Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Key highlights

    ·       เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

    ·       เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war
    ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง
    แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก
    ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น
    จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก, กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ, การแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจ
    ในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาด
    ที่มีศักยภาพเติบโต

    ·       เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น

    o  SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Front-loading
    แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed
    มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2%  สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX8t2RQJT8Ke8LMYwFH49

  • เชียงใหม่ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เตรียมใช้อีวีบัสแก้รถติด-ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ยกระดับขนส่งเมืองท่องเที่ยว

    เชียงใหม่ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เตรียมใช้อีวีบัสแก้รถติด-ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ยกระดับขนส่งเมืองท่องเที่ยว

    เชียงใหม่ทุ่มงบ 100 ล้านบาท เตรียมใช้อีวีบัสแก้รถติด-ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ยกระดับขนส่งเมืองท่องเที่ยว นำร่อง 3 เส้นทางหลักครอบคลุมทั่วเมือง พลิกโฉมขนส่งสาธารณะ

    ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงกับ 11 หน่วยงาน ในโครงการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบขนส่งสาธารณะ รถโดยสารพลังงานสะอาด EV Bus ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและนักท่องเที่ยว แก้ปัญหาการจราจรติดขัดและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เป็นต้นตอปัญหามลพิษทางอากาศ พร้อมวางรากฐานการเดินทางที่ยั่งยืนสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและเมืองอัจฉริย

    รถโดยสาร EV Bus นี้ ใช้พลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ออกแบบเป็นรถชานต่ำ (low floor) รองรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และ ผู้ด้อยโอกาส ติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยครบถ้วน ทั้ง กล้องวงจรปิดรอบคัน ระบบตรวจจับพฤติกรรมพนักงานขับรถและระบบติดตามรถแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อศูนย์ควบคุมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความตรงต่อเวลา

    การให้บริการระยะที่ 1 นำร่อง 2 เส้นทางหลัก คือ สายที่ 18 จากขนส่งอาเขต ผ่านสถานีรถไฟ ย่านท่าแพ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย และสายที่ 20 จากขนส่งอาเขต ผ่านไนท์บาซ่าร์ สถานีขนส่งช้างเผือก ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถึงโรงพยาบาลนครพิงค์ ก่อนขยายระยะที่ 2 ในสายที่ 6 เชื่อมท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ย่านเศรษฐกิจ แหล่งการศึกษา และสถานพยาบาลสำคัญของเมือง

    นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ในระยะแรกจะมีรถให้บริการประมาณ 40 คัน กำหนดปล่อยรถทุก 10 นาที เพื่อให้ตอบโจทย์การเดินทางของคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยว คาดหวังให้ EV Bus เป็นระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ราคาเป็นธรรมไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย รวมทั้งเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ย่านเศรษฐกิจและจุดจอดรถ เพื่อลดการใช้รถส่วนตัวแก้ปัญหารถติด โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน ที่สำคัญคือรองรับการเป็นเมืองมรดกโลกและขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ ภายใต้แนวคิด “เดินทางด้วยรอยยิ้ม ห่วงใย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วย EV Bus องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่”

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3847281/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tEVWVQdMpHfPUdJtY7OcO

  • “ญี่ปุ่น-จีน-ไทย” จุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวโลกปี 69

    “ญี่ปุ่น-จีน-ไทย” จุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวโลกปี 69

    กลุ่มนักท่องเที่ยวผู้กำหนดตลาด พลังของคนรุ่นใหม่

    กลุ่มนักท่องเที่ยว Gen Z และ Millennials คือผู้ขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวใหม่ในปี 2569

    • กลุ่ม Millennials : คาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในปีหน้า โดยมีส่วนร่วมเกือบ ครึ่งหนึ่ง (เกือบ 50%) ของปริมาณการจองทั่วโลก
    • กลุ่ม Gen Z : เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีแนวโน้มแสวงหา ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร และสะท้อนรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป

    เทรนด์ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดในปี 2569

    ตลาดการท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนจากการเยี่ยมชมสถานที่ทั่วไป ไปสู่การแสวงหาประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงและเชื่อมโยงกับความสนใจส่วนบุคคลมากขึ้น

    1. ธีมพาร์คและสวนสนุก

    สวนสนุกชื่อดังในเอเชียยังคงเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับครอบครัวและคนรุ่นใหม่

    • เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์
    • ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์
    • ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์เจแปน 

    2. Fan-driven Travel (เที่ยวตามรอยความชอบ)

    การท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยความชื่นชอบในวัฒนธรรมสมัยใหม่กำลังบูมอย่างมาก

