Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เสียงจากผู้ประกอบการ ฉบับที่ 2: เสียงจากหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม

    เสียงจากผู้ประกอบการ ฉบับที่ 2: เสียงจากหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม

    1. รู้จักหาดใหญ่

    rn

     

    rn

    “หาดใหญ่” เป็นที่รู้จักกันในนามเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจในการค้าภาคใต้ อีกทั้งเป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคมที่เป็นประตูเชื่อมต่อสู่การค้าชายแดน (Gateway) ทั้งสนามบินนานาชาติ ทางรถไฟ และถนนสู่ประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย รวมทั้งท่าเรือน้ำลึก อีกทั้งเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสำคัญจนเป็นหนึ่งในสามของเมืองท่องเที่ยวที่คุ้มค่าที่สุดในเอเชีย (Best-Value City) จากการสำรวจของ Agoda ที่ครองใจชาวมาเลเซียซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของไทย ทำให้ นักธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านเกิดหลังโควิดเกิดความเชื่อมั่นในการลงทุนทำธุรกิจในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร คาเฟ โรงแรม และร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งล้วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจหาดใหญ่ให้ไปได้ดีก่อนเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วม

    rn”}}” id=”start_of_text”>

    1. รู้จักหาดใหญ่

    “หาดใหญ่” เป็นที่รู้จักกันในนามเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจในการค้าภาคใต้ อีกทั้งเป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคมที่เป็นประตูเชื่อมต่อสู่การค้าชายแดน (Gateway) ทั้งสนามบินนานาชาติ ทางรถไฟ และถนนสู่ประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย รวมทั้งท่าเรือน้ำลึก อีกทั้งเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสำคัญจนเป็นหนึ่งในสามของเมืองท่องเที่ยวที่คุ้มค่าที่สุดในเอเชีย (Best-Value City) จากการสำรวจของ Agoda ที่ครองใจชาวมาเลเซียซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของไทย ทำให้ นักธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านเกิดหลังโควิดเกิดความเชื่อมั่นในการลงทุนทำธุรกิจในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร คาเฟ โรงแรม และร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งล้วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจหาดใหญ่ให้ไปได้ดีก่อนเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วม

    Hat Yai infographic

    21 – 28 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นจุดพลิกของเมืองจาก “วิกฤตน้ำท่วมใหญ่” ย่านเศรษฐกิจของหาดใหญ่ถูกน้ำท่วมสาหัส ทำให้รัฐบาลประกาศให้สงขลาเป็นพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4)[1] ด้วยความรุนแรงสูงกว่าอดีตที่ผ่านมา ทั้งในมิติพื้นที่ท่วมที่เป็นวงกว้าง และระดับน้ำท่วมที่สูงเกิน 3 เมตร ในหลายจุด ด้วยลักษณะเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ หลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ แบงก์ชาติได้มีโอกาสลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ จึงขอเล่าสู่กันฟังถึง ผลกระทบและความเสียหายของหาดใหญ่ และสิ่งที่ผู้ประกอบการยังต้องการความช่วยเหลือ

    rn

     

    rn

    2. เสียงจากคนในพื้นที่

    rn”}}” id=”text-d25b8ac466″>

    21 – 28 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นจุดพลิกของเมืองจาก “วิกฤตน้ำท่วมใหญ่” ย่านเศรษฐกิจของหาดใหญ่ถูกน้ำท่วมสาหัส ทำให้รัฐบาลประกาศให้สงขลาเป็นพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4)[1] ด้วยความรุนแรงสูงกว่าอดีตที่ผ่านมา ทั้งในมิติพื้นที่ท่วมที่เป็นวงกว้าง และระดับน้ำท่วมที่สูงเกิน 3 เมตร ในหลายจุด ด้วยลักษณะเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ หลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ แบงก์ชาติได้มีโอกาสลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ จึงขอเล่าสู่กันฟังถึง ผลกระทบและความเสียหายของหาดใหญ่ และสิ่งที่ผู้ประกอบการยังต้องการความช่วยเหลือ

    flooded city. blocks and high rises surrounded by muddy water in place of roads and gardens

    “ผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมรุนแรง และประเมินมูลค่าความเสียหายได้ยาก”

    rn

     

    rn

    วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ สร้างความเสียหายหนักในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ในวงกว้าง โดยมีครัวเรือนที่ประสบภัยประมาณ 1.7 แสนครัวเรือน และกระทบธุรกิจชาวหาดใหญ่ ทั้งชีวิตและทรัพย์สินซึ่งประเมินมูลค่าได้ยาก และการฟื้นฟูอาจล่าช้ามากกว่า 3 เดือน โดยเฉพาะภาคการค้าและท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SMEs หลังน้ำท่วมแบงก์ชาติได้มีโอกาสลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ หลายท่านได้บอกเล่าถึงความเสียหายที่ตนเองเผชิญด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า “รุนแรงและหนักที่สุดในชีวิต” เพราะนอกจากทรัพย์สินภายในบ้านที่เสียหายและสูญหายไปกับมวลน้ำแล้ว ที่สำคัญกระทบต่ออุปกรณ์ประกอบอาชีพ เช่น ยานพาหนะ เครื่องครัว อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องมือเครื่องจักร เครื่องมือทางการแพทย์ ทำให้การเริ่มกลับมาหารายได้จะต้องใช้เวลา ซึ่งจะส่งผลต่อฐานะการเงินของครัวเรือน และ SMEs ในระยะต่อไป ธุรกิจไม่เพียงแต่ต้องซื้ออุปกรณ์ทำมาหากินใหม่ และซ่อมเครื่องมือเครื่องจักรเดิมที่เสียหาย แต่ยังต้องใช้เงินทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคตด้วย

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ แบงก์ชาติประเมินผลกระทบน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจภาคใต้ สูญเสียรายได้ราว 15,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของ GDP ประเทศ ซึ่งผลเสียหายนี้จะหนักสุดใน ไตรมาส 4 ปี 2568 จนถึง ไตรมาส 1 ปี 2569 โดยธุรกิจแต่ละประเภทก็ได้รับ ผลกระทบที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงขอเจาะลึกสรุปผลกระทบในแต่ละประเภทธุรกิจ ซึ่งมาจากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการ ดังนี้

    rn”}}” id=”text-ce4440a820″>

    “ผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมรุนแรง และประเมินมูลค่าความเสียหายได้ยาก”

    วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ สร้างความเสียหายหนักในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ในวงกว้าง โดยมีครัวเรือนที่ประสบภัยประมาณ 1.7 แสนครัวเรือน และกระทบธุรกิจชาวหาดใหญ่ ทั้งชีวิตและทรัพย์สินซึ่งประเมินมูลค่าได้ยาก และการฟื้นฟูอาจล่าช้ามากกว่า 3 เดือน โดยเฉพาะภาคการค้าและท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SMEs หลังน้ำท่วมแบงก์ชาติได้มีโอกาสลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ หลายท่านได้บอกเล่าถึงความเสียหายที่ตนเองเผชิญด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า “รุนแรงและหนักที่สุดในชีวิต” เพราะนอกจากทรัพย์สินภายในบ้านที่เสียหายและสูญหายไปกับมวลน้ำแล้ว ที่สำคัญกระทบต่ออุปกรณ์ประกอบอาชีพ เช่น ยานพาหนะ เครื่องครัว อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องมือเครื่องจักร เครื่องมือทางการแพทย์ ทำให้การเริ่มกลับมาหารายได้จะต้องใช้เวลา ซึ่งจะส่งผลต่อฐานะการเงินของครัวเรือน และ SMEs ในระยะต่อไป ธุรกิจไม่เพียงแต่ต้องซื้ออุปกรณ์ทำมาหากินใหม่ และซ่อมเครื่องมือเครื่องจักรเดิมที่เสียหาย แต่ยังต้องใช้เงินทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคตด้วย

    ทั้งนี้ แบงก์ชาติประเมินผลกระทบน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจภาคใต้ สูญเสียรายได้ราว 15,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของ GDP ประเทศ ซึ่งผลเสียหายนี้จะหนักสุดใน ไตรมาส 4 ปี 2568 จนถึง ไตรมาส 1 ปี 2569 โดยธุรกิจแต่ละประเภทก็ได้รับ ผลกระทบที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงขอเจาะลึกสรุปผลกระทบในแต่ละประเภทธุรกิจ ซึ่งมาจากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการ ดังนี้

    ธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยวกระทบหนัก เพราะท่วมในย่านเศรษฐกิจและส่วนใหญ่เป็น SMEs”

    flooded small business

    เจาะลึกเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นก็พบว่าธุรกิจแต่ละประเภทได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ธุรกิจกระทบหนักสุดคือ ธุรกิจการค้า (10% ของ Gross provincial product, GPP) เพราะท่วมกลางเมืองและส่วนใหญ่เป็นร้านค้าขนาดเล็ก ที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่า 3 เดือน ยิ่งไปกว่านี้ที่ท่วมในช่วงปลายปียิ่งซ้ำเติมทำให้ธุรกิจให้เจ็บหนัก เพราะผู้ประกอบการหลายรายได้สั่งสต๊อกสินค้าเตรียมรองรับการจับจ่ายใช้สอยของชาวไทยและมาเลเซียในช่วงเทศกาลสิ้นปีที่จะถึงนี้ ยิ่งไปกว่านั้นร้านค้ารายใหญ่ เช่น ร้านเสื้อผ้าอุปกรณ์กีฬา ร้านอาหารสัตว์ ร้านตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ล้วนเล่าถึงความเสียหายของสต๊อกอย่างน้อยในหลักสิบล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมความเสียหายของตัวร้าน

    rn

     

    rn

    ในช่วงที่ลงพื้นที่เมื่อต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา เราเห็นภาพร้านค้าในตลาดกิมหยงที่ล้างตลาดไปแล้วหลายรอบแต่ก็ยังมีฝุ่นโคลนติดอยู่และส่วนใหญ่ยังอยู่สภาพที่พังเสียหาย หลายร้านเทขายของที่โดนน้ำท่วมเพื่อนำเงินมาหมุนก่อน ขณะที่มีเพียงไม่กี่ร้านที่เริ่มเข้ามาซ่อมร้านและทยอยนำของไม่โดนน้ำท่วมมาวางขายและขายออนไลน์บ้าง

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ คาดว่าร้านค้าจะทยอยกลับมาเปิดได้ใน 1 – 3 เดือนหลังน้ำท่วม แต่รายใหญ่บางรายเล่าว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น ส่วนด้าน dealer รถยนต์ต่างเร่งฟื้นฟูธุรกิจรวมถึงโชว์รูมที่ได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังมีรถถูกน้ำท่วมรอประเมินสภาพเพื่อเคลียร์ประกันและรอซ่อมอยู่อีกจำนวนมาก ประเมินว่ามีจำนวนรถถูกน้ำท่วมหลายหมื่นคัน ซึ่งหากนับเพียงข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ประกันได้รับการแจ้งความเสียหายรถยนต์ก็สูงถึง 30,000 คันแล้ว และยังมีรถยนต์อีกจำนวนมากที่ไม่มีประกันรถยนต์คุ้มครองความเสียหาย ขณะที่ยอดขายรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นจากก่อนน้ำท่วมเกือบ 2 เท่า เพราะมีลูกค้ามาซื้อรถใหม่เพื่อทดแทนรถที่โดนท่วมไป แต่ก็ยังมองว่าเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากนี้ 2-3 เดือน ยอดขายจะลดลงมากเพราะกำลังซื้อจะยิ่งอ่อนแอ

    rn”}}” id=”text-e390edeff3″>

    เจาะลึกเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นก็พบว่าธุรกิจแต่ละประเภทได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ธุรกิจกระทบหนักสุดคือ ธุรกิจการค้า (10% ของ Gross provincial product, GPP) เพราะท่วมกลางเมืองและส่วนใหญ่เป็นร้านค้าขนาดเล็ก ที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่า 3 เดือน ยิ่งไปกว่านี้ที่ท่วมในช่วงปลายปียิ่งซ้ำเติมทำให้ธุรกิจให้เจ็บหนัก เพราะผู้ประกอบการหลายรายได้สั่งสต๊อกสินค้าเตรียมรองรับการจับจ่ายใช้สอยของชาวไทยและมาเลเซียในช่วงเทศกาลสิ้นปีที่จะถึงนี้ ยิ่งไปกว่านั้นร้านค้ารายใหญ่ เช่น ร้านเสื้อผ้าอุปกรณ์กีฬา ร้านอาหารสัตว์ ร้านตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ล้วนเล่าถึงความเสียหายของสต๊อกอย่างน้อยในหลักสิบล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมความเสียหายของตัวร้าน

    ในช่วงที่ลงพื้นที่เมื่อต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา เราเห็นภาพร้านค้าในตลาดกิมหยงที่ล้างตลาดไปแล้วหลายรอบแต่ก็ยังมีฝุ่นโคลนติดอยู่และส่วนใหญ่ยังอยู่สภาพที่พังเสียหาย หลายร้านเทขายของที่โดนน้ำท่วมเพื่อนำเงินมาหมุนก่อน ขณะที่มีเพียงไม่กี่ร้านที่เริ่มเข้ามาซ่อมร้านและทยอยนำของไม่โดนน้ำท่วมมาวางขายและขายออนไลน์บ้าง

    ทั้งนี้ คาดว่าร้านค้าจะทยอยกลับมาเปิดได้ใน 1 – 3 เดือนหลังน้ำท่วม แต่รายใหญ่บางรายเล่าว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น ส่วนด้าน dealer รถยนต์ต่างเร่งฟื้นฟูธุรกิจรวมถึงโชว์รูมที่ได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังมีรถถูกน้ำท่วมรอประเมินสภาพเพื่อเคลียร์ประกันและรอซ่อมอยู่อีกจำนวนมาก ประเมินว่ามีจำนวนรถถูกน้ำท่วมหลายหมื่นคัน ซึ่งหากนับเพียงข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ประกันได้รับการแจ้งความเสียหายรถยนต์ก็สูงถึง 30,000 คันแล้ว และยังมีรถยนต์อีกจำนวนมากที่ไม่มีประกันรถยนต์คุ้มครองความเสียหาย ขณะที่ยอดขายรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นจากก่อนน้ำท่วมเกือบ 2 เท่า เพราะมีลูกค้ามาซื้อรถใหม่เพื่อทดแทนรถที่โดนท่วมไป แต่ก็ยังมองว่าเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากนี้ 2-3 เดือน ยอดขายจะลดลงมากเพราะกำลังซื้อจะยิ่งอ่อนแอ

    flood victims on roof

    อีกธุรกิจที่กระทบหนัก คือ ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง[2] (6% ของ GPP) ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายเห็นตรงกันว่าต้องเป็น priority ในการฟื้นฟูเมือง เพื่อให้กลับมาเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวจากนอกพื้นที่โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซียให้กลับมาเที่ยวหาดใหญ่ และสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในพื้นที่ ผลกระทบปัจจุบันหนักเพราะธุรกิจโรงแรมถูกยกเลิกจองห้องพักเกือบทั้งหมด จากก่อนน้ำท่วมที่ส่วนใหญ่มียอดจองเต็มจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่ปกติจะเดินทางมาเที่ยวในช่วงสิ้นปีจำนวนมาก อย่างไรก็ดี โรงแรมหลายแห่งหวังว่าจะกลับมาเปิดให้ได้ภายใน 1 – 3 เดือนหลังน้ำท่วม นอกจากนี้ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร คาเฟ มัคคุเทศก์ รถรับจ้าง ก็ได้รับความเสียหายและต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 1 – 3 เดือนเช่นกัน หากธุรกิจร้านอาหารกลับมาเปิดได้มาก จะยิ่งเป็น magnet ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียให้กลับมา อีกทั้งมีข่าวดี คือ นักท่องเที่ยวมาเลเซียยังมีความเชื่อมั่นเชิงบวกอยู่ โดยชาวมาเลเซียทยอยถามว่าจะกลับมาเที่ยวได้เมื่อไหร่และให้กำลังใจชาวหาดใหญ่อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจบริการอื่น ๆ ได้แก่ กิจการขนส่งซึ่งนอกจากทรัพย์สินและเครื่องจักรอุปกรณ์ของกิจการที่ได้รับความเสียหายแล้ว ยังมีสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าและอยู่ระหว่างขนส่งได้รับความเสียหายอีกด้วย รวมถึงบริการทางการแพทย์ การศึกษา ที่ทรัพย์สินเสียหายหนักเช่นกัน

