Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นักวิชาการ มธ. ชงรัฐจัด “บิ๊กอีเวนต์” ฟื้นเศรษฐกิจหาดใหญ่

    นักวิชาการ มธ. ชงรัฐจัด “บิ๊กอีเวนต์” ฟื้นเศรษฐกิจหาดใหญ่

    เร่งฟื้นฟูหาดใหญ่ นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ 3 ผู้สมัคร สส. เขต 2 จ.สงขลา ต้องเสนอ HOW ว่าจะทำอย่างไร มากกว่าจะทำอะไร แนะรัฐบาลใช้โอกาสปีใหม่ดึงเม็ดเงินเข้าพื้นที่ จัดบิ๊กอีเวนต์ ชักชวนหน่วยงานรัฐจัดสัมมนา พร้อมดึงบริษัทมหาชนลงพื้นที่ทำ CSR แนะยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ปรับทิศทางจากเมืองชอปปิงสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร พักผ่อน weekend ใช้ต้นทุนด้านการศึกษา-สุขภาพ ดึงต่างชาติอยู่ยาว

    22 ธันวาคม 2568 – ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ และในอนาคตอันใกล้กำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยมีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในพื้นที่เขต 2 จ.สงขลา ที่น่าจับตามองและอยู่ในความสนใจของสังคม ได้แก่ นายศาสตรา ศรีปาน อดีตแชมป์เก่า 2 สมัย ที่ครั้งนี้ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย นายจุรี นุ่มแก้ว จากพรรคประชาธิปัตย์ และ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากพรรคประชาชน โดยสิ่งที่จะเป็นจุดตัดในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือภาพลักษณ์ของผู้สมัคร และแนวทางปฏิบัติ หรือ HOW ที่มีรูปธรรมชัดเจนของผู้ลงสมัคร เพราะสิ่งที่คนหาดใหญ่ต้องการในเวลานี้คือผู้แทนที่เป็นนักปฏิบัติที่สามารถนำหลักการต่างๆ ไปก่อให้เกิดผลได้จริง ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่จะบอกว่าจะเข้ามาทำอะไร แต่ต้องมี HOW คือต้องนำเสนอว่าจะทำสิ่งนั้นอย่างไรด้วย ส่วนปัญหาของหาดใหญ่เชื่อว่าผู้สมัครทุกท่านทราบดีและนำมาสู่นโยบายที่อาจจะไม่แตกต่างกันมากนัก

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปด้วยว่า สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน หรือ Quick win ที่ควรต้องเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นฟูหาดใหญ่ คือการกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยการจัดบิ๊กอีเวนต์ต่างๆ ให้ผู้คนเข้ามาจับจ่ายใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นการให้หน่วยงานราชการต่างๆ ในภาคใต้มาจัดอบรมสัมมนาในพื้นที่หาดใหญ่เพิ่มขึ้น หรือจะเป็นการประสานไปยังบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ระดับมหาชน เพื่อมาทำกิจกรรมความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม (CSR) ในลักษณะของโครงการที่จะฟื้นฟูหาดใหญ่รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

    “หลายอย่างมันรอเลือกตั้งไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ในช่วงปีใหม่เราน่าจะดึงเงินสักก้อนมาสู่ผู้ประกอบการ จริงอยู่ที่เรามีนโยบายมาตรการสินเชื่อเพื่อการช่วยเหลือไปแล้ว ซึ่งส่วนตัวไม่ได้ติดตรงนั้น แต่สิ่งเหล่านั้นมันทำได้แค่ช่วยผู้ประกอบการ แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการยืนได้ เพราะมันไม่ใช่การหารายได้ ดังนั้นรายได้ที่ช่วยหาดใหญ่ได้เร็วที่สุดมันมีแค่เงินของรัฐที่ช่วยผ่านการอบรมสัมมนา ไปจัดกิจกรรมที่กระตุ้นการท่องเที่ยว หรือกลไกที่จะทำให้ชาวต่างชาติมาเที่ยว สิ่งเหล่านี้ คือ Quick win ระยะสั้น” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่ชาวหาดใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากในเวลานี้ คือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศ หรือน้ำท่วม ดังนั้นจะต้องมีแผนการดำเนินงานรับมือที่จะก่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าโอกาสที่จะเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่และนำมาซึ่งความสูญเสียแบบที่ผ่านมาต้องเกิดขึ้นได้น้อย ผ่านการจัดระบบผังเมือง และแผนบริหารจัดการภัยพิบัติที่ดี รวมไปถึงการมีกลไกในการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติที่รวดเร็วมากพอให้ผู้คนรู้สึกมั่นใจได้ว่าหากเกิดภัยพิบัติขึ้นอีกทุกอย่างจะได้รับการถูกออกแบบ วางแผนและจัดการอย่างเป็นระบบ ดังนั้น ช่วงเวลาเหล่านี้จึงเป็นจังหวะที่ดีอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนให้หาดใหญ่กลายเป็นเมืองต้นแบบที่มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปด้วยว่า แม้สภาวะเศรษฐกิจของหาดใหญ่ในเวลานี้กำลังประสบกับภาวะวิกฤติซึ่งทุกฝ่ายจะต้องเร่งเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาโดยเร็ว และควรใช้จังหวะวิกฤตินี้เปลี่ยนเป็นโอกาสในการเปลี่ยนทิศทางเพื่อพลิกโฉมยกเครื่องการพัฒนาเศรษฐกิจหาดใหญ่ เพราะต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เศรษฐกิจหาดใหญ่ก็ซบเซามาเป็นเวลานาน ตลาดที่เคยคึกคักหนาแน่นไปด้วยผู้คนอย่างตลาดกิมหยงต้องเงียบเหงาลง รวมถึงอีกหลายๆ พื้นที่ก็ประสบสภาวะเช่นเดียวกัน

