสวนเทิดพระเกียรติ (ท้ายเมือง) ซึ่งเป็นชิงช้ายักษ์แห่งแรกในภาคอีสาน มีจำนวน 28 กระเช้า หนึ่งกระเช้านั่งได้ 4 คนภายในมีแอร์ฉ่ำ รองรับจำนวนผู้โดยสารได้ถึง 112 คนต่อเที่ยว ถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่ชาวนครพนมภาคภูมิใจ เป็นจุดเช็คอินที่ขึ้นชมทัศนียภาพจากมุมสูงของสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงไทยลาวแบบ 360 องศา

    โดย ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า จังหวัดนครพนมมีความพร้อมมาก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร การคมนาคม ในปัจจุบันการท่องเที่ยวในจังหวัดเติบโตขึ้นมาก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การเดินทางสามารถมาได้ทั้งเส้นทางคมนาคมที่เป็นถนน 4เลน และมีสายการบินวันละ 6 เที่ยวบิน

    และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้มากยิ่งขึ้น จังหวัดนครพนมจึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมเทศกาลส่งท้ายปีเก้าต้อนรับปีใหม่ Nakhonphanom Winter Fesival 2026 ตอน เคียงดาว หนาวลม ชมโขง ขึ้น โดยผู้ที่มาร่วมงานจะได้สัมผัสกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามริมฝั่งโขง หรือถ้าอยากล่องเรือเพื่อชมความงามของเมืองและแม่น้ำโขงก็ได้เช่นเดียว รวมทั้งขอต้อนรับกลุ่มรถบ้านที่ให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยนำรถเข้าจอดนอนชมดาวเคล้าเสียงลมริมน้ำโขง จังหวัดนครพนมจึงพร้อมขับเคลื่อนเป็นเส้นทางท่องเที่ยวในทุกมิติได้ตลอดทั้งปี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/458840&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iNP1bERZurAYiX5ARLUrU

  • รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เปิดการท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรม จิบกาแฟชิมชาสวรรค์ “หนาวนี้ที่แม่เหาะ” | TOPNEWS

    รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เปิดการท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรม จิบกาแฟชิมชาสวรรค์ “หนาวนี้ที่แม่เหาะ” | TOPNEWS

    วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ สวนสานต่อ…ที่พ่อทำ ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายศราวุธ มูลโพธิ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้เดินทางเป็นประธานเปิดงาน โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจและศูนย์เรียนรู้บนพื้นที่สูงตามวิถีอัตลักษณ์ ปี 2569 ภายใต้กิจกรรม ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามวิถีอัตลักษณ์ชุมชนบนพื้นที่สูง และ กิจกรรมศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง “หนาวนี้ที่แม่เหาะ ประจำปี 2568

    โดยมี นายสัญญา โพธิ์ทองคำ ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพล จังหวัดเชียงใหม่ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาราษฏรบนพื้นที่สูง จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายวิมล สาเมือง ปลัดอาวุโสบริหารงานปกครอง อ.แม่สะเรียง หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐภาคเอกชน สถานศึกษา และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรม


    กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามวิถีอัตลักษณ์ชุมชนบนพื้นที่สูง และการท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรม รวมถึงการส่งเสริมให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามวิถีอัตลักษณ์ชุมชนบนพื้นที่สูง ซึ่งภายในงาน มีกิจกรรมตลาด นัดชุมชน การสาธิตย้อมสีธรรมชาติด้วยนวัตกรรมใหม่ การประกวดผลิตภัณฑ์ลายผ้าทอกะเหรี่ยงเพื่อยกระดับการพัฒนาผ้าทอ นิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ ฐานการเรียนรู้และเมนูอาหารชาติพันธุ์ ให้ลิ้มลอง และสัมผัสวิถีชีวิตชาติพันธุ์ แบบเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ จิบกาแฟสดรสแม่เหาะ และชิม “ชาสวรรค์” ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย


    ทั้งนี้ ตำบลแม่เหาะ ยังมีต้นทุนทางด้านภูมิประเทศ ขุนเขาที่สวยงาม สภาพอากาศที่เย็นตลอดทั้งปี เอื้อต่อการพัฒนาเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นแนวทางในการพัฒนางาน สร้างอาชีพ ให้พี่น้องประชาชนมีรายได้ ภายใต้ต้นทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่ จึงเป็นที่มาของกิจกรรม “หนาวนี้ที่แม่เหาะ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1425632&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dFsO6hTeQMD1qF7ngaUZT

