Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ธุรกิจ

    17 ธ.ค. 2025 เวลา 5:50 น.

    ปี 2568 ธุรกิจรับจบทุกปัจจัยลบ เผชิญเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทั้งจีดีพีไทยโตรั้งท้ายอาเซียน มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป มองปี 69 อุตสาหกรรมสื่อโฆษณายังไม่ฟื้น คาดเงินสะพัด 86,271 ล้านบาท โตต่ำ 0.64%

    ส่วน 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดไม่เติบโต เหตุการเมือง เศรษฐกิจฉุดรั้ง ฝากความหวังรัฐบาลใหม่ ขอมืออาชีพบริหารประเทศ นโยบายประกาศไว้ต้องทำให้เห็นผลลัพธ์จริง

    นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUP เปิดเผยว่า จากคาดการณ์เศรษฐกิจไทย(จีดีพี) ปี 2569 จะขยายตัวระดับต่ำ 1.6-2% ถือว่าเป็นอัตรารั้งท้ายของภูมิภาคอาเซียน ทั้งที่ภูมิภาคนี้ถือเป็นตลาดใหม่และเทียบกับทั่วโลกจีดีพีมีการเติบโตในระดับสูงสุด

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัว หรือกลับมาเติบโต คือสถานการณ์ทางการเมืองเป็นตัวฉุดรั้ง เพราะหากพิจารณาหลากตัวแปรลบ เช่น การเผชิญกับภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ประเทศไทยถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค

    สำหรับแนวโน้มปีหน้าปัจจัยลบที่ทุกภาคส่วนเจอในปี 2568 จะยังคงอยู่ครบไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโตต่ำ กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง แม้จะมีสัญญาณดีลดลงบ้างเล็กน้อย ภาษีทรัมป์ที่จะมีผลต่อการส่งออกของไทยปีหน้า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นต้น ที่เหลือคือความไม่แน่นอน และเหตุการณ์ไม่คาดคิดจะมีอะไรเข้ามาซ้ำเติมหรือไม่

    “ปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยถือว่าดีหมด แต่อยู่ที่การบริหารจัดการ นโยบายการขับเคลื่อนประเทศ ที่ทำให้เอื้อต่อขีดความสามารถด้านการแข่งขันกับประเทศต่างๆ ส่วนจีดีพีไทยที่ไม่โตต่ำ รั้งท้ายอาเซียน หากมองภาพใหญ่แฟ็คเตอร์เราดีหมด ผลกระทบจากน้ำท่วม ภัยธรรมชาติเราเจอน้อยกว่า แต่จีดีพีกลับต่ำ”

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    จากปัจจัยลบข้างต้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจ กำลังซื้อที่ชะลอตัว ส่งผลต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาปี 2569 คาดการณ์ขยายตัว 0.64% หรือมีมูลค่า 86,271 ล้านบาท ทั้งนี้ หากพิจารณาจากตัวเลขของผู้ประกอบการสินค้า เจ้าของแบรนด์รายเล็ก ซึ่งใช้จ่ายงบโฆษณาตรงกับแพลตฟอร์ม รวมถึงใช้อินฟลูเอนเซอร์สื่อสารการตลาด คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณายังสะพัดมูลค่า 110,603 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 มูลค่า 108,900 ล้านบาท

    “ยังมีงบโฆษณาที่ไม่ได้ถูกเก็บตัวเลข ซึ่งจากการหารือกับสมาคมโฆษณาต่างๆ รวมถึงมีเดียเอเยนซี ประเมินว่าอุตสาหกรรมยังมีเงินสะพัดหลักแสนล้านบาท”

    สื่อดั้งเดิมวูบต่อเนื่อง

    ส่วนการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ปี 2569 ที่ลดลงยังเป็นสื่อดั้งเดิม (Tradional media) เช่น ทีวี 28,958 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 31,137 ล้านบาท และลดเหลือ 1 ใน 3 ของตลาด วิทยุ 2,292 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 2,388 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ 293 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 488 ล้านบาท และนิตยสาร 73 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 183 ล้านบาท ด้านสื่อดิจิทัล ยังเติบโตใน 3 แพลตฟอร์มหลัก รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ อีกหมวดคือสื่อโฆษณานอกบ้านยังคงเติบโตต่อเนื่อง ตอบไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคใช้ชีวิตนอกบ้าน ไปดูคอนเสิร์ต

