Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “นฤมล” นำทีมประชุมคกก.ส่งเสริมการศึกษาเอกชน ปรับแก้ไขร่างประกาศกช. เสริมสภาพคล่องโรงเรียน รองรับแผนพัฒนาการเรียนการสอน | TOPNEWS

    “นฤมล” นำทีมประชุมคกก.ส่งเสริมการศึกษาเอกชน ปรับแก้ไขร่างประกาศกช. เสริมสภาพคล่องโรงเรียน รองรับแผนพัฒนาการเรียนการสอน

    • เผยแพร่ : 16/12/2025 19:33

    “รมว.นฤมล”เคาะร่างประกาศ กช. หลักเกณฑ์ฯ กู้เงิน-ยืมเงิน พัฒนาคุณภาพผู้เรียน รร.ในระบบ-รร.สอนศาสนา พร้อมกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษร้อยละ 2-ปลอดดอกเบี้ย เยียวยาเหตุภัยพิบัติ

    “นฤมล” นำทีมประชุมคกก.ส่งเสริมการศึกษาเอกชน ปรับแก้ไขร่างประกาศกช. เสริมสภาพคล่องโรงเรียน รองรับแผนพัฒนาการเรียนการสอน – Top News รายงาน

    นฤมล

    เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 4/2568 โดยมีคณะกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงแก้ไขประกาศกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างประกาศ กช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไข การกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ. …. และ ร่างประกาศ กช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ. ….

    “ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศฯ ทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เช่น เพิ่มเติมคำว่า ภัยพิบัติ ในบทนิยาม, กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสำหรับโรงเรียนในระบบ ร้อยละ 2 ต่อปี และปลอดดอกเบี้ยสำหรับเหตุจากภัยพิบัติ, ให้สิทธิกู้ยืมซ้ำสำหรับผู้กู้เดิม ส่วนร่างประกาศฯ สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ กำหนดเกณฑ์/ลักษณะต้องห้ามโรงเรียนที่มีสิทธิยืมเงิน, กำหนดเกณฑ์พิจารณาให้ยืมเงิน, มาตรการช่วยเหลือผู้ยืมเงิน การลด/งดเบี้ยปรับ ขอพักชำระหนี้ การขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอีกไม่เกินสามปี เป็นต้น ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าประกาศดังกล่าว จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับโรงเรียน และช่วยเหลือเยียวยาสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแต่งตั้งอนุกรรมการพัฒนากฎหมายการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประกอบด้วย เลขาธิการ กช. เป็นที่ปรึกษา นายอรรถพล ตรึกตรอง เป็นประธานอนุกรรมการ มีอนุกรรมซึ่งเป็นผู้แทนภาคเอกชนและนิติกร สช.จำนวน 16 ราย เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ หรือเสนอแนะการพัฒนากฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ศึกษา วิเคราะห์และจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่อไป

    นอกจากนี้ ได้รับทราบรายงานการสำรวจข้อมูลนักเรียนและโรงเรียนเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีนักรเรียนได้รับผลกระทบ จำนวน 81,891 คน และโรงเรียนเอกชน 480 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 389 ล้านบาท ซึ่งทาง สช. ได้นำข้อมูลส่งให้ สป. รวบรวมเพื่อเสนอ ครม.อนุมัติให้การช่วยเหลือเยียวยานักเรียนในภาพรวมของ ศธ. เพื่อเยียวยาชดเชยเป็นเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โครงการเรียนฟรี 15 ปี ทั้งค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าหนังสือเรียน ส่วนมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน อาคารเรียน ครุภัณฑ์/อุปกรณ์การศึกษา อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรับรองข้อมูลความเสียหายจากหน่วยงานในพื้นที่

      

    600072774_895955589529224_4888291025563874155_n

    งิ้วเปลี่ยนหน้ากากขณะไถสกี

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) บุกโรงงาน ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์’ ฝีมือจีน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนเปิดเที่ยวบิน ‘เสิ่นหยาง-กรุงเทพฯ’หนุนท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค

    “ซาบีดา” เปิดโครงการส่งเสริม สืบสานศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นจ.นครสวรรค์ “ต้นไม้วัฒนธรรมหลากสีแห่งเมืองสวรรค์” ปลูกพลังวัฒนธรรม สู่เมืองสวรรค์อย่างยั่งยืน

    ตม.ประจวบฯ สานสัมพันธ์ จัดหางานจังหวัดฯ สวัสดีปีใหม่

    ส่องลุคแฟชั่นผ้าไทยสไตล์ “ซาบีดา” สวมเสื้อแซว ทรงไทยจิตรลดา นุ่งมัดหมี่โฮล ราชินีแห่งผ้า อัตลักษณ์ประจำจังหวัดสุรินทร์

    อบจ.ปทุมธานี เตรียมจัดงานใหญ่ รำลึกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประจำปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1425553&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw332PCIIvHfmaCqJnfk4xXB

