Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • SCB EIC ชี้ธุรกิจพื้นที่สำนักงานให้เช่าและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าปี 2569 ยังฟื้นตัวได้จำกัดจากแรงกดดันของอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า และอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ที่ยังไม่คลี่คลาย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ชี้ธุรกิจพื้นที่สำนักงานให้เช่าและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าปี 2569 ยังฟื้นตัวได้จำกัดจากแรงกดดันของอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า และอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ที่ยังไม่คลี่คลาย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่าในปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว จากความต้องการพื้นที่เช่าของบริษัทต่างชาติที่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และสถานการณ์ Oversupply ที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น

    • อุปสงค์ตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่าในปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว หรือขยายตัวเล็กน้อย ราว +0% ถึง +1%YOY ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยความต้องการพื้นที่เช่าจากบริษัทต่างชาติมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง จากผลกระทบของสงครามการค้าจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้บริษัทที่ต้องการลงทุนในไทยส่วนหนึ่งอาจชะลอการลงทุน เพื่อรอดูความชัดเจน แม้ตัวเลขการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 จะยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีข้างหน้าที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่ำ และมีแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ยังคงกดดันความต้องการพื้นที่เช่าจากบริษัทในประเทศ
    • อุปทานพื้นที่ให้เช่าใหม่ในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเล็กน้อย ราว +0.5%  ถึง+1.5%YOY หลังจากที่เพิ่มขึ้นราว +5%YOY ในปี 2568 โดยผู้ประกอบการบางส่วนยังชะลอหรือระงับแผนการเปิดโครงการใหม่ ขณะที่โครงการเปิดใหม่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นโครงการขนาดใหญ่เกรด A และ A+ ทำเลใจกลางเมืองเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อุปทานใหม่ที่ยังเพิ่มขึ้นในระดับที่มากกว่าอุปสงค์อย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ Oversupply ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น โดยคาดว่าอัตราการปล่อยเช่าในปี 2569 โดยเฉลี่ยของตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่าจะอยู่ที่ราว 78% ใกล้เคียงกับปี 2568

    ตลาดพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียงเล็กน้อย โดยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศ ที่ชะลอตัว ขณะที่ Traffic นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน

    • อุปสงค์ตลาดพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อย ราว +1.5% ถึง +2.5%YOY ใกล้เคียงกับในปีก่อนหน้า โดยภาคครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย จากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้าและขยายตัวต่ำ ขณะที่ Traffic นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงการระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากสงครามการค้า
    • อุปทานพื้นที่ให้เช่าใหม่ปี 2569 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราว +3.5% ถึง +4.5%YOY หลังจากที่เพิ่มขึ้นราว +5%YOY ในปี 2568 โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่Midtown และ Suburb เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อุปทานใหม่ที่ยังเพิ่มขึ้นในระดับที่มากกว่าอุปสงค์อย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ Oversupply ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น เช่นเดียวกับตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่า โดยคาดว่าอัตราการปล่อยเช่าในปี 2569 โดยเฉลี่ยของตลาดพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าจะอยู่ที่ราว 92% ใกล้เคียงกับปี 2568

    พื้นที่ใจกลางเมืองยังสามารถปรับอัตราค่าเช่าขึ้นได้ดีกว่ารอบนอก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่สามารถดึงดูดผู้เช่าใหม่ และ Traffic ได้ดี อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในกลุ่มรายใหญ่ด้วยกันก็ยังเป็นไปอย่างเข้มข้น

    • อัตราค่าเช่าพื้นที่สำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว หรือขยายตัวเล็กน้อย ราว +0% ถึง +1%YOY จากการปรับขึ้นของกลุ่มเกรด A และ A+ เป็นหลัก ขณะที่อัตราค่าเช่าในกลุ่มเกรด B ยังมีแนวโน้มทรงตัว หรือหดตัวเล็กน้อยต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า เพื่อรักษาและดึงดูดความต้องการพื้นที่ให้เช่าที่มีจำกัด
    • อัตราค่าเช่าพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อย ราว +0.5% ถึง +1.5%YOY จากการปรับขึ้นอัตราค่าเช่าของโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ใจกลางเมือง และกรุงเทพฯ ชั้นกลางที่ Traffic ยังหนาแน่นเป็นหลัก โดยการแข่งขันที่ยังคงสูงทำให้การปรับขึ้นยังทำได้อย่างจำกัด ขณะที่อัตราค่าเช่าของโครงการในพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพฯ ยังมีแนวโน้มทรงตัว

    ท่ามกลางปัจจัยกดดันและการแข่งขันที่ยังคงเข้มข้นในระยะต่อไป ผู้ประกอบการควรพิจารณาปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือดังนี้