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาปี 2568 มีมูลค่า 85,727 ล้านบาท ลดลง 0.6% ถือเป็นการตกอยู่ในสถานการณ์ไม่เติบโตต่อเนื่องมา 5 ปีแล้ว

    “อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาหดตัวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เผชิญวิกฤติโควิด-19 ระบาด จากก่อนหน้านั้นเจอพายุดิสรัปชัน ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนกระทบการเติบโต พอพ้นโควิดได้คาดการณ์จะเห็นการฟื้นตัว แต่ไม่ฟื้นเลย ไม่มีการเติบโตมา 5 ปีแล้ว ซึ่งการฟื้นตัวจะเกิดได้ ต้องพึ่งพาการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และอยู่ที่แผนบริหารจัดการ การดำเนินนโยบายของรัฐ หากจะโทษ ต้องโทษการเมือง โทษรัฐบาลที่ทำให้ประเทศเราแย่ขนาดนี้ จีดีพีไทยกี่ปีก็ไม่ดีเมื่อเทียบกับอาเซียน”

    ปัจจัยลบทุบแบรนด์ใช้จ่ายเงินลดลง

    ปัจจัยลบรายล้อมธุรกิจทั้งปี ยังส่งผลให้แบรนด์ใช้จ่ายเงินลดลง ปัจจุบันเห็นการประหยัดงบโฆษณาราว 15% มีการชะลอการเปิดตัวแคมเปญสื่อสารการตลาด เปิดตัวสินค้า โดยงบที่ลดลงไม่นับรวมกับการโยกงบประมาณไปใช้ในกิจกรรมการตลาดอื่นๆ ส่วนการแข่งขันของสินค้า กลยุทธ์ราคายังรุนแรง เนื่องจากเจ้าของแบรนด์ สินค้าต้องการเห็นผลลัพธ์ยอดขายหลังใช้งบตลาด

    “สินค้าเล่นราคากันหมด เพราะผู้บริโภคไม่มีเงิน นักการตลาดก็ติดอยู่กับยอดขาย จึงต้องสู้ด้วยราคา แม้การสร้างแบรนด์จะเป็นสิ่งที่ต้องทำก็ตาม”

     นายภวัต กล่าวอีกว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เป็นปีที่รับจบจากปัจจัยลบทุกมิติ ทั้งน้ำท่วมต้นปี ปลายปี ผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมียนมา ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา การส่งออก ภาษีทรัมป์

    เลือกตั้งปลุกเม็ดเงินโฆษณาสะพัด

    สำหรับความหวังในปี 2569 การเลือกตั้งจะมีส่วนทำให้เม็ดเงินโฆษณาสะพัดบ้าง โดยเฉพาะรายการข่าว หากมีการจัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ นโยบายของผู้นำ พรรคการเมืองต่างๆ แม้ไม่มีนัยมากนัก แต่แบรนด์สินค้าอาจแทรกตัวไปสื่อสารการตลาด และยังมีความคาดหวังจากบิ๊กอีเวนต์ที่จะเกิดขึ้น เช่น เทศกาลดนตรีทูมอร์โรวแลนด์ ฟุตบอลโลก 2026 เป็นต้น

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ส่วนความคาดหวังหลังเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า อยากเห็นการเมืองไทยมีเสถียรภาพหรือมีความนิ่ง มีความชัด ได้ผู้บริหารประเทศที่เป็นมืออาชีพมาบริหารชาติบ้านเมือง ขณะที่นโยบาย 5 เสาหลัก เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ลดภาระหนี้ประชาชน การช่วยเหลือเอสเอ็มอี ฯ ถือเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวก ซึ่งตอนนี้ยังไม่ปรากฏ

    “ควิก บิ๊ก วินจากนโยบาย 5 เสาหลัก คิดมาดีแล้ว ในฐานะภาคธุรกิจซื้อ เพราะเป็นการกระตุ้นยอดขาย เพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภค ช่วยเอสเอ็มอี เพราะเป็นฟันเฟืองของประเทศ หากล้มหายตายจาก 1 ราย อาจขยายเป็นสิบเป็นร้อยราย แผนชัด แต่กลับไม่เห็นทำได้เป็นที่ประจักษ์ หรือผลลัพธ์เชิงบวก” 

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    อย่างไรก็ตาม บทสรุปอุตสาหกรรมโฆษณาปี 2568 มูลค่าควรจะมีการเติบโต เนื่องจากมีตัวแปรราคาหรือเงินเฟ้อกระตุ้น แต่ภาพจริงกลับติดลบ