  • ‘น้ำท่วมใต้’ ทัวริสต์ ‘มาเลเซีย’ หาย 55%  ฉุดยอดรวมต่างชาติเที่ยวไทยปี 68 เหลือ 32.8 ล้านคน

    ‘น้ำท่วมใต้’ ทัวริสต์ ‘มาเลเซีย’ หาย 55% ฉุดยอดรวมต่างชาติเที่ยวไทยปี 68 เหลือ 32.8 ล้านคน

    จากสถานการณ์ “น้ำท่วมภาคใต้” ใน 9 จังหวัด พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูคือ “อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา” โดยบ้านเรือน ทรัพย์สิน โรงแรมที่พัก และธุรกิจต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) คาดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูประมาณ 1 เดือน

    ส่วนอีก 8 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบในระดับต่ำ-ปานกลาง ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติ โดยช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ (5-7 ธ.ค.) ในพื้นที่ท่องเที่ยว 8 จังหวัด คาดมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 40-66%

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ททท.ได้ปรับคาดการณ์การเดินทางของ “ตลาดในประเทศ” ว่าแนวโน้มเดือน ธ.ค. 2568 จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าไปใน “จ.สงขลา” ประมาณ 244,300 คน-ครั้ง หดตัว 21.89% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,920 ล้านบาท หดตัว 23.57% ส่งผลให้ “ภาคใต้” ในเดือน ธ.ค. มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 1.73 ล้านคน-ครั้ง หดตัว 5.37% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 17,190 ล้านบาท หดตัว 7.14% ขณะที่ “ภาพรวมทั้งประเทศ” เดือน ธ.ค. คาดมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 18.33 ล้านคน-ครั้ง หดตัว 2.04% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 108,980 ล้านบาท หดตัว 3.63%

    ส่วนแนวโน้มตลาดในประเทศจากผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ตลอดปี 2568 คาดว่า “จ.สงขลา” จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 3.40 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 1.43% เทียบกับทั้งปี 2567 ขณะที่รายได้ทางการท่องเที่ยวอยู่ที่ 22,973 ล้านบาท หดตัว 1.84% ส่งผลให้ “ภาคใต้” มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 23.11 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.80% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 205,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.90% ด้าน “ภาพรวมทั้งประเทศ” ปี 2568 มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือน 201.47 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 1.05% และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,159,480 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.13%

    ‘น้ำท่วมใต้’ ทัวริสต์ ‘มาเลเซีย’ หาย 55%  ฉุดยอดรวมต่างชาติเที่ยวไทยปี 68 เหลือ 32.8 ล้านคน

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดในประเทศ ได้แก่ 1.ความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจหาดใหญ่ บ้านเรือน ทรัพย์สิน โรงแรมที่พัก และธุรกิจต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และจากข้อมูลสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ ระบุว่า โรงแรมที่พักในหาดใหญ่ 95% ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งในส่วนโครงสร้างอาคาร ห้องพัก ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการซ่อมสร้าง ฟื้นฟูสภาพเมืองอย่างน้อย 1 เดือน

    2.ภาพลักษณ์ความปลอดภัยในหาดใหญ่ จากภาพข่าวพฤติกรรมของประชาชนบางส่วน อาทิ การข่มขู่จะทำร้ายเจ้าหน้าที่กู้ภัย การโจรกรรมทรัพย์สินร้านสะดวกซื้อและตู้คอนเทนเนอร์รถไฟ ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความวิตกกังวล บางส่วนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าพื้นที่หาดใหญ่

    3.การย้ายพื้นที่การแข่งขันกีฬาต่างๆ ของซีเกมส์ 2025 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค. 2568 มายังกรุงเทพฯ ทำให้สูญเสียโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ จ.สงขลา

    และ 4.ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวกังวลกับเชื้อโรคที่เกิดขึ้นหลังจากน้ำท่วม ทั้งจากขยะ ฝุ่น PM.10 ซึ่งเป็นฝุ่นที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด มีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและปอด ทำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงที่จะเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว

    ฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์นักท่องเที่ยว “ตลาดต่างประเทศ” พบว่าระหว่างวันที่ 1-30 พ.ย. 2568 มีจำนวนเดินทางเข้าไทย 2,728,859 คน หดตัว 7% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 โดยเดือน พ.ย.ถือเป็นเดือนที่เข้าสู่ไฮซีซันเต็มตัว ตลาด “มาเลเซีย” ได้รับผลกระทบอย่างหนักและมีส่วนฉุดการเติบโตในภาพรวมของเดือน พ.ย. ลง ซ้ำเติมจากเดิมที่มีผลกระทบจากการลดลงของตลาดเอเชีย เนื่องจากมีสัดส่วนมากกว่า 70% ที่เดินทางผ่านด่านชายแดนทางบกบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย

    “แม้สถานการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จะคลี่คลายแล้ว แต่การฟื้นตัวของผู้ประกอบการชาวไทยและความวิตกกังวลในการเดินทาง ยังคงส่งผลกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยว”