  • การท่องเที่ยวเสียมเรียบเสียหายหนักจากเหตุปะทะล่าสุดกับไทย

    การท่องเที่ยวเสียมเรียบเสียหายหนักจากเหตุปะทะล่าสุดกับไทย

    Geopolitics

    การท่องเที่ยวเสียมเรียบเสียหายหนักจากเหตุปะทะล่าสุดกับไทย

    เหตุปะทะล่าสุดระหว่างไทยกับกัมพูชาส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลัวการเดินทางไปเสียมเรียบ พ่อค้าแม่ค้าและบริษัททัวร์ต่างรายงานตรงกันว่าธุรกิจดิ่งหนัก

    เว็บไซต์เดอะสเตรทส์ไทม์สของมาเลเซียรายงานว่า โดยปกติเดือน ธ.ค.จะเป็นฤดูไฮซีซันของการท่องเที่ยวกัมพูชา ตลาดเก่าเมืองเสียมเรียบนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ แต่ปีนี้แตกต่างออกไป 

    เพ็ง ทิตตะรารักสมี วัย 44 ปี เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าและของที่ระลึก เผยว่า ธุรกิจ “แย่มาก”

    “ก่อนเหตุระเบิด อย่างเดือนที่แล้วลูกค้าเยอะ ตอนนี้เหลือไม่กี่คน” เธอกล่าวและว่าการค้าขายลดลง 40% นับตั้งแต่สองประเทศปะทะกันอีกรอบในวันที่ 8 ธ.ค. หลังจากสู้รบกันห้าวันในเดือน ก.ค.

    วันจัน นารี วัย 41 ปี เจ้าของร้านเครื่องประดับในตลาดเดียวกันเล่าว่า เดือน ธ.ค. เคยขายของได้วันละ 100 ดอลลาร์ ตอนนี้ได้วันละ 10 ดอลลาร์ก็โชคดีแล้ว

    “ก่อนสู้รบค้าขายปกติเพราะเป็นไฮซีซัน ตอนนี้อยู่ระหว่างสงคราม เงียบมาก”

    ด้าน วง โสมุนี วัย 41 ปี สามีของเธอกล่าวเสริม

    “ถ้าสงครามยังยืดเยื้อยาวนาน จะต้องส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยว”

    แม้เมืองเสียมเรียบจะห่างจากจุดปะทะชายแดนใกล้ที่สุดขับรถสองชั่วโมงครึ่ง แต่ชาวต่างชาติก็ระวังตัวไม่เข้ามาเที่ยว

    วีแอลเค รอยัล ทัวริสซิม บริษัททัวร์ในเสียมเรียบเผยว่า คณะทัวร์ 10 คณะที่จะมาเยือนในเดือนนี้ยกเลิกไปแล้วสี่คณะ

     ไพ โสภาค กล่าวว่า แผนการท่องเที่ยวภูมิภาคสองสัปดาห์ที่มาทั้งกัมพูชา ไทย ลาว เวียดนาม ตอนนี้นักท่องเที่ยวเลือกไปฮานอยที่เดียว เกรงว่า ถ้ายังสู้รบต่อไปนักท่องเที่ยวคงไม่กล้ามากัมพูชาพากันยกเลิกมากกว่านี้

    “ไม่มีนักท่องเที่ยวก็ไม่มีรายได้” โสภาค วัย 33 ปีกล่าว

    เจ้าหน้าที่ขายตั๋วเข้าชมนครวัด มรดกโลกของยูเนสโกเผยว่า นับตั้งแต่เกิดการสู้รบชายแดนยอดผู้เข้าชมลดลง 10%

    จัน สิท มัคคุเทศก์นครวัด กล่าวว่า ปกติเขาหาเงินได้วันละ 30 ดอลลาร์ ตอนนี้สักดอลลาร์เดียวก็หายากมาก ก่อนหน้านี้เคยมีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่จากไทย ลาว และเวียดนาม

