Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ชาวเชียงใหม่ขอ ‘รัฐบาลชุดใหม่’ แก้พิษเศรษฐกิจให้คนไทยอยู่ดีกินดีเป็นของขวัญปี 2569

    หากพูดถึงเทศกาลปีใหม่ สิ่งที่หลายคนนึกถึงก็คือของขวัญปีใหม่ เพื่อสร้างกำลังใจให้เริ่มต้นปีใหม่ให้ดีกว่าเดิม ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามประชาชนชาวเชียงใหม่ รวมถึงพูดคุยกับภาคส่วนต่างๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งภาคเอกชน ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว และภาคประชาสังคม ว่าต้องการของขวัญปีใหม่ปี 2569 เป็นสิ่งใดจากรัฐบาลชุดใหม่ ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2569

    โดยชาวเชียงใหม่ในแต่ละภาคส่วน ต่างก็มีสิ่งที่ต้องการจะให้รัฐบาลให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกภาคส่วนก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่าอยากจะให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นและประชาชนคนไทยมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นกว่าเดิม

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo10.jpg

    กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ทั้งในตัวเมืองและพื้นที่รอบนอก กล่าวให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกันว่า ในปี 2569 นี้ อยากให้รัฐบาลทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของประชาชนที่ถูกเรียกว่าคนรากหญ้า หาเช้ากินค่ำ เพราะการค้าขายในทุกวันนี้ไม่ดี ประชาชนประหยัดเงินมากขึ้น เลือกซื้อของที่จำเป็นเท่านั้น สวนทางกับรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น และยังไม่เห็นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างชัดเจนในเร็ววัน

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo16.jpg

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo17.jpg

    “ดังนั้นหากสามารถที่จะออกนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นก็จะดีมาก อย่างนโยบายคนละครึ่งพลัสนับว่าเป็นโครงการที่ดี ทำให้ประชาชนกล้าที่จะใช้เงินมากขึ้น และทำให้หลายคนสามารถได้กินหรือได้ซื้อสิ่งที่อยากจะได้แต่ไม่กล้าซื้อในตอนที่ยังไม่มีโครงการ”

    “อย่างไรก็ตาม ก็เข้าใจว่าโครงการในลักษณะนี้รัฐบาลไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องมากนัก แต่ก็อยากจะให้มีนโยบายออกมาเป็นระยะ เพื่อที่อย่างน้อยจะได้ช่วยลดค่าของชีพของประชาชนในแต่ละวันให้ประชาชนมีเงินเก็บบ้าง”

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ละเอียด บุ้งศรีทอง ที่ปรึกษาสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) ได้แสดงความคิดเห็นว่า ตอนนี้ทางผู้ประกอบการทางการท่องเที่ยว โรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่กำลังเจอปัญหาต้นทุนสินค้าทุกกลุ่มที่ราคาเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังต้องขายในราคาเดิม เพราะไม่สามารถขึ้นราคาห้องพักได้ ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก

    “ดังนั้นในปี 2569 นี้ก็อยากจะให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น พร้อมพร้อมกับส่งเสริมการท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งการท่องเที่ยวภายในประเทศนับเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ถ้าคนในประเทศเที่ยวด้วยกัน ระหว่างภูมิภาคก็จะสามารถช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้”

    “สิ่งหนึ่งที่จะสามารถช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาคได้ก็คือการจัดประชุมสัมมนาระหว่างภูมิภาคซึ่งจะเป็นการเพิ่มการกระจายเม็ดเงินจากภูมิภาคหนึ่งสู่อีกภูมิภาคหนึ่ง ดังนั้นก็อยากจะให้รัฐบาลช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการจัดสัมมนาระหว่างภูมิภาคด้วยกัน ซึ่งส่วนตัวคิดว่าสามารถทำได้ อย่างน้อยในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 ที่เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ก็จะมีการใช้บริการของการสัมมนา ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวก็ยังจะพอเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงที่ตกธงช้างทางการท่องเที่ยว” ที่ปรึกษาสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ กล่าว

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo13.jpg

    ด้าน ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่ กล่าวว่า ในตอนนี้เศรษฐกิจก็ยังไม่ได้คล่องตัวมากนัก แนวโน้มในปี 2569 ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีปัจจัยใดเข้ามาทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ก็คงต้องหวังพึ่งรัฐบาลชุดใหม่ที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง ให้เป็นของขวัญต้อนรับปี 2569

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo06-1.jpg

    “ผู้ประกอบการร้านอาหาร อยากให้รัฐบาลชุดใหม่หาวิธีที่กระตุ้นเศรษฐกิจ และออกโครงการที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการทางการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโครงการใหม่ๆ หรือเป็นการนำเอาโครงการเดิมเข้ามาปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่างโครงการที่สามารถให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในนามนิติบุคคลสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อเป็นการกระจายรายได้และให้ประชาชนมีตัวเลือกในการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น”

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo11.jpg

    ธนิต กล่าวด้วยว่า “อีกส่วนหนึ่งก็คือ อยากจะให้เพิ่มแหล่งเงินทุน หรือมีการผ่อนผันการชำระหนี้สินสำหรับผู้ประกอบการ เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่ฟื้นตัว หลังจากเจอปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่ขณะนี้ก็มีอยู่ยังไม่หมดไป และเศรษฐกิจก็ยังไม่ดีขึ้น ทำให้ใช้เวลาในการฟื้นตัวอีกสักระยะ หากสามารถช่วยจุดนี้ได้ก็จะเป็นการต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง”

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo19-1.jpg

    ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ตอนนี้ได้มีการประกาศยุบสภาแล้วและจะมีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนตัวก็มีความเป็นห่วงคิดว่าการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันไฟป่าจะเกิดความยืดเยื้อ ซึ่งในปี 2569 สิ่งที่อยากจะได้จากรัฐบาลเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ก็คือ การผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งมีการพูดถึงมาเป็นระยะเวลานานแต่ยังไม่เกิดขึ้นจริงสักที

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo14.jpg

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo08.jpg

    “หากสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ การบริหารจัดการในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันไฟป่า PM2.5 ก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่ง สิ่งที่จะได้ก็คือสุขภาพของประชาชนคนไทยที่ดีขึ้นไม่ต้องมากังวลใจและเผชิญกับมลพิษทางอากาศในทุกๆ ปี”