    ทั้งนี้ หาดใหญ่ควรปรับเปลี่ยนจากการเป็นเมืองชอปปิง มาเป็นแหล่งอาหารการกิน เป็นแหล่งพักผ่อนในช่วง weekend ซึ่งตอนนี้เมืองสงขลาเพิ่งได้รับการประกาศให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารโลกจากองค์การยูเนสโกโดยหาดใหญ่สามารถใช้ผลผลิตจากแบรนด์นี้เพื่อสร้างให้กลายเป็นแหล่งกินแหล่งเที่ยว พร้อมกันนี้ หาดใหญ่ยังเป็นเมืองการศึกษา ควรจะดึงนักศึกษาต่างชาติเข้ามา โดยการปรับปรุงหลักสูตรนานาชาติ หรือ การทำ MOU กับประเทศอื่นๆ ที่จะทำให้คนต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวเชิงการศึกษา และใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ได้นานกว่า ที่สำคัญคือหาดใหญ่ยังมีความเข้มแข็งเรื่องการแพทย์ มีโรงพยาบาลชั้นนำของภาคใต้ตั้งอยู่ และมีศูนย์ดูแลผู้สูงวัยที่มีคุณภาพสูงในระดับสากลอยู่ในหลายๆ แห่ง จึงสามารถขยับไปสู่มิติการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) ที่จะทำให้ชาวต่างชาติอยากจะมาใช้ชีวิตเกษียณได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/919943/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iOGnOVfdnRXIe87QCcC_n

  • ไม่ถูกใจไรเดอร์  ทำ อิสริยะ สะดุดการเมือง

    กระบวนการรับรอบผู้สมัครส.ส.พรรคประชาชน เพื่อรอบรองผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต เกิดประเด็นที่หลายคนสนใจ โดยเฉพาะคนสายเทค เมื่อ อิสริยะ ไพรพ่ายฤทธิ์ อดีตรองประธาน LINE MAN Wongnai ไม่ผ่านไพรมารี โหวดด้วยเหตุผล ทัศนคติไม่สอดคล้องกับนโยบายของพรรค โดยเฉพาะประเด็น นิยามลูกจ้าง การคุ้มครอบแรงงาน และการไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับไรเดอร์​ 

    ย้อนไป มาร์ค อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ วิศวกรจากคณะวิศวะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผันตัวมาทำงานสื่อ blognone หลังจากมีประสบการทำงานกับอินเทอร์เน็ตประเทศไทย มาร์ค ถูกจดจำ ในฐานะการเป็นสื่อไอที ที่มีความแตกต่างจากสื่อไอที ทั่วไป เคยปรากฎ วิวาทะ กับ สื่อ ด้วยกัน ด้วยมุมมองในการทำหน้าที่ที่แตกต่างกันมาแล้ว แต่ก็เป็นการไม่ตรงกันในการทำหน้าที่

    อิสริยะ มีความสนใจการเมืองมากมาสักพักใหญ่  ความสัมพันธ์กับพรรคประชาชน มีความเข้มแข็ง จนทำให้ตัดสินใจทิ้งงานเอกชน ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง แล้วมาทำงานการเมือง

    เหตุผลที่ทำให้ อิสริยะ ไม่ผ่านไพรมารี โหวด จริงๆ แล้วน่าจะมาจาก การทำหน้าที่ผู้บริหารของ Lineman Wongnai ที่ต้อง ติดต่อ พบเจอ กับ ไรเดอร์ อยู่ตลอด มาระยะหลังที่ ธุรกิจบริการรถสาธารณะไม่เหมือนเดิม ธุรกิจไรเดอร์ที่เคยเติบโตมาก ช่วงโควิด กลายเป็นไม่เหมือนเดิม เมื่อคนเมืองกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แพลตฟอร์มที่แบกต้นทุนไว้ก็เริ่มมีผลกระทบ สุดท้ายจึงทำให้ผลตอบแทนที่ไรเดอร์เคยได้ลดลง และตรงนี้เองทำให้ เหล่าไรเดอร์ไม่พอใจมากๆ  อิสริยะ ในฐานะคนที่ดีลตรงกับไรเดอร์ จึงถูกจดจำจากไรเดอร์ เรื่อง ผิดสสัญญาที่เคยให้ไว้

    ทีมเศรษฐกิจ ของแคนดิจเดตนายกรัฐมนตรี

    การไม่ผ่านไพรมารีโหวต ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ที่สุด ยังมีการขอฟังความคิดเห็นของประชาชนจากภาคอื่น และไม่ว่าจะเป็นยังไง อนาคตของ มาร์ค อิสริยะ กับพรรคประชาชน น่าจะยัแเดินหน้าต่อไปแบบไม่มีปัญหา เพราะมาร์ค อยู่ในทีมเศรษฐกิจ ของพรรค ที่มีหัวเรือ คือ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนเดตนายกรัฐมนตรี

    ความสำคัญของอิสริยะ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคด้านไฮเทค ความรู้ความเชี่ยวชาญ มีส่วนสำคัญในกับพรรคประชาชน ดังนั้น เรื่องไม่ถูกใจไรเดอร์ของ อิสริยะ จึงเป็นความ ไม่ถูกใจ ของคนบางส่วน และเหมือนเป็นวิบากกรรมที่ต้องเผชิญ ไม่ได้มีอะไรต้องน่ากังวล ถ้าทะเลาะกับใครในพรรค ในมุมมองที่แตกต่างกัน อันนี้น่าเป็นห่วง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/displeased-riders-causing-issariya-stumble-politics&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gxuNwc7gZzMFcEKg4mmbL

  • โรบินสัน ต่อยอดพื้นที่ศูนย์การค้า ปั้น Outdoor Zone กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    โรบินสัน ต่อยอดพื้นที่ศูนย์การค้า ปั้น Outdoor Zone กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจศูนย์การค้าในต่างจังหวัดที่เข้มข้นขึ้น ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าปรับกลยุทธ์การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ด้วยการต่อยอดโมเดล “Outdoor Zone” เพื่อเพิ่มศักยภาพการดึงทราฟฟิก สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย และเชื่อมศูนย์การค้ากับเศรษฐกิจท้องถิ่นให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

    Outdoor Zone เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์รูปแบบใหม่ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 โดยตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า เน้นร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก ครอบคลุมทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บริการ สุขภาพ ความงาม และการศึกษา เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและเข้าถึงร้านค้าได้รวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปในอาคารหลัก

    ปัจจุบัน Outdoor Zone เปิดให้บริการแล้วใน 3 สาขา ได้แก่ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และร้อยเอ็ด และได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความต้องการพื้นที่ค้าปลีกที่มีต้นทุนเหมาะสม ทำเลชัด และมีทราฟฟิกรองรับในระดับจังหวัด

