Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จากสงครามสู่โต๊ะเจรจา แต่กติกายังอยู่ในมือผู้ชนะ กรณีศึกษาแผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน

    แผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงความพยายามยุติสงคราม แต่คือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก เปิดทางให้รัสเซียได้ดินแดน ความชอบธรรม และการกลับสู่เวทีเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับข้อเสนอที่เสียเปรียบหลายข้อที่แฝงมาในนามของสันติภาพ

    ร่างเอกสารดังกล่าว ซึ่งสำนักข่าว Associated Press ได้รับมาจากวงเจรจาลับระหว่างวอชิงตันกับมอสโกเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ไม่เพียงเสนอทางออกของสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 แต่แท้จริงแล้วคือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก โดยมีรัสเซียเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับความจริงเชิงอำนาจภายใต้ชื่อเรียกว่าสันติภาพ
    แผนนี้ถูกออกแบบโดยสตีฟ วิตคอฟฟ์ ตัวแทนเจรจาของทรัมป์ ร่วมกับคิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้แทนพิเศษด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างประเทศของประธานาธิบดีรัสเซีย และมีเนื้อหาที่เหมือนถอดแบบมาจากข้อเรียกร้องของวลาดิเมียร์ ปูติน แทบทุกประการ ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการพิเศษทางทหารเต็มรูปแบบของรัสเซียที่ยูเครนเมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว

    หัวใจของแผน 28 ข้ออยู่ที่การบังคับให้ยูเครนยอมสละดินแดนหลัก ได้แก่ ไครเมีย ลูฮันสก์ และโดเนตสก์ ให้รัสเซียอย่างถาวร แม้ยูเครนจะยังควบคุมพื้นที่บางส่วนของโดเนตสก์อยู่ก็ตาม ส่วนแคว้นเคอร์ซอนและซาโปริซเซีย จะถูกแช่แข็งตามแนวรบปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับการยอมรับสถานะ de facto ของการยึดครอง (สถานะที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ แม้จะยังไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือใครคุมพื้นที่ได้จริง ใครใช้อำนาจจริง นั่นคือ de facto แม้ในทางกฎหมายจะยังไม่ถือว่าเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิ์โดยชอบก็ตาม)
    ในทางภูมิรัฐศาสตร์ นี่ไม่ใช่แค่การยุติสงคราม แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า การใช้กำลังยึดดินแดนสามารถถูกทำให้ชอบธรรมได้ หากฝ่ายผู้รุกรานมีอำนาจต่อรองมากพอในโต๊ะเจรจา

    แผนสันติภาพนี้ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นการที่ยูเครนต้องยอมสละดินแดนบางส่วนให้กับรัสเซีย 


    วลาดิเมียร์ ปูติน
    แม้แผนสันติภาพฉบับนี้จะระบุว่าอธิปไตยของยูเครนจะได้รับการการันตี แต่การให้คำมั่นสัญญาดังกล่าวกลับสวนทางกับเนื้อหาของแผนนี้ทั้งหมด เพราะยูเครนถูกบังคับให้แก้รัฐธรรมนูญ ห้ามเข้าร่วมนาโตอย่างถาวร มิหนำซ้ำยังต้องลดกำลังทหารจากราว 880,000 นาย เหลือไม่เกิน 600,000 นาย และยอมให้การรับประกันความมั่นคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดฝ่ายเดียว
    ความคลุมเครือของหลักประกันความมั่นคงของยูเครน คือกับดักเชิงโครงสร้างของแผนนี้ เพราะแม้จะพูดถึงการตอบโต้ทางทหารอย่างเด็ดขาด หากรัสเซียรุกรานอีกครั้ง แต่ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายว่ากองทัพสหรัฐฯ หรือนาโตต้องเข้าป้องกันยูเครนจริงหรือไม่ ขณะที่หากยูเครนโจมตีรัสเซีย แม้จะอ้างการป้องกันตนเอง หลักประกันทั้งหมดอาจถูกยกเลิกทันที
    ยิ่งไปกว่านั้น แผนการนี้แทบไม่ปิดบังบทบาทของ ‘ผู้ชนะ’ เพราะรัสเซียจะค่อยๆ หลุดพ้นจากวงล้อมการคว่ำบาตรจากตะวันตก กลับเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจโลกในฐานะสมาชิก G8 อีกครั้ง และเปิดฉากจับมือกับสหรัฐฯ ในความร่วมมือระยะยาวด้านต่างๆ ตั้งแต่พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำยุคอย่างปัญญาประดิษฐ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการพัฒนาแหล่งแร่หายากในอาร์กติก ภาพที่ปรากฏชัดคือ จากประเทศที่ถูกโดดเดี่ยว รัสเซียกำลังถูกดึงกลับสู่โต๊ะใหญ่ของโลกเศรษฐกิจ ไม่ใช่ในฐานะผู้แพ้สงคราม แต่ในฐานะคู่เจรจาที่ได้กำหนดเงื่อนไขของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัสเซียไม่เพียงไม่ถูกลงโทษจากการรุกราน แต่กลับถูกรีเซ็ตสถานะมหาอำนาจผ่าแผนสันติภาพของสหรัฐฯ
    โวโลดีมีร์ เซเลนสกี
    แม้ยูเครนเองถูกเสนอให้เข้าร่วมสหภาพยุโรป และได้รับแพ็กเกจฟื้นฟูขนาดใหญ่ ตั้งแต่กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการร่วมบริหารท่อก๊าซกับสหรัฐฯ โดยใช้เงินจากทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ผลกำไรครึ่งหนึ่งจะกลับไปสหรัฐฯ และส่วนที่เหลือของทรัพย์สินรัสเซียจะถูกนำไปตั้งกองทุนร่วมสหรัฐฯ–รัสเซีย เพื่อสร้างแรงจูงใจไม่ให้เกิดสงครามอีก ในมุมมองของยูเครน นี่ไม่ใช่การเยียวยาความเสียหายของผู้ถูกกระทำ แต่คือการแปลงสงครามให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของสองมหาอำนาจ 
    ปฏิกิริยาของยุโรปสะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน โดย เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เตือนว่าสหรัฐฯ อาจทรยศยูเครนในประเด็นดินแดนที่มีข้อพิพาท ขณะที่ ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีระบุว่าวอชิงตันกำลังเล่นเกมล่าผลประโยชน์ ส่วนอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ผู้นำฟินแลนด์พูดตรงไปตรงมาว่า “เราไม่สามารถปล่อยให้ยูเครนอยู่ลำพังกับคนกลุ่มนี้ได้”
    ความน่ากังวลที่สุดของฝ่ายตะวันตกที่เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมทำให้สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อคือการที่ยุโรปแทบไม่มีบทบาทในร่างเอกสารนี้ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของตนเอง นักการทูตยุโรประดับสูงรายหนึ่งถึงกับกล่าวว่า นี่คือกระบวนการเจรจาที่ไร้ความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง และยูเครนถูกบังคับให้ต้องปิดตาแกล้งเล่นตามเกมที่ถูกชักใย ทั้งที่ข้อเรียกร้องหลายประการเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
    ไม่เพียงเท่านี้ ในสนามรบ รัสเซียกลับยิ่งได้เปรียบจากความไม่แน่นอน หลังการเจรจาที่ไมอามี มอสโกเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ ส่งโดรนกว่า 650 ลำและขีปนาวุธ 51 ลูกถล่มโครงสร้างพลังงานของยูเครน พร้อมกันนั้น ปูตินประกาศชัดว่าดอนบาสคือส่วนหนึ่งของรัสเซียโดยสมบูรณ์ และพร้อมยึดพื้นที่ที่เหลือด้วยกำลังหากจำเป็น


    หากมีเอกสารชิ้นใดสะท้อนการเมืองของผู้ชนะได้อย่างเปลือยเปล่าที่สุดในสมรภูมิการรบยุคใหม่ เแผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ คือหนึ่งในนั้น


    แน่นอนว่า วลาดิเมียร์ ปูติน และรัฐบาลรัสเซีย แสดงท่าทีเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อแผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ–รัสเซียว่าด้วยสงครามยูเครน โดยมองว่าแผนดังกล่าวอาจใช้เป็นฐานสำคัญสำหรับการเจรจายุติสงครามได้ แม้เนื้อหาจะยังอยู่ระหว่างการปรับแก้ แต่ปูตินส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าหารือต่อ พร้อมชี้ชัดว่าการคัดค้านจากฝ่ายยูเครนคืออุปสรรคสำคัญ

