Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดแนวรบสงครามเศรษฐกิจแบบ “รังษี กิติญาณทรัพย์” | NEWSROOM HOT-ISSUES

    เปิดแนวรบสงครามเศรษฐกิจแบบ “รังษี กิติญาณทรัพย์” | NEWSROOM HOT-ISSUES

    23 ธ.ค. 2568 09:41 น.

    รับชมบางช่วงบางตอนจากการสัมภาษณ์ของ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ในรายการ NEWSROOM HOT-ISSUES กับประเด็นเปิดแนวรบสงครามเศรษฐกิจแบบ “รังษี กิติญาณทรัพย์” 📌 รับชมรายการ NEWSROOM HOT ISSUES ได้ทางช่อง Thairath News – ข่าวไทยรัฐ ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 18.00 น. #รังสีกิตติญาณทรัพย์ #พรรคเศรษฐกิจ #ไทยกัมพูชา #เลือกตั้ง69 #เลือกอีกสักตั้ง #ไทยรัฐเลือกตั้ง #NewsroomHotIssues #ThairathNewsRoom #ThairathNews #นิวส์รูมฮอตอิชชู่ #ไทยรัฐนิวส์รูม #ไทยรัฐนิวส์ #ไทยรัฐออนไลน์ #กายพงศ์เกษม —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/newsroom/1176046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xq8RqmgDAAjOvhl4VI7Pm

  • กระทรวงแรงงาน เดินหน้ายกระดับระบบข้อมูลแรงงาน จัดทำ “ดัชนีเศรษฐกิจแรงงาน – ดัชนีความเชื่อมั่นแรงงาน เสริมขีดความสามารถแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

    กระทรวงแรงงาน เดินหน้ายกระดับระบบข้อมูลแรงงาน จัดทำ “ดัชนีเศรษฐกิจแรงงาน – ดัชนีความเชื่อมั่นแรงงาน เสริมขีดความสามารถแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

    กระทรวงแรงงาน เดินหน้ายกระดับระบบข้อมูลแรงงาน จัดทำ “ดัชนีเศรษฐกิจแรงงาน – ดัชนีความเชื่อมั่นแรงงาน เสริมขีดความสามารถแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

    เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน เดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลแรงงานยุคใหม่ หลังจัดประชุมร่วมผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเพื่อวางกรอบการจัดทำ ดัชนีเศรษฐกิจแรงงาน และ ดัชนีความเชื่อมั่นแรงงาน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานกับทิศทางเศรษฐกิจมหภาค และสนับสนุนการวิเคราะห์และพยากรณ์ตลาดแรงงานอย่างเป็นระบบ การจัดทำดัชนีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณาการฐานข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และพยากรณ์ภาวะแรงงานที่กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการ เพื่อยกระดับข้อมูลแรงงานของประเทศให้มีความเชื่อมโยงและใช้งานได้จริงในเชิงนโยบาย

    พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบข้อมูลครั้งนี้เกิดจากความจำเป็นที่เศรษฐกิจและโครงสร้างแรงงานไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี การเคลื่อนย้ายฐานการผลิต และความต้องการแรงงานทักษะสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การวางนโยบายด้านกำลังคนจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง ครอบคลุม และสามารถสะท้อนแนวโน้มในอนาคตได้ทันเวลา ดัชนีเศรษฐกิจแรงงานจะทำหน้าที่สะท้อนภาพรวมตลาดแรงงานผ่านข้อมูลการมีงานทำ การว่างงาน โครงสร้างผู้ประกันตน และการเคลื่อนไหวของแรงงานในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้การประเมินสถานการณ์แรงงานสอดคล้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นแรงงานจะช่วยติดตามมุมมองของแรงงานและสถานประกอบการต่อรายได้ การจ้างงาน และทิศทางเศรษฐกิจทำให้ภาครัฐสามารถตรวจจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานได้ตั้งแต่ช่วงต้นแบบทันท่วงที นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบประมาณการอุปสงค์อุปทานแรงงาน เพื่อคาดการณ์ความต้องการกำลังคนในสาขาอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ โดยผสานข้อมูลด้านการจ้างงาน ค่าจ้าง การผลิต และตัวแปรเศรษฐกิจมหภาค เพื่อรองรับการวางแผนกำลังคนและการลงทุนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “กระทรวงแรงงานเชื่อมั่นว่า ระบบบูรณาการฐานข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และพยากรณ์ภาวะแรงงานนี้จะเป็นฐานข้อมูลหลักของประเทศด้านแรงงาน สนับสนุนการวางแผนกำลังคน นโยบายค่าจ้าง และการดึงดูดการลงทุน พร้อมช่วยให้ประเทศไทยติดตามและประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/984341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qfvC-9BZnVF4LIKbqJrIi

  • ISP วิเคราะห์ปะทะชายแดน “กัมพูชา” เศรษฐกิจเสียหายหนัก 650 ล้านดอลลาร์ GDP หดตัวชัด