    นายณัฐวัฒน์ รัชพงศ์กุลยศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาด ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ กล่าวว่า การพัฒนา Outdoor Zone เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโมเดลธุรกิจศูนย์การค้าให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจภูมิภาค โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถขยายกิจการในทำเลศักยภาพได้ง่ายขึ้น และช่วยกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนโดยรอบ

    โรบินสัน ต่อยอดพื้นที่ศูนย์การค้า ปั้น Outdoor Zone กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ในเชิงโครงสร้าง Outdoor Zone แต่ละสาขามีพื้นที่รวมกว่า 40 ยูนิต ออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง ทั้งด้านการจัดร้าน เวลาเปิด–ปิด และรูปแบบธุรกิจ ขณะเดียวกันยังใช้โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และมาตรฐานความปลอดภัยของศูนย์การค้า เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและความเสี่ยงของผู้ประกอบการรายย่อย

    โมเดลดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มทราฟฟิกให้กับศูนย์การค้าในภาพรวม เนื่องจาก Outdoor Zone ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างพื้นที่ภายนอกกับโซนค้าปลีกหลัก ช่วยกระตุ้นการใช้บริการทั้งสองฝั่งควบคู่กัน

    ในมุมของผู้บริโภค Outdoor Zone ถูกวางบทบาทให้เป็นพื้นที่บริการใกล้บ้าน รวมร้านค้าหลากหลายหมวด ตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านแฟชั่น คลินิกความงาม ร้านนวด โรงเรียนกวดวิชา ไปจนถึงบริการในชีวิตประจำวัน เช่น ซักผ้า ขนส่ง และสินเชื่อ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการใช้ศูนย์การค้าในฐานะ “Community Hub” มากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่จับจ่ายสินค้า

    โรบินสันไลฟ์สไตล์มีแผนขยาย Outdoor Zone เพิ่มอีกอย่างน้อย 3 สาขาในปี 2569 ได้แก่ สกลนคร เพชรบุรี และลพบุรี และอยู่ระหว่างพิจารณาขยายไปยังจังหวัดศักยภาพอื่น เช่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชลบุรี แม่สอด และกำแพงเพชร เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    โรบินสัน ต่อยอดพื้นที่ศูนย์การค้า ปั้น Outdoor Zone กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    การขยายโมเดล Outdoor Zone สะท้อนทิศทางของธุรกิจค้าปลีกที่หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่เชิงระบบ และการสร้าง Ecosystem ระหว่างศูนย์การค้า ผู้ประกอบการ และชุมชน มากกว่าการแข่งขันด้านพื้นที่เช่าเพียงอย่างเดียว ท่ามกลางกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/647196&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iQEfB3y26Uizh5VGdaiQt

  • ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ฯ คิกออฟการศึกษาพฤติกรรมการเงินคนไทยฐานราก

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ฯ คิกออฟการศึกษาพฤติกรรมการเงินคนไทยฐานราก

    ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ระหว่าง ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อศึกษาความเป็นอยู่และพฤติกรรมทางการเงินของกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการเงินในระบบ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยในการพัฒนาระบบการเงินที่เหมาะสม ช่วยยกระดับเศรษฐกิจและความเข้มแข็งทางการเงินของภาคครัวเรือนไทย โดยมี นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใต้บทบาทการเป็น Social Bank ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสร้างการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ธนาคารเดินหน้าภารกิจหลักที่ 1 ในการสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งหากพิจารณาจากสถานการณ์การเข้าถึงสินเชื่อของคนไทย ปัจจุบันยังพบว่าครัวเรือนกว่าร้อยละ 30 ยังอยู่ในกลุ่ม Unserved และ Underserved โดยเป็นผู้มีรายได้น้อยและ/หรือรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากการขาดประวัติเครดิตทางการเงิน และกว่าครึ่งยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นและต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ดังนั้น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนบทบาทการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารจึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อคิกออฟงานวิจัย “โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ” โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาเป็นผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือไม่เคยใช้บริการสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ของโครงการนี้มีลักษณะตัวตน หรือ Customer Persona ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของงานศึกษาวิจัยครั้งนี้
    ทั้งนี้ ธนาคารหวังว่าจะสามารถนำผลลัพธ์ของงานวิจัยไปออกแบบเครื่องมือทางการเงิน หรือมาตรการสินเชื่อที่ตรงจุด สามารถตอบโจทย์ความคาดหวัง และสร้างระบบการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs และสอดคล้องตามบทบาทของธนาคารเพื่อสังคม

    ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้ภายใต้โครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” ของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นต้นแบบสินเชื่อดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้แต่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสามารถกู้เงินได้เป็นครั้งแรก โดยธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยคนไทยสร้างประวัติเครดิตทางการเงินไปแล้วกว่า 200,000 ราย สะท้อนถึงความต้องการเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่ยังมีอยู่จำนวนมาก การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งขยาย “ประตูสู่ระบบการเงิน” ให้กว้างขึ้น ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบเป็นครั้งแรก
    ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
    1) ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน พฤติกรรมและความต้องการทางการเงิน
    2) โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง
    3) การทดลองใช้ข้อมูลใหม่และข้อมูลทางเลือกเพื่อค้นหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำยิ่งขึ้นให้กับสถาบันการเงิน
    4) การติดตามผลการเข้าถึงสินเชื่อต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของลูกหนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปี
    เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งผลการศึกษาจะช่วยให้ธนาคารออมสินออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสในการชำระคืน
    ขณะเดียวกัน สถาบัน ฯ จะมีองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสนับสนุนนโยบาย Your Data และโครงการ Risk-Based Pricing ของธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ “เคยถูกมองไม่เห็น” เข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดผลจริง ต่อประชาชนฐานราก เสริมรากฐานระบบการเงินที่เข้าถึงง่าย ยั่งยืน และช่วยยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/266334&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Tlw3zAWKXagUfYki5dyST