    ปูตินกล่าวระหว่างการประชุมสภาความมั่นคงว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ อาจใช้เป็นรากฐานของข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ย้ำว่ายังจำเป็นต้องมีการเจรจาเชิงลึกในรายละเอียดเพิ่มเติม
    ต่อมา ระหว่างการเยือนคีร์กีซสถาน เขาระบุว่าโดยภาพรวมของแผนดังกล่าวสามารถยอมรับได้ในฐานะกรอบการทำงาน พร้อมให้เครดิตว่าสหรัฐฯ ได้คำนึงถึงจุดยืนและผลประโยชน์ของรัสเซีย ปูตินยังเชื่อมโยงแผนนี้กับการหารือก่อนหน้านี้กับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะแลสกา และแสดงความพร้อมที่จะยืดหยุ่น หากการเจรจาเดินหน้าอย่างจริงจัง

    อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแผนนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่คือใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ หากเกิดขึ้นจริง คำตอบที่ไร้ข้อกังขาคือรัสเซียได้เปรียบมากที่สุด ทั้งดินแดน ความชอบธรรมทางการเมือง การกลับคืนสู่เศรษฐกิจโลก และเวลาสำหรับฟื้นกำลังทหาร ด้านสหรัฐฯ ได้หน้าไปเต็มๆ รับบทผู้กำหนดกติกาโลกใหม่ ลดภาระการสนับสนุนระยะยาว และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล ส่วนยุโรป กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกลดบทบาท และต้องแบกรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาว และแน่นอนว่ายูเครนคือผู้สูญเสียสูงสุด ทั้งสูญเสียดินแดน อธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ และถูกผูกมัดด้วยข้อตกลงที่กฎหมายระหว่างประเทศอาจถือว่าเป็นโมฆะเพราะเกิดจากการบังคับด้วยกำลัง
    ดังที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศในเคียฟชี้ชัด ข้อตกลงใดที่เกิดจากการคุกคามหรือยึดครอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดความยินยอมโดยแท้ และไม่สามารถลบล้างสิทธิของยูเครนในการทวงคืนดินแดนในอนาคตได้
    หากแผนสันติภาพนี้เดินหน้าต่อไป สิ่งที่โลกอาจได้รับอาจไม่ใช่สันติภาพในอุดมคติอย่างที่ถูกนำเสนอ หากแต่เป็นเพียงการหยุดยิงที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน และยังเปิดช่องให้ความขัดแย้งกลับมาปะทุได้อีกครั้ง ท่ามกลางดุลอำนาจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและถ่วงดุลกันอย่างซับซ้อน ระหว่างรัสเซีย จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
    สันติภาพเช่นนี้ จึงอาจไม่ใช่จุดจบของสงครามยูเครน หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของระเบียบความมั่นคงโลกยุคใหม่ ที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นยุทธศาสตร์ และการเจรจา กลายเป็นอาวุธรูปแบบใหม่ในสมรภูมิการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

    ที่มา :


    Post Views: 184

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/12/21/ukraine-peace-plan-28-points-trump-putin/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PTu5r4_54LyCsf0n_HVtO

  • จากสงครามสู่โต๊ะเจรจา แต่กติกายังอยู่ในมือผู้ชนะ กรณีศึกษาแผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน

    แผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงความพยายามยุติสงคราม แต่คือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก เปิดทางให้รัสเซียได้ดินแดน ความชอบธรรม และการกลับสู่เวทีเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับข้อเสนอที่เสียเปรียบหลายข้อที่แฝงมาในนามของสันติภาพ

    ร่างเอกสารดังกล่าว ซึ่งสำนักข่าว Associated Press ได้รับมาจากวงเจรจาลับระหว่างวอชิงตันกับมอสโกเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ไม่เพียงเสนอทางออกของสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 แต่แท้จริงแล้วคือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก โดยมีรัสเซียเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับความจริงเชิงอำนาจภายใต้ชื่อเรียกว่าสันติภาพ
    แผนนี้ถูกออกแบบโดยสตีฟ วิตคอฟฟ์ ตัวแทนเจรจาของทรัมป์ ร่วมกับคิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้แทนพิเศษด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างประเทศของประธานาธิบดีรัสเซีย และมีเนื้อหาที่เหมือนถอดแบบมาจากข้อเรียกร้องของวลาดิเมียร์ ปูติน แทบทุกประการ ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการพิเศษทางทหารเต็มรูปแบบของรัสเซียที่ยูเครนเมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว

    หัวใจของแผน 28 ข้ออยู่ที่การบังคับให้ยูเครนยอมสละดินแดนหลัก ได้แก่ ไครเมีย ลูฮันสก์ และโดเนตสก์ ให้รัสเซียอย่างถาวร แม้ยูเครนจะยังควบคุมพื้นที่บางส่วนของโดเนตสก์อยู่ก็ตาม ส่วนแคว้นเคอร์ซอนและซาโปริซเซีย จะถูกแช่แข็งตามแนวรบปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับการยอมรับสถานะ de facto ของการยึดครอง (สถานะที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ แม้จะยังไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือใครคุมพื้นที่ได้จริง ใครใช้อำนาจจริง นั่นคือ de facto แม้ในทางกฎหมายจะยังไม่ถือว่าเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิ์โดยชอบก็ตาม)
    ในทางภูมิรัฐศาสตร์ นี่ไม่ใช่แค่การยุติสงคราม แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า การใช้กำลังยึดดินแดนสามารถถูกทำให้ชอบธรรมได้ หากฝ่ายผู้รุกรานมีอำนาจต่อรองมากพอในโต๊ะเจรจา

    แผนสันติภาพนี้ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นการที่ยูเครนต้องยอมสละดินแดนบางส่วนให้กับรัสเซีย 


    วลาดิเมียร์ ปูติน
    แม้แผนสันติภาพฉบับนี้จะระบุว่าอธิปไตยของยูเครนจะได้รับการการันตี แต่การให้คำมั่นสัญญาดังกล่าวกลับสวนทางกับเนื้อหาของแผนนี้ทั้งหมด เพราะยูเครนถูกบังคับให้แก้รัฐธรรมนูญ ห้ามเข้าร่วมนาโตอย่างถาวร มิหนำซ้ำยังต้องลดกำลังทหารจากราว 880,000 นาย เหลือไม่เกิน 600,000 นาย และยอมให้การรับประกันความมั่นคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดฝ่ายเดียว
    ความคลุมเครือของหลักประกันความมั่นคงของยูเครน คือกับดักเชิงโครงสร้างของแผนนี้ เพราะแม้จะพูดถึงการตอบโต้ทางทหารอย่างเด็ดขาด หากรัสเซียรุกรานอีกครั้ง แต่ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายว่ากองทัพสหรัฐฯ หรือนาโตต้องเข้าป้องกันยูเครนจริงหรือไม่ ขณะที่หากยูเครนโจมตีรัสเซีย แม้จะอ้างการป้องกันตนเอง หลักประกันทั้งหมดอาจถูกยกเลิกทันที
    ยิ่งไปกว่านั้น แผนการนี้แทบไม่ปิดบังบทบาทของ ‘ผู้ชนะ’ เพราะรัสเซียจะค่อยๆ หลุดพ้นจากวงล้อมการคว่ำบาตรจากตะวันตก กลับเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจโลกในฐานะสมาชิก G8 อีกครั้ง และเปิดฉากจับมือกับสหรัฐฯ ในความร่วมมือระยะยาวด้านต่างๆ ตั้งแต่พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำยุคอย่างปัญญาประดิษฐ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการพัฒนาแหล่งแร่หายากในอาร์กติก ภาพที่ปรากฏชัดคือ จากประเทศที่ถูกโดดเดี่ยว รัสเซียกำลังถูกดึงกลับสู่โต๊ะใหญ่ของโลกเศรษฐกิจ ไม่ใช่ในฐานะผู้แพ้สงคราม แต่ในฐานะคู่เจรจาที่ได้กำหนดเงื่อนไขของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัสเซียไม่เพียงไม่ถูกลงโทษจากการรุกราน แต่กลับถูกรีเซ็ตสถานะมหาอำนาจผ่าแผนสันติภาพของสหรัฐฯ
    โวโลดีมีร์ เซเลนสกี
    แม้ยูเครนเองถูกเสนอให้เข้าร่วมสหภาพยุโรป และได้รับแพ็กเกจฟื้นฟูขนาดใหญ่ ตั้งแต่กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการร่วมบริหารท่อก๊าซกับสหรัฐฯ โดยใช้เงินจากทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ผลกำไรครึ่งหนึ่งจะกลับไปสหรัฐฯ และส่วนที่เหลือของทรัพย์สินรัสเซียจะถูกนำไปตั้งกองทุนร่วมสหรัฐฯ–รัสเซีย เพื่อสร้างแรงจูงใจไม่ให้เกิดสงครามอีก ในมุมมองของยูเครน นี่ไม่ใช่การเยียวยาความเสียหายของผู้ถูกกระทำ แต่คือการแปลงสงครามให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของสองมหาอำนาจ 
    ปฏิกิริยาของยุโรปสะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน โดย เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เตือนว่าสหรัฐฯ อาจทรยศยูเครนในประเด็นดินแดนที่มีข้อพิพาท ขณะที่ ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีระบุว่าวอชิงตันกำลังเล่นเกมล่าผลประโยชน์ ส่วนอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ผู้นำฟินแลนด์พูดตรงไปตรงมาว่า “เราไม่สามารถปล่อยให้ยูเครนอยู่ลำพังกับคนกลุ่มนี้ได้”
    ความน่ากังวลที่สุดของฝ่ายตะวันตกที่เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมทำให้สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อคือการที่ยุโรปแทบไม่มีบทบาทในร่างเอกสารนี้ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของตนเอง นักการทูตยุโรประดับสูงรายหนึ่งถึงกับกล่าวว่า นี่คือกระบวนการเจรจาที่ไร้ความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง และยูเครนถูกบังคับให้ต้องปิดตาแกล้งเล่นตามเกมที่ถูกชักใย ทั้งที่ข้อเรียกร้องหลายประการเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
    ไม่เพียงเท่านี้ ในสนามรบ รัสเซียกลับยิ่งได้เปรียบจากความไม่แน่นอน หลังการเจรจาที่ไมอามี มอสโกเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ ส่งโดรนกว่า 650 ลำและขีปนาวุธ 51 ลูกถล่มโครงสร้างพลังงานของยูเครน พร้อมกันนั้น ปูตินประกาศชัดว่าดอนบาสคือส่วนหนึ่งของรัสเซียโดยสมบูรณ์ และพร้อมยึดพื้นที่ที่เหลือด้วยกำลังหากจำเป็น