    • ผู้ประกอบการรายใหญ่ 1) พัฒนาโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในทำเลที่มีการแข่งขัน หรือสถานการณ์ Oversupply รุนแรง 2) สร้างความแตกต่างของพื้นที่หรือโครงการ โดยการเพิ่มความหลากหลายของประเภทผู้เช่า หรือรูปแบบของพื้นที่เช่าในโครงการ 3) ยกระดับคุณภาพของพื้นที่หรือโครงการ 4) บริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และ 5) ให้ความสำคัญกับเทรนด์ ESG โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการใหม่ให้ผ่านการรับรองมาตรฐานอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเช่าพื้นที่ รวมถึงส่งผลต่อความสามารถในการปรับขึ้นของอัตราค่าเช่าตามมา
    • ผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก นอกจากการพัฒนาโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังต้องสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้างความแตกต่างของโครงการ เช่น มีรูปแบบการทำสัญญาเช่าพื้นที่ที่ยืดหยุ่น หรือเน้นเจาะกลุ่มผู้เช่าพื้นที่เฉพาะกลุ่ม เป็นต้น

    อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่… https://www.scbeic.com/th/detail/product/Commercial-RE-121225

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/24/606038/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xqeV2UnQmLvGMaqYTLhgv

  • เช็กที่นี่ ทช.เปิด 7 เส้นทางเลี่ยงรับเดินทางปีใหม่ 

    เช็กที่นี่ ทช.เปิด 7 เส้นทางเลี่ยงรับเดินทางปีใหม่ 

    ‘กรมทางหลวงชนบท’ เปิด 7 เส้นทางเลี่ยงรับการเดินทางปีใหม่  ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69 รองรับกลับบ้าน–ท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ ลดแออัดถนนสายหลักทั่วประเทศ คมนาคมสั่งทุกหน่วยคุมเข้มประชาชนถึงที่หมายได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยตลอดเทศกาล

    24 ธ.ค.2568-นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางให้กับประชาชน ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 ภายใต้หัวข้อรณรงค์ “เทศกาลความสุข ทุกที่ทั่วไทย เดินทางสะดวก ปลอดภัย บนโครงข่ายคมนาคม” ซึ่งคาดว่าประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การจราจรบนถนนสายหลักมีปริมาณสูง

    ทั้งนี้ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) จึงขอแนะนำเส้นทางเลี่ยง จำนวน 7 เส้นทาง ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงการจราจรหนาแน่นบนถนนสายหลัก เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนก่อนการเดินทางได้ ดังนี้ เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสิงห์บุรี  จังหวัดชัยนาท เส้นทางเลี่ยง ทล.32 เริ่มจาก ทล.32 กม.ที่ 87+800 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.335 และ ทล.369 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.3030 กม.ที่ 1+000 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 9.8 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย สห.4035 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.3 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย สห.5040 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 4.6 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย ชน.4050 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.3183 กม.ที่ 3+730 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 1.6 กิโลเมตร และเลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.340 กม.ที่ 160+610 เพื่อเดินทางเข้าสู่จังหวัดชัยนาท

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสระบุรี จังหวัดปราจีนบุรี  เริ่มจาก ทล.2 (ถนนมิตรภาพ) กม.ที่ 36+000 เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นม.1016 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 27 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.2090 กม.ที่ 20+340 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 2.9 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 23+240 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นม.3052 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 70 กิโลเมตร จะบรรจบกับ ทล.304 กม.ที่ 55+000 มุ่งสู่อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดนครราชสีมา  เส้นทางเลี่ยง ทล.2 (ถนนมิตรภาพ) เริ่มจาก ทล.2 กม.ที่ 102+135 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.201 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 41 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 41+000 เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.2148 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 3.4 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 3+400 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นม.4008 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 23.1 กิโลเมตร จะบรรจบกับทล.2369 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 30.8 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 30+800 เข้าสู่ ทล.2246 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 65.5 กิโลเมตร จะบรรจบกับ ทล.2 กม.ที่ 257+650 เลี้ยวซ้าย เพื่อเดินทางมุ่งสู่จังหวัดขอนแก่น

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรถนนกัลปพฤกษ์ ถนนราชพฤกษ์ และถนนนครอินทร์  เส้นทางเลี่ยง ทล.9 โดยเริ่มจาก ทล.9 กม.ที่ 20+600 (จุดที่ 1) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย กท.1001 (ถนนกัลปพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.65 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 4+000 (จุดที่ 2) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.3021 (ถนนราชพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 9.5 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 16+500 (จุดที่ 3) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.1020 (ถนนนครอินทร์) กม.ที่ 7+600 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร (จุดที่ 6) จะบรรจบกับ ทล.306 เพื่อเดินทางเข้าสู่ถนนติวานนท์ต่อไป