    rn

     

    rn

    สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยรวมไม่มากเท่ากลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น คือ ธุรกิจภาคผลิต (18% ของ GPP) เพราะโรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองหาดใหญ่จึงไม่โดนท่วม แต่ก็มีโรงงานบางแห่งที่โดนท่วมและเสียหายมากเพราะเครื่องจักรสมัยใหม่เป็นระบบ digital และสูญเสียสต๊อกสินค้า และภาคเกษตร (12% ของ GPP) ที่กระทบไม่มากเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นสวนยางพารา ต้นยางทนน้ำได้ดีผลเสียหายจึงไม่มาก แต่ผลผลิตจะลดลงเพราะเกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้ในช่วงน้ำท่วม

    rn

     

    rn

    “ปักหมุดเปิดเมืองตอนตรุษจีนปี 69 แต่ก็ไม่มั่นใจ เพราะยังไม่เห็นแผนฟื้นฟู และป้องกันน้ำท่วมที่ชัดเจนพอ”

    rn

     

    rn

    แม้เจ้าภาพเปิดเมืองจะยังไม่ชัดเจน แต่ภาคเอกชนในพื้นที่ยังอยากให้การเปิดเมืองเป็น event ใหญ่ในช่วงตรุษจีน ปี 69 เพื่อแสดงถึงความพร้อมของเมืองที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวและรองรับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในช่วงเทศกาล เพราะการฟื้นฟูเมืองให้มีความพร้อมทั้งหมด อาจใช้เวลานานนานนับเดือนจึงไม่ทันปีใหม่นี้ และปัจจุบัน เวลาผ่านมาเกือบ 1 เดือน มีธุรกิจทยอยกลับมาเปิดไม่ถึงครึ่ง อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่มั่นใจว่าจะเปิดเมืองได้เต็มที่ เพราะขึ้นกับ 2 ปัจจัยสำคัญที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งได้แก่

    rn”}}” id=”text-40cc27a5f5″>

    อีกธุรกิจที่กระทบหนัก คือ ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง[2] (6% ของ GPP) ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายเห็นตรงกันว่าต้องเป็น priority ในการฟื้นฟูเมือง เพื่อให้กลับมาเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวจากนอกพื้นที่โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซียให้กลับมาเที่ยวหาดใหญ่ และสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในพื้นที่ ผลกระทบปัจจุบันหนักเพราะธุรกิจโรงแรมถูกยกเลิกจองห้องพักเกือบทั้งหมด จากก่อนน้ำท่วมที่ส่วนใหญ่มียอดจองเต็มจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่ปกติจะเดินทางมาเที่ยวในช่วงสิ้นปีจำนวนมาก อย่างไรก็ดี โรงแรมหลายแห่งหวังว่าจะกลับมาเปิดให้ได้ภายใน 1 – 3 เดือนหลังน้ำท่วม นอกจากนี้ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร คาเฟ มัคคุเทศก์ รถรับจ้าง ก็ได้รับความเสียหายและต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 1 – 3 เดือนเช่นกัน หากธุรกิจร้านอาหารกลับมาเปิดได้มาก จะยิ่งเป็น magnet ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียให้กลับมา อีกทั้งมีข่าวดี คือ นักท่องเที่ยวมาเลเซียยังมีความเชื่อมั่นเชิงบวกอยู่ โดยชาวมาเลเซียทยอยถามว่าจะกลับมาเที่ยวได้เมื่อไหร่และให้กำลังใจชาวหาดใหญ่อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจบริการอื่น ๆ ได้แก่ กิจการขนส่งซึ่งนอกจากทรัพย์สินและเครื่องจักรอุปกรณ์ของกิจการที่ได้รับความเสียหายแล้ว ยังมีสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าและอยู่ระหว่างขนส่งได้รับความเสียหายอีกด้วย รวมถึงบริการทางการแพทย์ การศึกษา ที่ทรัพย์สินเสียหายหนักเช่นกัน

    สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยรวมไม่มากเท่ากลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น คือ ธุรกิจภาคผลิต (18% ของ GPP) เพราะโรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองหาดใหญ่จึงไม่โดนท่วม แต่ก็มีโรงงานบางแห่งที่โดนท่วมและเสียหายมากเพราะเครื่องจักรสมัยใหม่เป็นระบบ digital และสูญเสียสต๊อกสินค้า และภาคเกษตร (12% ของ GPP) ที่กระทบไม่มากเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นสวนยางพารา ต้นยางทนน้ำได้ดีผลเสียหายจึงไม่มาก แต่ผลผลิตจะลดลงเพราะเกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้ในช่วงน้ำท่วม

    “ปักหมุดเปิดเมืองตอนตรุษจีนปี 69 แต่ก็ไม่มั่นใจ เพราะยังไม่เห็นแผนฟื้นฟู และป้องกันน้ำท่วมที่ชัดเจนพอ”

    แม้เจ้าภาพเปิดเมืองจะยังไม่ชัดเจน แต่ภาคเอกชนในพื้นที่ยังอยากให้การเปิดเมืองเป็น event ใหญ่ในช่วงตรุษจีน ปี 69 เพื่อแสดงถึงความพร้อมของเมืองที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวและรองรับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในช่วงเทศกาล เพราะการฟื้นฟูเมืองให้มีความพร้อมทั้งหมด อาจใช้เวลานานนานนับเดือนจึงไม่ทันปีใหม่นี้ และปัจจุบัน เวลาผ่านมาเกือบ 1 เดือน มีธุรกิจทยอยกลับมาเปิดไม่ถึงครึ่ง อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่มั่นใจว่าจะเปิดเมืองได้เต็มที่ เพราะขึ้นกับ 2 ปัจจัยสำคัญที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งได้แก่

    rn

  • ความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัย เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจเชื่อมั่นได้ว่าจะมีการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่การแจ้งเตือนล่วงหน้าให้อพยพและขนย้ายข้าวของ รวมถึงการป้องกันน้ำท่วมที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ตลอดจนแผนการฟื้นฟูของภาครัฐ แต่ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนและเร็วพอ ต่างจากน้ำท่วมใหญ่ปี 43 ที่มีโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนฟื้นฟูธุรกิจตามมา
  • rn

rn

 

rn

    rn

  • เงินทุน หรือสภาพคล่องธุรกิจที่จะนำมาฟื้นฟู ซึ่งผู้ที่มีเงินทุนพร้อมก็สามารถกลับมาเปิดได้เร็ว ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งต้องรอเงินทุนจากประกัน แต่ต้องใช้เวลาและส่วนใหญ่วงเงินประกันครอบคลุมเพียงบางส่วน ขณะที่ยังมีอีกหลายรายต้องหาเงินทุนเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น เช่น จากสถาบันการเงิน โดยธุรกิจขนาดเล็กเป็นห่วงการเข้าถึงสินเชื่อ ส่วนธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่เป็นห่วงวงเงินกู้ที่จะได้ไม่เพียงพอกับการฟื้นฟู ในกรณีแย่ที่สุดคือบางธุรกิจยังไม่รู้จะไปต่อได้อย่างไรเพราะไม่มีเงินทุนจะฟื้นฟู และแม้ว่ามีเงินทุนพร้อมฟื้นฟู แต่ก็หาช่างซ่อมแซมได้ยากในช่วงนี้
  • rn