    หากมีเอกสารชิ้นใดสะท้อนการเมืองของผู้ชนะได้อย่างเปลือยเปล่าที่สุดในสมรภูมิการรบยุคใหม่ เแผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ คือหนึ่งในนั้น


    แน่นอนว่า วลาดิเมียร์ ปูติน และรัฐบาลรัสเซีย แสดงท่าทีเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อแผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ–รัสเซียว่าด้วยสงครามยูเครน โดยมองว่าแผนดังกล่าวอาจใช้เป็นฐานสำคัญสำหรับการเจรจายุติสงครามได้ แม้เนื้อหาจะยังอยู่ระหว่างการปรับแก้ แต่ปูตินส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าหารือต่อ พร้อมชี้ชัดว่าการคัดค้านจากฝ่ายยูเครนคืออุปสรรคสำคัญ

    ปูตินกล่าวระหว่างการประชุมสภาความมั่นคงว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ อาจใช้เป็นรากฐานของข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ย้ำว่ายังจำเป็นต้องมีการเจรจาเชิงลึกในรายละเอียดเพิ่มเติม
    ต่อมา ระหว่างการเยือนคีร์กีซสถาน เขาระบุว่าโดยภาพรวมของแผนดังกล่าวสามารถยอมรับได้ในฐานะกรอบการทำงาน พร้อมให้เครดิตว่าสหรัฐฯ ได้คำนึงถึงจุดยืนและผลประโยชน์ของรัสเซีย ปูตินยังเชื่อมโยงแผนนี้กับการหารือก่อนหน้านี้กับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะแลสกา และแสดงความพร้อมที่จะยืดหยุ่น หากการเจรจาเดินหน้าอย่างจริงจัง

    อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแผนนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่คือใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ หากเกิดขึ้นจริง คำตอบที่ไร้ข้อกังขาคือรัสเซียได้เปรียบมากที่สุด ทั้งดินแดน ความชอบธรรมทางการเมือง การกลับคืนสู่เศรษฐกิจโลก และเวลาสำหรับฟื้นกำลังทหาร ด้านสหรัฐฯ ได้หน้าไปเต็มๆ รับบทผู้กำหนดกติกาโลกใหม่ ลดภาระการสนับสนุนระยะยาว และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล ส่วนยุโรป กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกลดบทบาท และต้องแบกรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาว และแน่นอนว่ายูเครนคือผู้สูญเสียสูงสุด ทั้งสูญเสียดินแดน อธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ และถูกผูกมัดด้วยข้อตกลงที่กฎหมายระหว่างประเทศอาจถือว่าเป็นโมฆะเพราะเกิดจากการบังคับด้วยกำลัง
    ดังที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศในเคียฟชี้ชัด ข้อตกลงใดที่เกิดจากการคุกคามหรือยึดครอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดความยินยอมโดยแท้ และไม่สามารถลบล้างสิทธิของยูเครนในการทวงคืนดินแดนในอนาคตได้
    หากแผนสันติภาพนี้เดินหน้าต่อไป สิ่งที่โลกอาจได้รับอาจไม่ใช่สันติภาพในอุดมคติอย่างที่ถูกนำเสนอ หากแต่เป็นเพียงการหยุดยิงที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน และยังเปิดช่องให้ความขัดแย้งกลับมาปะทุได้อีกครั้ง ท่ามกลางดุลอำนาจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและถ่วงดุลกันอย่างซับซ้อน ระหว่างรัสเซีย จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
    สันติภาพเช่นนี้ จึงอาจไม่ใช่จุดจบของสงครามยูเครน หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของระเบียบความมั่นคงโลกยุคใหม่ ที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นยุทธศาสตร์ และการเจรจา กลายเป็นอาวุธรูปแบบใหม่ในสมรภูมิการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

    ที่มา :


    Post Views: 163

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/12/21/ukraine-peace-plan-28-points-trump-putin/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PTu5r4_54LyCsf0n_HVtO

  • จากสงครามสู่โต๊ะเจรจา แต่กติกายังอยู่ในมือผู้ชนะ กรณีศึกษาแผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน

    แผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงความพยายามยุติสงคราม แต่คือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก เปิดทางให้รัสเซียได้ดินแดน ความชอบธรรม และการกลับสู่เวทีเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับข้อเสนอที่เสียเปรียบหลายข้อที่แฝงมาในนามของสันติภาพ

    ร่างเอกสารดังกล่าว ซึ่งสำนักข่าว Associated Press ได้รับมาจากวงเจรจาลับระหว่างวอชิงตันกับมอสโกเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ไม่เพียงเสนอทางออกของสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 แต่แท้จริงแล้วคือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก โดยมีรัสเซียเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับความจริงเชิงอำนาจภายใต้ชื่อเรียกว่าสันติภาพ
    แผนนี้ถูกออกแบบโดยสตีฟ วิตคอฟฟ์ ตัวแทนเจรจาของทรัมป์ ร่วมกับคิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้แทนพิเศษด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างประเทศของประธานาธิบดีรัสเซีย และมีเนื้อหาที่เหมือนถอดแบบมาจากข้อเรียกร้องของวลาดิเมียร์ ปูติน แทบทุกประการ ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการพิเศษทางทหารเต็มรูปแบบของรัสเซียที่ยูเครนเมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว

    หัวใจของแผน 28 ข้ออยู่ที่การบังคับให้ยูเครนยอมสละดินแดนหลัก ได้แก่ ไครเมีย ลูฮันสก์ และโดเนตสก์ ให้รัสเซียอย่างถาวร แม้ยูเครนจะยังควบคุมพื้นที่บางส่วนของโดเนตสก์อยู่ก็ตาม ส่วนแคว้นเคอร์ซอนและซาโปริซเซีย จะถูกแช่แข็งตามแนวรบปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับการยอมรับสถานะ de facto ของการยึดครอง (สถานะที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ แม้จะยังไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือใครคุมพื้นที่ได้จริง ใครใช้อำนาจจริง นั่นคือ de facto แม้ในทางกฎหมายจะยังไม่ถือว่าเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิ์โดยชอบก็ตาม)
    ในทางภูมิรัฐศาสตร์ นี่ไม่ใช่แค่การยุติสงคราม แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า การใช้กำลังยึดดินแดนสามารถถูกทำให้ชอบธรรมได้ หากฝ่ายผู้รุกรานมีอำนาจต่อรองมากพอในโต๊ะเจรจา

    แผนสันติภาพนี้ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นการที่ยูเครนต้องยอมสละดินแดนบางส่วนให้กับรัสเซีย 