    เส้นทางเลี่ยง ทล.9 และ ทล.306 เริ่มจาก ทล.9 กม.ที่ 20+600 (จุดที่ 1) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย กท.1001 (ถนนกัลปพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.65 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 4+000 (จุดที่ 2) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.3021 (ถนนราชพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 28+000 (จุดที่ 4) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.3030 (ถนนชัยพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร (จุดที่ 7) จะบรรจบกับ ทล.304 เพื่อเดินทางเข้าสู่ถนนแจ้งวัฒนะต่อไป

    เส้นทางเลี่ยง ทล.9 และ ทล.345 เริ่มจาก ทล.9 กม.ที่ 20+600 (จุดที่ 1) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย กท.1001 (ถนนกัลปพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.65 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 4+000 (จุดที่ 2) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบท สาย นบ.3021 (ถนนราชพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 37 กิโลเมตร จะบรรจบกับ ทล.346 กม.ที่ 14+120 (จุดที่ 5) เพื่อเดินทางเข้าสู่จังหวัดปทุมธานีต่อไป

    เส้นทางเลี่ยงจราจรจังหวัดนครปฐม – จังหวัดนครสวรรค์  ใช้ ทล.321 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 75 กิโลเมตร ตรงไปยัง ทล.333 เดินทางต่อไปเป็นระยะทาง 17 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย สพ.4059 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 15 กิโลเมตร ตรงไปเพื่อเข้าสู่ ทล.3496 เป็นระยะทาง 27 กิโลเมตร และตรงไปบนทางหลวงชนบทสาย ชน.4054 เป็นระยะทาง 44 กิโลเมตร จนถึงอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งสามารถเดินทางไปจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดนครสวรรค์ และมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือต่อไป

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสมุทรสงคราม – จังหวัดเพชรบุรี เส้นทางเลี่ยง ทล.4 (ถนนเพชรเกษม) เริ่มจาก ทล.35 กม.ที่ 73+070 (จุดที่ 1) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย สส.2021 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 23.7 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 23+700 เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.3176 (จุดที่ 2) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 12.6 กิโลเมตร เพื่อเข้าสู่จังหวัดเพชรบุรี (จุดที่ 3) และสามารถเลี่ยงการจราจรจากจังหวัดเพชรบุรีไปยังอำเภอชะอำ โดยเริ่มจากทางหลวงชนบทสาย สส.2021 (จุดที่ 2) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 36.3 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 60+000 เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.3187 (จุดที่ 4) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 18.5 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.4 กม.ที่ 169+070 (จุดที่ 5) เพื่อมุ่งสู่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสระบุรี  เริ่มจาก ทล.1 (ถนนพหลโยธิน) กม.ที่ 80+000 ใช้เส้นทางคู่ขนานไปบรรจบกับ ทล.3220 กม.ที่ 83+800 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบมสาย สบ.4051 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย สบ.3021 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 19 กิโลเมตร วิ่งตรงผ่านไฟแดง ไปจนบรรจบกับ ทล.362 กม.ที่ 3+290 แล้วเลี้ยวซ้ายมุ่งสู่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดเพชรบูรณ์ต่อไป

    นอกจากนี้ ทช. ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยงตามโครงข่ายทางหลวงชนบท เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินทางให้กับประชาชน ทั้งนี้ หากต้องการความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ หรือสายด่วน กรมทางหลวงชนบท โทร. 1146

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/920785/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WnWqC-A7Zm89RQL05jYXK

  • กัมพูชายิง กระสุนตกใส่จุดท่องเที่ยว-ชุมชน ที่ศรีสะเกษ สั่งปิด 7 ตำบลห้ามเข้าเด็ดขาด

    กัมพูชายิง กระสุนตกใส่จุดท่องเที่ยว-ชุมชน ที่ศรีสะเกษ สั่งปิด 7 ตำบลห้ามเข้าเด็ดขาด

    กัมพูชายิง BM-21 และปืนใหญ่ตกใส่จุดท่องเที่ยวผามออีแดง และชุมชน ที่ศรีสะเกษ กำลังพลเจ็บหลายนาย สั่งปิด 7 ตำบล ห้ามเข้าพื้นที่เด็ดขาด เนื่องจากเป็นพื้นที่สู้รบ

    เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ตลอดทั้งวันยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่และจรวด BM-21  ปืน ค. และ ปรส. ยิงตอบโต้กันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องตาเฒ่า เขาพระวิหาร 

    โดยเฉพาะบริเวณทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ผามออีแดง ที่มีลูกจรวด BM-21 และลูกกระสุนปืนใหญ่ไม่ทราบขนาดของฝ่ายทหารกัมพูชา ตกลงมาใส่ตลาดชุมชน และอาคารจุดท่องเที่ยวผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พังถล่มลงมาทั้งหลัง บังเกอร์ได้รับความเสียหาย ครัวทำอาหารพัง และมีกำลังพลได้รับบาดเจ็บหลายนาย ซึ่งไม่มีทีท่าว่าทั้งสองฝ่ายจะยุติหรือหยุดยิงแต่อย่างใด

    ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ยังคงปิดกั้นพื้นที่หมู่บ้านใน 7 ตำบล ของอำเภอกันทรลักษ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่สู้รบ จึงไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด โดยมีเพียงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ที่อยู่ในพื้นที่คอยดูแลความเรียบร้อยในทรัพย์สิน และสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านที่อพยพออกจากพื้นที่ไปอยู่ศูนย์พักพิง

    นายสมัย พูนสุข อายุ 60 ปี ชรบ.หมู่บ้าน ขับรถเข้ามาจอดที่ด่านสกัด ก่อนเข้าพื้นที่สู้รบประมาณ 10 กิโลเมตร โดยด้านหลังรถกระบะมีฟางแห้ง กว่า 20 มัด ซึ่งจากการสอบถาม นายสมัย บอกว่า ต้องลงมาจากพื้นที่สู้รบทุกวัน เพื่อมารับฟางแห้งไปให้อาหารสัตว์ของชาวบ้านที่อพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นหน้าที่ปกติของ ชรบ. นอกจากนั้นยังมีสุนัข แมว หมู และไก่ รวมถึงสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ที่ต้องคอยดูแลด้วย ยอมรับว่าฝ่ายปกครองไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าพื้นที่ ส่วน ชรบ.ก็ให้อยู่ภายในบังเกอร์เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ออกสำรวจความเสียหาย เนื่องจากยังมีการสู้รบกันอย่างหนัก 

    เมื่อถามว่าอยากให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างไร นายสมัย บอกว่า อยากให้ทหารสู้รบให้จบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แบบที่ชาวบ้านไม่ต้องอพยพอีก เพราะตอนนี้บ้านเรือนก็เสียหายหลายหลัง ส่วนการประชุมฝ่ายทหารของไทยและกัมพูชา ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ข้อยุติ เพราะกัมพูชาเชื่อถือไม่ได้อยู่แล้ว

    ด้านนายวิเชียร บุญยก อายุ 69 ปี มาลงทะเบียนที่ด่านสกัดกั้น ห้ามเข้าพื้นที่สู้รบ เผยว่า ตัวเองจะเข้าไปเอายาที่กินประจำ และเข้าไปดูบ้าน ไม่นานก็จะกลับออกมา ส่วนตัวยอมรับว่ากลัว ถ้าเข้าไปแล้วระเบิดลง แต่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าพื้นที่จริงๆ จะใช้เวลาไม่นานก่อนจะกลับออกมา

    เมื่อถามว่าอยากให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างไร นายวิเชียร บอกว่า ตัวเองอพยพตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม และนี่ก็กว่า 2 สัปดาห์แล้ว ยอมรับว่าคิดถึงบ้านและมีความลำบาก แม้ว่าศูนย์พักพิงจะดูแลเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เหมือนบ้านตัวเอง จึงอยากให้ปัญหาจบโดยเร็ว โดยทหารสู้รบให้เบ็ดเสร็จ เพราะไม่อยากอพยพอีกแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2903949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cr_n45Nio4NP7rhJjD_za

  • “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” เป็นประธานประชุมคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568

    “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” เป็นประธานประชุมคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568

    “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” เป็นประธานประชุมคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568


    24/12/2568 | 79 |

    วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. นาย อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก และผ่านระบบ Video Conference โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความคืบหน้าและพิจารณาแนวทาง การแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา เพื่อจัดตั้งสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา (DCAT) เป็นองค์การมหาชน ให้สอดคล้องกับหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และมาตรฐานการต่อต้านสารต้องห้ามในระดับสากล

    ที่ประชุมได้รับทราบความเป็นมาและการดำเนินการที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีของ อนุสัญญายูเนสโกว่าด้วยการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา และมีพันธกรณีต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับ ประมวลกฎหมายต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (World Anti-Doping Code : WADC) ที่กำหนดโดยองค์การต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (WADA) ซึ่งมีการปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความเห็นและข้อเสนอจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เกี่ยวกับรูปแบบการจัดตั้งหน่วยงานภาครัฐ โดยได้พิจารณาทางเลือกต่าง ๆ อาทิ การจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนในรูปแบบ Public Organization (PO) หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม รวมถึงการทบทวนความสอดคล้องกับหลักการจำแนกหน่วยงานของรัฐและการกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เน้นย้ำว่า การปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างการดำเนินงานด้านการต่อต้านการใช้สารต้องห้าม เป็นเรื่องสำคัญต่อ ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีการกีฬานานาชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและมีบทบาทสำคัญในมหกรรมกีฬาระดับภูมิภาคและระดับโลก จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้ระบบการควบคุมสารต้องห้ามมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมและจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นด้านกฎหมาย โครงสร้างองค์กร และการรับรองจากองค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก เพื่อนำเสนอประกอบการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/458384&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KO1Pm6TpRtcilYbV86ftG

  • SET ปิดบวก 4 จุด รับแรงซื้อปิโตรเคมี-ท่องเที่ยว-ค้าปลีก ฟื้นตัว!