  • ดีอี – สธ. เดินหน้านโยบาย ‘Quick Win’ วางรากฐานสู่บริการสุขภาพดิจิทัลไร้รอยต่อ

    ดีอี – สธ. เดินหน้านโยบาย ‘Quick Win’ วางรากฐานสู่บริการสุขภาพดิจิทัลไร้รอยต่อ

    ไอที

    ดีอี – สธ. เดินหน้านโยบาย ‘Quick Win’ วางรากฐานสู่บริการสุขภาพดิจิทัลไร้รอยต่อ

    วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.33 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ดีอี – สธ. เดินหน้านโยบาย ‘Quick Win’ วางรากฐานสู่บริการสุขภาพดิจิทัลไร้รอยต่อ

    ดีอี – สธ. เดินหน้านโยบาย ‘Quick Win’ วางรากฐานสู่บริการสุขภาพดิจิทัลไร้รอยต่อ พร้อมเดินหน้าเชื่อมข้อมูลหมอพร้อม–Health Link ครอบคลุม 15,000 แห่งทั่วประเทศ

    นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มุ่งยกระดับคุณภาพและมาตรฐานเทคโนโลยีด้านสุขภาพของประเทศ ภายใต้นโยบาย “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” ซึ่งประเด็นสำคัญในการพิจารณาครั้งนี้ คือ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพข้ามกระทรวง และข้ามหน่วยงาน ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานธรรมาภิบาลด้านข้อมูลสุขภาพระดับชาติ และสร้างมาตรฐานใหม่ของการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฎิรูประบบสุขภาพของประเทศ โดยการดำเนินงานเห็นชอบการเชื่อมโยง 4 มิติ คือ 1. เชื่อมโยงข้อมูลในระดับประเทศผ่านระบบ “หมอพร้อม” 2. เชื่อมโยงข้อมูลในระดับพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ผ่านระบบ Health Link 3. เชื่อมโยงระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการสุขภาพดีถ้วนหน้า (Health for all) และ 4. กรอบการจัดทำ พ.ร.บ.สุขภาพดิจิทัล เนื่องจากระบบสุขภาพไทยยังขาดกฎหมายกลางที่กำกับดูแลและเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพอย่างบูรณาการ กฎหมายที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่

    นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโฆษกกระทรวงดีอี เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงสาธารณสุข ว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน โดยทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันพัฒนาและผลักดันระบบ บริหารจัดการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระดับประเทศ (Central Data Exchange Service: CDES) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศสุขภาพจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วประเทศ
    ระบบดังกล่าวจะทำงานเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Health Link และกระทรวงสาธารณสุขเพื่อสร้าง ศูนย์กลางข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลของประเทศ ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงและสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการดูแลสุขภาพ การบริหารจัดการบริการสาธารณสุข ตลอดจนการกำหนดนโยบายเชิงรุกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงดีอี ที่ผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารภาครัฐและแก้ไขปัญหาภัยสังคม โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบบริการภาครัฐที่มีศักยภาพ โปร่งใส และเชื่อมโยงถึงกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

    ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า การเชื่อมระบบ Health Link  และระบบหมอพร้อม จะทำให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมข้อมูลสุขภาพได้กว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ โดยทั้งสองระบบสามารถเชื่อมข้อมูลกันด้วยกลไกการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดตามมาตรฐานสากล โดยระบบ Health Link ซึ่งพัฒนาโดย BDI  ได้ดำเนินงานเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพสถานพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 7 หน่วยนวัตกรรมที่ขึ้นทะเบียนในระบบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ปัจจุบันเชื่อมโยงไปแล้วกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ ดังนั้น การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นการนำร่องการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพเพื่อการรักษาพยาบาลในระดับประเทศ ขานรับนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล
    การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่สองกระทรวง ร่วมกันผลักดันแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลระบบสารสนเทศสุขภาพระดับประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนให้สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกที่ โดยไม่ต้องพกเอกสาร หรือกลับไปขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลเดิม ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลประกอบการวินิจฉัยได้อย่างครบถ้วน ลดการตรวจซ้ำซ้อน ป้องกันความผิดพลาดจากการสั่งยาที่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ เพิ่มคุณภาพการรักษา และทำให้ระบบสุขภาพโดยรวมสามารถบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การการนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อวางแผนเชิงนโยบาย สร้างรากฐานสู่บริการสุขภาพดิจิทัลไร้รอยต่อที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนครอบคลุมทุกมิติ

    โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโฆษกกระทรวงดีอี ได้รับมอบหมายจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการเฉพาะด้านระบบสุขภาพดิจิทัล ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะทำงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี

    สำหรับประชาชนที่สนใจสมัคร Health Link ฟรีผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ศึกษารายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่: https://healthlink.go.th และสามารถติดตามอัปเดตข้อมูลและกิจกรรมต่าง ๆ ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ได้ทางเว็บไซต์ https://bdi.or.th/ และ Facebook: BDI – Big Data Institute

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/459678&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sR0AxbyDJvyUDDUQrQov4

  • NT สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ   จัดชุดอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม OneWeb  

    NT สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ   จัดชุดอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม OneWeb  

    ไอที

    NT สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ   จัดชุดอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม OneWeb  

    วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ  
    จัดชุดอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม OneWeb  

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT  หน่วยงานภาครัฐผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมด้านดาวเทียม พร้อมสนับสนุนภารกิจทางการทหารด้วยบริการโซลูชัน NT nexConnect โดยมอบอุปกรณ์ User Terminal เชื่อมต่อสัญญาณโครงข่ายดาวเทียม OneWeb  เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคง ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ LEO (Low Earth Orbit) 

    ทั้งนี้  NT พร้อมให้การสนับสนุนภารกิจสำคัญของกองทัพอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีดาวเทียม โดยเฉพาะดาวเทียม LEO ที่มีความเร็วการเชื่อมต่อสูงและมีค่าความหน่วงต่ำ ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลทั้งบนบกและมหาสมุทรที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานหลัก เพื่อเสริมประสิทธิภาพการสื่อสารในทุกภารกิจให้รวดเร็ว ทันท่วงที และสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/459684&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02zFLqP-rQT20n_GYikTP6

