Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รองนายกฯ สุชาติ กำชับ ทส. เข้มดูแลความปลอดภัยประชาชนช่วงปีใหม่ เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกทั่วประเทศ

    รองนายกฯ สุชาติ กำชับ ทส. เข้มดูแลความปลอดภัยประชาชนช่วงปีใหม่ เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกทั่วประเทศ

    รองนายกฯ สุชาติ กำชับ ทส. เข้มดูแลความปลอดภัยประชาชนช่วงปีใหม่ เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกทั่วประเทศ

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยเน้นการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของรัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเดินทางและการท่องเที่ยวเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และระบบสนับสนุนในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ พื้นที่ทางบกและทางทะเล รวมถึงเส้นทางคมนาคมในความรับผิดชอบ เพื่อรองรับปริมาณประชาชนที่เดินทางเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล พร้อมจัดตั้งจุดบริการประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การให้ข้อมูล และการช่วยเหลือเบื้องต้น

    ขณะเดียวกัน ได้ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยและการป้องกันเหตุฉุกเฉิน โดยเตรียมความพร้อมศูนย์ช่วยเหลือชายฝั่งทะเล ระบบอากาศยานสำหรับภารกิจค้นหาและช่วยเหลือ การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยธรรมชาติ รวมถึงการตรวจตราพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีตลอดช่วงเทศกาล

    นายสุชาติ ระบุว่า ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในช่วงการเดินทางเทศกาลปีใหม่ และให้การดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามบทบาทของภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/983878&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FeJD-ymcA0_12YH4FoJaZ

  • โรงแรมเหนือ หวั่น สู้รบชายแดนกระทบต่างชาติ ช่วงปีใหม่

    นายกสมาคมโรงแรมเหนือชี้สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบท่องเที่ยวเคาต์ดาวน์ปีใหม่ นทท.ต่างชาติกังวลจะได้ผลกระทบหรือไม่ ทั้งที่เกิดเหตุการณ์เฉพาะส่วนเท่านั้น

    นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) เปิดเผยว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และถือเป็นความเสี่ยงของการท่องเที่ยวไทย คือบริเวณชายแดนไทยสู้รบกันรุนแรงมากขึ้น

    โดยเฉพาะภาพที่ถูกนำเสนอออกไปสู่สายตาต่างประเทศส่วนใหญ่บอกว่าไทยเกิดการสู้รบขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดเฉพาะส่วน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลว่ามาเที่ยวไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่ มีความปลอดภัยแน่นอนไหม

    เมื่อสถานการณ์ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในทางบวก จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันภาคการท่องเที่ยวไทย ทั้งช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569 รวมถึงเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของการท่องเที่ยวในปี 2568 และเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย

    นายไพศาล กล่าวว่า แรงส่งของการท่องเที่ยวในสิ้นปีนี้น้อยกว่าช่วงเดียวกันของทุกปี เพราะมีปัญหาต่อเนื่อง ทั้งนักท่องเที่ยวหายไป แผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ซ้ำทั้งภาคเหนือและภาคใต้ รวมถึงสู้รบชายแดนอีก ทำให้บรรยากาศตึงเครียดไปหมด

    ยิ่งผนวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นอีกแล้ว หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา จากที่เอกชนมีความหวังว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนการบริหารจัดการไปได้ดี มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา

    ทั้งการลดต้นทุนค่าครองชีพ สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยว หรือราคาพืชผลการเกษตรก็ปรับดีขึ้น ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น แต่อยู่ๆ ก็ประกาศยุบสภา ทำให้ทุกคนสะดุดเหมือนกันว่าเราจะไปทางไหนดี หวังว่าการเลือกตั้งจะทำได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลด้วย

    เพราะทุกคนเป็นห่วงถึงการเลือกตั้งจะทำได้ทั้งหมดหรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงชายแดนที่ยังไม่จบลง กังวลว่าหากเลือกตั้งล่าช้า จัดตั้งรัฐบาลช้า มีผลกระทบต่องบประมาณประจำปีอีก ทุกอย่างจะสะดุดกันไปหมด

    การเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความกังวลของผู้ประกอบการจนกว่าจะเลือกตั้งแล้วเสร็จและจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่เราไม่ชอบมากที่สุด ยิ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองจะมีผลต่อทิศทางการเดินทางหรือการบริหารประเทศด้วยก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากเข้าไปอีก

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_981507/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y7B_IxJNVqHRo4Z4zF1zw

  • มังกรผงาด..มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก!? | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    มังกรผงาด..มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก!? | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    🛑LIVE ธุรกิจรับจ้าง ‘จัดฉาก’ ในสมรภูมิ..ไทย-เขมร | จับจ้องมองโลก

    ธุรกิจรับจ้าง ‘จัดฉาก’ ในสมรภูมิ..ไทย-เขมร จับจ้องมองโลก : วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568

    นายกฯ คนต่อไป!! | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2568

    🛑LIVE ย้อน 2568 ปีปิดเกม #หยุดกร้าวเด็กก้าวไกล #ดับอหังการ์‘ทักษิณ’ #เด็ดปีกเจ้าเล่ห์ฮุนเซน | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร

    ย้อน 2568 ปีปิดเกม #หยุดกร้าวเด็กก้าวไกล #ดับอหังการ์‘ทักษิณ’ #เด็ดปีกเจ้าเล่ห์ฮุนเซน อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/918337/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22WO5XzIWC_wl_qRcpkqB0

  • ‘พิเชษฐ’ นำ ‘พรรควิชชั่นใหม่’ เปิดตัว ชูการเงินไร้ดอกเบี้ย ปักธงทางเลือกใหม่

    ‘พิเชษฐ’ นำ ‘พรรควิชชั่นใหม่’ เปิดตัว ชูการเงินไร้ดอกเบี้ย ปักธงทางเลือกใหม่

    พรรควิชชั่นใหม่เปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ พร้อมแถลงนโยบายหลัก 4 ด้าน ชูแนวคิดเศรษฐกิจมนุษย์ และการเงินไร้ดอกเบี้ย เป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ เปิดตัว ธงรบ ด่านอำไพ และ พิเชษฐ สถิรชวาล เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศความพร้อมลงสู้ศึกเลือกตั้งในฐานะทางเลือกใหม่ของประเทศ

    21 ธ.ค.2568-ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จังหวัดปทุมธานี พรรควิชชั่นใหม่จัดกิจกรรมเปิดตัวพรรคและแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการ โดยมี นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรค นายธงรบ ด่านอำไพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค นายสุโท สร้างคำ เลขาธิการพรรค พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค ผู้บริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค คณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. และผู้สนับสนุนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

    ทั้งนี้ พรรควิชชั่นใหม่ได้เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่ 1. นายธงรบ ด่านอำไพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1  2. นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 พร้อมกันนี้ พรรคได้แถลงนโยบายสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ผลักดันการเสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ย ด้านการเมือง เสนอนโยบาย “1 พรรค 1 กระทรวง” และกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งไม่ เกิน 8 ปี หรือไม่เกิน 2 สมัย ด้านสังคม เสนอนโยบาย “บ้านหลังที่ 2 เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทย” และด้านความมั่นคง ตั้งเป้าแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

    นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวว่า พรรควิชชั่นใหม่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2562 ในนามกลุ่มวิชชั่นใหม่ จากการรวมตัวของผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาอาชีพที่เห็นตรงกันว่า ปัญหาประเทศชาติที่สะสมมายาวนานไม่อาจแก้ไขได้หากปราศจากกลไกทางการเมือง จึงนำไปสู่การก่อตั้งพรรควิชชั่นใหม่ขึ้นมา

    เดิมพรรคตั้งเป้าส่งผู้สมัคร ส.ส. ครอบคลุมทั่วประเทศ ตามไทม์ไลน์การเลือกตั้งที่กำหนดไว้ แต่จากสถานการณ์ความไม่ปกติของประเทศ ทั้งปัญหาน้ำท่วมและสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การยุบสภาก่อนกำหนด ทำให้พรรคสามารถส่งผู้สมัคร ส.ส. เขตได้เพียง 7 จังหวัด อย่างไรก็ตาม พรรคได้ส่งรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 100 คน ตามกติกาการเลือกตั้ง และตั้งเป้าหมายที่จะได้ ส.ส. เข้าสภาให้มากที่สุด

    หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวว่า พรรคมุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน เนื่องจากเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต การคิดดอกเบี้ยในระบบการเงินปัจจุบันส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนทุกภาคส่วน ขณะนี้มีกองทุนและแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมากพร้อมเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ติดข้อจำกัดทางกฎหมาย พรรคจึงเห็นความจำเป็นในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ย เพื่อเปิดทางเลือกใหม่ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

    ด้านนายธงรบ ด่านอำไพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค กล่าวว่า ตนพร้อมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยจะนำประสบการณ์จากการเป็นผู้บริหารธนาคารอิสลามมาใช้ในการบริหารประเทศ พรรควิชชั่นใหม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยเชื่อว่าคนที่ไม่มีเงินแต่มีความรู้ ความสามารถ และศักยภาพ สามารถนำความสามารถมาประเมินมูลค่าเป็นหุ้นส่วนได้ เพื่อสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นรากฐานที่ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย และเป็นแนวทางแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในสังคม

    ขณะที่ นายสุโท สร้างคำ เลขาธิการพรรค กล่าวว่า พรรควิชชั่นใหม่มีความพร้อมเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งผู้สมัคร ส.ส. เขต และผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ พรรคจะนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารนโยบายให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงในระยะเวลาจำกัด พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า พรรคจะสามารถคว้าที่นั่ง ส.ส. ได้มากกว่า 25 คน เพื่อผลักดันร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ย ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคเข้าสู่สภา

    “การเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ใช่เพียงการเลือกบุคคล แต่เป็นการเลือกทิศทางประเทศ พรรควิชชั่นใหม่ขอเป็นทางเลือกใหม่ที่ให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์มากกว่าการเงิน พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจที่คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

    นอกจากนี้ พรรควิชชั่นใหม่ยังประกาศนโยบาย “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล : บ้านหลังที่สองของผู้สูงอายุไทย” โดยมีเป้าหมายยกระดับ รพ.สต. ให้เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระดับตำบลอย่างครบวงจร ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง มีแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และเจ้าหน้าที่บริบาล รวมถึงการยกระดับ อสม. ผ่านการอบรมมาตรฐาน เพื่อรองรับทั้งผู้สูงอายุทั่วไปและผู้ป่วยติดเตียง ลดภาระครอบครัว และลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่

    สำหรับไฮไลต์สำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือ คำปราศรัยนโยบายของหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศวิสัยทัศน์ “ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ปรับรากฐานสู่ประเทศศิวิไลซ์ ด้วยเศรษฐกิจมนุษย์และการเงินไร้ดอกเบี้ย” โดยชี้ว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากความยากจนปลายเหตุ หากแต่เป็นผลจากโครงสร้างที่ให้คุณค่ากับเงินมากกว่าคน พร้อมเสนอแนวคิดเศรษฐกิจมนุษย์เป็นทางออกเชิงโครงสร้างของประเทศ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/919233/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EeA_0D8d0F4RO_JC-69mS

  • วิกฤตซ้อนวิกฤต “โจทย์ใหม่” ยุคภัยธรรมชาติ-ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน

    วิกฤตซ้อนวิกฤต “โจทย์ใหม่” ยุคภัยธรรมชาติ-ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน

    Loading…

    วิกฤตซ้อนวิกฤต “โจทย์ใหม่” ยุคภัยธรรมชาติ-ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-234&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qhQhc4gxwnbiO-za0C1kG

  • พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    นโยบายที่ 2 รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ขับเคลื่อนกลยุทธ์ “ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้” จัดงานธงเขียวราคาประหยัด “ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” 10 จังหวัด ลดต้นทุนเกษตรกรไปแล้วกว่า 21 ล้านบาท พร้อมออกมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งสินเชื่อชะลอการขาย ชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อก ส่งเสริมการผลิตและแปรรูป และเพิ่มช่องทางการตลาด ตลอดจนเร่งเจรจาขายข้าวผ่านการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) กับสิงคโปร์ 1 แสนตัน เป็นจุดเริ่มต้น Food Security Hub และเร่งส่งมอบข้าว G to G กับจีน 5 แสนตัน รวมถึงรักษาตลาดข้าวไทยที่เป็นอันดับ 1 ในฮ่องกง พร้อมบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ล่าสุดมีออเดอร์มันสำปะหลังอัดเม็ด 30,000 ตัน จากบริษัท ARASCO ของซาอุฯ และอาจสั่งอีก 100,000 ตันในปีหน้า พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร นำร่องเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่ “New Rice Economy” จับมือทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน เกษตรกร TDeD Rice Hub มุ่งสู่ “ข้าวประณีต” ขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ตลาดเฉพาะทาง เพิ่มมูลค่าแทนการแข่งขันด้านราคา และให้เกษตรกรปลูกพืชเกษตรศักยภาพอื่น ในลักษณะให้ริเริ่มทดแทนบางส่วนตามความพร้อมซึ่งมีตลาดรองรับ 

    นโยบายที่ 3 เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs มุ่งแก้ Pain Point ธุรกิจ เรื่องทุน ช่องทางตลาด และทักษะดิจิทัล ผนึกกำลัง SME D Bank สร้างมาตรฐานให้แฟรนไชส์และปล่อยสินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์นำร่อง 8 แบรนด์ วงเงินกว่า 439 ล้านบาท พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าชุมชนด้วยการขึ้นทะเบียน GI ใหม่ 4 รายการ ได้แก่ ทุเรียนชุมพร กกเหล่าพัฒนา (นครพนม) ไก่เบตงยะลา และผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) ส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านโครงการ SMEs Pro-active สร้างมูลค่าการค้ากว่า 179 ล้านบาท ส่งเสริมสินค้าอัญมณีผ่านงาน “Bangkok Jewelry Week 2025” และงาน“เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025” คาดสร้างรายได้รวมกว่า 150 ล้านบาท รวมทั้งเปิดจุดจำหน่ายสินค้าโดยพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน นอกจากนี้ ยังเร่ง “Upskill Reskill” ผู้ประกอบการยุคดิจิทัล พัฒนาผู้ประกอบการค้าออนไลน์ร่วมกับพันธมิตร (เช่น META Facebook และ Line) DBD Academy อบรมด้านทรัพย์สินทางปัญญา และอบรม AI โดยได้อบรมผู้ประกอบการแล้วรวมกว่า 32,000 ราย

    นโยบายที่ 4 ดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทันทีผ่านงาน “ธงฟ้าชายแดน” ช่วยลดค่าครองชีพและเยียวยาประชาชนในจังหวัดชายแดนไปแล้วกว่า 24 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำสินค้าจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด) มาจำหน่ายช่วงมหกรรมซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ ควบคู่กับการทำ E-Catalog ประชาสัมพันธ์สินค้าเด่น 7 จังหวัดชายแดน และดำเนินโครงการ “ไปรษณีย์ ขนส่งฟรี” สนับสนุนค่าขนส่งให้ผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดชายแดน ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และกระตุ้นการค้าขายชายแดน

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    นโยบายที่ 5 รับมือภาษีสหรัฐฯ และการเบี่ยงเบนทางการค้าจากประเทศอื่นๆ  โดยเดินหน้าเจรจาความตกลง Reciprocal Trade กับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง นัดหมายจับคู่กิจกรรม Online Business Matching แล้ว 45 คู่ คาดสร้างมูลค่าการค้า 360 ล้านบาท เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ จากความได้เปรียบของอัตราภาษี Reciprocal Tariff และเพิ่ม Local Content ไทย สร้างโอกาสใหม่ในตลาดสหรัฐฯ (RVC-UP) โดยพัฒนาระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้านำ AI มาช่วยตรวจสอบ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งอบรมผู้ประกอบการให้เพิ่มการใช้ Local Content หรือวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทย และกวาดล้างธุรกิจนอมินี ประสาน ปปง. สตช. DSI ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจเป้าหมายและดำเนินการกับผู้กระทำความผิด และเตรียมให้ของขวัญปีใหม่มิจฉาชีพ 4 คำสั่ง 2 ประกาศ เพื่อสร้างมาตรฐานการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม ป้องกันปราบปรามบัญชีม้า
     