    • Pop Culture: ทัวร์ Harry Potter, คอนเสิร์ต K-Pop (วง Seventeen, Taemin)
    • ภาพยนตร์/อนิเมะ: เที่ยวตามรอย Jurassic World ในไทย หรือ Evangelion ในโตเกียว

    3. การท่องเที่ยวเชิงบันเทิง (Live Entertainment)

    การเดินทางเพื่อชมการแสดงสดระดับโลกกลายเป็นเทรนด์สำคัญ

    • ละครเพลง Aladdin หรือ Broadway ในนิวยอร์ก
    • การแสดงที่ The Sphere ในลาสเวกัส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861146&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10zGYnCkK5-Imgt3jWq21b

  • ป่าตองชวนร่วมเปิดฤดูท่องเที่ยว ‘ศุกร์นี้’ ในสีสันและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง – ข่าวภูเก็ต

    ป่าตองชวนร่วมเปิดฤดูท่องเที่ยว ‘ศุกร์นี้’ ในสีสันและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Two Phuket Stabbings With One Arrest, Vendors Brawl At Surin Beach || Thailand News

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Two Phuket Stabbings With One Arrest, Vendors Brawl At Surin Beach || Thailand News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7-%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2589-%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A8%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2589%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2589%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587-13895.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rHXVIiQPn09PHxoHQl_JC

  • กาญจนบุรี///TOPNEWS ตะวันตก จับมือ สมาคมฯ นำทีมยินดี ‘ผู้ว่าฯ วริษฐา’ พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Wellness Tourism จ.กาญจนบุรี | TOPNEWS

    บรรณาธิการข่าวภาคตะวันตกและนายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นำทีมแสดงความยินดีต่อ ผู้ว่าฯ วริษฐา สงวนเสริมศรี ในโอกาสรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีคนใหม่ พร้อมหารือยุทธศาสตร์ใช้ศักยภาพธรรมชาติของจังหวัดกาญจนบุรี ยกระดับสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี คณะสื่อมวลชน TOPNEWS ทั่วไทยภาคตะวันตก และภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เข้าพบนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี คนที่ 67

    โดย คุณจิตติมาพร นิลมัย ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งบรรณาธิการข่าว TOPNEWS ทั่วไทยภาคตะวันตก และนายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกาญจนบุรี / กรรมการผู้จัดการศรีชัยยะปุระ ได้มอบกระเช้าของขวัญและแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ

    ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ได้พบปะและทำความรู้จักกับ ทีมข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคตะวันตก อย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวทางการ เผยแพร่ข่าวสารและการนำเสนอข่าวสาร ของจังหวัด

    โดยได้มีการแนะนำตัวทีมผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคตะวันตก ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย นายธบดี ศรีวิเชียร, นางสาวปภัชญา ศรีวิเชียร, นายโชคชัย ฤทธิเดช, นางสาวกัญชฎา โพธิสุวรรณ และนายราชา แฉล้มล้ำ ซึ่งทีมงานพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการประชาสัมพันธ์งานและนโยบายของจังหวัด

    นอกจากนี้วาระสำคัญในการหารือคือการ พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ของจังหวัดกาญจนบุรี โดยผู้แทนสมาคมฯ ได้เน้นย้ำถึงจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติของกาญจนบุรีที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness)

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการ ผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ สื่อมวลชน และภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้กาญจนบุรีเป็น ศูนย์กลาง Wellness Tourism ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และส่งเสริมความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป

    ปภัชญา ศรีวิเชียร ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1425136&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06t70bKLFRCZQvmIgksvn_

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Key highlights

    ·       เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

    ·       เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war
    ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง
    แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก
    ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น
    จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก, กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ, การแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจ
    ในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาด
    ที่มีศักยภาพเติบโต

    ·       เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น

    o  SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Front-loading
    แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed
    มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2%  สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX8t2RQJT8Ke8LMYwFH49

  • ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตรียมขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 สูงสุดในรอบ 30 ปี

    ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตรียมขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 สูงสุดในรอบ 30 ปี

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เตรียมประกาศขึ้นอัตราดอกเบียยนโยบายครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นจาก 0.5% เป็น 0.75% ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดรอบ 30 ปี ตั้งแต่ปี 1995

    แรงกดดันจากเงินเฟ้อเกินเป้าหมาย

    การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเงินเฟ้อหลักของญี่ปุ่นที่ปรับตัวสูงขึ้น 3% ในเดือนตุลาคม แซงเป้าหมายของ BOJ ที่ระดับ 2% ผู้ว่าการ Kazuo Ueda แถลงว่าผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น้อยกว่าที่คาดกังวล เนื่องจากบริษัทอเมริกันยังไม่ได้ส่งต้นทุนภาษีผ่านไปยังผู้บริโภคเต็มที่