    วลาดิเมียร์ ปูติน
    แม้แผนสันติภาพฉบับนี้จะระบุว่าอธิปไตยของยูเครนจะได้รับการการันตี แต่การให้คำมั่นสัญญาดังกล่าวกลับสวนทางกับเนื้อหาของแผนนี้ทั้งหมด เพราะยูเครนถูกบังคับให้แก้รัฐธรรมนูญ ห้ามเข้าร่วมนาโตอย่างถาวร มิหนำซ้ำยังต้องลดกำลังทหารจากราว 880,000 นาย เหลือไม่เกิน 600,000 นาย และยอมให้การรับประกันความมั่นคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดฝ่ายเดียว
    ความคลุมเครือของหลักประกันความมั่นคงของยูเครน คือกับดักเชิงโครงสร้างของแผนนี้ เพราะแม้จะพูดถึงการตอบโต้ทางทหารอย่างเด็ดขาด หากรัสเซียรุกรานอีกครั้ง แต่ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายว่ากองทัพสหรัฐฯ หรือนาโตต้องเข้าป้องกันยูเครนจริงหรือไม่ ขณะที่หากยูเครนโจมตีรัสเซีย แม้จะอ้างการป้องกันตนเอง หลักประกันทั้งหมดอาจถูกยกเลิกทันที
    ยิ่งไปกว่านั้น แผนการนี้แทบไม่ปิดบังบทบาทของ ‘ผู้ชนะ’ เพราะรัสเซียจะค่อยๆ หลุดพ้นจากวงล้อมการคว่ำบาตรจากตะวันตก กลับเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจโลกในฐานะสมาชิก G8 อีกครั้ง และเปิดฉากจับมือกับสหรัฐฯ ในความร่วมมือระยะยาวด้านต่างๆ ตั้งแต่พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำยุคอย่างปัญญาประดิษฐ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการพัฒนาแหล่งแร่หายากในอาร์กติก ภาพที่ปรากฏชัดคือ จากประเทศที่ถูกโดดเดี่ยว รัสเซียกำลังถูกดึงกลับสู่โต๊ะใหญ่ของโลกเศรษฐกิจ ไม่ใช่ในฐานะผู้แพ้สงคราม แต่ในฐานะคู่เจรจาที่ได้กำหนดเงื่อนไขของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัสเซียไม่เพียงไม่ถูกลงโทษจากการรุกราน แต่กลับถูกรีเซ็ตสถานะมหาอำนาจผ่าแผนสันติภาพของสหรัฐฯ
    โวโลดีมีร์ เซเลนสกี
    แม้ยูเครนเองถูกเสนอให้เข้าร่วมสหภาพยุโรป และได้รับแพ็กเกจฟื้นฟูขนาดใหญ่ ตั้งแต่กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการร่วมบริหารท่อก๊าซกับสหรัฐฯ โดยใช้เงินจากทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ผลกำไรครึ่งหนึ่งจะกลับไปสหรัฐฯ และส่วนที่เหลือของทรัพย์สินรัสเซียจะถูกนำไปตั้งกองทุนร่วมสหรัฐฯ–รัสเซีย เพื่อสร้างแรงจูงใจไม่ให้เกิดสงครามอีก ในมุมมองของยูเครน นี่ไม่ใช่การเยียวยาความเสียหายของผู้ถูกกระทำ แต่คือการแปลงสงครามให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของสองมหาอำนาจ 
    ปฏิกิริยาของยุโรปสะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน โดย เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เตือนว่าสหรัฐฯ อาจทรยศยูเครนในประเด็นดินแดนที่มีข้อพิพาท ขณะที่ ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีระบุว่าวอชิงตันกำลังเล่นเกมล่าผลประโยชน์ ส่วนอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ผู้นำฟินแลนด์พูดตรงไปตรงมาว่า “เราไม่สามารถปล่อยให้ยูเครนอยู่ลำพังกับคนกลุ่มนี้ได้”
    ความน่ากังวลที่สุดของฝ่ายตะวันตกที่เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมทำให้สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อคือการที่ยุโรปแทบไม่มีบทบาทในร่างเอกสารนี้ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของตนเอง นักการทูตยุโรประดับสูงรายหนึ่งถึงกับกล่าวว่า นี่คือกระบวนการเจรจาที่ไร้ความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง และยูเครนถูกบังคับให้ต้องปิดตาแกล้งเล่นตามเกมที่ถูกชักใย ทั้งที่ข้อเรียกร้องหลายประการเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
    ไม่เพียงเท่านี้ ในสนามรบ รัสเซียกลับยิ่งได้เปรียบจากความไม่แน่นอน หลังการเจรจาที่ไมอามี มอสโกเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ ส่งโดรนกว่า 650 ลำและขีปนาวุธ 51 ลูกถล่มโครงสร้างพลังงานของยูเครน พร้อมกันนั้น ปูตินประกาศชัดว่าดอนบาสคือส่วนหนึ่งของรัสเซียโดยสมบูรณ์ และพร้อมยึดพื้นที่ที่เหลือด้วยกำลังหากจำเป็น


    หากมีเอกสารชิ้นใดสะท้อนการเมืองของผู้ชนะได้อย่างเปลือยเปล่าที่สุดในสมรภูมิการรบยุคใหม่ เแผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ คือหนึ่งในนั้น


    แน่นอนว่า วลาดิเมียร์ ปูติน และรัฐบาลรัสเซีย แสดงท่าทีเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อแผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ–รัสเซียว่าด้วยสงครามยูเครน โดยมองว่าแผนดังกล่าวอาจใช้เป็นฐานสำคัญสำหรับการเจรจายุติสงครามได้ แม้เนื้อหาจะยังอยู่ระหว่างการปรับแก้ แต่ปูตินส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าหารือต่อ พร้อมชี้ชัดว่าการคัดค้านจากฝ่ายยูเครนคืออุปสรรคสำคัญ

    ปูตินกล่าวระหว่างการประชุมสภาความมั่นคงว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ อาจใช้เป็นรากฐานของข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ย้ำว่ายังจำเป็นต้องมีการเจรจาเชิงลึกในรายละเอียดเพิ่มเติม
    ต่อมา ระหว่างการเยือนคีร์กีซสถาน เขาระบุว่าโดยภาพรวมของแผนดังกล่าวสามารถยอมรับได้ในฐานะกรอบการทำงาน พร้อมให้เครดิตว่าสหรัฐฯ ได้คำนึงถึงจุดยืนและผลประโยชน์ของรัสเซีย ปูตินยังเชื่อมโยงแผนนี้กับการหารือก่อนหน้านี้กับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะแลสกา และแสดงความพร้อมที่จะยืดหยุ่น หากการเจรจาเดินหน้าอย่างจริงจัง

    อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแผนนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่คือใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ หากเกิดขึ้นจริง คำตอบที่ไร้ข้อกังขาคือรัสเซียได้เปรียบมากที่สุด ทั้งดินแดน ความชอบธรรมทางการเมือง การกลับคืนสู่เศรษฐกิจโลก และเวลาสำหรับฟื้นกำลังทหาร ด้านสหรัฐฯ ได้หน้าไปเต็มๆ รับบทผู้กำหนดกติกาโลกใหม่ ลดภาระการสนับสนุนระยะยาว และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล ส่วนยุโรป กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกลดบทบาท และต้องแบกรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาว และแน่นอนว่ายูเครนคือผู้สูญเสียสูงสุด ทั้งสูญเสียดินแดน อธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ และถูกผูกมัดด้วยข้อตกลงที่กฎหมายระหว่างประเทศอาจถือว่าเป็นโมฆะเพราะเกิดจากการบังคับด้วยกำลัง
    ดังที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศในเคียฟชี้ชัด ข้อตกลงใดที่เกิดจากการคุกคามหรือยึดครอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดความยินยอมโดยแท้ และไม่สามารถลบล้างสิทธิของยูเครนในการทวงคืนดินแดนในอนาคตได้
    หากแผนสันติภาพนี้เดินหน้าต่อไป สิ่งที่โลกอาจได้รับอาจไม่ใช่สันติภาพในอุดมคติอย่างที่ถูกนำเสนอ หากแต่เป็นเพียงการหยุดยิงที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน และยังเปิดช่องให้ความขัดแย้งกลับมาปะทุได้อีกครั้ง ท่ามกลางดุลอำนาจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและถ่วงดุลกันอย่างซับซ้อน ระหว่างรัสเซีย จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
    สันติภาพเช่นนี้ จึงอาจไม่ใช่จุดจบของสงครามยูเครน หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของระเบียบความมั่นคงโลกยุคใหม่ ที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นยุทธศาสตร์ และการเจรจา กลายเป็นอาวุธรูปแบบใหม่ในสมรภูมิการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

    ที่มา :


    Post Views: 142

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/12/21/ukraine-peace-plan-28-points-trump-putin/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PTu5r4_54LyCsf0n_HVtO

  • จากสงครามสู่โต๊ะเจรจา แต่กติกายังอยู่ในมือผู้ชนะ กรณีศึกษาแผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน

    แผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงความพยายามยุติสงคราม แต่คือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก เปิดทางให้รัสเซียได้ดินแดน ความชอบธรรม และการกลับสู่เวทีเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับข้อเสนอที่เสียเปรียบหลายข้อที่แฝงมาในนามของสันติภาพ

