Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไทย-กัมพูชา: ทร.ยกเลิกเคอร์ฟิวส์จ.ตราด หลังคุมสถานการณ์ได้ เหตุขัดแย้งยังไม่กระทบการค้า-ท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ (ภาพ: thaigov.go.th)

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวจากศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

    สรุปสถานการณ์

    – เวลา 06:47 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีเข้ามายังดินแดนอธิปไตยของไทยตลอดแนวชายแดน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องป้องกันตนเอง

    – เวลา 07:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้าใส่เนิน 677 ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    – เวลา 11:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 และอาวุธหนักเข้าใส่เนิน 350 อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    – เวลา 12:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้าใส่ปราสาทตาควายอย่างหนัก ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    ทั้งนี้ ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติล่าสุดให้มีการควบคุมการขนส่งน้ำมัน และยุทธปัจจัยทางทะเล สำหรับเรือพาณิชย์ ที่ขึ้นทะเบียนสัญชาติไทย อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้มีการบังคับใช้เป็นเพียงมติเท่านั้น

    ข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุข ล่าสุดของวันที่ 16 ธ.ค. 68

    – ประชาชนเสียชีวิต (ผลกระทบทางอ้อมจากเหตุการณ์) 15 คน

    – ประชาชนเสียชีวิต (จากการโจมตีของกัมพูชา) 1 คน

    – ประชาชนบาดเจ็บ (จากการโจมตีของกัมพูชา) 6 คน

    – ศูนย์พักพิงชั่วคราว มีจำนวน 996 แห่ง

    – ประชาชนในศูนย์พักพิง จำนวน 263,285 คน

    – โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ 20 แห่ง

    – รพ.สต. ที่ได้รับผลกระทบ 214 แห่ง

    การปฎิบัติการทางทหาร

    ร.ท.หญิง นภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวถึงกรณีที่ล่าสุดมีประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวส์ที่จ.ตราด โดยให้เหตุผลว่ามีความเสี่ยงลดลง ปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ ในส่วนของประชาชนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

    พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาปล่อยข่าวว่าฝ่ายไทยใช้ระเบิดพวงโจมตีกัมพูชาว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาปล่อยข่าวเช่นนี้ มีการปล่อยข่าวแบบนี้มาสักระยะแล้ว ทั้งนี้ ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการใช้ระเบิดพวง ซึ่งทำให้การปล่อยข่าวไม่มีประโยชน์ และทุกการปฎิบัติการทางทหาร การใช้อาวุธทุกชนิดของกองทัพไทย มุ่งไปที่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไม่มีกระทบต่อพลเรือน

    ผลกระทบการค้าและการท่องเที่ยว

    นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตั้งแต่ปิดด่านเมื่อเดือนก.ค. 68 เป็นต้นมา การค้าของประเทศไทยโดยเฉพาะการส่งออกในช่วง 10 (ม.ค.-ต.ค. 68) เดือนแรกโต 13% คิดเป็นมูลค่า 9.3 ล้านล้านบาท ในส่วนของการค้าชายแดน 10 เดือนแรกโต 4.7% คิดเป็นมูลค่า 913 พันล้านบาท

    นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในภาพรวมไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อการค้า โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก สำหรับผู้ประกอบการเชื่อว่าได้รับผลกระทบอยู่บ้าง กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำโครงการหลายโครงการเพื่อให้ค่าครองชีพคงที่ และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วถึง เช่น โครงการธงฟ้า

    ส่วนสถานการณ์ชายแดนที่มีรถบรรทุกน้ำมันค้างคาอยู่ที่ด่านช่องเม็ก มีการตรวจสอบหรือประสานงานกับพาณิชย์ของสปป.ลาว แล้วหรือไม่นั้น นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาบอกแล้วว่า ตรวจสอบแล้วว่าเป็นการค้าปกติ ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับการนำเข้าน้ำมัน

    ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ตรววจสอบกับสำนักงานที่สปป.ลาว แล้วเช่นกัน พบว่า เป็นการค้าปกติ โดยน้ำมันทั้งหมดที่ค้างคาอยู่ที่ด่าน จะเป็นการขนส่งไปที่สปป.ลาว ที่เดียว โดยสำนักงานพาณิชย์ต่างประเทศ ในกรุงเวียงจันทน์ ได้ตรวจสอบแล้วว่า โดยทางสปป.ลาวยืนยันว่าน้ำมันทั้งหมดเป็นการนำเข้าเพื่อใช้ในประเทศสปป.ลาว ส่วนที่เห็นค้างคาอยู่ที่ด่านช่องเม็ก เพราะเขากังวลการจราจรที่จะแออัดในช่วงปีใหม่ ดังนั้น ยืนยันว่าการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดเป็นการใช้ในประเทศสปป.ลาว โดยไม่มีการส่งไปประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด

    ด้านนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า ปัจจุบันยังสถานการณ์ท่องเที่ยวยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยตามปกติ ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ รวมถึงฝั่งทะเลฝั่งอันดามัน และชลบุรี ซึ่งยังไม่มีการยกเลิกท่องเที่ยวแต่อย่างใด โดยล่าสุด ณ วันที่ 15 ธ.ค. 68 มีทักท่องเที่ยวเข้ามา 102,000 คน รวมยอดนักท่องเที่ยวปัจจุบันอยู่ที่ 31.1 ล้านคน โดยมีเป้าหมายปลายปีอยู่ที่ 32.8 ล้านคน

    ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทย ยังเดินทางเที่ยวตามปกติเช่นกัน ส่วนใหญ่จะเน้นเที่ยวภาคเหนือและอีสาน หรือเขาใหญ่ และภาคกลางและกรุงเทพ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวแล้ว 200 ล้านคน-ครั้ง คาดเป้าหมายปลายปีอยู่ที่ 206 ล้านคน-ครั้ง