    ความท้าทายของรัฐบาล Takaichi

    การขึ้นดอกเบียยนี้จะช่วยลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับนายกรัฐมนตรี Sanae Takaichi หญิงคนแรกของญี่ปุ่น ที่พยายามหลีกเลี่ยงชะตากรรมของผู้นำคนก่อน Shigeru Ishiba ที่ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางการเมืองจากความโกรธของประชาชนต่อราคาที่เพิ่มสูงขึ้น

    แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่

    สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมมูลค่า 18.3 ล้านล้านเยน (118 พันล้านดอลลาร์) เพื่อสนับสนุนแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยเหลือครัวเรือน อย่างไรก็ตาม มากกว่า 60% ของการใช้จ่ายมาจากการกู้ยืมของรัฐบาล ซึ่งเพิ่มความกังวลของตลาดต่อสุขภาพการคลังของญี่ปุ่น

    ความกังวลหนี้สินสูง

    ญี่ปุ่นมีอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP สูงที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจใหญ่ โดย IMF คาดการณ์จะแตะระดับ 232.7% ในปีนี้ ผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงต้นธันวาคม ขณะที่พันธบัตร 10 ปีขึ้นสู่จุดสูงสุดรอบ 19 ปี

    ผลกระทบต่อเยนและตลาดการเงิน

    ความกังวลต่อ “นโยบายการคลังเชิงรุกอย่างมีความรับผิดชอบ” ของ Takaichi ส่งผลกดดันต่อค่าเงินเยน ซึ่งกระตุ้นเงินเฟ้อเพิ่มเติม เนื่องจากญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเป็นหลัก Takahide Kiuchi จากสถาบันวิจัย Nomura ระบุว่าปัจจัยเหล่านี้จะลดผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและทำลายเสถียรภาพระยะกลางถึงยาวของเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/bank-of-japan-rate-hike-30-year-high&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YxAtWVt4hodNVIP2NDY0e

  • โมเดลเศรษฐกิจใหม่จีน ทุบหม้อข้าวแรงงานเอเชีย ดับอนาคต Gen Z

    โมเดลเศรษฐกิจใหม่จีน ทุบหม้อข้าวแรงงานเอเชีย ดับอนาคต Gen Z

    เอเชีย ภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งออกและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับชีวิตผู้คนนับล้าน แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ หลายประเทศต้องรับมือกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” 

    ด้านหนึ่งคือแรงกดดันจากฐานการผลิตที่ถูกคุกคามจาก สินค้าจีนทะลัก เข้ามาด้วยราคาที่ถูกแสนถูก และอีกด้านคือผลพวงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    สถานการณ์นี้สร้างความคับข้องใจให้กับคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่ต้องดิ้นรนกับค่าแรงขั้นต่ำและค่าครองชีพที่พุ่งสูง คนรุ่นใหม่ต้องตื่นมาพบความจริงที่ว่า

    งานในภาคการผลิตที่เคยสร้างความมั่งคั่งให้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่หายากขึ้น ในขณะที่ตำแหน่งพนักงานออฟฟิศสำหรับเด็กจบปริญญาก็มีการแข่งขันสูงจนล้นตลาด

    Great Wall Motor บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากจีน

    จีนทุ่มสุดตัวภาคการผลิต ดันยอดเกินดุลทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์

    ท่ามกลางวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซา รัฐบาลจีนตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    ผลลัพธ์คือยอดเกินดุลการค้าต่อปีที่พุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะลดลงก็ตาม

    สินค้าส่วนเกินเหล่านี้จึงถูกระบายออกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความตึงเครียดไปทั่วโลก ถึงขนาดที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ออกโรงเตือนว่า สหภาพยุโรปอาจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด หากปักกิ่งไม่แก้ไขความไม่สมดุลทางการค้านี้

    สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน

    อาเซียนรับจบ เมื่อ SME สู้ทุนใหญ่ไม่ไหว

    กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South)  กลายเป็นด่านหน้าที่ต้องรับผลกระทบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องตกที่นั่งลำบาก เมื่อตลาดสินค้าราคาถูกในประเทศไม่สามารถแข่งขันกับกำลังการผลิตมหาศาลของจีนได้ แม้จะมีการออกมาตรการจำกัดการนำเข้า แต่ก็แทบไม่ช่วยชะลอสินค้าจีนทะลัก

    ความเสียหายพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ซึ่งกระทบโดยตรงต่อแรงงานคนรุ่นใหม่