    ทั้งนี้ ททท.ประเมินผลกระทบสถานการณ์ของตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียว่า เฉพาะเดือน ธ.ค. 2568 คาดว่าจะมีจำนวนเดินทางเข้าไทย 205,000 คน ลดลง 55% และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 4,444 ล้านบาท ลดลง 54% จากช่วงเดียวกันของปี 2567

    ส่วนภาพรวมตลาดมาเลเซียตลอดปี 2568 คาดว่าจะมีจำนวนเดินทางเข้าไทยประมาณ 4.38 ล้านคน ลดลง 11% จากปี 2567 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 93,475 ล้านบาท ลดลงในอัตราเดียวกัน ขณะที่ “ภาพรวมตลาดต่างประเทศ” ปี 2568 คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยประมาณ 32.83 ล้านคน ลดลง 8% และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 1.52 ล้านล้านบาท ลดลง 5% จากปี 2567

    ‘น้ำท่วมใต้’ ทัวริสต์ ‘มาเลเซีย’ หาย 55%  ฉุดยอดรวมต่างชาติเที่ยวไทยปี 68 เหลือ 32.8 ล้านคน

    หลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยเฉพาะ “ตลาดกิมหยง” เขตอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านเศรษฐกิจสำคัญของ จ.สงขลา ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ต้องดำเนินการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนทั้งด้านสาธารณสุขและการกำจัดขยะ

    ด้านความรู้สึก (Sentiment) ของนักท่องเที่ยวต่อเหตุการณ์น้ำท่วม ในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม เพราะยังคงมีความกังวลเรื่อง “ผลกระทบระยะยาว” โดยเฉพาะการจัดการวิกฤติ การย้ายสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาเพื่อปรับกิจกรรมท่องเที่ยวบางส่วน อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในการเดินทาง

    “คาดว่าเหตุน้ำท่วมภาคใต้จะส่งผลกระทบยืดเยื้อตลอดเดือน ธ.ค. 2568 เนื่องจากต้องฟื้นฟู ทำความสะอาดพื้นที่ที่ประสบเหตุ ในส่วนของผู้ประกอบการอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวได้เต็มรูปแบบ” ผู้ว่าการ ททท. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212421&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cY0w_eMtmswmSP5oXAIA7

  • ชาวเช็กวางแผนใช้เงินเฉลี่ย 12,600 เช็กคราวน์ ในช่วงคริสต์มาสนี้

    ชาวเช็กวางแผนใช้เงินเฉลี่ย 12,600 เช็กคราวน์ ในช่วงคริสต์มาสนี้

    แม้ว่าเศรษฐกิจเช็กจะยังมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อยังคงอยู่ แต่การใช้จ่ายในช่วงคริสต์มาสของสาธารณรัฐเช็กยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนักจากปีที่ผ่านมา จากรายงานการวิจัยของสมาคมธนาคารเช็กและบริษัทวิจัย Ipsos พบว่า ผู้ซื้อชาวเช็กวางแผนที่จะใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 12,600 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 19,500 บาท ในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 12,500 เช็กคราวน์ในปี 2024 โดยอันดับที่ 1 ของการใช้จ่ายเป็นการซื้อของขวัญให้กับคนในครอบครัว ซึ่งครึ่งหนึ่งของครัวเรือนทั้งหมดคาดว่าจะใช้จ่ายมากถึง 5,000 เช็กคราวน์สำหรับของขวัญ ในขณะที่อีกหนึ่งในห้าจะใช้จ่ายระหว่าง 5,000 ถึง 10,000 เช็กคราวน์ การใช้จ่ายอันดับที่ 2 คือ อาหารและเครื่องดื่มซึ่งคาดว่าจะมีการใช้จ่ายประมาณ 3,000 เช็กคราวน์ต่อครัวเรือน ตามมาด้วยของตกแต่ง ซึ่งมักจะอยู่ต่ำกว่า 1,000 เช็กคราวน์ ทั้งนี้ การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในปี 2023 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12,000 เช็กคราวน์ แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าครอบครัวชาวเช็กพยายามรักษาสมดุลระหว่างการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยในช่วงเทศกาลกับความระมัดระวังทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปัจจุบันค่าครองชีพยังคงสูงอยู่ ซึ่งมีผู้บริโภคเพียงประมาณร้อยละ 2 ของชาวเช็กที่กู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายในช่วงเทศกาล และจำนวนเงินมักจะต่ำกว่า 5,000 เช็กคราวน์ ส่วนใหญ่มักใช้ซื้อของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน “ข้อมูลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อของขวัญคริสต์มาสเป็นความคิดที่ไม่ดี” Mr. Filip Hanzlík ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและรองผู้อำนวยการบริหารของสมาคมธนาคารเช็กกล่าว เขาเน้นย้ำว่าความตระหนักรู้ทางการเงินและนิสัยการใช้จ่ายอย่างรอบคอบยังคงแข็งแกร่งแม้จะมีสิ่งล่อใจผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น 

    จากผลสำรวจเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่เผยแพร่โดย Alma Career สาขาเช็ก ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทด้านทรัพยากรบุคคลของยุโรป รายงานว่าโบนัสคริสต์มาสยังคงไม่เท่าเทียมกันในตลาดแรงงาน โดยรูปแบบการให้รางวัลสิ้นปีที่พบได้บ่อยที่สุดไม่ใช่เงินเดือนเดือนที่ 13 ที่คงที่ แต่เป็นโบนัสตามผลงานที่เชื่อมโยงโดยตรงกับผลประกอบการทางเศรษฐกิจของบริษัท โดยจำนวนเงินจะอยู่ระหว่าง 22,000 ถึง 46,000 เช็กคราวน์ ตามข้อมูลปี 2023 จากหอการค้าเช็กการจ่ายเงินจำนวนมากนี้มีจุดประสงค์สองประการ คือ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาพนักงานที่มีทักษะ แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเหลื่อมล้ำเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนตามระดับรายได้ สำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำที่สุด (ต่ำกว่า 33,500 เช็กคราวน์) โอกาสที่จะได้รับโบนัสเป็นประจำหรือเป็นครั้งคราวอยู่ที่ร้อยละ 46 สำหรับพนักงานในกลุ่มรายได้ปานกลาง (รายได้ 33,500 ถึง 100,000 เช็กคราวน์) ความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 และไม่น่าแปลกใจสำหรับพนักงานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุด (สูงกว่า 100,000 เช็กคราวน์) โอกาสที่จะได้รับรางวัลสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 67 ซึ่งยืนยันถึงความเหลื่อมล้ำตามรายได้ที่ชัดเจนในตลาดแรงงานของเช็ก สำหรับปีนี้ พนักงานยังเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับเงินที่จะได้รับมีเพียงร้อยละ 15 ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่ได้รับคำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนว่าจะได้รับโบนัสในเดือนธันวาคมปี 2025 และพนักงานส่วนใหญ่ร้อยละ 55 ยังคงกังวลใจหรือไม่คาดหวังว่าจะได้รับโบนัสเลย 

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้นแนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสของทุกปี โดยผู้บริโภคจะใช้จ่ายเงินไปกับของขวัญและงานเลี้ยง ดังนั้น สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ขนม สินค้าเพื่อสุขภาพ/ความงาม และของใช้/ของตกแต่งบ้าน จึงมีโอกาสเติบโตสูงในช่วงดังกล่าว ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่สนใจส่งออกสินค้าของขวัญ หรือแพ็กเกจของขวัญพรีเมียม รวมถึงสินค้าเพื่อจัดงานเลี้ยงในบ้านสามารถพิจารณากลยุทธ์ในการจัดโปรโมชันเพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเทศกาล ทั้งนี้ ประมาณ 1 ใน 4 ของครัวเรือนเช็กจะซื้อของขวัญใกล้ถึงคริสต์มาส (Last-minute) แม้จะเสี่ยงต่อราคาที่สูงขึ้นก็ตาม ส่วนที่เหลือจะเลือกซื้อของขวัญล่วงหน้า 1–3 เดือน เพื่อรอโปรโมชันหรือราคาที่เหมาะสม โดยช่วงเดือนปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปีจะมีการจัดโปรโมชัน Black Friday และ Cyber Monday เป็นประจำทุกปีที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้เป็นจำนวนมาก โดยผู้บริโภคเช็กให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นต่อผู้ขายและรีวิวสินค้า โดยเฉพาะในช่วงโปรโมชั่นใหญ่ เพราะมีสินค้าจำนวนมากและข้อเสนอจากหลากหลายบริษัท ดังนั้น การมีรีวิวจริง นโยบายคืนสินค้า ช่องทางการชำระเงินที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/z78gfn3as1o0p1qoxm6gbj2b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KN1hMAh-IG-kzZaObyQG2

  • ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เปิดวิสัยทัศน์ ยกเครื่องประเทศไทย สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เปิดวิสัยทัศน์ ยกเครื่องประเทศไทย สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เปิดวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทําได้’ มุ่งผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ย้ำ ยกเครื่องประเทศไทย ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เปิดตัวและกล่าวแสดงวิสัยทัศน์เป็นครั้งแรกในงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทําได้” ยศชนันได้สรุปบทบาทการทำงานในฐานะนักวิจัยและนักบริหาร โดยเฉพาะงานวิจัยสำคัญที่เข้าแก้ไขข้อจำกัดของความพิการ และการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากระบบประสาทและสมอง พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันประเทศเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ด้วยเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    วิสัยทัศน์สำคัญของ ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นว่าวิกฤติที่ไทยกำลังเผชิญในปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ครั้งนี้ยศชนันมองว่าเป็นวิกฤติที่คับขันและซับซ้อนกว่า จากการเป็นวิกฤติเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว สู่วิกฤติที่ซ้อนทับกับวิกฤติอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี (Tech Disruption) ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics) และความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change)