    อย่างไรก็ตาม หลายประเทศอาจมีความห่วงใยพลเมืองของตนเอง ก็อาจมีการแจ้งเตือนถึงสถานการณ์ และพื้นที่ที่ยังสามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ จึงอาจทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปสู่ภูมิภาคอื่น โดยพื้นที่จังหวัดตราดมีการยกเลิกจองที่พักล่วงหน้าไปบ้าง แต่นักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ก็เข้าใจสถานการณ์และเดินทางท่องเที่ยวต่อ ในส่วนของเที่ยวบินก็ยังให้บริการตามปกติ แต่อาจมีการปรับเวลาให้สอดคล้องกับมาตรการเคอร์ฟิวส์

    ททท. จะชี้แจงข้อเท็จจริง และมาตรการต่าง ๆ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก็จะมีการเร่งประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ กระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงออกมาตรการเยียวยาดูแลผู้ประกอบการให้กลับมามีความพร้อมต่อไป ขอยืนยันว่าอยากให้นักท่องเทียวชาวไทยและต่างประเทศ มีความมั่นใจที่จะเดินทางท่องเที่ยวในไทย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/554142&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1geVIslWCvQmN4p0Y69RBJ

  • “ดาวโจนส์” ปิดลบ 41 จุด นักลงทุนจับตา “ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในการซื้อขายเมื่อคืนวันจันทร์ (15 ธ.ค.68) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เป็นไปอย่างระมัดระวัง หลังนักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หลายรายการตลอดสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในระยะถัดไป

    • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 48,416.56 จุด ลดลง 41.49 จุด หรือ 0.09%
    • ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,816.51 จุด ลดลง 10.90 จุด หรือ 0.16%
    • ดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 23,057.41 จุด ลดลง 137.76 จุด หรือ 0.59%

    รายงานระบุว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2568 ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ ขณะที่วันที่ 18 ธันวาคม จะมีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพฤศจิกายน

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ในสัปดาห์เดียวกัน อาทิ ยอดค้าปลีก จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการจาก S&P Global

    ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นรายกลุ่ม พบว่า หุ้น 8 ใน 11 กลุ่ม ในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ปรับตัวขึ้นมากที่สุด 1.27% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค เพิ่มขึ้น 0.88% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลงมากที่สุด 1.04% และหุ้นกลุ่มพลังงาน ลดลง 0.76%

    สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น iRobot ผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบรนด์ “รูมบา” (Roomba) ร่วงลงหนักถึง 72.7% หลังบริษัทได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ

    ขณะที่หุ้น ServiceNow ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ลดลง 11.5% หลังมีรายงานว่าบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการสตาร์ตอัป ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Armis

    ส่วนหุ้น Tesla ปรับตัวขึ้น 3.5% หลัง อีลอน มัสก์ ซีอีโอ เปิดเผยว่า เทสลาอยู่ระหว่างการทดสอบบริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ซึ่งช่วยหนุนแรงซื้อหุ้นในช่วงท้ายตลาด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/802146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32U7RixzJHsM_wbp4eI5gC

  • “ดาวโจนส์” ปิดลบ 41 จุด นักลงทุนจับตา “ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในการซื้อขายเมื่อคืนวันจันทร์ (15 ธ.ค.68) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เป็นไปอย่างระมัดระวัง หลังนักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หลายรายการตลอดสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในระยะถัดไป

    • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 48,416.56 จุด ลดลง 41.49 จุด หรือ 0.09%
    • ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,816.51 จุด ลดลง 10.90 จุด หรือ 0.16%
    • ดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 23,057.41 จุด ลดลง 137.76 จุด หรือ 0.59%

    รายงานระบุว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2568 ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ ขณะที่วันที่ 18 ธันวาคม จะมีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพฤศจิกายน

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ในสัปดาห์เดียวกัน อาทิ ยอดค้าปลีก จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการจาก S&P Global

    ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นรายกลุ่ม พบว่า หุ้น 8 ใน 11 กลุ่ม ในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ปรับตัวขึ้นมากที่สุด 1.27% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค เพิ่มขึ้น 0.88% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลงมากที่สุด 1.04% และหุ้นกลุ่มพลังงาน ลดลง 0.76%

    สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น iRobot ผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบรนด์ “รูมบา” (Roomba) ร่วงลงหนักถึง 72.7% หลังบริษัทได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ

    ขณะที่หุ้น ServiceNow ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ลดลง 11.5% หลังมีรายงานว่าบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการสตาร์ตอัป ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Armis

    ส่วนหุ้น Tesla ปรับตัวขึ้น 3.5% หลัง อีลอน มัสก์ ซีอีโอ เปิดเผยว่า เทสลาอยู่ระหว่างการทดสอบบริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ซึ่งช่วยหนุนแรงซื้อหุ้นในช่วงท้ายตลาด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/802146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32U7RixzJHsM_wbp4eI5gC

  • ผมให้ความมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะทำงานกับหน่วยราชการ ทหาร ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกันนำพาภาคเศรษฐกิจ ภาคการค้า ผ่านช่วงวิกฤตนี้ให้ไปได้ด้วยดี

    ผมให้ความมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะทำงานกับหน่วยราชการ ทหาร ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกันนำพาภาคเศรษฐกิจ ภาคการค้า ผ่านช่วงวิกฤตนี้ให้ไปได้ด้วยดี

    Logo

    Loading

    Header หน้าใน - ข่าวประชาสัมพันธ์

    1. หน้าหลัก
    2. Recommend
    3. ผมให้ความมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะทำงานกับหน่วยราชการ ทหาร ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกันนำพาภาคเศรษฐกิจ ภาคการค้า ผ่านช่วงวิกฤตนี้ให้ไปได้ด้วยดี