    • อินโดนีเซีย: รายงานจากสถาบัน Lowy ระบุว่าตั้งแต่ปี 2022 มีโรงงานสิ่งทอปิดตัวไปแล้วราว 60 แห่ง สูญเสียงานกว่า 2.5 แสนตำแหน่ง และสมาคมผู้ผลิตเส้นใยฯ คาดการณ์ว่าปี 2025 อาจมีคนเสี่ยง ตกงาน อีกกว่า 5 แสนคน หรือหายไปถึง 1 ใน 4 ของภาคอุตสาหกรรม
    • ไทย: สถานการณ์ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ปีที่ผ่านมาไทยมียอด โรงงานปิดตัว ราว 2,000 แห่ง โดยเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าสินค้าจีนราคาถูกที่ล้นทะลักเข้าไทย เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โรงงานต้องปิดตัวลง ซึ่งบ่อนทำลายตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) ที่เคยเป็นประตูสู่การก่อร่างสร้างตัวของเด็กไทย

    ภาพจำลองอุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์ของจีน

    จับตา “China Shock 2.0”  

    คณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ-จีน (USCC) เตือนว่า ปัญหากำลังการผลิตล้นตลาดของจีนไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่เสื้อผ้าหรือของเล่นเท่านั้น แต่กำลังขยายวงกว้างสู่อุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่ และหุ่นยนต์ โดยมีภาครัฐหนุนหลังอย่างเต็มสูบ

    นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง David Autor และ Gordon Hanson เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “China Shock 2.0” ซึ่งอาจสร้างความเสียหายรุนแรงกว่ายุคแรก (ช่วงปี 1999-2007) ที่เคยทำให้ภาคการผลิตของสหรัฐฯ พังทลายและสูญเสียตำแหน่งงานเกือบ 1 ใน 4

    Changan แบรนด์รถยนต์ชื่อดังของจีน

    พิษเศรษฐกิจจุดชนวนการเมือง

    ผลกระทบจาก วิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้จีนเริ่มแปรเปลี่ยนความกดดันให้เป็นความโกรธแค้นทางการเมือง ในหลายพื้นที่ของเอเชีย คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มหมดศรัทธาในผู้นำประเทศและกลุ่มชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ โดยมองว่ารัฐบาลไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้

    เราได้เห็นคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยวผ่านการประท้วงในอินโดนีเซีย ติมอร์-เลสเต และฟิลิปปินส์

    คนรุ่นใหม่ที่เบื่อหน่ายกับปัญหาคอร์รัปชันและการ ว่างงาน ได้ออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบจากนักการเมือง เช่นเดียวกับในเนปาล ที่พลังคนรุ่นใหม่กดดันจนรัฐบาลต้องพ้นจากอำนาจเมื่อเดือนกันยายน

    จีนเองก็ตระหนักถึงปัญหานี้และไม่อยากทำลายเสถียรภาพของเพื่อนบ้าน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากกำแพงภาษีของทรัมป์ จีนพยายามเรียกร้องให้มีการประสานงานทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    แม้จะมีแสงสว่างอยู่บ้างจากการที่ยอดส่งออกของไทยและเวียดนามไปสหรัฐฯ เติบโตขึ้น (ราว 23% ในเดือนกันยายน) เนื่องจากการย้ายฐานการผลิตหนีความขัดแย้ง แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้การันตีความมั่นคงในอาชีพให้คนรุ่นใหม่เสมอไป

    การแก้ปัญหาด้วยการบล็อก สินค้าจีนทะลัก เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ผล เพราะสินค้าเหล่านี้ฝังรากลึกในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของภูมิภาคแล้ว

    ทางออกที่ยั่งยืนคือ ภาครัฐต้องช่วยผู้ประกอบการหาตลาดใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างเครือข่ายป้องกันทางการค้าระดับภูมิภาค แทนที่จะสู้เพียงลำพัง รวมถึงต้องขยายโครงการฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน

    หากปราศจากนโยบายที่รับประกันว่า Gen Z จะได้รับประโยชน์จากการค้าเสรี ความคับข้องใจทางเศรษฐกิจอาจลุกลามเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ยากจะควบคุม 

    อ้างอิง: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/735075&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw182YBvUDmS8MvoR7Eu_uDu

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Key highlights

    ·       เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

    ·       เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war
    ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง
    แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก
    ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น
    จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก, กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ, การแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจ
    ในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาด
    ที่มีศักยภาพเติบโต

    ·       เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น

    o  SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Front-loading
    แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed
    มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2%  สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX8t2RQJT8Ke8LMYwFH49

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Key highlights

    ·       เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

    ·       เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war
    ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง
    แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก
    ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น
    จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก, กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ, การแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจ
    ในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาด
    ที่มีศักยภาพเติบโต

    ·       เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น

    o  SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Front-loading
    แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed
    มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2%  สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX8t2RQJT8Ke8LMYwFH49