    “ความหวังตอนนี้คือภาครัฐ เพราะประชาชนสู้เต็มที่แล้ว 5 เสาหลัก เป็นนโยบายที่ครอบคลุมทุกมิติ แต่สิ่งที่เอกชนอยากเห็นคือผลงานเป็นรูปธรรม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jOkHDxHdsu4MZDcYiVFHK

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • คําขวัญวันเด็ก 2569 จากนายกรัฐมนตรี “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93115&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rrv1kE2x9-gLkC4H8tAXL

  • “Trip.com” แจงด่วน! ระงับความร่วมมือ กับกระทรวงการท่องเที่ยว กัมพูชาแล้ว

    “Trip.com” แจงด่วน! ระงับความร่วมมือ กับกระทรวงการท่องเที่ยว กัมพูชาแล้ว

    “Trip.com” แจงด่วน! ระงับความร่วมมือ กับกระทรวงการท่องเที่ยว กัมพูชาแล้ว

    จากกรณี Trip.com เซ็นสัญญาโปรโมทการท่องเที่ยวร่วมกับองค์การท่องเที่ยวแห่งชาติกัมพูชา ทำให้ชาวเน็ตจีนกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวจะถูกส่งต่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือขบวนการต้มตุ๋นในกัมพูชา ผู้ใช้จำนวนมากพร้อมใจกันลบบัญชีและถอนการติดตั้งแอปฯ ของ Trip.com และ Ctrip ทันที โดยระบุว่า ยอมจ่ายเงินแพงกว่าเพื่อใช้บริการอื่น ดีกว่าเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยของข้อมูลและชีวิต ทั้งนี้ กระแสดังกล่าวลุกลามมายังในประเทศไทย ต่างพากันลบแอปพลิเคชัน Trip.com กันเป็นจำนวนมา

    16 ธ.ค. 2568 Trip.com Group แถลงการณ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ระบุข้อความว่า

    ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ในสื่อสังคมออนไลน์ เราขอชี้แจงว่า ความร่วมมือดังกล่าว เป็นเพียงความร่วมมือในการโปรโมทการท่องเที่ยวเท่านั้น ซึ่งเราได้ตกลงทำความร่วมมือเช่นเดียวกันนี้ ร่วมกับหน่วยงานการท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

    ทั้งนี้ เราได้รับทราบถึงความกังวลของผู้ใช้บริการ จึงได้ระงับความร่วมมือดังกล่าวแล้วโดยทันที

    เราขอยืนยันว่าไม่มีการแลกเปลี่ยน หรือขายข้อมูลตามที่มีผู้ไม่หวังดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด เรายึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดด้านความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้ในทุกตลาดที่เราดำเนินการ เรามุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสอย่างเต็มที่ และปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงในประเทศไทย เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการมอบประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับลูกค้าทุกท่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/611215&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28sN83Ct4bIvVlcEVtbv7y

  • น้ำท่วมใต้ ซ้ำเติมท่องเที่ยวไทย มาเลย์เที่ยวหาดใหญ่ ธ.ค.นี้ หดตัว 55 %

    น้ำท่วมใต้ ซ้ำเติมท่องเที่ยวไทย มาเลย์เที่ยวหาดใหญ่ ธ.ค.นี้ หดตัว 55 %

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ก่อนหน้านี้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด แม้น้ำจะลดไปแล้ว แต่หาดใหญ่จำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูประมาณ 1 เดือน

    จากข้อมูลจากสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ระบุว่า โรงแรมที่พักในหาดใหญ่ 95% ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งในส่วนโครงสร้างอาคารและห้องพัก ซึ่งคาดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการซ่อมสร้างและฟื้นฟูสภาพเมืองอย่างน้อย 1 เดือน นอกจากนี้ ย่านเศรษฐกิจสำคัญอย่างตลาดกิมหยงในเขตอำเภอหาดใหญ่ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน รวมถึงการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานหลังน้ำลด

    ททท.จึงคาดว่าการท่องเที่ยวของไทยจะได้รับผลกระทบจากยืดเยื้อตลอดเดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากผู้ประกอบการอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อกลับมาดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวได้เต็มรูปแบบ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวาหาดใหญ่ โดยในช่วงวันที่ 23-29 พฤศจิกายน 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลง 45% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า รัฐบาลมาเลเซียและสถานกงสุลใหญ่ประจำจังหวัดสงขลาได้ประกาศเตือนประชาชนให้เลื่อนการเดินทางท่องเที่ยวมายังภาคใต้