    นโยบายที่ 6 การเจรจา FTA และบุกตลาดใหม่ กระทรวงพาณิชย์ “เร่งเครื่อง” เปิดประตูการค้าโลกเต็มสูบ ผลักดันการบังคับใช้ FTA ไทย-เอฟตา ภายในครึ่งปีแรกของปี 69 เป็นบันไดขั้นสำคัญในการเข้าอียู พร้อมเร่งเจรจา FTA ไทย-อียู ให้คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสแรกของปี 69 และเดินหน้าเจรจา CEPA ไทย-เกาหลีใต้ รวมทั้งเร่งจัดสัมมนาผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์ FTA ให้แก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการ “Special Task Force” บุก 4 ตลาดศักยภาพใหม่ (ซาอุดีอาระเบีย เวียดนาม อินเดีย จีน) คาดสร้างมูลค่าการค้า 350 ล้านบาท ล่าสุด ได้สั่งการทูตพาณิชย์ 9 แห่งในจีน ให้เร่งเจาะ 5 กลุ่มสินค้าสำคัญ (สินค้าเกษตรและอาหารสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม สินค้ารักษ์โลก และสินค้านวัตกรรมและดิจิทัลคอนเทนต์) เพื่อรองรับกำลังซื้อจากชนชั้นกลางจีนที่กำลังขยายตัวจาก 400 เป็น 800 ล้านคน พร้อมกันนั้น ยังเร่งรัดจัดกิจกรรม Trade Promotion ในต่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั่วโลก สร้างมูลค่าการค้าแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    นโยบายที่ 7 พัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการ ปรับปรุงกฎระเบียบ และลดขั้นตอนราชการ โดยยกระดับการให้บริการดิจิทัล อาทิ Dashboard ข้าว Early Warning ระบบคาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปี เพื่อประเมินความเสี่ยงผลผลิตล้นตลาด ปัจจุบันพร้อมใช้งานแล้ว และจะใช้กับพืชเกษตรอื่นต่อไป พัฒนาระบบให้บริการ “MOC Plus” ใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะให้คำปรึกษาและบริการออนไลน์ ภายใน พ.ค.69 พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับออกใบอนุญาตสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) เชื่อมโยง e-Service กับแอปทางรัฐ (อาทิ บริการขออนุญาตประกอบการค้าข้าว) ภายใน ธ.ค.68 พัฒนาระบบการส่งข้อมูลแบบบูรณาการ e-One Report ร่วมกับ ก.ล.ต. และ SET เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการนำส่งเอกสาร พร้อมเร่งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดูแลประชาชน และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจให้คล่องตัวเช่น กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืนฯ ของบริษัทมหาชนจำกัด กฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของต่างประเทศ และออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า(EV Charger) ให้ถูกต้องเที่ยงตรง เป็นต้น 

    “จากความสำเร็จในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์พร้อมเดินหน้า Next Step ต่อเนื่องทันที โดยในช่วง 2 เดือนข้างหน้า (ธ.ค. 68 – ม.ค. 69) จะจัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ข้ามปี 1 เดือนเต็ม และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชายแดน จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน และเจรจาตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย รัสเซีย แคนาดา เข้าร่วม WEF (The World Economic Forum) 2026 พบปะภาครัฐและเอกชนชั้นนำของโลก เร่งเครื่องกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศรวมมากกว่า 20 กิจกรรม” นางศุภจีฯ กล่าว

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    “การทำงานตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังวางรากฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มาตรการต่าง ๆ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่า 0.18% ของ GDP และในปี 2569 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่า 0.46% ของ GDP เป็นความตั้งใจของกระทรวงที่จะผลักดันให้ได้ ซึ่งจะเร่งดำเนินนโยบายให้มีความคืบหน้าเป็นรายสัปดาห์ มีเป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378971069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a-TP1dnj9I8RNJKMXxqHj

  • สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

    สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

    วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ผลงานจากการวิจัย พัฒนาของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล จากการประกวดงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และวัตกรรมปี 2569 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ชี้เป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานพร้อมนำไปต่อยอดทางอุตสาหกรรม

    รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยว่า นอกเหนือจากภารกิจการให้บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในด้านต่างๆ (เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การแพทย์ สิ่งแวดล้อม) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม  สทน. ยังมีการวิจัยพัฒนาวิชาการและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ  

    ในแต่ละปีนี้ สทน. ได้ส่งผลงานการวิจัยเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับประเทศและต่างประเทศจนได้รับรางวัลมากมาย สำหรับในปีงบประมาณ 2569  มีผลงานการประดิษฐ์คิดค้นและการวิจัยของ สทน. ได้รับรางวัลการประกวดจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จำนวน 7 รางวัล ดังนี้ 1.รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จำนวน 1 รางวัล เรื่อง โอ้ซีลีนอร์แคนเซอร์ : นาโนเทคโนโลยีอุบัติใหม่ของซีลีเนียมนาโนไฮบริดที่ทำงานหลากหลายฟังก์ชั่น เป็นตัวนำส่งนาโนอัจฉริยะสำหรับระบบนำส่งยาต้านมะเร็งอย่างทรงประสิทธิภาพ ผลงานของ ดร.ศักด์ชัย หลักสี และคณะวิจัย 2.ผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลเกียรติคุณ จำนวน 1 รางวัล คือ นวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะต้นทุนต่ำ  สำหรับตรวจวัดรังสีและเก็บกู้วัสดุกัมมันตรังสี เพื่อการจัดการภาวะฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ  ผลงานของ ดร.กนกรัชต์ ตียพันธ์ และคณะวิจัย และ 3.ผลงานวิจัยรางวัลผลงานคุณภาพ จำนวน 5 รางวัล คือ 

    3.1 “Zeolite Molecular Sieve (ZMS : นวัตกรรมวัสดุดูดซับสำหรับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน( Zeolite Molecular Sieve (ZMS) : An Innovative Adsorbent Material for Carbon Capture and Storage Technologies) ผลงานของ ดร.วิลาสินี กิ่งก้ำ และคณะวิจัย

    3.2 ผลงานเรื่อง “บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุแคปซูลวัสดุกัมมันตรังสีหลังการปรับสภาพกากกัมมันตรังสี ประเภท DC12CAP ( Packaging for Radioactive Material Capsules After Conditioning of Disused Sealed Radioactive Source (DSRS) Type DC12CAP) ผลงานของ นางอัจฉรา  พัฒนทรัพย์ และคณะวิจัย

    3.3 ผลงานเรื่อง ชวาดอท : คาร์บอนดอทจากกระบวนการรังสีไอออไนซ์สะอาด (Chawa Dots : Carbon Dots from Water Hyacinth Via Clean Ionizing Radiation) ผลงานของ ผศ.ดร.(พิเศษ) ธนกร แสงทวีสิน และคณะวิจัย 

    3.4 ผลงานเรื่อง ระบบตรวจวัดค่าตัวแปรจากภาพ ( Image Processing) เพื่อการประมวลผล และแจ้งเตือนการทำงานที่มีแนวโน้มผิดปกติ (Intelligent Image Processing System for Real-Time Monitoring and Early Anomaly Detection) ผลงานของ นายกิติศักดิ์  โคมน้อย และคณะวิจัย 

    และ 3.5 ผลงานเรื่อง เครื่องสร้างพลาสมาที่สภาวะบรรยากาศแบบทำงานได้สองฟังก์ชั่น ( Dual-Function Atmospheric Pressure Plasma Generator) ผลงานของนายพสิษฐ์  วงษ์หาบุศย์ และคณะวิจัย

    ผลงานการวิจัยดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้หลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ  ด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานเป็นเทคโนโลยีที่มีความพร้อมในการนำไปพัฒนาต่อยอดในระดับอุตสาหกรรม สามารถปรับขนาดการผลิต (scalability) ได้ง่าย ใช้วัตถุดิบที่มีราคาประหยัด และถูกออกแบบเพื่อรองรับระบบแยกก๊าซในโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และภาคพลังงานหมุนเวียน  รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/935667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_YS36xQwvVg6tkXkpntTt

  • เผ่าภูมิ เปิด 10 หลักคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้ครับ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgudhfRDIjvRCAERJGqI

  • เผ่าภูมิ เปิด 10 หลักคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้ครับ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgudhfRDIjvRCAERJGqI

  • นักท่องเที่ยวสาวอินเดีย​ ปลื้มตำรวจท่องเที่ยวไทย แจ้งสายด่วน 1155 ทำงานไว แจ้งปุ๊บตามของหายคืนได้ทันที

    นักท่องเที่ยวสาวอินเดีย​ ปลื้มตำรวจท่องเที่ยวไทย แจ้งสายด่วน 1155 ทำงานไว แจ้งปุ๊บตามของหายคืนได้ทันที

    นักท่องเที่ยวสาวชาวอินเดียโล่งใจ หลังแจ้งสายด่วน 1155 เมื่อลืมกระเป๋าบนแท็กซี่ ตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการกำลังตามคืนได้รวดเร็ว ครบทุกชิ้น

    พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.2

    วันนี้ ( 21 ธันวาคม 2568 )พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.2 เปิดเผยว่า ตำรวจท่องเที่ยวได้รับแจ้ง จากสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ว่า มีนักท่องเที่ยวหญิง วัย 29 ปี ชาวอินเดีย ลืมกระเป๋าสะพายสีดำ ภายในมีทรัพย์สิน บัตรเครดิต และเอกสารส่วนตัว หลายรายการ ไว้บนรถแท็กซี่ หลังรับแจ้งตำรวจท่องเที่ยวติดตามคืนได้อย่างรวดเร็ว สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวรายนี้อย่างมาก

    พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ( ผบช.ทท. )

    ผกก.1 บก.ทท.2 กล่าวว่าตนได้สั่งการ สถานี 2 สถานี 3 และสืบ กก. ช่วยกันหาข้อมูล เลยได้คืนเร็ว ซึ่งจากการรับแจ้งทราบว่านักท่องเที่ยวรายนี้ร้อนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากภายในกระเป๋ามีเอกสารสำคัญหลายอย่าง ตำรวจท่องเที่ยวจึงรีบเข้าไปติดต่อพบนักท่องเที่ยวรายนี้ทันทีในโรงแรมที่พักย่านสวนพลู กทม. จนสืบทราบรถแท็กซี่คันที่นักท่องเที่ยวรายนี้โดยสารมาในช่วงกลางดึก และประสานติดตามกระเป๋าคืนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งยังอยู่ครบถ้วน นักท่องเที่ยวชาวอินเดียรายนี้แสดงความขอบคุณตำรวจท่องเที่ยวและขอบคุณคนขับแท็กซี่ ที่ใส่ใจและติดตามของคืนได้ทั้งหมด

    พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ( ผบช.ทท. )

    ด้าน พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ( ผบช.ทท. ) กล่าวว่า กรณีดังกล่าวได้รับรายงานเรื่องนี้ ต้องชื่นชมตำรวจ กก.1 บก.ทท.2 ที่ใส่ใจในการดูแลความเดือดร้อนของนักท่องเที่ยว ถือเป็นแบบอย่างตำรวจที่มีมายด์เซ็ตมีหัวใจบริการ ซึ่งการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวรายนี้ได้อย่างรวดเร็วนั้นสะท้อนให้เห็นว่าระบบการรับแจ้งเหตุเหตุการณ์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 1155 มีประสิทธิภาพ ประสานงานส่งต่อข้อมูลและดำเนินการอย่างรวดเร็ว

    ผบช.ทท.กล่าวด้วยว่า ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีใหม่ซึ่งเป็นไฮซีซั่น ตำรวจท่องเที่ยวมีความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวทุกมิติ ทั้งนี้สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 พร้อมรองรับให้บริการนักท่องเที่ยวในทุกๆด้านเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/265986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OYLg3gQUFUOho5aG4MHNi