    ทว่า ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยยังมีความหวัง เสนอการปรับโครงสร้างต่างๆ ใหม่ โครงสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างทางเทคโนโลยี ผสมกับความคิดสร้างสรรค์ของความเป็นคนไทย ยศชนัน ยืนยันว่าทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ และพร้อมนำพาประเทศให้หลุดพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้

    ‘ยศชนัน’ วางเป้าหมายสำคัญของพรรคเพื่อไทยคือการวางรากฐานประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ด้วยการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง ‘ยศชนัน’ เสนอให้พัฒนาเครื่องจักรทางเศรษฐกิจทั้งเครื่องจักรเดิม คือภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ ซึ่งยศนันมองว่าการยกระดับต้องเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปพัฒนาในทุกอุตสาหกรรมในทุกรูปแบบ

    ‘ยศชนัน’ ยกตัวอย่างภาคเกษตรกรรม และย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคยทิ้งภาคการเกษตร ในการพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเกษตรต้องมาเป็นอันดับ 1 พร้อมยกตัวอย่างว่าภาคการวิจัย คนไทย นักวิจัยไทยมีความสามารถและความรู้ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ รวมถึงแสดงวิสัยทัศน์ในการสร้างความร่วมมือจากรัฐ ส่งเสริมสตาร์ทอัพและคนรุ่นใหม่ให้ก้าวไปในระดับโลก

    ทั้งยังกล่าวถึงการเปิดโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการพัฒนาภาคบริการที่ต้องมีความปลอดภัย ส่งเสริมความสุข โดยที่สำคัญคือยศชนันกล่าวถึงการสนับสนุนด้านกีฬาทุกรูปแบบ และย้ำว่าถึงการสนับสนุนดนตรีและศิลปะ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใน DNA ของคนไทย

    นอกจากการอัพเกรดเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ ‘ยศชนัน’ ยังกล่าวถึงสร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ การรับเทคโนโลยีต่างประเทศ ประเทศไทยต้องเตรียมการพัฒนาคนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย ทำให้ประเทศไทยสามารถรับความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ นำไปสู่การต่อยอดอุตสาหกรรมที่มีอยู่ไปสู่อุตสาหกรรมคุณภาพสูงได้ด้วยความรู้และงานวิจัย

    เพื่อรอบรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง ‘ยศชนัน’ สรุปการหน้าที่ของภาครัฐไว้ 3 ประการ คือ

    1. การสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสร้างความมั่นคงในทุกด้าน

    2. การทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ (Rule of Law) ยศชนันเสนอการแก้ปัญหาการคอรัปชั่นด้วยการสร้างความโปร่งใสด้วยรัฐบาลดิจิตัล และการสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านคอรัปชั่น

    3 คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งยศชนันเน้นไปที่การสร้างคนคือการศึกษา โดยยศชนันวางเงื่อนไขว่าการพัฒนาการศึกษาจะต้องปรับตัวอย่างไร หากประเทศไทยมีเป้าหมายเป็นระบบเศรษฐกิจคุณภาพสูง การศึกษาในทุกระดับชั้นตลอดจนการอัพสกิล รีสกิลผู้สูงอายุ ทุกองคาพยพเมื่อมีเป้าหมายเดียวกัน ก็จะสามารถปรับปรุงไปยังเป้าหมายเดียวกันได้

    สุดท้าย ‘ยศชนัน’ สรุปว่าการลงมือทำ และการเดินทางในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเดินทางของพรรคเพื่อไทย แต่คือการเดินทางเพื่อให้ทุกคนได้กลับมาร่วมกันสร้างประเทศไทยขึ้นอีกครั้ง

    ‘ยศชนัน’ กล่าวว่า ‘การเดินทางของพวกเราในครั้งนี้ คงไม่ใช่แค่การเดินทางของพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่เป็นการเดินทางให้พวกเราได้กลับมาช่วยกันสร้างประเทศไทยที่ดีขึ้นอีกครั้ง วันนี้ทุกคนจากพรรคไทยรักไทย จากพรรคที่อาจจะไม่ได้รับความยุติธรรม ทุกคนกลับมาที่บ้านของเรา บวกกับคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย เรากลับมารวมกัน ผมมั่นใจมากว่าเราทำได้’

    และส่งท้ายว่า “เริ่มจากวันนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ ยกเครื่องประเทศไทย ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้ แน่นอน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/ZR8dyICZv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26lJDbFBnFxFwpejR2fBQU

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • ประวัติ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งเดียวจากพรรคเศรษฐกิจ

    ประวัติ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งเดียวจากพรรคเศรษฐกิจ