    น้ำท่วมใต้ ซ้ำเติมท่องเที่ยวไทย มาเลย์เที่ยวหาดใหญ่ ธ.ค.นี้ หดตัว 55 %

    สำหรับเดือนธันวาคม 2568 คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวมาเลเซียจะอยู่ที่ 205,000 คน ลดลง 55 % และรายได้ทางการท่องเที่ยวอยู่ที่ 4,444 ล้านบาท ลดลง 54 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ภาพรวมของนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเที่ยวไทยตลอดทั้งปี 2568 อยู่ที่ 4.38 ล้านคน ลดลง 11% สร้างรายได้ 93,475 ล้านบาท ลดลง 11%

    ประกอบกับการย้ายการจัดการแข่งขันซีเกมส์ 2025 จากเดิมที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดสงขลาในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ต้องย้ายไปจัดที่กรุงเทพมหานครและชลบุรีแทน ทำให้จังหวัดสงขลาสูญเสียโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ การยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางสิงคโปร์-หาดใหญ่-สิงคโปร์ ของสายการบิน Scoot จำนวน 2 เที่ยวบินนอกจากนี้ การแข่งขันมวย Thai Fight ที่พัทลุงก็เลื่อนการแข่งขันออกไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    ดังนั้นเมื่อรวมกับหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยก่อนหน้านี้ จึงคาดว่าตลอดทั้งปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยอยู่ที่ 32.83 ล้านคน ลดลง 8% มีรายได้จากการท่องเที่ยว 1,525,085 ล้านบาท ลดง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศ ในเดือนธันวาคม 2568 จังหวัดสงขลาคาดการณ์ว่าจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 244,300 คน-ครั้ง จะหดตัวประมาณ 21.89% และรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,920 ล้านบาท หดตัวประมาณ 23.57 % ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมภาคใต้เดือนธันวาคม มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 18.33 ล้านคน-ครั้ง หดตัว 5.37% และรายได้ 17,190 ล้านบาท หดตัว 7.14 %

    อย่างไรก็ตามแม้น้ำจะลดไปแล้ว แต่ก็ยังมีความกังวลที่ต้องจับตามอง อาทิ การกระจายข่าวปลอมในพื้นที่ประสบภัย การออกคำแนะนำการเดินทางของบางประเทศ อย่าง สถานเอกอัครราชทูตจีนได้ประกาศคำแนะนำไม่ให้เดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ( ตั้งแต่ 25 พ.ย.) ในขณะที่แคนาดาออกคำแนะนำให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางสิงคโปร์-หาดใหญ่-สิงคโปร์ ของสายการบิน Scoot จำนวน 2 เที่ยวบิน

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า Sentiment ต่อเหตุการณ์อุทกภัย ในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม โดยความสนใจต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นสำหรับตลาดต่างประเทศ จากการสำรวจในช่วงวันที่ 21-29 พ.ย.ที่ผ่านมา มากกว่า 50% แม้มีการปรับตัวดีขึ้นเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 68 ซึ่งนักท่องเที่ยวมาเลเซีย จากเดิมที่ให้ความสนใจมากที่สุดอันดับ 1 ของกลุ่มตลาดระยะใกล้ ก็ให้ความสนใจในเรื่องน้ำท่วมน้อยลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ตกค้างสามารถเดินทางกลับประเทศได้เรียบร้อย ประเด็นโฟกัสเปลี่ยนจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการฟื้นฟูมากขึ้นแต่ยังมี sentiment เชิงลบในสื่อโซเชียลมีเดียเล็กน้อย

    ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ ก็ยังสนใจติดตามข่าวนี้อยู่ ตลอดช่วงเวลานักท่องเที่ยวตกค้างสามารถเดินทางกลับประเทศได้และกระทรวงการต่างประเทศ (MFA) เริ่มปรับระดับคาเตือนลง มีการกล่าวถึงเชิงบวกเกี่ยวกับชาวไทยช่วยเหลือนักท่องเที่ยวสิงคโปร์วัย 74 ปี แต่ก็มีบางตลาดที่กลับมีความสนใจเพิ่มขึ้น อาทิ เกาหลีใต้ สาเหตุจากข่าวการบริจาคเงินช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยของศิลปิน K POP ติด Trending ในโซเชียลมีเดียเกาหลี และมีการแพร่ข่าวปล้นร้านค้าในสงขลา (Viral) จีนก็มีการสื่อสารเผยแพร่ผ่าน WeChat, Weibo เพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประกาศคำแนะนำไม่เดินทางไปพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่ไม่มีประกาศห้ามการเดินทางมายังประเทศไทยในภาพรวมแต่อย่างใด