    ผมให้ความมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะทำงานกับหน่วยราชการ ทหาร ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกันนำพาภาคเศรษฐกิจ ภาคการค้า ผ่านช่วงวิกฤตนี้ให้ไปได้ด้วยดี


    16/12/2568 | 50 |

    “ผมให้ความมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะทำงานกับหน่วยราชการ ทหาร ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกันนำพาภาคเศรษฐกิจ ภาคการค้า ผ่านช่วงวิกฤตนี้ให้ไปได้ด้วยดี”

    นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย
    รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
    16 ธ.ค. 68


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/455438&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zxlDhAOZFbpun6WHPT1OH

  • ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบ นักลงทุนรอข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสัปดาห์นี้

    ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบ นักลงทุนรอข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสัปดาห์นี้

    ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบ นักลงทุนรอข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสัปดาห์นี้

    ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ระมัดระวัง นักลงทุนเตรียมรับมือกับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจำนวนมากในช่วงปลายสัปดาห์นี้

    นักลงทุนประเมินรายงานข่าวเกี่ยวกับผู้สมัครตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และถ้อยแถลงจากผู้กำหนดนโยบาย เพื่อหาสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า

    ข้อมูลเศรษฐกิจที่ตลาดจับตา ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ซึ่งมีกำหนดประกาศในสัปดาห์นี้ รวมถึงรายงานยอดค้าปลีก ดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจ และอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ข้อมูลการจ้างงานเดือนตุลาคมล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานภาครัฐในช่วงต้นไตรมาส

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลดลงรายวันรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ จากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้สิน

    นักลงทุนยังประเมินรายงานข่าวที่ระบุว่า การเสนอชื่อ นายเควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด ได้รับแรงต้านจากบุคคลใกล้ชิดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ตลาดยังคงคาดการณ์อย่างกว้างขวางถึงตัวเต็งที่จะเข้ารับตำแหน่งแทนนายเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งจะครบวาระในเดือนพฤษภาคม โดยความคาดหวังต่อประธานเฟดที่มีท่าทีผ่อนคลายนโยบายการเงิน ได้หนุนการคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า

    ดัชนี S&P 500 ลดลง 9.95 จุด หรือ 0.15% ปิดที่ 6,816.34 จุด 

    ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 135.14 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 23,060.03 จุด 

    ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ลดลง 41.43 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 48,416.62 จุด

    ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง

    ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในวันจันทร์ โดยนักลงทุนชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านอุปทานจากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและเวเนซุเอลา กับความกังวลภาวะอุปทานล้นตลาด รวมถึงผลกระทบจากความเป็นไปได้ของข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน

    สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดลดลง 56 เซนต์ หรือ 0.92% ที่ระดับ 60.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

    ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ ปิดที่ 56.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 62 เซนต์ หรือ 1.08%

    ทองคำปรับขึ้น ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์

    ในตลาดโลหะมีค่า ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นและเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ขณะที่ราคาเงินยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้ก่อนหน้า

    ราคาทองคำในตลาดสปอตเพิ่มขึ้น 0.2% อยู่ที่ 4,310.79 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

    ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐปรับขึ้น 0.13% อยู่ที่ 4,305.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/735052&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ca9f-q-5mzb1tXF7l8qJ5

  • เปิดวิสัยทัศน์แรก 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ชู “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เบอร์ 1 ชิงเลือกตั้ง 69  – BBC News ไทย

    เปิดวิสัยทัศน์แรก 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ชู “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เบอร์ 1 ชิงเลือกตั้ง 69 – BBC News ไทย

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดตัวนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค 3 คน โดยมีชื่อของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายของนายสมชาย และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท.

    พรรคเพื่อไทย เปิดตัวบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรค ในงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” ที่จัดขึ้น ณ ที่ทำการพรรค ถ.วิภาวดี ในวันนี้ (16 ธ.ค.) โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. ระบุว่าจากการหารือภายใน พท. พิจารณาว่า ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นบุคคลเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมย้ำว่าผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ทั้งสามคนมีคุณสมบัติครบถ้วนและมีความพร้อมทำงานได้เท่าเทียมกัน

    “เราต้องการคนที่จะมาเป็นนายกฯ ที่จะสามารถนำพาประเทศไทยพ้นจากความขัดแย้ง สามารถนำพาประเทศไทยก้าวไปสู่เศรษฐกิจซึ่งต้องนำเอาเทคโนโลยีเอไอ ใช้ความรู้สมัยใหม่เข้ามาบวกผสานเพื่อที่จะสามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจก้าวไปข้างหน้าได้ จากการหารือภายในแล้ว มีความชัดเจนว่าบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุดในขณะนี้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในนามของพรรคเพื่อไทย คือ คุณยศชนัน” นายจุลพันธ์กล่าว

    การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่พรรค พท. เสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 โดย ศ.ดร.ยศชนัน ถือเป็นคนจากตระกูล “ชินวัตร” คนที่ 5 ที่ก้าวเข้ามาชิงตำแหน่งนายกฯ หลังจากประเทศไทยมีนายกฯ จากตระกูล “ชินวัตร” และ “วงศ์สวัสดิ์” รวมแล้ว 4 ราย

    บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรค พท. เปิดตัวทั้ง 3 ราย ในวันนี้

    ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สายตรง “ชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์”

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ “เชน” ปัจจุบันอายุ 46 ปี เป็นแคนดิเดตนายกฯ พท. คนเดียวในการเปิดตัวครั้งนี้ ซึ่งเป็นสายตรงจากตระกูลชินวัตร

    เขาเป็นบุตรชายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ คนที่ 26 กับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ “เจ๊แดง” ซึ่งเป็นน้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้อดีตนักวิจัยผู้นี้มีศักดิ์เป็นหลานชายของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

    ในเส้นทางการเมือง เขาเคยสังกัดพรรค พท. และเคยลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 เมื่อปี 2557 และชนะเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งดังกล่าวถูกประกาศเป็นโมฆะ นอกจากนี้เขายังมีส่วนร่วมในกิจกรรมของพรรค โดยเป็นวิทยากรและผู้นำความคิดในโครงการ Pheu Thai Young Professionals Program (YPP)

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • การเลือกตั้ง สส.