    ISP วิเคราะห์ปะทะชายแดน “กัมพูชา” เศรษฐกิจเสียหายหนัก 650 ล้านดอลลาร์ GDP หดตัวชัด

    สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์วิเคราะห์ต้นทุนสงครามชายแดนไทย-กัมพูชาปี 2568 ค่าใช้จ่ายทหารกัมพูชา 450-650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ GDP หดตัว 1.3 – 1.6% นักลงทุนถอนตัว ท่องเที่ยวทรุด แรงงานส่งเงินหาย สูญเสียทางอ้อมเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ ธนาคารโลกเตือนกระทบยาวปีหน้า

    วันนี้ (23 ธ.ค.2568) สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ หรือ ISP ออกเอกสารวิชาการฉบับพิเศษ เดือน ธ.ค.2568 วิเคราะห์ต้นทุนและผลกระทบทางเศรษฐกิจของกัมพูชาจากความขัดแย้งชายแดนกับไทยที่ปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนมิ.ย.2568 โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ธนาคารโลกคาดการณ์อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของกัมพูชาในปี 2568 ไว้ที่ร้อยละ 5.8 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.3 ในปี 2567 แสดงถึงการฟื้นตัวใกล้เคียงระดับก่อนการระบาดของโควิด-19

    แต่ความขัดแย้งดังกล่าวได้บั่นทอนโอกาสนี้อย่างรุนแรง โดยนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจประเมินว่าปฏิบัติการชายแดนฉุกเฉินของกัมพูชาในช่วงครึ่งปีหลังมีค่าใช้จ่ายรวม 450 – 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 14,625 – 21,125 ล้านบาท

    ค่าใช้จ่ายหลักแบ่งเป็น 3 ส่วน

    • ส่วนแรกคือค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการ ซึ่งรวมค่าน้ำมันเชื้อเพลิง โลจิสติกส์ และเบี้ยเลี้ยงเสี่ยงภัยสำหรับทหารราว 30,000 – 40,000 นายที่ระดมพลไปยังพื้นที่ชายแดน เช่น จังหวัดพระวิหารและอุดรมีชัย บริเวณช่องบก ภูมะเขือ ใน จ.อุบลราชธานี ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย ใน จ.สุรินทร์ ซึ่งต่อมาความขัดแย้งขยายไปยังปอยเปตในสระแก้ว เกาะกง และโพธิสัตว์ในตราด
    • ส่วนที่สองคือการจัดซื้อยุทโธปกรณ์เร่งด่วนจากจีน เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบพกพา โดรนพลีชีพ และระบบขีปนาวุธ GAM-102 จากมาเลเซีย
    • ส่วนที่สามคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างบังเกอร์ถาวรและชั่วคราว รวมถึงถนนทางยุทธวิธีสู่พื้นที่สู้รบ เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกองทัพบกกัมพูชา หรือ RCAF

    ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2568 ของกัมพูชา

    เห็นได้ชัดจากการปรับลดพยากรณ์ GDP ของธนาคารโลกเหลือร้อยละ 4.2 – 4.5 หรือลดลงร้อยละ 1.3 – 1.6 จากตัวเลขเดิม โดยปัจจัยหลักมาจาก

    1. การดึงงบประมาณสาธารณะกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 16,250 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเกือบร้อยละ 5 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยดึงเงินจากภาคสาธารณสุขและการศึกษา
    2. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ในภาคการผลิต โดยเฉพาะสิ่งทอ ชะงักงันร้อยละ 15 ในไตรมาสที่ 4 เนื่องจากนักลงทุนกังวลความไม่แน่นอน
    3. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งสร้างรายได้ 3,630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบร้อยละ 10 ของจีดีพี ในปี 2567 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.8 จากปีก่อน ก็หยุดชะงักจากความตึงเครียดชายแดน โดยเฉพาะเขตโบราณสถาน
    4. การสูญเสียรายได้จากการส่งเงินกลับประเทศของแรงงานกัมพูชา 1,200,000 คนในไทย ซึ่งประมาณ 1,230 – 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 39,975 – 65,000 ล้านบาท ในปี 2567

    บทสรุปของเอกสารระบุว่า การเผชิญหน้าทางทหารครั้งนี้ สร้างภาระทางการเงินและเศรษฐกิจที่หนักหน่วงแก่กัมพูชา โดยค่าใช้จ่ายโดยตรงอย่างน้อย 450 – 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 14,625 – 21,125 ล้านบาท และผลกระทบทางอ้อมในระยะยาวอาจสูงถึงกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 200,000 ล้านบาท จากการสูญเสียด้านการท่องเที่ยวและการจ้างงาน

    สถาบันการเงินระหว่างประเทศปรับลดอันดับความเชื่อมั่นและพยากรณ์การเติบโตปี 2568 – 2569 ลงเกือบร้อยละ 2 และอาจปรับลดเพิ่มหากความขัดแย้งไม่ยุติ สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์เตือนว่าการจัดการผลกระทบนี้จำเป็นเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจกัมพูชาให้กลับสู่เส้นทางเดิม