  • ไม่ถูกใจไรเดอร์  ทำ อิสริยะ สะดุดการเมือง

    กระบวนการรับรอบผู้สมัครส.ส.พรรคประชาชน เพื่อรอบรองผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต เกิดประเด็นที่หลายคนสนใจ โดยเฉพาะคนสายเทค เมื่อ อิสริยะ ไพรพ่ายฤทธิ์ อดีตรองประธาน LINE MAN Wongnai ไม่ผ่านไพรมารี โหวดด้วยเหตุผล ทัศนคติไม่สอดคล้องกับนโยบายของพรรค โดยเฉพาะประเด็น นิยามลูกจ้าง การคุ้มครอบแรงงาน และการไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับไรเดอร์​ 

    ย้อนไป มาร์ค อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ วิศวกรจากคณะวิศวะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผันตัวมาทำงานสื่อ blognone หลังจากมีประสบการทำงานกับอินเทอร์เน็ตประเทศไทย มาร์ค ถูกจดจำ ในฐานะการเป็นสื่อไอที ที่มีความแตกต่างจากสื่อไอที ทั่วไป เคยปรากฎ วิวาทะ กับ สื่อ ด้วยกัน ด้วยมุมมองในการทำหน้าที่ที่แตกต่างกันมาแล้ว แต่ก็เป็นการไม่ตรงกันในการทำหน้าที่

    อิสริยะ มีความสนใจการเมืองมากมาสักพักใหญ่  ความสัมพันธ์กับพรรคประชาชน มีความเข้มแข็ง จนทำให้ตัดสินใจทิ้งงานเอกชน ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง แล้วมาทำงานการเมือง

    เหตุผลที่ทำให้ อิสริยะ ไม่ผ่านไพรมารี โหวด จริงๆ แล้วน่าจะมาจาก การทำหน้าที่ผู้บริหารของ Lineman Wongnai ที่ต้อง ติดต่อ พบเจอ กับ ไรเดอร์ อยู่ตลอด มาระยะหลังที่ ธุรกิจบริการรถสาธารณะไม่เหมือนเดิม ธุรกิจไรเดอร์ที่เคยเติบโตมาก ช่วงโควิด กลายเป็นไม่เหมือนเดิม เมื่อคนเมืองกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แพลตฟอร์มที่แบกต้นทุนไว้ก็เริ่มมีผลกระทบ สุดท้ายจึงทำให้ผลตอบแทนที่ไรเดอร์เคยได้ลดลง และตรงนี้เองทำให้ เหล่าไรเดอร์ไม่พอใจมากๆ  อิสริยะ ในฐานะคนที่ดีลตรงกับไรเดอร์ จึงถูกจดจำจากไรเดอร์ เรื่อง ผิดสสัญญาที่เคยให้ไว้

    ทีมเศรษฐกิจ ของแคนดิจเดตนายกรัฐมนตรี

    การไม่ผ่านไพรมารีโหวต ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ที่สุด ยังมีการขอฟังความคิดเห็นของประชาชนจากภาคอื่น และไม่ว่าจะเป็นยังไง อนาคตของ มาร์ค อิสริยะ กับพรรคประชาชน น่าจะยัแเดินหน้าต่อไปแบบไม่มีปัญหา เพราะมาร์ค อยู่ในทีมเศรษฐกิจ ของพรรค ที่มีหัวเรือ คือ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนเดตนายกรัฐมนตรี

    ความสำคัญของอิสริยะ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคด้านไฮเทค ความรู้ความเชี่ยวชาญ มีส่วนสำคัญในกับพรรคประชาชน ดังนั้น เรื่องไม่ถูกใจไรเดอร์ของ อิสริยะ จึงเป็นความ ไม่ถูกใจ ของคนบางส่วน และเหมือนเป็นวิบากกรรมที่ต้องเผชิญ ไม่ได้มีอะไรต้องน่ากังวล ถ้าทะเลาะกับใครในพรรค ในมุมมองที่แตกต่างกัน อันนี้น่าเป็นห่วง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/displeased-riders-causing-issariya-stumble-politics&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gxuNwc7gZzMFcEKg4mmbL

  • สมุทรสงคราม///มะขามเทศผลไม้เศรษฐกิจสมุทรสงครามสร้างได้ดีกับเกษตรกร | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม///มะขามเทศผลไม้เศรษฐกิจสมุทรสงครามสร้างได้ดีกับเกษตรกร

    • เผยแพร่ : 22/12/2025 15:33

    สมุทรสงคราม///มะขามเทศผลไม้เศรษฐกิจสมุทรสงครามสร้างได้ดีกับเกษตรกร

    ที่จังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากจะมีส้มโอ ลิ้นจี่ และมะพร้าวที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนแล้ว ยังมี “มะขามเทศ” นับเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง เพราะปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 500–700 กิโลกรัม ราคาขายส่งจากสวนอยู่ที่ 30–80 บาทต่อกิโลกรัม

    นางสมพร ศักดิ์สิทธิ์ อายุ 58 ปี ชาวสวนมะขามเทศกว่า 26 ไร่ ในพื้นที่ ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า เดิมเมื่อหลายสิบปีก่อนตนประกอบอาชีพทำสวนมะพร้าว แต่ **มาระยะหลัง** ประสบปัญหาแรงงานปีนเก็บน้ำตาลมะพร้าว

    จึงทดลองปลูกมะขามเทศจำนวน 9 ไร่ ซึ่งแรก ๆ ก็ลองผิดลองถูก ล้มลุกคลุกคลาน กระทั่งเข้าสู่ปีที่ 2 เริ่มอยู่ได้และมีรายได้ดี พออยู่ตัวจึงขยายพื้นที่ปลูกมาจนปัจจุบันปลูกมะขามเทศพันธุ์สีชมพูสลับกับ **พันธุ์ขาวใหญ่** ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เพราะมีรสชาติหวาน เนื้อแน่น รวมพื้นที่ทั้งหมด 26 ไร่ แต่ละวันจะเก็บเกี่ยวมะขามเทศประมาณวันละ 10 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 600–700 กิโลกรัม

    โดยจุดเด่นของมะขามเทศสวนตนคือปลูกในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามซึ่งมีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม อีกทั้งดูแลบำรุงรักษาอย่างดี จึงกล้าการันตีว่ามะขามเทศของตนมีรสชาติหวานมัน อร่อยถูกใจผู้บริโภค ทำให้มีพ่อค้าจากต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี นครปฐม และราชบุรี มารับซื้อถึงสวนในราคาจัมโบ้กิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนขนาดย่อมลงมาราคาอยู่ที่ 30 และ 50 บาทตามลำดับ ซึ่งลูกค้าสั่งจองเข้ามาจำนวนมาก ทำให้เก็บเกี่ยวไม่ทันกับความต้องการของตลาด