    • A woman in a yellow, patterned headscarf and half-brown, half-yellow T-shirt is holding up the cracked screen of her smartphone.

    • สภาพบ้านเรือนของประชาชนใน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอาวุธหนัก ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่าเป็นอาวุธจรวด BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา เมื่อ 14 ธ.ค.

    • Two Australian police officers standing guard at the scene of a shooting at Bondi beach.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ในด้านประวัติการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส อาร์ลิงก์ตัน (University of Texas at Arlington) สหรัฐอเมริกา, โดยวิทยานิพนธ์และงานวิจัยของเขามุ่งเน้นการใช้คลื่นสมอง (EEG) และเทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ

    เส้นทางการทำงานของ ศ.ดร.ยศชนัน คือการเป็นนักวิชาการและอาจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เขาเคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล และถูกจับตามองว่าจะมีชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตตัวเต็งที่จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แพทองธาร 2 เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม ขณะนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ได้ออกมาปฏิเสธชัดเจนว่ายังไม่คิดรับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ โดยขอทำงานด้านวิชาการต่อไป พร้อมระบุว่า “การเมืองเป็นเรื่องของอนาคต” อย่างไรก็ดี ในระหว่างนั้นเขายังได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลด้านบริหารจัดการและบุคคลภายใต้รัฐบาลพรรค พท.

    ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า เขามีความเชื่อมั่นในตัวบุตรชาย พร้อมยืนยันว่าตนจะไม่แทรกแซงหรือชี้นำการตัดสินใจของลูกชาย เพราะถือว่าเป็นเรื่องของบ้านเมืองที่สำคัญกว่าเรื่องส่วนตัวของครอบครัว

    หลังการเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคสีแดง ศ.ดร.ยศชนัน ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับกระแสวิจารณ์เรื่องความเป็นเครือญาติของตระกูลชินวัตรโดยมองว่า สิ่งนี้เป็น “ข้อได้เปรียบมากกว่าข้อเสีย” โดยเขาเปรียบเปรยสถานะของตนเองว่า “เราอาจจะเป็นคนตัวเล็ก ๆ บนมือของยักษ์ใจดีตัวหนึ่ง [ทำให้] เราสามารถมองเห็นได้ไกลขึ้น”

    เมื่อถูกถามว่าการเป็นหลานของอดีตนายกฯ ทักษิณ ถือเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน เขาย้ำว่าเป็นข้อได้เปรียบ และระบุว่าพรรคมีวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อประชาชน

    จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. นักการเมืองจากเชียงใหม่

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ปัจจุบันอายุ 50 ปี เป็นบุตรชายของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรค พท.

    จุลพันธ์เป็นทายาทของตระกูลการเมืองใหญ่ใน จ.เชียงใหม่ และได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าพรรค พท. เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ก่อนได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในวันนี้ (16 ธ.ค.)

    จุลพันธ์สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการบริหารธุรกิจ (MBA) จากวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา

    เขาสั่งสมประสบการณ์ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่มาแล้วถึง 5 สมัย เริ่มต้นเป็น สส. ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2548 ในนามพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ขณะที่ในการเลือกตั้งปี 2566 เขาเป็นหนึ่งใน สส. เพียงสองคนของพรรค พท. ที่ยังคงสามารถรักษาที่นั่งในเชียงใหม่ เขต 5 ไว้ได้ ท่ามกลางการยึดพื้นที่ 7 เขตของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ซึ่งถือเป็น “เมืองหลวง” ทางการเมืองของพรรค พท.

    ในช่วง 4 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายจุลพันธ์มีบทบาทเด่นชัดในฐานะฝ่ายค้านและขุนพลเศรษฐกิจของพรรค เขาทำหน้าที่เป็น “วิปฝ่ายค้าน” ตัวหลัก และมีผลงานในการอภิปรายในด้านการใช้งบประมาณ รวมถึงการใช้ “พ.ร.ก. กู้เงินโควิด”

    ต่อมาเขาก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลแพทองธาร ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และมีความเกี่ยวพันกับโครงการเรือธงสำคัญของพรรคคือ โครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งท้ายที่สุดแล้วโครงการนี้เดินหน้าไปได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และถูกจดจำในฐานะนโยบายที่ทำไม่สำเร็จ

    ด้านชีวิตครอบครัว นายจุลพันธ์สมรสกับ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สส.เชียงราย สังกัดพรรคเดียวกัน ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส.เชียงราย การสมรสครั้งนี้ถือเป็นการเกี่ยวดองกันของสองบ้านใหญ่ทางการเมืองแห่งภาคเหนือ

    สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีหลายสมัยในหลายพรรค

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    อีกหนึ่งรายชื่อที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท. คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นักการเมืองอาวุโสผู้มีประสบการณ์ในสนามการเมืองยาวนานถึง 25 ปี

    ปัจจุบันนายสุริยะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคและที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เขายังเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

    นายสุริยะจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 388

    เขาเติบโตด้วยบทบาทในแวดวงธุรกิจ โดยเคยเป็นประธานกรรมการบริษัทในกลุ่มซัมมิท ได้แก่ บริษัท ซัมมิทอิเล็คโทรนิค คอมโพเนนท์ จำกัด และบริษัท ซัมมิท แอดวานซ์ แมททีเรียล จำกัด รวมถึงเคยเป็นกรรมการการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) และกรรมการบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย

    นายสุริยะเริ่มต้นอาชีพการเมืองในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งเลขาธิการพรรคไทยรักไทย (ทรท.) และผ่านการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร

    ในเอกสารประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ในบัญชี ที่ผลิตโดยพรรค พท. ระบุว่า ในช่วงที่นายสุริยะดำรงตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม ภายใต้รัฐบาลทักษิณ เขาได้ผลักดันนโยบายสำคัญอย่างการจัดตั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) และการแปรรูป ปตท.