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo18.jpg

    ขณะที่นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า อยากได้ของขวัญจากรัฐบาลชุดใหม่เป็นของขวัญปีใหม่ คือ การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนอย่างสารปนเปื้อนในแม่น้ำที่มีต้นเหตุมาจากการทำอย่างแร่ในประเทศเพื่อนบ้านแต่ส่งผลกระทบมาถึงคนไทยในตอนนี้ก็ยังไม่เห็นวิธีการในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

    “ทุกวินาทีที่ผ่านไปชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่กับแม่น้ำที่มีการปนเปื้อนสารพิษก็ยังกังวลใจและยังว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ควรจะเอาสิ่งนี้มอบเป็นของขวัญให้กับประชาชนคนไทยที่เดือดร้อน และที่สำคัญมันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน บุคคลที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหานี้ได้ก็คือรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งก็ยังยืนยันว่าการปิดเหมืองหรือทำให้เหมืองมีคุณภาพไม่ปล่อยพิษลงแม่น้ำก็คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย”

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo09.jpg

    .jpg-5.jpg

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    Chiang Mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-SPACEBAR-Photo15.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-is-calling-on-the-new-government-to-solve-the-economic-crisis-and-ensure-a-better-quality-of-life-for-thai-people-as-a-gift-for-the-year-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kNeIwHyxg9-p0u9Ux7aC5

  • ศุภชัย-วปอ.65 ลงชายแดน ดูแล ‘คน-ทหาร’

    การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กำลังสะเทือนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเงียบๆ เมื่อความไม่สงบแปรเปลี่ยนเป็น ‘ต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น’ ในสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ และโอกาสทำมาหากินที่ลดลงของคนชายแดน

    เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดอุบลราชธานี นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 65 (วปอ.65) นำโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานนักศึกษาฯ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่อำเภอวารินชำราบและอำเภอเดชอุดม เพื่อเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัย ผู้ป่วย และกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo01.jpg

    การลงพื้นที่ครอบคลุมหลายจุดสำคัญ ทั้งมณฑลทหารบกที่ 22 โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ศูนย์พักพิงผู้ป่วย ณ ที่ว่าการอำเภอเดชอุดม และศูนย์พักพิงชั่วคราววัดเมืองเดช โดยได้มอบถุงยังชีพมากกว่า 700 ชุด พร้อมข้าวสารและของใช้จำเป็น เพื่อช่วยประคับประคองการดำรงชีพในช่วงวิกฤต

    ศุภชัย กล่าวว่า นักศึกษาวปอ.65 ทุกคนตระหนักดีว่า ความไม่แน่นอนที่ประชาชนและกำลังพลเผชิญอยู่ ไม่ได้กระทบเฉพาะวันนี้ แต่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนในระยะยาว การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบสิ่งของ แต่คือการยืนยันว่าประชาชนจะไม่ถูกทิ้งไว้ลำพังในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด

    “พวกเราตระหนักดีว่า ในห้วงเวลาที่ประชาชนและกำลังพลต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน สิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่าสิ่งของใดๆ คือกำลังใจและความห่วงใย ซึ่งพวกเราขอร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยต่อความทุกข์ยากของพสกนิกรมาโดยตลอด และเป็นพลังใจสำคัญให้ทุกภาคส่วนร่วมกันดูแลประชาชนไม่ให้ถูกทอดทิ้ง”

    — ศุภชัย กล่าว

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo02.jpg

    กิจกรรมครั้งนี้ยังสะท้อนแนวคิดของหลักสูตร วปอ. ที่มอง “ประชาชนเป็นศูนย์กลางของความมั่นคง” เพราะหากฐานชีวิตของคนในพื้นที่พังลง ความมั่นคงด้านอื่นย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย

    เบื้องหลังภารกิจดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากนักศึกษา วปอ.65 และภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา อาทิ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท, บิสเทค (ประเทศไทย), ทีคิวเอ็ม คอร์ปอร์เรชั่น, วรพงษ์ ริเวอร์ พาร์ค, ทรู คอร์ปอเรชั่น, เครือเจริญโภคภัณฑ์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมกันส่งต่อทรัพยากรอุปโภคบริโภคเพื่อพยุงชีวิตประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ประสบภัย

    ท่ามกลางเสียงปะทะตามแนวชายแดนที่ยังหยุดไม่ได้ นักศึกษา วปอ.65 ยังคงยึดมั่นในบทบาทของการเสริมสร้างความมั่นคงที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมั่นว่าพลังของความร่วมมือ ความเข้าใจ และความเมตตา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo03.jpg

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/supachai-thaindc65-border-support&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KjD55t3Cstco1xeFIvpuv

  • ศุภชัย-วปอ.65 ลงชายแดน ดูแล ‘คน-ทหาร’

    การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กำลังสะเทือนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเงียบๆ เมื่อความไม่สงบแปรเปลี่ยนเป็น ‘ต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น’ ในสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ และโอกาสทำมาหากินที่ลดลงของคนชายแดน

    เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดอุบลราชธานี นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 65 (วปอ.65) นำโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานนักศึกษาฯ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่อำเภอวารินชำราบและอำเภอเดชอุดม เพื่อเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัย ผู้ป่วย และกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo01.jpg

    การลงพื้นที่ครอบคลุมหลายจุดสำคัญ ทั้งมณฑลทหารบกที่ 22 โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ศูนย์พักพิงผู้ป่วย ณ ที่ว่าการอำเภอเดชอุดม และศูนย์พักพิงชั่วคราววัดเมืองเดช โดยได้มอบถุงยังชีพมากกว่า 700 ชุด พร้อมข้าวสารและของใช้จำเป็น เพื่อช่วยประคับประคองการดำรงชีพในช่วงวิกฤต

    ศุภชัย กล่าวว่า นักศึกษาวปอ.65 ทุกคนตระหนักดีว่า ความไม่แน่นอนที่ประชาชนและกำลังพลเผชิญอยู่ ไม่ได้กระทบเฉพาะวันนี้ แต่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนในระยะยาว การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบสิ่งของ แต่คือการยืนยันว่าประชาชนจะไม่ถูกทิ้งไว้ลำพังในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด

    “พวกเราตระหนักดีว่า ในห้วงเวลาที่ประชาชนและกำลังพลต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน สิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่าสิ่งของใดๆ คือกำลังใจและความห่วงใย ซึ่งพวกเราขอร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยต่อความทุกข์ยากของพสกนิกรมาโดยตลอด และเป็นพลังใจสำคัญให้ทุกภาคส่วนร่วมกันดูแลประชาชนไม่ให้ถูกทอดทิ้ง”