rn”}}” id=”text-9acb3e5dbd”>

  • ความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัย เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจเชื่อมั่นได้ว่าจะมีการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่การแจ้งเตือนล่วงหน้าให้อพยพและขนย้ายข้าวของ รวมถึงการป้องกันน้ำท่วมที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ตลอดจนแผนการฟื้นฟูของภาครัฐ แต่ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนและเร็วพอ ต่างจากน้ำท่วมใหญ่ปี 43 ที่มีโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนฟื้นฟูธุรกิจตามมา
  • เงินทุน หรือสภาพคล่องธุรกิจที่จะนำมาฟื้นฟู ซึ่งผู้ที่มีเงินทุนพร้อมก็สามารถกลับมาเปิดได้เร็ว ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งต้องรอเงินทุนจากประกัน แต่ต้องใช้เวลาและส่วนใหญ่วงเงินประกันครอบคลุมเพียงบางส่วน ขณะที่ยังมีอีกหลายรายต้องหาเงินทุนเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น เช่น จากสถาบันการเงิน โดยธุรกิจขนาดเล็กเป็นห่วงการเข้าถึงสินเชื่อ ส่วนธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่เป็นห่วงวงเงินกู้ที่จะได้ไม่เพียงพอกับการฟื้นฟู ในกรณีแย่ที่สุดคือบางธุรกิจยังไม่รู้จะไปต่อได้อย่างไรเพราะไม่มีเงินทุนจะฟื้นฟู และแม้ว่ามีเงินทุนพร้อมฟื้นฟู แต่ก็หาช่างซ่อมแซมได้ยากในช่วงนี้
“ธุรกิจเห็นว่าการเยียวยายังน้อยกว่าความสูญเสีย ธุรกิจจึงต้องการความช่วยเหลือโดยเร็ว”

rn

 

rn

สิ่งสำคัญที่ชาวหาดใหญ่ต้องการ คือ “การสร้างความมั่นใจเรื่องแผนป้องกันและฟื้นฟูเพื่อไม่ให้ท่วมหนักอีกในอนาคต” คำถามแรกในใจชาวหาดใหญ่ คือ “ปีหน้าน้ำจะท่วมอีกไหม?” ซึ่งย่อมต้องพึ่งพาภาครัฐช่วยตอบ ผ่านโครงการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนและเร่งด่วน เพราะความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวนเพิ่มขึ้นมากจากภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ธุรกิจยังต้องการความช่วยเหลือโดยเร็วและมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

rn

    rn

  • มาตรการลดต้นทุนหรือรายจ่าย เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูกิจการ การพักหนี้เดิม การช่วยจัดหาอุปกรณ์ หรือ เครื่องมือประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประกอบการในราคาถูก การช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยเรื่องเงินทุนจากคู่ค้าหรือธุรกิจรายใหญ่ส่วนกลาง มาตรการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่าย เงินลงทุนที่ใช้ซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ
  • rn

  • มาตรการเพิ่มรายได้ ที่อาจต้องหากำลังซื้อจากคนนอกพื้นที่ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ เช่น มาตรการคนละครึ่งและการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในหาดใหญ่ เป็นต้น
  • rn

rn”}}” id=”text-9b426c811a”>

“ธุรกิจเห็นว่าการเยียวยายังน้อยกว่าความสูญเสีย ธุรกิจจึงต้องการความช่วยเหลือโดยเร็ว”

สิ่งสำคัญที่ชาวหาดใหญ่ต้องการ คือ “การสร้างความมั่นใจเรื่องแผนป้องกันและฟื้นฟูเพื่อไม่ให้ท่วมหนักอีกในอนาคต” คำถามแรกในใจชาวหาดใหญ่ คือ “ปีหน้าน้ำจะท่วมอีกไหม?” ซึ่งย่อมต้องพึ่งพาภาครัฐช่วยตอบ ผ่านโครงการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนและเร่งด่วน เพราะความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวนเพิ่มขึ้นมากจากภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ธุรกิจยังต้องการความช่วยเหลือโดยเร็วและมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

  • มาตรการลดต้นทุนหรือรายจ่าย เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูกิจการ การพักหนี้เดิม การช่วยจัดหาอุปกรณ์ หรือ เครื่องมือประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประกอบการในราคาถูก การช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยเรื่องเงินทุนจากคู่ค้าหรือธุรกิจรายใหญ่ส่วนกลาง มาตรการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่าย เงินลงทุนที่ใช้ซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ
  • มาตรการเพิ่มรายได้ ที่อาจต้องหากำลังซื้อจากคนนอกพื้นที่ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ เช่น มาตรการคนละครึ่งและการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในหาดใหญ่ เป็นต้น

a lively market

“ธุรกิจเปิดโหมดลุกขึ้นสู้ ฟื้นฟูธุรกิจ”

rn

 

rn

แสงสว่างที่มองเห็น คือ ยังคงมีธุรกิจที่เลือกลุกขึ้นสู้ มากกว่าธุรกิจที่ถอดใจ ผู้ประการหลายรายเร่งฟื้นฟูตัวเองและปรับตัวเพื่ออยู่รอด ธุรกิจหลายรายต้องปรับรูปแบบหรือการบริหารจัดการธุรกิจให้ตัวเบาขึ้น หรือลดต้นทุนเพื่อให้อยู่รอด เช่น ลดจำนวนสาขาที่ให้บริการ ปรับปรุงร้านในงบประหยัดให้พอเปิดบริการได้ สต๊อกสินค้าลดลงเท่าที่มีเงินทุน นอกจากนี้ เรายังเห็นธุรกิจในพื้นที่ช่วยเหลือกันเอง (เพื่อนช่วยเพื่อน) เช่น เครือข่ายร้านกาแฟช่วยกันประสานซ่อมแซมเครื่องชงกาแฟที่น้ำท่วม อีกทั้ง เห็นธุรกิจรายใหญ่ส่วนกลางบางรายช่วยรายเล็ก เช่น บริษัทซัพพลายเออร์ส่วนกลางช่วยรับเคลมสินค้าในสต๊อก หรือช่วยเหลือให้ส่วนลดค่าซ่อมแซมหรืออะไหล่ นอกจากนี้ ธุรกิจที่กลับมาเปิดได้แล้วมีลูกค้าในพื้นที่ไปอุดหนุนให้กำลังใจกัน ขณะเดียวกัน ยอมรับว่ามีผู้ประกอบการอีกจำนวนหนึ่งที่ลังเลว่า จะลุกขึ้นสู้เปิดธุรกิจต่อ หรือ พอแค่นี้? หลายรายที่กำลังคิดปิดกิจการ มีทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหญ่ที่อยู่ในวัยเริ่มต้นใหม่ได้ยาก และผู้ประกอบการ Gen ใหม่ที่กลับบ้านเกิดและเพิ่งลงทุนเปิดกิจการหลังโควิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและคาเฟ

rn”}}” id=”text-1818ed4413″>

“ธุรกิจเปิดโหมดลุกขึ้นสู้ ฟื้นฟูธุรกิจ”

แสงสว่างที่มองเห็น คือ ยังคงมีธุรกิจที่เลือกลุกขึ้นสู้ มากกว่าธุรกิจที่ถอดใจ ผู้ประการหลายรายเร่งฟื้นฟูตัวเองและปรับตัวเพื่ออยู่รอด ธุรกิจหลายรายต้องปรับรูปแบบหรือการบริหารจัดการธุรกิจให้ตัวเบาขึ้น หรือลดต้นทุนเพื่อให้อยู่รอด เช่น ลดจำนวนสาขาที่ให้บริการ ปรับปรุงร้านในงบประหยัดให้พอเปิดบริการได้ สต๊อกสินค้าลดลงเท่าที่มีเงินทุน นอกจากนี้ เรายังเห็นธุรกิจในพื้นที่ช่วยเหลือกันเอง (เพื่อนช่วยเพื่อน) เช่น เครือข่ายร้านกาแฟช่วยกันประสานซ่อมแซมเครื่องชงกาแฟที่น้ำท่วม อีกทั้ง เห็นธุรกิจรายใหญ่ส่วนกลางบางรายช่วยรายเล็ก เช่น บริษัทซัพพลายเออร์ส่วนกลางช่วยรับเคลมสินค้าในสต๊อก หรือช่วยเหลือให้ส่วนลดค่าซ่อมแซมหรืออะไหล่ นอกจากนี้ ธุรกิจที่กลับมาเปิดได้แล้วมีลูกค้าในพื้นที่ไปอุดหนุนให้กำลังใจกัน ขณะเดียวกัน ยอมรับว่ามีผู้ประกอบการอีกจำนวนหนึ่งที่ลังเลว่า จะลุกขึ้นสู้เปิดธุรกิจต่อ หรือ พอแค่นี้? หลายรายที่กำลังคิดปิดกิจการ มีทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหญ่ที่อยู่ในวัยเริ่มต้นใหม่ได้ยาก และผู้ประกอบการ Gen ใหม่ที่กลับบ้านเกิดและเพิ่งลงทุนเปิดกิจการหลังโควิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและคาเฟ

3. แบงก์ชาติออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน

rn

 

rn

“ผู้ประกอบการที่กังวลจ่ายหนี้เดิมไม่ได้ ให้รีบติดต่อแบงก์ที่ท่านใช้บริการเพื่อขอรับความช่วยเหลือ”

rn

 

rn

นอกจาก ธุรกิจกังวลเรื่องการหาเงินทุนใหม่มาซ่อมแซมแล้ว ยังมีผู้ประกอบการหลายรายกังวลภาระหนี้เดิมที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน เนื่องจากธุรกิจยังอยู่ในโหมดฟื้นฟูและรายได้ยังไม่กลับมาจนไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ตามปกติ แบงก์ชาติได้กำชับให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณภัยภายใต้เกณฑ์ที่แบงก์ชาติผ่อนปรนตั้งแต่เริ่มน้ำท่วม อีกทั้งได้ออกมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วมภาคใต้ โดยลูกหนี้แจ้งความประสงค์ได้ที่สถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือติดต่อสายด่วนแบงก์ชาติ โทร 1213 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม)

rn

 

rn

ท้ายสุดนี้ แบงก์ชาติขอเป็นกำลังใจให้ชาวหาดใหญ่ผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ อีกทั้งเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาโดยเร็ว และเติบโตได้ตามศักยภาพของเมืองหาดใหญ่ที่เป็นทั้งศูนย์กลางการค้าแดนใต้ เป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเมืองการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานให้สามารถพัฒนาได้ในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น MICE city, Wellness hub, Logistic hub, Education and Innovation hub

rn”}}” id=”text-7935ff5e7e”>

3. แบงก์ชาติออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน

“ผู้ประกอบการที่กังวลจ่ายหนี้เดิมไม่ได้ ให้รีบติดต่อแบงก์ที่ท่านใช้บริการเพื่อขอรับความช่วยเหลือ”

นอกจาก ธุรกิจกังวลเรื่องการหาเงินทุนใหม่มาซ่อมแซมแล้ว ยังมีผู้ประกอบการหลายรายกังวลภาระหนี้เดิมที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน เนื่องจากธุรกิจยังอยู่ในโหมดฟื้นฟูและรายได้ยังไม่กลับมาจนไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ตามปกติ แบงก์ชาติได้กำชับให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณภัยภายใต้เกณฑ์ที่แบงก์ชาติผ่อนปรนตั้งแต่เริ่มน้ำท่วม อีกทั้งได้ออกมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วมภาคใต้ โดยลูกหนี้แจ้งความประสงค์ได้ที่สถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือติดต่อสายด่วนแบงก์ชาติ โทร 1213 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม)

ท้ายสุดนี้ แบงก์ชาติขอเป็นกำลังใจให้ชาวหาดใหญ่ผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ อีกทั้งเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาโดยเร็ว และเติบโตได้ตามศักยภาพของเมืองหาดใหญ่ที่เป็นทั้งศูนย์กลางการค้าแดนใต้ เป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเมืองการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานให้สามารถพัฒนาได้ในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น MICE city, Wellness hub, Logistic hub, Education and Innovation hub

debt relief for flood victims flyer

End Notes

rn

 

rn

[1] ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 – 2570

rn

 

rn

[2] ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ที่พักแรม บริการด้านอาหาร โลจิสติกส์และขนส่ง

rn

 

rn”}}” id=”end-notes”>

End Notes

[1] ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 – 2570

[2] ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ที่พักแรม บริการด้านอาหาร โลจิสติกส์และขนส่ง

ผู้เขียน

rn”}}” id=”authors”>

ผู้เขียน

จุฬารัตน์ โฆษะโก

จุฬารัตน์ โฆษะโก
rn
rnผู้ช่วยผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้

rn

Email: JULARATK@bot.or.th

rn

 

rn

 

rn

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

rn”}}” id=”text-a2c3ad64ba”>

จุฬารัตน์ โฆษะโก

ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้

Email: JULARATK@bot.or.th

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/business-voices/business-voices-2025-12.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ilVnYPNPNvwNrAn21C4bH

  • ​พูดแล้วทำพลัส! ส่องนโยบาย‘ภูมิใจไทย’ ‘อนุทิน’นำดรีมทีมจ่อแถลงสู้ศึกเลือกตั้ง’69

    ​พูดแล้วทำพลัส! ส่องนโยบาย‘ภูมิใจไทย’ ‘อนุทิน’นำดรีมทีมจ่อแถลงสู้ศึกเลือกตั้ง’69

    วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.10 น.

    พูดแล้วทำพลัส! ส่องนโยบาย”ภูมิใจไทย” “อนุทิน”นำดรีมทีมเตรียมแถลงสู้ศึกเลือกตั้ง’69 ยึดแก้ 4 ปัญหาหลักของประเทศ ครอบคลุมเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-สังคม-ภัยพิบัติ สานต่อคนละครึ่งพลัส-จีดีพี 3% พลัส-ค่าไฟต่ำ 3 บาท-สูงวัยมีรายได้-สร้างกำแพงมั่นคง-ทหารอาสา 1 แสนอัตรา

    เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ชั้น 3 ซอยรางน้ำ กทม.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดแถลงนโยบายสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำแถลง พร้อมด้วยดรีมทีมของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ , นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย , น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกพรรค และว่าที่ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยทั่วประเทศ ทั้งระบบเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ เข้าร่วมรับฟังนโยบาย นอกจากนี้ ในช่วงบ่าย จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้งระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อ อย่างเป็นทางการอีกด้วย

    ทั้งนี้ นโยบายพรรคภูมิใจไทย จะแถลงภายใต้ 4 ปัญหาหลัก คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ โดยมีนโยบายสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาที่น่าสนใจ ประกอบด้วย คนละครึ่งพลัส , นำเศรษฐกิจเติบโต จีดีพี 3% พลัส , เศรษฐกิจสีเขียว , บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ+ (บัตรคนจนใหม่) , ค่าไฟต่ำ 3 บาท , รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า , Barter trading (เช่น ซื้อเครื่องบิน จ่ายด้วยสินค้าเกษตร ผลผลิตไม่ตกค้าง) , จ้างผู้สูงอายุทำงาน (สูงวัยมีรายได้) , พยาบาลอาสา (15,000/4 ปี ลูกหลานกลับบ้านมีงานทำ ดูแลผู้สูงวัยถึงที่) , กองทุนภัยพิบัติ , เรียนฟรีต้องมีจริง , สร้างกำแพงความมั่นคง ปกป้องคนไทย จากภัยคุกคาม สกัดลักลอบนำเข้า , ทหารอาสา 1 แสนอันตรา เงินเดือน 12,000 บาท Up-skill Re-skill เป็นนายสิบ และศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ เป็นต้น

    ล่าสุดเมื่อเวลา 10.25 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คิกออฟแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย ประกาศพร้อมสูงสุดสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 ยืนยันต้องพร้อมทุกด้าน ดันยกระดับนโยบาย เป็น “พูดแล้วทำพลัส”

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/936842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YyKAT74ghWJiE0L8Fjb9h

  • “ยศชนัน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ “ส.อ.ท.” ปูพรมไทยสู่ฐานเทคโนโลยีระดับโลก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ธ.ค. 68) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย พร้อมทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, นายจักรพงษ์ แสงมณี และนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ได้เข้าพบและหารือกับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหารระดับสูง เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางในขณะนี้

    นายเกรียงไกร กล่าวต้อนรับและสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจว่า สภาอุตสาหกรรมฯ ยินดีที่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่กระทบต่อเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทย

    ประธาน ส.อ.ท. ยังกล่าวถึงการส่งออกว่า แม้ตัวเลขส่งออกจะขยายตัว แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยไม่ได้ขยับตัวตาม ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สมดุลทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เสนอยุทธศาสตร์ ONE FTI” ซึ่งประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global และ GO Green เพื่อนำอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีการพัฒนาอย่างครบวงจร

    ด้าน นายยศชนัน กล่าวขอบคุณผู้บริหาร ส.อ.ท. โดยเน้นย้ำว่า สภาอุตสาหกรรมฯ คือหน่วยงานแรกที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือในด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเคยทำงานใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม และมองเห็นความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการผลิต

    ส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยี นายยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องปรับบทบาทเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา พร้อมทั้งเสนอโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาที่ไม่เพียงแค่จัดซื้อฮาร์ดแวร์ แต่ต้องลงทุนในเทคโนโลยีหลักที่สามารถถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างงานและการพัฒนา R&D ภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน ต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ได้เน้นย้ำถึงการใช้จุดแข็งด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) และการผลักดันมาตรการ Green Premium เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสีเขียว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/general/803985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S4wcPG4pRc7uTVnymZ4fE

  • WSOL ผนึก FPT ไอทียักษ์ใหญ่เวียดนาม ขยายโอกาสด้านเทคโนโลยี

    นายเลวี่ เหงียน (Mr. Levi Nguyen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FPT Thailand – FPT Taiwan, FPT Corporation บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการไอทีระดับโลกจากประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทส่งตัวแทนร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MOA) กับ บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพดิจิทัลและผลักดันโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย

    โดยความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ  FPT ในการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มธนาคารและการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม ค้าปลีก การผลิต ตลอดจนการให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในด้าน (Infrastructure), Core Platform, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Cloud, Cybersecurity และ Enterprise Solutions ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ขณะที่ WSOL มีเครือข่ายลูกค้าและจุดเชื่อมต่อบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบชำระเงิน บริการทางการเงิน โครงสร้างร้านค้า รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ WSOL ทำหน้าที่เป็น “Go-to-Market Gateway” ที่สำคัญในการขยายโอกาสนำเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ FPT เข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พร้อมต่อยอดไปยังหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการยกระดับการให้บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีในประเทศไทย

    “การร่วมมือกับ WSOL จะช่วยให้ FPT สามารถผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยของ WSOL เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”

    นายอิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL กล่าวเสริมว่า “WSOL เชื่อว่าความร่วมมือกับ FPT จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของไทย ด้วยประสบการณ์ของ FPT ที่ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรม ผสานกับเครือข่ายของ WSOL ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ จะช่วยให้เราพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

    นอกจากนี้ FPT และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ WeiD แพลตฟอร์มแบบบูรณาการและผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปี 2569  โดยเฉพาะในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของธุรกิจ B2B2C และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ WSOL เติบโตอย่างมั่นคงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/803494&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVYuoSGeevCY_vTgvs6ua

  • ธนาคารกลางเยอรมนีส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 2026 – ชี้ การใช้จ่ายรัฐและการส่งออก คือฟันเฟืองหลัก

    ธนาคารกลางเยอรมนีส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 2026 – ชี้ การใช้จ่ายรัฐและการส่งออก คือฟันเฟืองหลัก

    โดย

    Din

    ลงเมื่อ

    23 ธันวาคม 2568 21:28

    สคต. ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) (TTC, Frankfurt (Germany))

    8

    ข่าว – ธนาคารกลางเยอรมนีส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 2026.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qwr8kjv33d56d7op945q7ihb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aPZXHn6St4Q4UhdBlZKGn

  • วิจัยกรุงศรี เผย เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว มีโอกาศที่ กนง.จะปรับดอกเบี้ยลงเหลือ1% ต้นปี69

    วิจัยกรุงศรี เผย เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว มีโอกาศที่ กนง.จะปรับดอกเบี้ยลงเหลือ1% ต้นปี69

    วิจัยกรุงศรี  เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจและการเงิน พบว่า เศรษฐกิจโลกแม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวแต่ยังไม่รุนแรง ขณะที่ญี่ปุ่นเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ด้านการเติบโตของจีนยังขาดแรงส่งขณะที่มาตรการกระตุ้นอาจเห็นผลจำกัด 

    ไทย เศรษฐกิจแม้พื้นที่นโยบายการเงินจะลดลง แต่ยังมีโอกาสที่ กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 1.25% ชี้เศรษฐกิจเติบโตต่ำต่อเนื่องและเผชิญความเสี่ยงขาลง

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ธันวาคม มีมติเอกฉันท์ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ 1.25% กนง.เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ 

    กนง.ประเมินเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ท่ามกลางความเสี่ยงด้านขาลงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยยังคงคาดการณ์ GDP ปีนี้ จะขยายตัว 2.2% ก่อนปรับลดปี 2569 เหลือเติบโต 1.5% (เดิมคาด 1.6%) และฟื้นตัวเป็น 2.3% ในปี 2570 สำหรับเศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว  ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป กนง.คาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดปี 2568 ที่ -0.1% ปี 2569 ที่ 0.3% และปี 2570 ที่ 1.0% ผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ขณะที่กนง.”เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด” 

    ทั้งนี้ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง และภาวะการเงินที่ตึงตัว (ซึ่งสะท้อนจากการหดตัวของสินเชื่อ) รวมทั้งแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังที่จะมีบทบาทลดลงในช่วงรัฐบาลรักษาการ นโยบายการเงินจึงควรเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจหรือลดความเสี่ยงจากวัฏจักรขาลงในฐานะ Counter-cyclical Policy วิจัยกรุงศรี จึงคาดว่ากนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก 0.25% สู่ระดับ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปี 2569

    ภาคท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 35.5 ล้านคน ในเดือนพฤศจิกายน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยอยู่ที่ 2.91 ล้านคน หดตัว -7.5% YoY ส่งผลให้ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568  มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 29.6 ล้านคน หดตัว -7.3% ขณะที่ข้อมูลล่าสุดในช่วงวันที่ 1–14 ธันวาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติอีก 1.37 ล้านคน ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นเป็น 31.0 ล้านคน ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของเดือนธันวาคมอย่างใกล้ชิด โดยมีความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2568 อาจออกมาต่ำกว่าประมาณการของวิจัยกรุงศรีที่ 33.3 ล้านคน

    สำหรับปี 2569 คาดว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยจะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังเผชิญข้อจำกัดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศท่องเที่ยวในภูมิภาค และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวโลก รวมถึงการขยายเส้นทางบินและการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศ จะช่วยพยุงภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะถัดไป โดยประเมินว่าทั้งปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งสู่ระดับ 35.5 ล้านคน ซึ่งสะท้อนทิศทางฟื้นตัวที่ค่อยเป็นค่อยไปสู่ระดับใกล้เคียงกับปี 2567 ท่ามกลางความเปราะบางต่อปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ

    สหรัฐฯ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเผชิญความเสี่ยงชะลอตัว แต่แรงกดดันเงินเฟ้ออาจจำกัดขาลงของดอกเบี้ยนโยบาย แม้ว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 64,000 ตำแหน่ง ในเดือนพฤศจิกายน หลังจากลดลง 108,000 ตำแหน่ง ในเดือนตุลาคม แต่อัตราการว่างงานขยับขึ้นสู่ระดับ 4.6% ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงชะลอตัวต่อเนื่องสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ 3.5% YoY สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและพื้นฐานในเดือนตุลาคม ชะลอลงสู่ระดับ 2.7% YoY และ 2.6% ตามลำดับ ซึ่งยังคงสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของเฟดที่ 2% 

    ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง อาทิ ยอดค้าปลีกที่โตช้าสุดในรอบ 5 เดือน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ PMI ภาคการผลิตหดตัวแรงสุดในรอบ 5 เดือน รวมถึง อัตราการว่างงานที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อการชะลอตัวตัวรุนแรงของเศรษฐกิจยังค่อนข้างต่ำเมื่อพิจารณาจากภาคบริการที่ขยายตัวและแรงหนุนจากนโยบายการคลัง ขณะที่แผนการซื้อตั๋วเงินคลังเดือนละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ของเฟดประกอบกับการลดดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้านี้คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนแรงส่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกเพียง 1 ครั้งในปี 2569