    เมื่อย้ายมารับตำแหน่ง รมว.คมนาคม ก็ได้เร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ และพัฒนานโยบายสายการบินราคาประหยัด

    หลังถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีจากคดียุบพรรคไทยรักไทยในปี 2550 นายสุริยะยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏตัวในงานเปิดตัวพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อปี 2552 เคียงข้างแกนนำคนสำคัญ แม้สถานะทางกฎหมายจะยังจำกัดอยู่ก็ตาม

    กระทั่งในปี 2561 เขาจึงกลับมาสู่สมรภูมิการเมืองในบทบาทหัวหน้ากลุ่ม “สามมิตร” เครือข่ายการเมืองที่ถูกจับตาอย่างกว้างขวางซึ่งตัดสินใจนำสมาชิกกลุ่มเข้าร่วมงานทางการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเปิดทางให้เขากลับมานั่งเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม เป็นสมัยที่สามในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    เมื่อมีกระแสการจัดทัพใหม่ก่อนเลือกตั้งปี 2566 นำสุริยะและสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มสามมิตรกลับคืนสู่พรรคการเมืองสีแดงอีกครั้ง เขากลับมาดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน รวมทั้งรัฐบาลแพทองธาร

    นายสุริยะยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่ต้องหยุดชะงักไปเสียก่อน จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ จากใน “คดีคลิปเสียง” สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เมื่อเดือน ส.ค. 2568

    ต่อมาในเดือน ต.ค. นายสุริยะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งปี 2569 ของพรรค พท.

    แม้จะมีกระแสข่าวว่าเขาเคยขู่จะพา สส. ราว 70 คน ออกจากพรรคเพื่อกดดันให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในวันที่ 22 ต.ค. โดยที่กระแสข่าวยังระบุว่าเขาถูกวางตัวเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ นายสุริยะ ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวใด และระบุว่าเป็น “การใส่ร้าย” โดยเขายืนยันว่าจุดมุ่งหมายของตนคือการดึง สส. เพิ่มเติมเพื่อให้พรรคมีครบ 200 คนตามที่ตั้งเป้าไว้สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 และพร้อมสนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    ชูนโยบายแก้หนี้-รถไฟฟ้า 20 บาท-สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ในวันนี้ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. ยังได้นำเสนอวิสัยทัศน์และชุดนโยบายโดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสภาวะวิกฤตของประเทศและวางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    • ตั้งเป้าคนไทย “ไร้จน” ผ่านหวยเกษียณ-ล้างหนี้โครงสร้าง

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่าพรรค พท. มีเป้าหมายคือการทำให้คนไทย “ไร้จน” และหลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร โดยเปิดรายละเอียดของนโยบายด้านเศรษฐกิจ ดังนี้

    1.หวยเกษียณ พรรค พท. เสนอเปลี่ยนเงินจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้กลายเป็นเงินออมสำหรับผู้สูงอายุ โดยตั้งเป้าทำได้ภายใน 3 เดือน

    2.การล้างหนี้เชิงโครงสร้าง เสนอสานต่อนโยบายแก้หนี้ โดยมุ่งเป้ากลุ่มเป้าหมาย 5 กลุ่ม ทั้งกลุ่มหนี้นอกระบบ เสนอการให้สินเชื่อรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ โดยไม่ต้องมีหลักประกัน, กลุ่มหนี้เสีย หรือ NPL (ไม่เกิน 2 แสนบาท) จะสามารถจ่ายเพียง 10% หรือไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อปลดหนี้, กลุ่มเกษตรกร จะพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี ในวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท, กลุ่มผู้สูงอายุ (วงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท และกลุ่มผู้ที่ชำระหนี้ตรงเวลาครบ 1 ปี เสนอจ่ายให้ฟรี 1 งวด สำหรับยอดเงินไม่เกิน 1 แสนบาท

    • ฟื้นรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย-บ้านเพื่อคนไทย

    ด้านนายสุริยะ เสนอนโยบายในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคม โดยเสนอนโยบายดังนี้

    1. รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นายสุริยะยืนยันว่าหากพรรค พท. เป็นแกนนำรัฐบาล ประชาชนจะได้ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายภายใน 3 เดือน นอกจากนี้ ยังเสนอว่าจะมีการพัฒนาระบบขนส่งเสริม (Feeder) ด้วยรถเมล์แอร์ราคา 10 บาท และปรับปรุงรถเมล์ร้อนทั้งหมดให้เป็นรถเมล์แอร์โดยคงราคาเดียวกับรถร้อน

    2.บ้านเพื่อคนไทย เขาระบุว่าเป็นนโยบายที่เริ่มดำเนินการแล้วใน 4 โครงการนำร่อง โดยตั้งเป้าให้ไทยสามารถมีบ้านในทำเลที่ดี ใกล้คมนาคม ใกล้งาน ใกล้เมือง และจ่ายไหวได้จริง

    • วางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ผ่านเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ศ.ดร.ยศชนัน ออกมานำเสนอนโยบายการวางรากฐานพาไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง โดยเน้นย้ำหัวใจสำคัญคือการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงให้เกิดขึ้นจริง โดยระบุว่าจำเป็นต้องมีการยกระดับ “เครื่องยนต์เดิม” เริ่มจากการพัฒนาภาคการเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) ควบคู่กับการพัฒนาห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain Logistics) เพื่อเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารขั้นสูง

    ส่วนภาคอุตสาหกรรม เขาชี้ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนเครื่องจักรต่าง ๆ มาใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์กายภาพ (Physical AI) พร้อมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยให้การสนับสนุนในมิติของกีฬา ดนตรี และศิลปะ

    ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงการสร้าง “เครื่องยนต์ใหม่” โดยมุ่งดึงดูดเทคโนโลยีใหม่และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เพื่อยกระดับเกษตรไทยผ่านงานวิจัยเช่น การเพิ่มมูลค่าสมุนไพร ขณะเดียวกันก็ผลักดันอุตสาหกรรมยุคใหม่ให้ไทยเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยีชิปควบคู่กันไป

    ในส่วนของภาคบริการ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่านโยบายนโยบายจะเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ และการผลักดันไทยเป็นศูนย์รวมการวิจัยทางคลินิก โดยตั้งเป้าหมายความยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้ได้ก่อนปี 2050

    ศ.ดร.ยศชนัน นำเสนอวิสัยทัศน์ด้วยว่าภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านกฎหมาย และประกาศทำ “สงครามกับคอร์รัปชัน” ด้วยระบบรัฐบาลดิจิทัล ตลอดจนเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    ไม่ห่วงปรากฎการณ์สส.ย้ายพรรค

    งานเปิดตัวแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสการเปิดตัวนักการเมืองที่เดินทางเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใทย รวมถึงอดีตนักการเมืองภายใต้เงาพรรคเพื่อไทยหลายราย

    ผู้สื่อข่าวสอบถามนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งปี 2569 ถึงสถานการณ์ดังกล่าวพร้อมตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทยยังคงยืนเป้าหมายเดิมที่ 200 ที่นั่งหรือไม่ นายสุริยะตอบว่า การย้ายพรรคของนักการเมืองไปยังพรรคอื่นเป็นเรื่องที่รับรู้กันมานาน และแม้จำนวน ส.ส. ที่รวมตัวกันกับพรรคภูมิใจไทยจะอยู่ราว 130 คน แต่เพื่อไทยยังเชื่อมั่นในเป้าหมายของตน

    “ในอดีต ส.ส. ที่ย้ายออกไปจากพรรคเพื่อไทย พอไปแล้วก็ปรากฏสอบตกไปหลายท่านเลย ผมถึงเชื่อว่า สิ่งที่ประชาชนยังจำได้ก็คือ นโยบายที่เราทำไป แล้วมันประสบความสำเร็จ ภาพตรงนั้นผมคิดว่าเป็นภาพที่ยังอยู่ในความทรงจำของประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องกระสุน กระแสต่างๆ ผมเชื่อในที่สุดเราต้องไปใกล้เคียงกับ 200 ส.ส. ครับ”

    เขายังกล่าวถึงการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2563 โดยระบุว่าการทำโพลในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นเหตุให้ผู้สมัครประมาท จนทำให้พรรคไม่ได้จำนวนที่ใกล้เคียง 200 ที่นั่งแม้ควรจะได้ พร้อมย้ำว่าปัจจุบันเพื่อไทยปรับวิธีสื่อสารโดยเน้นโซเชียลมีเดียมากขึ้น จึงยังเชื่อว่าเป้าดังกล่าวเป็นไปได้

    ไม่กังวลความท้าทายจากกระแสชาตินิยม ชี้ไทยต้องปรับการสื่อสาร-ห่วงความปลอดภัยประชาชน

    เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นงานหนักของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ที่จะต้องต่อสู้กับทั้งอำนาจ เงินทุน และกระแสชาตินิยม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ยอมรับว่ามีความกังวลในทุกประเด็นที่กล่าวมา อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า “ความเชื่อมั่นในประชาชน” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของพรรค โดยมองว่าปัจจัยที่จะทำให้พรรคสามารถฝ่าฟันความท้าทายดังกล่าวได้ คือการมุ่งเน้นการทำงานเชิงนโยบาย ควบคู่ไปกับการลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับประชาชนอย่างใกล้ชิด

    สำหรับคำถามถึงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตทั้ง 3 คน ในการรับมือสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา นายจุลพันธ์ระบุว่า พรรคเพื่อไทยขอยืนยันจุดยืนในการปกป้องอธิปไตย แต่การดำเนินการทั้งหมดควรต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และใช้หลักการตอบโต้ที่ได้สัดส่วน

    “มีภาพข่าวในลักษณะที่ว่าเราใช้เรื่องของ Air Strike (การโจมตีทางอากาศ) และตรงจุดนี้เนี่ย จะเป็นจุดซึ่งอาจจะเป็นปัญหากับประเทศไทยในระยะยาว เพราะฉะนั้นเนี่ย เป็นสิ่งซึ่งเราอยากจะให้รัฐบาลมีการพิจารณาและปรับเปลี่ยนท่าที”

    เขายังชี้ให้เห็นด้วยว่า “การสื่อสารของรัฐไทยกับต่างประเทศ” เป็นจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากภาพข่าวที่เผยแพร่ออกไปส่งผลให้ไทยถูกมองในแง่เสีย พร้อมกับย้ำทิ้งท้ายว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์นี้คือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