    — ศุภชัย กล่าว

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo02.jpg

    กิจกรรมครั้งนี้ยังสะท้อนแนวคิดของหลักสูตร วปอ. ที่มอง “ประชาชนเป็นศูนย์กลางของความมั่นคง” เพราะหากฐานชีวิตของคนในพื้นที่พังลง ความมั่นคงด้านอื่นย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย

    เบื้องหลังภารกิจดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากนักศึกษา วปอ.65 และภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา อาทิ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท, บิสเทค (ประเทศไทย), ทีคิวเอ็ม คอร์ปอร์เรชั่น, วรพงษ์ ริเวอร์ พาร์ค, ทรู คอร์ปอเรชั่น, เครือเจริญโภคภัณฑ์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมกันส่งต่อทรัพยากรอุปโภคบริโภคเพื่อพยุงชีวิตประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ประสบภัย

    ท่ามกลางเสียงปะทะตามแนวชายแดนที่ยังหยุดไม่ได้ นักศึกษา วปอ.65 ยังคงยึดมั่นในบทบาทของการเสริมสร้างความมั่นคงที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมั่นว่าพลังของความร่วมมือ ความเข้าใจ และความเมตตา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo03.jpg

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/supachai-thaindc65-border-support&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KjD55t3Cstco1xeFIvpuv

  • เปิด 5 แกนฟื้นเศรษฐกิจไทย หอการค้าชงสมุดปกขาว 2568 ถึงรัฐบาล

    เปิด 5 แกนฟื้นเศรษฐกิจไทย หอการค้าชงสมุดปกขาว 2568 ถึงรัฐบาล

    เสียงจากเอกชนถึงรัฐบาล เปิดสาระสำคัญ สมุดปกขาว 2568 หอการค้าไทย ชงข้อเสนอ 5 แกนหลักรีเซ็ตเศรษฐกิจไทย ดึงลงทุน–ยกระดับแข่งขัน

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยนำเสนอสมุดปกขาว 2568 ต่อรัฐบาล เสนอแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย เสริมความสามารถการแข่งขัน พัฒนาความยั่งยืน และขับเคลื่อนศักยภาพการค้า การลงทุน และ SMEs ทั่วประเทศ

    โดยกำหนดการนำเสนอสมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568 ต่อ คณะรัฐบาลปัจจุบัน ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    การมอบสมุดปกขาวในช่วงเวลานี้มีความหมายยิ่งใหญ่ ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน แต่ยังสะท้อนถึงความยืนหยัดและความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจไทยที่พร้อมเดินหน้าร่วมกับรัฐบาล เพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวผ่านทุกความท้าทาย ทั้งจากภัยพิบัติธรรมชาติและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก

    สมุดปกขาว คืออะไร? เข้าใจความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่

    สมุดปกขาวคือเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญที่รวบรวมเสียงของภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อรัฐบาล โดยสะท้อนเจตนารมณ์ของหอการค้าไทยในการ”ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ” เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและทั่วถึงในทุกภูมิภาค การมอบสมุดปกขาวในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศถือเป็นธรรมเนียมประจำปีที่มีความสำคัญ โดยรวบรวมข้อเสนอจากผู้ประกอบการและถ่ายทอดสู่รัฐบาลอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ 

    ไฮไลต์ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หอการค้าไทยได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบาย ภายใต้บทบาท “คลังสมองเอกชน” โดยการระดมความคิดเห็นอย่างเป็นระบบจากคณะกรรมการและที่ปรึกษาภายใต้โครงสร้างของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จำนวน 36 คณะกรรมการ ครอบคลุม 10 สายงานหลัก ได้แก่ การค้า–การลงทุน, เกษตร–อาหาร, ท่องเที่ยวและบริการ, AI & Technology, Sustainability, พัฒนาเครือข่ายหอการค้า, โครงสร้างเศรษฐกิจ, กฎหมาย, พัฒนาสังคมและจรรยาบรรณ และ SMEs 

    เปิด 5 แกนฟื้นเศรษฐกิจไทย หอการค้าชงสมุดปกขาว 2568 ถึงรัฐบาล

    โดยคณะกรรมการทุกชุดได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ เศรษฐกิจและความต้องการของภาคธุรกิจในทุกมิติ ภายใต้กรอบข้อเสนอ 5 Core Values ซึ่งครอบคลุมทั้งนโยบายระดับประเทศ

    และแนวทางขับเคลื่อนในระดับภูมิภาค เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงจากฐานราก เชื่อมต่อสู่เวทีเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน ดังนี้

    1. ด้านการค้าและการลงทุน (Trade & Investment) มุ่งยกระดับศักยภาพการค้าการลงทุนของประเทศผ่านการเร่งให้สัตยาบัน FTA (ไทย–ศรีลังกา, ไทย–EFTA) และการสมัครเข้าร่วม OECD พร้อมปรับโครงสร้างกฎหมาย เปิดเสรีโลจิสติกส์ ทบทวน พ.ร.บ.ธุรกิจคน ต่างด้าว และจัดตั้งหน่วย Fast Track Reform (Guillotine Unit) เพื่อรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

    ขณะเดียวกันสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชีวภาพ (Bioplastics) และพลังงานสะอาด ด้านแรงงาน เสนอระบบค่าจ้างตามทักษะ (Pay-by-Skills) ร่วมกับการยกระดับทักษะ แรงงาน (Up/Reskill) จัดตั้งศูนย์บริการแรงงานเบ็ดเสร็จ และคณะกรรมการร่วมรัฐ–เอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน)

    ส่วนด้านค้าปลีก เสนอขยายโครงการ Easy e-Receipt เฟส 2 จัดตั้งเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก คืน VAT ทันทีแก่นักท่องเที่ยว และตั้งศูนย์ One Stop Service อำนวยความสะดวกผู้ค้าปลีก

    2. ด้านเกษตรและอาหาร (Agriculture & Food) เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร (Value-Based Agriculture) ผ่านการผลักดัน Product Champions ในสินค้าหลัก เช่น ข้าว ยาง ปาล์ม ไก่ หมู กุ้ง และพืชสมุนไพร พร้อมสนับสนุนการแปรรูป การพัฒนาพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี Gene Editing และส่งเสริมสินค้า GI–Future Food

    แผนยุทธศาสตร์มหานครผลไม้เมืองร้อนของประเทศไทย ขับเคลื่อนสู่ศูนย์กลางการค้าและความรู้ผลไม้เมืองร้อนโลก รวมถึงพัฒนาโครงสร้างฐานราก เช่น ระบบน้ำ ที่ดิน ฐานข้อมูลเกษตรกร และศูนย์ประสานงานสินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาด

    นอกจากนี้ยังยกระดับอุตสาหกรรมประมง ด้วยการลดภาษีวัตถุดิบ การพัฒนาแรงงานตามมาตรฐานสากล (GLP) และเร่งปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออก

    3. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Services) เสนอเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก (Global Wellness & Tourism Hub) โดยผลักดันการใช้แนวคิด “Happy Model” เป็นกรอบพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง มุ่งยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นผ่านโครงการ Trusted Thailand ใช้มาตรการภาษีและการเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวหักลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท และหักภาษี 3 เท่าสำหรับการจัดอบรมต่างจังหวัด)

    พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม TAGTHAi ให้เป็น National Digital Tourism Utility เชื่อมโยงข้อมูลเมืองหลักและเมืองรอง เสริมเส้นทาง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและทางทะเล (Wellness & Cruise Tourism) รวมถึงจัดสรร Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME และ Startup ด้านท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    4. ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Digital & AI with Innovation) ผลักดันเศรษฐกิจ Digital–Green Economy ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อ GDP จาก 23.9% เป็น 35% ภายในปี 2579 และสร้างงานคุณภาพกว่า 2 ล้านตำแหน่ง

    เสนอจัดตั้งศูนย์บัญชาการเศรษฐกิจดิจิทัล (DECC) พร้อมกองทุน Digital–Green Infrastructure เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน AI, Cloud, Data Center และพลังงานสะอาด

    พัฒนาโครงการ Thailand AI Ready ยกระดับทักษะประชาชนกว่า 5 ล้านคน และ ออกมาตรการ Digital Visa ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เสริมด้วย Digital Voucher สำหรับ SME และกรอบกฎหมายใหม่ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล–กรีน พร้อมมาตรฐาน AI Ethics และ Data Governance การส่งเสริมโครงการพลิกโฉมธุรกิจ สู่ Smart Business ด้วย Automation and Robotics 

    5. ด้านความยั่งยืน (Sustainability) เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเสนอร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด จัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” ลดการเผาในภาคเกษตรด้วยระบบ Traceability ส่งเสริมมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล การใช้วัสดุหมุนเวียน และแรงจูงใจทางภาษีสำหรับ Green Innovation พร้อมผลักดันตลาดไฟฟ้าเสรี (Open Electricity Market) และขยายความรับผิดชอบผู้ผลิต (EPR) ไปยังอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง และการสนับสนุนโครงการ Platform ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Neutrality 4 ALL) 

    ข้อเสนอทั้งหมดนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของหอการค้าไทยในการ “ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึงในทุกภูมิภาค 

    โดยการมอบสมุดปกขาวในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ถือเป็นธรรมเนียมสำคัญประจำปี ที่หอการค้าไทยจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชนทั่วประเทศ ถ่ายทอดเสียงของผู้ประกอบการสู่รัฐบาลอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ สมุดปกขาวฉบับนี้จึงมิได้เป็นเพียงเอกสารข้อเสนอ แต่คือ “แผนที่เศรษฐกิจภาคเอกชนของไทย” ที่สะท้อนพลังของความร่วมมือและความมุ่งมั่นของเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เข้มแข็งและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37zjs8z3VFbA5dtY4oLFcb

  • ศุภชัย-วปอ.65 ลงชายแดน ดูแล ‘คน-ทหาร’

    การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กำลังสะเทือนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเงียบๆ เมื่อความไม่สงบแปรเปลี่ยนเป็น ‘ต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น’ ในสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ และโอกาสทำมาหากินที่ลดลงของคนชายแดน

    เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดอุบลราชธานี นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 65 (วปอ.65) นำโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานนักศึกษาฯ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่อำเภอวารินชำราบและอำเภอเดชอุดม เพื่อเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัย ผู้ป่วย และกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo01.jpg

    การลงพื้นที่ครอบคลุมหลายจุดสำคัญ ทั้งมณฑลทหารบกที่ 22 โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ศูนย์พักพิงผู้ป่วย ณ ที่ว่าการอำเภอเดชอุดม และศูนย์พักพิงชั่วคราววัดเมืองเดช โดยได้มอบถุงยังชีพมากกว่า 700 ชุด พร้อมข้าวสารและของใช้จำเป็น เพื่อช่วยประคับประคองการดำรงชีพในช่วงวิกฤต

    ศุภชัย กล่าวว่า นักศึกษาวปอ.65 ทุกคนตระหนักดีว่า ความไม่แน่นอนที่ประชาชนและกำลังพลเผชิญอยู่ ไม่ได้กระทบเฉพาะวันนี้ แต่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนในระยะยาว การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบสิ่งของ แต่คือการยืนยันว่าประชาชนจะไม่ถูกทิ้งไว้ลำพังในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด

    “พวกเราตระหนักดีว่า ในห้วงเวลาที่ประชาชนและกำลังพลต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน สิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่าสิ่งของใดๆ คือกำลังใจและความห่วงใย ซึ่งพวกเราขอร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยต่อความทุกข์ยากของพสกนิกรมาโดยตลอด และเป็นพลังใจสำคัญให้ทุกภาคส่วนร่วมกันดูแลประชาชนไม่ให้ถูกทอดทิ้ง”

    — ศุภชัย กล่าว

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo02.jpg

    กิจกรรมครั้งนี้ยังสะท้อนแนวคิดของหลักสูตร วปอ. ที่มอง “ประชาชนเป็นศูนย์กลางของความมั่นคง” เพราะหากฐานชีวิตของคนในพื้นที่พังลง ความมั่นคงด้านอื่นย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย

    เบื้องหลังภารกิจดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากนักศึกษา วปอ.65 และภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา อาทิ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท, บิสเทค (ประเทศไทย), ทีคิวเอ็ม คอร์ปอร์เรชั่น, วรพงษ์ ริเวอร์ พาร์ค, ทรู คอร์ปอเรชั่น, เครือเจริญโภคภัณฑ์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมกันส่งต่อทรัพยากรอุปโภคบริโภคเพื่อพยุงชีวิตประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ประสบภัย

    ท่ามกลางเสียงปะทะตามแนวชายแดนที่ยังหยุดไม่ได้ นักศึกษา วปอ.65 ยังคงยึดมั่นในบทบาทของการเสริมสร้างความมั่นคงที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมั่นว่าพลังของความร่วมมือ ความเข้าใจ และความเมตตา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo03.jpg