    “ถึงวันหยุดสัปดาห์พวกเขาจะข้ามพรมแดนทางบกเข้ามา แต่ตอนนี้เงียบ”

    นารีตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ใช่แค่ชาวต่างชาติเท่านั้น คนกัมพูชาก็ไม่มาเสียมเรียบเช่นกัน บางคนกลัวเหตุปะทะชายแดน คนอื่นๆ “กำลังวุ่นระดมบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและทหาร (แนวหน้า) จึงไม่มีใครมาซื้อของ”

    การสู้รบยังมีอยู่ต่อไปหลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลของไทย ให้คำมั่นว่า “จะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารจนกว่าเรารู้สึกว่าไม่มีอันตรายและไม่มีภัยคุกคามต่อแผ่นดินและประชาชนอีกต่อไป”โดยไม่สนใจความต้องการหยุดยิงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ

    อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวบางคนยังมาเที่ยวกัมพูชาตามแผนเดิม แม้เกิดความขัดแย้งชายแดน อย่างแรนดี ซันเดล อดีตครู วัย 56 ปีจากชิคาโก เที่ยวเมืองไทยเสร็จแล้วบินมาเสียมเรียบ

    “เราวางแผนการเดินทางครั้งนี้ไว้ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง และเราทราบสถานการณ์ดี แต่ผมไม่กังวล เราอยู่ห่างไกลจากพื้นที่สู้รบมากจึงไม่รู้สึกว่าจะมีปัญหาอะไร” แรนดีกล่าว เขามากับแดนนี พาร์ค เจ้าของธุรกิจการศึกษา วัย 32 ปี ที่กล่าวว่า การสู้รบมีเฉพาะแนวชายแดน

    “เราคุยกับหลายคนที่นี่ เพื่อนที่นี่ พวกเขาบอกว่า ส่วนใหญ่ก็ปกติดี”

    ก่อนเกิดความขัดแย้งครั้งล่าสุด กัมพูชาต้องเผชิญกับข่าวเสียๆ หายๆ จากแก๊งมิจฉาชีพในประเทศอยู่แล้ว เมื่อต้นสัปดาห์นี้ สื่อของรัฐบาลกัมพูชารายงานว่า ทางการได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของเกาหลีใต้จับกุมผู้ต้องสงสัยประมาณ 50 คน และทลายแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์ในเมืองสีหนุวิลล์ จังหวัดพระสีหนุ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

    ปาร์ค ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลี เผย

    “เพื่อนชาวเกาหลีหลายคนบอกฉันว่า คุณควรระวังตัวเวลาไปกัมพูชาตอนนี้ เพราะมีคนถูกลักพาตัวและถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์”

    แม้แต่ก่อนปะทะ นักท่องเที่ยวก็มากัมพูชาลดลงอยู่แล้ว

    สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคมนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือน 4.75 ล้านคน ลดลง 11.6%จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2024เจ้าหน้าที่ระบุว่าสาเหตุมาจากนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงเพราะปฏิบัติการทางทหารของไทย

    ปาร์ก ผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของกัมพูชาเป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    “ฉันหวังว่าพวกเขาจะแก้ไขวิกฤติชายแดนได้โดยเร็วที่สุด หวังว่าเราจะสามารถทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ และธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้ รวมถึงครอบครัวที่พึ่งพาธุรกิจเหล่านี้ จะสามารถกลับมาหารายได้ได้อีกครั้ง”

    นอกจากผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชาแล้ว บางคนยังเกรงว่าการปะทะกันอาจสร้างความเสียหายให้กับแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย

    กัมพูชาอ้างว่ากองทัพไทยได้โจมตีบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ ทำให้สิ่งปลูกสร้างบางส่วนได้รับความเสียหาย

    อินเดียแสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่อนุรักษ์ เนื่องจากอินเดียมีส่วนร่วมในการช่วยอนุรักษ์สถานที่ดังกล่าว

    องค์การยูเนสโกเองก็เรียกร้องให้มีการ “ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของภูมิภาคในทุกรูปแบบอย่างเร่งด่วน” และ “ย้ำเตือนทุกฝ่ายถึงพันธกรณีและความมุ่งมั่นเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1212386&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a_gUf68xvXYBqqfsJIM6o