    ด้านศ.ดร.ยศชนันตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงนโยบายความมั่นคงตามแนวชายแดนกัมพูชา–เมียนมา เขายืนยันว่า “อธิปไตยคือลำดับความสำคัญสูงสุด” (Sovereignty would be the priority) ควบคู่ไปกับการปกป้องความปลอดภัยของประชาชนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c157x0wn8jlo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37hRhip_-yvdYL2kysP4GU

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Key highlights

    • เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้ ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น
    • เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569
    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5% จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้
    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging
    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ
    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย
    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว
    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)
    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลกกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบางความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐการแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาดที่มีศักยภาพเติบโต
    • เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น
      • SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Frontloading
        แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน 
        AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น
      • อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2 สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603578/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dduc17mBrQwydWe3vhcMF

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.48 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.48 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.48 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.41-31.53 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ทว่าโดยรวมเงินดอลลาร์ก็เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อย่าง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการทยอยปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ซึ่งยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุเหนือจุดสูงสุดก่อนหน้า ได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ จากความกังวลแนวโน้มอุปทานน้ำมันตลาดโลก หลังการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีความคืบหน้ามากขึ้น ก็มีส่วนกดดันเงินบาทได้บ้าง (อย่างน้อยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท) ผ่านโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมัน

    บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง เพื่อรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน ขณะเดียวกัน แรงขายบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ก็ยังคงมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะ Broadcom -5.6%, Oracle -2.7% ทว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็พอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้น Defensive เช่น กลุ่ม Healthcare และ Utilities ส่งผลโดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.16% แต่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลดลง -0.59%

    ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้น +0.74% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มธนาคารส่วนใหญ่ รวมถึงการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่มีความคืบหน้ามากขึ้น จะช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดหุ้นยุโรป ทว่าภาพดังกล่าวกลับกดดันบรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน อาทิ Rheinmetall -4.4%

    ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ 4.15%-4.19% หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อย่าง ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด อนึ่ง บรรยากาศระมัดระวังตัวของตลาดการเงินสหรัฐฯ ในช่วงนี้ ก็มีส่วนจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้บ้าง อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน โดยเรายังคงแนะนำให้ ผู้เล่นในตลาดรอจังหวะทยอยเข้าซื้อ (Buy on Dip) บอนด์ระยะยาว เน้นในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเท่านั้น อาทิ ระดับบอนด์ยีลด์เกิน 4.20% ก็จะเป็นระดับที่มีความน่าสนใจ และสามารถทยอยเข้าซื้อได้

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ และผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก (BOE, ECB และ BOJ) ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 98.3 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 98.1-98.4 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) จะพอได้แรงหนุนบ้างจากภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด ทว่า ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างก็เลือกที่จะทยอยขายทำกำไรการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงนี้ โดยเฉพาะในช่วงก่อนรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ อย่างรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทำให้ราคาทองคำมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นเล็กน้อยและแกว่งตัวแถวโซน 4,330 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในเดือนพฤศจิกายน และข้อมูลตลาดแรงงานบางส่วนของเดือนตุลาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนธันวาคม ซึ่งรายงานข้อมูลดังกล่าวจะสะท้อนว่า การปรับลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมล่าสุดนั้น เหมาะสมหรือไม่ และแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของเฟดในระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

    ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งอังกฤษ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวก็มีส่วนส่งผลต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของยูโรโซน รวมถึงรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (ZEW Survey) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

    ทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.50 น. ของเช้าวันพุธ ที่ 17 ธันวาคม นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าของญี่ปุ่น ในเดือนพฤศจิกายน

    และนอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยังร้อนแรงอยู่

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงมั่นใจว่า เงินบาท (USDTHB) ยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น และมีโอกาสที่จะแข็งค่ามากกว่าระดับ สิ้นปีแถว 31.85+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์ ตามที่เราคาดการณ์ไว้ในรายงานบทวิเคราะห์ Global FX Outlook 2026 ได้ (สามารถอ่านได้ใน LineOA หรือขอรับบทวิเคราะห์ฉบับบเต็มจากทาง Sales ของ Krungthai Global Markets) โดยจากการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (เราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์)

    อย่างไรก็ดี เรามองว่า ในช่วงนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทควรชะลอลงบ้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ ในคืนนี้ ที่ตลาดจะทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ตั้งแต่ช่วง 20.30 น. เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงขึ้น ตามการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว โดยจากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา เราพบว่า เงินบาทมีกรอบการแกว่งตัว +/- 1.0SD ในช่วง 30 นาที หลังรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ราว +0.50%/-0.39%

    โดยหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาดมาก โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง หนุนให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น กดดันราคาทองคำและเงินบาท โดยเงินบาทก็เสี่ยงที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน

    ในทางกลับกัน หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดก็อาจไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็คาดหวังการลดดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปี 2026 ไปมากแล้ว ทำให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจย่อตัวลงบ้าง แต่ต้องติดตามว่า ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ เพราะในช่วงนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ทำให้การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ อาจช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ไม่ยาก และในกรณีดังกล่าว อาจเห็นเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซน 31.40 บาทต่อดอลลาร์ ได้

    เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.40-31.75 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/982213&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xJuWTY3Ahh3SqkB-Ro2vW

  • Bitcoin ดิ่งหลุด $86K! เซ่นพิษเศรษฐกิจ-ล้างพอร์ต Long ยับกว่า $169 ล้าน ทำกราฟเสียทรง

    Bitcoin ดิ่งหลุด $86K! เซ่นพิษเศรษฐกิจ-ล้างพอร์ต Long ยับกว่า $169 ล้าน ทำกราฟเสียทรง