    เปิดประวัติ “บิ๊กตี๋” พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ จากอดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ช่อง 5 เพื่อนร่วมรุ่นบิ๊กบี้ อดีตผบ.ทบ. สู่ แคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียวจากพรรคเศรษฐกิจ

    วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศไทม์ไลน์เลือกตั้งออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันกาบัตรเลือกตั้ง และให้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า พร้อมกำหนดให้วันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และกำหนดให้วันที่ 28-31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และแจ้งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

    โดยในส่วนของพรรคเศรษฐกิจ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จะเสนอชื่อ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ (บิ๊กตี๋) หัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

    ประวัติ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ

    สำหรับประวัติ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ มีชื่อเล่นว่า ตี๋ เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงหล่อพระพุทธรูป เรียนจบมัธยมศึกษา จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล จากนั้นไปศึกษาต่อที่ โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 22 (ตท.22) รุ่นเดียวกับ พล.อ. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ (บิ๊กบี้) อดีตผู้บัญชาการทหารบก หลังจบเตรียมทหารได้รับทุนศึกษาต่อด้านการทหารที่สหรัฐอเมริกา ชีวิตส่วนตัว สมรสกับ พลตรีหญิง วัลลภา กิติญาณทรัพย์

    พลเอก รังษี เริ่มต้นรับราชการที่ กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ จากนั้นเติบโตได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพัน ในหน่วยรถถังและหน่วยยานเกราะ นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ในการทำงานด้าน มวลชนและพัฒนาชุมชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการดูแลและพัฒนาพื้นที่กว่าร้อยหมู่บ้าน และยังนั่งเป็น ที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 และ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ช่วงสุดท้ายของชีวิตก่อนเกษียณอายุราชการ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5)

    เส้นทางสู่การเมือง ของ พลเอก รังษี

    พลเอก รังษี ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของ พรรคเส้นด้าย เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568 ภายหลังจากที่นายคริส โปตระนันทน์ ลาออกจากตำแหน่ง โดยในวันเดียวกันนั้น พรรคเส้นด้ายได้เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคเศรษฐกิจ” (Economic Party: ECON) โดยมี พลเอก รังษี เป็นผู้นำ นายคริส มานั่งเป็นประธานพรรค

    พลเอก รังษี ให้เหตุผลในการเข้าสู่เส้นทางการเมืองว่าเป็น ภารกิจเพื่อชาติ” เน้นการผลักดันนโยบายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศและความมั่นคง โดยเฉพาะระยะหลังที่ไทยมีการปะทะกับกัมพูชาเรื่องชายแดน ทำให้กระแสนิยมของ พลเอก รังษี พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังติดอันดับผลโพลที่คนอยากสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เนื่องจากภาพลักษณ์ที่เป็นผู้นำที่เด็ดขาด อีกทั้งยังประกาศว่า พรรคเศรษฐกิจ “ไม่ใช่สีไหนทั้งนั้น” และ “ไม่ใช่นอมินีพรรคใด” พร้อมชูนโยบายที่เข้มข้นเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน รวมถึงการเสนอกฎหมายลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ทำผิด และยังมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2902378&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19rDN1tjBenkvmlXE3OYrE

  • “จุลพันธ์” พร้อมสานต่อ “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” แก้วิกฤตเศรษฐกิจ

    “จุลพันธ์” พร้อมสานต่อ “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” แก้วิกฤตเศรษฐกิจ

    “จุลพันธ์” พร้อมสานต่อ “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” แก้วิกฤตเศรษฐกิจ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” ที่จัดขึ้นโดยพรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคฯ โดยกล่าวว่า วันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา เป็นวันที่ตนได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย วันนั้นตนไม่ได้รับเพียงแค่ตำแหน่ง ตนรับเอาความคาดหวังที่พรรคเพื่อไทยจะต้องกลับมาแข็งแรง ต้องกลับมาเป็นความหวังให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยอีกครั้งหนึ่ง ระยะเวลาเพียงเดือนเศษเราไม่ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลง แต่เราทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เรามีการยกเครื่องในการสื่อสารที่มีความรวดเร็ว ฉับไว และเป็นการสื่อสารเชิงรุก เรามีการทำงานในสภาที่เข้มแข็งตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่มีการเกรงใจ เรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่ประกอบไปคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกภูมิภาคเรามีทีมงานในส่วนของคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งรับฟังทั้งเสียงนักวิชาการ และเสียงของประชาชนตัวจริง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้โดยพวกเราทุกคน พวกเรามีความเชื่อในเป้าหมายเดียวกัน พวกเรามีหัวใจดวงเดียวกันหัวใจดวงนั้น คือประชาชน

    นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า 25 ปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยไม่เคยละทิ้งประชาชน วันนี้ตนยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อบอกกับพวกเราทุกคนว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้ว พร้อมจัดการยกเครื่องพรรคสู่ภารกิจที่ใหญ่กว่าคือการยกเครื่องประเทศไทย