    ญี่ปุ่น BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ท่ามกลางพัฒนาการเชิงบวกของเศรษฐกิจและความเสี่ยงเงินเฟ้อ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.75% พร้อมส่งสัญญาณเปิดกว้างสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อบรรลุเป้าหมายตามที่คาดการณ์ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ (Tankan) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ที่ 15.0 ในไตรมาส 4 ส่วนภาคบริการยังคงอยู่ที่ 34 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับที่แข็งแกร่งสุดนับตั้งแต่ปี 2533 นอกจากนี้ ยอดการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ 6.1% YoY ซึ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน 

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้นจาก (1) ความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (2) PMI ภาคบริการที่ยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง (3) ภาคท่องเที่ยวที่เติบโต และ (4) ยอดส่งออกที่ฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นทางการคลังรวมถึงแผนการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานคาดว่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าหากพัฒนาการของเศรษฐกิจยังอยู่ในเชิงบวกและมีความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ล่าสุดยังคงค้างอยู่ที่ระดับ 2.7-3.0% BOJ อาจทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2569

    จีน แรงส่งของเศรษฐกิจจีนอ่อนกำลังลงต่อเนื่อง โดยยอดค้าปลีกสินค้าขยายตัวเพียง 1.3% YoY ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (หากไม่รวมช่วงโควิด) และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหดตัวเร่งขึ้นจาก -1.7% ในช่วง 10 เดือนแรกเป็น -2.6% ในช่วง 11 เดือนแรก ขณะที่ราคาบ้านใหม่และบ้านมือสองในเดือนพฤศจิกายนหดตัวต่อเนื่องที่ -2.8% และ -5.7% ตามลำดับ นอกจากนี้ วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเสี่ยงลุกลามไปยังภาคการเงินภายหลังธนาคารเงาเริ่มมีการผิดนัดชำระเงิน ด้านรัฐบาลประกาศแผนออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในปี 2569 เพื่ออุดหนุนมาตรการแลกซื้อสินค้าใหม่ และมาตรการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์

    การผลิต การบริโภค การลงทุน และการส่งออกของจีนอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ขณะที่ภาคอสังหาฯ ส่งสัญญาณเชิงลบมากขึ้น ทั้งยอดขายและราคาบ้านที่หดตัวต่อเนื่อง ปัญหาด้านสภาพคล่องของผู้พัฒนาอสังหาฯ รวมถึงความเสี่ยงจากธนาคารเงา วิจัยกรุงศรีประเมินว่าแม้การส่งออกของจีนยังขยายตัวแต่เสี่ยงเผชิญมาตรการปกป้องทางการค้าจากประเทศคู่ค้าอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ ขณะที่แรงหนุนจากเทศกาลตรุษจีนและมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลอาจพยุงการบริโภคในบางจุดหรือเพียงชั่วคราวเท่านั้น  โดยภาพรวมแล้ว การฟื้นตัวจึงมีแนวโน้มเปราะบางในระยะข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/264417&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hGc5R8Kf4w51nfCANB34x

  • “ยศชนัน” นำทีมเศรษฐกิจ “เพื่อไทย” ถก “สภาอุตสาหกรรมฯ” กำหนดทิศทาง “เศรษฐกิจ” สอดรับนโยบายพรรค

    “ยศชนัน” นำทีมเศรษฐกิจ “เพื่อไทย” ถก “สภาอุตสาหกรรมฯ” กำหนดทิศทาง “เศรษฐกิจ” สอดรับนโยบายพรรค

    เราจะเห็นปีนี้ ถึงแม้เราจะดีใจเรื่องการส่งออก แต่เข้าไปดูไส้ในไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะภาคการผลิตของประเทศไทยที่เรียกว่าดัชนี MPI (ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม) ไม่ได้ขยับตัว แต่การส่งออกที่มากมายเหล่านั้นเป็นคำถามว่ามันคือสินค้าอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องคุยกันในรายละเอียดต่อไป 

    ขอบคุณแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ที่มารับฟังเพื่อนำสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมสะท้อน เพื่อการทำงานร่วมกัน เรามองเห็นความคาดหวังในการร่วมกันปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งการปรับโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม เพื่อไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามที่เราตั้งใจไว้ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและสามารถเดินต่อได้ สร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้เป็นคีย์เวิร์ดในการที่เราจะประชุมวันนี้

    ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า นี่คือหน่วยงานแรกที่พรรคเพื่อไทยมาพบ เพื่อที่จะมารับฟังสิ่งที่อยากจะขับเคลื่อน ต้องขอบคุณนายสุริยะ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุรีย์เดช และทีมเศรษฐกิจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มานำเสนอ 

    “ผมคือคนหนึ่งที่เคยช่วยงานภาคอุตสาหกรรมมาก่อนที่จะมาเป็นแคนดิเดต  ก่อนที่จะมาก็ได้ศึกษาแผนของทุกกลุ่ม และสิ่งที่จะนำเสนอก็เป็นแนวทางเดียวกับพรรคเพื่อไทย ขออธิบายขยายความจากวิสัยทัศน์ที่เสนอไปเบื้องต้น ทุกคนมองเห็นเป้าหมายชัดเจน และพยายามจะขับเคลื่อน ไม่ว่าเบื้องหลังจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ทำให้แตกยอดไปได้ยาก แต่ทุกคนต้องเห็นว่าใครมีความหวังดีอย่างแท้จริง” 

    ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า เราต้องมองภาพรวมการพัฒนาให้เป็นรูปแบบที่ครบวงจร โดยเฉพาะการยกระดับไปสู่ Advanced Manufacturing (การผลิตขั้นสูง) ปัญหาหลักที่มักถูกตั้งคำถามคือ อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้าสู่ประเทศได้อย่างไร ในส่วนนี้รัฐบาลสามารถทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาลิขสิทธิ์เทคโนโลยี หรือ License-in เพื่อนำนวัตกรรมบางอย่างเข้ามาสนับสนุน วิธีนี้จะช่วยให้ภาคเอกชนลดภาระการลงทุนในทรัพย์สิน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเสี่ยงสูง โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ลงหลักปักฐานในส่วนนี้ให้ก่อน

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โครงการจัดหาแท็บเล็ตให้แก่เด็กไทย แทนที่เราจะเน้นเพียงการจัดซื้อตัวเครื่องจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรเปลี่ยนมาลงทุนใน Core Technology (เทคโนโลยีแกนกลาง) ของแท็บเล็ตนั้น แล้วจึงส่งต่อองค์ความรู้และชิ้นส่วนบางส่วนให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการผลิต เพื่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศ ทุกอย่างต้องเริ่มจากรากฐานที่มั่นคง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องขยายผลไปสู่การวิจัยและพัฒนา หรือ R&D (Research and Development) ในระดับมหภาค

    จากการศึกษาแบบอย่างจากต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน เมื่อมีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามา เขาจะกำหนดให้ต้องมีการหารือร่วมกับ Science Park เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเราดึงเทคโนโลยีเข้ามาแล้ว สิ่งสำคัญคือคนไทยต้องพร้อมรองรับ จึงจำเป็นต้องมีการ Upskill และ Reskill แรงงานในทุกมิติ หากบุคลากรในประเทศยังไม่เพียงพอ เราต้องมีกลไกที่เอื้อให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติเข้ามาทำงานได้สะดวกขึ้น ผ่านระบบ One-stop Service และการปรับปรุงกฎระเบียบ (Regulations) รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Incentives) เพื่อให้ภาครัฐเป็นตัวกลางที่ช่วยอำนวยความสะดวกอย่างแท้จริง

    ในด้าน New Growth Engine (กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่) จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) โดยเฉพาะนโยบาย Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) อุตสาหกรรมหนักอย่างเหล็กและซีเมนต์ จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบด้าน Synthetic Biology (ชีววิทยาสังเคราะห์) ซึ่งเรามีผู้เชี่ยวชาญในมหาวิทยาลัยวิจัยจำนวนมากที่พร้อมจะเชื่อมโยงความรู้สู่ภาคเอกชน รวมถึงการผลักดัน Green Premium เพื่อให้อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีต้นทุนที่แข่งขันได้มากกว่าอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