    อ่านข่าวอื่น :

    “บิ๊กเล็ก” ย้ำแนวทางสู้รบมาถูกทาง​ พบหลักฐานชัดกัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด

    ทัพไทยยิงฐานทหารเขมร 18 เป้าหมาย ภาพรวมได้เปรียบควบคุมพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.thaipbs.or.th/news/content/500360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EgDoI6dNFtzPksPV2Y5Pp

  • มหานครคนรวย เปิด 20 อันดับเมืองที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก กรุงเทพฯผงาดติดโผ

    มหานครคนรวย เปิด 20 อันดับเมืองที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก กรุงเทพฯผงาดติดโผ

    วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.27 น.

    22 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เว็บไซต์  Visual Capitalist สื่อที่นำเสนอข้อมูลด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี รวมถึงพลังงาน ได้ออกมาจัดอันดับ 20 เมืองที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก การจัดอันดับล่าสุดจากข้อมูลของ Forbes รายงานให้เห็นว่าเมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังกลายเป็นแหล่งรวมของ “มหาเศรษฐี” ระดับพันล้านดอลลาร์ 

    มหานครนิวยอร์ก ครองอันดับหนึ่งด้วยคะแนนนำห่าง โดยมีมหาเศรษฐีถึง 109 คนอาศัยอยู่ในเมืองนี้ ความโดดเด่นของเมืองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านการเงิน เงินหมุนเวียนของเงินทุนทั่วโลก และการกระจุกตัวอย่างหนาแน่นของบริษัทลงทุน ความมั่งคั่งด้านอสังหาริมทรัพย์ และสำนักงานใหญ่ของบริษัทต่างๆ ในหลายทศวรรษ แม้แต่ ‘ฮ่องกง’ ซึ่งอยู่ในอันดับสองก็ยังตามหลังนิวยอร์กอยู่มากกว่า 30 คน และอันดับ 3 กรุงมอสโก ของประเทศรัสเซีย มีมหาเศรษฐี อยู่ 73 คน 

    เมืองต่างๆ ในเอเชียมีสัดส่วนที่สำคัญในการจัดอันดับ โดยใน 10 อันดับแรก มีเมืองจากเอเชียติดโผถึง 5 เมือง ได้แก่ ฮ่องกง, มุมไบ, ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์ โดยเฉพาะประเทศจีน และอินเดียที่มีการเติบโตของเศรษฐีใหม่อย่างรวดเร็ว เฉพาะ จีน ประเทศเดียวก็มีเมืองหลายเมืองติดอันดับ ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น หางโจว และกว่างโจว

    อินเดียก็เช่นกัน โดยเฉพาะเมืองมุมไบ และ เดลี ที่เป็นตัวแทนของชนชั้นมหาเศรษฐีที่กำลังขยายตัวของประเทศ เมืองเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ และภาคเทคโนโลยีและการผลิตที่แข็งแกร่ง

    จากการจัดอันดับของเว็บไซต์พบว่า กรุงเทพมหานคร ของประเทศไทย ก็ติดอยู่ในอันดับที่ 18 โดยมีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่ถึง 26 คน 

    โดย 20 อันดับเมืองที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก (ปี 2025)

    1. นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีมหาเศรษฐี 109 คน 

    2. ฮ่องกง จีน (เขตบริหารพิเศษ) มีมหาเศรษฐี  74 คน 

    3.  มอสโก รัสเซีย มีมหาเศรษฐี 73 คน 

    4. มุมไบ อินเดีย มีมหาเศรษฐี 69 คน 

    5. ปักกิ่ง จีน มีมหาเศรษฐี 63 คน 

    6. ลอนดอน สหราชอาณาจักร มีมหาเศรษฐี 62 คน 

    7. เซี่ยงไฮ้ จีน มีมหาเศรษฐี 54 คน 

    8. สิงคโปร์ สิงคโปร์ มีมหาเศรษฐี 52 คน 

    9. ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา มีมหาเศรษฐี 50 คน 

    10.  เดลี อินเดีย มีมหาเศรษฐี 43 คน 

    11. เซินเจิ้น จีน มีมหาเศรษฐี 37 คน 

    12. ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา มีมหาเศรษฐี  35 คน 

    13. ไทเป ไต้หวัน มีมหาเศรษฐี 34 คน 

    14.หางโจว จีน  มีมหาเศรษฐี 31 คน

    15. โซล เกาหลีใต้  มีมหาเศรษฐี 31 คน

    16. ปารีส ฝรั่งเศส มีมหาเศรษฐี 28 คน 

    17. โตเกียว ญี่ปุ่น มีมหาเศรษฐี 27 คน 

    18.กรุงเทพมหานคร ไทย มีมหาเศรษฐี 26 คน

    19. มิลาน อิตาลี  มีมหาเศรษฐี 26 คน 

    20. ดัลลัส สหรัฐอเมริกา มีมหาเศรษฐี 24 คน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/936569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19rk41yHN7qh1OMHB6yZ6l