    ดังนั้นการเร่งฟื้นความเชื่อมั่นและการจัดการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน โรงแรม ย่านเศรษฐกิจ และผู้ประกอบการ ในพื้นที่ประสบภัย ให้กลับคืนมาโดยเร็วจึงเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งสายการบินภายในประเทศของไทยออกมาตรการช่วยเหลือผู้โดยสาร โดยสามารถปรับเปลี่ยนแผน/เส้นทางได้ อาจทาให้นักท่องเที่ยวบางส่วนที่มีแผนการเดินทาง ปรับเปลี่ยนแผน/เลื่อนการเดินทางออกไปในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 จนถึงต้นปี 2569 จุดหมายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมอื่น ๆ ของนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่สามารถท่องเที่ยวได้ปกติ เช่น กรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ เป็นต้น

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,158 วันที่ 18 – 20 ธันวาคม  พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/646718&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mL4SNtVdgGgAKgzGaOxIN

  • ไทย-กัมพูชาสู้รบ ทำท่องเที่ยวไทยไฮซีซั่นซบเซาทั้งประเทศ

    ไทย-กัมพูชาสู้รบ ทำท่องเที่ยวไทยไฮซีซั่นซบเซาทั้งประเทศ

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้ประเมินสถานการณ์สู้รบและความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ที่กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก กระทบภาคท่องเที่ยวไทยปลายปี 2568 ช่วงไฮซีซั่น โดยเฉพาะในมิติของความเชื่อมั่นและการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว ซ้ำเติมด้วยผลกระทบน้ำท่วมใต้ปลายเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา โดยพบว่าการสู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แม้จะจำกัดอยู่ในบางจังหวัดและบางอำเภอ แต่การรายงานข่าวต่อเนื่องในสื่อทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการออกคำแนะนำการเดินทาง (Travel Advisory) ส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในวงกว้าง

    โดยททท.ประเมินว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนส่งผลให้เดือนธ.ค. 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีแนวโน้มลดลง 7–11% หรือคิดเป็นนักท่องเที่ยวประมาณ 3.2 ล้านคน ซึ่งหากความตึงเครียดยืดเยื้อ อาจกระทบตัวเลขมากกว่าที่คาดไว้ จากการติดตามภาคสนามพบว่า พื้นที่ท่องเที่ยวตามแนวชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดตราด มีอัตราการยกเลิกห้องพักเฉลี่ย 42% ขณะที่บางเกาะมีการยกเลิกการจองมากกว่า 30–40% โดยเกาะช้างมีการยกเลิกเฉลี่ยกว่า 35% เกาะกูด 30% เกาะหมาก 44% ขณะที่ที่พักในตัวเมืองตราดมียอดยกเลิกสูง 60%

    ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดชายแดน บางแหล่งท่องเที่ยวไม่สามารถเปิดให้เข้าชมได้ตามปกติ ขณะที่กิจกรรมและอีเวนต์บางส่วน ต้องเลื่อนหรือปรับรูปแบบ ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ติดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พบว่าโรงแรมและที่พักในหลายพื้นที่ มีอัตราการเข้าพักและการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลดลง แม้บางพื้นที่จะมีกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร และสื่อมวลชน เข้ามาพัก แต่กลุ่มดังกล่าวเป็นการเข้าพักตามภารกิจและมีการใช้จ่ายจำกัด ไม่สามารถทดแทนรายได้จากนักท่องเที่ยวได้

    ขณะเดียวกัน เหตุอุทกภัยในภาคใต้ได้ซ้ำเติมภาพรวมการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งอำเภอหาดใหญ่ได้รับผลกระทบรุนแรง ททท.ประเมินว่า การฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 เดือน ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะสั้น

    “ตลาดที่ได้รับผลกระทบชัดเจนจากอุทกภัยภาคใต้คือ ตลาดมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของพื้นที่ คาดว่าเดือนธ.ค.2568 นักท่องเที่ยวมาเลเซียจะลดลง 55% เหลือประมาณ 205,000 คน สร้างรายได้ 4,444 ล้านบาท ลดลง 54% ขณะที่ตลาดจีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงราว 34%”