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนเข้าสู่การเมือง 20 ปีที่แล้ว ตนได้โอกาสจากพรรคเพื่อไทย ได้เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ในพื้นที่ชายขอบ แต่ตนเป็นคนมีโอกาสกว่าคนทั่วไป ได้จบการศึกษาปริญญาตรีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสเรียนต่อ MBA ที่สหรัฐอเมริกา ได้มีโอกาสทำงานที่สหรัฐอเมริกาอยู่หลายปี ตนทำงานในบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ และความมั่นคงระดับโลก ตนผ่านประเทศที่เจริญที่สุด และกลับมาใช้ชีวิตในชนบทกับประชาชน ได้เห็นความมั่งคั่งสุดขีด และเห็นความทุกข์ยากอย่างถึงที่สุดของประชาชนเช่นเดียวกัน สองภาพนี้ทำให้ความฝันของตนชัดเจน ฝันที่จะใช้ความรู้ทางด้านเศรษฐกิจมาปลดโซ่ตรวนชีวิตให้กับประชาชนคนไทย ตนทำงานต่อเนื่องตั้งแต่ตำแหน่ง สส. ไปเป็นกรรมาธิการด้านการเงินการคลัง ไปเป็นกรรมาธิการด้านการเกษตร ด้านเศรษฐกิจ ไปเป็นกรรมาธิการงบประมาณ จน กระทั่งมาถึงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตลอด 2 ปีในตำแหน่งรัฐมนตรี ตนได้มีโอกาสทำตามความฝัน คือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปมากมาย แต่แน่นอนว่ามีทั้งอุปสรรค มีทั้งแรงเสียดทาน แต่เราไม่เคยหยุด และเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็ง วันนี้ตนมาเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เพียงเพื่อความฝันของตัวเอง แต่มาขอความไว้วางใจจากประชาชน เพื่อทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่คือการทำให้คนไทยไร้จน หลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร

    นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยต้องการสร้างพรุ่งนี้ที่ดีกว่า โดยการสร้างหลักประกันเงินออม การปลดหนี้ และสร้างรายได้ใหม่ เพราะนิยามประชาชนในสังคมประชาธิปไตย คือ ความมั่นคง อิสรภาพ และโอกาสของประชาชน ซึ่งตรงกับความคิดของพรรคเพื่อไทยที่ว่า “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” ความปรารถนาของตนคือคนไทยต้องไร้จน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่วันนี้ประชาชนจำนวนมากยังคงประสบความลำบากทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้กลับลดลง ของกิน ของใช้ ค่าน้ำ ค่าไฟค่า เดินทางเพิ่มไม่หยุด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น ยอดขายผู้ประกอบการลดลง แต่ต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยที่สูง ต้นทุน ค่าเช่าพุ่งไม่หยุด ประชาชนคนไทยหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งหนี้บัตรเครดิต หนี้การศึกษา หนี้ ธ.ก.ส. หนี้นอกระบบ เราพูดกันตลอดว่า ประเทศไทยเราเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่คนไทยแก่ก่อนรวย ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีหลักประกันในชีวิต ไม่มีเงินออม รายได้หลังเกษียณต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐเท่านั้น หลังเกษียณหลายครอบครัวต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ กับคุณภาพชีวิต

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เอาตัวเลขเศรษฐกิจมาพูด เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่อาจสะท้อนคราบน้ำตา ไม่อาจสะท้อนเอาความเครียด ความลำบาก ความสิ้นหวัง ความไม่มั่นคงในชีวิตของประชาชนคนไทยได้มีคำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้หรือไม่ นี่คือโจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก

    วันนี้ตนจึงมาเสนอ 2 นโยบายเร่งด่วนที่สามารถทำได้ทันที คือ หวยเกษียณ ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่สานต่อ พวกเราจะทำให้ได้ภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล คนไทย 34 ล้านคน ยังคงซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง วันที่ 1 และ 16 ยังเป็นความหวังของคนไทยจำนวนมาก แต่ด้วยหวยเกษียณเงินทุกบาทจะไม่หายไป จะกลายเป็นเงินออม เราไม่ต้องการปรับพฤติกรรมการเสี่ยงโชคของประชาชนคนไทย แต่เราต้องการให้ผู้สูงอายุมีเงินก้อนในยามแก่ชรา เพื่อไปเสริมกับเบี้ยยังชีพ กับสวัสดิการประเภทอื่นๆ ถ้าเลือกได้เชื่อว่าไม่มีผู้สูงอายุไหนที่อยากเป็นภาระ ต้องพึ่งพาลูกหลาน เมื่อเราสามารถทำหวยเกษียณ สร้างความมั่นคงให้กับสูงอายุในด้านการเงิน สุดท้ายนั่นคือการปลดล็อกอิสรภาพทางการเงินให้กับลูกหลานท่านเอง “หวยเกษียณ” จึงเป็นการเปลี่ยนการเสี่ยงโชคสู่หลักประกัน หวยเกษียณจึงเป็นการเปลี่ยนความหวังระยะสั้นให้เป็นความมั่นคงในระยะยาว