  • “พาณิชย์” ยกทัพสินค้า GI ตัวท็อปจากชุมชน บุกตลาด OTOP City 2025 เปิดประสบการณ์ช็อปของดีอัตลักษณ์ไทย หนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

    เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมทรัพย์สินทางปัญญา เข้าร่วมพิธีเปิดงาน OTOP City 2025 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำขบวนผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) 18 รายการจากท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายในงานอย่างคึกคักโชว์ศักยภาพสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นไทย และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 28 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้ายกระดับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนสู่สินค้าเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง ผ่านการขึ้นทะเบียน
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ควบคู่กับการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในหลายมิติ พร้อมเร่งส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ให้เข้าถึงผู้บริโภคในตลาดที่หลากหลาย เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ผลิต โดยสินค้าGI ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Quick Big Win ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์โดดเด่น สามารถนำมาต่อยอดเชิงพาณิชย์และสร้างความแตกต่างในตลาดได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้ผนึกกำลังกับ กระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาชุมชน ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ในงานมหกรรมสินค้า OTOP ครั้งใหญ่ส่งท้ายปี โดยเล็งเห็นว่าสินค้า GI และสินค้า OTOP ต่างมีจุดร่วมสำคัญคือการเป็นสินค้าจากฐานชุมชนที่ใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นจุดแข็งและจุดขายอย่างไรก็ดี สินค้า GI มีความแตกต่างในด้านการคุ้มครองสิทธิ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีคุณลักษณะเฉพาะเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีกระบวนการผลิตในพื้นที่เฉพาะและมีระบบควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ในโอกาสนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้ยกขบวนสินค้า GIเด่น 18 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมจำหน่ายในงาน “OTOP City 2025” ตั้งแต่วันที่ 20 – 28 ธันวาคม 2568 โดยสินค้าที่เข้าร่วม ประกอบด้วย สินค้า GI กลุ่มข้าวและอาหาร 9รายการ ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ปลาช่อนแม่ลา (สิงห์บุรี) ไข่เค็มไชยา (สุราษฎร์ธานี) หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ ขนมหม้อแกงเมืองเพชร (เพชรบุรี) กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก และกาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) สินค้า GI กลุ่มผลไม้ 4 รายการ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมสามพราน (นครปฐม) มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) และส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม รวมทั้งสินค้า GI กลุ่มงานหัตถกรรม 5 รายการ ได้แก่ ผ้าหม้อห้อมแพร่ ชามไก่ลำปาง ครกหินอ่างศิลา (ชลบุรี) เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน (นครราชสีมา) และเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด (นนทบุรี)

    ทั้งนี้ สินค้า GI ทั้ง 18 รายการ ล้วนเป็นของดีที่มีชื่อเสียงครองใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 6,082 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถแวะมาชม ชิม ช็อปสินค้า GI ของแท้ส่งตรงจากแหล่งผลิต ได้ที่บูธ GI Pavilion (เสาที่ 34–35 โซน FF-GG) อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. และเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์นี้ (27 – 28 ธันวาคม 2568) กรมฯ เตรียมมอบของขวัญพิเศษในช่วงนาทีทองให้แก่ผู้ร่วมงาน เป็นเซ็ตของขวัญ GI ราคาพิเศษที่หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน จำกัดเพียงวันละ 2 รอบเท่านั้น ในช่วงเวลา 13.00 น. และ 16.00 น. สายช็อป GI ห้ามพลาดเด็ดขาด

    กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เน้นย้ำเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสินค้า GI อย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายตลาดสินค้า GI โดยยกระดับความร่วมมือกับเครือข่ายโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยการนำสินค้า GI เข้าร่วมงาน OTOP City 2025 ครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปิดพื้นที่ทางการตลาด สร้างการรับรู้ และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้สินค้า GI ไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สามารถสร้างคุณค่าและรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/984239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ndYsdE4iOEpXXiYZ_71_m

  • “พาณิชย์” ยกทัพสินค้า GI ตัวท็อปจากชุมชน บุกตลาด OTOP City 2025 เปิดประสบการณ์ช็อปของดีอัตลักษณ์ไทย หนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

    เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมทรัพย์สินทางปัญญา เข้าร่วมพิธีเปิดงาน OTOP City 2025 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำขบวนผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) 18 รายการจากท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายในงานอย่างคึกคักโชว์ศักยภาพสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นไทย และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 28 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้ายกระดับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนสู่สินค้าเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง ผ่านการขึ้นทะเบียน
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ควบคู่กับการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในหลายมิติ พร้อมเร่งส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ให้เข้าถึงผู้บริโภคในตลาดที่หลากหลาย เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ผลิต โดยสินค้าGI ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Quick Big Win ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์โดดเด่น สามารถนำมาต่อยอดเชิงพาณิชย์และสร้างความแตกต่างในตลาดได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้ผนึกกำลังกับ กระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาชุมชน ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ในงานมหกรรมสินค้า OTOP ครั้งใหญ่ส่งท้ายปี โดยเล็งเห็นว่าสินค้า GI และสินค้า OTOP ต่างมีจุดร่วมสำคัญคือการเป็นสินค้าจากฐานชุมชนที่ใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นจุดแข็งและจุดขายอย่างไรก็ดี สินค้า GI มีความแตกต่างในด้านการคุ้มครองสิทธิ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีคุณลักษณะเฉพาะเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีกระบวนการผลิตในพื้นที่เฉพาะและมีระบบควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ในโอกาสนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้ยกขบวนสินค้า GIเด่น 18 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมจำหน่ายในงาน “OTOP City 2025” ตั้งแต่วันที่ 20 – 28 ธันวาคม 2568 โดยสินค้าที่เข้าร่วม ประกอบด้วย สินค้า GI กลุ่มข้าวและอาหาร 9รายการ ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ปลาช่อนแม่ลา (สิงห์บุรี) ไข่เค็มไชยา (สุราษฎร์ธานี) หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ ขนมหม้อแกงเมืองเพชร (เพชรบุรี) กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก และกาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) สินค้า GI กลุ่มผลไม้ 4 รายการ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมสามพราน (นครปฐม) มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) และส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม รวมทั้งสินค้า GI กลุ่มงานหัตถกรรม 5 รายการ ได้แก่ ผ้าหม้อห้อมแพร่ ชามไก่ลำปาง ครกหินอ่างศิลา (ชลบุรี) เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน (นครราชสีมา) และเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด (นนทบุรี)

    ทั้งนี้ สินค้า GI ทั้ง 18 รายการ ล้วนเป็นของดีที่มีชื่อเสียงครองใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 6,082 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถแวะมาชม ชิม ช็อปสินค้า GI ของแท้ส่งตรงจากแหล่งผลิต ได้ที่บูธ GI Pavilion (เสาที่ 34–35 โซน FF-GG) อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. และเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์นี้ (27 – 28 ธันวาคม 2568) กรมฯ เตรียมมอบของขวัญพิเศษในช่วงนาทีทองให้แก่ผู้ร่วมงาน เป็นเซ็ตของขวัญ GI ราคาพิเศษที่หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน จำกัดเพียงวันละ 2 รอบเท่านั้น ในช่วงเวลา 13.00 น. และ 16.00 น. สายช็อป GI ห้ามพลาดเด็ดขาด

    กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เน้นย้ำเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสินค้า GI อย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายตลาดสินค้า GI โดยยกระดับความร่วมมือกับเครือข่ายโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยการนำสินค้า GI เข้าร่วมงาน OTOP City 2025 ครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปิดพื้นที่ทางการตลาด สร้างการรับรู้ และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้สินค้า GI ไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สามารถสร้างคุณค่าและรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/984239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ndYsdE4iOEpXXiYZ_71_m

  • ไม่ถูกใจไรเดอร์  ทำ อิสริยะ สะดุดการเมือง

    กระบวนการรับรอบผู้สมัครส.ส.พรรคประชาชน เพื่อรอบรองผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต เกิดประเด็นที่หลายคนสนใจ โดยเฉพาะคนสายเทค เมื่อ อิสริยะ ไพรพ่ายฤทธิ์ อดีตรองประธาน LINE MAN Wongnai ไม่ผ่านไพรมารี โหวดด้วยเหตุผล ทัศนคติไม่สอดคล้องกับนโยบายของพรรค โดยเฉพาะประเด็น นิยามลูกจ้าง การคุ้มครอบแรงงาน และการไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับไรเดอร์​ 

    ย้อนไป มาร์ค อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ วิศวกรจากคณะวิศวะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผันตัวมาทำงานสื่อ blognone หลังจากมีประสบการทำงานกับอินเทอร์เน็ตประเทศไทย มาร์ค ถูกจดจำ ในฐานะการเป็นสื่อไอที ที่มีความแตกต่างจากสื่อไอที ทั่วไป เคยปรากฎ วิวาทะ กับ สื่อ ด้วยกัน ด้วยมุมมองในการทำหน้าที่ที่แตกต่างกันมาแล้ว แต่ก็เป็นการไม่ตรงกันในการทำหน้าที่

    อิสริยะ มีความสนใจการเมืองมากมาสักพักใหญ่  ความสัมพันธ์กับพรรคประชาชน มีความเข้มแข็ง จนทำให้ตัดสินใจทิ้งงานเอกชน ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง แล้วมาทำงานการเมือง