    “โจทย์สำคัญขณะนี้คือการเร่งฟื้นความเชื่อมั่น ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากสถานการณ์ชายแดน ททท.เร่งสื่อสารเชิงพื้นที่ เพื่อแยกแยะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบออกจากพื้นที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศ ยืนยันว่าเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ยังคงสามารถเดินทางและจัดกิจกรรมได้ตามปกติ”

    ส่วนภาพรวมทั้งปี 2568 ททท.คาดว่า ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.8 ล้านคน ลดลง 8% สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.52 ล้านล้านบาท ลดลง 5 % ขณะที่ตลาดในประเทศจะมีผู้เยี่ยมเยือน 206.6 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3 % สร้างรายได้ราว 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ 2.68 ล้านล้านบาท ลดลงประมาณ 2–3% จากปีก่อนหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2902321&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TtKQUGamXe2vhRd1EVaux

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย ‘แทรมสายสีแดง’ เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย ‘แทรมสายสีแดง’ เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย ‘แทรมสายสีแดง’ เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    นายสาโรจน์  ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า สำหรับการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (การปฐมนิเทศโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการ แผนการดำเนินงาน 

    ทั้งนี้แนวคิดการออกแบบรูปแบบโครงการ แนวทางการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบข้อมูลพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงการต่อไป 

    เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย 'แทรมสายสีแดง' เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    ขณะเดียวกันมีผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา และผู้สนใจ รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วมการประชุมกว่า 200 คน ณ ห้องกัลป-ชัยพฤกษ์ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 
     

    สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวง ราชพฤกษ์ เป็นส่วนต่อขยายของโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาล นครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี 

    ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงคมนาคมพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ปรับปรุงแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ให้เชื่อมโยงไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 

    เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย 'แทรมสายสีแดง' เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    นายสาโรจน์  กล่าวต่อว่า ล่าสุดคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้มีมติรับทราบผลการศึกษาเปรียบเทียบทางเลือกการดำเนินงานโครงการที่เหมาะสม และเห็นชอบในหลักการแนวคิดการพัฒนารูปแบบการเดินทางดังกล่าว 

    ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ รฟม. ดำเนินการศึกษารายละเอียดความเหมาะสมและออกแบบโครงการ โดยให้คำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุน และนำเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการตามขั้นตอนต่อไป 
     

    สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ มีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ประกอบด้วย 5 สถานี มีแนวเส้นทางเบื้องต้นเริ่มที่ แยกแม่เหียะ สมานสามัคคี วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 108 

    จากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกพืชสวนโลก วิ่งไปตามทางหลวงชนบท  ชม.3028 และตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 121 ที่แยกราชพฤกษ์ ไปสิ้นสุดที่อุทยานราชพฤกษ์ บริเวณวงเวียนช้าง 

    เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย 'แทรมสายสีแดง' เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    อย่างไรก็ตามเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานรวมถึงมีความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงสามารถลดการใช้รถยนต์โดยรวมบนท้องถนน จึงช่วยลดปริมาณมลพิษในอากาศที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ได้อีกด้วย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/646695&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LQiI0YkTjE-6mx7RsGIiN

  • ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนและงานวิจัยคุณภาพสูง ตอบสนองความท้าทายยุคการแพทย์แม่นยำ

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนและงานวิจัยคุณภาพสูง ตอบสนองความท้าทายยุคการแพทย์แม่นยำ

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนและงานวิจัยคุณภาพสูง ตอบสนองความท้าทายยุคการแพทย์แม่นยำ

    วันอังคารที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๘ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทรงพระกรุณาโปรดให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร (Yonsei University Mirae Campus) สาธารณรัฐเกาหลี ณ ห้องประชุม 3D – 301 อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมี ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วิสุทธิ์ ล้ำเลิศธน รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เธียรสิน เลี่ยมสุวรรณ ผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ฝ่ายบัณฑิตศึกษาและการศึกษาต่อเนื่อง รอรับผู้แทนพระองค์