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/supachai-thaindc65-border-support&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KjD55t3Cstco1xeFIvpuv

  • ศุภชัย-วปอ.65 ลงชายแดน ดูแล ‘คน-ทหาร’

    การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กำลังสะเทือนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเงียบๆ เมื่อความไม่สงบแปรเปลี่ยนเป็น ‘ต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น’ ในสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ และโอกาสทำมาหากินที่ลดลงของคนชายแดน

    เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดอุบลราชธานี นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 65 (วปอ.65) นำโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานนักศึกษาฯ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่อำเภอวารินชำราบและอำเภอเดชอุดม เพื่อเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัย ผู้ป่วย และกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo01.jpg

    การลงพื้นที่ครอบคลุมหลายจุดสำคัญ ทั้งมณฑลทหารบกที่ 22 โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ศูนย์พักพิงผู้ป่วย ณ ที่ว่าการอำเภอเดชอุดม และศูนย์พักพิงชั่วคราววัดเมืองเดช โดยได้มอบถุงยังชีพมากกว่า 700 ชุด พร้อมข้าวสารและของใช้จำเป็น เพื่อช่วยประคับประคองการดำรงชีพในช่วงวิกฤต

    ศุภชัย กล่าวว่า นักศึกษาวปอ.65 ทุกคนตระหนักดีว่า ความไม่แน่นอนที่ประชาชนและกำลังพลเผชิญอยู่ ไม่ได้กระทบเฉพาะวันนี้ แต่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนในระยะยาว การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบสิ่งของ แต่คือการยืนยันว่าประชาชนจะไม่ถูกทิ้งไว้ลำพังในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด

    “พวกเราตระหนักดีว่า ในห้วงเวลาที่ประชาชนและกำลังพลต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน สิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่าสิ่งของใดๆ คือกำลังใจและความห่วงใย ซึ่งพวกเราขอร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยต่อความทุกข์ยากของพสกนิกรมาโดยตลอด และเป็นพลังใจสำคัญให้ทุกภาคส่วนร่วมกันดูแลประชาชนไม่ให้ถูกทอดทิ้ง”

    — ศุภชัย กล่าว

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo02.jpg

    กิจกรรมครั้งนี้ยังสะท้อนแนวคิดของหลักสูตร วปอ. ที่มอง “ประชาชนเป็นศูนย์กลางของความมั่นคง” เพราะหากฐานชีวิตของคนในพื้นที่พังลง ความมั่นคงด้านอื่นย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย

    เบื้องหลังภารกิจดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากนักศึกษา วปอ.65 และภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา อาทิ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท, บิสเทค (ประเทศไทย), ทีคิวเอ็ม คอร์ปอร์เรชั่น, วรพงษ์ ริเวอร์ พาร์ค, ทรู คอร์ปอเรชั่น, เครือเจริญโภคภัณฑ์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมกันส่งต่อทรัพยากรอุปโภคบริโภคเพื่อพยุงชีวิตประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ประสบภัย

    ท่ามกลางเสียงปะทะตามแนวชายแดนที่ยังหยุดไม่ได้ นักศึกษา วปอ.65 ยังคงยึดมั่นในบทบาทของการเสริมสร้างความมั่นคงที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมั่นว่าพลังของความร่วมมือ ความเข้าใจ และความเมตตา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo03.jpg

    supachai- thaindc65-border-support-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/supachai-thaindc65-border-support&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KjD55t3Cstco1xeFIvpuv

  • จีนปั้น ‘เกาะไห่หนาน’ สู่เศรษฐกิจยุคใหม่

    ปลายสัปดาห์ที่ผ่ามา “จีน” มีการแยกเกาะขนาดเท่าประเทศเบลเยียม ที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดินใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการ ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    ขณะที่บรรดานักเจรจาการค้าหลายรายตั้งข้อสงสัยว่า สมาชิก CPTPP จะมองโครงการไห่หนานอย่างจริงจังมากเพียง ใดโดยสังเกตว่าการเป็นสมาชิกกลุ่มนี้จำเป็นต้องเปิดเสรีเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่จีนยังไม่ได้แสดงออกให้เห็นชัดเจน ไม่ว่าไห่หนานจะมีขนาดใหญ่แค่ไหนก็ตาม

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/803332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25ARj9wmo1G9LjKnE2GOhw

  • จีนปั้น ‘เกาะไห่หนาน’ สู่เศรษฐกิจยุคใหม่

    ปลายสัปดาห์ที่ผ่ามา “จีน” มีการแยกเกาะขนาดเท่าประเทศเบลเยียม ที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดินใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการ ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    ขณะที่บรรดานักเจรจาการค้าหลายรายตั้งข้อสงสัยว่า สมาชิก CPTPP จะมองโครงการไห่หนานอย่างจริงจังมากเพียง ใดโดยสังเกตว่าการเป็นสมาชิกกลุ่มนี้จำเป็นต้องเปิดเสรีเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่จีนยังไม่ได้แสดงออกให้เห็นชัดเจน ไม่ว่าไห่หนานจะมีขนาดใหญ่แค่ไหนก็ตาม

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/803332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25ARj9wmo1G9LjKnE2GOhw

  • มุมมองนักบริหาร : เมื่อเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ธปท.ต้องปรับบทบาท…สิ่งที่ต้องทำคือยื่นมือเข้าไปร่วมแก้ไข

    มุมมองนักบริหาร : เมื่อเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ธปท.ต้องปรับบทบาท…สิ่งที่ต้องทำคือยื่นมือเข้าไปร่วมแก้ไข

    วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ** นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี “Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” จัดโดย วารสารการเงินธนาคาร

    นายวิทัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในยุคของอัตราการเติบโตที่ลดต่ำลง จนกลายเป็น New Normal ซึ่งเป็นการเติบโตที่ช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากหลายปัญหาในเชิงโครงสร้าง อาทิ ปัญหาด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาด้านผลิตภาพการผลิต (Productivity) ปัญหาเรื่องแรงงาน ปัญหาสังคมสูงวัยที่ส่งผลทำให้กำลังซื้อลดลง ปัญหาด้านการศึกษา รวมถึงปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง ฯลฯ ขณะเดียวกันประเทศไทยขาดการลงทุนมานาน โดยอาศัยการเติบโตจากอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเก่า อาศัยการเติบโตจากบุญเก่า นี่จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำสูง ดังนั้นแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง และนโยบายการเงิน การจะทำให้เศรษฐกิจโตถึงศักยภาพในปัจจุบันที่ 2.7% จึงยังไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่