    10 หุ้นดันดัชนีวันนี้

    ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ที่ 1,275.33 จุด เพิ่มขึ้น 4.22 จุด (+0.33%) มูลค่าซื้อขาย 28,615.84 ล้านบาท

    นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้ทรงตัวด้วยปริมาณการซื้อขายเบาบาง สอดคล้องกับตลาดหุ้นภูมิภาค เนื่องจากเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลคริสต์มาส ทำให้บรรยากาศการลงทุนเงียบเหงา ประกอบกับ บ้านเราขาดปัจจัยใหม่ขับเคลื่อน

    โดยวันนี้กลุ่มปิโตรเคมีนำตลาดได้ดี โดยเฉพาะ PTTGC และ IVL รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก เริ่มฟื้นตัวหลังลงไปก่อนหน้านี้ โดยลุ้นว่าอาจมีการทำ Window dressing ก่อนสิ้นปี

    แนวโน้มวันพรุ่งนี้คาดตลาดแกว่งทรงตัวด้วยปริมาณการซื้อขายเบาบางคล้ายวันนี้ เพราะตลาดหุ้นต่างประเทศ รวมทั้งตลาดหุ้นภูมิภาคบางแห่งปิดทำการ ขณะที่การทำ Window dressing ปรับพอร์ตท้ายปีของกองทุนอาจช่วยหนุนดัชนีช่วงที่เหลือของปีได้ราว 1% โดยให้กรอบแนวรับ 1,265 จุด และแนวต้าน 1,280 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,116.89 ล้านบาท ปิดที่ 314.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,095.24 ล้านบาท ปิดที่ 54.25 บาท ลดลง 0.75 บาท

    TTB มูลค่าการซื้อขาย 1,070.83 ล้านบาท ปิดที่ 2.02 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท

    BDMS มูลค่าการซื้อขาย 1,030.91 ล้านบาท ปิดที่ 19.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 981.53 ล้านบาท ปิดที่ 31.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/summary/804096&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VqLFI01yZEQO28VwmhOdM

  • “ยศชนัน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ “ส.อ.ท.” ปูพรมไทยสู่ฐานเทคโนโลยีระดับโลก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ธ.ค. 68) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย พร้อมทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, นายจักรพงษ์ แสงมณี และนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ได้เข้าพบและหารือกับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหารระดับสูง เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางในขณะนี้

    นายเกรียงไกร กล่าวต้อนรับและสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจว่า สภาอุตสาหกรรมฯ ยินดีที่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่กระทบต่อเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทย

    ประธาน ส.อ.ท. ยังกล่าวถึงการส่งออกว่า แม้ตัวเลขส่งออกจะขยายตัว แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยไม่ได้ขยับตัวตาม ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สมดุลทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เสนอยุทธศาสตร์ ONE FTI” ซึ่งประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global และ GO Green เพื่อนำอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีการพัฒนาอย่างครบวงจร

    ด้าน นายยศชนัน กล่าวขอบคุณผู้บริหาร ส.อ.ท. โดยเน้นย้ำว่า สภาอุตสาหกรรมฯ คือหน่วยงานแรกที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือในด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเคยทำงานใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม และมองเห็นความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการผลิต

    ส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยี นายยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องปรับบทบาทเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา พร้อมทั้งเสนอโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาที่ไม่เพียงแค่จัดซื้อฮาร์ดแวร์ แต่ต้องลงทุนในเทคโนโลยีหลักที่สามารถถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างงานและการพัฒนา R&D ภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน ต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ได้เน้นย้ำถึงการใช้จุดแข็งด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) และการผลักดันมาตรการ Green Premium เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสีเขียว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/general/803985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S4wcPG4pRc7uTVnymZ4fE

  • ‘อาร์ท เอกสิทธิ์’ นำทัพเปิดตัว ‘พรรคปวงชนไทย’ อาสาแก้ปัญหาให้ประเทศ

    พรรคปวงชนไทย (Thai People’s Party) โดยการนำของ “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรค เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมอาสาเข้ามาเป็น “ผู้แก้ปัญหา” ให้กับคนไทยทั้งประเทศ นำคนไทยเดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ความมั่นคง ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและประเทศ พร้อมมุ่งมั่นยืนหยัดเป็นพรรคของ “ปวงชนไทย” อย่างแท้จริง ผ่านการทำงานทางการเมืองสุจริตที่ยึดโยงกับชีวิตจริงของประชาชน