    ในการนี้ ผู้แทนพระองค์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ ศาสตราจารย์ ยอน ซอบ ฮา อธิการบดีมหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการวิจัย การศึกษา และการฝึกอบรมระหว่างสถาบัน โดยมี รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วิสุทธิ์ ล้ำเลิศธน รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน และ ศาสตราจารย์ ชุล ฮี มิน หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมรังสีบูรณาการ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในฐานะสถาบันการศึกษาวิจัยและวิชาการชั้นสูง มีภารกิจด้านจัดการศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิตที่เป็นผู้นำและนักวิจัย ทางวิชาชีพด้านสุขภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการแพทย์ การสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม มุ่งสร้างสุขภาวะที่ดีและเท่าเทียมเพื่อทุกชีวิต ด้วยวิทยาการขั้นสูง นวัตกรรม และความเป็นเลิศ โดยมีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน เป็นหนึ่งในส่วนงานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีวิสัยทัศน์มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถในการพัฒนาระบบบริการและระบบบริหารจัดการสุขภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลและเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน สำหรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา การฝึกอบรมระยะสั้น การแลกเปลี่ยนสถานที่ฝึกงานและการดูงาน รวมทั้งการจัดประชุมวิชาการ (Symposia) การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshops) การประชุม (Conferences) และการสัมมนา (Seminars) ตลอดจนแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การวิจัยในสาขาวิชาการต่าง ๆ ร่วมกัน

    มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ให้ความสำคัญกับการศึกษาแบบสหวิทยาการ (Convergence) โดยบูรณาการด้านซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีข้อมูล (Data Science) สุขภาพดิจิทัล (Digital Healthcare) วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) การบริหารสุขภาพ (Health Administration) และวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการชีวการแพทย์ (Biomedical Laboratory Science) เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะด้านสุขภาพดิจิทัล สามารถนำ AI , Big Data และเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยุกต์ใช้ในยุคการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล นอกจากนี้ ภาควิชาวิศวกรรมรังสีบูรณาการยังมุ่งพัฒนาบุคลากรด้านรังสีมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านฮาร์ดแวร์และชอฟต์แวร์รังสี เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนในวงการแพทย์ด้านรังสี และสุขภาพดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะสร้างโอกาสใหม่ในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ส่งเสริมการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างบุคลากรทางวิชาการ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทย – เกาหลีในด้านสุขภาพดิจิทัลและวิศวกรรมรังสีอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการผลิตงานวิจัยเชิงนวัตกรรมที่มีคุณภาพสูง และยกระดับศักยภาพของบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในยุคการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลให้กับทั้งสองประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/63302&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X0nmx985dPtKGdqmHCzWS

  • รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    นายสาโรจน์  ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นประธานในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (การปฐมนิเทศโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    เพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการ แผนการดำเนินงาน แนวคิดการออกแบบรูปแบบโครงการ แนวทางการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบข้อมูลพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงการต่อไป โดยมีผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา และผู้สนใจ รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วมการประชุมกว่า 200 คน ณ ห้องกัลป-ชัยพฤกษ์ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เป็นส่วนต่อขยายของโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาล นครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงคมนาคมพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และส่งเสริมการท่องเที่ยว

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    โดยกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ปรับปรุงแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ให้เชื่อมโยงไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โดยต่อมาคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้มีมติรับทราบผลการศึกษาเปรียบเทียบทางเลือกการดำเนินงานโครงการที่เหมาะสม และเห็นชอบในหลักการแนวคิดการพัฒนารูปแบบการเดินทางดังกล่าว พร้อมมอบหมายให้ รฟม. ดำเนินการศึกษารายละเอียดความเหมาะสมและออกแบบโครงการ โดยให้คำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุน และนำเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการตามขั้นตอนต่อไป

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง  

    โดยโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ มีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ประกอบด้วย 5 สถานี มีแนวเส้นทางเบื้องต้นเริ่มที่ แยกแม่เหียะสมานสามัคคี วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 108 จากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกพืชสวนโลก วิ่งไปตามทางหลวงชนบท  ชม.3028 และตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 121 ที่แยกราชพฤกษ์ ไปสิ้นสุดที่อุทยานราชพฤกษ์ บริเวณวงเวียนช้าง

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    ซึ่งเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานรวมถึงมีความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงสามารถลดการใช้รถยนต์โดยรวมบนท้องถนน จึงช่วยลดปริมาณมลพิษในอากาศที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ได้อีกด้วย สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ http://www.chiangmai-transitredline.com Facebook โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง หรือติดตามข้อมูลข่าวสาร รฟม. เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ รฟม. www.mrta.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ Call Center รฟม. โทรศัพท์ 0 2716 4044
             

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378970858&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hVB842euEWFOQejF-S6vw