    “ธปท.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตที่ประมาณ 2.2% แต่คาดการณ์การเติบโตในปี 2569 ได้ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1.5% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในปี 2570 ที่ 2.3% แต่ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยเหลือเพียงประมาณ 2.7% หากประเทศไทยไม่มีการลงทุนใหม่หรือขยายศักยภาพ อัตราการเติบโตสูงสุดที่จะเจออาจจะไม่เกินระดับนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง”

    ทั้งนี้ปัญหาที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจไทยนั้นมีหลายประการ แต่สามารถสรุปปัญหาเชิงโครงสร้างได้เป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ผลิตภาพต่ำ (Low Productivity) ไทยยังคงอยู่กับอุตสาหกรรมเก่าและขาดการลงทุนใหม่มาเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันไม่เพิ่มขึ้น การลงทุนของไทยแทบไม่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการลงทุนเติบโตสูงกว่าไทยถึง 2-3 เท่า 2.ภูมิคุ้มกันต่ำ (Low Resilience) ระดับหนี้ของประเทศอยู่ในระดับสูงมาก โดยหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ที่ 87% ของ GDP และหนี้ภาคธุรกิจก็สูงถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และ NPL ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้กำลังซื้อและการบริโภคต่ำลง 3.ความเหลื่อมล้ำสูง (High Inequality) เกิดภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบ K-Shape โดยธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงแข็งแกร่งและมีผลประกอบการที่ดี แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) และประชาชนทั่วไป ประสบปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อสินเชื่อของ SMEs ติดลบต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ไตรมาส ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มีจำนวนน้อย หรือมีสัดส่วน 2% แต่มีรายได้คิดเป็น 83% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด

    ด้านการดำเนินนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อวาน (17 ธ.ค.2568) กนง.ได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% จนเหลือ 1.25% ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยรวมในช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.25% หรือคิดเป็น 5 ครั้ง และปรับลดครั้งละ 0.25% โดยระดับดอกเบี้ยที่ลดลงนี้มาถึงปัจจุบันถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี

    “ดอกเบี้ยนโยบายต่อเศรษฐกิจมีจำกัดมาก เนื่องจากปัญหาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่เป็น ปัญหาเชิงโครงสร้าง การลดดอกเบี้ยนโยบายจึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ เช่น ผลิตภาพที่ต่ำลงได้ เห็นได้จากการลดดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้งก่อนหน้านี้ รวม 1% ในช่วง 12 เดือน มีผลต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ต่ำกว่า 0.2% แม้จะมีผลจำกัด แต่ ธปท. ยังจำเป็นต้องใช้เครื่องมือนี้ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วย บรรเทาภาระให้กับประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ในการจ่ายหนี้ได้”

    นายวิทัย กล่าวอีกว่า ธปท.ตัดสินใจปรับเปลี่ยนบทบาทให้เป็นมากกว่าการวิเคราะห์ แต่จะเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยใช้การผสมผสานระหว่างนโยบายการเงิน และมาตรการการเงินเฉพาะจุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและสร้างความยั่งยืน ซึ่ง ธปท.จะทำตามหลักการที่เคยมีมา คือ ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน คำว่า ยืนตรง คือ อยู่บนหลักการ ,มองไกล คือ ดูไปข้างหน้า ,ยื่นมือ คือช่วยประชาชน ,ติดดิน คือการอยู่กับสังคม โดยเชื่อว่า ธปท.สามารถทำในส่วนของ “ยื่นมือ” และ “ติดดิน” ได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน การติดอยู่กับคนกับปัญหาเป็นสิ่งที่ ธปท.ปรับตัวเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ดอกเบี้ยนโยบายทำไม่ได้

    ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่นโยบายการเงินตามปกติ ไม่สามารถทำได้เต็มที่ ตามที่ ธปท.ได้ปรับบทบาทมาเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมาตรการที่เริ่มกันไปแล้ว เรื่องแรกคือ การแก้ปัญหาหนี้ NPL รายย่อย ผ่านการโอนบัญชีหนี้เสีย (NPL) รายย่อยที่มีหนี้ ไม่เกิน 100,000 บาท เข้าสู่บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) โดยมาตรการนี้ครอบคลุม 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย คิดเป็นมูลค่าหนี้ประมาณ 43,000 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อให้มีการแก้ไขหนี้อย่างจริงจัง และให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้

    มาตรการต่อมาคือ มาตรการชดเชย Credit Cost สำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับ SMEs เป็นความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์ เพื่อค้ำประกันสินเชื่อใหม่ วงเงินสินเชื่อรวม 100,000 ล้านบาท ที่จะมีการลงนามในสัปดาห์หน้า โดยมุ่งเน้นช่วย SMEs ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายคือธุรกิจที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับ “Reinvent Thailand” เช่น ท่องเที่ยว, เกษตรแปรรูป, ยานยนต์ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์, และโลจิสติกส์ มีการชดเชยความเสียหาย (Max Claim) ประมาณ 15-30% ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    มาตรการที่ 3 คือ มาตรการด้าน Financial Inclusion หรือ การดึงคนฐานรากเข้าสู่ระบบ โดย ธปท.มีแผนจะออกชุดมาตรการเพื่อดึงคนฐานรากที่ไม่สามารถกู้ได้ (unbanked) เข้าสู่ระบบสินเชื่อ โดยมีเป้าหมายให้กู้ไปทำธุรกิจ ทำมาหากิน ไม่ใช่กู้เพื่อการบริโภค มาตรการที่ 4 คือ มาตรการด้าน Fairness หรือ ความเป็นธรรมทางการเงิน ความเหลื่อมล้ำสูง ธปท.จะทำเรื่องความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อ เช่น การแก้ไขเรื่องการขายพ่วงประกัน หรือการเก็บค่าธรรมเนียมบางตัวที่สูงเกินไป, รวมถึงการลด Transaction Cost และ Accreditation Cost ที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นต้นทุนที่ฉุดรั้งไม่ให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้