    —สำหรับผู้สนใจปลูกมะขามเทศ สามารถซื้อกิ่งพันธุ์ขนาดสูงประมาณศอกเศษ ในราคากิ่งละ 30 บาท วิธีปลูกคือขุดหลุมกว้างประมาณ 1 ศอก ปลูกลงดิน รดน้ำวันเว้นวัน ใส่ปุ๋ยชีวภาพ ใช้เวลาประมาณ 8 เดือนก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 087-012-3478

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าว TOP NEWS   ทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    4

    603851248_900344945756955_5281716315191231414_n

    รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รับมอบ 50 ชิ้นผลงานจิตกรรมทิวทัศน์ เพื่อบำบัดสุขภาพและสร้างความจรรโลงใจผู้ป่วย

    รองนายกฯ พิพัฒน์ เปิดอาคารที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ 2 แห่ง

    วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จับมือ “แซมส์ เอนจิเนียริ่ง” ลงนาม MOU พัฒนากำลังคนช่างอากาศยาน ป้อนตลาดแรงงาน

    ชปส.พัทลุง บุกจับเครือข่ายสิ่งเสพติด

    วชิระภูเก็ตเปิดมิติใหม่ รักษาลิ้นหัวใจตีบด้วยเทคโนโลยี TAVI

    สตม.จับมือ ททท. ระดมกำลังดูแลนักท่องเที่ยวคริสต์มาส–ปีใหม่ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1431617&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XD5SXllg9JMHMbF1Z8BjJ

  • ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    World Economics

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    22 ธ.ค. 2025 เวลา 16:01 น.

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน ผลักดันให้คนรุ่นใหม่แห่สอบ ’ข้าราชการ‘ เพื่อความมั่นคง แม้ต้องแข่งขันสูง 1 ใน 100 จุดเปลี่ยนภูมิทัศน์บุคลากรจีน เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจระยะยาว

    “เศรษฐกิจจีน” ที่ชะลอตัว และวิกฤติการจ้างงานของภาคเอกชนที่กำลังพังทลายกำลังผลักดันให้คนหนุ่มสาวที่มีการศึกษาดีหันหาความมั่นคงในอาชีพ “ราชการ”   จำนวนสูงมากเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางภาวะตลาดแรงงานเอกชนที่ตกต่ำหนัก จนกลายเป็นปรากฏการณ์ “ชามข้าวเหล็ก”

     ยอดสอบราชการทะลุ 3.7 ล้านคน

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    ตามรายงานของซีเอ็นบีซีพบว่าเมื่อเดือนที่แล้วมีผู้สมัครสอบคัดเลือกเข้ารับราชการประจำปีมากถึง 3.7 ล้านคนจากทั่วประเทศ รวมถึงบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่คาดว่าจะมีเพียงประมาณ 1 ใน 100 คน เท่านั้นที่จะได้รับตำแหน่งในหน่วยงานราชการระดับเริ่มต้น 38,100 ตำแหน่ง ที่จะเริ่มงานในปีหน้า

    เรื่องนี้ทำให้อัตราการแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเทียบกับ 1 ใน 70 คน ในปี 2566 และสำหรับบางตำแหน่งในพื้นที่ชนบทมีอัตราส่วนสูงถึง 1 ใน 6,470 คน

    หาน เซิน หลิน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า “อัตราการแข่งขันในบางจังหวัดในปัจจุบันเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยที่มีการคัดเลือกนักศึกษาอย่างเข้มงวดที่สุดในโลก และกำลังกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมกีฬาของชาติที่มีการแข่งขันสูงที่สุดของจีน”

     อัตราว่างงานเยาวชนพุ่งเกิน 17%

    สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่แย่ลง อัตราการว่างงานในกลุ่มคนเมืองอายุ 16-24 ปี ยังคงสูงกว่า 17% ตั้งแต่เดือนก.ค. เมื่อเทียบกับประมาณ 10% ในสหรัฐ

    ตามข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ บริษัทเอกชนชั้นนำ 500 แห่ง ในจีนลดจำนวนพนักงานลง 314,600 คน เมื่อปีที่แล้ว สาเหตุมาจากรัฐบาลปักกิ่งคุมเข้มภาคอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี และบริษัทสอนพิเศษ

    ผลสำรวจโดยแพลตฟอร์มจัดหางาน Zhilian Zhaopin แสดงให้เห็นว่า สัดส่วนของนักเรียนที่เลือกงานในภาครัฐเป็นตัวเลือกอาชีพอันดับต้นๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 42% ในปี 2563 เป็น 63% ในปี 2567

    ในทางตรงกันข้าม จำนวนบัณฑิตที่หางานในภาคเอกชนลดลงจาก 25.1% ในปี 2563 เหลือเพียง 12.5% ในปีที่แล้ว

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    คอรัล หยาง วัย 22 ปี บัณฑิตสาขาวิเคราะห์ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในเซี่ยงไฮ้ ใช้เวลา 4 เดือน หางานจนได้งานที่บริษัทการตลาดท้องถิ่น แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา บริษัทก็ยกเลิกตำแหน่งงานนั้นเนื่องจากลดต้นทุน

    “การพลาดโอกาสหลังจากหางานมาหลายเดือนนั้นน่าผิดหวัง แต่มันแสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนมีความไม่มั่นคงมากแค่ไหน” หยางกล่าว ขณะนี้เธอกำลังเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการในปีหน้า

     ตำแหน่งงานข้าราชการร่วง 4%

    แม้ความต้องการงานราชการพุ่งสูง แต่จำนวนตำแหน่งงานว่างกลับไม่เพิ่มตาม เจียนเว่ย ซู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Natixis ระบุว่า ความตึงเครียดทางการคลังจากภาวะตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์ทำให้รัฐบาลท้องถิ่น “ขาดแคลนเงินสดและไม่เต็มใจที่จะเพิ่มบุคลากร”

    ตำแหน่งงานใหม่ในหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้น 66% ในปี 2563 ท่ามกลางความต้องการบุคลากรเพื่อบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ แต่สำหรับปี 2026 รัฐบาลกลางได้ลดจำนวนบุคลากรลง 4% เหลือ 38,119 คน