    (16 ธ.ค.) – ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญแรงกดดันอย่างหนักอีกครั้ง ล่าสุดราคา Bitcoin (BTC) ร่วงลงกว่า 3.7% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หลุดระดับ 86,000 ดอลลาร์ ลงมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 85,900 ดอลลาร์ (อ้างอิงข้อมูลจาก CoinMarketCap ณ เวลาที่รายงาน ราคาอยู่ที่ราว $85,946) 

    ราคา bitcoin วันที่ 16 ธันวาคม 2025 เวลา 9.00 น. จาก coinmarketcap

    การปรับตัวลงครั้งนี้เป็นการขยายช่วงติดลบเพิ่มขึ้นทั้งในรายสัปดาห์และรายเดือน ท่ามกลางบรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมตลาด โดยสาเหตุหลักมาจากการรวมตัวกันของ 3 ปัจจัยลบสำคัญ ดังนี้:

    1. ความกังวลต่อข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค (Macro Jitters) ตลาดกำลังอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวอย่างสูงก่อนการเปิดเผยข้อมูลแรงงานสำคัญของสหรัฐฯ ที่ล่าช้ามาและมีกำหนดการประกาศในวันนี้ (16 ธ.ค.) นักลงทุนกังวลว่าหากตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาด อาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลลบต่อสภาพคล่องของสินทรัพย์เสี่ยง ความสัมพันธ์ที่สูงขึ้นระหว่าง Bitcoin กับตลาดหุ้นแบบดั้งเดิม (ซึ่งเห็นได้จากการที่ดัชนี Nasdaq ก็ปรับตัวลงเช่นกัน) ทำให้นักลงทุนเลือกลดความเสี่ยงก่อนเหตุการณ์สำคัญนี้

    2. โดมิโนล้างพอร์ตฝั่งขาขึ้น (Leverage Unwinding) แรงเทขายถูกซ้ำเติมอย่างหนักจากการล้างพอร์ต (Liquidation) ในตลาดอนุพันธ์ ข้อมูลระบุว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีสถานะ Long (ขาขึ้น) ของ Bitcoin ถูกบังคับขายทิ้งมูลค่ารวมกว่า 169.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน การบังคับขายเหล่านี้สร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ทำให้ราคาดิ่งลงแรงยิ่งขึ้น ที่น่ากังวลคือ แม้ราคาจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ Open Interest (สถานะคงค้าง) กลับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของ “กับดักกระทิง” (Bull Trap) ที่นักลงทุนบางส่วนยังพยายามสวนเทรนด์

    3. กราฟเทคนิคเสียทรง (Technical Breakdown) ในเชิงเทคนิค Bitcoin ได้หลุดแนวรับสำคัญต่างๆ ลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำสั่งขายอัตโนมัติ แม้ว่าดัชนี RSI จะเริ่มเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ซึ่งอาจหนุนให้เกิดการดีดตัวทางเทคนิคระยะสั้นได้บ้าง แต่ปริมาณการซื้อขายที่เบาบางก็จำกัดแรงส่งขาขึ้น

    จับตาแนวรับสำคัญต่อไป ขณะนี้ดัชนี Fear & Greed บ่งชี้ถึง “ความกลัว” ในระดับสูง (คะแนนอยู่ที่ 21) ตลาดกำลังจับตาดูว่า Bitcoin จะสามารถรักษาระดับเหนือโซนแนวรับจิตวิทยาสำคัญที่ 80,000 ดอลลาร์ได้หรือไม่ หากหลุดจากโซนนี้ อาจเผชิญแรงกดดันให้ลงไปทดสอบจุดต่ำสุดของปี 2025 ที่บริเวณ 74,000 ดอลลาร์ นักลงทุนควรติดตามกระแสเงินทุน ETF และท่าทีของเฟดหลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

    ที่มา: coinmarketcap

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/12/16/bitcoin-plunges-sub-86k-macro-anxiety-derivatives-carnage/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27EQ0PHNti88ZpSLiPWz5q

  • “ดาวโจนส์” ปิดลบ 41 จุด นักลงทุนจับตา “ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในการซื้อขายเมื่อคืนวันจันทร์ (15 ธ.ค.68) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เป็นไปอย่างระมัดระวัง หลังนักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หลายรายการตลอดสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในระยะถัดไป

    • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 48,416.56 จุด ลดลง 41.49 จุด หรือ 0.09%
    • ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,816.51 จุด ลดลง 10.90 จุด หรือ 0.16%
    • ดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 23,057.41 จุด ลดลง 137.76 จุด หรือ 0.59%

    รายงานระบุว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2568 ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ ขณะที่วันที่ 18 ธันวาคม จะมีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพฤศจิกายน

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ในสัปดาห์เดียวกัน อาทิ ยอดค้าปลีก จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการจาก S&P Global

    ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นรายกลุ่ม พบว่า หุ้น 8 ใน 11 กลุ่ม ในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ปรับตัวขึ้นมากที่สุด 1.27% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค เพิ่มขึ้น 0.88% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลงมากที่สุด 1.04% และหุ้นกลุ่มพลังงาน ลดลง 0.76%

    สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น iRobot ผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบรนด์ “รูมบา” (Roomba) ร่วงลงหนักถึง 72.7% หลังบริษัทได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ

    ขณะที่หุ้น ServiceNow ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ลดลง 11.5% หลังมีรายงานว่าบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการสตาร์ตอัป ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Armis

    ส่วนหุ้น Tesla ปรับตัวขึ้น 3.5% หลัง อีลอน มัสก์ ซีอีโอ เปิดเผยว่า เทสลาอยู่ระหว่างการทดสอบบริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ซึ่งช่วยหนุนแรงซื้อหุ้นในช่วงท้ายตลาด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/802146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32U7RixzJHsM_wbp4eI5gC