    เหตุผลที่ทำให้ อิสริยะ ไม่ผ่านไพรมารี โหวด จริงๆ แล้วน่าจะมาจาก การทำหน้าที่ผู้บริหารของ Lineman Wongnai ที่ต้อง ติดต่อ พบเจอ กับ ไรเดอร์ อยู่ตลอด มาระยะหลังที่ ธุรกิจบริการรถสาธารณะไม่เหมือนเดิม ธุรกิจไรเดอร์ที่เคยเติบโตมาก ช่วงโควิด กลายเป็นไม่เหมือนเดิม เมื่อคนเมืองกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แพลตฟอร์มที่แบกต้นทุนไว้ก็เริ่มมีผลกระทบ สุดท้ายจึงทำให้ผลตอบแทนที่ไรเดอร์เคยได้ลดลง และตรงนี้เองทำให้ เหล่าไรเดอร์ไม่พอใจมากๆ  อิสริยะ ในฐานะคนที่ดีลตรงกับไรเดอร์ จึงถูกจดจำจากไรเดอร์ เรื่อง ผิดสสัญญาที่เคยให้ไว้

    ทีมเศรษฐกิจ ของแคนดิจเดตนายกรัฐมนตรี

    การไม่ผ่านไพรมารีโหวต ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ที่สุด ยังมีการขอฟังความคิดเห็นของประชาชนจากภาคอื่น และไม่ว่าจะเป็นยังไง อนาคตของ มาร์ค อิสริยะ กับพรรคประชาชน น่าจะยัแเดินหน้าต่อไปแบบไม่มีปัญหา เพราะมาร์ค อยู่ในทีมเศรษฐกิจ ของพรรค ที่มีหัวเรือ คือ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนเดตนายกรัฐมนตรี

    ความสำคัญของอิสริยะ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคด้านไฮเทค ความรู้ความเชี่ยวชาญ มีส่วนสำคัญในกับพรรคประชาชน ดังนั้น เรื่องไม่ถูกใจไรเดอร์ของ อิสริยะ จึงเป็นความ ไม่ถูกใจ ของคนบางส่วน และเหมือนเป็นวิบากกรรมที่ต้องเผชิญ ไม่ได้มีอะไรต้องน่ากังวล ถ้าทะเลาะกับใครในพรรค ในมุมมองที่แตกต่างกัน อันนี้น่าเป็นห่วง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/displeased-riders-causing-issariya-stumble-politics&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gxuNwc7gZzMFcEKg4mmbL

  • “พาณิชย์” ยกทัพสินค้า GI ตัวท็อปจากชุมชน บุกตลาด OTOP City 2025 เปิดประสบการณ์ช็อปของดีอัตลักษณ์ไทย หนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

    เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมทรัพย์สินทางปัญญา เข้าร่วมพิธีเปิดงาน OTOP City 2025 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำขบวนผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) 18 รายการจากท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายในงานอย่างคึกคักโชว์ศักยภาพสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นไทย และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 28 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้ายกระดับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนสู่สินค้าเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง ผ่านการขึ้นทะเบียน
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ควบคู่กับการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในหลายมิติ พร้อมเร่งส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ให้เข้าถึงผู้บริโภคในตลาดที่หลากหลาย เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ผลิต โดยสินค้าGI ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Quick Big Win ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์โดดเด่น สามารถนำมาต่อยอดเชิงพาณิชย์และสร้างความแตกต่างในตลาดได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้ผนึกกำลังกับ กระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาชุมชน ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ในงานมหกรรมสินค้า OTOP ครั้งใหญ่ส่งท้ายปี โดยเล็งเห็นว่าสินค้า GI และสินค้า OTOP ต่างมีจุดร่วมสำคัญคือการเป็นสินค้าจากฐานชุมชนที่ใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นจุดแข็งและจุดขายอย่างไรก็ดี สินค้า GI มีความแตกต่างในด้านการคุ้มครองสิทธิ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีคุณลักษณะเฉพาะเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีกระบวนการผลิตในพื้นที่เฉพาะและมีระบบควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ในโอกาสนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้ยกขบวนสินค้า GIเด่น 18 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมจำหน่ายในงาน “OTOP City 2025” ตั้งแต่วันที่ 20 – 28 ธันวาคม 2568 โดยสินค้าที่เข้าร่วม ประกอบด้วย สินค้า GI กลุ่มข้าวและอาหาร 9รายการ ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ปลาช่อนแม่ลา (สิงห์บุรี) ไข่เค็มไชยา (สุราษฎร์ธานี) หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ ขนมหม้อแกงเมืองเพชร (เพชรบุรี) กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก และกาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) สินค้า GI กลุ่มผลไม้ 4 รายการ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมสามพราน (นครปฐม) มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) และส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม รวมทั้งสินค้า GI กลุ่มงานหัตถกรรม 5 รายการ ได้แก่ ผ้าหม้อห้อมแพร่ ชามไก่ลำปาง ครกหินอ่างศิลา (ชลบุรี) เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน (นครราชสีมา) และเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด (นนทบุรี)