    กระทรวงศึกษาธิการพยายามส่งเสริมการจ้างงานในวิสาหกิจเอกชนโดยเสนอการลดหย่อนภาษี ค่าประกันสังคม และเงินอุดหนุน แต่แรงจูงใจยังอยู่ในระดับต่ำ เช่น รัฐบาลเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ให้เงินอุดหนุนเพียง 1,500 หยวน ต่อการจ้างงานใหม่หนึ่งคน

     12.7 ล้านบัณฑิตเรียนจบปีหน้า

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    จำนวนผู้สมัครสอบเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาแห่งชาติลดลงเหลือ 3.4 ล้านคน จากจุดสูงสุดที่ 4.74 ล้านคน ในปี 2566 ตามข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการ สะท้อนความเชื่อมั่นที่ลดลงว่าปริญญาขั้นสูงจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งาน

    ผลสำรวจของ Zhilian Zhaopin พบว่า บัณฑิตจากวิทยาลัยอาชีวะมีอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 56.6% ในปีที่แล้ว ในขณะที่บัณฑิตระดับสูงกว่าปริญญาตรีมีผู้ได้รับข้อเสนอการจ้างงานน้อยกว่า 45% ลดลงจากเกือบ 57% ในปี 2566

    เจียนเว่ย ซู จาก Natixis กล่าวว่า “ผลตอบแทนจากการเรียนต่อระดับปริญญาโทดูเหมือนจะลดลงเรื่อยๆ ความไม่สมดุลนี้ทำให้คุณค่าของปริญญาโทลดลงตามไปด้วย”

    ปัญหาจะรุนแรงมากขึ้นเมื่อปีหน้าจะมีผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยและโรงเรียนอาชีวศึกษาจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ถึง 12.7 ล้านคน ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในตลาดแรงงานดุเดือดมากยิ่งขึ้น

    รัฐบาลปักกิ่งจึงปรับเพิ่มอายุสูงสุดในการสมัครงานขึ้น 3 ปี เป็น 38 ปี สำหรับผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี และ 43 ปี สำหรับผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก

     เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจระยะยาว

    เหวย ซาน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเอเชียตะวันออก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และหมิงเจียง หลี่ รองศาสตราจารย์จากโรงเรียนการศึกษานานาชาติ เอส. ราชารัตนัม เตือนว่า แนวโน้มนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    หลี่กล่าวว่า “เมื่อเวลาผ่านไป แนวโน้มนี้อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านบุคลากรของจีน โดยการเสริมสร้างฐานทุนมนุษย์ของระบบราชการของรัฐ ในขณะที่ลดพลวัตด้านนวัตกรรมในภาคเอกชน”

    นีล โทมัส นักวิจัยจากศูนย์วิเคราะห์จีน สถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี้ เสริมว่า หลายคนที่ได้งานราชการสำเร็จพบว่าระบบราชการที่เข้มงวดเป็นอุปสรรค การเลื่อนตำแหน่งอาจเป็นไปอย่างช้า และยิ่งสูงขึ้นไปก็ยิ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้น

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    ปรากฏการณ์ “ชามข้าวเหล็ก” หรืองานราชการที่เคยถูกมองข้ามในยุคเศรษฐกิจจีนเฟื่องฟู กำลังกลับมาเป็นที่ต้องการอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการแสวงหา “ความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว” ของคนรุ่นใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1213211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nV-rcHiv6RNLnBU0_2O0M

  • ‘ศุภวุฒิ’ ชี้โครงสร้างเศรษฐกิจพัง เสี่ยง ‘จีดีพี‘ โตต่ำ 1% ย้ำไทยเร่งยกเครื่อง

    ‘ศุภวุฒิ’ ชี้โครงสร้างเศรษฐกิจพัง เสี่ยง ‘จีดีพี‘ โตต่ำ 1% ย้ำไทยเร่งยกเครื่อง

    Finance

    22 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    “ศุภวุฒิ” เตือนการเติบโตไทยกำลังเสื่อมถอยลงพร้อมกันหลายด้าน เต็มไปด้วยปัญหาโครงสร้างประชากร พลังงาน การค้าโลก การดึงดูดเงินลงทุนและศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

    • ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ เตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างที่รุนแรง ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้น เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในอดีตกำลังเสื่อมถอยลง
    • ปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมสูงวัย, พลังงานในประเทศทลดลง, ภูมิรัฐศาสตร์โลกหมดเสน่ห์ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
    • หากไม่ปฏิรูปอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงจีดีพีต่ำกว่า 1% อาจเข้าสู่ภาวะชะงักงันถาวร
    • ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง “ยกเครื่อง” หรือปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่
    • เพื่อหลีกเลี่ยงการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องและการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

    เศรษฐกิจไทยในวันนี้ ไม่ได้เผชิญเพียงความผันผวนระยะสั้นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ หากแต่กำลังยืนอยู่บนทางแยกเชิงโครงสร้างที่ชี้ชะตาการเติบโตของประเทศระยะยาว 
     

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ออกมาเตือนผ่านการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ deep talk กรุงเทพธุรกิจว่า แรงขับเคลื่อนพื้นฐานที่เคยทำให้ไทยเติบโตอย่างโดดเด่นในอดีต กำลังเสื่อมถอยลงพร้อมกันหลายด้าน

    ตั้งแต่โครงสร้างประชากร พลังงาน การค้าโลก ไปจนถึงความสามารถในการดึงดูดเงินลงทุนและศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย 
    หากไทยไม่เร่งปรับตัวอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยอาจไม่เพียงชะลอตัว แต่เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “ชะงักงันถาวร”และค่อย ๆ สูญเสียบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างไม่มีวันหวนกลับ

    ศุภวุฒิ มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่รุนแรงและซ้อนทับกันหลายชั้น ไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นการหมดแรงขับเคลื่อนพื้นฐานที่เคยทำให้ไทยเติบโตได้ดีในอดีต “หากไม่เร่งปรับตัว ประเทศอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงันถาวร”