    สุดท้ายคือเรื่องสภาพคล่อง (Liquidity) และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม โดยการสนับสนุนให้เกิด Startup Spin-off และ SMEs รัฐควรส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ โดยให้บริษัทใหญ่ทำหน้าที่เป็น Venture Capital (VC) หรือ Angel Investor เมื่อบริษัทใหญ่เห็นศักยภาพก็สามารถเข้าซื้อสิทธิ์หรือร่วมกิจการได้ ดังเช่นในอุตสาหกรรมยา ที่สตาร์ทอัพอาจคิดค้นนวัตกรรม แต่ต้องอาศัยบริษัทใหญ่ในการทำ Clinical Trial (การทดสอบทางคลินิก) และการทำตลาดระดับโลก กลไกนี้จะช่วยสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร หากโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศถูกต้อง ลูกหลานไทยในทุกพื้นที่จะมีโอกาสเติบโตและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378971198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3APZavZtjmUCU3OOJaZNFT

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน! ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสทองของแรงงานและคู่ค้าในไทย | バンコク週報

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน! ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสทองของแรงงานและคู่ค้าในไทย | バンコク週報

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน! ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสทองของแรงงานและคู่ค้าในไทย

    จากการรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Tankan) โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ โดยปัจจัยบวกหลักมาจากวิกฤตการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่คลี่คลายลง ทำให้การผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรกลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลังอีกครั้ง ประกอบกับความต้องการจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงแข็งแกร่ง ช่วยพยุงเศรษฐกิจในส่วนของภาคบริการให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

    ข่าวนี้มีความหมายเชิงบวกอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย เมื่อบริษัทแม่ในญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นและผลประกอบการที่ดีขึ้น ก็ย่อมส่งผลต่อแผนการขยายการผลิตและการลงทุนในฐานการผลิตที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การที่ภาคธุรกิจญี่ปุ่นมีความพร้อมในการใช้จ่ายมากขึ้น ยังเป็นโอกาสของผู้ส่งออกวัตถุดิบและอาหารจากไทยที่มุ่งเน้นตลาดพรีเมียมในญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการขึ้นค่าจ้าง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้บริหารชาวไทยที่ทำงานในบริษัทญี่ปุ่นต้องเตรียมรับมือกับการปรับโครงสร้างองค์กรที่อาจเกิดขึ้นตามมา

    この記事がお役に立ちましたら
    フォローをお願いします

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkokshuho.com/japannews-th1-3/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bJYY-PbK0qw26FLK1btWg

  • “บล.เอเซีย พลัส” มองเศรษฐกิจสดใส GDP สหรัฐฯ แนะลงทุนหุ้นพื้นฐานดี

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน ภายหลังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐอเมริกาออกมาขยายตัวสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยลดลง ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงต้องติดตามมาตรการใหม่ในการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าในระยะที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจยังสะท้อนว่าพรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง โดยฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นพื้นฐานดีและหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง

    แหล่งข้อมูลระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่เพิ่มขึ้น 3.3% และถือเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2 ปี ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการส่งออกที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และไทย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 2 ของปีถัดไป

    เทคโนโลยีควอนตัม: โอกาสการลงทุนแห่งอนาคต
    ในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ถูกประเมินว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญหลังปี 2573 และอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 1.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2583

    ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้บรรจุเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) เป็นที่เรียบร้อย สำหรับนักลงทุนที่สนใจ แหล่งข้อมูลแนะนำให้ติดตามการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Quantum หรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง อาทิ DEFIANCE QUANTUM ETF (QTUM US) ซึ่งกระจายการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น Micron และ Alphabet

    มาตรการกำกับธุรกรรมทองคำ เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาท
    สำหรับสถานการณ์ในประเทศ แหล่งข้อมูลระบุว่า ค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงถึง 65% ในปี 2568 โดยกิจกรรมการซื้อขายทองคำที่คึกคักถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ล่าสุด หน่วยงานหลัก 3 แห่ง ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1.การกำหนดให้ผู้ค้าทองคำออนไลน์รายงานข้อมูลต่อกรมสรรพากร

    2.การพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำออนไลน์

    3.การกำหนดเพดานมูลค่าธุรกรรมทองคำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 เพื่อช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท

    ติดตามการเมืองและกลยุทธ์การลงทุน
    ในด้านการเมือง ผลสำรวจ Popular Vote จากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจครั้งแรกโดยไทยรัฐทีวี ระบุว่า พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่งที่ 44.7% รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยที่ 22.8% โดยนโยบายหลักที่ทุกพรรคให้ความสำคัญ ได้แก่ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและมาตรการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเงินบาทแข็งค่า โดยหุ้นเด่นที่แนะนำประกอบด้วย

    หุ้นพื้นฐานดีรับอานิสงส์บาทแข็ง ได้แก่ PTTEP, GULF, BGRIM, GPSC

    หุ้นปันผลสูง ได้แก่ ICHI, LH, AP, MAJOR

    หุ้นต่างประเทศ ได้แก่ ZIJIN80 และ 1880 HK

    ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นโลก ประกอบกับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมียอดซื้อสุทธิสะสมกว่า 7.3 พันล้านบาท ในช่วง 15 วันที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jwjeRy8rPze00zHJ1v7eH

  • “บล.เอเซีย พลัส” มองเศรษฐกิจสดใส GDP สหรัฐฯ แนะลงทุนหุ้นพื้นฐานดี

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน ภายหลังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐอเมริกาออกมาขยายตัวสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยลดลง ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงต้องติดตามมาตรการใหม่ในการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าในระยะที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจยังสะท้อนว่าพรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง โดยฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นพื้นฐานดีและหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง

    แหล่งข้อมูลระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่เพิ่มขึ้น 3.3% และถือเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2 ปี ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการส่งออกที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และไทย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 2 ของปีถัดไป

    เทคโนโลยีควอนตัม: โอกาสการลงทุนแห่งอนาคต
    ในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ถูกประเมินว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญหลังปี 2573 และอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 1.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2583

    ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้บรรจุเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) เป็นที่เรียบร้อย สำหรับนักลงทุนที่สนใจ แหล่งข้อมูลแนะนำให้ติดตามการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Quantum หรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง อาทิ DEFIANCE QUANTUM ETF (QTUM US) ซึ่งกระจายการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น Micron และ Alphabet

    มาตรการกำกับธุรกรรมทองคำ เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาท
    สำหรับสถานการณ์ในประเทศ แหล่งข้อมูลระบุว่า ค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงถึง 65% ในปี 2568 โดยกิจกรรมการซื้อขายทองคำที่คึกคักถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ล่าสุด หน่วยงานหลัก 3 แห่ง ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1.การกำหนดให้ผู้ค้าทองคำออนไลน์รายงานข้อมูลต่อกรมสรรพากร

    2.การพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำออนไลน์

    3.การกำหนดเพดานมูลค่าธุรกรรมทองคำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 เพื่อช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท

    ติดตามการเมืองและกลยุทธ์การลงทุน
    ในด้านการเมือง ผลสำรวจ Popular Vote จากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจครั้งแรกโดยไทยรัฐทีวี ระบุว่า พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่งที่ 44.7% รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยที่ 22.8% โดยนโยบายหลักที่ทุกพรรคให้ความสำคัญ ได้แก่ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและมาตรการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเงินบาทแข็งค่า โดยหุ้นเด่นที่แนะนำประกอบด้วย

    หุ้นพื้นฐานดีรับอานิสงส์บาทแข็ง ได้แก่ PTTEP, GULF, BGRIM, GPSC

    หุ้นปันผลสูง ได้แก่ ICHI, LH, AP, MAJOR

    หุ้นต่างประเทศ ได้แก่ ZIJIN80 และ 1880 HK

    ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นโลก ประกอบกับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมียอดซื้อสุทธิสะสมกว่า 7.3 พันล้านบาท ในช่วง 15 วันที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jwjeRy8rPze00zHJ1v7eH