    “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย แถลงข่าวเปิดตัวพรรคปวงชนไทย พร้อมนำทัพคณะกรรมการบริหารพรรค ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ ประกาศความพร้อมทำหน้าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคปวงชนไทย อาสาเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศทุกมิติ มั่นใจสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาความมั่นคงทุกด้าน โดยเฉพาะ แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันทั้งระบบ “ซีโร่ คอร์รัปชัน” ที่ทำให้งบประมาณแผ่นดินหายไปปีละกว่า 3 ล้านล้านบาท จึงต้องปราบปรามทั้งระบบ รวมถึง เรื่องแก๊งสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ ควบคู่นโยบายหลักของพรรค “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ”

    พร้อมกล่าวว่า “วันนี้ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของไทยและทั่วโลก เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน กติกาใหม่เกิดขึ้น เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ และการแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผลกระทบจึงเกิดกับประชาชน ซึ่งคนที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุดกลับเป็น ผู้ประกอบการรายเล็ก SMEs คนทำงาน และคนตัวเล็กของประเทศ จากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ไม่แน่นอน หนี้สินที่สะสม โดยเฉพาะช่วงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมา ประชาชนมีความรู้สึกถูกบั่นทอนหัวใจมากที่สุดเพราะรู้สึกว่าไม่มีใครยืนอยู่เคียงข้าง และยังมองไม่เห็นถึงมาตรการที่จะมาช่วยพยุงให้ลุกขึ้นยืนได้”

    ThaiPeoples-Party- Unveils-Eksit-as-MP-Candidate-SPACEBAR-Photo02.jpg

    พรรคปวงชนไทย มองเห็นและเข้าใจความเจ็บปวดเหล่านี้ของประชาชนคนไทยอย่างลึกซึ้ง จึงออก นโยบาย “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” เพื่อใช้แก้ปัญหาให้ตรงจุด และทำได้จริง โดย

    • สร้างคน : วางรากฐานให้ประเทศ ด้วยการพัฒนาคน ทำให้ประเทศให้ยั่งยืน ตั้งแต่ การศึกษา – การฝึกอาชีพ – ตลาดแรงงาน เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
    • สร้างงาน : ฟื้นเศรษฐกิจจากฐานราก เศรษฐกิจจะฟื้นได้จริงต้องเริ่มจากการทำให้ ธุรกิจอยู่ได้ ทำให้การทำธุรกิจ ง่ายขึ้น เป็นธรรมขึ้นแข่งขันได้ และเพิ่มรายได้ ทำให้ครอบครัวไทยกลับมายืนได้อย่างมั่นคง
    • สร้างอาชีพ : เปิดทางเลือกให้ชีวิต ในโลกยุคใหม่คนหนึ่งคนไม่ควรถูกจำกัดให้มีอาชีพได้เพียงทางเดียว เราจะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ทั้งอาชีพใหม่ อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ในภาคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รัฐต้องเปลี่ยนบทบาท จาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” จาก “ผู้ขวางทาง” เป็น “ผู้เปิดทาง” ให้ประชาชนทุกคนสามารถยืนบนขาของตัวเองได้อย่างมั่นคง มีรายได้และมีศักดิ์ศรี

    ผมและทีมพรรคปวงชนไทย เราพร้อมเข้ามาแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ ให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนให้รับการดูแลอย่างทั่วถึง พัฒนาคุณภาพชีวิตทุกด้าน ทำให้เกิดความยั่งยืน

    — เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

    ThaiPeoples-Party- Unveils-Eksit-as-MP-Candidate-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ทั้งนี้ “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล มาพร้อมประสบการณ์กว่า 20 ปีในภาคธุรกิจ ภาคแรงงาน ที่ทำงานเพื่อสังคม มาโดยตลอด โดยเฉพาะบทบาทในฐานะประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) ที่ดำรงตำแหน่งมาเป็นสมัยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ทำหน้าที่ดูแลความสมดุล สร้างความเข้าใจ ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง คุ้มครองศักดิ์ศรีของประชาชนผู้ใช้แรงงาน ทั้งยังสามารถสร้างงานให้แรงงานหลายแสนตำแหน่ง และยังเคยได้รับเลือกเป็นประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งอาเซียน (ACE) ในปี 2562

    ด้านธุรกิจ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท สยามอีสเทิร์น อินดัสเตรียลพาร์ค กรุ๊ป เคยดำรงตำแหน่ง กรรมการบริษัท สยามสตีล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ “อาร์ท เอกสิทธิ์” ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริษัท จีเค แลนด์ จำกัด และ บริษัท จีเค พาวเวอร์ จำกัด ธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

    ด้านการเมือง เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ต่อเนื่อง 2 สมัย ระหว่างปี 2562 – 2564 และปี 2564 – 2566 มีบทบาทสำคัญใน ปฏิบัติการปราบปรามมิจฉาชีพข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยได้ร่วมเดินทางกับ ผบ.ตร. ไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อประสานความร่วมมือและผลักดันการลงนามเอ็มโอยูระหว่างสองประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง

    ที่สำคัญ “อาร์ท เอกสิทธิ์” ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมวงการกีฬาไทย เป็น อุปนายกสมาคมบิลเลียดแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน และเคยเป็นประธานบริหารสโมสรป้อมปราการ สมุทรปราการ เอฟซี ตอกย้ำประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ว่า “เคยทำสำเร็จ และทำได้จริง” มาแล้ว

    ThaiPeoples-Party- Unveils-Eksit-as-MP-Candidate-SPACEBAR-Photo03.jpg

    พรรคปวงชนไทย โดยการนำของ “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย พร้อมทีมผู้บริหาร คณะกรรมการพรรค และคณะที่ปรึกษา มีแนวทางการทำงานการเมืองยุคใหม่ที่เปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็น และพร้อมทำงานเคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยแนวคิด “ทำงานอย่างชาญฉลาด ทำด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นเพื่อคนไทยทุกคน (Work Smart with Heart)”

    เราทำงานด้วยหัวใจ เพื่อคนไทยทุกคน ไม่ใช่เพียงเพื่อการเมือง แต่เพื่ออนาคตของชาติ นโยบายสร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ คือหัวใจของพรรค เพราะการพัฒนาชาติจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อประชาชนมีศักยภาพ มีโอกาส และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ยืนยันเจตนารมณ์ในการทำงานทางการเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตรวจสอบ และร่วมกำหนดอนาคตของประเทศไปด้วยกันอย่างแท้จริง

    — เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thaipeoples-party-unveils-eksit-as-mp-candidate&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g5SirqS3F1UOEjY7gMFLF

  • “ยศชนัน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ “ส.อ.ท.” ปูพรมไทยสู่ฐานเทคโนโลยีระดับโลก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ธ.ค. 68) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย พร้อมทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, นายจักรพงษ์ แสงมณี และนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ได้เข้าพบและหารือกับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหารระดับสูง เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางในขณะนี้

    นายเกรียงไกร กล่าวต้อนรับและสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจว่า สภาอุตสาหกรรมฯ ยินดีที่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่กระทบต่อเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทย

    ประธาน ส.อ.ท. ยังกล่าวถึงการส่งออกว่า แม้ตัวเลขส่งออกจะขยายตัว แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยไม่ได้ขยับตัวตาม ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สมดุลทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เสนอยุทธศาสตร์ ONE FTI” ซึ่งประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global และ GO Green เพื่อนำอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีการพัฒนาอย่างครบวงจร

    ด้าน นายยศชนัน กล่าวขอบคุณผู้บริหาร ส.อ.ท. โดยเน้นย้ำว่า สภาอุตสาหกรรมฯ คือหน่วยงานแรกที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือในด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเคยทำงานใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม และมองเห็นความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการผลิต

    ส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยี นายยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องปรับบทบาทเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา พร้อมทั้งเสนอโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาที่ไม่เพียงแค่จัดซื้อฮาร์ดแวร์ แต่ต้องลงทุนในเทคโนโลยีหลักที่สามารถถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างงานและการพัฒนา R&D ภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน ต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ได้เน้นย้ำถึงการใช้จุดแข็งด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) และการผลักดันมาตรการ Green Premium เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสีเขียว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/general/803985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S4wcPG4pRc7uTVnymZ4fE

  • เอกนิติ ชูนโยบาย 10 Plus ฟื้นเศรษฐกิจแบบเติบโต ทั่วถึง มีคุณภาพเต็มศักยภาพ

    เอกนิติ ชูนโยบาย 10 Plus ฟื้นเศรษฐกิจแบบเติบโต ทั่วถึง มีคุณภาพเต็มศักยภาพ

    วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

    24 ธันวาคม พ.ศ. 2568 2568 เมื่อเวลา 12.30 น. ที่โรงละครอักษรา คิงพาวเวอร์ ซอยรางน้ำ กทม. นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะดรีมทีมพรรคภูมิใจไทย ขึ้นแถลงนโยบายในการเลือกตั้ง 2569 ของพรรคภูมิใจไทย ตอนหนึ่งว่า วันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ชวนมาทำงาน สภาวะเศรษฐกิจไทยหนักมาก  โดยบอกว่าถ้าตนไม่ออกมา เศรษฐกิจไทยจะแย่กว่านี้ นี่คือโจทย์ที่ให้ตนมาช่วยดู  และต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ได้ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเหมือนรถที่ติดหล่ม จะพลิกฟื้นจากติดหล่มได้อย่างไร หลัง รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 30 กันยายน  เศรษฐกิจกิจไทยดิ่งเหว จากจีดีพี3.2%  จีดีพีเหลือ 1.8%มาเหลือ จีดีพี 1.2% ถ้าไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจจีดีพีจะเหลือ 0.3% 