    หากย้อนดูเศรษฐกิจไทยในอดีต จากในช่วงทศวรรษ 1990 ไทยเคยมีศักยภาพเติบโตสูงจนเกือบก้าวขึ้นเป็น “เสือตัวใหม่ของเอเชีย” เพราะมีปัจจัยพื้นฐาน 5 ปัจจัยที่เอื้อ แต่ปัจจัยเหล่านั้นวันนี้กลับเปลี่ยนจากแรงหนุนเป็นแรงถ่วง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

    ปัจจัยแรก โครงสร้างประชากร ในอดีตไทยมีประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก อายุเฉลี่ยยังต่ำ เป็นพลังขับเคลื่อนการผลิต แต่ปัจจุบันไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว อายุมัธยฐานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แรงงานใหม่เข้าสู่ระบบน้อยลงอย่างน่ากังวล

    ปัจจัยที่สอง ทรัพยากรพลังงาน ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งเคยเป็นพลังงานราคาถูกและเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรม กำลังร่อยหรอจนใกล้หมด ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมากขึ้น ทั้งจากเมียนมาและก๊าซ LNG จากตลาดโลก

    ปัจจัยที่สาม ภูมิรัฐศาสตร์ เดิมไทยได้เปรียบจากการเป็นประเทศสงบในช่วงที่เพื่อนบ้านเพิ่งพ้นสงคราม แต่ปัจจุบันโลกกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งของมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐกับจีน ทำให้การค้าโลกเข้าสู่ยุคกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอนสูง

    ปัจจัยที่สี่ ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติในอดีต เงินเยนแข็งค่าทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานผลิตมาไทย แต่วันนี้นักลงทุนมีทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจกว่า ทั้งเวียดนามและอินโดนีเซีย

    ปัจจัยสุดท้าย บริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนไป จากยุคการค้าเสรีที่สหรัฐเป็นผู้นำ สู่ยุคที่อเมริกาหันมาปกป้องตลาดตัวเอง ขณะที่จีนพัฒนาอุตสาหกรรมจนมีศักยภาพสูงกว่าไทยในหลายมิติ

    ไม่เพียงเท่านั้น “เศรษฐกิจไทย” ยังเผชิญกับปัจจัยฉุดรั้งถาโถมอย่างมากจากหลายปัจจัยที่ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งจาก ความเสี่ยงแรงงานและสังคมสูงวัย การลดลงของประชากรวัยแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ

    โครงสร้างเช่นนี้หมายความว่า คนทำงานต้องแบกรับภาระการดูแลคนสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ขณะที่กำลังการผลิตของประเทศกลับลดลง
    ดังนั้น บนเงื่อนไขนี้ GDP ไทยอาจเติบโตได้เพียงปีละ 1% หรือต่ำกว่านั้น และไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศ

    ไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานและต้นทุนเศรษฐกิจ เมื่อก๊าซในอ่าวไทยลดลง ไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG ปีละราว 8,000-9,000 ล้านดอลลาร์ยังไม่รวมพลังงานจากเมียนมาและไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวเพื่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้า

    หากไทยไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานต้นทุนต่ำ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานที่ได้มาฟรี ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานของตนเอง

    นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากสงครามการค้าและความเสี่ยงจากสหรัฐยังสูงต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่า 50% ของ GDP จึงเปราะบางอย่างยิ่งต่อความเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐ ซึ่งความเสี่ยงจากกำแพงภาษีที่รุนแรง

    วันนี้การส่งออกไปสหรัฐคิดเป็นถึง 20% ของการส่งออกทั้งหมด และไม่มีตลาดใดสามารถทดแทนได้ในระยะสั้น จีนเองก็ไม่ใช่คำตอบ เพราะไทยขาดดุลการค้ากับจีนมหาศาล ขณะที่เศรษฐกิจรัสเซียมีขนาดเล็กเกินไป”

    สิ่งที่น่าห่วงต่อเนื่อง คือกับดักหนี้และปัญหางบดุล ที่เราเผชิญมาต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะแก้ไม่ถูกจุด การแก้ปัญหาหนี้ของไทยในอดีตแก้ผิดจุดโดยเน้นพักชำระหนี้ ซึ่งเป็นการจัดการด้านหนี้สิน แต่ไม่เคยแก้ปัญหาด้านสินทรัพย์

    ปัญหาคือสินทรัพย์ของคนไทยให้ผลตอบแทนต่ำ ไม่ก่อให้เกิดกระแสเงินสดเพียงพอในการชำระหนี้ ต่อให้พักหนี้กี่ครั้ง หากไม่เพิ่มรายได้หรือประสิทธิภาพสินทรัพย์ ปัญหาก็จะวนกลับมาเสมอ

    สัญญาณอันตรายอีกด้านคือเงินทุนไทยไหลออกสุทธิไปต่างประเทศปีละ 8,000-9,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนนักลงทุนมองเศรษฐกิจไทยไม่มีโอกาสที่น่าสนใจเพียงพอ

    ศุภวุฒิ ยังมองนโยบายการเงินและความเสี่ยงเงินฝืดยังเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย จากภาวะเงินเฟ้อต่ำหรือเริ่มใกล้เคียงกับคำว่าฝืด ทำให้ภาระหนี้จริงของประชาชนเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยสูงกว่าสหรัฐและถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศเกินความจำเป็นกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ แต่กลับไม่ถูกนำไปใช้เชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างรายได้หรือเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจในเวทีโลก

    ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศไทยยังมีจุดอ่อนทางการเมืองและระบบราชการ โดยมองว่าปัญหาทางการเมือง ความไม่โปร่งใส และระบบราชการแบบไซโล ทำให้การปฏิรูปเศรษฐกิจทำได้ยาก ภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่น และการพัฒนาทักษะแรงงานกระจัดกระจาย ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง

    สุดท้ายแล้ว หากประเทศไทย “ไม่ปรับตัว”หากไทยยังคงเดินนโยบายแบบเดิม ระยะข้างหน้าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเรื่อยๆจาก 2-3% เหลือใกล้ 1% อุตสาหกรรมไทยจะแข่งขันกับจีนไม่ได้ และถูกกีดกันจากชาติตะวันตกมากขึ้น

    ในที่สุด ไทยอาจกลายเป็นประเทศที่ไม่มีบทบาท ไม่มีอำนาจต่อรอง และถูกลืมในเวทีเศรษฐกิจโลก!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1213350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cUebupCQ6QU-GS1B3nu-S