Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • WSOL ผนึก FPT ไอทียักษ์ใหญ่เวียดนาม ขยายโอกาสด้านเทคโนโลยี

    นายเลวี่ เหงียน (Mr. Levi Nguyen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FPT Thailand – FPT Taiwan, FPT Corporation บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการไอทีระดับโลกจากประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทส่งตัวแทนร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MOA) กับ บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพดิจิทัลและผลักดันโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย

    โดยความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ  FPT ในการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มธนาคารและการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม ค้าปลีก การผลิต ตลอดจนการให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในด้าน (Infrastructure), Core Platform, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Cloud, Cybersecurity และ Enterprise Solutions ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ขณะที่ WSOL มีเครือข่ายลูกค้าและจุดเชื่อมต่อบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบชำระเงิน บริการทางการเงิน โครงสร้างร้านค้า รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ WSOL ทำหน้าที่เป็น “Go-to-Market Gateway” ที่สำคัญในการขยายโอกาสนำเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ FPT เข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พร้อมต่อยอดไปยังหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการยกระดับการให้บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีในประเทศไทย

    “การร่วมมือกับ WSOL จะช่วยให้ FPT สามารถผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยของ WSOL เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”

    นายอิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL กล่าวเสริมว่า “WSOL เชื่อว่าความร่วมมือกับ FPT จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของไทย ด้วยประสบการณ์ของ FPT ที่ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรม ผสานกับเครือข่ายของ WSOL ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ จะช่วยให้เราพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

    นอกจากนี้ FPT และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ WeiD แพลตฟอร์มแบบบูรณาการและผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปี 2569  โดยเฉพาะในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของธุรกิจ B2B2C และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ WSOL เติบโตอย่างมั่นคงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/803494&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVYuoSGeevCY_vTgvs6ua

  • WSOL ผนึก FPT ไอทียักษ์ใหญ่เวียดนาม ขยายโอกาสด้านเทคโนโลยี

    นายเลวี่ เหงียน (Mr. Levi Nguyen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FPT Thailand – FPT Taiwan, FPT Corporation บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการไอทีระดับโลกจากประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทส่งตัวแทนร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MOA) กับ บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพดิจิทัลและผลักดันโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย

    โดยความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ  FPT ในการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มธนาคารและการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม ค้าปลีก การผลิต ตลอดจนการให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในด้าน (Infrastructure), Core Platform, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Cloud, Cybersecurity และ Enterprise Solutions ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ขณะที่ WSOL มีเครือข่ายลูกค้าและจุดเชื่อมต่อบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบชำระเงิน บริการทางการเงิน โครงสร้างร้านค้า รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ WSOL ทำหน้าที่เป็น “Go-to-Market Gateway” ที่สำคัญในการขยายโอกาสนำเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ FPT เข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พร้อมต่อยอดไปยังหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการยกระดับการให้บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีในประเทศไทย

    “การร่วมมือกับ WSOL จะช่วยให้ FPT สามารถผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยของ WSOL เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”

    นายอิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL กล่าวเสริมว่า “WSOL เชื่อว่าความร่วมมือกับ FPT จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของไทย ด้วยประสบการณ์ของ FPT ที่ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรม ผสานกับเครือข่ายของ WSOL ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ จะช่วยให้เราพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

    นอกจากนี้ FPT และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ WeiD แพลตฟอร์มแบบบูรณาการและผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปี 2569  โดยเฉพาะในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของธุรกิจ B2B2C และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ WSOL เติบโตอย่างมั่นคงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/803494&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVYuoSGeevCY_vTgvs6ua

  • ผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจ: โอกาส และ ความเสี่ยง

    ผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจ: โอกาส และ ความเสี่ยง

    ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น รัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลกได้หันมาให้ความสำคัญกับนโยบายอุตสาหกรรม (Industrial Policy) เพื่อเร่งการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนการสร้างงาน และยกระดับผลิตภาพ (productivity) ของเศรษฐกิจโดยรวม

    โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันทางเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อนมากขึ้น การดำเนินนโยบายเฉพาะด้านเช่นนี้มีทั้งศักยภาพและความท้าทายที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 

    ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจกับนโยบายอุตสาหกรรมก่อน นโยบายอุตสาหกรรม โดยทั่วไปหมายถึงมาตรการและกลยุทธ์ที่ภาครัฐใช้ในการแทรกแซง หรือสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมบางสาขาอย่างมีเป้าหมาย โดยที่รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเพียงลำพัง

    แต่เข้าไปมีบทบาทในการชี้นำทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง หรือมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น การให้เงินอุดหนุน การคุ้มครองทางการค้า สิทธิประโยชน์ทางภาษี การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือมาตรการเชิงนโยบายอื่น ๆ ที่มุ่งสนับสนุนการเติบโตของภาคการผลิต การลงทุน หรือเทคโนโลยีเฉพาะด้าน

    วัตถุประสงค์หลักของการดำเนินนโยบายประเภทนี้ คือ

    (1) ยกระดับผลิตภาพ ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถผลิตสินค้าได้ในต้นทุนที่ต่ำลงด้วยการเรียนรู้จากการผลิต (learning-by-doing) และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

    (2) เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทั้งในตลาดภายในและตลาดโลก

    (3) สร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด หรืออุตสาหกรรมดิจิทัล

    (4) ปกป้องแรงงานและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน

    ถึงแม้ว่านโยบายอุตสาหกรรม สามารถช่วยให้ภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดเสรี ได้รับการสนับสนุนให้เติบโตจนสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้

    อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องที่รับประกันได้เสมอไป เพราะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงและการจัดสรรทรัพยากรที่ซับซ้อน การนำไปปฏิบัติย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ 

    ในทางวิชาการ การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า นโยบายอุตสาหกรรมสามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจ ที่ได้รับการสนับสนุนได้จริง ผ่านกลไกของการเพิ่มปริมาณการผลิตและการพัฒนาทักษะแรงงาน

    ผลจากการศึกษาเชิงปริมาณพบว่า มาตรการเหล่านี้สามารถส่งผลดีต่อการเพิ่มมูลค่าเพิ่ม (value added) และ ผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิต (total factor productivity) ในอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายเมื่อเทียบกับสถานการณ์ก่อนการดำเนินนโยบาย 

    อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ระบุว่า ผลลัพธ์เหล่านี้ มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรม โดยมูลค่าเพิ่มโดยเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 0.5 % และผลิตภาพรวมเพิ่มขึ้น ประมาณ 0.3 % หลังจากผ่านไปสามปีของการดำเนินนโยบาย

    การเพิ่มขึ้นนี้ถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างตํ่า เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตเฉลี่ยของมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ที่ประมาณ 6.5 % ต่อปีและการเติบโตของผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิตที่ประมาณ 4 % ต่อปี

    แม้ว่านโยบายอุตสาหกรรมจะมีประโยชน์ในด้านการสนับสนุนภาคเป้าหมาย แต่รัฐบาลควรพิจารณาถึงความเสี่ยง และ trade-offs อย่างรอบคอบ

    หนึ่งในผลข้างเคียงที่สำคัญคือ การจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสม การดึงทรัพยากรจากภาคที่ไม่ได้รับการสนับสนุน เช่น แรงงาน เงินทุน และ ปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ไปยังภาคที่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งอาจทำให้ภาคอื่น ๆ หดตัวและลดผลิตภาพรวมของเศรษฐกิจได้ แม้ว่าภาคเป้าหมายจะเติบโตขยายตัวก็ตาม 

    นอกจากนี้ มาตรการอุดหนุนและการปกป้องอุตสาหกรรมบางอย่าง มักนำไปสู่ราคาสินค้าที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว เนื่องจากการแข่งขันลดลง และอาจขาดแรงจูงใจให้ปรับปรุงประสิทธิภาพ ประกอบกับการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในการสนับสนุนภาคใดภาคหนึ่ง ย่อมหมายถึงการลดทอนงบสำหรับภาคที่มีความสำคัญอื่น ๆ ของเศรษฐกิจ  

    การให้เงินอุดหนุน หรือ การคุ้มครองทางการค้า อาจทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อหนี้สาธารณะสูง และพื้นที่งบประมาณมีจำกัด แม้จะมีการออกแบบนโยบายอย่างรอบคอบ

                        ผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจ: โอกาส และ ความเสี่ยง

    ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้เป็นที่แน่นอนเสมอไป เพราะต้องพึ่งพาลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้น ๆ เช่น ระดับเทคโนโลยี ความสามารถในการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคหรือโลก ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลต่อความสำเร็จของมาตรการดังกล่าว 

    การดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมให้ได้ผล จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบสถาบันและนโยบายที่เข้มแข็ง อีกทั้งต้องมีการประเมินผลและการปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง

    (1) การติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายให้ผลตามวัตถุประสงค์

    (2) การส่งเสริมการแข่งขัน ในระดับภายในและระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    (3) การพิจารณาต้นทุนโอกาสของการใช้ทรัพยากรในมาตรการเฉพาะ เมื่อเทียบกับการปฏิรูปโครงสร้างอื่น ๆ ที่อาจให้ผลกว้างกว่า

    (4) ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ในกระบวนการออกแบบและติดตามผลของนโยบาย 

    โดยสรุป นโยบายอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการสนับสนุนการเติบโต และยกระดับผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลต้องการให้โดดเด่น

    อย่างไรก็ตาม การนำเครื่องมือนี้มาใช้ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและ trade-offs ที่อาจทำให้ผลลัพธ์โดยรวมของเศรษฐกิจด้อยลง ซึ่งรวมถึงการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม, ต้นทุนที่สูง, และผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน 

    ดังนั้น การออกแบบ ความโปร่งใส และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินนโยบายอุตสาหกรรม มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

    คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย … ผศ.ดร.ทยา ดำรงฤทธิกุล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4160 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/setsawana/647302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ibG9Jp30WCqD_KtwxN0mf

  • จับตา 5 ประเด็นร้อนเศรษฐกิจการลงทุนปีม้าไฟ

    จับตา 5 ประเด็นร้อนเศรษฐกิจการลงทุนปีม้าไฟ

    เศรษฐกิจโลกและไทยเข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะชะลอตัวรุนแรงที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จากการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัว การส่งออกที่ชะลอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายการเงินโลกมีทิศทางแตกต่างกัน (Great Divergence) โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง, ยุโรปคงดอกเบี้ย, ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง

    • เศรษฐกิจโลกและไทยเข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะชะลอตัวรุนแรงที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จากการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัว การส่งออกที่ชะลอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง
    • นโยบายการเงินโลกมีทิศทางแตกต่างกัน (Great Divergence) โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง, ยุโรปคงดอกเบี้ย, ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง
    • วิกฤตการเมืองไทยจากการยุบสภาจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน 7 ด้านสำคัญ รวมถึงการยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, การชะลอตัวของ FDI, และความล่าช้าของงบประมาณและโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
    • ค่าเงินบาทคาดว่าจะมีความผันผวนสูง โดยมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed ก่อนที่จะกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งหลังของปี
    • ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยที่ต้องเร่งแก้ไข 5 ประการ ได้แก่ ภาวะเงินฝืด, การลงทุนต่ำ, การคลังชะลอตัว, ความเสี่ยงภาคการส่งออก และการหดตัวของสินค้าคงคลัง ซึ่งสะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอ

    ต่อเนื่องจากบทความฉบับที่แล้วที่ได้วิเคราะห์ถึง “ความหวังและความเสี่ยงในปีม้าไฟ” ไปแล้วนั้น ในฉบับส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ ขอพาทุกท่านมาจับตา 5 ประเด็นร้อนที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงสิ้นปี 2025 และต้นปี 2026 ซึ่งจะเป็นช่วง “ทดสอบจุดต่ำสุด” ของเศรษฐกิจโลกและไทย

    1. เศรษฐกิจโลก-ไทย: เข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างชัดเจน

    สัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มชัดเจนมากขึ้น InnovestX คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะเผชิญการชะลอตัวรุนแรงในครึ่งแรกของปี 2026 ก่อนค่อยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง สหรัฐฯ จะชะลอลงจากผลกระทบของภาษีศุลกากรและการปิดงานภาครัฐ ขณะที่ยุโรปคาดว่าจะฟื้นตัวเล็กน้อยด้วยดอกเบี้ย ECB ที่ยังคงต่ำตลอดทั้งปี ส่วนญี่ปุ่นน่าจะเติบโตจากการฟื้นตัวของค่าจ้างและการบริโภค โดย BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง สำหรับจีน ตัวเลข GDP การค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรชะลอลงหรือหดตัวมากขึ้นทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าปัญหาโครงสร้างยังคงรุนแรง

    ในส่วนของเศรษฐกิจไทย เราคงประมาณการไว้ต่ำกว่าการประมาณการของสภาพัฒน์ โดยไตรมาส 4/2025-1/2026 จะชะลอหนักสุดจากการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัวรุนแรง การส่งออกบริการที่ชะลอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ทั้งนี้เรามองว่ามีปัจจัยเสี่ยงสี่ประการหลักที่กดดันเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การส่งออกที่จะชะลอลงต่อ ความผันผวนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศที่ยังชะลอต่อเนื่อง และการหดตัวของสินค้าคงคลังที่มากขึ้น

    2. นโยบายการเงินโลก: เข้าสู่ยุค “Great Divergence”

    นโยบายการเงินโลกกำลังแยกทิศทางอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดดอกเบี้ย 25 bps มาอยู่ที่ 3.50-3.75% แต่ส่งสัญญาณ “Hawkish Cut” ที่ชัดเจน ทำให้เราปรับการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed โดยยังคงลด 1 ครั้งในปี 2026 แต่เลื่อนจากการประชุมเดือนมกราคม เป็นการประชุมเดือนมิถุนายน 2026 ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรปน่าจะคงดอกเบี้ยที่ 2.00% ตลอดปี 2026 เนื่องจากเงินเฟ้อใกล้เป้าหมาย ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวดีกว่าคาด ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีก 1-2 ครั้งในปี 2026 เนื่องจากเงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมาย 2% มาแล้ว 41 เดือนติดต่อกัน สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เราคาดว่าน่าจะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง 

    3. วิกฤติการเมืองไทย: 7 ด้านกระทบเศรษฐกิจ

    การยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 จะกระทบเศรษฐกิจไทยในเจ็ดด้านสำคัญ หนึ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถูกยกเลิก ทั้งโครงการคนละครึ่ง Plus, TISA ที่เพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษี 800,000 บาท และช้อปดีมีคืน เนื่องจากรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่ได้ สอง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะชะลอ สาม หากสถานการณ์สงครามชายแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อและรุนแรง อาจมีการประกาศกฎอัยการศึกซึ่งจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป สี่ งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้า ห้า การเจรจาภาษีกับสหรัฐและการเจรจาการค้า (FTA) กับประเทศอื่นๆ ในหลักการต้องถูกเลื่อนออกไป หก โครงการโครงสร้างพื้นฐานต้องชะงัก รวมถึงอาจทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนอื่นๆ ล่าช้า และเจ็ด ความกังวลต่อนโยบายการคลัง โดยแผนลดขาดดุลเหลือ 2.1% GDP ภายในปี 2030 เกิดได้ยากขึ้น 

    4. ค่าเงินบาท: แข็งก่อนแล้วอ่อนทีหลัง

    InnovestX คาดค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนสูงโดยคาดเงินบาทเฉลี่ยปี 2568-2569 ที่ 32.9 และ 32.2 บาทต่อดอลลาร์ตามลำดับ โดยในช่วง Q4/2568-Q1/2569 บาทจะแข็งพีคที่ 31.8 บาท (เฉลี่ย) ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed แต่ช่วงครึ่งหลังของปี บาทอาจอ่อนกลับมาที่ 32.4-32.7 บาท หาก Fed ลดดอกเบี้ยช้ากว่า ธปท. ทั้งนี้ การผันผวนของค่าเงินนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยว

    5. ปัญหาเชิงโครงสร้างไทย: ห้าทางออกที่ต้องเร่ง

    ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงอยู่และต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนประกอบด้วยห้าประเด็นสำคัญ คือหนึ่ง ภาวะเงินฝืดที่สภาพคล่องในระบบจำกัด ส่งผลให้การหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจไม่เพียงพอ สองคือการลงทุนที่ต่ำ จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง สามคือการคลังที่ชะลอตัว เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐถูกจำกัดทั้งจากกรอบวินัยการคลังและความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณ สี่คือการส่งออกที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากประเด็น Transshipment ของสหรัฐ และห้าคือสินค้าคงคลังที่หดตัว ซึ่งสะท้อนความต้องการที่อ่อนแอทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้กระทรวงการคลังจะมีมาตรการกระตุ้นห้าด้าน ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง Plus, มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว, การคืนภาษีแบบเร่งรัด, นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนและจัดตั้ง AMC และเติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มากกว่าคาดยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ในส่วนของการลงทุน InnovestX แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” สำหรับตลาดหุ้นไทยที่คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,230-1,285 จุดช่วงสั้น โดยเน้น 3 ธีมหลักประกอบด้วย (1) หุ้น Defensive ที่ต้านทานความผันผวนได้ดี (ADVANC, BDMS, BEM, BGRIM, GULF, PTT), (2) หุ้นปันผลคุณภาพดีทั้งระยะยาวและระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนเกิน 5% (AP, DIF, KTB, PTT, TISCO, BAM, KBANK, SAT, THANI, TLI), และ (3) หุ้นได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง (CENTEL, GPSC, TRUE, AP, MTC, DIF, FTREIT, LHHOTEL) นอกจากนี้ยังมี Trading Idea สำหรับเก็งกำไรจากเม็ดเงินหาเสียงเลือกตั้ง (CPALL, CPAXT, GFPT, MTC, SAWAD), Window Dressing (BDMS, BH, MINT, CPF, LH) และกองทุน ThaiESG (BDMS, CHG, ERW, GLOBAL, HMPRO, PRM) โดยตั้งเป้า SET ปี 2026 ที่ 1,350-1,400 จุด ขณะที่่คาดกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต 6% รองรับโดยการท่องเที่ยว ICT และอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้แนะนำจับตาจุดซื้อสำคัญที่ 1,200 จุดในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2026 สำหรับนักลงทุนระยะยาว

    ขอให้นักลงทุนโชคดีในปีม้าไฟนี้

    – รวมทุกช่องทาง InnovestX official ให้คุณได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุนรอบโลก คลิก : https://linktr.ee/InnovestX

    – เปิดบัญชีลงทุน InnovestX วันนี้! เปิดครั้งเดียวลงทุนได้ครบทั้งจักรวาลการลงทุน

    โหลดเลย คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/ek1n76zm

    – ติดตามบทวิเคราะห์การลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติมจาก InnovestX คลิก : https://bit.ly/respublisher

    #InnovestX #InnovestXResearch #InnovestXApp #จักรวาลการลงทุนในมือคุณ

    *ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/stock/1213537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27XyOsrbfvQ82cyBPab_lK

  • น้ำมัน WTI ปิดบวก 37 เซนต์ นลท.ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ,ความเสี่ยงอุปทาน : อินโฟเควสท์

    น้ำมัน WTI ปิดบวก 37 เซนต์ นลท.ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ,ความเสี่ยงอุปทาน : อินโฟเควสท์

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร (23 ธ.ค.) ขณะที่นักลงทุนประเมินตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาดในไตรมาส 3/2568 และความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันจากรัสเซียและเวเนซุเอลาจะเกิดภาวะชะงักงัน

    • ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 37 เซนต์ หรือ 0.64% ปิดที่ 58.38 ดอลลาร์/บาร์เรล
    • ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 31 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 62.38 ดอลลาร์/บาร์เรล

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2568 โดยระบุว่า GDP ขยายตัว 4.3% ซึ่งเป็นการขยายตัวรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2566 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 3.3% โดยได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของการใช้จ่ายผู้บริโภค

    นักวิเคราะห์จากบริษัท Price Futures Group กล่าวว่า นักลงทุนพยายามประเมินสถานการณ์ที่ว่า อุปสงค์อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นจากตัวเลข GDP ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็กังวลว่าข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

    ส่วนข้อมูลด้านอื่น ๆ ได้แสดงภาพที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดย Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลง 3.8 จุด สู่ระดับ 89.1 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการจ้างงานและรายได้ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากลดลง 0.1% ในเดือนต.ค.

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังประเมินความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันจากรัสเซียและเวเนซุเอลาจะเกิดภาวะชะงักงัน โดยสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ มีคำสั่งให้ปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันทั้งหมดที่ถูกคว่ำบาตร ไม่ให้เดินทางเข้าและออกจากเวเนซุเอลา

    ส่วนในรัสเซียนั้น กองกำลังทหารของรัสเซียและยูเครนยังคงเดินหน้าโจมตีกัน โดยล่าสุดกองกำลังรัสเซียได้โจมตีท่าเรือโอเดสซาในทะเลดำของยูเครนเมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ท่าเรือและเรือลำหนึ่งได้รับความเสียหาย ซึ่งถือเป็นการโจมตีภูมิภาคนี้เป็นครั้งที่สองในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

    ด้านกองกำลังของยูเครนใช้โดรนโจมตีเรือของรัสเซียที่ท่าเรือในทะเลดำ ซึ่งสร้างความเสียหายแก่เรือสองลำ ท่าเทียบเรือสองแห่ง และทำให้เกิดไฟไหม้ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลดำ ในภูมิภาคคราสโนดาร์ของรัสเซีย ทั้งนี้ ทะเลดำถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งออกพลังงานของรัสเซีย

    บาร์เคลย์สระบุในรายงานล่าสุดว่า ตลาดน้ำมันยังคงมีอุปทานเพียงพอในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่ปริมาณน้ำมันส่วนเกินจะลดลงเหลือเพียง 700,000 บาร์เรล/วันในไตรมาส 4 และหากเกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันเป็นเวลานาน อาจทำให้ตลาดน้ำมันเผชิญภาวะตึงตัวมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/556078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DOz1RtfKjtjW8CTT0wj-c

  • เริ่มขยายแล้ว ถนนหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก ‘มนพร’ มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    เริ่มขยายแล้ว ถนนหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก ‘มนพร’ มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    สส.มนพร เจริญศรี หนุนพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก โดยกระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติงบฯเฟสแรก พร้อมผลักดันการพัฒนาต่อเนื่องระหว่างปี 2568- 2570 มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    สส.เดือน ‘มนพร เจริญศรี’ สส.เพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ได้เผยผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2568) ว่า หนุนพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก นครพนม โดยกระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติงบดำเนินการแล้วเฟสแรก พร้อมผลักดันการพัฒนาต่อเนื่องระหว่างปี 2568- 2570 มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    โครงการพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางระหว่าง ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม เชื่อม กับ อ.นาแก นับเป็นอีกโครงการสำคัญ ในการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคมสายหลัก สายรอง เชื่อมระหว่างจังหวัด อำเภอ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้ขับเคลื่อนมาตลอดไม่ว่าจะเป็นขั้วรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน เนื่องจากเป็นเส้นทางหลัก ที่ประชาชน นักท่องเที่ยว สัญจรไปมา ระหว่างตัวจังหวัดนครพนม กับตัวอำเภอ เคยมีปัญหาเกิดอบัติเหตุบ่อย เพราะเดิมเป็นเส้นทางสองช่องการจราจร ล่าสุดในปี 2568 รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้สนับสนุนกระทรวงคมนาคม อนุมัติงบประมาณกว่า 450 ล้านบาท เริ่มดำเนินการพัฒนาในเฟสแรก ขยายถนน 4 เลน ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร พร้อมมีการผลักดันการวางแผนพัฒนา ต่อเนื่อง จนถึงปี 2570 จนกว่าจะแล้วเสร็จ ตลอดสาย โดยจะต้องใช้งบผูกพันต่อเนื่อง เพราะมีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมือง แต่มั่นใจจะสามารถผลักดันการพัฒนา ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด รวมถึงเส้นทางหลักสายสำคัญ ในพื้นที่ของ นครพนม

    มั่นใจโครงการพัฒนาเส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก นครพนม จะเป็นเส้นทางสำคัญที่จะรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ของนครพนม อีกทั้งยัง เป็นการเพิ่มความปลอดภัย ทางถนน แก่ประชาชน นักท่องเที่ยว ผลักดันสู่นครพนม เป็นเมืองหลัก แห่งการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/Rp2o_RWyr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S-kNcb34Qkx340L9VwS9z

  • เคทีซีส่งมอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที หนุนการเรียนรู้และบริการสาธารณสุขอย่างยั่งยืน

    เคทีซีส่งมอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที หนุนการเรียนรู้และบริการสาธารณสุขอย่างยั่งยืน

    เคทีซีส่งมอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที หนุนการเรียนรู้และบริการสาธารณสุขอย่างยั่งยืน

    เคทีซีตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ทั้งในมิติของการศึกษาและการสาธารณสุข ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตและการพัฒนาประเทศในระยะยาว จึงได้สานต่อโครงการส่งมอบอุปกรณ์ไอทีที่พร้อมใช้งาน อาทิ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จอมอนิเตอร์ โน้ตบุค แท็บเล็ตและพรินเตอร์ ให้แก่โรงเรียนและหน่วยงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ต่างจังหวัดรวม 10 แห่ง เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของเยาวชนในชนบท ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการให้บริการของบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ โดยมีนางสาวชนิดาภา สุริยา ผู้บริหารสูงสุดสายงานบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ส่งมอบอุปกรณ์ดังกล่าวให้กับผู้แทนจากโรงเรียนและโรงพยาบาลต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนบ้านทุ่งสมอ จังหวัดเพชรบูรณ์ โรงเรียนบ้านวังร่อง จังหวัดเพชรบูรณ์ โรงเรียนบ้านเข็กน้อย จังหวัดเพชรบูรณ์ โรงเรียนดอนทองราษฎร์วิทยา จังหวัดลพบุรี โรงเรียนวัดจันทร์มณี สพป.อ่างทอง จังหวัดอ่างทอง โรงพยาบาลไชโย จังหวัดอ่างทอง โรงเรียนบ้านเนินพยอม จังหวัดอุทัยธานี โรงเรียนชุมชนบ้านประดู่ยืน จังหวัดอุทัยธานี โรงเรียนบ้านป่าอ้อ จังหวัดอุทัยธานี และ โรงเรียนบ้านประดาหัก จังหวัดอุทัยธานี

    เคทีซีเชื่อมั่นว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยยกระดับศักยภาพของทั้งระบบการศึกษาและระบบสาธารณสุข โดยอุปกรณ์ไอทีที่มอบในครั้งนี้จะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัย ส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีและการค้นคว้า ขณะเดียวกันยังช่วยสนับสนุนการจัดการข้อมูล การทำงานด้านเอกสาร และการให้บริการประชาชนของหน่วยงานด้านสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12776135&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0G5ZUEHDSmae3ZpcnPpZBt

  • WSOL ผนึก FPT ไอทียักษ์ใหญ่เวียดนาม ขยายโอกาสด้านเทคโนโลยี

    นายเลวี่ เหงียน (Mr. Levi Nguyen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FPT Thailand – FPT Taiwan, FPT Corporation บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการไอทีระดับโลกจากประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทส่งตัวแทนร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MOA) กับ บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพดิจิทัลและผลักดันโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย

    โดยความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ  FPT ในการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มธนาคารและการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม ค้าปลีก การผลิต ตลอดจนการให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในด้าน (Infrastructure), Core Platform, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Cloud, Cybersecurity และ Enterprise Solutions ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ขณะที่ WSOL มีเครือข่ายลูกค้าและจุดเชื่อมต่อบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบชำระเงิน บริการทางการเงิน โครงสร้างร้านค้า รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ WSOL ทำหน้าที่เป็น “Go-to-Market Gateway” ที่สำคัญในการขยายโอกาสนำเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ FPT เข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พร้อมต่อยอดไปยังหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการยกระดับการให้บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีในประเทศไทย

    “การร่วมมือกับ WSOL จะช่วยให้ FPT สามารถผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยของ WSOL เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”

    นายอิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL กล่าวเสริมว่า “WSOL เชื่อว่าความร่วมมือกับ FPT จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของไทย ด้วยประสบการณ์ของ FPT ที่ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรม ผสานกับเครือข่ายของ WSOL ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ จะช่วยให้เราพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

    นอกจากนี้ FPT และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ WeiD แพลตฟอร์มแบบบูรณาการและผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปี 2569  โดยเฉพาะในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของธุรกิจ B2B2C และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ WSOL เติบโตอย่างมั่นคงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/803494&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVYuoSGeevCY_vTgvs6ua

  • วธ. เยือนหนองคาย ปักหมุดบ้านเดื่อ ชุมชนต้นแบบยลวิถี สัมผัสอัตลักษณ์ 700 ปี ริมฝั่งโขง เปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ฮอดบ้านเดื่อ” ยลอัตลักษณ์ริมโขง-ลิ้มรสเมนูมะเดื่อ ผลักดันเสน่ห์ชุมชน สู่หมุดหมาย Unseen ไท ไทย ระดับโลก | TOPNEWS

    วธ. เยือนหนองคาย ปักหมุดบ้านเดื่อ ชุมชนต้นแบบยลวิถี สัมผัสอัตลักษณ์ 700 ปี ริมฝั่งโขง เปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ฮอดบ้านเดื่อ” ยลอัตลักษณ์ริมโขง-ลิ้มรสเมนูมะเดื่อ ผลักดันเสน่ห์ชุมชน สู่หมุดหมาย Unseen ไท ไทย ระดับโลก

    นายประสพ กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านเดื่อ” เป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เนื่องจากมีผู้นำและเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความรักความสามัคคี และมีการอนุรักษ์สืบสาน รักษา ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ช่วยสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่คนในชุมชน เพื่อให้ลูกหลานได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดครอบครัวในภูมิลำเนา

    นายประสพ เน้นย้ำถึงความโดดเด่นของชุมชนบ้านเดื่อที่มีวิถีชีวิตริมน้ำโขง และ “เส้นทางท่องเที่ยวสายมะเดื่อ” ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีจุดไฮไลต์ห้ามพลาด คือการชมสถาปัตยกรรมล้านช้าง ณ วัดอุทุมพร และการลิ้มลองอาหารสำรับชุมชนที่หาทานได้เฉพาะที่นี่ เช่น เมี่ยงมะเดื่อปลานิลทอดมหามงคล น้ำพริกมะเดื่อ (รางวัลชนะเลิศรายการยกพลคนน้ำพริก) และปลาจุ่มบ้านเดื่อ ครม. รวมถึงการท่องเที่ยววิถีลุ่มน้ำโขง ทั้งการพับนกใบตาล การล่องเรือชมพระอาทิตย์สองแผ่นดินไทย-ลาว และการแต่งกายด้วยเสื้อย้อมสีมะเดื่อ นุ่งผ้าซิ่นลายพญานาคที่งดงาม

    “ชุมชนบ้านเดื่อ เป็นต้นแบบที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อ นนโยบาย “Unseen ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับอัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็น “ของดี” ในท้องถิ่นที่หาชมได้ยาก ซึ่งการที่ชุมชนแห่งนี้สามารถยกระดับทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่โดดเด่น ไม่เพียงแต่
    จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดหนองคายในระดับสากล แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในพื้นที่ ทำให้ลูกหลานไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปทำงานแดนไกล แต่สามารถกลับมาต่อยอดภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษในบ้านเกิดได้อย่างภาคภูมิใจและยั่งยืน” ปลัด วธ. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1433320&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rJsdf3lD6aYDNHptFJpfV

  • อย่าปล่อยให้เงินบาทซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    อย่าปล่อยให้เงินบาทซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    Editorial

    อย่าปล่อยให้เงินบาทซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    24 ธ.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    อย่าปล่อยให้เงินบาทซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    สถานการณ์ “เงินบาท” ปัจจุบันอยู่ในสถานะที่ “น่าห่วงยิ่ง” เพราะนอกจากจะสวนทางกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแล้ว ยังอาจเป็นภัยคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าด้วย

        ก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พูดชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยไม่อาจรับมือกับเงินบาทที่แข็งค่าได้ ยิ่งเวลานี้เครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาจาก “ภาคส่งออก” และ “การท่องเที่ยว” ล้วนเป็นเครื่องยนต์ที่ต้องอาศัยค่าเงินบาทในการขับเคลื่อน
        การแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้ ดูเหมือนว่า “ธุรกรรมซื้อขายทองคำ” ตกเป็นเป้ากล่าวหาหลักว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เนื่องจากปริมาณซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีสัดส่วนสูงถึง 80% และส่วนใหญ่ยังเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นโดยไม่มีการส่งมอบทองจริง เมื่อราคาทองพุ่งสูงขึ้น ผู้ค้าทองจะขายเงินดอลลาร์เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินบาทในปริมาณมหาศาล ซึ่งในบางช่วงมีมูลค่าสูงถึง 40-50% ของปริมาณการขายดอลลาร์สุทธิทั้งประเทศ แรงกดดันนี้ส่งผลโดยตรงต่อ ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก ทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้น และซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยวที่ต้องเผชิญกับสภาวะ “เมืองไทยแพงเกินไป” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

        ทางการไทยพยายามงัดมาตรการหลายด้านมาดูแล โดยกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาเก็บ “ภาษีธุรกิจเฉพาะ” สำหรับการเทรดทองออนไลน์เพื่อเพิ่มแรงเสียดทานและชะลอการเก็งกำไร ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้าแทรกแซงตลาดจนทำให้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศพุ่งสูงทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองเป็น 12% นอกจากนี้ ธปท. ยังผลักดันให้มีการซื้อขายทองคำในสกุลดอลลาร์มากขึ้นเพื่อลดความเชื่อมโยงโดยตรงกับค่าเงินบาท

        อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของตลาดต่อมาตรการเหล่านี้กลับค่อนข้างเย็นชา โดยมองว่ามาตรการที่ประกาศออกมายัง “ไม่มีนัย” ที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วหรือชัดเจน แม้ในช่วงที่มีข่าวการแถลงของ ธปท. ค่าเงินบาทจะมีการสวิงตัวชั่วคราวแต่สุดท้ายก็กลับมาแข็งค่าที่ระดับเดิม เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่ามาตรการภาษีหรือการเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลอาจใช้เวลานานในการบังคับใช้ และไม่อาจหยุดยั้งกระแสการเก็งกำไรได้ตราบใดที่ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเป็นขาขึ้น
        ความท้าทายในระยะข้างหน้าของรัฐบาลและ ธปท. คือการรักษาสมดุลไม่ให้บาทแข็งค่าจนทำลายเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้ถูกสหรัฐ เพ่งเล็งว่าเป็น “ประเทศบิดเบือนค่าเงิน” ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้า แม้จะมีการคาดการณ์ทางเทคนิคว่าเงินบาทอาจเริ่มกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 แต่ในระยะสั้นนี้ มาตรการของทางการเปรียบเสมือน การพยายามกางร่มคันเล็กท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ แม้จะช่วยบังฝนได้บ้างในบางจุด แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความผันผวนของตลาดโลกที่ยังคงซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยอย่างบ้าคลั่งได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1213520&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IVPqgczvA9kfsK3W_eScK