    ขณะที่อีกหนึ่งนโยบายเร่งด่วน คือ การล้างหนี้ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ปัญหาหนี้ของคนไทยไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคลอีกต่อไป นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งชีวิตประชาชน ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยไม่ให้เจริญเติบโต ตลอด 2 ปีของการเป็นรัฐบาล รัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมายังรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เราได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้นอกระบบ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงค้ำประกันสินเชื่อ รวมถึงงานสร้างอาชีพ เราช่วยประชาชนไปแล้ 6 ล้านราย ลดภาระหนี้ไปแล้ว 400,000 ล้านบาท เราจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินแต่เพียงลำพัง

    นายจุลพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมวื่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะสานต่อนโยบายล้างหนี้ ดังนี้

    กลุ่มแรก คือ หนี้นอกระบบ เราจะให้สินเชื่อรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องมีหลักประกัน เพื่อให้ท่านไปปิดหนี้นอกระบบเพราะเรารู้ว่าหนี้นอกระบบไม่ใช่แค่เรื่องเงินแต่คือความรุนแรง มันคือการข่มขู่ การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราต้องการคืนอิสรภาพจากความหวาดกลัวให้กับพี่น้องประชาชน

    กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย NPL ทำให้รายได้ทั้งหมดกลายเป็นดอกเบี้ย ทำให้ประชาชนขาดโอกาส ประเทศติดหล่ม จะดีหรือไม่หากรัฐบาลของเพื่อไทยจะทำให้คนเป็นหนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท จ่ายเพียงแค่ 10% หรือไม่เกิน 20,000 บาทแล้วกลบหนี้ของท่านออกไปได้ นี่ไม่ใช่ให้การปลดหนี้ประชาชน แต่เป็นการปลดล็อคประเทศทางเศรษฐกิจ

    กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มเกษตรกรพี่น้องเกษตรกรเผชิญกับความผันผวนทางด้านราคา ภัยธรรมชาติ พรรคเพื่อไทยเราเสนอตัวที่จะพักหนี้ให้พี่น้องเกษตรกร ทั้งพักเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปีในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท เพื่อต่ออายุ ต่อลมหายใจให้กับพี่น้องเกษตรกรอีกครั้งหนึ่ง

    กลุ่มที่สี่ คือ ผู้สูงอายุวัยเกษียณ เราอยากให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างมั่นคง ผู้สูงอายุต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการพึ่งพาลูกหลานทางด้านการเงิน เราจะปลดหนี้เสียให้กับผู้สูงวัยในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท นี่คือการปลดหนี้เสียให้ผู้สูงอายุ คืนความสุขในบั้นปลายให้กับคนไทยทุกคน

    กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มที่เป็นลูกหนี้ดี ชำระตรงจ่ายตรงครบทุกงวด คนเหล่านี้ควรได้รับรางวัลเช่นเดียวกัน พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการหากท่านผ่อนดีครบ 1 ปี เราจะจ่ายให้ฟรี 1 งวดสำหรับยอดเงินไม่เกิน 100,000 บาท การแก้หนี้ประชาชน ไม่ใช่การแจกเงิน ไม่ใช่ประชานิยม แต่คือการซ่อมฐานรากของระบบเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้เราสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

    นายจุลพันธ์ ย้ำว่า เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่อาจสะท้อนความเดือดร้อน ความเหลื่อมล้ำ ความลำบาก ของพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยจะทำพรุ่งนี้ที่ดีกว่าให้พรรคเพื่อไทยจะต้องทำให้ประชาชนมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี พร้อมย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นี่คือนิยามของคำว่าประชาชนในระบอบประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยกเครื่องประเทศไทยเพราะมีแต่พรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่ทำได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000121006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BMBMMEYg_mRQ4vTp4DdHk

  • กกต.ชี้ขัดข้อกม. ‘คนละครึ่งพลัส’เฟส 2 ไม่น่าจะทำได้

    กกต.ชี้ขัดข้อกม. ‘คนละครึ่งพลัส’เฟส 2 ไม่น่าจะทำได้

    16 ธันวาคม 2568, 16:50น.

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยอมรับว่า คงไม่สามารถดำเนินโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เฟส 2 ได้แล้ว ภายหลังจากได้มีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยืนยันว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย เช่นเดียวกับมาตรการหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็ไม่น่าจะทำได้เช่นกัน เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้

              ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่า เราทำตามกติกา ตอนนี้ยุบสภาไปแล้ว ไม่สามารถนำงบกลางมาใช้ได้ ต้องรอให้รัฐบาลกลับมาเป็นปกติก่อน

    #คนละครึ่งพลัสเฟส2

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157531&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VJ30rKWevW5_lgu4hrRIp

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb