Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘บาทแข็ง’ เกินจริงฉุดแข่งขันท่องเที่ยวไทย  ‘แอตต้า’ ลุ้นทัวริสต์ต่างชาติ 39 ล้านคนปี 69

    ‘บาทแข็ง’ เกินจริงฉุดแข่งขันท่องเที่ยวไทย ‘แอตต้า’ ลุ้นทัวริสต์ต่างชาติ 39 ล้านคนปี 69

    “แอตต้า” หวั่น “บาทแข็ง” เกินจริงสวนทางเศรษฐกิจไทยโตต่ำ หลุดกรอบ 30 บาทต่อดอลลาร์ ฉุดขีดแข่งขันด้านราคาภาคท่องเที่ยวไทย สินค้าบริการแพงขึ้นในสายตาทัวริสต์ต่างชาติ หวัง “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เยือนไทยปี 69 แตะ 39 ล้านคน จาก “ตลาดจีน” คาดฟื้นแรง 9 ล้านคน เพิ่มเท่าตัวจาก 4.5 ล้านคนปีนี้ “ททท.” ชี้เห็นสัญญาณบวกตลาดจีนเที่ยวไทย หวังพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาจบเร็ว หวั่นฉุดช่วงพีคเทศกาลตรุษจีน ก.พ. 69

    ภาคเอกชนท่องเที่ยวกังวลปัจจัยเงินบาทแข็งค่า สร้างความท้าทายแก่การแข่งขันด้านราคาในช่วงไฮซีซันปลายปี 2568 ไปจนถึงตลอดปี 2569 สินค้าท่องเที่ยวและบริการของไทยแพงขึ้นในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ เทียบคู่แข่งในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น และเวียดนาม อาจทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจไปเที่ยวประเทศอื่นที่มีค่าใช้จ่ายถูกก่อน

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หากค่าเงินบาทแข็งค่าหลุดกรอบ 30 บาทต่อดอลลาร์ คาดกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยไปอีกยาว เพราะปัจจุบันค่าครองชีพของประเทศไทยสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน เมื่อบวกกับปัจจัยค่าเงินบาทแข็งที่สุด และสถานการณ์แข่งขันชิงนักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้เปรียบประเทศไทย มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใกล้เคียงกัน แต่ต้นทุนค่าใช้จ่ายของเวียดนามถูกกว่าไทย สามารถชูจุดขายความสดใหม่ และไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวต้องกังวล

    เมื่อเงินบาทแข็งค่า และสภาวะเศรษฐกิจของไทยไม่ได้ดีมากนัก ยิ่งกลายเป็นปัญหาหนัก ทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยแข่งขันได้ยาก โดยมองว่าระดับค่าเงินบาทที่เหมาะสมที่สุดคือ 40 บาทต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงยุคหลังวิกฤติต้มยำกุ้งที่ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ เอื้อต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภาคการส่งออกและท่องเที่ยว 

    ขณะที่ตอนนี้ฐานะทางการคลังของไทยไม่ค่อยดี ภาคการส่งออกเติบโตไม่โดดเด่น ภาคการท่องเที่ยวมีชาวต่างชาติเดินทางเข้าไทยติดลบ ขณะเดียวกันปัญหาหนี้ครัวเรือนก็สูง จึงมองว่าอย่างน้อยควรอ่อนค่ากลับไปที่ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับตอนตลาดกรุ๊ปทัวร์จีนเดินทางเข้าไทยกำลังบูมเมื่อปี 2562 ก่อนโควิดระบาด 

    ยกตัวอย่างปีที่แล้วนักท่องเที่ยวจีนใช้เงินหยวนแลกเงินบาทได้ 5.4 บาทต่อหยวน แต่ปัจจุบันแลกได้ 4.4 บาทต่อหยวน หายไป 20% ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเลือกไปจุดหมายปลายทางอื่นที่ถูกกว่าก่อน ค่อยมาไทยทีหลัง

    “ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรดูแลค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพราะในสภาวะเศรษฐกิจไทยไม่ดีแบบนี้ ภาคส่งออกกับท่องเที่ยวยังเป็นแบบนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขนาดนี้ คนไทยไม่ค่อยมีเงิน ในมุมภาคเอกชนจึงมองว่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำพุ่ง หรือธุรกรรมผิดปกติและธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีที่ควบคุมได้ยาก”

    ลุ้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทย 39 ล้านคน

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า แอตต้าคาดการณ์ว่าปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยเกือบ 9 ล้านคน เพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีนี้ที่คาดว่าจะปิด 4.5 ล้านคน หนุนภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยไปถึง 39 ล้านคนในปีหน้า เพิ่มขึ้นจาก 32-33 ล้านคนในปีนี้

    หลังจากกลางเดือน พ.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดเสียงชื่นชมอย่างมากจากชาวจีนบนโลกโซเชียลมีเดีย ส่งผลบวกต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

    นอกจากนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้เข้าร่วมงานเทรดโชว์ด้านการท่องเที่ยว “CITM 2025” ณ เมืองไหโขว่ มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความสัมพันธ์อันดี ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบสองทางระหว่างไทยกับจีน ขณะเดียวกันยังได้รับความเชื่อมั่นจากองค์กรใหญ่ เช่น แอมเวย์ (Amway) จัดทริปเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (อินเซนทีฟกรุ๊ป) จำนวนรวม 13,000 คน ทยอยเดินทาง 10 กลุ่ม กลุ่มละ 1,300 คน ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.-ต้นเดือน เม.ย. 2569

    “แม้ปีนี้จะมีหลายเหตุการณ์สร้างความกังวลใจแก่นักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะเหตุการณ์นักแสดงชาวจีน ซิงซิง หายตัวไปบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาเมื่อต้นปี ส่งผลกระทบระยะยาว นักท่องเที่ยวจีนหายไปหลายล้านคน ไม่ใช่วิกฤติช่วงสั้นๆ แต่ล่าสุดจากการติดตามโซเชียลมีเดียของจีนแทบไม่มีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับประเทศไทยแล้ว จึงคาดหวังว่าการเจรจาเพื่อยุติการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จะเกิดขึ้นในเร็ววัน ส่งผลดีต่อภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งหมด”

    จัดเจรจาธุรกิจ ม.ค.69 สะพัด 3 พันล้าน

    ทั้งนี้ แอตต้า ร่วมกับ ททท. สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สมาคมโรงแรมไทย และพันธมิตรภาคการท่องเที่ยวไทย ประกาศความพร้อมจัดงาน “ไทยแลนด์ ทัวริสซึ่ม แอนด์ ไมซ์ เน็กซ์ 2026” วันที่ 23 ม.ค. 2569 ณ รอยัล จูบิลี บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

    รับกระแสท่องเที่ยวฟื้นตัว มุ่งยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางความร่วมมือการท่องเที่ยวโลกที่ปลอดภัยและยั่งยืน ไฮไลต์ของงานคือการจับคู่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 3,000 นัดหมาย ที่มีผู้ซื้อและผู้ขายมากกว่า 1,200 ราย คาดการณ์มูลค่าการเจรจาธุรกิจเบื้องต้นประมาณ 3,000 ล้านบาท

    “ททท.” ชี้จีนเที่ยวไทยเห็น “สัญญาณบวก”

    นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวภายหลังร่วมงานเทรดโชว์ CITM 2025 ว่า ททท.เริ่มเห็นสัญญาณบวกของตลาดนักท่องเที่ยวจีน หลังเดินหน้าทำการตลาดสื่อสารภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และช่วง 2-3 เดือนล่าสุดไม่ค่อยมีข่าวเชิงลบกระทบบรรยากาศการเดินทาง เอเย่นต์ทัวร์จึงกล้าขายแพ็กเกจทัวร์แก่นักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองรองระดับ 2-3 ของจีน

    จากสถิติภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเดือน ธ.ค. ฟื้นตัว แม้ยังติดลบ 28% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่เป็นการติดลบที่น้อยลงกว่าเดือน มี.ค.-มิ.ย. ที่มีอัตราติดลบถึง 41-48% หลังเกิดเหตุนักแสดงจีนซิงซิงหายตัว โดยปัจจุบันมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทย 10,000-14,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้เฉลี่ยเพียง 8,000-9,000 คนต่อวัน

    ประกอบกับกรณีพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ทางการจีนประกาศเตือนคนจีนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าญี่ปุ่น เกิดอานิสงส์คนจีนเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปเที่ยวประเทศอื่นที่มีสินค้าและมูลค่าแพ็กเกจใกล้เคียง ส่วนใหญ่จึงเลือกไปเกาหลีใต้แทน สำหรับการเปลี่ยนจุดหมายมาเที่ยวไทย คาดว่าจะเห็นชัดเจนในเดือน ธ.ค.นี้เป็นต้นไป และทำให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยตลอดปี 2568 มีจำนวนแซงนักท่องเที่ยวมาเลเซียกลับมาเป็นอันดับ 1 ก็เป็นได้ เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางข้ามชายแดนมาเที่ยว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในเดือนสุดท้ายของปีนี้

    “จีนเที่ยวญี่ปุ่น” เดือน พ.ย. โตแค่ 3%

    หลังจากเกิดข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น สถิติล่าสุดจากการรายงานขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ระบุว่าในเดือน พ.ย. 2568 มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าญี่ปุ่นจำนวน 5.62 แสนคน เติบโตลดลง เพิ่มขึ้นเพียง 3% เทียบเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ต่างจากเดือน ต.ค. ที่มีจำนวน 7.15 แสนคน เติบโต 22.8%

    ส่วนภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าญี่ปุ่นสะสมตลอด 11 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ย.) ปีนี้ มีจำนวน 8.76 ล้านคน เติบโต 37.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยังคงครองอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นทั้งหมด รองลงมาคือนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 8.48 ล้านคน ไต้หวัน 6.17 ล้านคน สหรัฐ 3.03 ล้านคน ฮ่องกง 2.22 ล้านคน และไทย 1.06 ล้านคน

    ททท.ตั้งเป้าจีนเที่ยวไทยปีหน้า 6.7 ล้านคน

    นางสาวภัทรอนงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ตั้งเป้าหมายฟื้นนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยปี 2569 ไว้ที่ 6.7 ล้านคน เท่ากับปี 2567 มีความเป็นไปได้ว่าจะไปถึงตัวเลขนั้น ถ้าปัจจัยลบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน 

    โดยเฉพาะการทำตลาดร่วมกับสายการบินเพื่อเพิ่มปริมาณที่นั่งโดยสาร (Seat Capacity) เส้นทางระหว่างไทย-จีน โดยเมื่อปี 2567 มีปริมาณที่นั่งโดยสารรวม 8.81 ล้านที่นั่ง ปี 2568 มีปริมาณลดลงเหลือ 7.49 ล้านที่นั่ง ติดลบ 14% เทียบปีก่อน ส่วนปี 2569 คาดมีดีมานด์จากเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) มากขึ้น ล่าสุดได้หารือกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เกี่ยวกับการออกมาตรการจูงใจสายการบินเพิ่มเติม

    หวังพิพาทชายแดนฯ จบเร็ว หวั่นฉุด “ตรุษจีน”

    อย่างไรก็ตาม เหตุพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนในการเดินทางเข้าไทย หากยืดเยื้อไปถึงกลางเดือน ก.พ. 2569 ซึ่งตรงกับช่วงพีคหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน จะยิ่งกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะกลุ่มเดินทางจากเมืองรองที่ค่อนข้างอ่อนไหวและกังวล ต่างจากนักท่องเที่ยวเมืองหลักของจีนที่เข้าใจสถานการณ์ว่าพื้นที่เกิดเหตุห่างจากกรุงเทพฯ พอสมควร

    โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเอเย่นต์ทัวร์มีความจำเป็นต้องเลื่อนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ 3 เที่ยวบินแรก จากแผนทำการบิน 13 เที่ยวบินในเส้นทาง ไหโขว่-อุดรธานี ออกไปก่อน ทั้งที่ขายแพ็กเกจทัวร์ได้เต็มลำ แต่พอเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดน ทำให้นักท่องเที่ยวสับสนระหว่างชื่อ จ.อุดรธานี กับ จ.อุบลราชธานี ซึ่งติดชายแดนกัมพูชา ทำให้ต้องเลื่อนการเดินทางออกไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1213543&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cWhqjjiD8zFhNknjEhRH_

  • ธนาคารกลางจีนคุมเข้ม “ห้ามปฏิเสธเงินสด”

    ธนาคารกลางจีนคุมเข้ม “ห้ามปฏิเสธเงินสด”

    ธนาคารกลางจีนคุมเข้ม “ห้ามปฏิเสธเงินสด” ออกกฎใหม่บังคับใช้ปี 2569 สร้างระบบการชำระเงินที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม

    ธนาคารประชาชนจีน (People’s Bank of China: PBOC) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกกฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการรับ–จ่ายเงินสดสกุลหยวน (RMB) เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการปฏิเสธรับเงินสด ซึ่งยังคงพบอย่างต่อเนื่องในสังคมจีน แม้แนวคิดว่า “การปฏิเสธเงินสดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย” จะเป็นที่รับรู้ในวงกว้างแล้วก็ตาม

    เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ และสำนักงานกำกับดูแลการเงินแห่งชาติ ได้เผยแพร่ระเบียบว่าด้วยการรับและให้บริการเงินสดสกุลหยวน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการใช้เงินสดที่สะดวก ภายใต้การพัฒนาร่วมกันของรูปแบบการชำระเงินที่หลากหลาย ทั้งเงินสดและดิจิทัล กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

    ธนาคารกลางจีนระบุว่า แม้จำนวนคำร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิเสธรับเงินสดทั่วประเทศจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา แต่แนวโน้มที่ผู้ประกอบการจำนวนมากลดความเต็มใจในการรับเงินสดยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และยากต่อการแก้ไขในระยะสั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดกรอบกฎหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ระเบียบฉบับใหม่ได้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานจัดเก็บค่าธรรมเนียมผู้ประกอบการ และสถาบันการเงินไว้อย่างชัดเจน โดยระบุว่า ยกเว้นกรณีที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับกำหนดให้ต้องใช้เครื่องมือการชำระเงินที่ไม่ใช่เงินสดเท่านั้น ห้ามปฏิเสธการชำระเงินด้วยเงินสด ห้ามบังคับ ชักจูง หรือใช้มาตรการเลือกปฏิบัติใด ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้เงินสด

    นอกจากนี้ ยังได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการตามลักษณะพื้นที่และสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น สถานที่ที่ใช้ระบบบริการตนเอง เครื่องอัตโนมัติ หรือพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ อาทิ สวนอุตสาหกรรม โรงงาน แหล่งท่องเที่ยว และสถานศึกษา ที่ใช้ระบบ “บัตรใบเดียว” ในการชำระเงิน ผู้ประกอบการต้องแสดงวิธีการชำระเงิน ช่องทางแปลงเงินสด และหมายเลขติดต่อเพื่อขอรับบริการไว้อย่างชัดเจน

    ระเบียบยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อผู้สูงอายุ ผู้พิการ และชาวต่างชาติ โดยกำหนดให้หน่วยงานและสถาบันการเงินต้องคำนึงถึงความต้องการและพฤติกรรมการใช้เงินสดของกลุ่มดังกล่าว พร้อมทั้งกำหนดให้ธนาคารจัดตั้งกลไกสำรองบริการเงินสดในภาวะฉุกเฉิน ปรับปรุงบริการที่เคาน์เตอร์ และรักษาความเป็นระเบียบในสาขา เพื่อรองรับความต้องการเงินสดในสถานการณ์พิเศษ

    สำหรับประชาชนที่ประสบปัญหาการปฏิเสธรับเงินสด เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางจีนแนะนำให้เก็บรักษาหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สายด่วนภาครัฐ หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือระบบคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้านการเงิน โดยธนาคารกลางจีนจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไขอย่างทันท่วงที

    ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู

    การคุ้มครองสิทธิการใช้เงินสดควบคู่ระบบชำระเงินดิจิทัล กรณีที่จีนออกกฎระเบียบคุมเข้มการปฏิเสธรับเงินสด สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายร่วมของหลายประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยซึ่งมีการใช้ e-Payment และ QR Code อย่างแพร่หลาย สามารถนำบทเรียนดังกล่าวมาปรับใช้ได้ในหลายมิติ ดังนี้

    1. ยืนยันหลักการ “เงินสดยังเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย”

    ภาครัฐไทยควรสื่อสารเชิงนโยบายให้ชัดเจนและต่อเนื่องว่า เงินสดยังคงเป็นสื่อกลางการชำระเงินตามกฎหมาย แม้ประเทศจะเดินหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อย ร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยว และบริการสาธารณะ

    2. ออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการ

    หน่วยงานกำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงพาณิชย์ อาจพิจารณาจัดทำ แนวทางการรับชำระเงินที่เหมาะสมตามประเภทกิจการ เช่น ธุรกิจที่ใช้เครื่องอัตโนมัติหรือระบบ Self-serviceพื้นที่ท่องเที่ยว สถานที่ราชการ และระบบขนส่ง ธุรกิจที่มีการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ โดยกำหนดให้แสดงช่องทางชำระเงินที่รองรับอย่างชัดเจน และจัดเตรียมแนวทางรองรับเงินสดในกรณีจำเป็น

    3. คุ้มครองกลุ่มเปราะบางและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ไทยควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งอาจไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัลของไทย การกำหนดให้บริการสาธารณะและธุรกิจท่องเที่ยวหลักต้องรองรับเงินสด จะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ และเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะประเทศท่องเที่ยวที่เป็นมิตร

    4. เสริมบทบาทสถาบันการเงินในการรองรับเงินสด

    ธนาคารพาณิชย์ควรมีบทบาทเชิงรุกในการรักษาสภาพคล่องเงินสดในพื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนปรับปรุงบริการเคาน์เตอร์สำหรับกลุ่มที่ต้องใช้เงินสด จัดทำแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ระบบดิจิทัลขัดข้องหรือภัยพิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนต่อระบบการชำระเงินโดยรวม

    5. สร้างกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย

    ภาครัฐไทยอาจพิจารณาพัฒนาช่องทางร้องเรียนเฉพาะกรณีปฏิเสธรับเงินสด ผ่านสายด่วนภาครัฐหรือแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการปรับปรุงนโยบายในระยะยาว

    6. เดินหน้าสู่ “สังคมหลายรูปแบบการชำระเงิน” (Inclusive Payment Society)

    ประเทศไทยควรเน้นแนวคิด การอยู่ร่วมกันของเงินสดและดิจิทัล เพื่อสร้างระบบการชำระเงินที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    ธันวาคม 2568

    แหล่งข้อมูลสำนักข่าวซินหัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wfpdzrsisuxldmb5q0xq5yzv&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D1IM1bHOrY5kdaXF2mRCs

  • ‘คิม จองอึน’ ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรูกับลูกสาว โชว์ความเจริญของประเทศ

    ‘คิม จองอึน’ ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรูกับลูกสาว โชว์ความเจริญของประเทศ

    Geopolitics

    ‘คิม จองอึน’ ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรูกับลูกสาว โชว์ความเจริญของประเทศ

    23 ธ.ค. 2025 เวลา 18:00 น.

    'คิม จองอึน' ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรูกับลูกสาว โชว์ความเจริญของประเทศ

    “คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรู 5 แห่ง ในเขตท่องเที่ยว กับลูกสาว “คิม จูแอ” โชว์ความเจริญและศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศ

    คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรู ในเขตท่องเที่ยวของประเทศกับ คิม จูแอ ลูกสาวของเขา เพื่อแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศก่อนการประชุมพรรคครั้งสำคัญจะมีขึ้นในต้นปีหน้า

    สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างอิงสื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ KCNA รายงานในวันอังคาร (23 ธ.ค.) ว่า โรงแรม 5 แห่งในเขตท่องเที่ยวซัมจียอน ของเกาหลีเหนือ ทางตอนเหนือสุดของคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งใกล้กับชายแดนจีน เปิดทำการแล้วในวันเสาร์ (20 ธ.ค.) และวันอาทิตย์ (21 ธ.ค.) ที่ผ่านมา

    'คิม จองอึน' ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรูกับลูกสาว โชว์ความเจริญของประเทศ

    ภาพถ่ายจากสื่อของรัฐเผยให้เห็นว่า คิม ซึ่งเข้าร่วมพิธีเปิดในวันเสาร์ เข้าเยี่ยมชมโรงแรมหรูต่างๆ กับจู แอ

    คิมกล่าวว่า โรงแรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์สถานะที่สูงของผู้คนและศักภาพการพัฒนาของประเทศอย่างชัดเจน

    นักวิเคราะห์บางคนมองว่า ลูกสาวของคิมเป็นตัวเต็งที่จะขึ้นเป็นผู้นำประเทศคนต่อไป

    ทั้งนี้ นอกจากโรงแรมแล้ว ผู้นำเกาหลีเหนือได้เข้าร่วมพิธีเปิดโรงงานหลายแห่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และร่วมพิธีเปิดโรงงานระดับภูมิภาค 3 แห่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพียงสัปดาห์เดียว

    เกาหลีเหนือ เตรียมจัดการประชุมพรรคครั้งแรกในรอบห้าปีในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งคาดว่า จะมีการเปิดเผยแผนพัฒนาห้าปีฉบับใหม่สื่อของรัฐบาล เช่น โรดงซินมุน ได้เรียกร้องให้ประชาชนร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่เพื่อเร่งดำเนินการโครงการสำคัญต่างๆ ให้แล้วเสร็จก่อนการประชุมดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1213496&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1htQjMhLO2FB1JoRHy1KjB

  • วธ. เยือนหนองคาย ปักหมุดบ้านเดื่อ ชุมชนต้นแบบยลวิถี สัมผัสอัตลักษณ์ 700 ปี ริมฝั่งโขง เปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ฮอดบ้านเดื่อ” ยลอัตลักษณ์ริมโขง-ลิ้มรสเมนูมะเดื่อ ผลักดันเสน่ห์ชุมชน สู่หมุดหมาย Unseen ไท ไทย ระดับโลก | TOPNEWS

    วธ. เยือนหนองคาย ปักหมุดบ้านเดื่อ ชุมชนต้นแบบยลวิถี สัมผัสอัตลักษณ์ 700 ปี ริมฝั่งโขง เปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ฮอดบ้านเดื่อ” ยลอัตลักษณ์ริมโขง-ลิ้มรสเมนูมะเดื่อ ผลักดันเสน่ห์ชุมชน สู่หมุดหมาย Unseen ไท ไทย ระดับโลก

    นายประสพ กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านเดื่อ” เป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เนื่องจากมีผู้นำและเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความรักความสามัคคี และมีการอนุรักษ์สืบสาน รักษา ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ช่วยสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่คนในชุมชน เพื่อให้ลูกหลานได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดครอบครัวในภูมิลำเนา

    นายประสพ เน้นย้ำถึงความโดดเด่นของชุมชนบ้านเดื่อที่มีวิถีชีวิตริมน้ำโขง และ “เส้นทางท่องเที่ยวสายมะเดื่อ” ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีจุดไฮไลต์ห้ามพลาด คือการชมสถาปัตยกรรมล้านช้าง ณ วัดอุทุมพร และการลิ้มลองอาหารสำรับชุมชนที่หาทานได้เฉพาะที่นี่ เช่น เมี่ยงมะเดื่อปลานิลทอดมหามงคล น้ำพริกมะเดื่อ (รางวัลชนะเลิศรายการยกพลคนน้ำพริก) และปลาจุ่มบ้านเดื่อ ครม. รวมถึงการท่องเที่ยววิถีลุ่มน้ำโขง ทั้งการพับนกใบตาล การล่องเรือชมพระอาทิตย์สองแผ่นดินไทย-ลาว และการแต่งกายด้วยเสื้อย้อมสีมะเดื่อ นุ่งผ้าซิ่นลายพญานาคที่งดงาม

    “ชุมชนบ้านเดื่อ เป็นต้นแบบที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อ นนโยบาย “Unseen ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับอัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็น “ของดี” ในท้องถิ่นที่หาชมได้ยาก ซึ่งการที่ชุมชนแห่งนี้สามารถยกระดับทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่โดดเด่น ไม่เพียงแต่
    จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดหนองคายในระดับสากล แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในพื้นที่ ทำให้ลูกหลานไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปทำงานแดนไกล แต่สามารถกลับมาต่อยอดภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษในบ้านเกิดได้อย่างภาคภูมิใจและยั่งยืน” ปลัด วธ. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1433320&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rJsdf3lD6aYDNHptFJpfV

  • ตลาดหุ้นสหรัฐคึก S&P 500 และราคาทองทำนิวไฮ จากเศรษฐกิจขยายตัวแกร่ง

    ตลาดหุ้นสหรัฐคึก S&P 500 และราคาทองทำนิวไฮ จากเศรษฐกิจขยายตัวแกร่ง

    ดัชนี S&P 500 ปิดทำนิวไฮ รับแรงหนุนหุ้นเติบโต หลังเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวแกร่ง ส่งผลราคาทองและราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันอังคารที่ผ่านมา โดยดัชนี S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มเติบโต ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการ ซึ่งรวมถึงตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวในอัตรา 4.3% ต่อปีในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2566 และสูงกว่าประมาณการของนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยรอยเตอร์ซึ่งคาดไว้ที่ 3.3% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง

    แม้ว่าการประกาศข้อมูลจะล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลเป็นเวลา 43 วัน และนักวิเคราะห์จำนวนมากคาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 4 จะชะลอตัวลง แต่ตลาดการเงินเริ่มปรับลดความคาดหวังต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมกราคม ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้น ตามข้อมูลจาก CME

    ดัชนีดาวโจนส์ปรับเพิ่มขึ้น 79.73 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 48,442.41 จุด 

    ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 31.30 จุด หรือ 0.46% ปิดที่ 6,909.79 จุด 

    และดัชนีแนสแด็กคอมโพสิตเพิ่มขึ้น 133.02 จุด หรือ 0.57% ปิดที่ 23,561.84 จุด

    ด้านตลาดทองคำ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงในสัปดาห์ที่มีวันทำการสั้นจากช่วงวันหยุด ซึ่งการอ่อนค่าของดอลลาร์ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของโลหะมีค่าในสายตานักลงทุนต่างชาติ 

    ราคาทองสปอตเพิ่มขึ้น 1.1% อยู่ที่ 4,492.99 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,497.55 ดอลลาร์ 

    ขณะที่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ปรับเพิ่มขึ้น 0.8% ปิดที่ 4,505.7 ดอลลาร์

    ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยนักลงทุนประเมินข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งกว่าคาด รวมถึงความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากเวเนซุเอลาและรัสเซีย 

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 31 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 62.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

    ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 37 เซนต์ หรือ 0.64% ปิดที่ 58.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/735465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RY-oYL8_QVOm2cReeMiOR

  • WSOL ผนึก FPT ไอทียักษ์ใหญ่เวียดนาม ขยายโอกาสด้านเทคโนโลยี

    นายเลวี่ เหงียน (Mr. Levi Nguyen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FPT Thailand – FPT Taiwan, FPT Corporation บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการไอทีระดับโลกจากประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทส่งตัวแทนร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MOA) กับ บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพดิจิทัลและผลักดันโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย

    โดยความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ  FPT ในการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มธนาคารและการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม ค้าปลีก การผลิต ตลอดจนการให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในด้าน (Infrastructure), Core Platform, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Cloud, Cybersecurity และ Enterprise Solutions ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ขณะที่ WSOL มีเครือข่ายลูกค้าและจุดเชื่อมต่อบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบชำระเงิน บริการทางการเงิน โครงสร้างร้านค้า รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ WSOL ทำหน้าที่เป็น “Go-to-Market Gateway” ที่สำคัญในการขยายโอกาสนำเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ FPT เข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พร้อมต่อยอดไปยังหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการยกระดับการให้บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีในประเทศไทย

    “การร่วมมือกับ WSOL จะช่วยให้ FPT สามารถผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยของ WSOL เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”

    นายอิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL กล่าวเสริมว่า “WSOL เชื่อว่าความร่วมมือกับ FPT จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของไทย ด้วยประสบการณ์ของ FPT ที่ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรม ผสานกับเครือข่ายของ WSOL ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ จะช่วยให้เราพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

    นอกจากนี้ FPT และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ WeiD แพลตฟอร์มแบบบูรณาการและผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปี 2569  โดยเฉพาะในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของธุรกิจ B2B2C และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ WSOL เติบโตอย่างมั่นคงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/803494&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVYuoSGeevCY_vTgvs6ua

  • WSOL ผนึก FPT ไอทียักษ์ใหญ่เวียดนาม ขยายโอกาสด้านเทคโนโลยี

    นายเลวี่ เหงียน (Mr. Levi Nguyen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FPT Thailand – FPT Taiwan, FPT Corporation บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการไอทีระดับโลกจากประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทส่งตัวแทนร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MOA) กับ บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพดิจิทัลและผลักดันโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย

    โดยความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ  FPT ในการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มธนาคารและการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม ค้าปลีก การผลิต ตลอดจนการให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในด้าน (Infrastructure), Core Platform, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Cloud, Cybersecurity และ Enterprise Solutions ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ขณะที่ WSOL มีเครือข่ายลูกค้าและจุดเชื่อมต่อบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบชำระเงิน บริการทางการเงิน โครงสร้างร้านค้า รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ WSOL ทำหน้าที่เป็น “Go-to-Market Gateway” ที่สำคัญในการขยายโอกาสนำเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ FPT เข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พร้อมต่อยอดไปยังหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการยกระดับการให้บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีในประเทศไทย

    “การร่วมมือกับ WSOL จะช่วยให้ FPT สามารถผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยของ WSOL เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”

    นายอิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL กล่าวเสริมว่า “WSOL เชื่อว่าความร่วมมือกับ FPT จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของไทย ด้วยประสบการณ์ของ FPT ที่ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรม ผสานกับเครือข่ายของ WSOL ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ จะช่วยให้เราพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

    นอกจากนี้ FPT และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ WeiD แพลตฟอร์มแบบบูรณาการและผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปี 2569  โดยเฉพาะในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของธุรกิจ B2B2C และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ WSOL เติบโตอย่างมั่นคงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/803494&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVYuoSGeevCY_vTgvs6ua

  • ทำไมหลายธุรกิจไม่ได้ไปต่อในปี 69 ปัจจัยเสี่ยงฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

    ทำไมหลายธุรกิจไม่ได้ไปต่อในปี 69 ปัจจัยเสี่ยงฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังเผชิญกับดัก ‘วิกฤต’

    หนึ่งในความไม่แน่นอนสำคัญ คือ การเมืองไทยที่กำลังเดินเข้าสู่ช่วงสำคัญ การเปลี่ยนรัฐบาล หรือการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังเกิดขึ้นในปีหน้า สร้างคำถามถึงความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ หากเป็นไปด้วยความเรียบร้อยก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากมีเหตุการณ์ให้ต้องสะดุดกลางทาง หรือแม้จะเลือกตั้งเสร็จสิ้น แต่เกิดความล่าช้าหรือการจัดตั้งรัฐบาลมีปัญหา ไม่เพียงความเชื่อมั่นนักลงทุนจะสั่นคลอน แต่ภาคธุรกิจและประชาชนจะต้องรับต้นทุนจากความไม่ชัดเจนในการกำหนดทิศทางประเทศ

    เมื่อ “เงินเฟ้อ” ไม่ใช่แค่ตัวเลข และ “SME” กำลังขาดลมหายใจ

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะ “เงินฝืด” อย่างที่หลายคนกังวล แต่เรากำลังยืนอยู่บนความผันผวนที่ประมาทไม่ได้ 

    เงินเฟ้อที่ “เอาแน่เอานอนไม่ได้”

    แม้ระดับเงินเฟ้อจะทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นช้าๆ แต่ปัจจัยภายนอกอย่าง ราคาพลังงาน และ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทิศทางราคาสินค้ามีความผันผวนสูง

    รัฐบาลไม่สามารถใช้นโยบาย “แจกเงิน” หรือกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแหได้อีกต่อไป เพราะหากทำโดยไม่คำนึงถึงเสถียรภาพในระยะยาว อาจกลายเป็นการซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อให้บานปลาย

    วิกฤตสินเชื่อ SME กระดูกสันหลังที่เริ่มเปราะบาง

    โจทย์ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลมองข้ามไม่ได้คือ ภาคเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับ “ภาวะเงินฝืดในระดับธุรกิจ” (Credit Crunch)

    การปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ “ติดลบ” อย่างต่อเนื่อง เป็นหลักฐานชัดเจนว่ากลไกทางการเงินกำลังติดขัด ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ และผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงเงินทุน

    มาตรการแก้เกม: แค่ “อัดฉีด” อาจไม่พอ

    ปัจจุบันกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์ กำลังเตรียมมาตรการ “ชดเชยต้นทุนสินเชื่อ” เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ย แต่นี่เป็นเพียงการ “ปฐมพยาบาล” เท่านั้น

    การช่วยเรื่องต้นทุนดอกเบี้ยเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ “คำตอบสุดท้าย” คือการ ยกระดับขีดความสามารถ ของ SME ให้แข่งขันได้ในโลกยุคใหม่ หากไม่แก้ที่ศักยภาพ ต่อให้มีเงินทุนหมุนเวียน ธุรกิจก็อาจไปต่อไม่ได้ในระยะยาว

    ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ , ม.หอการค้าไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MfyrNFsN_NKc6gu0_9IDj

  • O

    O

    จบลงอย่างงดงามสำหรับ Chang Music Connection Presents Overcoat Music Festival 2025 ครั้งที่ 15 เทศกาลดนตรีที่สร้างค่ำคืนสุดประทับใจให้ชาวแกะนับหมื่น และกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางดนตรี ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวของภูมิภาค และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ให้จังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดใกล้เคียงอย่างมีนัยสำคัญ

    Overcoat Music Festival ครั้งที่ 15 ส่งท้ายปีสวยงาม! ดันเศรษฐกิจเพชรบูรณ์-ภาคเหนือตอนล่าง กระตุ้นท่องเที่ยวไทยรับฤดูหนาว

    สัปดาห์เทศกาลวันหยุดยาวสุดท้ายก่อนสิ้นปี นักเดินทางจากทั่วประเทศหลั่งไหลเข้าสู่จังหวัดเพชรบูรณ์ จนโรงแรม รีสอร์ต ที่พัก และโฮมสเตย์เต็มยาวหลายวันก่อนถึงวันงาน ขณะที่ร้านอาหาร คาเฟ่ ปั๊มน้ำมัน ตลาดชุมชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในอำเภอเขาค้อและอำเภอใกล้เคียง ได้รับอานิสงส์จากการเดินทาง ของกลุ่มผู้ชมจำนวนมหาศาล สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนภายในพื้นที่ตลอดสุดสัปดาห์ได้อย่างคึกคัก นอกจากรายได้ทางตรงแล้ว Overcoat Music Festival เทศกาลดนตรีที่ครองใจชาวเพชรบูรณ์ ยังช่วยขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น ผู้ขายสินค้าแฮนด์เมด ชุมชนผลิตสินค้าพื้นเมือง และ SME ในพื้นที่ โดยมีการจัดบูทสนับสนุนสินค้าในงาน สร้างพื้นที่ให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตควบคู่กับงานบันเทิงขนาดใหญ่ ในมิติความเป็น “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” Overcoat ยังเป็นตัวอย่างของคอนเสิร์ตที่สร้างผลลัพธ์เกินกว่าความบันเทิง ด้วยการดึงดูดนักเดินทางรุ่นใหม่—กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ และคุณค่าทางวัฒนธรรม ส่งผลให้เขาค้อกลายเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวฤดูหนาวที่เติบโตขึ้นทุกปี Overcoat Music Festival ครั้งที่ 15 ส่งท้ายปีสวยงาม! ดันเศรษฐกิจเพชรบูรณ์-ภาคเหนือตอนล่าง กระตุ้นท่องเที่ยวไทยรับฤดูหนาว

    จันทร์ศรีษร มณีฉาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีเดีย แรพ จำกัด ผู้จัดงาน เผยว่า “Overcoat Music Festival ไม่ได้เป็นเพียงงานดนตรี แต่เป็นฟันเฟืองหนึ่งของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ช่วยสร้างรายได้ให้คนในชุมชน ปีนี้เราครบรอบ 15 ปี เห็นได้ชัดว่าพลังของดนตรีกลายเป็นวัฒนธธรมที่สามารถสร้างโอกาส ให้จังหวัดเพชรบูรณ์และพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างแท้จริง และเราตั้งใจจะทำให้ Overcoat เป็นส่วนหนึ่ง ของอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยต่อไป”

    การจัดงานในปีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดเพชรบูรณ์ในการเป็นเจ้าภาพกิจกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายจังหวัดกำลังมุ่งสู่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงคนรุ่นใหม่กลับมาท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น ด้วยบรรยากาศลมหนาวที่เป็นเอกลักษณ์ ไลน์อัพศิลปินระดับประเทศ และงานที่จัดอย่างพิถีพิถัน Overcoat Music Festival ปีนี้จึงกลายเป็นทั้งความสุขของผู้ชม และแรงกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีไปพร้อมกัน ผู้จัดงานยืนยันแล้วว่า ปีหน้า Overcoat จะกลับมาพร้อมเซอร์ไพรส์และความพิเศษมากกว่าเดิม สร้างความหวังให้ชาวแกะและชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่เตรียมต้อนรับการเติบโตต่อเนื่องอีกครั้งในปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iessjycm6ztefb18k742xvp7h3n833zj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TyaueM-fBQ8f8HmDZAfth

  • วธ. เยือนหนองคาย ปักหมุดบ้านเดื่อ ชุมชนต้นแบบยลวิถี สัมผัสอัตลักษณ์ 700 ปี ริมฝั่งโขง เปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ฮอดบ้านเดื่อ” ยลอัตลักษณ์ริมโขง-ลิ้มรสเมนูมะเดื่อ ผลักดันเสน่ห์ชุมชน สู่หมุดหมาย Unseen ไท ไทย ระดับโลก | TOPNEWS

    วธ. เยือนหนองคาย ปักหมุดบ้านเดื่อ ชุมชนต้นแบบยลวิถี สัมผัสอัตลักษณ์ 700 ปี ริมฝั่งโขง เปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ฮอดบ้านเดื่อ” ยลอัตลักษณ์ริมโขง-ลิ้มรสเมนูมะเดื่อ ผลักดันเสน่ห์ชุมชน สู่หมุดหมาย Unseen ไท ไทย ระดับโลก

    นายประสพ กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านเดื่อ” เป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เนื่องจากมีผู้นำและเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความรักความสามัคคี และมีการอนุรักษ์สืบสาน รักษา ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ช่วยสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่คนในชุมชน เพื่อให้ลูกหลานได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดครอบครัวในภูมิลำเนา

    นายประสพ เน้นย้ำถึงความโดดเด่นของชุมชนบ้านเดื่อที่มีวิถีชีวิตริมน้ำโขง และ “เส้นทางท่องเที่ยวสายมะเดื่อ” ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีจุดไฮไลต์ห้ามพลาด คือการชมสถาปัตยกรรมล้านช้าง ณ วัดอุทุมพร และการลิ้มลองอาหารสำรับชุมชนที่หาทานได้เฉพาะที่นี่ เช่น เมี่ยงมะเดื่อปลานิลทอดมหามงคล น้ำพริกมะเดื่อ (รางวัลชนะเลิศรายการยกพลคนน้ำพริก) และปลาจุ่มบ้านเดื่อ ครม. รวมถึงการท่องเที่ยววิถีลุ่มน้ำโขง ทั้งการพับนกใบตาล การล่องเรือชมพระอาทิตย์สองแผ่นดินไทย-ลาว และการแต่งกายด้วยเสื้อย้อมสีมะเดื่อ นุ่งผ้าซิ่นลายพญานาคที่งดงาม

    “ชุมชนบ้านเดื่อ เป็นต้นแบบที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อ นนโยบาย “Unseen ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับอัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็น “ของดี” ในท้องถิ่นที่หาชมได้ยาก ซึ่งการที่ชุมชนแห่งนี้สามารถยกระดับทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่โดดเด่น ไม่เพียงแต่
    จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดหนองคายในระดับสากล แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในพื้นที่ ทำให้ลูกหลานไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปทำงานแดนไกล แต่สามารถกลับมาต่อยอดภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษในบ้านเกิดได้อย่างภาคภูมิใจและยั่งยืน” ปลัด วธ. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1433320&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rJsdf3lD6aYDNHptFJpfV