    นายกฯ บอกเรามีเวลาสี่เดือนไปออกนโยบายเศรษฐกิจมา จึงเกิดนโยบาย ควิกบิ๊กวิน ด้วยนโยบาย คนละครึ่งพลัสเที่ยวดีมีคืน ฯลฯ ที่ใช้เวลา 73 วันสามารถทำได้ และเศรษฐกิจไทยพ้นจากรถติดหล่มแล้ว

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า วันนี้ได้รับโจทย์ เมื่อไทยพ้นจากการติดหล่มแล้วจะไปต่ออย่างไร ซึ่งถ้าเราได้ทำต่อ อีกสี่ปีระหว่างปี2569-2572  เราตั้งใจจะทำให้ เศรษฐกิจไทยจีดีพีเกิน  3% พลัส ด้วยนโยบาย เศรษฐกิจ 10 Plus ประกอบด้วย 1.เติมชีวิตให้คนตัวเล็กแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก 13 ล้านราย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (200 หน่วยแรก) ปิดหนี้ไว ไปต่อได้(AMC) , 2. แมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เติมทุนให้ ค้ำประกันไว สู้ได้ทุกที่ ผู้สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 3.ลงทุนพลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมทุน กระตุ้นโตยาว 4.ผลิตได้ ขายออก พลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่คนชอบตอบโจทย์ทุกคน 5. Trade พลัส ค้าขายฉลาด อัพเกรดการผลิต 6.เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพราะรักษ์โลกคือทางรอดและเป็นทางรวย อย่างยั่งยืน 7.ดิจิทัล AI พลัส AI ถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน 8.การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีจริง มีงานเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา 9.สูงวัยพลัส ทักษาะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 10.ไทยแลนด์ พลัส รัฐฉับไว เศรษฐกิจใหม่ คนไทยแฮปปี้

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/936893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1klY2luC9ca6S-M4NMHa24

  • 10 พลัส! เอกนิติขายนโยบายเศรษฐกิจ ภท.

    10 พลัส! เอกนิติขายนโยบายเศรษฐกิจ ภท.

    ‘เอกนิติ’ ประกาศเป้าหมายจีดีพีโต 3 % พลัส 4 ปีข้างหน้า ด้วยมาตรการ 10 พลัส พลิกฟื้นเศรษฐกิจแบบ เติบโตทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ

    24 ธ.ค.2568 – ที่โรงละครอักษรา ศูนย์การค้าคิงพาวเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง กล่าวว่า วันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้ชวนทำงานสภาวะเศรษฐกิจไทยหนักมาก โดยบอกว่าถ้าตนไม่ออกมาเศรษฐกิจไทยจะแย่กว่านี้ นี่คือโจทย์ที่ให้ตนมาช่วยดู และต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ได้

    ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเหมือนรถที่ติดหล่ม จะพลิกฟื้นจากติดหล่มได้อย่างไร หลัง รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 30 กันยายน เศรษฐกิจกิจไทยดิ่งเหว จากจีดีพี3.2% จีดีพีเหลือ 1.8%มาเหลือ จีดีพี 1.2% ถ้าไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจจีดีพีจะเหลือ0.3%

    นายกฯ บอกเรามีเวลาสี่เดือนไปออกนโยบายเศรษฐกิจมา จึงเกิดนโยบายควิกบิ๊กวิน ด้วยนโยบาย คนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน ฯลฯ ที่ใช้เวลา 73 วันสามารถทำได้ และเศรษฐกิจไทยพ้นจากรถติดหล่มแล้ว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ได้รับโจทย์ เมื่อไทยพ้นจากการติดหล่มแล้วจะไปต่ออย่างไร ซึ่งถ้าเราได้ทำต่อ อีกสี่ปี ระหว่างปี2569-2572 เราตั้งใจจะทำให้ เศรษฐกิจไทยจีดีพีเกิน 3% พลัส ด้วยนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส

    ประกอบด้วย 1.เติมชีวิตให้คนตัวเล็กแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก 13 ล้านราย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลัส คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (200 หน่วยแรก) ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ (AMC) , 2. แมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เติมทุนให้ ค้ำประกันไว สู้ได้ทุกที่ ผู้สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 3.ลงทุนพลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมทุน กระตุ้นโตยาว 4.ผลิตได้ ขายออก พลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่คนชอบ ตอบโจทย์ทุกคน 5. Trade พลัส ค้าขายฉลาด อัพเกรดการผลิต 6.เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพราะรักษ์โลกคือทางรอด และเป็นทางรวย อย่างยั่งยืน 7.ดิจิทัล AI พลัส AI ถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน 8.การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีจริง มีงานเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา 9.สูงวัยพลัส ทักษาะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 10.ไทยแลนด์ พลัส รัฐฉับไว เศรษฐกิจใหม่ คนไทยแฮปปี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/920849/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yxSHdqRur8wmNMA6iYOKo