    นายวิทัย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องการสื่อสารคือ ไม่ควรเน้นการวิเคราะห์ปัญหาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในทุกวันนี้มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่ออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ ซึ่งอาจมีทั้งผู้ที่มีความรู้จริงและผู้ที่ไม่มีความรู้จริง รวมถึงบุคคลที่ผลิตคลิปวิดีโอเพื่อสร้างบทบาททางการเมือง หรือมุ่งหวังจะเป็น influencer ไม่ว่าจะมีความรู้ในเรื่องนั้นจริงหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นจึงเห็นการวิเคราะห์ปัญหาต่างๆจากหลากหลายแหล่งอยู่ตลอดเวลา ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดผู้วิเคราะห์ แต่ขาดคนที่ลงมือทำจริงๆ เราจึงควรร่วมมือกันลงมือแก้ไขปัญหา ธปท.ก็จำเป็นต้องปรับตัว เพราะไม่สามารถดำเนินงานแบบเดิมไปได้ ตลอดยุคสมัยที่ผ่านมาการตีความบทบาทของ ธปท.อาจแตกต่างไปบ้าง

    “ผมเห็นว่าเราต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจจำนวนมาก สำหรับธปท.เอง ไม่ควรมีบทบาทเพียงแค่การวิเคราะห์สถานการณ์เท่านั้น แต่ควรเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเน้นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว มากกว่าการเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงระยะสั้น หรือดำเนินการในเรื่องที่ไม่จำเป็น เป้าหมายของ ธปท.ควรเป็นการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในระยะยาว”

    ** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/935979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CUTZnQ_5ygVaPki3dvwPT

  • จากสงครามสู่โต๊ะเจรจา แต่กติกายังอยู่ในมือผู้ชนะ กรณีศึกษาแผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน

    แผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงความพยายามยุติสงคราม แต่คือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก เปิดทางให้รัสเซียได้ดินแดน ความชอบธรรม และการกลับสู่เวทีเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับข้อเสนอที่เสียเปรียบหลายข้อที่แฝงมาในนามของสันติภาพ

    ร่างเอกสารดังกล่าว ซึ่งสำนักข่าว Associated Press ได้รับมาจากวงเจรจาลับระหว่างวอชิงตันกับมอสโกเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ไม่เพียงเสนอทางออกของสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 แต่แท้จริงแล้วคือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก โดยมีรัสเซียเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับความจริงเชิงอำนาจภายใต้ชื่อเรียกว่าสันติภาพ
    แผนนี้ถูกออกแบบโดยสตีฟ วิตคอฟฟ์ ตัวแทนเจรจาของทรัมป์ ร่วมกับคิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้แทนพิเศษด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างประเทศของประธานาธิบดีรัสเซีย และมีเนื้อหาที่เหมือนถอดแบบมาจากข้อเรียกร้องของวลาดิเมียร์ ปูติน แทบทุกประการ ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการพิเศษทางทหารเต็มรูปแบบของรัสเซียที่ยูเครนเมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว

    หัวใจของแผน 28 ข้ออยู่ที่การบังคับให้ยูเครนยอมสละดินแดนหลัก ได้แก่ ไครเมีย ลูฮันสก์ และโดเนตสก์ ให้รัสเซียอย่างถาวร แม้ยูเครนจะยังควบคุมพื้นที่บางส่วนของโดเนตสก์อยู่ก็ตาม ส่วนแคว้นเคอร์ซอนและซาโปริซเซีย จะถูกแช่แข็งตามแนวรบปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับการยอมรับสถานะ de facto ของการยึดครอง (สถานะที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ แม้จะยังไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือใครคุมพื้นที่ได้จริง ใครใช้อำนาจจริง นั่นคือ de facto แม้ในทางกฎหมายจะยังไม่ถือว่าเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิ์โดยชอบก็ตาม)
    ในทางภูมิรัฐศาสตร์ นี่ไม่ใช่แค่การยุติสงคราม แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า การใช้กำลังยึดดินแดนสามารถถูกทำให้ชอบธรรมได้ หากฝ่ายผู้รุกรานมีอำนาจต่อรองมากพอในโต๊ะเจรจา

    แผนสันติภาพนี้ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นการที่ยูเครนต้องยอมสละดินแดนบางส่วนให้กับรัสเซีย 