    ทั้งนี้ สินค้า GI ทั้ง 18 รายการ ล้วนเป็นของดีที่มีชื่อเสียงครองใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 6,082 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถแวะมาชม ชิม ช็อปสินค้า GI ของแท้ส่งตรงจากแหล่งผลิต ได้ที่บูธ GI Pavilion (เสาที่ 34–35 โซน FF-GG) อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. และเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์นี้ (27 – 28 ธันวาคม 2568) กรมฯ เตรียมมอบของขวัญพิเศษในช่วงนาทีทองให้แก่ผู้ร่วมงาน เป็นเซ็ตของขวัญ GI ราคาพิเศษที่หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน จำกัดเพียงวันละ 2 รอบเท่านั้น ในช่วงเวลา 13.00 น. และ 16.00 น. สายช็อป GI ห้ามพลาดเด็ดขาด

    กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เน้นย้ำเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสินค้า GI อย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายตลาดสินค้า GI โดยยกระดับความร่วมมือกับเครือข่ายโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยการนำสินค้า GI เข้าร่วมงาน OTOP City 2025 ครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปิดพื้นที่ทางการตลาด สร้างการรับรู้ และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้สินค้า GI ไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สามารถสร้างคุณค่าและรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/984239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ndYsdE4iOEpXXiYZ_71_m

  • ไม่ถูกใจไรเดอร์  ทำ อิสริยะ สะดุดการเมือง

    กระบวนการรับรอบผู้สมัครส.ส.พรรคประชาชน เพื่อรอบรองผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต เกิดประเด็นที่หลายคนสนใจ โดยเฉพาะคนสายเทค เมื่อ อิสริยะ ไพรพ่ายฤทธิ์ อดีตรองประธาน LINE MAN Wongnai ไม่ผ่านไพรมารี โหวดด้วยเหตุผล ทัศนคติไม่สอดคล้องกับนโยบายของพรรค โดยเฉพาะประเด็น นิยามลูกจ้าง การคุ้มครอบแรงงาน และการไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับไรเดอร์​ 

    ย้อนไป มาร์ค อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ วิศวกรจากคณะวิศวะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผันตัวมาทำงานสื่อ blognone หลังจากมีประสบการทำงานกับอินเทอร์เน็ตประเทศไทย มาร์ค ถูกจดจำ ในฐานะการเป็นสื่อไอที ที่มีความแตกต่างจากสื่อไอที ทั่วไป เคยปรากฎ วิวาทะ กับ สื่อ ด้วยกัน ด้วยมุมมองในการทำหน้าที่ที่แตกต่างกันมาแล้ว แต่ก็เป็นการไม่ตรงกันในการทำหน้าที่

    อิสริยะ มีความสนใจการเมืองมากมาสักพักใหญ่  ความสัมพันธ์กับพรรคประชาชน มีความเข้มแข็ง จนทำให้ตัดสินใจทิ้งงานเอกชน ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง แล้วมาทำงานการเมือง

    เหตุผลที่ทำให้ อิสริยะ ไม่ผ่านไพรมารี โหวด จริงๆ แล้วน่าจะมาจาก การทำหน้าที่ผู้บริหารของ Lineman Wongnai ที่ต้อง ติดต่อ พบเจอ กับ ไรเดอร์ อยู่ตลอด มาระยะหลังที่ ธุรกิจบริการรถสาธารณะไม่เหมือนเดิม ธุรกิจไรเดอร์ที่เคยเติบโตมาก ช่วงโควิด กลายเป็นไม่เหมือนเดิม เมื่อคนเมืองกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แพลตฟอร์มที่แบกต้นทุนไว้ก็เริ่มมีผลกระทบ สุดท้ายจึงทำให้ผลตอบแทนที่ไรเดอร์เคยได้ลดลง และตรงนี้เองทำให้ เหล่าไรเดอร์ไม่พอใจมากๆ  อิสริยะ ในฐานะคนที่ดีลตรงกับไรเดอร์ จึงถูกจดจำจากไรเดอร์ เรื่อง ผิดสสัญญาที่เคยให้ไว้

    ทีมเศรษฐกิจ ของแคนดิจเดตนายกรัฐมนตรี

    การไม่ผ่านไพรมารีโหวต ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ที่สุด ยังมีการขอฟังความคิดเห็นของประชาชนจากภาคอื่น และไม่ว่าจะเป็นยังไง อนาคตของ มาร์ค อิสริยะ กับพรรคประชาชน น่าจะยัแเดินหน้าต่อไปแบบไม่มีปัญหา เพราะมาร์ค อยู่ในทีมเศรษฐกิจ ของพรรค ที่มีหัวเรือ คือ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนเดตนายกรัฐมนตรี

    ความสำคัญของอิสริยะ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคด้านไฮเทค ความรู้ความเชี่ยวชาญ มีส่วนสำคัญในกับพรรคประชาชน ดังนั้น เรื่องไม่ถูกใจไรเดอร์ของ อิสริยะ จึงเป็นความ ไม่ถูกใจ ของคนบางส่วน และเหมือนเป็นวิบากกรรมที่ต้องเผชิญ ไม่ได้มีอะไรต้องน่ากังวล ถ้าทะเลาะกับใครในพรรค ในมุมมองที่แตกต่างกัน อันนี้น่าเป็นห่วง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/displeased-riders-causing-issariya-stumble-politics&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gxuNwc7gZzMFcEKg4mmbL

  • ไม่ถูกใจไรเดอร์  ทำ อิสริยะ สะดุดการเมือง

    กระบวนการรับรอบผู้สมัครส.ส.พรรคประชาชน เพื่อรอบรองผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต เกิดประเด็นที่หลายคนสนใจ โดยเฉพาะคนสายเทค เมื่อ อิสริยะ ไพรพ่ายฤทธิ์ อดีตรองประธาน LINE MAN Wongnai ไม่ผ่านไพรมารี โหวดด้วยเหตุผล ทัศนคติไม่สอดคล้องกับนโยบายของพรรค โดยเฉพาะประเด็น นิยามลูกจ้าง การคุ้มครอบแรงงาน และการไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับไรเดอร์​ 

    ย้อนไป มาร์ค อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ วิศวกรจากคณะวิศวะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผันตัวมาทำงานสื่อ blognone หลังจากมีประสบการทำงานกับอินเทอร์เน็ตประเทศไทย มาร์ค ถูกจดจำ ในฐานะการเป็นสื่อไอที ที่มีความแตกต่างจากสื่อไอที ทั่วไป เคยปรากฎ วิวาทะ กับ สื่อ ด้วยกัน ด้วยมุมมองในการทำหน้าที่ที่แตกต่างกันมาแล้ว แต่ก็เป็นการไม่ตรงกันในการทำหน้าที่

    อิสริยะ มีความสนใจการเมืองมากมาสักพักใหญ่  ความสัมพันธ์กับพรรคประชาชน มีความเข้มแข็ง จนทำให้ตัดสินใจทิ้งงานเอกชน ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง แล้วมาทำงานการเมือง

    เหตุผลที่ทำให้ อิสริยะ ไม่ผ่านไพรมารี โหวด จริงๆ แล้วน่าจะมาจาก การทำหน้าที่ผู้บริหารของ Lineman Wongnai ที่ต้อง ติดต่อ พบเจอ กับ ไรเดอร์ อยู่ตลอด มาระยะหลังที่ ธุรกิจบริการรถสาธารณะไม่เหมือนเดิม ธุรกิจไรเดอร์ที่เคยเติบโตมาก ช่วงโควิด กลายเป็นไม่เหมือนเดิม เมื่อคนเมืองกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แพลตฟอร์มที่แบกต้นทุนไว้ก็เริ่มมีผลกระทบ สุดท้ายจึงทำให้ผลตอบแทนที่ไรเดอร์เคยได้ลดลง และตรงนี้เองทำให้ เหล่าไรเดอร์ไม่พอใจมากๆ  อิสริยะ ในฐานะคนที่ดีลตรงกับไรเดอร์ จึงถูกจดจำจากไรเดอร์ เรื่อง ผิดสสัญญาที่เคยให้ไว้

    ทีมเศรษฐกิจ ของแคนดิจเดตนายกรัฐมนตรี

    การไม่ผ่านไพรมารีโหวต ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ที่สุด ยังมีการขอฟังความคิดเห็นของประชาชนจากภาคอื่น และไม่ว่าจะเป็นยังไง อนาคตของ มาร์ค อิสริยะ กับพรรคประชาชน น่าจะยัแเดินหน้าต่อไปแบบไม่มีปัญหา เพราะมาร์ค อยู่ในทีมเศรษฐกิจ ของพรรค ที่มีหัวเรือ คือ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนเดตนายกรัฐมนตรี

    ความสำคัญของอิสริยะ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคด้านไฮเทค ความรู้ความเชี่ยวชาญ มีส่วนสำคัญในกับพรรคประชาชน ดังนั้น เรื่องไม่ถูกใจไรเดอร์ของ อิสริยะ จึงเป็นความ ไม่ถูกใจ ของคนบางส่วน และเหมือนเป็นวิบากกรรมที่ต้องเผชิญ ไม่ได้มีอะไรต้องน่ากังวล ถ้าทะเลาะกับใครในพรรค ในมุมมองที่แตกต่างกัน อันนี้น่าเป็นห่วง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/displeased-riders-causing-issariya-stumble-politics&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gxuNwc7gZzMFcEKg4mmbL