    ร่างเอกสารดังกล่าว ซึ่งสำนักข่าว Associated Press ได้รับมาจากวงเจรจาลับระหว่างวอชิงตันกับมอสโกเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ไม่เพียงเสนอทางออกของสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 แต่แท้จริงแล้วคือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก โดยมีรัสเซียเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับความจริงเชิงอำนาจภายใต้ชื่อเรียกว่าสันติภาพ
    แผนนี้ถูกออกแบบโดยสตีฟ วิตคอฟฟ์ ตัวแทนเจรจาของทรัมป์ ร่วมกับคิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้แทนพิเศษด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างประเทศของประธานาธิบดีรัสเซีย และมีเนื้อหาที่เหมือนถอดแบบมาจากข้อเรียกร้องของวลาดิเมียร์ ปูติน แทบทุกประการ ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการพิเศษทางทหารเต็มรูปแบบของรัสเซียที่ยูเครนเมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว

    หัวใจของแผน 28 ข้ออยู่ที่การบังคับให้ยูเครนยอมสละดินแดนหลัก ได้แก่ ไครเมีย ลูฮันสก์ และโดเนตสก์ ให้รัสเซียอย่างถาวร แม้ยูเครนจะยังควบคุมพื้นที่บางส่วนของโดเนตสก์อยู่ก็ตาม ส่วนแคว้นเคอร์ซอนและซาโปริซเซีย จะถูกแช่แข็งตามแนวรบปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับการยอมรับสถานะ de facto ของการยึดครอง (สถานะที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ แม้จะยังไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือใครคุมพื้นที่ได้จริง ใครใช้อำนาจจริง นั่นคือ de facto แม้ในทางกฎหมายจะยังไม่ถือว่าเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิ์โดยชอบก็ตาม)
    ในทางภูมิรัฐศาสตร์ นี่ไม่ใช่แค่การยุติสงคราม แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า การใช้กำลังยึดดินแดนสามารถถูกทำให้ชอบธรรมได้ หากฝ่ายผู้รุกรานมีอำนาจต่อรองมากพอในโต๊ะเจรจา

    แผนสันติภาพนี้ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นการที่ยูเครนต้องยอมสละดินแดนบางส่วนให้กับรัสเซีย 


    วลาดิเมียร์ ปูติน
    แม้แผนสันติภาพฉบับนี้จะระบุว่าอธิปไตยของยูเครนจะได้รับการการันตี แต่การให้คำมั่นสัญญาดังกล่าวกลับสวนทางกับเนื้อหาของแผนนี้ทั้งหมด เพราะยูเครนถูกบังคับให้แก้รัฐธรรมนูญ ห้ามเข้าร่วมนาโตอย่างถาวร มิหนำซ้ำยังต้องลดกำลังทหารจากราว 880,000 นาย เหลือไม่เกิน 600,000 นาย และยอมให้การรับประกันความมั่นคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดฝ่ายเดียว
    ความคลุมเครือของหลักประกันความมั่นคงของยูเครน คือกับดักเชิงโครงสร้างของแผนนี้ เพราะแม้จะพูดถึงการตอบโต้ทางทหารอย่างเด็ดขาด หากรัสเซียรุกรานอีกครั้ง แต่ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายว่ากองทัพสหรัฐฯ หรือนาโตต้องเข้าป้องกันยูเครนจริงหรือไม่ ขณะที่หากยูเครนโจมตีรัสเซีย แม้จะอ้างการป้องกันตนเอง หลักประกันทั้งหมดอาจถูกยกเลิกทันที
    ยิ่งไปกว่านั้น แผนการนี้แทบไม่ปิดบังบทบาทของ ‘ผู้ชนะ’ เพราะรัสเซียจะค่อยๆ หลุดพ้นจากวงล้อมการคว่ำบาตรจากตะวันตก กลับเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจโลกในฐานะสมาชิก G8 อีกครั้ง และเปิดฉากจับมือกับสหรัฐฯ ในความร่วมมือระยะยาวด้านต่างๆ ตั้งแต่พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำยุคอย่างปัญญาประดิษฐ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการพัฒนาแหล่งแร่หายากในอาร์กติก ภาพที่ปรากฏชัดคือ จากประเทศที่ถูกโดดเดี่ยว รัสเซียกำลังถูกดึงกลับสู่โต๊ะใหญ่ของโลกเศรษฐกิจ ไม่ใช่ในฐานะผู้แพ้สงคราม แต่ในฐานะคู่เจรจาที่ได้กำหนดเงื่อนไขของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัสเซียไม่เพียงไม่ถูกลงโทษจากการรุกราน แต่กลับถูกรีเซ็ตสถานะมหาอำนาจผ่าแผนสันติภาพของสหรัฐฯ
    โวโลดีมีร์ เซเลนสกี
    แม้ยูเครนเองถูกเสนอให้เข้าร่วมสหภาพยุโรป และได้รับแพ็กเกจฟื้นฟูขนาดใหญ่ ตั้งแต่กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการร่วมบริหารท่อก๊าซกับสหรัฐฯ โดยใช้เงินจากทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ผลกำไรครึ่งหนึ่งจะกลับไปสหรัฐฯ และส่วนที่เหลือของทรัพย์สินรัสเซียจะถูกนำไปตั้งกองทุนร่วมสหรัฐฯ–รัสเซีย เพื่อสร้างแรงจูงใจไม่ให้เกิดสงครามอีก ในมุมมองของยูเครน นี่ไม่ใช่การเยียวยาความเสียหายของผู้ถูกกระทำ แต่คือการแปลงสงครามให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของสองมหาอำนาจ 
    ปฏิกิริยาของยุโรปสะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน โดย เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เตือนว่าสหรัฐฯ อาจทรยศยูเครนในประเด็นดินแดนที่มีข้อพิพาท ขณะที่ ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีระบุว่าวอชิงตันกำลังเล่นเกมล่าผลประโยชน์ ส่วนอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ผู้นำฟินแลนด์พูดตรงไปตรงมาว่า “เราไม่สามารถปล่อยให้ยูเครนอยู่ลำพังกับคนกลุ่มนี้ได้”
    ความน่ากังวลที่สุดของฝ่ายตะวันตกที่เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมทำให้สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อคือการที่ยุโรปแทบไม่มีบทบาทในร่างเอกสารนี้ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของตนเอง นักการทูตยุโรประดับสูงรายหนึ่งถึงกับกล่าวว่า นี่คือกระบวนการเจรจาที่ไร้ความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง และยูเครนถูกบังคับให้ต้องปิดตาแกล้งเล่นตามเกมที่ถูกชักใย ทั้งที่ข้อเรียกร้องหลายประการเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
    ไม่เพียงเท่านี้ ในสนามรบ รัสเซียกลับยิ่งได้เปรียบจากความไม่แน่นอน หลังการเจรจาที่ไมอามี มอสโกเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ ส่งโดรนกว่า 650 ลำและขีปนาวุธ 51 ลูกถล่มโครงสร้างพลังงานของยูเครน พร้อมกันนั้น ปูตินประกาศชัดว่าดอนบาสคือส่วนหนึ่งของรัสเซียโดยสมบูรณ์ และพร้อมยึดพื้นที่ที่เหลือด้วยกำลังหากจำเป็น


    หากมีเอกสารชิ้นใดสะท้อนการเมืองของผู้ชนะได้อย่างเปลือยเปล่าที่สุดในสมรภูมิการรบยุคใหม่ เแผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ คือหนึ่งในนั้น


    แน่นอนว่า วลาดิเมียร์ ปูติน และรัฐบาลรัสเซีย แสดงท่าทีเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อแผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ–รัสเซียว่าด้วยสงครามยูเครน โดยมองว่าแผนดังกล่าวอาจใช้เป็นฐานสำคัญสำหรับการเจรจายุติสงครามได้ แม้เนื้อหาจะยังอยู่ระหว่างการปรับแก้ แต่ปูตินส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าหารือต่อ พร้อมชี้ชัดว่าการคัดค้านจากฝ่ายยูเครนคืออุปสรรคสำคัญ

    ปูตินกล่าวระหว่างการประชุมสภาความมั่นคงว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ อาจใช้เป็นรากฐานของข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ย้ำว่ายังจำเป็นต้องมีการเจรจาเชิงลึกในรายละเอียดเพิ่มเติม
    ต่อมา ระหว่างการเยือนคีร์กีซสถาน เขาระบุว่าโดยภาพรวมของแผนดังกล่าวสามารถยอมรับได้ในฐานะกรอบการทำงาน พร้อมให้เครดิตว่าสหรัฐฯ ได้คำนึงถึงจุดยืนและผลประโยชน์ของรัสเซีย ปูตินยังเชื่อมโยงแผนนี้กับการหารือก่อนหน้านี้กับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะแลสกา และแสดงความพร้อมที่จะยืดหยุ่น หากการเจรจาเดินหน้าอย่างจริงจัง

    อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแผนนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่คือใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ หากเกิดขึ้นจริง คำตอบที่ไร้ข้อกังขาคือรัสเซียได้เปรียบมากที่สุด ทั้งดินแดน ความชอบธรรมทางการเมือง การกลับคืนสู่เศรษฐกิจโลก และเวลาสำหรับฟื้นกำลังทหาร ด้านสหรัฐฯ ได้หน้าไปเต็มๆ รับบทผู้กำหนดกติกาโลกใหม่ ลดภาระการสนับสนุนระยะยาว และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล ส่วนยุโรป กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกลดบทบาท และต้องแบกรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาว และแน่นอนว่ายูเครนคือผู้สูญเสียสูงสุด ทั้งสูญเสียดินแดน อธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ และถูกผูกมัดด้วยข้อตกลงที่กฎหมายระหว่างประเทศอาจถือว่าเป็นโมฆะเพราะเกิดจากการบังคับด้วยกำลัง
    ดังที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศในเคียฟชี้ชัด ข้อตกลงใดที่เกิดจากการคุกคามหรือยึดครอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดความยินยอมโดยแท้ และไม่สามารถลบล้างสิทธิของยูเครนในการทวงคืนดินแดนในอนาคตได้
    หากแผนสันติภาพนี้เดินหน้าต่อไป สิ่งที่โลกอาจได้รับอาจไม่ใช่สันติภาพในอุดมคติอย่างที่ถูกนำเสนอ หากแต่เป็นเพียงการหยุดยิงที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน และยังเปิดช่องให้ความขัดแย้งกลับมาปะทุได้อีกครั้ง ท่ามกลางดุลอำนาจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและถ่วงดุลกันอย่างซับซ้อน ระหว่างรัสเซีย จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
    สันติภาพเช่นนี้ จึงอาจไม่ใช่จุดจบของสงครามยูเครน หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของระเบียบความมั่นคงโลกยุคใหม่ ที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นยุทธศาสตร์ และการเจรจา กลายเป็นอาวุธรูปแบบใหม่ในสมรภูมิการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

    ที่มา :


    Post Views: 127

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/12/21/ukraine-peace-plan-28-points-trump-putin/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PTu5r4_54LyCsf0n_HVtO

  • อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคอย่างไม่เป็นทางการประจำปี ค.ศ. 2026 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคอย่างไม่เป็นทางการประจำปี ค.ศ. 2026 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคอย่างไม่เป็นทางการประจำปี ค.ศ. 2026

    วันที่นำเข้าข้อมูล 21 ธ.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 21 ธ.ค. 2568

    | 10 view

    เมื่อวันที่ 10 – 13 ธันวาคม 2568 นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคไทย ได้เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคอย่างไม่เป็นทางการ ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปีนี้ จีนนำเสนอหัวข้อหลักในการเป็นเจ้าภาพ คือ ‘เสริมสร้างประชาคมเอเชีย – แปซิฟิกเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน (Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together) และ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ Openness, Innovation และ Cooperation โดยเน้นผลักดัน (1) การสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่เปิดกว้างและครอบคลุม การขับเคลื่อนวาระการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก และการยกระดับความเชื่อมโยงในภูมิภาค (2) การกระชับความร่วมมือเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะการลดช่องว่างทางดิจิทัล การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และการเสริมสร้างทักษะทางดิจิทัล และ (3) การส่งเสริมความร่วมมือภายในเอเปค และระหว่างเอเปคกับหุ้นส่วนภายนอกในสาขาต่าง ๆ อาทิ ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การท่องเที่ยว สาธารณสุข คมนาคม การคลัง และการปฏิรูปโครงสร้าง

    ไทยกล่าวสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพเอเปคของจีน รวมถึงผลักดันประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ ได้แก่ (1) การยึดมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคีที่มี WTO เป็นแกนกลาง และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (2) การรับมือกับโอกาสและความท้าทายจากดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์และอาชญากรรมออนไลน์ และ (3) การสานต่อวาระด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG และโครงการ BCG Award อย่างต่อเนื่อง

    ในปี 2570 จีนมีแผนจัดการประชุมรัฐมนตรีรายสาขา 10 รายการ ได้แก่ สตรีและเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงทางอาหาร วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย พลังงาน คมนาคม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการคลัง โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนจะจัดกิจกรรมสัปดาห์ดิจิทัล คู่ขนานกับการประชุมรัฐมนตรีด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/apec-informal-senior-officials-meeting-2026%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xwm0jNhNsQg6AfKPV-4N7

  • เผยกลยุทธ์ ‘ธุรกิจครอบครัวสู่สากล’ รับมือเศรษฐกิจผันผวนปี 2569

    Home / PR NEWS / เผยกลยุทธ์ ‘ธุรกิจครอบครัวสู่สากล’ รับมือเศรษฐกิจผันผวนปี 2569

    เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 สถาบันรหัสสากล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (หรือ GS1 Thailand) จัดการประชุมใหญ่ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “GS1 Barcodes เชื่อมโลฟฟก เชื่อมเรา สู่การค้าสากล” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมให้วิสัยทัศน์ในงานประชุมใหญ่ครั้งนี้

    หนึ่งในนั้น นายธีรภาพ อัญญานุภาพ หุ้นส่วนผู้จัดการ และหัวหน้าทีมที่ปรึกษาบริษัท อัญญานุภาพ คอนซัลติ้ง จำกัด (Aunyanuphap Consulting) บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ที่ได้ให้คำปรึกษามามากกว่า 50 กิจการ ได้บรรยายภายใต้แนวคิด “Gongsi go Global” หรือ “กลยุทธ์กงสีสู่สากล” ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับธุรกิจครอบครัวในการผ่าวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อการเติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน และการปรับตัวภายในองค์กรภายใต้เศรษฐกิจที่ผันผวน

    โดยในเนื้อหาการบรรยาย ภายใต้คำว่าธุรกิจครอบครัว หรือ “กงสี” ที่หลายคนมักมองว่า “เก่าแก่” “มีแต่ปัญหา” เช่น การรอจนไม่ทันโอกาส การยึดติดไม่เปลี่ยนแปลง ทำงานแบบครอบครัว ขาดบทบาทหน้าที่ (Job Description) และระบบวัดผล (KPI) ที่ชัดเจน การไม่วางแผนสืบทอดกิจการ ตัดสินใจจากความเคยชินมากกว่าข้อมูล และแข่งขันผ่านกลยุทธ์การลดราคา ซึ่งทำให้หลายกิจการไม่สามารถยืนหยัดในการแข่งขันที่ผันผวนได้ ด้วยเหตุนี้ หากธุรกิจครอบครัวไม่ได้มีการปรับตัวอย่างถูกต้องในยุคเศรษฐกิจผันผวน ก็จะยืนหยัดได้ยากและพลาดโอกาสการเติบโตในระยะยาว หรือซ้ำร้ายคือปิดกิจการลงไป

    ในการบรรยายคุณธีรภาพระบุว่า “กงสีสู่สากลไม่ได้หมายความว่ากิจการจะต้องแข่งขันในตลาดสากล แต่เป็นการปรับระบบบริหารจัดการ และการกำหนดกลยุทธ์ในรูปแบบสากล” ซึ่งกรอบการปรับระบบการบริหารและกำหนดกลยุทธ์ดังกล่าวเรียกว่า MAPT Framework

    MAPT Framework ประกอบด้วย กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนองค์กรผ่านแนวคิดผู้นำ / ผู้บริหาร (Mindset) การประเมินองค์กร (Assessment) การวางแผนฝั่งธุรกิจและครอบครัว (Plan) และการปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างยั่งยืน (Transform) ซึ่งมีเครื่องมือในการปรับใช้ MAPT Framework อย่างครอบคลุมเช่นการสร้างธรรมาภิบาลธุรกิจครอบครัว (ผ่านธรรมนูญครอบครัว ฯลฯ) การปรับโครงสร้างกิจการ (ผ่านบริษัทโฮลดิ้ง ฯลฯ) การบริหารองค์กร (ผ่านการปรับโครงสร้างองค์กร ฯลฯ) และการวางแผนสืบทอดกิจการ (ผ่านกระบวนการสร้างคนรุ่นใหม่)

    ซึ่ง คุณธีรภาพ อัญญานุภาพ ได้แจ้งถึงรายงานธุรกิจครอบครัวไทย (Thailand Family Enterprise Report (TFER)) ในหัวข้อกระบวนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวในยุค AI (Transformation Roadmap for the AI Era) ที่สามารถปรับใช้ภายในปี 2569 (2026) ได้กับธุรกิจครอบครัวทุกรูปแบบที่จะพร้อมให้อ่านได้ทางเว็บไซต์บริษัท www.aunyanuphap-consulting.com ภายในธันวาคมปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/news/pr/403765.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e5dGkPMrSN6zjvL36V7fF

  • โรงแรมเหนือ หวั่น สู้รบชายแดนกระทบต่างชาติ ช่วงปีใหม่

    นายกสมาคมโรงแรมเหนือชี้สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบท่องเที่ยวเคาต์ดาวน์ปีใหม่ นทท.ต่างชาติกังวลจะได้ผลกระทบหรือไม่ ทั้งที่เกิดเหตุการณ์เฉพาะส่วนเท่านั้น

    นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) เปิดเผยว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และถือเป็นความเสี่ยงของการท่องเที่ยวไทย คือบริเวณชายแดนไทยสู้รบกันรุนแรงมากขึ้น

    โดยเฉพาะภาพที่ถูกนำเสนอออกไปสู่สายตาต่างประเทศส่วนใหญ่บอกว่าไทยเกิดการสู้รบขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดเฉพาะส่วน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลว่ามาเที่ยวไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่ มีความปลอดภัยแน่นอนไหม

    เมื่อสถานการณ์ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในทางบวก จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันภาคการท่องเที่ยวไทย ทั้งช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569 รวมถึงเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของการท่องเที่ยวในปี 2568 และเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย

    นายไพศาล กล่าวว่า แรงส่งของการท่องเที่ยวในสิ้นปีนี้น้อยกว่าช่วงเดียวกันของทุกปี เพราะมีปัญหาต่อเนื่อง ทั้งนักท่องเที่ยวหายไป แผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ซ้ำทั้งภาคเหนือและภาคใต้ รวมถึงสู้รบชายแดนอีก ทำให้บรรยากาศตึงเครียดไปหมด

    ยิ่งผนวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นอีกแล้ว หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา จากที่เอกชนมีความหวังว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนการบริหารจัดการไปได้ดี มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา

    ทั้งการลดต้นทุนค่าครองชีพ สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยว หรือราคาพืชผลการเกษตรก็ปรับดีขึ้น ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น แต่อยู่ๆ ก็ประกาศยุบสภา ทำให้ทุกคนสะดุดเหมือนกันว่าเราจะไปทางไหนดี หวังว่าการเลือกตั้งจะทำได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลด้วย

    เพราะทุกคนเป็นห่วงถึงการเลือกตั้งจะทำได้ทั้งหมดหรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงชายแดนที่ยังไม่จบลง กังวลว่าหากเลือกตั้งล่าช้า จัดตั้งรัฐบาลช้า มีผลกระทบต่องบประมาณประจำปีอีก ทุกอย่างจะสะดุดกันไปหมด

    การเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความกังวลของผู้ประกอบการจนกว่าจะเลือกตั้งแล้วเสร็จและจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่เราไม่ชอบมากที่สุด ยิ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองจะมีผลต่อทิศทางการเดินทางหรือการบริหารประเทศด้วยก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากเข้าไปอีก

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_981507/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y7B_IxJNVqHRo4Z4zF1zw

  • เผยกลยุทธ์ ‘ธุรกิจครอบครัวสู่สากล’ รับมือเศรษฐกิจผันผวนปี 2569

    Home / PR NEWS / เผยกลยุทธ์ ‘ธุรกิจครอบครัวสู่สากล’ รับมือเศรษฐกิจผันผวนปี 2569

    เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 สถาบันรหัสสากล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (หรือ GS1 Thailand) จัดการประชุมใหญ่ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “GS1 Barcodes เชื่อมโลฟฟก เชื่อมเรา สู่การค้าสากล” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมให้วิสัยทัศน์ในงานประชุมใหญ่ครั้งนี้

    หนึ่งในนั้น นายธีรภาพ อัญญานุภาพ หุ้นส่วนผู้จัดการ และหัวหน้าทีมที่ปรึกษาบริษัท อัญญานุภาพ คอนซัลติ้ง จำกัด (Aunyanuphap Consulting) บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ที่ได้ให้คำปรึกษามามากกว่า 50 กิจการ ได้บรรยายภายใต้แนวคิด “Gongsi go Global” หรือ “กลยุทธ์กงสีสู่สากล” ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับธุรกิจครอบครัวในการผ่าวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อการเติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน และการปรับตัวภายในองค์กรภายใต้เศรษฐกิจที่ผันผวน

    โดยในเนื้อหาการบรรยาย ภายใต้คำว่าธุรกิจครอบครัว หรือ “กงสี” ที่หลายคนมักมองว่า “เก่าแก่” “มีแต่ปัญหา” เช่น การรอจนไม่ทันโอกาส การยึดติดไม่เปลี่ยนแปลง ทำงานแบบครอบครัว ขาดบทบาทหน้าที่ (Job Description) และระบบวัดผล (KPI) ที่ชัดเจน การไม่วางแผนสืบทอดกิจการ ตัดสินใจจากความเคยชินมากกว่าข้อมูล และแข่งขันผ่านกลยุทธ์การลดราคา ซึ่งทำให้หลายกิจการไม่สามารถยืนหยัดในการแข่งขันที่ผันผวนได้ ด้วยเหตุนี้ หากธุรกิจครอบครัวไม่ได้มีการปรับตัวอย่างถูกต้องในยุคเศรษฐกิจผันผวน ก็จะยืนหยัดได้ยากและพลาดโอกาสการเติบโตในระยะยาว หรือซ้ำร้ายคือปิดกิจการลงไป

    ในการบรรยายคุณธีรภาพระบุว่า “กงสีสู่สากลไม่ได้หมายความว่ากิจการจะต้องแข่งขันในตลาดสากล แต่เป็นการปรับระบบบริหารจัดการ และการกำหนดกลยุทธ์ในรูปแบบสากล” ซึ่งกรอบการปรับระบบการบริหารและกำหนดกลยุทธ์ดังกล่าวเรียกว่า MAPT Framework

    MAPT Framework ประกอบด้วย กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนองค์กรผ่านแนวคิดผู้นำ / ผู้บริหาร (Mindset) การประเมินองค์กร (Assessment) การวางแผนฝั่งธุรกิจและครอบครัว (Plan) และการปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างยั่งยืน (Transform) ซึ่งมีเครื่องมือในการปรับใช้ MAPT Framework อย่างครอบคลุมเช่นการสร้างธรรมาภิบาลธุรกิจครอบครัว (ผ่านธรรมนูญครอบครัว ฯลฯ) การปรับโครงสร้างกิจการ (ผ่านบริษัทโฮลดิ้ง ฯลฯ) การบริหารองค์กร (ผ่านการปรับโครงสร้างองค์กร ฯลฯ) และการวางแผนสืบทอดกิจการ (ผ่านกระบวนการสร้างคนรุ่นใหม่)

    ซึ่ง คุณธีรภาพ อัญญานุภาพ ได้แจ้งถึงรายงานธุรกิจครอบครัวไทย (Thailand Family Enterprise Report (TFER)) ในหัวข้อกระบวนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวในยุค AI (Transformation Roadmap for the AI Era) ที่สามารถปรับใช้ภายในปี 2569 (2026) ได้กับธุรกิจครอบครัวทุกรูปแบบที่จะพร้อมให้อ่านได้ทางเว็บไซต์บริษัท www.aunyanuphap-consulting.com ภายในธันวาคมปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/news/pr/403765.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e5dGkPMrSN6zjvL36V7fF

  • โรงแรมเหนือ หวั่น สู้รบชายแดนกระทบต่างชาติ ช่วงปีใหม่

    นายกสมาคมโรงแรมเหนือชี้สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบท่องเที่ยวเคาต์ดาวน์ปีใหม่ นทท.ต่างชาติกังวลจะได้ผลกระทบหรือไม่ ทั้งที่เกิดเหตุการณ์เฉพาะส่วนเท่านั้น

    นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) เปิดเผยว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และถือเป็นความเสี่ยงของการท่องเที่ยวไทย คือบริเวณชายแดนไทยสู้รบกันรุนแรงมากขึ้น

    โดยเฉพาะภาพที่ถูกนำเสนอออกไปสู่สายตาต่างประเทศส่วนใหญ่บอกว่าไทยเกิดการสู้รบขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดเฉพาะส่วน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลว่ามาเที่ยวไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่ มีความปลอดภัยแน่นอนไหม

    เมื่อสถานการณ์ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในทางบวก จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันภาคการท่องเที่ยวไทย ทั้งช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569 รวมถึงเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของการท่องเที่ยวในปี 2568 และเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย

    นายไพศาล กล่าวว่า แรงส่งของการท่องเที่ยวในสิ้นปีนี้น้อยกว่าช่วงเดียวกันของทุกปี เพราะมีปัญหาต่อเนื่อง ทั้งนักท่องเที่ยวหายไป แผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ซ้ำทั้งภาคเหนือและภาคใต้ รวมถึงสู้รบชายแดนอีก ทำให้บรรยากาศตึงเครียดไปหมด

    ยิ่งผนวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นอีกแล้ว หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา จากที่เอกชนมีความหวังว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนการบริหารจัดการไปได้ดี มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา

    ทั้งการลดต้นทุนค่าครองชีพ สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยว หรือราคาพืชผลการเกษตรก็ปรับดีขึ้น ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น แต่อยู่ๆ ก็ประกาศยุบสภา ทำให้ทุกคนสะดุดเหมือนกันว่าเราจะไปทางไหนดี หวังว่าการเลือกตั้งจะทำได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลด้วย

    เพราะทุกคนเป็นห่วงถึงการเลือกตั้งจะทำได้ทั้งหมดหรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงชายแดนที่ยังไม่จบลง กังวลว่าหากเลือกตั้งล่าช้า จัดตั้งรัฐบาลช้า มีผลกระทบต่องบประมาณประจำปีอีก ทุกอย่างจะสะดุดกันไปหมด

    การเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความกังวลของผู้ประกอบการจนกว่าจะเลือกตั้งแล้วเสร็จและจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่เราไม่ชอบมากที่สุด ยิ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองจะมีผลต่อทิศทางการเดินทางหรือการบริหารประเทศด้วยก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากเข้าไปอีก

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_981507/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y7B_IxJNVqHRo4Z4zF1zw

  • พราวกรุ๊ป เปิดแลนด์มาร์คใหม่หัวหิน ‘สวนพฤกษาภิรมย์’ ธรรมชาติสีเขียว ศิลปะร่วมสมัย

    พราวกรุ๊ป เปิดแลนด์มาร์คใหม่หัวหิน ‘สวนพฤกษาภิรมย์’ ธรรมชาติสีเขียว ศิลปะร่วมสมัย

    พราวกรุ๊ป เปิดแลนด์มาร์คใหม่หัวหิน ‘สวนพฤกษาภิรมย์’ ธรรมชาติสีเขียว ศิลปะร่วมสมัย

    กลุ่มบริษัทพราว หรือ พราวกรุ๊ป โดย โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท และศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน ร่วมพัฒนาและเปิดตัวสวนพฤกษาภิรมย์ (Art Botanic Garden)” พื้นที่สีเขียวต้นแบบแห่งใหม่ของหัวหิน บนพื้นที่กว่า 4 ไร่

    สวนพฤกษาภิรมย์ หัวหิน สวนพฤกษาภิรมย์

    พัฒนาภายใต้แนวคิดการผสมผสานความงดงามของธรรมชาติเข้ากับงานศิลปะร่วมสมัย เพื่อยกระดับพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง และสร้างจุดหมายปลายทางเชิงศิลปะแห่งใหม่ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของหัวหินให้มีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น

    สวนพฤกษาภิรมย์ได้รับแรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์ท้องถิ่นของหัวหิน โดยเฉพาะ “คู่ไม้คู่เมือง” อย่างต้นมะขามและต้นจามจุรีอายุกว่า 100 ปี ที่ยืนต้นเคียงข้างกันมาอย่างยาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันระหว่างผู้คนกับภูมิทัศน์เมือง สร้างบรรยากาศร่มรื่นและเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาได้ยากจากเมืองท่องเที่ยวอื่น

    พราวกรุ๊ป เปิดแลนด์มาร์คใหม่หัวหิน 'สวนพฤกษาภิรมย์' ธรรมชาติสีเขียว ศิลปะร่วมสมัย

    พราวกรุ๊ป เปิดแลนด์มาร์คใหม่หัวหิน 'สวนพฤกษาภิรมย์' ธรรมชาติสีเขียว ศิลปะร่วมสมัย

    นอกจากนี้ สวนแห่งนี้ยังได้รับการเติมเต็มด้วยผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินหัวหิน ถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต และความงดงามของธรรมชาติผ่านผลงานศิลป์ไฮไลต์ 2 ชิ้น ได้แก่

    1. กำแพงพฤกษา “The Wall” ผลงานของ นุ่น นววรรณ โตวิเศษ กับศิลปะภาพวาดบนฝาผนัง Mural Art ขนาดกว่า 3,000 ตารางเมตร ถ่ายทอดความงามของพรรณไม้เลื้อยและระบบนิเวศแห่งจินตนาการราวกับมีชีวิต 

    พราวกรุ๊ป เปิดแลนด์มาร์คใหม่หัวหิน 'สวนพฤกษาภิรมย์' ธรรมชาติสีเขียว ศิลปะร่วมสมัย

    ลวดลายพืชพันธุ์ที่พลิ้วไหวดั่งกำลังเต้นตามสายลม นำเสนอสีสันอันสดใสที่ช่วยปลุกพลังบวกและสร้างสุนทรียะใหม่ให้กับสถาปัตยกรรมและพื้นที่สวน นับเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    มีสระว่ายน้ำสำหรับน้องหมาด้วย เฉพาะลูกค้าของโรงแรม

    2. หนุ่มชาวเลThe Wing” ผลงานประติมากรรมของศิลปินชื่อดัง โลเล ถ่ายทอดจิตวิญญาณของชาวหัวหินที่ผูกพันกับท้องทะเลมาอย่างยาวนาน

    พราวกรุ๊ป เปิดแลนด์มาร์คใหม่หัวหิน 'สวนพฤกษาภิรมย์' ธรรมชาติสีเขียว ศิลปะร่วมสมัย

    ผ่านตัวละครชายประมงผู้มีปีก อุ้มเต่าทะเลไว้ในอ้อมแขน สื่อถึงความฝัน ความอิสระ และพันธสัญญาในการพิทักษ์ความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ

    ประติมากรรมชิ้นนี้จึงเป็นมากกว่างานศิลป์ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและความงดงามที่หัวหินตั้งใจส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า การพัฒนาเมืองท่องเที่ยวในปัจจุบัน ไม่ควรมองเพียงการเพิ่มจำนวนสถานที่ท่องเที่ยวหรือสิ่งปลูกสร้างใหม่เท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่คุณภาพที่มีคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพื่อให้เมืองสามารถเติบโตได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

    สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

    สวนพฤกษาภิรมย์ เป็นตัวอย่างของการพัฒนาพื้นที่ที่ตั้งใจเชื่อมโยงธรรมชาติ ศิลปะ และผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ไม่ใช่เพียงพื้นที่สีเขียวสำหรับการพักผ่อน แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้เวลา เรียนรู้ และสัมผัสอัตลักษณ์ของเมืองหัวหินในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น   

    พราวกรุ๊ป เปิดแลนด์มาร์คใหม่หัวหิน 'สวนพฤกษาภิรมย์' ธรรมชาติสีเขียว ศิลปะร่วมสมัย

    พื้นที่แห่งนี้สะท้อนแนวคิดของการมอบคุณค่ากลับคืนสู่เมือง เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของชุมชน และเป็นพื้นที่ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของหัวหินในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้คน

    พราวกรุ๊ป เปิดแลนด์มาร์คใหม่หัวหิน 'สวนพฤกษาภิรมย์' ธรรมชาติสีเขียว ศิลปะร่วมสมัย

    ผมเชื่อว่าสวนพฤกษาภิรมย์จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่าของการพัฒนาเมืองอย่างรับผิดชอบ และร่วมกันรักษาความงดงามของหัวหินให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืนสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป

    พราวกรุ๊ป เปิดแลนด์มาร์คใหม่หัวหิน 'สวนพฤกษาภิรมย์' ธรรมชาติสีเขียว ศิลปะร่วมสมัย

    การเปิดตัวสวนพฤกษาภิรมย์ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันหัวหินสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่เต็มไปด้วยพื้นที่คุณภาพสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมเป็นต้นแบบของการผสานศิลปะและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และก้าวสู่การเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่ทุกคนต้องมาเยือน

    พราวกรุ๊ป เปิดแลนด์มาร์คใหม่หัวหิน 'สวนพฤกษาภิรมย์' ธรรมชาติสีเขียว ศิลปะร่วมสมัย

    สวนพฤกษาภิรมย์ อยู่ติดกับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกับศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน เป็นพื้นที่สีเขียวที่เป็นสวนสาธารณะที่เปิดให้เข้าเที่ยวชมได้ทุกวัน 11:00-20:00 น. สามารถเดินเข้าได้ทางห้างบลูพอร์ตชั้น G จะมีทางเดินเชื่อมไปยังสวนได้เลย

    ทั้งด้านในมีคาเฟ่เล็กๆ ไว้คอยบริการ ขายกาแฟเริ่มต้นที่ 40 บาท มีสนามเล็กเล่นเล็กๆ ที่นี่ เป็น Pet friendly ด้วย พาน้องหมาน้องแมวมาเดินเล่นพร้อมครอบครัวสูดหายใจอากาศดีๆกันได้เต็มปอด แต่สำหรับสระว่ายน้ำในสวนจะสงวนไว้เฉพาะน้องหมาที่มาพักที่โรงแรมเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/647123&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z2ESE1-09LNVnbJ5yyxnS