    วลาดิเมียร์ ปูติน
    แม้แผนสันติภาพฉบับนี้จะระบุว่าอธิปไตยของยูเครนจะได้รับการการันตี แต่การให้คำมั่นสัญญาดังกล่าวกลับสวนทางกับเนื้อหาของแผนนี้ทั้งหมด เพราะยูเครนถูกบังคับให้แก้รัฐธรรมนูญ ห้ามเข้าร่วมนาโตอย่างถาวร มิหนำซ้ำยังต้องลดกำลังทหารจากราว 880,000 นาย เหลือไม่เกิน 600,000 นาย และยอมให้การรับประกันความมั่นคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดฝ่ายเดียว
    ความคลุมเครือของหลักประกันความมั่นคงของยูเครน คือกับดักเชิงโครงสร้างของแผนนี้ เพราะแม้จะพูดถึงการตอบโต้ทางทหารอย่างเด็ดขาด หากรัสเซียรุกรานอีกครั้ง แต่ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายว่ากองทัพสหรัฐฯ หรือนาโตต้องเข้าป้องกันยูเครนจริงหรือไม่ ขณะที่หากยูเครนโจมตีรัสเซีย แม้จะอ้างการป้องกันตนเอง หลักประกันทั้งหมดอาจถูกยกเลิกทันที
    ยิ่งไปกว่านั้น แผนการนี้แทบไม่ปิดบังบทบาทของ ‘ผู้ชนะ’ เพราะรัสเซียจะค่อยๆ หลุดพ้นจากวงล้อมการคว่ำบาตรจากตะวันตก กลับเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจโลกในฐานะสมาชิก G8 อีกครั้ง และเปิดฉากจับมือกับสหรัฐฯ ในความร่วมมือระยะยาวด้านต่างๆ ตั้งแต่พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำยุคอย่างปัญญาประดิษฐ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการพัฒนาแหล่งแร่หายากในอาร์กติก ภาพที่ปรากฏชัดคือ จากประเทศที่ถูกโดดเดี่ยว รัสเซียกำลังถูกดึงกลับสู่โต๊ะใหญ่ของโลกเศรษฐกิจ ไม่ใช่ในฐานะผู้แพ้สงคราม แต่ในฐานะคู่เจรจาที่ได้กำหนดเงื่อนไขของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัสเซียไม่เพียงไม่ถูกลงโทษจากการรุกราน แต่กลับถูกรีเซ็ตสถานะมหาอำนาจผ่าแผนสันติภาพของสหรัฐฯ
    โวโลดีมีร์ เซเลนสกี
    แม้ยูเครนเองถูกเสนอให้เข้าร่วมสหภาพยุโรป และได้รับแพ็กเกจฟื้นฟูขนาดใหญ่ ตั้งแต่กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการร่วมบริหารท่อก๊าซกับสหรัฐฯ โดยใช้เงินจากทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ผลกำไรครึ่งหนึ่งจะกลับไปสหรัฐฯ และส่วนที่เหลือของทรัพย์สินรัสเซียจะถูกนำไปตั้งกองทุนร่วมสหรัฐฯ–รัสเซีย เพื่อสร้างแรงจูงใจไม่ให้เกิดสงครามอีก ในมุมมองของยูเครน นี่ไม่ใช่การเยียวยาความเสียหายของผู้ถูกกระทำ แต่คือการแปลงสงครามให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของสองมหาอำนาจ 
    ปฏิกิริยาของยุโรปสะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน โดย เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เตือนว่าสหรัฐฯ อาจทรยศยูเครนในประเด็นดินแดนที่มีข้อพิพาท ขณะที่ ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีระบุว่าวอชิงตันกำลังเล่นเกมล่าผลประโยชน์ ส่วนอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ผู้นำฟินแลนด์พูดตรงไปตรงมาว่า “เราไม่สามารถปล่อยให้ยูเครนอยู่ลำพังกับคนกลุ่มนี้ได้”
    ความน่ากังวลที่สุดของฝ่ายตะวันตกที่เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมทำให้สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อคือการที่ยุโรปแทบไม่มีบทบาทในร่างเอกสารนี้ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของตนเอง นักการทูตยุโรประดับสูงรายหนึ่งถึงกับกล่าวว่า นี่คือกระบวนการเจรจาที่ไร้ความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง และยูเครนถูกบังคับให้ต้องปิดตาแกล้งเล่นตามเกมที่ถูกชักใย ทั้งที่ข้อเรียกร้องหลายประการเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
    ไม่เพียงเท่านี้ ในสนามรบ รัสเซียกลับยิ่งได้เปรียบจากความไม่แน่นอน หลังการเจรจาที่ไมอามี มอสโกเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ ส่งโดรนกว่า 650 ลำและขีปนาวุธ 51 ลูกถล่มโครงสร้างพลังงานของยูเครน พร้อมกันนั้น ปูตินประกาศชัดว่าดอนบาสคือส่วนหนึ่งของรัสเซียโดยสมบูรณ์ และพร้อมยึดพื้นที่ที่เหลือด้วยกำลังหากจำเป็น


    หากมีเอกสารชิ้นใดสะท้อนการเมืองของผู้ชนะได้อย่างเปลือยเปล่าที่สุดในสมรภูมิการรบยุคใหม่ เแผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ คือหนึ่งในนั้น


    แน่นอนว่า วลาดิเมียร์ ปูติน และรัฐบาลรัสเซีย แสดงท่าทีเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อแผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ–รัสเซียว่าด้วยสงครามยูเครน โดยมองว่าแผนดังกล่าวอาจใช้เป็นฐานสำคัญสำหรับการเจรจายุติสงครามได้ แม้เนื้อหาจะยังอยู่ระหว่างการปรับแก้ แต่ปูตินส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าหารือต่อ พร้อมชี้ชัดว่าการคัดค้านจากฝ่ายยูเครนคืออุปสรรคสำคัญ

    ปูตินกล่าวระหว่างการประชุมสภาความมั่นคงว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ อาจใช้เป็นรากฐานของข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ย้ำว่ายังจำเป็นต้องมีการเจรจาเชิงลึกในรายละเอียดเพิ่มเติม
    ต่อมา ระหว่างการเยือนคีร์กีซสถาน เขาระบุว่าโดยภาพรวมของแผนดังกล่าวสามารถยอมรับได้ในฐานะกรอบการทำงาน พร้อมให้เครดิตว่าสหรัฐฯ ได้คำนึงถึงจุดยืนและผลประโยชน์ของรัสเซีย ปูตินยังเชื่อมโยงแผนนี้กับการหารือก่อนหน้านี้กับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะแลสกา และแสดงความพร้อมที่จะยืดหยุ่น หากการเจรจาเดินหน้าอย่างจริงจัง

    อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแผนนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่คือใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ หากเกิดขึ้นจริง คำตอบที่ไร้ข้อกังขาคือรัสเซียได้เปรียบมากที่สุด ทั้งดินแดน ความชอบธรรมทางการเมือง การกลับคืนสู่เศรษฐกิจโลก และเวลาสำหรับฟื้นกำลังทหาร ด้านสหรัฐฯ ได้หน้าไปเต็มๆ รับบทผู้กำหนดกติกาโลกใหม่ ลดภาระการสนับสนุนระยะยาว และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล ส่วนยุโรป กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกลดบทบาท และต้องแบกรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาว และแน่นอนว่ายูเครนคือผู้สูญเสียสูงสุด ทั้งสูญเสียดินแดน อธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ และถูกผูกมัดด้วยข้อตกลงที่กฎหมายระหว่างประเทศอาจถือว่าเป็นโมฆะเพราะเกิดจากการบังคับด้วยกำลัง
    ดังที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศในเคียฟชี้ชัด ข้อตกลงใดที่เกิดจากการคุกคามหรือยึดครอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดความยินยอมโดยแท้ และไม่สามารถลบล้างสิทธิของยูเครนในการทวงคืนดินแดนในอนาคตได้
    หากแผนสันติภาพนี้เดินหน้าต่อไป สิ่งที่โลกอาจได้รับอาจไม่ใช่สันติภาพในอุดมคติอย่างที่ถูกนำเสนอ หากแต่เป็นเพียงการหยุดยิงที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน และยังเปิดช่องให้ความขัดแย้งกลับมาปะทุได้อีกครั้ง ท่ามกลางดุลอำนาจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและถ่วงดุลกันอย่างซับซ้อน ระหว่างรัสเซีย จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
    สันติภาพเช่นนี้ จึงอาจไม่ใช่จุดจบของสงครามยูเครน หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของระเบียบความมั่นคงโลกยุคใหม่ ที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นยุทธศาสตร์ และการเจรจา กลายเป็นอาวุธรูปแบบใหม่ในสมรภูมิการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

    ที่มา :


    Post Views: 201

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/12/21/ukraine-peace-plan-28-points-trump-putin/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PTu5r4_54LyCsf0n_HVtO